กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ แถลงการณ์ปลุกกาไม่เห็นชอบประชามติ 8 ก.พ.

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ แถลงการณ์ปลุกกาไม่เห็นชอบประชามติ 8 ก.พ.

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ แถลงการณ์ปลุกกาไม่เห็นชอบประชามติ 8 ก.พ.

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.54 น.

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ แถลงการณ์ปลุกกาไม่เห็นชอบประชามติ 8 ก.พ. ชี้เพื่อพิทักษ์รธน.-ผลประโยชน์ชาติ

เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2569 ที่พีซทีวี ถนนรามอินทรา 40 กรุงเทพฯ กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ได้แถลงการณ์ เรื่อง การไม่ให้ความเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันออกเสียงประชามติ ในประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 1 ง หน้า 1-2 ) ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันออกเสียงประชามติ  โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 9(2) และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568

ต่อมา คณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดให้มีการออกเสียงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และได้มีการส่งเอกสาร ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แก่ประชาชน ซึ่งเอกสารดังกล่าวประกอบกับประเด็นการออกเสียงประชามติที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ก่อให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชนเป็นอย่างยิ่งว่าจะออกเสียงประชามติอย่างไรและเพียงใด ทำให้มีพรรคการเมืองและกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนที่ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างชาติชี้นำการลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  เพื่อให้ประชาชนให้ความเห็นชอบด้วยการรณรงค์ด้วยการแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จชี้นำการออกเสียงประชามติของประชาชน เช่น การกล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาจากรัฐประหาร หรือกลไกการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาและองค์กรอิสระ

รวมทั้งการใช้อำนาจขององค์กรอิสระที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ และมีอำนาจพิเศษของสมาชิกวุฒิสภาในการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีได้ เป็นต้น อีกทั้งการกล่าวว่าไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าวได้ เพราะกลไกของการแก้ไขเพิ่มเติมไม่สามารถแก้ไขได้ และจำเป็นต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นทั้งฉบับ

อีกทั้งไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดประเด็นที่ประสงค์จะมีการบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แต่อย่างใด อันเป็นการปิดบังเจตนาซ่อนเร้นของการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับที่มีความประสงค์จะเปลี่ยนหลักการในหมวดหรือเรื่องที่ต้องห้ามไม่แก้ไขในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อันได้แก่ หมวด 1 และหมวด 2 อันเกี่ยวกับรัฐ รูปแบบการปกครอง อำนาจอธิปไตย หลักการพื้นฐานของระบอบการปกครอง และสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ การใช้จ่ายงบประมาณที่ต้องห้ามมิให้มีการใช้จ่ายตามอำเภอใจโดยสมาชิกรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบของนักการเมือง บทบัญญัติเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และการตัดสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายไม่ให้ต้องรับโทษทางจริยธรรมต่อไป หรือเพื่อลบล้างนิรโทษกรรมให้แก่บรรดานักการเมืองที่ถูกตัดสินรับโทษทางมาตรฐานจริยธรรมไปแล้วไม่ให้ต้องรับโทษดังกล่าวต่อไป 

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยขอเรียนว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นการบิดเบือนบริบทของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าไม่สามารถกระทำได้ ซึ่งไม่เป็นความจริงและเป็นการหลอกลวงประชาชน เพราะการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสามารถกระทำได้ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตราตามเงื่อนไขที่ กำหนดในหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256  โดยไม่มีความจำเป็นต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ

ดังนั้น กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยขอแถลงจุดยืนต่อพี่น้องประชาชนคนไทยรวมกันปกป้องรัฐธรรมนูญไม่ให้ถูกฉีกทำลายด้วยการจัดทำประชามติที่ฉ้อฉลปิดบังเจตนาที่แท้จริงของบรรดาพรรคการเมืองและกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนบางกลุ่มที่รับทุนจากต่างชาติ มาทำลายประเทศไทยด้วยการทำลายรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มและต่างชาติที่มุงทำลายประเทศไทย ด้วยการแสดงพลังลงคะแนน กา X ไม่เห็นชอบ เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญและผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยจึงขอให้พี่น้องประชาชนไทยร่วมกันไปออกเสียงประชามติ ด้วยการออกเสียง

อนึ่ง กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยมีข้อสังเกตว่า การออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ น่าจะเป็นการจัดให้มีการออกเสียงประชามติที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 เพราะในพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 มาตรา 9 ได้กำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ในมาตรา 9(1) และกำนดกลไกของการริเริ่มแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ในมาตรา 10 ซึ่งต้องมีการริเริ่มและส่งเรื่องจากประธานรัฐสภาไปยังคณะรัฐมนตรี พร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยต้องมีเอกสารการอธิบายถึงเรื่องที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมไว้ให้ประชาชนได้รับทราบด้วย

 แต่การจัดทำประชามติเพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้ริเริ่มตั้งประเด็นคำถามขึ้นเองโดยไม่ได้มีการริเริ่มจากประธานรัฐสภา ทั้งที่การออกเสียงประชามติในครั้งนี้เป็นการตั้งคำถามเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน ที่ผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชน เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ: 16:7 ล้านเสียง (61.35%) และคะแนนเสียงเห็นชอบ “คำถามพ่วง” (ให้ สว. ร่วมเลือกนายกฯ): 15.1 ล้านเสียง (58.07%)  การออกเสียงประชามติครั้งนี้จึงเป็นการออกเสียงประชามติที่มีผลผูกพันให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 รวมทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 44/2564

ชวน ลุยฉวางเมืองคอน ช่วยทนายเอี้ยงหาเสียง ลั่นอย่าเลือกพวกอุบาทว์

ชวน ลุยฉวางเมืองคอน ช่วยทนายเอี้ยงหาเสียง ลั่นอย่าเลือกพวกอุบาทว์

ชวน ลุยฉวางเมืองคอน ช่วยทนายเอี้ยงหาเสียง ลั่นอย่าเลือกพวกอุบาทว์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.36 น.

