พปชร. งานเข้า สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรม ปมไม่สนับสนุนผู้สมัครอย่างเป็นธรรม

พปชร. งานเข้า สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรม ปมไม่สนับสนุนผู้สมัครอย่างเป็นธรรม

พปชร. งานเข้า สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรม ปมไม่สนับสนุนผู้สมัครอย่างเป็นธรรม

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.14 น.

พปชร.งานเข้า ‘สนธิญา’ร้อง กกต.สอบจริยธรรม ปมไม่สนับสนุนค่าใช้จ่ายผู้สมัครพรรคอย่างเป็นธรรม จี้เร่งรับรอง ส.ส.500 คน เชื่อปมBarcode QR Codeไม่ทำเลือกตั้งโมฆะ ปูดซื้อเสียงมหาศาล  1 พรรคใช้ 3,000 ล้าน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายสนธิญา สวัสดี ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรสาคร เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ยื่นคำร้องต่อกกต.ขอให้ตรวจสอบจริยธรรม กรรมการบริหาร หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กรณีการส่ง ผู้สมัคร สส. ลงสมัคร แล้วไม่มีการสนับสนุนเรื่องเงินค่าใช้จ่าย โดยตนเป็นผู้สมัครส.ส.คนหนึ่งของพรรคจนถึงวันนี้ยังไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากพรรคแม้แต่สตางค์แดงเดียว จึงเข้าลักษณะหัวหน้าพรรคกรรมการบริหารพรรคเลือกปฏิบัติสนับสนุนเฉพาะบุคคลที่ถูกอกถูกใจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในพรรคซึ่งตนยังได้รับการร้องเรียนจากสมาชิก 50-60 คน จึงต้องนำเรื่องนี้มายื่นร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองเพื่อให้ตรวจสอบและสั่งให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคยุติการปฏิบัติหน้าที่ และหากผลการตรวจสอบเป็นจริงผู้ที่ถูกร้องก็จะไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้

ทั้งนี้ นายสนธิญา ยังได้เรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบว่า ในการเลือกตั้งที่ ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐมีการสนับสนุนด้านการเงิน แก่บุคคลหรือกลุ่มใดเป็นการเฉพาะหรือไม่ และหากมี ข่าวว่าพรรคได้รับเงินสนับสนุนจากผู้สนับสนุนรายใหญ่ เงินดังกล่าวถูกนำไปใช้หรือจัดสรรอย่างไร

รวมทั้งตรวจสอบรายรับรายจ่ายของพรรค ว่ามีการโอนเงินสนับสนุนแก่ผู้สมัครรายใดหรือไม่ และ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กกต. กำหนด ซึ่งกำหนดเพดาน ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงไม่เกิน 1.9 ล้านบาทต่อคน นับ ตั้งแต่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาจนถึงวันเลือกตั้งเมื่อวัน ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

นอกจากนี้ยังขอให้ กกต. ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด หากมี การเพิกเฉยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อาจเข้าข่าย ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

นายสนธิญาณ ยังระบุว่าในสัปดาห์หน้าจะยื่นหนังสือต่อกกต.รับรอง ให้เร่งรับรองส.ส.ทั้ง 500 คน โดยเร็ว เพราะหลายอย่างรัฐบาลรักษาการทำไม่ได้ มันเสียเวลาประเทศ ควรรับรองไปก่อนแล้วสอยทีหลัง  ต่อข้อถามว่า สวนกระแสคนส่วนใหญ่ที่อยากให้เลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ นายสนธิญา กล่าวว่า มันเป็นความเห็นต่าง เราต้องมองประโยชน์ประเทศสำคัญกว่าเราเสียเวลามากมาแล้ว

เมื่อถามว่า แสดงว่ามองเรื่อง บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ไม่ผิด นายสนธิญา กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่ผิด แต่จุดประสงค์ของ กกต. เพื่อที่จะไม่ให้มีการปลอมแปลงบัตร ทั้งนี้ต้องมองกระบวนการทั้งระบบว่าลับหมดหรือลับเฉพาะบางส่วน  ถ้าลับทั้งหมด ตอนนับคะแนนก็ต้องไม่ให้คนอื่นเห็น ส่วนตัวเห็นว่า ประเด็นนี้จะไม่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

