ครม. เคาะงบฯ 7.7 พันล้าน ช่วย ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง-อุ้มต้นทุนขนส่ง

ครม. เคาะงบฯ 7.7 พันล้าน ช่วย ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง-อุ้มต้นทุนขนส่ง

ครม. เคาะงบฯ 7.7 พันล้าน ช่วย ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง-อุ้มต้นทุนขนส่ง

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.40 น.

ครม. เคาะงบกลางกว่า 7.7 พันล้าน เดินหน้าช่วย ปชช. รับมือราคาพลังงานสูง อุ้มต้นทุนขนส่งและจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 มีมติอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท  แบ่งเป็น 3 ด้านดังนี้ 

1) ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ 2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม. (26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท 

2) มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง  ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท  และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 แสนคัน ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรถรวม 180,332 คัน
2. ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง จำนวน 287,175 คัน 
โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป

3) มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ 

1. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท  ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินไว้ใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น 
2. โครงการ “เยียยวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท  
3. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท  

ทั้ง 3 โครงการจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

เช็กที่นี่! นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่ง 8 กลุ่มภารกิจบริหารราชการแผ่นดิน

เช็กที่นี่! นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่ง 8 กลุ่มภารกิจบริหารราชการแผ่นดิน

เช็กที่นี่! นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่ง 8 กลุ่มภารกิจบริหารราชการแผ่นดิน

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.01 น.

นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่ง 8 กลุ่มภารกิจ อนุทิน คุมภารกิจปราบปรามทุจริต-ยาเสพติดค้ามนุษย์- อาชญากรรมข้ามชาติ ส่วน พิพัฒน์ ดูพัฒนาสาธารณูปโภค ด้าน ทรงศักดิ์ กำกับดูแลกระจายอำนาจปกครองท้องถิ่น เอกนิติ ด้านลงทุน ศุภจี ส่งเสริมการค้า สีหศักดิ์ มั่นคง-ตปท. ส่วน ยศชนัน ดูสร้างเสริมทรัพยากรส่งเสริมสุขภาพ ลุยภารกิจรัฐบาลดิจิทัล

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 83/2569 เรื่อง การบริหารราชการตามกลุ่มภารกิจ โดยที่เป็นการสมควรให้มีการบริหารราชการตามกลุ่มภารกิจอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (2) และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7 ) พ.ศ.2550

นายกรัฐมนตรีมีคำสั่ง โดยให้มีการบริหารราชการตามกลุ่มภารกิจ ดังต่อไปนี้ 1. กลุ่มภารกิจปราบปรามการทุจริต ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การกระทำความผิดออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ มีนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มภารกิจนี้ รับผิดชอบการรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยของสังคม เฉพาะการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการพนัน การกระทำความผิดออนไลน์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ นอมินี อาชญากรรมข้ามชาติ การทุจริต และประพฤติมิชอบ กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วยหน่วยงานที่อยู่ในบังคับบัญชาโดยตรงของนายกฯ

2.กลุ่มภารกิจพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ
กลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบการจัดให้มี และบำรุงรักษาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทุกประเภท เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึง และต่อเนื่อง กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วย หน่วยงานที่นายกฯมอบหมาย และมอบอำนาจให้นายพิพัฒน์ กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

3.กลุ่มภารกิจส่งเสริม รักษาทรัพยากรธรรมชาติ และการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบการส่งเสริม รักษา และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภทอย่างคุ้มค่าและสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ.2050) และส่งเสริมการกระจายอำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บรายได้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างหลากหลาย กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วย หน่วยงานที่นายกฯมอบหมาย และมอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

4.กลุ่มภารกิจส่งเสริมการลงทุน มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มการกิจนี้รับผิดชอบการส่งเสริม และอำนวยความสะดวกแก่การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Semiconductor, Al, Robotic ดิจิทัลพลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ ยาและเวชภัณฑ์การแพทย์ สุขภาพ และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วยหน่วยงานที่นายกฯ มอบหมาย และมอบอำนาจให้นายเอกนิติ กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