“ชวน”ลุยฉวางเมืองคอนช่วย “ทนายเอี้ยง” หาเสียง ลั่นอย่าเลือก “พวกอุบาทว์” ซื้อเสียงเข้าไปโกง ประเทศไม่มีวันปราบคอร์รัปชันได้ แฉตรังเสียงดี “เบี้ยพุ่ง” จาก 500 เป็น 1 พัน ขอคนใต้อย่าแลกอนาคตกับเงินสกปรก

5 กุมภาพันธ์ 2569 นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ตลาดคลองจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วย นายนิติศักดิ์ มีขวด หรือ ทนายเอี้ยง ผู้สมัครสส. เขต 7 นครศรีธรรมราช เบอร์ 1 หาเสียง โดยมีการปราศรัยย่อยขอให้ประชาชนเลือกสส.พรรคประชาธิปัตย์ทั้งเขตและบัญชีรายชื่อเป็นกำลังเสริมให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เข้าไปทำงานไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล

โดยนายชวน กล่าวว่า กระแสภาคใต้ดี เหมือนที่ตรังเสียงก็ดีแต่ไม่รู้สู้เบี้ยได้หรือไม่ เพราะเบี้ยเพิ่มเรื่อยจาก 500 ขณะนี้เป็น 1,000 บาทแล้ว ขอประชาชนอย่าหนุนคนซื้อเสียง วงจรอุบาทว์ซื้อเสียงเข้าไปโกง รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยประกาศว่าให้คนใต้เลือกจะได้พัฒนาภาคใต้ พูดไม่ต่างจากสมัยไทยรักไทยไม่เลือกไม่พัฒนา การเมืองการปกครองผ่านมาหลายสิบปีแล้วแต่คนพวกนี้ยังคิดแบบนี้เพราะเป็นนักธุรกิจการเมือง ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพที่คิดการเมืองเพื่อประโยชน์ประชาชน แต่คนพวกนี้เอาเบี้ยมาลงทุนแล้วคิดถึงกำไรที่จะได้ ขอให้ประชาชนเด็ดขาด อย่าลังเลไปเลือกพวกอุบาทว์ ไม่เช่นนั้นเราจะจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไม่ได้ช่วยส่งลูกชาวบ้านไปเป็นสส. และถ้ามีฝีมือก็มีโอกาสเป็นนายกฯ เหมือนที่ผมเคยได้รับโอกาสมาแล้ว

“นายเชาว์ มีชวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พี่ชายของทนายเอี้ยงว่า เป็นคนที่มีความตั้งใจ กล้าหาญในยามที่พรรคตกต่ำออกมาสู้กับเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคที่พาพรรคไปตกต่ำก่อนที่จะลาออกไปและหัวหน้าอภิสิทธิ์กลับมาฟื้นฟูพรรค”นายชวน กล่าว

ด้านนายนิติศักดิ์ กล่าวย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์กลับมาสมกับการรอคอยของประชาชนภายใต้การนำของหัวหน้าอภิสิทธิ์ และคุณชวน กับการเมืองสุจริตที่จะปักธงที่ภาคใต้อีกครั้ง ด้วยอุดมการณ์การเมือ

อ้างหน้าตาเฉย?! กัมพูชาแจ้งกำลังพลเสียวินัย ยิง 40 มม.ตกใกล้ฐานไทย

อ้างหน้าตาเฉย?! กัมพูชาแจ้งกำลังพลเสียวินัย ยิง 40 มม.ตกใกล้ฐานไทย

อ้างหน้าตาเฉย?! กัมพูชาแจ้งกำลังพลเสียวินัย ยิง 40 มม.ตกใกล้ฐานไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.19 น.

5 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพบก ได้รับแจ้งจากกองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.20 น.พบการยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม.ตกใกล้ฐานปฏิบัติการฝ่ายไทย ในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ ซึ่งหลังเกิดเหตุฝ่ายไทยได้เตรียมรับสถานการณ์ และเตรียมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลัง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วนยิงลูกระเบิด40มม.ตกใส่ไทย พื้นที่พลาญหินแปดก้อน กองทัพภาคที่ 2 เผย กำลังพลปลอดภัย)

ทั้งนี้ ได้มีการประสานไปยังผู้บังคับบัญชาของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ เพื่อให้รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชา ระบุว่า “เป็นการเสียวินัยของกำลังพลชุดใหม่ ที่เข้ามาประจำการในพื้นที่ และได้มีการตักเตือนและกำชับกำลังพลในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว”

คุมพื้นที่บ้านคลองแผงได้ทั้งหมด วินธัย ย้ำเฝ้าระวัง สายลับเขมร แฝงตัวชาวบ้าน

คุมพื้นที่บ้านคลองแผงได้ทั้งหมด วินธัย ย้ำเฝ้าระวัง สายลับเขมร แฝงตัวชาวบ้าน

คุมพื้นที่บ้านคลองแผงได้ทั้งหมด วินธัย ย้ำเฝ้าระวัง สายลับเขมร แฝงตัวชาวบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.58 น.