นายสนธิญา  เปิดเผยด้วยว่า  การเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้เงินจำนวนมาก  ก่อนเลือกตั้งผู้สมัครเข้าไปที่พรรคเขาบอกเลยว่ามีการเตรียมเงินไว้แล้ว 35 ล้านบาท แจกหัวละ 500 บาท  ซื้อเสียง  7 หมี่นคน  เขาหวังแค่ครึ่งเดียว 50 เปอร์เซ็นต์  สังเกตดูพรรคเหล่านั้นจะมีคะแนนเกิน 35,000 คะแนนตลอด เพราะเขาซื้อ 7 หมื่นคน แต่หวัง 50 เปอร์เซ็นต์ คือ 35,000-42,000 คะแนน ถามว่าถ้าไม่ซื้อเสียงเขาจะได้คะแนนเท่าไหร่  ดังนั้นไปดูฐานคะแนนได้ ส.ส.ที่ได้คะแนน 35,000-42,000 คะแนน สัมพันธ์กับที่ตนพูดหรือเปล่า คาดว่าใช้เงินประ มาณ 3,000 ล้านบาทต่อพรรค และเขายิงเข้าเป้าด้วย โดยพรรคนี้จะยิงเฉพาะเขตที่สู้ได้ และมีฐานคะแนนอยู่แล้ว ยุทธวิธีคือใช้เงินในเขตที่สู้กับพรรคประชาชน โดยการซื้อเป็นการสมยอมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย พรรคที่ซื้อเขาคุมได้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว รู้เลยจะได้คะแนนเท่าไหร่  บ้านใหญ่คุมได้หมด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. ไม่มีใครบ้าเอาบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ดไปตรวจสอบหรอก มันไร้สาระ
 
นายสนธิญา กล่าวว่า ได้รับการชักชวนจากนายมงคลกิตติ์ ให้ไปทำงานการเมืองด้วยกัน แต่คิดว่าคงไม่ไป เพราะผมกลัวไดโนเสาร์ โดยคิดที่จะตั้งพรรคการเมืองใหม่ชื่อว่าพรรคธรรมราษฎร์ ซึ่งมีความหมายว่าความเป็นธรรมของราษฎร

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.08 น.

วันที่14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ  (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ)

วะคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเสนอแต่งตั้ง นายปริญญวัฒน์  วัชรอาภากร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน กปร. ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568  ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้ง 

นางสาวจิรัสยา พีรานนท์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับและนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัด กระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1. นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2. นายเกียรติชัย ชัยเรืองยศ รองอธิบดีกรมท่าอากาศยาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี(นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

เรื่อง ขอความเห็นชอบการแต่งตั้งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง เป็นผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไปและไม่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว

ศุภจี รายงาน ครม. รับทราบสหรัฐฯ ปรับภาษีเท่ากัน 15% ทั่วโลก ระยะสั้นไทยได้ประโยชน์ แต่รอดูความชัดเจนเพิ่ม

ศุภจี รายงาน ครม. รับทราบสหรัฐฯ ปรับภาษีเท่ากัน 15% ทั่วโลก ระยะสั้นไทยได้ประโยชน์ แต่รอดูความชัดเจนเพิ่ม

ศุภจี รายงาน ครม. รับทราบสหรัฐฯ ปรับภาษีเท่ากัน 15% ทั่วโลก ระยะสั้นไทยได้ประโยชน์ แต่รอดูความชัดเจนเพิ่ม

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.00 น.

“ศุภจี”เผยรายงาน ครม.รับทราบสหรัฐฯ ปรับภาษีเท่ากัน 15% ทั่วโลก ชี้ระยะสั้นไทยได้ประโยชน์ แต่รอดูความชัดเจนเพิ่ม ยันไม่ต้องเจรจาลิสต์สินค้าใหม่

เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภ่ยหลังประชุมครม.ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการรายงานถึงกรณีที่ผู้นำสหรัฐ ปรับมาตรการภาษีตอบโต้รายประเทศ เป็น 15% ทั่วโลก ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายมาตรา 122 ของผู้นำสหรัฐ ซึ่งในระยะต่อไปรัฐบาลก็จะดูความชัดเจนของมาตรการภาษี หลังจาก 150 วันนี้ว่าจะออกมาในลักษณะใด ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนในส่วนนี้ 

“ตอนนี้ในระยะสั้นถือว่าเราได้ประโยชน์ เพราะว่าเดิมเราได้ 19% แต่ว่าหลังจากนี้ต้องรอความชัดเจนเพิ่มเติม” 

เมื่อถามว่า รายละเอียดสินค้าต่างๆ จะต้องมีการเจรจากำหนดใหม่หรือไม่ นางศุภดี กล่าวว่า ไม่ต้องเจรจาใหม่ เนื่องจากสหรัฐได้มีการกำหนดราคาสินค้ามา ซึ่งบางสินค้าได้มีการยกเว้นให้

ทันกวินท์ ยื่น กกต. ชงศาล รธน. ยุบ ปชน. พร้อมเอาผิด ‘ช่อ’ ครอบงำพรรค ปมสเปกเตอร์ ซี

ทันกวินท์ ยื่น กกต. ชงศาล รธน. ยุบ ปชน. พร้อมเอาผิด ‘ช่อ’ ครอบงำพรรค ปมสเปกเตอร์ ซี

ทันกวินท์ ยื่น กกต. ชงศาล รธน. ยุบ ปชน. พร้อมเอาผิด ‘ช่อ’ ครอบงำพรรค ปมสเปกเตอร์ ซี

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.21 น.