5.กลุ่มภารกิจส่งเสริมการค้า พาณิชยกรรม สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบกลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบการสร้างเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านการค้า และพาณิชยกรรม ส่งเสริม SMEs พัฒนาคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า เกษตรและอุตสาหกรรม เชื่อมการค้าพาณิชย์ของไทยกับการค้าโลก สร้างพันธมิตรทางการค้า ผลักดันสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม และบริการไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วยหน่วยงานที่นายกฯมอบหมายและมอบอำนาจให้ นางศุภจี กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

6.กลุ่มภารกิจความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบภารกิจนี้รับผิดชอบด้านการรักษาความมั่นคง อธิปไตยของชาติ และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ การยกเลิกบันทึกความเข้าใจที่ไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการ กลุ่มภารกิจนี้ ประกอบด้วยหน่วยงานที่นายกฯมอบหมาย และมอบอำนาจให้นายสีหศักดิ์ กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

7.กลุ่มภารกิจวิจัย และพัฒนาประเทศไทย สร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์และส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ มีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบการสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว และความมั่นคงของมนุษย์ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี เสริมสร้างทักษะดิจิทัล และทักษะด้านการเงินให้แก่ประชาชน พัฒนาการศึกษา และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งเพิ่มพูนทักษะแห่งอนาคตให้แก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความสามารถในการทำงาน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้เป็นหลักในการพัฒนาประเทศ กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วย หน่วยงานที่นายกฯ มอบหมาย และมอบอำนาจให้นายยศชนัน กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

8.กลุ่มภารกิจพัฒนากฎหมาย และการบริหารราชการแผ่นดิน มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบการพัฒนากฎหมาย และกระบวนการตรากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสากล และสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น อำนวยความสะดวกให้แก่การค้า การลงทุน ลดต้นทุน และภาระแก่ประชาชน สร้างความเป็นธรรมในสังคม พัฒนาระบบ
ราชการ และการบริหารราชการแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเป็น Digital Government และการเข้าเป็นสมาชิก OECD กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วย หน่วยงานที่นายกฯมอบหมาย และมอบอำนาจนายปกรณ์ กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

ทั้งนี้ ในการปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของกลุ่มภารกิจใด หากต้องได้รับความร่วมมือจากกลุ่มภารกิจอื่น หรือหน่วยงานในสังกัดของกลุ่มภารกิจอื่น ให้หัวหน้ากลุ่มภารกิจประสานการทำงานร่วมกัน และบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเต็มความสามารถ ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามคำสั่งนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีมีคำวินิจฉัยเป็นประการใดแล้ว ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของนายกฯ 

หมอวรงค์ ข้องใจ พิพัฒน์ ทำไมไม่กล้ามาตอบในสภาฯ ปมน้ำมันดีเซลหาย 600-700 ล้านลิตร

หมอวรงค์ ข้องใจ พิพัฒน์ ทำไมไม่กล้ามาตอบในสภาฯ ปมน้ำมันดีเซลหาย 600-700 ล้านลิตร

หมอวรงค์ ข้องใจ พิพัฒน์ ทำไมไม่กล้ามาตอบในสภาฯ ปมน้ำมันดีเซลหาย 600-700 ล้านลิตร

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.29 น.

หมอวรงค์ ข้องใจ พิพัฒน์ ทำไมไม่กล้ามาตอบในสภาฯ ปมน้ำมันดีเซลหาย 600-700 ล้านลิตร 

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผมจี้คุณพิพัฒน์ เรื่องน้ำมันดีเซลหาย 600-700ล้านลิตร ช่วงเดือนมีนาคม ทำไมเขาจึงไม่กล้ามาตอบในสภา?เพราะอะไร?” 

จี้ศุภจีขอโทษอภิสิทธิ์! แม่ยกปชป.ตามจิกรัวๆ ลั่นเจตนาไม่ดีกับพรรค

จี้ศุภจีขอโทษอภิสิทธิ์! แม่ยกปชป.ตามจิกรัวๆ ลั่นเจตนาไม่ดีกับพรรค

จี้ศุภจีขอโทษอภิสิทธิ์! แม่ยกปชป.ตามจิกรัวๆ ลั่นเจตนาไม่ดีกับพรรค

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.05 น.