5 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก และโฆษกกองทัพบก พร้อมด้วยคณะศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก และกองกำลังบูรพา นำสื่อมวลชนลงพื้นที่มาบริเวณ บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ที่เป็นพื้นที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของหน่วยงานศุลกากรฝั่งกัมพูชาที่รุกล้าเข้ามายังพื้นที่ทับซ้อน แต่ปัจจุบันทหารได้สถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ โดยได้ทำลายทิ้งทั้งหมดแล้ว

โดยมี พ.อ.ปฐมพล วงพิเดช รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจตาพระยา ชี้แจงถึงสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ตาพระยา ที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา โดยเฉพาะจุดผ่อนปรนชายแดนในพื้นที่บ้านบึงตะกวน และบ้านคลองแผง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับแนวหลักเขตแดน โดยระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักเขตที่ 36 ซึ่งตรวจพบว่าหลักเขต 36 มีเพียงส่วนบน แต่ไม่มีฐานล่าง โดยสันนิษฐานว่ามีการเคลื่อนย้ายหลักเขต ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายอ้างแนวเขตไม่ตรงกัน และกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนมาจนถึงปัจจุบัน

พ.อ.ปฐมพล ระบุว่า ตลอดแนวชายแดนในความรับผิดชอบของกองกำลังบูรพา มีกำหนดหลักเขตทั้งหมด 24 หลัก โดยเป็นหลักเขตที่เห็นตรงกัน 13 หลัก และไม่ตรงกัน 11 หลัก ซึ่งกลายเป็นต้นตอของปัญหาการรุกล้ำในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณหนองจาน หนองหญ้าแก้ว และบ้านคลองแผง ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาได้อ้างสิทธิ์พื้นที่ตั้งแต่หลักเขตที่ 33 ถึง 36 พร้อมปักหมุดและเคลื่อนไหวกำลังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝ่ายไทยก็ยืนยันแนวอ้างอิงของตนเช่นกัน และมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่

อย่างไรก็ตาม พ.อ.ปฐมพล ระบุว่า พบการลักลอบรุกล้ำโดยใช้ชาวบ้านและกำลังในลักษณะพลเรือนเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ พร้อมขุดหลุมตั้งรับตลอดแนวถนน k 5 รวมถึงการใช้สิ่งปลูกสร้างเป็นฐานปฏิบัติการ โดยพบการรุกล้ำรวมกว่า 389 หลังคาเรือน ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการรื้อถอนและเคลียร์พื้นที่จนแล้วเสร็จ ปัจจุบันสามารถสถาปนาแนวตั้งรับและควบคุมพื้นที่ได้อย่างมั่นคง เป็นวันที่ 56 นับตั้งแต่เข้าควบคุมพื้นที่ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมา แต่ในส่วนประชาชนของกัมพูชา ขณะที่เกิดการปะทะกันนั้น ได้อพยพก่อนเราไปประมาณ 2 วัน ซึ่งเราอพยพช้ากว่า เนื่องจากเราไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะไปทำลายหรือรุกล้ำ แต่ในเมื่อกัมพูชาเปิดฉากมาหาเราก่อน เราจึงจำเป็นจะต้องอพยพไปด้วย รบไปด้วยในวันนั้น

ด้าน พล.ต.วินธัย ระบุว่า กองทัพบกยังคงควบคุมพื้นที่อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมย้ำว่า ข้อมูลด้านการข่าวพบว่า การเคลื่อนไหวบางส่วนไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่เป็นกำลังของทหารหรือเจ้าหน้าที่กัมพูชาที่แฝงตัวมาในลักษณะพลเรือน

พล.ต.วินธัย ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันฝ่ายไทยสามารถควบคุมพื้นที่สำคัญได้ทั้งหมด โดยเฉพาะจุดที่เคยใช้เป็นพื้นที่คุกคามหรือใช้อาวุธทำร้ายกำลังพลและประชาชน พร้อมยืนยันว่าการปฏิบัติเป็นไปตามกรอบกติกาสากลและข้อตกลงระหว่างประเทศ และยังใช้กลไกการประชุมในระดับพื้นที่และระดับภูมิภาค หรืออาร์บีซี (RBC) อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กองทัพบกยืนยันว่า ยังไม่มีการเพิ่มกำลัง ใช้กำลังเท่าเดิม เน้นการเสริมความมั่นคงของแนวตั้งรับ การเฝ้าระวัง และป้องกันการยั่วยุ โดยหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ พ.อ.ปฐมพล กล่าวเพิ่มเติมว่า กำลังพลของฝ่ายกัมพูชาที่แฝงตัวเป็นประชาชนบริเวณถนน K5 ยังไม่มีการรุกคืบเพิ่มเติมแต่อย่างใด ส่วนสถานการณ์โดยรวม ยังคงต้องมีการเก็บกู้วัตถุระเบิดทั้งที่ประชาชนซึ่งกลับเข้ามาในพื้นที่ที่พบเจอ ทั้งระเบิดแสวงเครื่อง ทุ่นระเบิดเก่าและใหม่ โดยจะมีการรวบรวมวัตถุระเบิดที่พบเพื่อนำไปแยกว่า ส่วนไหนที่สามารถทำลายทิ้งได้เลย และส่วนไหนที่จะต้องนำไปทำลายนอกสถานที่ โดยขณะนี้ยังพบอยู่ทุกวัน