“ทันกวินท์” ยื่น กกต.ชงศาลรธน. ยุบ ปชน. พร้อมเอาผิด“ช่อ พรรณิการ์”ครอบงำพรรคโทษจำคุก ปมสเปกเตอร์ ซี

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักวิชาการอิสระ ยื่นคำร้องขอให้นายทะเบียนพรรคการเมือง และ กกต. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาชน กรณีสเปคเตอร์ ซี พร้อมดำเนินคดีอาญาน.ส.พรรณิการ์ วานิช และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 14 ผู้บริหารพรรคประชาชน

โดยนายทันกวินท์ กล่าวว่า โดยหลักฐานมีการเชื่อมโยงถึงบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค อย่างน.ส.พรรณิการ์ ซึ่งน.ส.พรรณิการ์ได้ให้สัมภาษณ์และผ่านสื่อเข้าไปยังอาคารอนาคตใหม่ ในวันที่ 15 ก.พ.69 และมีหลักฐานสะท้อนว่าอาคารอนาคตใหม่ถูกเช่าโดยพรรคประชาชน อีกทั้งข้อมูลของพรรคประชาชนที่แถลงต่อ กกต. ว่ามีการเช่าสำนักงานเป็นอาคารอนาคตใหม่ในราคาเช่า 200,000 บาทต่อเดือน อีกทั้งน.ส.พรรณนิการ์ ยืนยันว่าสามารถเข้าไปได้ตั้งแต่ชั้น1 ถึงชั้น6 พร้อมสั่งเจ้าของปิดเปิดแอร์ได้  พร้อมยืนยันว่าพื้นที่นั้น เป็นการเปิดให้บริการของธุรกิจที่ชื่อ Sol Bar รวมไปถึง สเปกเตอร์ ซี แต่ไม่มีกรรมการบริหารบริษัทออกมาชี้แจงมีเพียงน.ส.พรรณิการ์ พาสื่อไปถึงชั้น6 ทั้งนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ก็ได้แถลงยอมรับว่าสเปกเตอร์ ซี อยู่ชั้น4 ของสำนักงานพรรคประชาชนด้วย

นายทันกวินท์ กล่าวอีกว่า ตนได้ไปตรวจสอบกับสเปกเตอร์ ซี ระบุว่าเป็นการจัดพิมพ์ จำหน่าย และเผยแพร่งานอื่นผ่านทางออนไลน์ จึงสะท้อนว่าสเปกเตอร์ ซี คือสื่อมวลชนและยินยอมให้อยู่ในพื้นที่ของพรรคประชาชน และชัดเจนว่าในปี 2566 ประสบปัญหาขาดทุน ซึ่งตรงกันกับช่วงปี 2566 ปีการเลือกตั้ง ดังนั้น ถ้ากิจการที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองนั้นเกี่ยวข้องกับธุรกิจย่อมสะท้อนได้ว่า ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามวิธีทางทางการเมือง คือแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน มีหลักฐานว่าพรรคประชาชนได้ใช้เงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ซึ่งเป็นภาษีของประชาชน มาหารายได้ให้กับสเปคตอร์ ซี งบประมาณ 5,000 บาท อีกทั้งงบประมาณ 7,000 และ10,000 บาท อยากถามว่าน.ส. รักชนก ศรีนอก อยู่ไหนช่วยบอกทีว่าทำไมแพงกว่าเสื้อสูทของประกันสังคม ดังนั้นตนจึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าพรรคประชาชนเข้าข่ายดำเนินกิจการที่แสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน

นายทันกวินท์ กล่าวว่า ประเด็นน.ส.พรรณิการ์ ซึ่งถูกเพิกถอนสิทธิ์ไม่สามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ แต่คุณเข้าครอบงำ ชี้นำ สั่งการหรือไม่ ทั้งพรรคประชาชนไม่ได้ออกมาปฏิเสธ นั่นเท่ากับว่ายินยอมให้ผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้าไปครอบงำ ชี้นำ สั่งการ ด้วยพ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง บัญญัติไว้ว่าผู้ใดซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการดังกล่าว มีโทษจำคุก5-10 ปี และปรับ100,000 -200,000 บาท และถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง นอกจากจะให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าเป็นการ ดำเนินกิจการแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน แล้วยังให้วินิจฉัยถึงการครอบงำหรือไม่ ถ้าเป็นการครอบงำ น.ส.พรรณิการ์ จะเป็นคนแรกที่ได้รับโทษจำคุก ไม่เพียงเท่านั้นถ้าการดำเนินการดังกล่าวเกี่ยวกับเรื่องสื่อมวลชน นั่นชัดเจนว่าผู้บริหารของพรรคการเมืองมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจสื่อ ที่ตนได้ไปตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้พบว่า มีกรรมการบริหารพรรคจำนวน 5 คน ผู้บริหารอีกจำนวนเ 9 คน รวมเป็น 14 คน ซึ่งรวมไปถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน แสดงว่าทั้ง 14 คนร่วมกันเป็นเจ้าของธุรกิจสื่อสารมวลชน เข้าข่ายถูกเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งก็ได้ยื่นให้กกต. ส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป

เมื่อถามว่ามีหลักฐานเพิ่มเติมอื่นอีกหรือไม่ นายทันกสินท์ กล่าวว่า มีเป็นบทสัมภาษณ์ทางสื่อมวลชนรวมไปถึงให้สำนักงานฯ และคณะกรรมการไต่สวนไปตรวจสอบ และร้องขอเอกสารทางการเงินของสเปกตอร์ ซี ไปถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินประกันสังคมด้วย เพราะตนได้ยื่นให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบถึงการออกงบการเงินมีการจ่ายเงินประกันสังคมที่ยังคงค้างอยู่ แสดงว่าพรรคการเมืองนี้มีการว่าจ้างอยู่แล้ว ถ้าปรากฏว่าบุคลากรดังกล่าวที่ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้ อยู่ในสำนักงานของพรรคประชาชน ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวทำเกี่ยวกับเรื่องนี้ และทำงานเกี่ยวกับธุรกิจด้วยก็จะเข้าข่ายในการยุบพรรคด้วย

เมื่อถามย้ำว่ามีหลักฐานเกี่ยวกับการจ่ายสมทบประกันสังคมใช่ไหม นายทันกวินท์ กล่าวว่า ใช่ เพราะเป็นข้อมูลของพรรคประชาชนที่มีเงินประกันสังคมรอส่งอยู่ แต่ในส่วนของสเปกตอร์ ซี ยังไม่ทราบในหลักการ เท่าที่น.ส.พรรณิการ์ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าต้องมีการจ่ายประกันสังคม

พรรครักชาติ ยื่นหนังสือขอ ก.วัฒนธรรม สื่อสารเชิงรุก สู่สายตานานาชาติ หลังกัมพูชาขยันเคลมวัฒนธรรมไทย

พรรครักชาติ ยื่นหนังสือขอ ก.วัฒนธรรม สื่อสารเชิงรุก สู่สายตานานาชาติ หลังกัมพูชาขยันเคลมวัฒนธรรมไทย

พรรครักชาติ ยื่นหนังสือขอ ก.วัฒนธรรม สื่อสารเชิงรุก สู่สายตานานาชาติ หลังกัมพูชาขยันเคลมวัฒนธรรมไทย

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.02 น.

“พรรครักชาติ” ยื่นหนังสือขอ “ก.วัฒนธรรม”สื่อสารเชิงรุก สู่สายตานานาชาติ หลังกัมพูชาขยันเคลมวัฒนธรรมไทย

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล สมาชิกพรรครักชาติ นำโดยนายภูมิ สวัสดี  นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคยื่นหนังสือถึงนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับหนังสือ

นายภูมิ กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลทำงานเชิงรุก และสื่อสารให้ชัดเจนกับประชาชน เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย เนื่องจากมีประเทศเพื่อนบ้าน พยายามที่จะเคลมวัฒนธรรมไทย ซึ่งไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาสนับสนุน ทั้งที่วัฒนธรรมไทยได้มีการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก และเป็นมรดกโลก จึงเสนอให้รัฐบาลได้ทำงานเชิงรุก และขอสนับสนุนภาคเอกชนในการทำเอ็นเตอร์เทนเม้นท์เทอม เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมไทยต่อสายตานานาชาติ

ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการรับมอบหนังสือว่า ขอขอบคุณพรรครักชาติที่นำเสนอแนวคิดทางการเมืองที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ พร้อมชื่นชมจุดยืนของพรรคที่แม้การแข่งขันในสนามเลือกตั้งจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ยังคงติดตามสถานการณ์ บ้านเมือง และนำเสนอกิจกรรมรวมถึงแนวคิดที่สะท้อนถึงความห่วงใยประเทศชาติอย่างแท้จริง ทั้งนี้จะเร่งนำข้อเสนอดังกล่าวรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อพิจารณาและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

บิ๊กเล็ก ไม่ตอบปม ทหารเขมรป่วนเผาป่ารายวัน ยอมรับโทรเฉ่ง เตีย เซยฮา จริง

บิ๊กเล็ก ไม่ตอบปม ทหารเขมรป่วนเผาป่ารายวัน ยอมรับโทรเฉ่ง เตีย เซยฮา จริง

บิ๊กเล็ก ไม่ตอบปม ทหารเขมรป่วนเผาป่ารายวัน ยอมรับโทรเฉ่ง เตีย เซยฮา จริง

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.02 น.