จี้ศุภจีขอโทษอภิสิทธิ์! แม่ยกปชป.ตามจิกรัวๆ ลั่นเจตนาไม่ดีกับพรรค

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง เจ้าของฉายาไฮโซสปอร์ตคลับและแกนนำกลุ่มแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ศุภจีต้องออกมาขอโทษคุณอภิสิทธิ์หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

– จะบอกว่าดึงมาเพราะเห็นมีความสามารถ เพื่อประเทศชาติต่างพรรคก็ไม่เป็นไร #นั่นคือข้ออ้าง

– การกระทำเยี่ยงนี้มันเหมือนคิดว่าตนถือไพ่เหนือทุกคน อยากทำอย่างไรก็ได้ สังคมต้องชื่นชมคุณ .. ไม่ใช่แล้วหล่ะศุภจี มันต้องมีมารยาททางสังคม

คิดเอาเองว่าจากนี้ต้องทำอย่างไร

– อย่าหลงตนว่าแน่ ฉันคนหนึ่งที่ไม่ได้เชื่อว่าคุณเป็นมือ1 ยังมีคนเก่งกว่าคุณอีกหลายขุม

– ตอนนี้ฉันมองไปด้วยซ้ำว่าอาจมีเจตนาไม่ดีต่อพรรคประชาธิปัตย์”

คปท.จี้รัฐฯรื้อโครงสร้างพลังงาน ดับไฟกำไรบนคราบน้ำมัน

คปท.จี้รัฐฯรื้อโครงสร้างพลังงาน ดับไฟกำไรบนคราบน้ำมัน

คปท.จี้รัฐฯรื้อโครงสร้างพลังงาน ดับไฟกำไรบนคราบน้ำมัน

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.01 น.

วันที่ 11  เม.ย.2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล นายพิชิต ไชยมงคล และนายนัสเซอร์ ยีหมะ แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้เดินทางมา ยื่นหนังสือ ร้องเรียน ต่อนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าของชีพ หรือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทุกวัน ทำให้ข้าวของเครื่องใช้สิ่งอุปโภคบริโภค สิ่งของจำเป็นของ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ขยับตัวสูงขึ้นตามที่สถานการณ์ความตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ยังคงลุกลาม สะเทือนราคาพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งแรงกระเพื่อมถึงประเทศไทย จนราคาน้ำมันผันผวน ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ปัจจัยภายนอกจะเกินควบคุม ทว่า “ปัจจัยภายใน” กลับกลายเป็นชนวนซ้ำเติม เมื่อเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และภาคประชาชนหลายองค์กร ออกมาแสดงความกังวลถึงกลุ่ม “ไอ้โม่ง” ที่ฉวยจังหวะวิกฤติ กักตุนน้ำมัน หวังโกยกำไรบนความเดือดร้อนของคนทั้งชาติ

คปท.

สถานการณ์ยิ่งส่อเค้ารุนแรง เมื่อเกิดภาวะน้ำมันขาดตลาดในบางช่วง ทั้งที่มีสต็อกเพียงพอ สะท้อนความผิดปกติของระบบ ขณะที่รัฐบาลถูกเรียกร้องให้เร่งจัดการ “ตัวกลาง” ที่เอาเปรียบประชาชนอย่างเด็ดขาด โดยไม่เกรงใจเครือข่ายอิทธิพลที่ถูกจับตาว่ามีความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมือง

อีกด้านหนึ่ง กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในประเทศถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หลังปรับขึ้นค่าการกลั่นอย่างรวดเร็ว ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง ทั้งที่น้ำมันที่จำหน่ายยังเป็นสต็อกเดิม แต่กลับเพิ่มภาระให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนถูกมองว่า “สวนทางความทุกข์ของประชาชน”

คปท.

คปท.ชี้ว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงวิกฤติราคา แต่คือ “วิกฤติโครงสร้างพลังงาน” ที่ต้องแก้ทั้งระบบ บนหลักคิดว่า “พลังงานคือความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือแสวงหากำไร” พร้อมกันนี้ ได้เสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วนต่อรัฐบาล ได้แก่

1.ให้นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ น้ำมัน-ไฟฟ้า-ก๊าซ

2.ลดค่าการกลั่นตามต้นทุนจริง ลดภาษีสรรพสามิต และควบคุมค่าการตลาดไม่เกินระดับที่เหมาะสม

3.ยกเลิกการอ้างอิงราคา MOPS สิงคโปร์ หันมาใช้ระบบ “ต้นทุนจริง + กำไรที่เหมาะสม”

4.เปิดเผยหลักเกณฑ์กองทุนน้ำมันอย่างโปร่งใส

5.ปฏิรูปกองทุนน้ำมันสู่ “คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ”

6.จัดตั้งองค์กรพลังงานแห่งชาติ แยกโครงสร้างพื้นฐานออกจากเอกชนให้อยู่ภายใต้รัฐ

คปท.