จากนั้น ทหารได้พาคณะสื่อมวลชน ไปดูบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากกระสุน BM-21 ซึ่งเป็นบ้านของ นางผ่องศรี เจ้าของบ้านที่ได้รับความเสียหายจากกระสุน BM-21 เล่าทั้งน้ำตาว่า รู้สึกเสียใจที่ไม่มีที่อยู่ เพราะคนอื่นกลับบ้านเขามีที่อยู่ แต่เราไม่มีที่อยู่ โดยที่บ้านมีคนพักอาศัยอยู่ประมาณ 7 คน ตอนนี้มีความลำบากเป็นอย่างมาก ซึ่งตอนแรกไปอาศัยอยู่บ้านน้องสาว แต่ก็อึดอัด เพราะน้องสาวก็มีครอบครัว ตอนนี้ก็เลยมาอาศัยนอนอยู่ที่ครัว อยู่ในห้องที่พอนอนได้ ทั้งนี้ ตนเองเมื่อเห็นทหารอยู่แนวชายแดน เห็นรถถังก็รู้สึกอุ่นใจ เพราะทหารเป็นที่พึ่งของเรา

ส่วนการชดเชยเยียวยานั้นตอนนี้ยังไม่รับเงิน แต่ได้ยินว่า จะได้รับ 230,000 บาท ซึ่งตอนนี้ได้แค่ค่าครองชีพประมาณ 70,000 บาท ซึ่งหลังจากโดนกระสุน BM-21 ข้าวของเครื่องใช้อะไรพังหมด เหลือแค่เสื้อผ้า ยอมรับว่า ตอนที่มาเห็นบ้านตนเองถึงกับพูดไม่ออก และเมื่อใครถามถึงบ้าน ก็มีแต่น้ำตา เพราะบ้านหลังนี้เป็นมรดกของพ่อแม่ ที่เราสร้างต่อมาก็ได้แค่นี้ ส่วนจะรื้อใหม่ทำใหม่หมดเลยหรือไม่นั้น ต้องดูงบประมาณ ซึ่งตอนแรกทางการจะนำรถแบคโฮมารื้อบ้าน แต่เราไม่ยอม เพราะว่า เงินก็ยังไม่ได้รับ และในฐานะคนชายแดนก็ติดตามข่าวทุกวัน อย่างเมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา ก็บอกว่าให้เตรียมตัวอพยพ ตนเองก็เก็บเสื้อผ้าที่เหลือเตรียมไว้ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ก็ยังอยู่ที่นี่ อีกทั้งยังเห็นทหารผ่านไปผ่านมาเลยไม่รู้สึกกลัว ซึ่งตนจะอยู่จนกว่าทางการให้อพยพ

ด่วนยิงลูกระเบิด40มม.ตกใส่ไทย พื้นที่พลาญหินแปดก้อน กองทัพภาคที่ 2 เผย กำลังพลปลอดภัย

ด่วนยิงลูกระเบิด40มม.ตกใส่ไทย พื้นที่พลาญหินแปดก้อน กองทัพภาคที่ 2 เผย กำลังพลปลอดภัย

ด่วนยิงลูกระเบิด40มม.ตกใส่ไทย พื้นที่พลาญหินแปดก้อน กองทัพภาคที่ 2 เผย กำลังพลปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.18 น.

ด่วน! กองทัพภาคที่ 2 เผย เหตุลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐาน พื้นที่พลาญหินแปดก้อน กำลังพลปลอดภัย

เมื่อเวลา 10.18 น. วันที่ 5 ก.พ.2569 รายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า เกิดเหตุฝ่ายตรงข้ามใช้อาวุธยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. จำนวน 1 ลูก ตกลงในพื้นที่พลาญหินแปดก้อน โดยกระสุนตกบริเวณด้านปีกขวาของฐานปฏิบัติการฝ่ายไทย

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบความเสียหายต่อกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ โดยกำลังพลทุกนายปลอดภัย ขณะที่หน่วยที่เกี่ยวข้องได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ขอบคุณภาพจาก Google Map

อิ๊งค์ เยี่ยมทักษิณ ขอบคุณกลุ่มเพื่อนมงฟอร์ตฯมาให้กำลังใจ แย้มพ่อเรียนทำอาหารในเรือนจำ

อิ๊งค์ เยี่ยมทักษิณ ขอบคุณกลุ่มเพื่อนมงฟอร์ตฯมาให้กำลังใจ แย้มพ่อเรียนทำอาหารในเรือนจำ

อิ๊งค์ เยี่ยมทักษิณ ขอบคุณกลุ่มเพื่อนมงฟอร์ตฯมาให้กำลังใจ แย้มพ่อเรียนทำอาหารในเรือนจำ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.18 น.