24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงเรื่องสถานการณ์ทหารกัมพูชา เผาป่ารายวันพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ฝั่งจังหวัดศรีสะเกษและอุบลราชธานีว่าเป็นการยั่วยุทางฝั่งไทยหรือไม่ พลเอกณัฐพล ปฏิเสธไม่ตอบคำถาม 

ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะถามย้ำว่าได้มีการโทรไปตำหนิ พลเอกเตีย เซยฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชาใช่หรือไม่ พลเอก ณัฐพล พยักหน้ารับ  จากนั้นผู้สื่อข่าวถามต่อว่าตอนนี้ทางฝั่งกองทัพไทยได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ทั้งหมดแล้วใช่หรือไม่ พลเอกณัฐพล พยักหน้ารับเช่นกัน ก่อนจะขึ้นประชุมคณะรัฐมนตรีทันที

ยกฟ้อง จ่านิว คดีหมิ่น กกต. ปมปราศรัยล่าชื่อหลังเลือกตั้ง62 ชี้ติชมด้วยความเป็นธรรม

ยกฟ้อง จ่านิว คดีหมิ่น กกต. ปมปราศรัยล่าชื่อหลังเลือกตั้ง62 ชี้ติชมด้วยความเป็นธรรม

ยกฟ้อง จ่านิว คดีหมิ่น กกต. ปมปราศรัยล่าชื่อหลังเลือกตั้ง62 ชี้ติชมด้วยความเป็นธรรม

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.54 น.

ยกฟ้อง “จ่านิว” พ้นผิดหมิ่นกกต. จัดเลือกตั้วปี 62 ศาลชี้เจตนาท้วงติงให้การจัดการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ. เจ้าตัวเผยเหนื่อยหน่ายการทำงานของรัฐ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์  ที่ห้องพิจารณา 809 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีดำ อ 3328/2567 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้องนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว อดีตแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาชนเป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่น

โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2562 นายสิรวิชญ์กับพวกอีกหลายคนใช้ชื่อกลุ่มชุมนุมว่า “กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อการเลือกตั้งที่เป็นธรรม” ได้ร่วมกันหมิ่นประมาทใส่ความคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อโดยจำเลยกับพวกได้ร่วมกันจัดกิจกรรมต้านโกงการเลือกตั้ง พร้อมประกาศเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปร่วมลงรายชื่อเพื่อถอดถอนกรรมการการเลือกตั้ง และอ่านแถลงการณ์ปรากฏข้อความบางส่วนว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้งครั้งหนึ่งสูงถึง 5.8 พันล้านบาท แต่กลับมีพฤติกรรมที่แสดงถึงความไม่โปร่งใสและความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่อย่างร้ายแรงหลายประการ อาทิเอื้อประโยชน์แก่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และพรรคการเมืองที่ คสช. สนับสนุนความเรรวนในการรายงานผลการเลือกตั้ง เช่น ตัวเลขที่เปลี่ยนไปมาคะแนนลดลงนับหมื่นคะแนน, ผลรวมของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งและการลงคะแนนไม่ตรงกับยอดรวมที่ประกาศออกมา ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมักง่ายและด้อยประสิทธิภาพ และอื่นๆ

โดยข้อความดังกล่าวมีความหมายว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลาง มีการทุจริตในหน้าที่ จัดการเลือกตั้งไม่โปร่งใส และมีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่อย่างร้ายแรง ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่เป็นการใส่ความให้ร้าย กกต. และเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม โดยประการที่น่าจะทําให้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับความอับอาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง 

จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยได้กล่าวถ้อยคำวิจารณ์การทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในขณะนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่มีประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง จึงทำให้มีข้อสงสัยเกิดขึ้นแก่สังคม จำเลยได้กล่าวในลักษณะท้วงติงให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับไม่ได้กล่าวมุ่งหมายเฉพาะเจาะจงไปยังบุคคลใดรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษอันเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 อนุ 3 การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทพิพากษายกฟ้อง 