ท้ายที่สุด คปท.ย้ำชัดว่า “พลังงานคือเสาหลักของประเทศ” หากประชาชนยังถูกซ้ำเติม ความมั่นคงของชาติย่อมสั่นคลอน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลงมือ “ก่อนวิกฤติจะลุกลามเกินเยียวยา”

การแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในระยะสั้น ในการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันในการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ในเรื่องของการหาตัวไอ้โม่ง ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการแล้วได้ดำเนินการอยู่ ซึ่งในหลายวันก่อนได้ลงในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเบาะแสเพื่อดำเนินการหาคนผิดภวนี้ไม่ปล่อยไว้อย่างแน่นอน

คปท.

ต่อมาเวลา 10.00 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รมว. ประจำสำนักนายกฯรัฐ พร้อม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหสดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์  รมช.มหาดไทยม ได้เดินทางออกมารับหนังสือ พร้อมนำเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไป

โดยนายภราดร ได้กล่าวก่อนรับหนังสือร้องเรียนว่า ในวันนี้มีการประชุมครม.นัดแรก ซึ่งทางรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเมื่อวานนี้ (10 เม.ย.)และมีอำนาจเต็ม ในการบริหารราชการแผนดิน  ซึ่งทางรัฐบาลได้แบ่งระยะการดำเนินการ  ในการ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ในระยะ เร่งด่วน เป็นแก้ไขปัญหาค่าครองชีพในระยะของพี่น้องประชาชน

คปท.

แนวทางสำคัญคือการจัดทำงบประมาณปี 2570 โดยกำหนดให้หน่วยงานราชการทบทวนโครงการต่าง ๆ อย่างเข้มงวด โครงการใดที่ไม่จำเป็นหรือไม่มีความสำคัญเร่งด่วน ให้ชะลอหรือระงับไว้ก่อนทั้งหมด

ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้งบประมาณแผ่นดินทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่า โดยมีเป้าหมายหลักให้งบประมาณปี 2570 สามารถตอบโจทย์สถานการณ์ต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพสุงสุด

ไอซ์ รักชนก ประกาศหา สุชาติ ชมกลิ่น หลังไร้เงาร่วมสภาฯ ตอบปมฝุ่นPM2.5-สารพิษแม่น้ำกก

ไอซ์ รักชนก ประกาศหา สุชาติ ชมกลิ่น หลังไร้เงาร่วมสภาฯ ตอบปมฝุ่นPM2.5-สารพิษแม่น้ำกก

ไอซ์ รักชนก ประกาศหา สุชาติ ชมกลิ่น หลังไร้เงาร่วมสภาฯ ตอบปมฝุ่นPM2.5-สารพิษแม่น้ำกก

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.38 น.

ไอซ์ รักชนก ประกาศตามหา สุชาติ ชมกลิ่น หลังไร้เงาร่วมสภาฯ ตอบปมฝุ่นPM2.5-สารพิษแม่น้ำกก ถามแรงความรับผิดชอบในฐานะรมต.อยู่ที่ไหน!?

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ประกาศตามหารัฐมนตรีค่ะ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพย์ฯ คนที่ต้องตอบเรื่อง ฝุ่น PM2.5 สารพิษแม่น้ำกก ทั้งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์ คำถามเต็มไปหมด แต่ไม่มาตอบสภาสักคำ ความรับผิดรับชอบในฐานะ รัฐมนตรีอยู่ที่ไหน?” 

เอกนัฏ ย้ำน้ำมันพอใช้สงกรานต์ บอกข่าวดีตลาดโลกราคาลด มีหลายกลไกใช้พยุงราคา

เอกนัฏ ย้ำน้ำมันพอใช้สงกรานต์ บอกข่าวดีตลาดโลกราคาลด มีหลายกลไกใช้พยุงราคา

เอกนัฏ ย้ำน้ำมันพอใช้สงกรานต์ บอกข่าวดีตลาดโลกราคาลด มีหลายกลไกใช้พยุงราคา

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.20 น.