อิ๊งค์ เยี่ยม ทักษิณ เผยพ่อดีใจ ขอบคุณกลุ่มเพื่อนมงฟอร์ตฯ ที่มาให้กำลังใจหน้าเรือนจำ แย้มพรุ่งนี้จบคอร์สอบรมทำอาหารวันสุดท้าย 

5 กุมภาพันธุ์ 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพฯ ครอบครัวชินวัตรเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันนายทักษิณถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำฯมาแล้วเป็นเวลา 4 เดือน 27 วัน 

โดยวันนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ ”อิ๊งค์“อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ หรือ “ปอ” สามี และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคนโตของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยานายทักษิณ เดินทางมาเป็นตัวแทนครอบครัว พร้อมด้วยนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัว ขณะเดียวกันที่บริเวณหน้าเรือนจำยังมีกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นสมัยโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียง ใหม่ รหัส MC 08 มารอต้อนรับคณะครอบครัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่ง

น.ส.แพทองธาร ได้แวะเข้าไปพูดคุยทักทายกับกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นของนายทักษิณอย่างเป็นกันเองประมาณ 1-2 นาที พร้อมร่วมถ่ายรูปรวมกัน โดยในจังหวะนั้นหนึ่งในตัวแทนกลุ่มเพื่อนได้เอ่ยขึ้นว่าขอให้นายทักษิณได้ออกจากเรือนจำไว ๆ ซึ่ง น.ส.แพทองธาร ตอบกลับเพียงสั้นๆ ว่า “ขอให้เป็นอย่างนั้นค่ะ” ก่อนจะเดินเข้าเรือนจำฯไปเยี่ยมนายทักษิณ

ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเยี่ยม น.ส.แพทองธาร และคณะตัวแทนได้เดินออกมาด้วยรอยยิ้มแจ่มใส พร้อมกับตรงเข้าพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นมงฟอร์ตฯ อีกครั้ง โดย น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ได้นำข้อความที่เพื่อนๆฝากถึงนายทักษิณไปบอกให้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนายทักษิณตอบกลับมาว่าดีใจและขอบคุณมาก พร้อมฝากความห่วงใยให้ทุกคนรักษาสุขภาพด้วย ก่อนที่ น.ส.แพทองธาร จะยกมือไหว้ขอบคุณกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นรร.มงฟอร์ต รหัส MC 08 ที่เดินทางมาในวันนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ได้สนทนากับนายทักษิณ อย่างไรบ้าง น.ส.แพทองธาร เปิดเผยว่า วันนี้ไม่มีเรื่องอะไรพิเศษ ส่วนใหญ่พูดคุยเรื่องการเรียนคอร์สทำอาหารและการอบรม 10 วัน ซึ่งวันพรุ่งนี้จะเป็นการอบรมวันสุดท้าย เมื่อถามต่อว่านายทักษิณได้ฝากข้อความถึงสถานการณ์การเมืองหรือการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ไม่มีค่ะ ก่อนจะเดินขึ้นรถยนต์ส่วนตัวเดินทางออกไปพร้อมสามีทันที

ด้าน นายบรรณพจน์ ได้เดินมาร่วมพูดคุยทักทายสารทุกข์สุกดิบกับกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นของนายทักษิณอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเองก่อนจะแยกตัวเดินทางกลับพร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัว 

ไทยอยู่ตรงไหน? สุทธิชัย หยุ่น จี้ปรับตัวรับระเบียบโลกใหม่ ก่อนตกขบวน

ไทยอยู่ตรงไหน? สุทธิชัย หยุ่น จี้ปรับตัวรับระเบียบโลกใหม่ ก่อนตกขบวน

ไทยอยู่ตรงไหน? สุทธิชัย หยุ่น จี้ปรับตัวรับระเบียบโลกใหม่ ก่อนตกขบวน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.40 น.

5 กุมภาพันธ์ 2569 สุทธิชัย แซ่หยุ่น หรือ สุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ไม่มีอะไรง่ายในโลกแห่งความผันผวน ไทยจะอยู่ตรงไหนของระเบียบโลกใหม่ที่เราอาจถูกทิ้งไว้ข้างทาง ถ้าเราไม่มีที่นั่งบนโต๊ะของวงเจรจา เราก็อยู่ในรายการอาหาร! การกล้าปรับและเปลี่ยนนั้นเสี่ยงและยาก แต่การไม่ปรับไม่เปลี่ยนนั้นเสี่ยงและยากยิ่งกว่า!”

ศุภมาส แย้ม ภท.ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย ศูนย์สิริกิติ์ฯ พรุ่งนี้ เตรียมปล่อยของ แนวทางแก้ ศก.

ศุภมาส แย้ม ภท.ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย ศูนย์สิริกิติ์ฯ พรุ่งนี้ เตรียมปล่อยของ แนวทางแก้ ศก.

ศุภมาส แย้ม ภท.ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย ศูนย์สิริกิติ์ฯ พรุ่งนี้ เตรียมปล่อยของ แนวทางแก้ ศก.

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.30 น.