นายสิรวิชญ์ให้สัมภาษณ์ว่า คดีนี้ ศาลเห็นว่าเป็นการใช้คำวิจารณ์โดยสุจริต ไม่ได้เจาะจงไปที่กกต.คนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ รวมถึงการเลือกตั้งครั้งนั้นก็ยังไม่มีการรับรอง ในฐานะที่เป็นพลเมืองชาวไทย ก็มีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ได้ มุมนึงอาจจะทำให้มองว่าประชาชนไทยก็มีสิทธิ์ที่จะวิพากย์วิจารณ์บุคคลที่ทำงานในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

นายสิรวิชญ์ กล่าวอีกว่า ตนพูดในครั้งนั้นเพราะการทำงานของกกต.ค่อนข้างมีปัญหา ตนก็ต้องตรวจสอบในฐานะประชาชนคนหนึ่งในการติชมและตรวจสอบ แม้เวลาจะผ่านจนเปลี่ยนบุคลากรไป 3 ชุดแล้วก็ยังมีปัญหาอยู่ แต่ตนก็ขอให้การวิจารณ์การทำงานของกกต.ระมัดระวังเรื่องการโจมตีเชิงตัวบุคคล ให้พูดถึงการทำงานที่มีปัญหาแล้วให้หน่วยงานออกมาชี้แจงให้ชัดเจนดีกว่า 

เมื่อถามว่าเป็นบรรทัดฐานของคนที่จะออกมาวิจารณ์การทำงานของหรือไม่ นายสิรวิชญ์ กล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นสิทธิ์ของประชาชนในการวิจารณ์การทำงานของกกต.อยู่แล้ว แต่ควรระมัดระวังและพูดโดยหลักฐานและข้อมูลที่เป็นประจักษ์ ไม่ใช่การโจมตีเชิงตัวบุคคลเพื่อไม่ต้องเจอปัญหาเดียวกับตนในการโดนฟ้องแล้วต้องเสียเวลามาขึ้นศาลอีก เพราะเห็นหลายฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับตรวจสอบการทำงานของกกต.

เมื่อถามว่าในฐานะที่ทำงานภาคประชาชนรู้สึกอย่างไรที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสังคมแต่กลับโดนฟ้อง นายสิรวิชญ์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเหนื่อยหน่ายแต่ตนยืนยันว่าใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญเราต้องการทำหน้าที่ตรงส่วนนี้ และคิดว่าภาครัฐต้องหลีกเลี่ยงในการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทกับประชาชน เมื่อเป็นการตรวจสอบการทำงานเชิงภาครัฐก็ต้องยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะถูกมองว่าภาครัฐพยายามใช้กฎหมายส่วนนี้ในการปิดปากประชาชน

ทนายอั๋น นำทีม สว สำรอง บุก กกต เร่งวินิจฉัยข้อร้องเรียน ตรวจสอบกลุ่มการเมือง

ทนายอั๋น นำทีม สว สำรอง บุก กกต เร่งวินิจฉัยข้อร้องเรียน ตรวจสอบกลุ่มการเมือง

ทนายอั๋น นำทีม สว สำรอง บุก กกต เร่งวินิจฉัยข้อร้องเรียน ตรวจสอบกลุ่มการเมือง

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.45 น.

นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” นำคณะกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง แถลงข่าวที่สำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียกร้องให้เร่งรัดการพิจารณาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. และตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทางการเมือง

นายภัทรพงศ์ กล่าวถึงกรณีของ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งเขากระโดง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ประโยชน์พื้นที่รันเวย์ซึ่งอยู่ในแนวถนนหลวงขององค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่งในอำเภอปากช่อง โดยเห็นว่าอาจเข้าข่ายเอื้อประโยชน์ส่วนตัว และควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบ รวมถึงอาจเสนอเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัย

ทนายอั๋น
ทนายอั๋น
ทนายอั๋น
ทนายอั๋น
ทนายอั๋น

‘อาสาส้ม’ หรือ ‘อาสาเสี่ยง’? ยุทธศาสตร์เพ้อฝันบนความไร้เดียงสา

'อาสาส้ม' หรือ 'อาสาเสี่ยง'? ยุทธศาสตร์เพ้อฝันบนความไร้เดียงสา

‘อาสาส้ม’ หรือ ‘อาสาเสี่ยง’? ยุทธศาสตร์เพ้อฝันบนความไร้เดียงสา

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.45 น.