เอกนัฏ ย้ำน้ำมันพอใช้สงกรานต์ บอกข่าวดีตลาดโลกราคาลด มีหลายกลไกใช้พยุงราคา 

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนี้ ว่าดีขึ้นกว่าเดิมเยอะ จากที่เคยขาดทุนมากสุดวันละ 2,500 ล้านบาท ตอนนี้อยู่ที่วันละประมาณ 400-500 ล้านบาท เป็นระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่าราคาน้ำมันจะลดลงอีกหรือไม่นายเอกนัฏ กล่าวว่า จะพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ขณะนี้สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางน่าจะเป็นข่าวดี เพราะกำลังมีการเจรจากัน แต่ผลการเจรจายังไม่แน่นอน และล่าสุดเห็นว่าราคาน้ำมันดิบลดลงไปเล็กน้อย ส่วนน้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันดีเซลที่ตลาดสิงคโปร์ 4-5 วันที่ผ่านมามีการปรับราคาลดลงจาก 300 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือ 200 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถปรับราคาหน้าปั๊มลงได้ในระดับหนึ่ง

เมื่อถามว่าหลังวันหยุดสงกรานต์มีโอกาสที่น้ำมันจะลดลงหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า แม้จะเป็นวันหยุด แต่ตนเองไม่ได้หยุดซึ่งมีภารกิจอยู่ 2 ภารกิจ คือ การติดตามให้มีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอ รวมไปถึงการสรรหาน้ำมันดิบมาสำรองไว้ให้ได้มากที่สุดในประเทศ เพื่อรองรับสถานการณ์หากสถานการณ์บานปลาย และภารกิจที่ 2  คือการติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก และสถานการณ์ความไม่แน่นอนในพื้นที่ตะวันออกกลาง เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร ซึ่งหน้าที่ของกองทุนน้ำมันคือการประเมินสถานการณ์ เพราะหาก ราคาตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น หรือลดลง ในที่สุดก็ต้องมีการปรับราคาตาม

เมื่อถามว่า ได้คุยกับกระทรวงการคลังแล้วหรือไม่ กรณีที่จะไม่ค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน นายเอกนัฏ กล่าวว่า อยู่ที่สถานะการเงินของกองทุนน้ำมัน ซึ่งก่อนเกิดวิกฤตสถานะของกองทุนเป็นบวก แต่ช่วงวิกฤต จนถึงวันนี้สถานะกองทุนติดลบ เกือบ 60,000 ล้านบาท ซึ่งช่วงวิกฤตหนักสุดขาดทุนวันละ 2,500 ล้านบาท แต่วันนี้สถานะดีขึ้น คือขาดทุนหลักร้อยล้านบาทต่อวัน ดังนั้นหากกองทุนสามารถหาแหล่งเงินกู้ได้ และบริหารสภาพคล่องได้ คงไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน แต่ถ้ามีความจำเป็นก็ได้มีการเตรียมพร้อมรอไว้แล้ว

เมื่อถามย้ำว่าจะมีการเรียกโรงกลั่นเข้ามาพูดคุยถึงค่าการกลั่นอีกหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตอนนี้ได้เตรียมไว้หลายกลไกในการพยุงราคาน้ำมัน ไม่ใช่เฉพาะกองทุนอย่างเดียว รวมไปถึงให้โรงกลั่นลดราคาหน้าโรงงานด้วย ซึ่งการแสดงความรับผิดชอบและแบ่งเบาภาระราคาในส่วนนี้ จะมีการพิจารณาเป็นรอบๆ เพราะราคาค่าการกลั่นมีขึ้น มีลง ตามสถานการณ์ ต้องดูตัวเลขจริงว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมีเท่าไหร่ โดยในช่วงเดือนมี.ค.ประเมิน ว่าตัวเลขทั้งเดือน ค่าการกลั่นอยู่ที่ราว 2 บาท ซึ่งเป็นส่วนลดราคาอ้างอิงจากสิงคโปร์

ครม.ตั้ง ไตรศุลี เลขาฯ นายกฯ – ลลิดา นั่งรองโฆษกรัฐบาล

ครม.ตั้ง ไตรศุลี เลขาฯ นายกฯ - ลลิดา นั่งรองโฆษกรัฐบาล

ครม.ตั้ง ไตรศุลี เลขาฯ นายกฯ – ลลิดา นั่งรองโฆษกรัฐบาล

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.52 น.