ศุภมาส แย้ม ภท.ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย ศูนย์สิริกิติ์ฯ พรุ่งนี้ เป็นภาค 2 ต่อจากเวทีสวมลุมพินี เตรียมปล่อยของ แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อ้อนปชช. ออกไปใช้สิทธิด้วยความกลัวบ้านเมืองเจอความสี่ยง มั่นใจปักธงกทม.ได้แน่ แต่ได้กี่ที่นั่งอยู่ที่ปชช.

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 5 ก.พ.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะดูแลการเลือกตั้ง สส.กทม.ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรค ภท.ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันที่ 6 ก.พ. ว่า ถือว่าเป็นการปราศรัยใหญ่ปิดแคมเปญหลังจากเปิดแคมเปญไปเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 68 ที่โรงละครอักษรา โดยเวทีพรุ่งนี้จะเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนประชาชน ผู้สนับสนุนที่อยากไปให้กำลังใจและรับฟังนโยบายต่างๆ ของพรรคไปร่วมรับฟังกันได้ แต่หากใครไม่สะดวก ก็สามารถรับฟังผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่ถ่ายทอด และเพจเฟซบุ๊กของพรรค ภท.ได้โดยจะมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.นำปราศรัย และทีมเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ รวมถึง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ โดยแกนนำพรรคจะมาเล่าให้ฟังว่าที่ผ่านมาได้ทำอะไรแล้วบ้าง ที่สำคัญถ้าเลือกพรรค ภท.เข้าไปเป็นรัฐบาลและมีนายอนุทินเป็นนายก ทั้ง 3 คน จะได้เข้าไปเป็นรองนายกฯ ตำแหน่งเดิม

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศ แต่เรายังต้องฝ่ากระแสวิกฤติโลก ซึ่งทั้ง 3 คนไปประชุมที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะมาเล่าให้ฟัง จะเป็นภาคต่อจากเวทีปราศรัยสวนลุมพินี ที่เอาได้อินโทรว่ามันมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น และปัญหาอะไรที่ควรแก้ โดยในวันที่ 6 ก.พ.เราจะเล่าให้ฟังว่ามืออาชีพของเราทั้ง 3 คน บวกกับนายกฯ จะบอกว่าจะมีแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร เป็นการเฉลยคำตอบว่าเราจะทำอะไรบ้างเมื่อได้เข้าไปบริหารบ้านเมืองอีกรอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในวันที่ 6 ก.พ.ถือเป็นเวทีสุดท้ายแล้วจะมีไม้เด็ดอะไรที่จะปล่อยออกไปเพื่อดึงดูดคะแนนเสียงให้มากยิ่งขึ้นหรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ความจริงคิดว่าตอนนี้ประชาชนตัดสินใจแล้ว แต่เรามาคอนเฟิร์มอีกครั้งว่าถ้าตัดสินใจแล้ว ชอบเรา เชียร์เราแล้ว อย่าเชียร์อยู่ที่บ้าน ขอให้ออกมาช่วยเราด้วย เพราะตอนนี้คงไม่ได้พูดเรื่องแบ่งสีแบ่งฝ่ายอะไร แต่มานำเสนอในเรื่องนโยบาย โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงที่ประเทศไทยจะต้องไม่ถูกลบออกจากแผนที่ทางเศรษฐกิจของโลก รวมถึงแผนที่ทางด้านความมั่นคง ซึ่งเราจะต้องไม่เสียดินแดนอะไรไปทั้งนั้น นอกจากนี้ ในวันที่ 6 ก.พ.จะเน้นพูดหลังจากวันที่ 8 ก.พ.เราจะกลับเข้าไปทำอะไร 

เมื่อถามว่า เท่าที่ดูทุกเวทีที่นายกฯปราศรัย จะมีประชาชนมาฟังจำนวนมาก ทำให้มั่นใจหรือไม่ว่า หลังการเลือกตั้ง พรรค ภท.จะได้เป็นรัฐบาลแน่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ความจริงไม่ใช่เฉพาะเวทีปราศรัยเท่านั้นที่คนมาฟังจำนวนมาก แต่ทุกครั้งที่เราเดินหาเสียง หรือที่หัวหน้าพรรคไปเดินแบบออร์แกนิก จะเห็นชัดเจนว่าภาพต่างจากปี 66 ชัดเจน มีประชาชนรู้จักเราเยอะ มีคนรักชอบพวกเราเยอะ ซึ่งตนขอให้ความรักความชอบเหล่านั้นแปรเป็นพลังออกไปเลือกตั้ง รวมทั้งที่มีประชาชนจำนวนมากกลัวว่าบ้านเมืองจะมีความเสี่ยง ซึ่งบ้านเมืองเราจะเสี่ยงไม่ได้ ดังนั้น จึงขอให้ออกไปเลือกด้วยความกลัวเช่นเดียวกันว่าบ้านเมืองจะมีปัญหาเพราะไม่ได้ทีมเศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพมา จึงอยากให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีม็อตโตให้เลือกพรรคที่รักชาติ หรือถ้าไม่เลือกเราเขามาแน่ คิดว่าจะช่วยดึงกระแสประชาชนให้มาเลือกพรรค ภท.ได้มากขึ้นหรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ความจริงม็อตโต้พวกนี้ผ่านไปแล้ว ตอนนี้ถือว่าเป็นสัปดาห์สุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งแล้ว เราคงจะพูดแต่เรื่องนโยบายอย่างเดียวว่าถ้ารักชอบนโยบายพรรค ภท.และเชื่อถือในทีมมืออาชีพ ผู้บริหาร ซึ่งนโยบายที่สวยหรูส่วนใหญ่ของแต่ละพรรคจะคล้ายๆ กัน ใครๆ ก็พูดได้ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องปฏิบัติใครจะเป็นคนทำ และทำได้จริงหรือไม่ ซึ่ง 3-4 เดือนที่ผ่านมาเราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทีมมืออาชีพของเราที่เข้ามาบริหารได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านโยบายสั้นๆ ต่างๆ ที่ออกมาเราทำได้จริง ทั้งคนละครึ่งพลัส ทุกครั้งที่ไปเดินถือเป็นนโยบายที่อยู่ในใจของประชาชน เราบอกมาตลอดว่าเราไม่ได้ให้ปลา แต่เราให้เบ็ด เป็นการสอนให้ประชาชนมีวินัยทางการเงินการคลัง และพรรคเราใช้เงินในการหาเสียงน้อยมาก ไม่มีนโยบายประชานิยม ถือว่าเราสอนประชาชนและให้ความรู้ประชาชนในเรื่องการหาเงิน เก็บเงินอย่างไรให้อยู่รอดได้ เราจะเข้าไปจัดการปัญหา  

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้ถือว่าโค้งสุดท้ายสุดๆ แล้ว ใน กทม.มั่นใจว่าจะกวาด สส.ได้มากน้อยแค่ไหน น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า มั่นใจว่าจะปักธงได้ แต่ว่าจะได้มากน้อยแค่ไหนอยู่ที่ประชาชนออกไปช่วยกันใช้สิทธิเลือกตั้ง

คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด หมอฮา กับมาตรฐานพรรคส้ม

คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด หมอฮา กับมาตรฐานพรรคส้ม

คนระโนดให้ไปอยู่ระโนด หมอฮา กับมาตรฐานพรรคส้ม

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.03 น.

การปราศรัยของ พรรคประชาชน หรือพรรคส้ม ที่อำเภอหาดใหญ่ ในช่วงเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกพูดถึงขึ้นมา ไม่ใช่เพราะนโยบาย แต่เพราะคำพูดที่เลือกใช้ “ที่มา” ของคน เป็นตัวตัดสินความเหมาะสมทางการเมือง

บนเวทีนั้น นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.เขต 2 จังหวัดสงขลา พรรคส้ม พูดถึงคู่แข่งว่าเป็นคนอำเภอระโนด และบอกตรง ๆ ว่าคนระโนดควรไปเป็นผู้แทนระโนด ไม่ควรมาลงแข่งในหาดใหญ่

ประโยคนี้ไม่พูดถึงผลงาน ไม่พูดถึงความสามารถ และไม่สนใจว่าทำงานในพื้นที่มานานแค่ไหน

เหตุผลเดียวที่ถูกใช้คือ “คุณไม่ได้เกิดที่นี่” และเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

คำพูดลักษณะนี้คือการตัดความชอบธรรมของผู้สมัครด้วยชาติกำเนิด

ผลของคำพูดแบบนี้ไม่ได้จบแค่บนเวที แต่มันถูกส่งต่อไปยังคนฟังทั้งจังหวัด คนสงขลาเริ่มถูกแยกออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือคนหาดใหญ่ที่ถูกมองว่าเหมาะสม อีกฝั่งคือคนจากอำเภออื่นที่ถูกทำให้เป็นคนนอก

ทั้งที่เป็นจังหวัดเดียวกัน เป็นคนสงขลาเหมือนกัน และเป็นคนไทยด้วยกัน แต่การเมืองของพรรคส้มกลับบอกประชาชนว่า สิทธิในการถูกเลือกไม่เท่ากันตั้งแต่ต้น คนจากบางอำเภอถูกยกขึ้นโดยอัตโนมัติ ขณะที่คนจากอำเภออื่นถูกกันออกไปก่อนจะได้แข่ง

ตำแหน่งผู้แทนราษฎร ควรเป็นพื้นที่ให้ประชาชนตัดสินจากตัวเลือก แต่คำพูดแบบนี้ทำให้ตัวเลือกหายไปตั้งแต่แรก และความรู้สึกไม่เป็นธรรมก็เริ่มก่อตัวขึ้นในพื้นที่เดียวกัน

สิ่งที่ทำให้กรณีหมอสุภัทรน่าตั้งคำถามยิ่งขึ้น คือมาตรฐานของพรรคส้มเอง เพราะตรรกะเดียวกันนี้ไม่เคยถูกใช้กับผู้สมัครของพรรค

พรรคส้มมีผู้สมัครจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้เกิดในพื้นที่ที่ลงสมัคร แต่เรื่องนี้ไม่เคยถูกยกขึ้นมาเป็นปัญหา

ตัวอย่างชัดเจนคือ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคส้ม คนสงขลาโดยกำเนิด ที่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร และไม่เคยมีใครในพรรคพูดว่า ควรกลับไปลงพื้นที่บ้านเกิด

พอเป็นคนของพรรคส้ม การเกิดที่ไหนไม่สำคัญ แต่พอเป็นฝ่ายอื่น การเกิดที่ไหนกลายเป็นเรื่องใหญ่

พื้นที่ถูกหยิบมาเป็นข้ออ้างเฉพาะตอนจะกีดกันฝ่ายตรงข้าม แต่ถูกเก็บเงียบทันทีเมื่อย้อนมาหาคนของพรรคส้มเอง

เมื่อคำพูดบนเวทีถูกวิจารณ์ หมอสุภัทรออกมาชี้แจงภายหลัง น้ำเสียงอ่อนลงทันที จากการพูดเรื่องที่มา กลายเป็นการพูดถึงวิกฤตหาดใหญ่ และย้ำว่าตนเองเข้าใจพื้นที่ พร้อมบอกว่าไม่ได้ตั้งใจดูถูกใคร

อย่างไรก็ตาม คำอธิบายทีหลังไม่สามารถลบคำพูดแรกออกไปได้ เพราะสิ่งที่ประชาชนได้ยินไปแล้วคือ ประโยคที่ใช้ชาติกำเนิดเป็นเหตุผลกันคนออกจากสนาม

รูปแบบการสื่อสารเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพรรคส้ม พูดแรงตอนอยู่บนเวที แต่พอแรงตีกลับก็รีบปรับโทน แก้คำพูดให้ดูนุ่มลง โดยไม่แตะต้นตอของปัญหาจริง ๆ

การสื่อสารลักษณะนี้อาจช่วยเอาตัวรอดเฉพาะหน้า แต่แลกมาด้วยความน่าเชื่อถือที่ลดลงทุกครั้ง

คำพูดของหมอสุภัทรลดสิทธิทางการเมืองของผู้สมัครที่ไม่ได้เกิดในอำเภอหาดใหญ่ตั้งแต่ต้น คนจากอำเภออื่นในจังหวัดเดียวกัน โดยเฉพาะคนจากอำเภอระโนด ถูกทำให้มีสถานะต่ำกว่าในการถูกเลือก แม้จะยังไม่ทันถูกพิจารณาจากความสามารถ

เมื่อพรรคส้มยอมรับวิธีคิดแบบนี้ และใช้มาตรฐานคนละแบบกับพวกเดียวกัน ความไม่เท่าเทียมจึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการเลือกปฏิบัติตั้งแต่จุดเริ่มต้น

การเมืองที่เริ่มจากการให้สิทธิไม่เท่ากัน ย่อมไม่อาจอ้างความเสมอภาคได้เต็มปาก และพรรคที่ใช้วิธีคิดเช่นนี้ ก็ยากจะทำให้ประชาชนเชื่อได้ว่า ทุกคนมีค่าเท่ากันจริง.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

สมชัย ไขกระจ่าง 6 ข้อ ทำไมยกเครื่อง กกต.ต้องรื้อ รธน.ใหม่ทั้งฉบับ

สมชัย ไขกระจ่าง 6 ข้อ ทำไมยกเครื่อง กกต.ต้องรื้อ รธน.ใหม่ทั้งฉบับ

สมชัย ไขกระจ่าง 6 ข้อ ทำไมยกเครื่อง กกต.ต้องรื้อ รธน.ใหม่ทั้งฉบับ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.32 น.

5 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อยากให้ กกต. ทำงานดีขึ้นเกี่ยวอะไรกับ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

ก็แก้รายมาตรา ที่เกี่ยวกับ กกต. ไม่กี่มาตรา ก็ได้นี่

คำตอบคือ ไม่ใช่ และ ยากมาก

1. แก้คุณสมบัติของ คนที่เข้ามาเป็น กกต. เรื่องนี้เรื่องเดียวก็ต้องทำประชามติ ตามมาตรา 256

2. แก้เรื่อง เลขผู้สมัครเขตของพรรค กับ เลขพรรค ไม่ตรงกัน ต้องแก้ ม. 90 ในรัฐธรรมนูญ

3. แก้เรื่อง ให้ประชาชน เข้าชื่อถอดถอน กกต. ต้องเขียนเป็นมาตราใหม่ในรัฐธรรมนูญ

4. แก้เรื่อง ความสัมพันธ์องค์กรอิสระ เช่น กกต. ชงเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธิฝ่ายการเมือง ยุบพรรค ปปช. มีมติเรื่อง จริยธรรม ชงเรื่องศาลฎีกา ตัดสิทธิการเมือง ผูัตรวจการแผ่นดิน ชงเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรค ฯลฯ ต้องแก้มากกว่า 20 มาตรา ในรัฐธรรมนูญ และต้องทำประชามติทุกครั้ง ตามมาตรา 256

5. จะเห็นได้ว่า การแก้รัฐธรรมนูญ 2560 แบบรายมาตรา มีอุปสรรคเป็นเขาวงกตราวค่ายกลเกาะดอกท้อที่วกวนซับซ้อน

6. การแก้ไขปัญหาการทำหน้าที่ของ กกต. และองค์กรอิสระต่าง ๆ จึงมี 2 ทาง คือ เข้าเขาวงกตหรือ ทลายเขาวงกต โดย กา “เห็นชอบ” บัตรสีเหลืองทลายเขาวงกต