พรรคประชาชนเพิ่งผ่านพ้นพายุการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มาด้วยสภาพที่สะบักสะบอมพอสมควร ตัวเลข 118 ที่นั่งพร้อมตำแหน่งพรรคอันดับสอง คือเครื่องยืนยันชั้นดีว่า “กระแสส้ม” ที่เคยเป็นแรงส่งสำคัญในอดีตได้จางหายไปเกือบหมดสิ้น

สิ่งที่เหลือทิ้งไว้คือโจทย์ใหญ่เรื่องความพ่ายแพ้ในพื้นที่เขต ซึ่งพรรคพยายามแก้เกมด้วยยุทธศาสตร์สร้างเครือข่าย “อสส.” หรือ “อาสาส้ม” ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อหวังงัดกับอิทธิพลของ “บ้านใหญ่” ที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน 

แต่ยุทธศาสตร์ดังกล่าวกำลังเผยให้เห็นถึงความเพ้อฝันที่แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

การวิเคราะห์ว่าพ่ายแพ้เพราะ “ระบบอุปถัมภ์ผ่านเครือข่ายบ้านใหญ่” สะท้อนชัดว่าแกนนำพรรคมองการเมืองผ่านทฤษฎีมากกว่าข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพราะในความเป็นจริง ระบบที่ถูกตีตรานี้คือ “กลไกความอาทร” ที่ชาวบ้านพึ่งพาอาศัยกันมานาน ตั้งแต่บรรเทาทุกข์ยามน้ำท่วม ไปจนถึงการดูแลภาระหนี้สินส่วนบุคคล

นี่คือ “ธรรมาภิบาลแบบถึงลูกถึงคน” ที่ซื้อไม่ได้ด้วยวาทกรรมสวยหรู เมื่อกระแสจางหายไปในปี 2569 สิ่งที่ปรากฏชัดคือ “เนื้อแท้” ของตัวบุคคลที่พึ่งพาไม่ได้ในยามยาก จนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด

การสร้าง “อาสาส้ม” ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ย่อมเกิดคำถามว่าจะมีใครสละเวลามาทำงานให้พรรคฟรีๆ ได้จริง?

เมื่อพิจารณาจากภารกิจที่พรรคมอบหมาย ตั้งแต่การเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังการทุจริต การทำหน้าที่ “กระบอกเสียง” ชี้แจงนโยบายระดับหมู่บ้าน ไปจนถึงการเก็บข้อมูลพื้นฐานของชาวบ้านเพื่อนำมาวิเคราะห์การเมืองเชิงลึก ล้วนเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งเวลาและความทุ่มเทอย่างสูง

หากคนเหล่านั้นไม่ใช่กลุ่มที่มีอุดมการณ์จนลืมปากท้อง ก็เสี่ยงที่จะเป็นกลุ่ม “วาระซ่อนเร้น” ที่ใช้เสื้อส้มเป็นใบเบิกทางสร้างบารมี หรือแสวงหาผลประโยชน์ในพื้นที่แทน เพราะอาสาฟรีที่ไม่มีผลตอบแทนในระดับฐานราก เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในการเมืองไทย

สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ “ความเสี่ยง” ที่พรรคจะควบคุมตัวละครเหล่านี้ไม่ได้ ดังบทเรียนราคาแพงจากตัวผู้สมัคร สส. ของพรรคเอง ทั้งคดีฟอกเงิน เว็บพนันออนไลน์ ไปจนถึงคดีฉาวทางเพศที่ศาลพิพากษาจำคุก

หากพรรคไม่สามารถคัดกรองแม้กระทั่งคนระดับ สส. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดรับอาสาสมัครนับหมื่นคนมาทำหน้าที่ “ตัวแทนพรรค” ในชุมชน จะไม่ยิ่งเป็นการเปิดประตูรับกลุ่มอิทธิพลสีเทาเข้ามาสวมรอยใช้ชื่อเสียงพรรคเป็นเกราะคุ้มกันผิดกฎหมายหรือ?

ยุทธศาสตร์“อาสาส้ม” สะท้อนการแก้ปัญหาแบบ “ทางลัด” แทนที่จะบ่มเพาะผู้สมัครให้ฝังตัวกับชาวบ้าน พรรคกลับเลือกสร้างกองทัพอาสาขึ้นมาสู้กับบ้านใหญ่ที่ดูแลพื้นที่มานานหลายสิบปี

พรรคอาจลืมบทเรียนเรื่อง “หมู่บ้านเสื้อแดง” ที่เคยสร้างรอยร้าวและจุดชนวนความแตกแยกในชุมชน การฝังตัวละครทางการเมืองลงไปในหมู่บ้านเช่นนี้ คือการประเมินคู่ต่อสู้ต่ำไป และมองข้ามสติปัญญาประชาชนที่ย่อมดูออกว่าใครเข้ามาด้วยความจริงใจ หรือใครเข้ามาเพียงเพราะหน้าที่ชั่วคราว

ขณะเดียวกัน วาทกรรมที่ว่า “สส. ไม่มีหน้าที่พัฒนาจังหวัด แต่มีหน้าที่ออกกฎหมาย” ได้กลายเป็นดาบที่ย้อนมาทิ่มแทงความนิยมของพรรคเอง ในสังคมไทย สส. คือผู้แทนที่ต้องพึ่งพาได้ในทุกมิติ การตัดขาดสายสัมพันธ์นี้ด้วยข้ออ้างทางกฎหมาย คือช่องว่างสำคัญที่ทำให้บ้านใหญ่เข้าไปเติมเต็มได้ง่ายขึ้นและมั่นคงกว่าเดิม

ความดื้อรั้นที่จะกอดอุดมคติบนกระดาษมากกว่าการก้มลงมองดิน คือสัญญาณเตือนภัยว่าพรรคประชาชนกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคเสื่อมถอย” อย่างเต็มรูปแบบ ยุทธศาสตร์ “อาสาส้ม” คือการเดินหมากที่ขาดความเข้าใจในโลกการเมืองที่สุดเท่าที่เคยมีมา

บทเรียนสีเทาจากอดีตไม่เคยสร้างความตระหนักรู้ให้พรรคได้เลย ความตกต่ำนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออาสาสมัครนับหมื่นกลายเป็น “ระเบิดเวลา” กระจายอยู่ทุกหมู่บ้าน เมื่อแบรนด์สีส้มถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ พรรคจะเหลือเครดิตอะไรไปพูดเรื่องความสะอาดบริสุทธิ์ได้อีก?

การพยายามสู้กับระบบอุปถัมภ์ด้วยกองทัพอาสาที่ยังขาดระบบคัดกรองที่วางใจได้ คือการการันตีความพ่ายแพ้ล่วงหน้า เพราะขนาดระดับตัวแทนพรรคที่ต้องสกรีนอย่างหนัก ยังปล่อยให้คนสีเทาหลุดรอดเข้าไปสร้างมลทินได้ ยิ่งเมื่อขยายจำนวนเป็นหมื่นคน อุดมการณ์ที่จับต้องไม่ได้จะกลายเป็นเพียงเศษผงที่ปลิวหายไป

ผลการเลือกตั้งปี 2569 คือคำพิพากษาที่บอกชัดว่า ประชาชนต้องการคนที่เข้าใจหัวใจของความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่คนที่ขังตัวอยู่กับทฤษฎี หากพรรคยังเดินหมากผิดซ้ำซาก ความล่มสลายทางการเมืองก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

‘อรรถกร’ โยน ‘ธรรมนัส’ เคลียร์ปมดีลร่วมรัฐบาล ‘ภูมิใจไทย’ ยัน 58 เสียง พร้อมทำตามมติพรรค

‘อรรถกร’ โยน ‘ธรรมนัส’ เคลียร์ปมดีลร่วมรัฐบาล ‘ภูมิใจไทย’ ยัน 58 เสียง พร้อมทำตามมติพรรค

‘อรรถกร’ โยน ‘ธรรมนัส’ เคลียร์ปมดีลร่วมรัฐบาล ‘ภูมิใจไทย’ ยัน 58 เสียง พร้อมทำตามมติพรรค

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.41 น.

“อรรถกร”โยนถาม“ธรรมนัส”ความชัดเจนร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย มั่นใจการตัดสินใจ ยันพร้อมเป็นหมด ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน 

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม(กธ.) กล่าวถึงความชัดเจนในการร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ว่า ต้องถามร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกธ. เมื่อถามถึงกระแสข่าวมีการปิดดีลจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว นายอรรถกร กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่ยืนยันว่าพรรคกธ.ทั้ง 58 คน รวมถึงบุคลากรทางการเมืองทุกคนมั่นใจในการตัดสินใจของร.อ.ธรรมนัส ที่จะนำทีมพรรคกธ.

เมื่อถามว่า พรรคกธ.พร้อมที่จะเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านใช่หรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า เรามั่นใจในบุคลากรที่มาเป็นตัวแทนของพรรคการทำงานอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะทำงานฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็สามารถทำได้ ถ้าเป็นรัฐบาลก็ดี แต่ถ้าเป็นฝ่ายค้านเราก็ค้านแบบมีเหตุผล เมื่อถามว่า หากร.อ.ธรรมนัส กลับมาจากการดูแสงเหนือจะนัดหารือกันหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า ตนไม่ได้พูดคุยกับร.อ.ธรรมนัส มา 2-3 วันแล้ว ก็คิดถึงท่านเหมือนกัน แต่ก็ไม่อยากรบกวน