ครม.ตั้ง ไตรศุลี เลขาฯ นายกฯ – ลลิดา นั่งรองโฆษกรัฐบาล

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (11 เม.ย.2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 1/2569 มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอจำนวน 2 ตำแหน่ง ได้แก่

1. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

2. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2569 เป็นต้นไป

วราวุธ กางแผนช่วยผู้ประกอบการ อัดฉีด 2 หมื่นล้าน พยุงธุรกิจ ช่วงวิกฤตพลังงาน

วราวุธ กางแผนช่วยผู้ประกอบการ อัดฉีด 2 หมื่นล้าน พยุงธุรกิจ ช่วงวิกฤตพลังงาน

วราวุธ กางแผนช่วยผู้ประกอบการ อัดฉีด 2 หมื่นล้าน พยุงธุรกิจ ช่วงวิกฤตพลังงาน

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.52 น.

วราวุธ กางแผนช่วยผู้ประกอบการ อัดฉีดเงิน 2 หมื่นล้านบาท พยุงธุรกิจ ช่วงวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์สู้รบตะวันออก 

เมื่อเวลา 09.12 น. วันที่ 11 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเป็นเงินกู้จากธนาคารเอสเอ็มอีดีแบงก์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน เสริมสภาพคล่อง เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง และการเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการ โดยจะมี 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อ

นายวราวุธ กล่าวว่า สินเชื่อแรก คือ เข้าถึงแหล่งทุน วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็กและรายกลางเข้าถึงแหล่งเงินทุน  ลดต้นทุนทางการเงิน และมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจในภาวะวิกฤต รวมถึง สามารถยกระดับปรับตัวเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) หันมาใช้พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน  เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)  สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว สามารถนำไปใช้ได้ลงทุน ปรับปรุงเครื่องจักร เทคโนโลยี ขยายกิจการ หรือเสริมสภาพคล่องธุรกิจ  ผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี ได้แก่ “สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 30 ล้านบาท มุ่งสนับสนุนลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ ยานพาหนะ EV เป็นต้น  “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุดต่อราย  1 ล้านบาท  สนับสนุนเอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และ “สินเชื่อ Beyondติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุดต่อราย  30 ล้านบาท เน้นยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ  

นอกจากนั้น  ยังมีโครงการสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ  ของธนาคาร รองรับการเติมทุนให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 50 ล้านบาท  อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่าสถาบันการเงินทั่วไป อีกทั้ง ธนาคารปรับปรุงกระบวนการอำนวยสินเชื่อและผ่อนปรนเงื่อนไขให้กับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็ก  ช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อได้รวดเร็ว  สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

นายวราวุธ กล่าวว่า ได้กำชับให้ขั้นตอนของธนาคารเอสเอ็มอีดีแบงก์ในการพิจารณาสินเชื่อ รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ มีความอะลุ่มอล่วย ในสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ช่วยเสริมสภาพคล่องของบริษัท 

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบาง โดยแนวทาง 3 ลด ลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย และลดค่างวด ซึ่งหากลูกหนี้คนไหนที่เริ่มมีปัญหา ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะเข้าไปช่วยเหลือทันที เพื่อให้สามารถประคับประคองกิจการ และรักษาการจ้างงานให้สามารถพลิกฟื้นกิจการในสถานการณ์เช่นนี้ได้ 

โดยมาตรการสุดท้าย เป็นการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ด้วยการอัพสกิล รีสกิล เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ เพื่อก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อเป็นแต้มต่อ ให้กับผู้ประกอบการทุกคนตามแนวทางเศรษฐกิจษฐกิจสีเขียวของรัฐบาล ซึ่งจะหากผู้ประกอบการสนใจ 

อนุทิน ถก ครม. นัดแรก ย้ำรัฐบาลประชาชน ทำงานเป็นทีม ยึดประโยชน์ชาติสูงสุด

อนุทิน ถก ครม. นัดแรก ย้ำรัฐบาลประชาชน ทำงานเป็นทีม ยึดประโยชน์ชาติสูงสุด

อนุทิน ถก ครม. นัดแรก ย้ำรัฐบาลประชาชน ทำงานเป็นทีม ยึดประโยชน์ชาติสูงสุด

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.51 น.

วันที่ 11 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งถือเป็นนัดแรกภายหลังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว โดยวันเดียวกันนี้นายกฯได้มอบภาพหมู่ครม.ใส่กรอบรูปให้แก่รัฐมนตรีทุกคนเป็นที่ระลึก ขณะที่การประชุมขาดเพียง น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ที่ติดภารกิจ โดยนายกฯ กล่าวก่อนเข้าสู่วาระการประชุมว่า วันนี้เป็นวันเสาร์แต่พวกเราทุกคนต้องมาร่วมกันทำงาน เนื่องจากการชี้แจงต่อรัฐสภาในเรื่องของการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ตลอด 2 วันที่ผ่านมาได้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี วันนี้เป็นการประชุมนัดแรกของคณะรัฐมนตรี หลังการแถลงนโยบาย ซึ่งหมายความว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายใด ๆ ที่เคยมีก่อนหน้านี้ในการบริหารราชการแผ่นดิน บริหารสถานการณ์เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน 

นายกฯ กล่าวว่า ดังนั้น จึงขอให้ทุกท่านได้ใช้ความสามารถ และการตัดสินใจเต็มที่ในการแก้ปัญหาของประเทศ ภายใต้กรอบภารกิจที่ท่านได้มีอยู่อย่างสมบูรณ์แล้ววันนี้ ที่สำคัญขอเน้นย้ำว่าให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ หรือรัฐบาลชุดนี้ เราถือเป็นรัฐบาลของประชาชน รัฐบาลที่เป็นทีมเดียวกัน พัฒนาประเทศของเรา ให้การบริการอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชน 

อนุทิน

ดังนั้น การสื่อสารระหว่างกันเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ขอให้เราไม่มีในเรื่องของที่มาที่ไปของแต่ละคน พวกเราทุกคนเป็นทีมเดียวกัน เราแถลงนโยบายร่วมกัน และตนต้องขอบคุณ ชื่นชมจริงๆในความเหนียวแน่น ความเป็นปึกแผ่น ที่คณะรัฐมนตรีทุกท่านได้ให้ความสนใจในการที่จะรับฟังการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ตนได้เห็นทุกท่านได้ผลัดกันลุกขึ้นชี้แจง ข้อเคลือบแคลงสงสัย ข้อกังวลของบรรดาสมาชิกรัฐสภา รวมถึงฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภาด้วย ทุกท่านชี้แจงได้ด้วยความชัดเจน การเตรียมข้อมูลที่ทำให้ความกังวลต่าง ๆ ได้รับการอธิบาย ตนถือว่าการที่เราพูดกับบรรดาสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย คือการพูดกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศทั้ง 77 ล้านคน 

ฉะนั้น สิ่งที่เราได้ให้ข้อมูลกับสภาก็คือได้แจ้งให้ประชาชนทราบ จากนี้ไปคือการปฏิบัติที่จะทำให้นโยบายต่างๆ ทุกข้อตลอดจนสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในนโยบาย แต่ที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศและพี่น้องประชาชนนั้น ได้ถูกดำเนินการโดยเร็ว 

อนุทิน

นายกฯกล่าวว่า ตนและคณะรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีทุกคน พร้อมให้การสนับสนุนภารกิจของรัฐมนตรีทุกท่านอย่างเต็มที่ในทุกรูปแบบ ถ้ามีกิจกรรมที่ไหนไปลงพื้นที่ ถ้าแต่ละท่านเห็นว่ามีความจำเป็นหรือเป็นประโยชน์ที่จะชักชวนคณะรัฐมนตรีด้วยกัน แม้กระทั่งตัวตนหากมีโอกาสได้ไปร่วมปฏิบัติภารกิจกับพวกท่านในพื้นที่ที่ท่านรับผิดชอบพวกเราก็ยินดี 

ขอให้วันนี้เป็นการเริ่มต้นของการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐบาลชุดนี้ ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ และขอให้บรรยากาศในการทำงานของพวกเรามีแต่ความสมัครสมานสามัคคี ทำทุกอย่างเพื่อพี่น้องประชาชน ตนในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า ตนจะให้การสนับสนุนภารกิจของทุกท่านอย่างเต็มความสามารถ โดยที่ยึดถือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุด

อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน