แวดวงนักปกครอง : 11 เมษายน 569

แวดวงนักปกครอง : 11 เมษายน 569

แวดวงนักปกครอง : 11 เมษายน 569

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ 2569 (ปีใหม่ไทย) อธิบดีพวงนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อวยพรและขอบคุณการทำงานของฝ่ายปกครองทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจ ทุ่มเทเสียสละ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เปรียบประดุจ “ที่พึ่ง” ดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา

เริ่มเทศกาล 7 วันอันตราย ฝ่ายปกครองทุกภาคส่วนบูรณาการ พร้อมยกระดับมาตรการความปลอดภัย เคาะประตูบ้าน เล็งเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงของคนในชุมชนทุกรูปแบบ พร้อมลุยตรวจสถานบริการ คุมเข้มแอลกอฮอล์ เน้นประชาสัมพันธ์ ตั้งเป้าหมายลดอุบัติเหตุ ด่านชุมชน ด่านถนนรอง-หลัก ตัดวงจรเสี่ยงอันตราย…เพื่อสงกรานต์แห่งความสุขอย่างแท้จริง

ยังคงเน้นย้ำพื้นที่ ให้ติดตามสถานการณ์สำคัญ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงสงกรานต์ เพื่อป้องกันการขาดแคลน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน กำชับบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที เร่งประชาสัมพันธ์มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการได้อย่างทั่วถึงมาตรการประหยัดพลังงานในส่วนราชการอย่างจริงจัง เร่งให้ทุกหน่วยงานเป็นต้นแบบในการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า

นายประครองศักดิ์ ขันเพียแก้ว

นายอำเภอท่าอุเทน จ.นครพนม

นางสาวภารดี เผือกโสภา

นายอำเภอบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

“สงกรานต์นี้ไม่มีสะดุด!” กรมการปกครองเปิดให้บริการทำบัตรประจำตัวประชาชน ต่อเนื่องวันหยุดเทศกาลสงกรานต์11-15 เมษายน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ณ สำนักทะเบียนฯ ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ โดยตรวจสอบจุดเปิดบริการได้ที่เว็บไซต์ bora.dopa.go.th หรือผ่าน Webchat ศูนย์บริการทะเบียนและบัตรสายด่วน 1548 พร้อมให้คำปรึกษา และเคลียร์ทุกข้อสงสัย อำนวยความสะดวกประชาชนในทุกมิติ

สถานการณ์ฝุ่นควัน ไฟป่าภาคเหนือยังคงน่าห่วง ปกครอง“ลุยต่อเนื่อง!” ระดมกำลังสมาชิก อส. กว่า 1,000 นาย จาก 14 จังหวัดปูพรมดับไฟป่า สกัดหมอกควัน ที่ยังคงทวีความรุนแรง บูรณาการทุกภาคส่วน เดินหน้าสกัดจุดเสี่ยงสำคัญ ไม่ให้ไฟลุกลามกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน เน้นปฏิบัติการเชิงรุก“ลาดตระเวน-ควบคุม-ดับไฟ” เพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เร่งลดผลกระทบจากไฟป่าหมอกควัน หวังฟื้นคุณภาพอากาศโดยเร็ว

“ท่าอุเทนผนึกกำลัง!” ยึดยาบ้า 1 แสนเม็ดริมโขง มูลค่ากว่า 1 ล้าน นายประครองศักดิ์ ขันเพียแก้ว นายอำเภอท่าอุเทน จ.นครพนม สนธิกำลังฝ่ายความมั่นคง “ฝ่ายปกครอง-อส.-ชรบ.”คุมเข้มพื้นที่เสี่ยง หลังพบเรือต้องสงสัยเทียบท่าฝั่งไทยก่อนกลับ สปป.ลาว ทีมท่าอุเทนลุยตรวจค้นจุดเกิดเหตุ บริเวณพงหญ้าข้างบันไดริมโขง พบยาบ้ารวมกว่า 100,000 เม็ด เขียนชื่อจังหวัดปลายทางภาคกลาง จึงส่งของกลางและหลักฐานให้ สภ.ท่าอุเทนเดินหน้าขยายผล “ล่าตัวการใหญ่” ต่อไป

วันหยุดยาวนี้ “นายอำเภอพาเที่ยว” ชวนเที่ยวอำเภอไม่ไกลกรุงเทพฯ “บ้านแพ้ว ล่องเรือชมสวนองุ่น เปิดเสน่ห์ชุมชนสองฝั่งคลอง”นางสาวภารดี เผือกโสภา นายอำเภอบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ชวนสัมผัสวิถีชุมชน ล่องเรือชมสวนองุ่น-สวนผลไม้ วิถีชีวิตริมคลองท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น เริ่มต้นที่วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร กราบหลวงพ่อโตเสริมสิริมงคลก่อนออกเดินทาง ล่องผ่านวัดสำคัญตลอดเส้นทางก่อนปิดท้ายที่ “สวนเจริญผล” ชิมผลไม้สดจากสวน “บ้านแพ้วไม่ใช่แค่ทางผ่านแต่คือจุดหมายแห่งความสุข ครบทั้งชิมเที่ยว ทำบุญ ในวันสบายๆ ของทุกคน”

นาย..อำเภอน้อย

รุมจี้นายกฯสอบคนใกล้ตัว ซัดแก๊งไอ้โม่ง เอี่ยวทุนเทา-สแกมเมอร์ ปิดฉากถล่มนโยบายรบ.

รุมจี้นายกฯสอบคนใกล้ตัว ซัดแก๊งไอ้โม่ง เอี่ยวทุนเทา-สแกมเมอร์ ปิดฉากถล่มนโยบายรบ.

รุมจี้นายกฯสอบคนใกล้ตัว ซัดแก๊งไอ้โม่ง เอี่ยวทุนเทา-สแกมเมอร์ ปิดฉากถล่มนโยบายรบ.

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รุมจี้นายกฯสอบคนใกล้ตัว ซัดแก๊งไอ้โม่ง เอี่ยวทุนเทา-สแกมเมอร์ ปิดฉากถล่มนโยบายรบ.

ฝ่ายค้านรุมสับนโยบายรัฐบาลทิ้งทวน “โรม” บี้นายกฯสอบคนใกล้ตัวเอี่ยวแก๊งไอ้โม่งกักตุนน้ำมันหรือไม่ ด้าน“กรณ์” ไม่เชื่อมั่นจะปราบทุนเทา-สแกมเมอร์หลังคนใกล้ตัวมีเอี่ยวขณะที่’จูรี‘โชว์ฝีปากเตือนอย่ามูมมามมาก ไม่อยากให้จบชีวิตแบบ’ชูชก‘

เมื่อวันที่ 10 เมษายน2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาวาระคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา162 วันแรก (9เม.ย.)ซึ่งเริ่มตั้งแต่เวลา 08.30น.การอภิปรายเป็นไปด้วยความราบรื่น สส.พรรคฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาชน(ปชน.)ได้มุ่งเน้นการอภิปรายไปที่กระทรวงแรงงานเช่นการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม การดูแลสิทธิ์สวัสดิการผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ค่าครองชีพสูง เนื่องมาจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน จึงอยากให้รัฐบาลเตรียมแผนรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตลอดจนอภิปรายเรื่องของการแก้ปัญหายาเสพติด ที่จะต้องครอบคลุมทุกมิติเพื่อลดปัญหาการเสพติดซ้ำ รวมไปถึงปัญหางบประมาณที่จัดสรรให้สำหรับค่ารักษาพยาบาล ผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง ซึ่งมีการจ่ายเงิน ในอัตรา ต่ำกว่าค่ารักษาจริง เป็นต้น

ถกนโยบายวันแรกใช้ไป17.30ชั่วโมง

จากนั้นในเวลา 02.18น.นายโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานที่ประชุม ได้สั่งพักการประชุม และนัดหมายประชุมอีกครั้งในเวลา เวลา 08.00น.วันที่ 10เมษายน2569 ทั้งนี้ ในการแถลงนโยบายของครม.อนุทิน2 ในวันแรกใช้เวลาไปทั้งสิ้น 17.30ชั่วโมง เบื้องต้นมีในการแถลงนโยบายวันสุดท้าย กำหนดปิดเวลา 23.00น.วันที่ 10เม.ย.ตามกรอบระยะเวลาที่วิป3ฝ่ายและครม.ได้ตกลงกันไว้

‘โรม’ชี้ปราบ’ทุจริต-ทุนเทา‘ย้อนแย้ง

เวลา 08.10น.ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162 ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ลุกขึ้นอภิปรายถึงนโยบายการปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนเทา รวมถึงการทุจริต คอร์รัปชันว่า ตนไม่เชื่อมั่นการดำเนินการของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เนื่องจากย้อนแย้งกับการทำงานของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนเดียวกัน กรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ลงนามร่วมกับกลุ่มทุนเทา สแกมเมอร์ต่อความร่วมมือสแกนม่านตา ซึ่งมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะอดีตรมว.ดีอี ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเสไอ) ดำเนินคดีและส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)

เลือกตัวรมต.เหมาะสมแล้วหรือไม่

“ผมไม่รู้ว่าคดีนั้นจะรวดเร็วเหมือนคดีของพวกผมหรือไม่ แต่นายอนุทิน สั่งลงโทษนายประเสริฐ ที่ถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ชดใช้กรรมโดยให้เป็นรมว.ศึกษาธิการ เพื่อให้เยาวชนดูเป็นตัวอย่างให้จัดการผู้ทำผิดเป็นอย่างไร การแก้ปัญหาทุจริต คอร์รัปชันเป็นรูปธรรมของนายอนุทิน ไม่เกรงใจนายไชยชนก ที่ดำเนินคดีดังกล่าว ขณะที่เมื่อวานนายกฯ แถลงยึดทรัพย์เบน สมิธ คิดหรือไม่ว่ามีคนใน ครม.บางคนข้องเกี่ยวกับเครือข่ายดังกล่าวหรือไม่ ผมสงสัยต่อการคัดเลือกคนเป็นรัฐมนตรี ไม่ให้น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นรัฐมนตรี เพราะมีคดีในดีเอสไอ แต่นายประเสริฐเรื่องส่งถึงป.ป.ช.แล้ว แต่ได้เป็นรัฐมนตรีได้ ตกลงในเรื่องคดีมีปัญหากับน.ส.สุดาวรรณ หรือพ่อของน.ส.สุดาวรรณกันแน่” นายรังสิมันต์ กล่าว

ปูด’เสี่ยตือ’ค้าน้ำมันนายทุน’ภท.’

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการจับน้ำมันที่จ.อ่างทอง ซึ่งพบว่ามีเสี่ยตือเป็นเจ้าของ และจากการตรวจสอบพบว่ามีคลังน้ำมันหลายแห่ง หลายล้านลิตร แต่การดำเนินการรัฐบาลไม่จัดการ หรือจัดการอย่างยากเย็น ทั้งที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคมรู้จักดี เพราะบริษัทของเสี่ยตือเป็นลูกหนี้นายพิพัฒน์ มูลค่าเกินกว่า 100ล้านบาทมีสัญญาเงินกู้ 2ครั้ง 2สัญญา ที่สำคัญ พ.ย.2568พบบว่าคนในครอบครัวเสี่ยตือบริจาคให้พรรคภูมิใจไทย 1ล้านบาท ขณะที่ราคาน้ำมันแพง เสี่ยตือถูกสงสัยว่าขายน้ำมันแพง แต่กลับไม่ดำเนินคดีใดๆ ซึ่งอาจมีสาเหตุว่าเพราะมีนายทุนการเมืองอยู่ในพรรคการเมืองหรือไม่

สอบ’พิพัฒน์’เอี่ยวสแกมเมอร์หรือไม่

“นายพิพัฒน์ทราบดีว่าเสี่ยตือมีธุรกิจอย่างไร ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่อย่างไร เหตุที่รัฐบาลไม่กล้าทำอะไรไอ้โม่ง อาจเพราะไอ้โม่งอยู่ในรัฐบาล ก็เป็นได้ ก่อนหน้านี้ที่บอกว่ามีการติดสินบนไม่ให้ปราบสแกมเมอร์ทราบว่า เป็นลูกของเสี่ยตือด้วย ดังนั้นกรณีที่เป็นเครือข่ายเดียวกันมีสัมพันธ์กัน พวกเขาจึงลอยนวลพ้นผิดได้ หากนายกฯ ดูการกระทำไม่ดูชื่อ ทำไมตอนนี้เครือข่ายเสี่ยตือ ที่มีประเด็นกักตุนน้ำมัน น้ำมันเถื่อน สแกมเมอร์ถึงไม่จัดการ หากทำจริงควรดำเนินการเพื่อไม่ให้อำนาจมืดซื้ออำนาจรัฐ และนายอนุทินต้องตรวจสอบนายพิพัฒน์ว่า ไม่เกี่ยวกับน้ำมันเถื่อนหรือเรื่องทุนเทา เพื่อไม่ให้การปราบทุจริตจะได้ไม่เป็นเพียงลมปากและอย่าสร้างภาพเป็นคนดี แล้วแสวงหาประโยชน์จากวิกฤติชาติ และปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน” นายรังสิมันต์ กล่าว

ทั้งนี้ ช่วงท้ายการอภิปรายของ นายรังสิมันต์ สส.ภูมิใจไทย ลุกประท้วงเนื่องจากมีลักษณะใส่ร้าย แต่นายมงคล ยังให้ นายรังสิมันต์ อภิปรายจนจบ ซึ่งมีการอภิปรายทิ้งท้ายว่า“ไม่รู้ว่าเวลาของผมจะเหลือในสภาฯ เท่าไร แต่ผมและพรรคประชาชนไม่มีวันยอมแพ้คนที่ทำหลายชาติ ทำลายหลักนิติธรรม”

‘กรณ์’ซัดราคาน้ำมันเกรงใจนายทุน

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายต่อที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเป็นวันที่สอง ถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจ ปากท้อง และการปราบปรามสแกมเมอร์ ทุนเทา ว่า กับประเด็นวิกฤติพลังงาน รัฐบาลไม่มียุทธศาสตร์รับมือ และจากที่ได้ติดตามเห็นว่ารัฐบาลใช้ยุทธศาสตร์เดียว คือ การซื้อเวลารอให้ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลงมา แม้จะมีการใช้กองทุนน้ำมันชดเชย แต่ราคาหน้าสถานีบริการกลับลดลงเพียง 2บาทกว่าโดยอิงค่าการกลั่น7บาท แต่ค่าการกลั่นปัจจุบันมีราคา 12บาท ดังนั้นหากใช้สูตรการลดค่าน้ำมัน ต้องลดลง 12บาทด้วย ทุกการตัดสินใจของรัฐบาลทำให้ประชาชนสงสัยว่าแก้ปัญหาโดยเกรงใจนายทุนมากเกินกว่าความทุกข์ของประชาชน

ต้องออกสูตรคิดราคาน้ำมันเป็นธรรม

นายกรณ์ อภิปรายต่อว่า เมื่อวันที่ 9เม.ย.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง บอกว่า ภาระการดูแลน้ำมันขอให้เป็นภาระของกองทุนน้ำมัน หมายถึงให้ประชาชนดูแลเองฐานะผู้ใช้หนี้กองทุนน้ำมัน ขณะที่ภาษีสรรพสามิตเก็บเท่าเดิม โดยอ้างว่าอาจไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ทั้งที่รายได้จากน้ำมันไม่ได้ส่งตรงไปที่ค่ารักษาพยาบาล แต่เข้ากองกลาง ที่ตนยืนยันว่าการลดภาษีสรรพสามิตพร้อมกับลดค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ไม่จำเป็นตนมองว่า รัฐบาลควรกำหนดสูตรคำนวณราคาน้ำมันที่เป็นธรรมโดยเร็ว

ไม่เชื่อปราบทุนเทา-สแกมเมอร์ได้จริง

นายกรณ์ อภิปรายต่อถึงนโยบายปราบสแกมเมอร์ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร่วมงานแถลงข่าว ป.ป.ช. ยึดทรัพย์เพิ่มเติมของกลุ่มสแกมเมอร์ ซึ่งการทำงานของหน่วยงานไทยที่ผ่านมาล่าช้า เมื่อเทียบกับต่างชาติ ซึ่งการทำงานที่ล่าช้านั้น พบว่าการยักย้ายทำให้การยึดอายัดทำไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนั้น นายกฯ ยึดหลักปฏิบัติการทำงานว่า ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม คือไม่สนใจว่าใครเกี่ยวข้อง จะเดินหน้าเอาผิดตามพฤติกรรม ตนไม่มั่นใจว่าจะเกิดขึ้นจริง เพราะก่อนหน้านี้ อดีตรมช.คลังในรัฐบาลของนายอนุทิน1 ที่เคยเป็นที่ปรึกษาให้กับธนาคารของกัมพูชาซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนเทา สแกมเมอร์ มีความเกี่ยวข้องกับการเข้าไปซื้อหุ้นกองทุนที่เป็นของกลุ่มสแกมเมอร์ กลุ่มฟอกเงินซึ่งพบว่าถูกยึดอายัดในรอบนี้ด้วย ดังนั้นตนขอให้นายกฯ ตรวจสอบคนไทย คนใกล้ชิดของนายกฯ ที่มีพฤติกรรมเชื่อมโยงและเกี่ยวโยงกับกลุ่มทุนเทา สแกมเมอร์ด้วย

ตั้ง’วิศิษฎ์’คุม’กลต.’เหมาะสมหรือไม่

นายกรณ์ อภิปรายต่อว่า ขณะที่การแก้ปัญหากลุ่มสแกมเมอร์ ตามที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ดำเนินการที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มมาจากการลงนามอัปยศกับกลุ่มทุนสแกมเมอร์และได้ส่งเรื่องเอาผิดนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี ตามมาตรา 157ต่อ ป.ป.ช. ทั้งนี้พบด้วยว่าการลงนามเอ็มโอยูอัปยศนั้นมีผู้ร่วมลงนามคือ นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)ที่มีบทบาทสำคัญตรวจสอบความโปร่งใสความถูกต้องในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นขอถาม รมว.คลังว่า เหมาะสมหรือไม่ที่ตั้งบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงนามเอ็มโอยูที่เอื้อกับการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก แม้เอ็มโอยูจะถูกยกเลิกไปแล้ว นั้นเหมาะสมหรือไม่

คนเอี่ยวทุนเทาล้วนอยู่ใกล้’อนุทิน’

นายกรณ์ อภิปรายต่อว่าและในกรณีของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมร่วมกับนายเบน สมิธ กรณีซื้อเครื่องบินเจ็ทส่วนตตัวและผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ ผ่านธนาคารบีไอซีของกัมพูชา ซึ่งก่อนที่จะตั้งนายสุริยะกลับมาเป็นรัฐมนตรีได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือไม่“ผมขอให้ชี้แจงต่อสาธารณะ หากไม่ทำ ผมขอตั้งคำถามสะท้อนจริงใจ จริงจังหรือไม่ ต่อการปราบกลุ่มทุนเทา ที่นายกฯ บอกว่า พร้อมปิดตา เอาเรื่องกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง เพราะคนเกี่ยวข้องล้วนอยู่ใกล้ตัวและอยู่ในรัฐบาล“ นายกรณ์ กล่าว

‘ชวน’ทวงเบี้ยผู้สูงอายุ1พันขึ้นไป

นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ตนยึดหลักอมตาวาจา ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ซึ่งไม่ใช่คำขวัญของพรรคฯ แต่เป็นความจริงว่า หากโกหกหลอกลวงแล้ว ผู้อื่นรู้ ก็จะเกิดความเสียหาย และความจริง จะทำให้แก้ปัญหาบ้านเมืองได้ ส่วนปัญหาในนโยบายของรัฐบาลนั้น นโยบายของรัฐบาลทั่วไปยอมรับกันได้ แต่บางเรื่องที่เป็นความปรารถนาของประชาชน ก็ไม่มี เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็นระดับ 1,000 บาทขึ้นไป โดยมองว่าไม่ใช่ภาระงบประมาณเกินความจำเป็น หากบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และถือเป็นการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว

แนะแก้ทุจรติต้องเริ่มที่นักการเมือง

สำหรับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน นายชวน ระบุว่า การแก้ปัญหาจะเกิดผลได้จริง ต้องเริ่มจากนักการเมือง เพราะเป็นต้นทางของระบบ พร้อมเตือนว่าหากยังมีการใช้เงินซื้อเสียง ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลจะลดลง และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศในเวทีระหว่างประเทศส่วนสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ นายชวน เสนอให้รัฐบาลศึกษาแนวทาง“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”อย่างลึกซึ้ง โดยเน้นว่าต้องเข้าใจที่มาของแนวพระราชดำริอย่างแท้จริง ไม่ใช่นำมาใช้เพียงในเชิงนโยบาย พร้อมย้ำว่าปัญหาความไม่สงบในอดีตส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม

’จูรี‘กังขานายกฯมีนายทุนอยู่ในใจ

เวลา10.50น.นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนฟังนายกฯอ่านแถลงนโยบายให้สภาฯฟังจนมาถึงถ้อยคำหนึ่งที่ระบุว่า เพื่อประโยชน์ของประชาชน ตนขนลุก แหงนมองหน้าและพยายามมองใจของนายกฯว่าจริงๆ แล้วในใจของนายกฯมีประชาชนแล้วแทรกด้วยนายทุนอยู่หรือไม่ เพราะสิ่งที่นายกฯแถลง ย้อนแย้งความเป็นจริงกับที่ประชาชนประสบอยู่ เข้าใจว่านายกฯโชคดีเกิดมาเป็นเศรษฐีเลย แต่อยากให้เปิดใจมองลงมาข้างล่างเห็นคนหาเช้ากินค่ำที่ตอนนี้ลำบากมาก รายได้น้อย แต่รายจ่ายเยอะมาก สิ่งที่ถูกอยู่อย่างเดียวที่ประชาชนสามารถซื้อได้คือยาบ้าเม็ดละ10บาท หาได้ทั่วไป ซื้อง่ายกว่ายาพาราอีก ขอฝากไปยังนายกฯให้เข้าใจหน่อย สิ่งที่พยายามบริหารจัดการทั้งหมด ท่านไม่กล้าทุบนายทุน แต่ทุบชาวบ้าน เมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้จะรวยเมื่อไหร่ ถ้าเป็นปักษ์ใต้ตอนนี้ ต้องบอกว่ารุนไม่ไหวแล้ว

อย่ามูมมามหวั่นตายแบบชูชก

นายจูรี กล่าวต่อว่า เรื่องน้ำมันที่หายไปก่อนหน้านี้ พอขึ้นราคาน้ำมันมา6บาท กลับมีน้ำมันทุกปั๊ม ทุกวันนี้น้ำมันเกือบ50บาท หาเติมได้หมดเลย เสมือนเสกน้ำมันเหล่านี้มาได้ ตนรู้สึกว่าในใจนายกฯมีแต่นายทุน เข้าใจแต่นายใจ แต่ไม่เคยเข้าใจประชาชน ขณะที่นโยบายปราบปรามยาเสพติด ที่นายกฯแถลงตอนหนึ่งจะปราบปรามบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ต้องบอกว่าจริงจังแค่ไหนแค่ไหนเรียกจริงจัง เพราะขณะนี้มันระบาดไปทุกหย่อมหญ้าจริงๆ ถ้าจริงจังจริง ต้นปีที่ผ่านมาคงไม่มีข่าว วัยรุ่นหลอนยา จับนักเรียนเป็นตัวประกันจนผอ.โรงเรียนต้องเสียสละชีวิตตัวเองเพื่อแลกกับชีวิตนักเรียน ทั้งประเทศสดุดีความดีของผอ. แต่ครอบครัวของเขาไม่ปรารถนาคำสดุดี เขาต้องการชีวิตผอ.กลับคืนมา“ผมอยากฝากนายกฯ และครม.ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ว่า ทำอะไรหลังจากนี้ พยายามอย่าให้มูมมามมาก เพราะผมคาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่บริหารจนครบเทอม ไม่อยากให้รัฐบาลมาจบชีวิตแบบเดียวกับที่ชูชกเขาจบชีวิต” นายจูรี กล่าว

ภท.ประท้วงบี้ถอน’ชูชก-มูมมาม’

ทั้งนี้ สส.พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ ลุกขึ้นประท้วงให้นายจูรีถอนคำพูดเสียดสีคือคำว่า ทำอะไรต่อไปนี้อย่ามูมมามเดี๋ยวจะเป็นเหมือนชูชก เป็นถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม เช่นเดียวกับนายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สส.กาญจนบุรี ประท้วงว่าคำพูดดังกล่าวส่อให้เห็นถึงกิริยาของผู้อภิปราย ทำให้สภาฯไม่สมเกียรติ ขณะที่นายโสภณ วินิจฉัยคำว่า มูมมาม ยังพอรับไหว ขอให้รัฐบาลมาชี้แจงดีกว่าทำให้นายจูรีชี้แจงว่าไปย้อนดูเทปได้ ตนพูดว่าหลังจากนี้ เสมือนเป็นคำเตือนว่า เป็นห่วงประเทศนี้ นายโสภณจึงวินิจฉัยย้ำว่า ยังพอไหว ครม.ยังพอชี้แจงได้ ขอให้ไปต่อดีกว่าจากนั้นจึงอภิรายต่อไป

ทสท.ชี้ภาคเกษตรล้มเหลว-หนี้บาน

ด้าน นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย ลุกอภิปรายท้วงติงนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลว่า แม้รัฐบาลจะแถลงให้ความหวังในการยกระดับรายได้เกษตรกรจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า ภาคเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตความล้มเหลวเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือกนาปรังที่ตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัม(กก.)ละ 5 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นถึงไร่ละ5,000บาท ทำให้ชาวนาต้องแบกรับภาระหนี้สิน จนไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เปรียบเสมือนวิกฤตชีวิตของคนรากหญ้า ที่ต้องทิ้งนามาเป็นแรงงานในเมืองเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ สะท้อนภาพว่า นโยบายที่แถลงไว้สวยหรู กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ซ้ำยังมีปัญหาการบริหารจัดการน้ำและระบบชลประทานที่ไม่ทั่วถึงเป็นตัวซ้ำเติมวิกฤต เพราะเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาน้ำฝนและขาดแหล่งน้ำต้นทุนที่มั่นคง ไม่สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเผชิญภัยแล้ง น้ำท่วม ซ้ำร้ายธุรกิจในชุมชนและร้านโชห่วยยังถูกกลืนกินโดยกลุ่มทุนใหญ่จากร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง คนชนบทไร้อาชีพ รายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัว มองไม่เห็นอนาคตในโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันที่บีบรัดคนตัวเล็ก

รบ.ต้องออกมาตรการด่วนช่วยเหลือ

“เพื่อให้เกษตรกรผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ขอเสนอให้รัฐบาลนำมาตรการช่วยเหลือเดิมที่เคยได้ผลมาปรับใช้ทันที โดยเฉพาะการลดต้นทุนและสนับสนุนช่วยเหลือชาวนา (ค่าเก็บเกี่ยว) ให้เพิ่มวงเงินเป็นไร่ละ 1,000บาท สูงสุด 20ไร่ต่อครัวเรือน รวมถึงเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือค้างจ่ายจากปีที่ผ่านมาให้กับเกษตรกรอีกกว่า 150,000รายให้เสร็จสิ้น รวมถึงมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวผ่านโครงการสินเชื่อชะลอการขายและการรวบรวมข้าว พร้อมเร่งสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ จัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับเกษตรกรและบริหารจัดการตลาดสินค้าเกษตรให้เชื่อมโยงกับความต้องการของโลกอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งหากเกษตรกรที่เป็นรากฐานสำคัญของประเทศไม่สามารถอยู่รอดได้ ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย ฝากรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์และเกษตรฯทำงานร่วมกันให้เป็นรูปธรรมตามที่แถลงต่อสภา ไม่ใช่ให้คำมั่นสัญญา เพียงนโยบายสวยหรู แต่ทำไม่ได้จริง” นายชัชวาล กล่าว

ปชน.จี้จับโกงน้ำมันภายใน1เดือน

นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนขอให้รัฐบาลออกมายกมือไหว้ขอโทษประชาชนต่อกรณีที่เคยกล่าวโทษประชาชนว่าเป็นต้นเหตุน้ำมันขาดแคลนเพราะประชาชนแห่เติมน้ำมัน นอกจากนั้นแล้วให้ยกมือไหว้ขอโทษที่ไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤติราคาน้ำมันและพลังงาน ที่รวมถึงค่าไฟฟ้าตามที่หาเสียงได้ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงเพราะมัวแต่เกรงใจนายทุน หากรัฐบาลจริงใจ ต้องจับคนโกงน้ำมันให้ได้ภายใน 1 เดือน และนอกจากนั้นแล้วต้องมีกรอบเวลากำหนดผลงานภาคปฏิบัติที่ชัดเจนว่า ภายใน 1 เดือนจะทำเรื่องใดให้สำเร็จ โดยเฉพาะเปิดโควตาขายไฟคืนรัฐ 1 ล้านครัวเรือน ภายใน 3 เดือนจะเห็นเรื่องใดที่ทำให้สำเร็จ เช่น เจรจากับภาคเอกชน ลดค่าความพร้อมจ่ายที่ประชาชนจ่ายฟรีให้โรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง หรือสมัยหน้าจะสนับสนุนการแก้ไขปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวกับพลังงาน หากไม่เป็นเช่นนั้น หรือทำไม่ได้ รัฐมนตรีค่อยมาลาออก หรือเดินไปจูงมือนายกรัฐมนตรี ลาออกไปจากสภาแห่งนี้” นายศุภโชติ อภิปราย

เช็คสต๊อกน้ำมันสำรอง เหลือ110วัน หมอวรงค์ขุดพิรุธดีเซล จี้สอบ700ล้านลิตรหาย

เช็คสต๊อกน้ำมันสำรอง เหลือ110วัน หมอวรงค์ขุดพิรุธดีเซล จี้สอบ700ล้านลิตรหาย

เช็คสต๊อกน้ำมันสำรอง เหลือ110วัน หมอวรงค์ขุดพิรุธดีเซล จี้สอบ700ล้านลิตรหาย

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เช็คสต๊อกน้ำมันสำรอง เหลือ110วัน หมอวรงค์ขุดพิรุธดีเซล จี้สอบ700ล้านลิตรหาย

“สุริยะ”นั่งไม่ติดเรือขนส่งปุ๋ยติดช่องแคบฮอร์มุซ 3 ลำ กว่า 2.5 แสนตัน หวั่นเกษตรกรเดือดร้อนเล็งซื้อจากรัสเซีย ด้าน กระทรวงพลังงาน เผยไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ 110 วัน ล่าสุดกองทุนน้ำมันติดลบ 59,447.80 ล้านบาท หมอวรงค์’จี้‘อนุทิน-พิพัฒน์’แจงให้ชัดน้ำมันกว่า 700 ล้านลิตรหายจากระบบ หรือแค่ตัวลมเบิกชดเชยกองทุนน้ำมัน สร้างความเสียหายกว่าหมื่นล้านบาท หากยังเฉย รอตั้งกมธ.สอบ ลั่นได้เห็นรัฐมนตรีติดคุกแน่

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 กระทรวงพลังงาน รายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้นกลับไปแตะระดับใกล้ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดบวก 3.46 ดอลลาร์ แตะที่ 97.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน Brent ปิดที่ 95.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ระดับประมาณ 104 ดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนและตลาดมีความกังขาต่อข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ยังคงเปราะบาง

ประกอบกับสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะอิหร่านยังคงปิดกั้นและควบคุมการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก รวมถึงการที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง

น้ำมันไทยพอใช้100วัน

ปัจจัยทั้งหมดส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างหนักต่อภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงานโลก โดยนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำประเมินว่า หากความขัดแย้งยังดำเนินต่อไปและยังไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซตามปกติ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปจนถึงสิ้นปีนี้

ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 10 เม.ย.2569 ไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ 110 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 31 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 31 วัน

ส่วนการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 8 เม.ย.2569 ผลิตน้ำมันดีเซลได้ 83.23 ล้านลิตร และจำหน่าย 64.74 ล้านลิตร

กองทุนติดลบ 59,447.80 ล้าน

ทั้งนี้ ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) ลิตรละ 48.40 บาท, น้ำมันดีเซล (B20) ลิตรละ 43.40 บาท, น้ำมันเบนซิน (E20) ลิตรละ 38.95 บาท, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 43.95 บาท และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 43.58 บาท

หากเทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ลิตรละ 43.95 บาท ขณะที่กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ลิตรละ 49.67 – 86.02 บาท ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ลิตรละ 48.40 บาท ขณะที่ กัมพูชา มาเลเซีย ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ลิตรละ 55.27 – 117.72 บาท

ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 10 เม.ย.2569 ติดลบ 59,447.80 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 520.70 ล้านบาท

บางจากแจงต้องแวะสิงคโปร

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ชี้แจงกรณีเรือน้ำมันแวะสิงคโปร์ก่อนมาถึงไทย ว่า การขนส่งน้ำมันดิบเที่ยวดังกล่าว เป็นการขนส่งในลักษณะ co-loading หรือมีลูกค้าร่วมใช้บริการขนส่ง ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติปกติในอุตสาหกรรม โดยมีการบรรทุกน้ำมันดิบสำหรับลูกค้ามากกว่าหนึ่งรายในเรือลำเดียวกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการขนส่ง

สำหรับเที่ยวเรือนี้มีลูกค้าอีกรายหนึ่งที่มีจุดหมายปลายทางที่ประเทศสิงคโปร์ จึงมีการนำส่งตามลำดับปลายทางตามแผนการขนส่ง ก่อนที่เรือจะเดินทางต่อมายังประเทศไทย เพื่อนำส่งน้ำมันดิบที่ท่าเรือโรงกลั่นน้ำมัน บางจาก ศรีราชา โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้ารายอื่นเป็นข้อมูลทางการค้า ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยในที่สาธารณะได้ อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เริ่มประสานงานขอความอนุเคราะห์จากรัฐบาลไทย นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ ก็ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเมื่อวานนี้ด้วย

ทั้งนี้ เรือบรรทุกน้ำมันดิบจากแหล่งตะวันออกกลาง ชื่อเรือ MT.POLA ได้เดินทางมาถึงท่าเรือโรงกลั่นบางจาก ศรีราชา เมื่อคืนวันที่ 7 เมษายน 2569 โดยมีปริมาณน้ำมันดิบ 700,000 บาร์เรล ล่าช้ากว่าแผนงานเดิม 15 วัน หลังจากที่รัฐบาลไทยเข้าเจรจากับทางการอิหร่านและโอมานสำเร็จ โดยไม่ได้มีรายจ่ายเพิ่มแก่อิหร่านเพื่อผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่อย่างใด

โดยระบบเรือขนส่งน้ำมันดิบ ปกติแล้วใช้ระบบ “โคโหลด” (Co-load) เพื่อร่วมกันเช่าเรือหรือการบรรทุกสินค้า (น้ำมัน) ของลูกค้าหลายรายมาในเรือลำเดียวกัน นับเป็นการแชร์พื้นที่เรือเพราะเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มีความจุสูงมาก บางครั้งผู้ซื้อรายเดียวอาจไม่ได้ซื้อน้ำมันเต็มลำเรือ จึงมีการ “หารค่าเช่าเรือ” กับผู้ซื้อรายอื่น ซึ่งทำให้ต้นทุนน้ำมันที่มาถึงไทยต่ำที่สุด

ไทยออยล์เพิ่มกำลังการผลิต

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 8เม.ย. รายงานผลการดำเนินงานในปี 2568 ผู้ถือหุ้นอนุมัติการจ่ายเงินปันผลปี 68 ในอัตราหุ้นละ 1.8 บาทต่อหุ้น และเมื่อหักเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.8 บาทต่อหุ้นแล้ว คงเหลือเป็นเงินปันผลจ่ายสำหรับผลประกอบการ 6 เดือนหลัง ในอัตราหุ้นละ 1 บาทต่อหุ้น

บมจ.ไทยออยล์รายงานต่อที่ประชุมว่า จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 บริษัทฯ ได้ดำเนินการผลิตอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยใช้อัตราการกลั่นสูงสุด (Refinery Utilization Rate) ที่ระดับ 113% จากกำลังกลั่น 275,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมเร่งปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น อาทิ แอฟริกาและอเมริกา เพื่อทดแทนน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง แม้ว่าต้นทุนที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย จะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นจากระดับปกติ 18.7 ล้านลิตรต่อวันเป็น 19.8 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่เพิ่มขึ้น พร้อมเปิดให้บริการคลังน้ำมันที่โรงกลั่นตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนการกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังสถานีบริการและผู้ค้าส่ง ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และวางแผนจัดหาน้ำมันดิบอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างเต็มกำลัง ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับผลดำเนินการ ปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานสุทธิรวม 3,171 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้รับปัจจัยบวกจากรายการพิเศษ ได้แก่ กำไรจากการไถ่ถอนหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ 4,042 ล้านบาท และกำไรจากการต่อรองราคาเข้าซื้อธุรกิจของบริษัทร่วมในประเทศสิงคโปร์ 7,371 ล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 14,584 ล้านบาท ผ่านการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ มีแผนปฏิบัติการเชิงรุกและการบริหารจัดการความเสี่ยงรองรับสถานการณ์ต่างๆ เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน และรักษาอันดับความน่าเชื่อถือในระดับน่าลงทุน ดังนี้

1. การดำเนินโครงการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 2. การเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน โดยได้รับการสนับสนุนจาก ปตท. ในการขยายวงเงินเครดิตที่ใช้ ในการจัดซื้อน้ำมันดิบ3. การลดระดับหนี้สินและจัดการโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะสม ประกอบด้วย การไถ่ถอนหุ้นกู้ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ การชำระคืนเงินกู้กับสถาบันการเงินก่อนกำหนด และการออกหุ้นกู้ ชั่วนิรันดร์มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปุ๋ยติดชองแคบ 2.5แสนตัน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สถานการณ์ปุ๋ยเคมีมีความเสี่ยงตึงตัวจากปัญหาการขนส่งในตะวันออกกลาง โดยมีเรือบรรทุกแม่ปุ๋ยของบริษัท เจียไต๋ จำกัด ติดค้างอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ 3 ลำ ปริมาณรวมประมาณ 250,000 ตัน และยังไม่สามารถยืนยันกำหนดการนำเข้าได้

ทั้งนี้ ได้หารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และผู้ประกอบการนำเข้าปุ๋ย เห็นตรงกันว่าต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าสำรอง เนื่องจากฤดูกาลเพาะปลูกใหม่จะเริ่มในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นการผลิตหลักของประเทศ โดยปริมาณปุ๋ยในระบบปัจจุบันเพียงพอใช้ในระยะสั้น หากต้องการให้มีใช้ต่อเนื่องจนสิ้นสุดฤดูกาลผลิตในเดือนกรกฎาคม จำเป็นต้องนำเข้าเพิ่มอีกประมาณ 1 ล้านตัน

จ่อบินไปรัสเซีย

นายสุริยะ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทูตเกษตรเร่งประสานงานเพื่อเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของรัสเซีย ภายในสัปดาห์หน้า และจะเดินทางไปเจรจาด้วยตนเอง เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือด้านการค้าปุ๋ยระหว่างรัฐ ขณะที่รายละเอียดด้านราคาและปริมาณจะให้ภาคเอกชนเป็นผู้เจรจา เพื่อให้การนำเข้าเกิดขึ้นได้รวดเร็วและสอดคล้องกับกลไกตลาด พร้อมระบุว่าหากมีความชัดเจนในการนำเข้าปุ๋ยเพิ่มเติมจะช่วยลดความกังวลของตลาด และทำให้ราคาปุ๋ยในประเทศมีแนวโน้มปรับลดลง เนื่องจากผู้ค้ารายย่อยจะเร่งระบายสต็อกออกสู่ตลาด โดยขณะนี้ปริมาณปุ๋ยส่วนใหญ่ได้กระจายจากผู้ประกอบการรายใหญ่ไปอยู่ในระบบการค้ารายย่อยแล้ว

ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรได้ออกมาตรการลดต้นทุน โดยอนุญาตให้ใช้วัสดุอื่นทดแทนเม็ดพลาสติกในการผลิตกระสอบปุ๋ย เช่น กระดาษอัด หลังราคาวัตถุดิบปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์พลังงานโลก ส่งผลให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ลดลงและทำให้ราคาปุ๋ยในตลาดปรับลดลงทันที

เร่งช่วยเกษตรกร

ด้านนายมนัส เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า ปุ๋ยที่มีความเสี่ยงขาดแคลนในขณะนี้คือปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นชนิดที่มีการใช้มากที่สุด ขณะที่ปุ๋ยชนิดอื่นยังมีเพียงพอ โดยภาครัฐและเอกชนจะร่วมมือกันในลักษณะ “ทีมไทยแลนด์” เพื่อแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งให้ความรู้แก่เกษตรกรในการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมตามชนิดพืชและพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว

ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรระบุว่า ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเฉลี่ยปีละ 4–6 ล้านตัน โดยปี 2568 นำเข้ากว่า 6.1 ล้านตัน มูลค่ากว่า 91,000 ล้านบาท แหล่งนำเข้าหลัก ได้แก่ จีน ซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย ขณะที่ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 พบว่ามีปุ๋ยคงเหลือในระบบจำนวน 920,760.61 ตัน และจีนได้จำกัดการส่งออกปุ๋ยเพื่อความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ปริมาณปุ๋ยในตลาดโลกตึงตัวและกระทบต่อการนำเข้าของไทย

เม็ดพลาดสติกราคาพุ่ง

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ขณะนี้ขนาดนี้กระทบกับซัพพลายของพลาสติกในประเทศไทย ทำให้มีราคาสูงขึ้นปริมาณเม็ดพลาสติก ถุงพลาสติก ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มีจำนวนที่หายากมากขึ้นและแพงมากขึ้น สุดท้ายภาระก็จะตกอยู่ที่ประชาชน

อย่างไรก็ตามกระทรวงอุตสาหกรรมตระหนักดีว่าในขณะนี้เราจะมีทางเลือก ทั้งการใช้วัสดุทดแทน ซึ่งนายวราวุธ ได้โชว์กระติกน้ำสีดำที่พกติดตัว ก่อนจะบอกว่าอาจจะไม่สะดวกสบายเหมือนเมื่อก่อน แต่เมื่อเม็ดพลาสติกหายากขึ้นและแพงขึ้น และค่าขนส่งอาจทำให้พลาสติกและขวดน้ำดื่มมีราคาแพงขึ้น จึงขอเชิญชวนทุกคนหันมาใช้กระติกน้ำ เพื่อจะลดต้นทุนและลดภาระ พร้อมใช้ภาชนะต่าง ๆ เพื่อลดพลาสติกด้วย

รีไซเคิลพลาดสติก

นายวราวุธ กล่าวว่า จากข้อมูลประเทศไทยมีขยะพลาสติก 2.7 ล้านตัน นำมารีไซเคิลใหม่เพียง 25 % ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำมาแยกขยะ รีไซเคิล ทำความสะอาดอย่างถูกต้อง เพื่อจะได้เพิ่มปริมาณการรีไซเคิล จาก 25 % เป็น 30-35 % ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนของเม็ดพลาสติกที่ต้องนำเข้าและผลิต ซึ่งต้นทางของเม็ดพลาสติกก็มาจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่มาจากน้ำมัน หากลดการพึ่งพาการนำเข้าเม็ดพลาสติกและใช้สิ่งที่เรามีอยู่ในประเทศไทย ก็จะช่วยลดภาระให้กับประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะใช้วัสดุใดมาแทนเม็ดพลาสติก นายวราวุธ กล่าวว่า เม็ดพลาสติกที่เราพูดถึงวันนี้เป็นเม็ดพลาสติกใหม่ เป็นวัตถุดิบที่เพิ่งผลิตใหม่ หากไม่ใช้วัตถุดิบใหม่ ก็ใช้วัตถุดิบรีไซเคิล ซึ่งมาจากปริมาณขยะพลาสติกที่มีอยู่ในไทยกว่า 2.7 ล้านตัน ซึ่งยังไม่ได้รับการเอาไปรีไซเคิลมากเท่าที่ควร หากสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้จะช่วยลดภาระ การหาเม็ดพลาสติกใหม่ให้กับอุตสาหกรรมได้

น้ำมันหายทุจริตปล้นชาติ

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี แถลงข่าวถึงกรณีความผิดปกติของปริมาณน้ำมันดีเซลในประเทศ ว่า ตนพบความผิดปกติอย่างร้ายแรงที่เข้าข่ายเป็นขบวนการทุจริตปล้นชาติ ในรูปแบบของน้ำมันที่หายไปจากระบบในช่วงวิกฤต โดยจากการตรวจสอบข้อมูลทางการจากกรมธุรกิจพลังงาน พบความผิดปกติในช่วงกลางเดือนถึงสิ้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคาดการณ์ได้ว่ามีน้ำมันดีเซลหายไปจากระบบประมาณ 600-700 ล้านลิตร โดยมีหลักฐานเชิงสถิติระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว มีการรายงานยอดการส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศสูงถึง 70 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งสูงกว่าภาวะปกติในเดือนม.ค.ที่มียอดจ่ายเพียง 51 ล้านลิตรต่อวันอย่างมาก ที่น่าสังเกตคือ ในช่วงที่ตัวเลขรายงานว่ามีการจ่ายน้ำมันสูงถึง 70 ล้านลิตร ประชาชนกลับหาเติมน้ำมันไม่ได้ ถูกจำกัดปริมาณการเติมเพียง 500-1,000 บาทต่อคัน แต่ในปัจจุบันที่ยอดจ่ายน้ำมันลดลงเหลือเพียง 37-46 ล้านลิตรต่อวัน แต่ประชาชนกลับเติมน้ำมันได้ตามปกติและไม่มีการขาดแคลน

เบิกเงินกองทุนไปชดเชย

“น้ำมันส่วนเกินปริมาณมหาศาลนี้อาจเป็นน้ำมันลม น้ำมันเก๊ หรือน้ำมันที่มีแต่ตัวเลขในบัญชีแต่ไม่มีตัวน้ำมันจริง เพื่อใช้เป็นช่องทางในการเบิกเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งในช่วงดังกล่าวมีการชดเชยสูงถึงลิตรละ 15-20 กว่าบาท หากคำนวณจากปริมาณ 600 ล้านลิตร จะคิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการปล้นภาษีประชาชนสูงถึงกว่าหมื่นล้านบาท”นพ.วรงค์ กล่าว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาชี้แจง และเรื่องนี้อาจนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการตรวจสอบเรื่องนี้ ถึงตอนนั้นหลักฐานจะรัดแน่นจนดิ้นไม่หลุดและเห็นรัฐมนตรีติดคุกแน่นอน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“โลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวนไม่แน่นอน แบ่งขั้วกันชัดเจน ความมั่นคงแห่งชาติคงไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การป้องกันประเทศจากภัยคุกคามทางทหารเท่านั้น แต่คือความปลอดภัยของประชาชน เสรีภาพของภูมิภาค และความสามารถของประเทศในการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในเวทีโลก”

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

นายกฯเผยประชุม ครม.พรุ่งนี้ เน้นคลอดมาตรการช่วยเหลือประชาชน

นายกฯเผยประชุม ครม.พรุ่งนี้ เน้นคลอดมาตรการช่วยเหลือประชาชน

นายกฯเผยประชุม ครม.พรุ่งนี้ เน้นคลอดมาตรการช่วยเหลือประชาชน

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 00.16 น.

“นายกฯ”เผยประชุม ครม.พรุ่งนี้ เน้นคลอดมาตรการช่วยเหลือประชาชน ชี้”กบน.”ปรับลดราคาน้ำมันพรุ่งนี้ เป็นหน้าที่”รัฐบาล”ต้องทำ ไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์

11 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 22.40 น.คืนที่ผ่านมา (10 เม.ย.) ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ว่า ก็ดี เรารับฟังทุกจุด ส่วนตัวก็ได้จดไว้แทบทุกประเด็น รวมถึงรัฐมนตรีทุกท่านโดยเฉพาะการอภิปรายข้อเสนอแนะ ข้อชี้แนะต่างๆ แม้กระทั่งสิ่งที่อยากจะให้รัฐบาลนี้ได้ทำแม้ไม่ได้อยู่ในนโยบาย หากนำมาพิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็จะทำ ต้องขอบคุณสมาชิกรัฐสภา ในช่วง 2 วันนี้เราได้รับข้อมูลอย่างเต็มที่ ตรงไหนที่มีประโยชน์จะนำไปปฏิบัติ

เมื่อถามว่า จะมีข้อเสนอแนะไหนที่จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (11 เม.ย.) นายอนุทิน กล่าวว่า ในการประชุมพรุ่งนี้เน้นเรื่องการช่วยเหลือประชาชน ที่หลายท่านได้เสนอแนะมา แต่อย่าลืมว่าพรุ่งนี้เป็นวันแรกที่รัฐบาลชุดนี้จะบริหารได้อย่างสมบูรณ์ สิ่งที่ข้ามจากรัฐบาลชุดที่แล้วในบางประเด็น ที่เป็นนโยบายจะต้องผูกพันกับรัฐบาลชุดต่อไป ไม่สามารถทำได้ เราก็ต้องรอ

เมื่อถามว่า จะมีมาตรการอะไรเป็นของขวัญให้ประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกสิ่งที่เราทำ ทำเพื่อประชาชนอยู่แล้วทุกวัน ไม่ใช่ของขวัญ แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทำ ไม่ได้ทำเพื่อเอาใจประชาชน แต่เราทำเพื่อช่วยเหลือประชาชน

เมื่อถามย้ำว่า ในวันพรุ่งนี้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินทุกชนิด สูงสุด 6 บาท ถือเป็นของขวัญช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มันไม่ใช่ของขวัญ มันเป็นหน้าที่ เป็นสำนึกของคณะรัฐมนตรีทุกคน พวกเรามาได้เพราะประชาชน ไม่มีปัจจัยอื่นเลยที่ต้องเกรงใจ และจะไม่ทำให้ประชาชน

พริษฐ์ กาง 5 พฤติกรรมรัฐบาล เปรียบเหมือนผู้รับเหมา จ่อขึ้นบัญชีดำ

พริษฐ์ กาง 5 พฤติกรรมรัฐบาล เปรียบเหมือนผู้รับเหมา จ่อขึ้นบัญชีดำ

พริษฐ์ กาง 5 พฤติกรรมรัฐบาล เปรียบเหมือนผู้รับเหมา จ่อขึ้นบัญชีดำ

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.58 น.

“พริษฐ์”กาง 5 พฤติกรรมรัฐบาล เปรียบเหมือน”ผู้รับเหมา” จ่อขึ้น”บัญชีดำ” ทั้งเบี้ยวสัญญา-โยนงาน-ลดสเปค เหน็บ”บังเอิญ พลัส” “ภูมิใจไทย”ชนะเลือกตั้งในปีที่มีบาร์โค้ด-โยกย้าย ขรก.มหาดไทยมากสุด ขอ”นายกฯ”หนุนตั้ง กมธ.ให้ทุกพรรคตรวจสอบการเลือกตั้ง ยอมให้”กกต.”ฟ้องคดีฮั้ว สว. พิสูจน์ความบริสุทธ์ ลั่น”ฝ่ายค้าน”จะเป็นเหมือนเงาตามรัฐบาลทุกฝีก้าว หาก”ทุจริต”สภาฯต้องเรียกมาขึ้นแบล็คลิสต์

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นตัวแทนอภิปรายสรุปในฝั่งพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยกล่าวว่า รัฐบาลใหม่นี้ ไม่ได้ใหม่ขนาดนั้น นายกรัฐมนตรีคนเดิม พรีเซนเตอร์ชุดเดิม เปลี่ยนเพียงพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น แต่จากผลงานที่ผ่านมาโดยเฉพาะการรับมือวิกฤตพลังงานช่วงรักษาการ รวมถึงการตอบคำถามในวันแถลงนโยบาย

“รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นรัฐบาลมืออาชีพ ที่ประชาชนจะฝากผีฝากไข้ได้ แต่เหมือนผู้รับเหมาที่เตรียมขึ้นบัญชีดำ เพราะหากดูหลักเกณฑ์การขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ จะพบว่ามีอย่างน้อย 5 พฤติกรรมที่คล้ายกับที่รัฐบาลชุดนี้กำลังทำกับประชาชน” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า พฤติกรรมที่ 1.คือ การเบี้ยวสัญญา ที่ผ่านมาช่วงหาเสียงใช้วิธี ‘พูดแล้วทำ’ โดยการไม่พูดอะไรเลย นอกจากโอ้อวดตนว่ารักชาติ นโยบายที่ส่งให้ กกต.ก็น้อยกว่าพรรคประชาชนหรือพรรคเพื่อไทยถึง 7 เท่า เช่น เรื่องการลดค่าไฟ 3 บาท ที่ไม่ได้ลดทุกครัวเรือน หรือการแก้รัฐธรรมนูญ ที่แม้จะมีการออกเสียงประชามติ กลับไม่ปรากฏเรื่องนี้ในคำแถลงนโยบาย 2.การส่งงานล่าช้า ในคำแถลงนโยบายได้ย้ำถึง 3 ครั้งว่าโลกเรามีความไม่แน่นอนสูง ไม่รู้จะเป็นข้ออ้างหรือเปล่าที่ทำให้รัฐบาลต้องเบี้ยวสัญญา ข้ออ้างนี้จะฟังขึ้นก็ต่อเมื่อเราเห็นว่านายกฯ ตอบสนองต่อประชาชนอย่างรวดเร็ว แทนที่จะเป็นการทำงานแบบ สั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน แต่นายกฯ มักจะปล่อยให้ประเทศเสียหายตั้งนานโดยไม่สั่งการเสียที

“สิ่งที่ผมให้อภัยท่านนายกฯ ไม่ได้มากที่สุด เพราะเมื่อปัญหาเกิดกับประชาชน ท่านมักจะเอื่อยเฉื่อยเชื่องช้า แต่เมื่อใดที่ปัญหาเกิดขึ้นกับตัวท่านยเอง ท่านจะแก้ปัญหาอย่างว่องไว เช่น วันที่ขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 6 บาท ผมเชือว่าวันนั้นท่านตั้งใจให้สภาปิดประชุมก่อน เลิกพูดเรื่องพลังงานก่อน แล้วจึงตัดสินใจขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 6 บาทรวดเดียว จะกลับมาพูดก็ไม่ได้อีก เพราะประธานไม่ได้นัดประชุมสภาฯ แต่การปกป้องประชาชน ท่านไม่วางแผนอะไรเลย ออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางต่างๆ จากวันนั้นผ่านมา 2 สัปดาห์ ยังไม่มีเงินสักบาทส่งถึงพี่น้องประชาชน” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 3.การลดสเปค ท่านนายกฯ ชอบการห้อยท้ายทุกนโยบายด้วยคำว่า ‘พลัส’ แต่เครื่องหมายที่เหมาะกับรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่เครื่องหมายบวก แต่คือเครื่องหมายดอกจันท์ เพราะนโยบายมักจะห่างจากความคาดหวังของประชาชน ต้องมีหมายเหตุกำกับไว้เสมอ เช่น ราคามะพร้าว 7 – 10 บาทต่อลูก แต่ข้อมูลตามเว็บไซต์ของหน่วยงานต่างๆ อยู่ที่ 3 – 5 บาทต่อลูก ล้งกลางที่รัฐบาลบอกว่าจะจัดทำ ก็ลดสเกลมาเป็นล้งชุมชน 4.การโยนงาน นายกฯ มักโยนงานสำคัญๆ ให้ผู้อื่นรับผิดชอบแทน เสมือนพ่อค้าคนกลางที่พร้อมลอยตัวเหนือความรับผิดชอบ รอหักหัวคิด เรื่องชายแดนโยนให้กองทัพ เรื่องฝุ่นโยนให้ผู้ว่า เรื่องวิกฤตพลังงานก็โยนให้หน่วยงาน จะรอดูว่านายกฯ จะโยนให้รัฐมนตรีท่านใดมาตอบกระทู้แทน อีกทั้งดูเหมือนว่านายกรัฐมนตรี กำลังจะโยนงานเกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ทั้งหมดให้พรรคร่วมรัฐบาล การแบ่งกระทรวงกันทำเป็นเรื่องปกติ แต่การพัฒนาทุนมนุษย์ที่ชี้เป็นชี้ตายอนาคต เป็นวาระที่นายกฯ จะสั่งการให้คนอื่นทำแทนทั้งหมดไม่ได้ เพราะถ้านายกรัฐมนตรี เห็นภาพไม่ตรงกับพรรคร่วม อนาคตลูกหลานเราก็ไม่ดีขึ้น

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า และ 5.ข้อครหาเรื่องการทุจริต นายกฯ ออกมาพูดว่าอับอายกับคะแนนความโปร่งใสของประเทศเราที่ตกต่ำ ท่านจะยึดแค่เพียงคำพูดในเอกสารคำแถลงนโยบาย ก็ถือว่าใช้ได้ แต่คำพูดจะขาดความน่าเชื่อถือ หากนายกฯ ยังกระทำการสุ่มเสี่ยงพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชันเสียเอง อย่างการที่ผู้รับเหมามีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทที่คุมงานก่อสร้าง แต่นายกฯ ก็ยังเลือกตั้ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไปกำกับดูแลหน่วยงานด้านวิกฤตพลังงาน ทั้งที่รู้ว่านายพิพัฒน์ถือครองธุรกิจน้ำมัน ขณะที่การทุจริตอีกประเภทคือผู้รับเหมาได้งานมาโดยไม่สุจริต ทั้งการจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือฮั้วประมูล ต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาฯ มากที่สุดครั้งหนึ่ง แต่ก็มีคำถามเรื่องการเลือกตั้งมากที่สุดครั้งหนึ่งเช่นกัน เช่น สว. 150 คน ที่อยู่ในสำนวนเดียวกันกับพรรคของนายกฯ โดยคณะไต่สวนของ กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมถึงการเลือกตั้งที่พรรคของท่านชนะเป็นครั้งแรก ก็บังเอิญเป็นการเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดซึ่งสืบย้อนไปได้ว่าใครเลือกใคร และบังเอิญมีข้าราชการมหาดไทยในพื้นที่ถูกโยกย้ายมากที่สุดครั้งหนึ่ง

“หากท่านต้องการให้ประชาชนเชื่อว่า ความบังเอิญพลัสเหล่านี้ เป็นความบังเอิญจริง ท่านต้องยืนยัน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ท่านต้องสนับสนุนให้สภาฯ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญให้ทุกพรรคการเมืองร่วมตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย ไม่ให้ใครกล่าวหาได้ ว่ามี สส.ที่เข้ามาเพราะโกงเลือกตั้ง และท่านต้องยืนยันให้ กกต.มีมติสั่งฟ้องท่านและพรรคพวก ตามมติของคณะไต่ส่วนกรณีโกงเลือก สว.เพื่อให้ท่านได้พิสูจน์ในชั้นศาลว่า ครม.ของท่าน ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนที่ปล้นอำนาจมาจากประชาชน” นายพริษฐ์  กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ตนเองหวังว่า 5 พฤติกรรมดังกล่าว จะเป็นอาการชั่วคราว เพื่อพิสูจน์ว่าพวกตนประเมินท่านผิดไป ตนเองและพรรคร่วมฝ่ายค้านจะทำตัวเป็นดังเงา ติดตามท่านทุกฝีก้าว เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน หากรัฐบาลท่านเดินหน้าด้วยความทุจริตใดๆ ก็ตาม พวกเราสภาแห่งนี้ ก็ต้องเรียกท่านมาขึ้นบัญชีดำเช่นกัน

ณัฐชา ได้ทีถาม รบ. จะเท 20 ล้านเสียงประชามติแก้ รธน.หรือ?

ณัฐชา ได้ทีถาม รบ. จะเท 20 ล้านเสียงประชามติแก้ รธน.หรือ?

ณัฐชา ได้ทีถาม รบ. จะเท 20 ล้านเสียงประชามติแก้ รธน.หรือ?

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.12 น.

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดย นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตั้งแต่ฟังคำแถลงนโยบายมา 5 ครั้ง หากหลับตาฟัง ถือว่าครั้งนี้ทำได้ดี เห็นภาพ มองแล้วมีอนาคต หลับตาฟังเพลินๆ แล้วรู้สึกอนาคตจะสดใส แต่พอลืมตาแล้วนั้น เจอหน้านายกรัฐมนตรีคนเดิม มันหมดความน่าเชื่อถือ ว่าที่ฟังดูดี มันจะเป็นจริงได้หรือไม่ หากบอกว่าการทำงาน ต้องไปฝึกงานลองก่อน 4 เดือน รอบที่แล้วตนเองพูดได้ เพราะว่าเป็นคนเสนอ เป็นคนโหวตให้ทดลองงานก่อน ถ้าเป็นเด็กฝึกงานแบบนี้ เรียกว่าฝึกได้กลางทางแล้วหนีกลับบ้าน เพราะผ่านไป 2 เดือนไม่ทำอะไรเลย สิ่งที่มอบหมายภารกิจไว้ตามเอ็มโอเอ ท่านไม่ทำ อุตส่าห์มอบหมายงานที่ง่ายที่สุด คือไปควบคุมเสียงทั้งสภา บนและสภาล่าง ตนเองคิดว่านายกรัฐมนตรีน่าจะมีเทคนิควิชาทำเรื่องนี้ได้เชี่ยวชาญที่สุด แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า อาจจะเป็นเพราะคิดว่าเรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนเขาต้องการ อาจไม่ใช่ความต้องการของประชาชนหรือไม่ แต่สุดท้ายวันนี้เสียงของประชาชนตะโกนดังๆ กึกก้องทั้งประเทศ 21,621,638 เสียง นี่คือเสียงตะโกนของประชาชน ว่าเขาต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องปรับเปลี่ยนต้องแก้ไข และไม่ใช่แค่เสียงของพรรคฝ่ายค้านด้วย มันเป็นเสียงที่มาจากทุกพรรค และประชาชนคนไทยทุกคนที่ต้องการ แต่ท่านไม่ได้ยินเสียงตะโกนของประชาชนทั้งประเทศ ท่านได้ยินแต่เสียงกระซิบเบาๆ ของคนบางคนในบุรีรัมย์ แล้วนำพาประเทศนี้ไปในทิศทางที่ท่านต้องการ เราจะอยู่กันอย่างไร ในวันเริ่มต้นการทำงานไม่มีแม้แต่คำเดียวว่าความต้องการของคนกว่า 21 ล้านคน จะทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างไร ให้โอกาสพูดสักนิด ก่อนจะจบคืนนี้ ไปขอเริ่มต้นโอกาสการทำงานที่ดีกว่านี้หน่อย

นายณัฐชา กล่าวอีกว่า คาแรกเตอร์ท่าทางดูไม่น่าเชื่อถือ ในคำแถลงนโยบายฉบับนี้ มีนโยบายหนึ่งที่เขียนบอกว่า จะเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร อยากให้ประเทศไทยเป็นห้องอาหารโลก มีความมั่นคงหลากหลายในเรื่องอาหาร ที่จะเป็นจุดเด่น แต่ทราบหรือไม่ว่า ประชาชนที่รู้นโยบายนี้ ตกใจ วันนี้ปัญหาปลาหมอคางดำ กัดกินแม่น้ำลำคลองไปหมดแล้ว ปลาท้องถิ่น สายพันธุ์ธรรมชาติ ไม่มีแล้ว ท่านจะนำพานโยบายห้องอาหารโลก ไปในทิศทางไหน เพราะในแม่น้ำลำคลองของบ้านเรา มีแต่ศัตรูที่กำลังกัดกินชีวิตพี่น้องคนไทย

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ที่บอกว่าจะทำพยาบาลอาสา ที่พูดมาดูดี แต่จะไปต่อได้หรือไม่ ในทางการเมือง และนักวิเคราะห์ทางการเมือง บอกว่าที่ผ่านมาใช้องค์การพยพอาสาสมัคร จึงยกระดับเรื่องพวกนี้อำนวยความสะดวกคนที่ทำภารกิจทางการเมืองของท่านให้ไปทำงาน ตนเองไม่ได้ปรามาส เพราะหากมีความตั้งใจที่จะดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน ก็ไปดูตัวอย่างผู้ปฏิบัติของกระทรวง พม.ที่ทำไปแล้ว พยาบาลอาชีพ ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่เพียงพอ แต่วันนี้กลับมาคิดชื่อใหม่ เอามาทำในกระทรวงที่ดูแลเองแล้วเปลี่ยนผ่าน ยกระดับ เขียนนโยบายแบบนี้ มองจากดาวอังคารมาก็รู้ ว่าหวังประโยชน์อื่นใด มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองหรือไม่ วิธีการการเขียนแบบนี้ดูเป็นการบริหารแบบร่วงโลกกินรวบบาปบนคราบน้ำตาของประชาชน เพราะคนรอบข้างรอบตัว ไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรีอย่างเดียว มักมีความสามารถพิเศษที่สามารถเห็นวิกฤตเป็นโอกาส ใช้วิกฤตที่พี่น้องประชาชนกำลังอด “อด จน ตาย” แต่สามารถเปลี่ยนแปลงให้พวกพ้อง “รวยจนอ้วก” แต่วิกฤตโควิด ที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทั้งเรื่องหน้ากากอนามัย และวัคซีน สุดท้ายโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เกิดขึ้นภายใต้การบริหารจัดการ พอมาวิกฤตนี้เรียกว่า ตายทั้งเป็น เพราะน้ำมันแพงเป็นชนวนเหตุให้เดินหน้าไปในทิศทางอื่นไม่ได้

นายณัฐชา กล่าวอีกว่า วิธีการบริหารจัดการของท่านเป็นภาพลักษณ์ที่ทำให้เราไม่สามารถเชื่อมั่น และเชื่อถือผู้บริหารสูงสุดของประเทศนี้ได้ คิดดูว่าเขายิงกันที่ตะวันออกวันเดียว วันรุ่งขึ้นประเทศไทย และเอเชียโกลาหล นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ทำอะไร ก็วิกฤตแล้ว เพราะเขาไม่เชื่อมั่นเชื่อใจว่าคนๆ นี้จะบริหารสถานการณ์วิกฤติอย่างไร และเมื่อเริ่มทำงานก็ตกใจใหญ่ ประเทศไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แต่ตกใจตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไปดูแลเลย แล้วคนในประเทศจะรู้สึกไปทางไหน เขาจะรู้สึกเหมือนให้เสือไปเฝ้าเขียงเนื้อ  คิดว่าจะอดใจไหว และไม่ใช่เสือธรรมดา เป็นเสือหิว หมดไปเยอะช่วงเลือกตั้ง เสือหิวเดินน้ำลายยืดไปเลย ไปบริหารงาน แล้วจะให้ประชาชนเชื่อว่าจะนำพาวิกฤตนี้ผ่านพ้นไปได้อย่างไร และวิธีการบริหารแบบนี้ ที่ตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันมาดูแลแก้ไขปัญหา ก็ประกาศตรึงราคาน้ำมันทันที คิดว่าจะเอาอยู่ ผ่านไปไม่นาน ตรึงให้นายทุนกักตุนไว้เอากำไรกับพี่น้องประชาชน และประกาศลอยตัวราคาน้ำมัน คนได้ประโยชน์สูงสุดคือนายทุน เพราะการกระทำแบบนี้ ประชาชนบอกว่าตรึงราคาสินค้าพื้นฐานก่อนได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ประกาศว่าสิ่งของต้องตรึงราคาเดิม แต่สุดท้ายข้าวยากหมากแพงบริหารจัดการแบบวิ่งตามสถานการณ์อย่างเดียว

“วันนี้ความสามารถของนายกรัฐมนตรี ตรึงราคาน้ำมัน ก็ไม่ได้ ตรึงราคาอาหารก็ไม่ได้ ตรึงได้อยู่สองอย่าง คือหน้าท่านตึง เวลาตอบคำถามประชาชนไม่ได้ วันนี้ปิดวาจาวันที่สาม อีกอย่างที่ท่านตึงคือหู ตอนนี้หูตึงมาก ประชาชนบอกปาวๆ ว่าเขามีไอ้โม่ง มันกักตุนน้ำมัน ท่านเถียงคอเป็นเอ็น บอกว่าไม่มีๆ ไม่มีแน่นอน นี่ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอยู่ตรงนี้ด้วย ต้องขอชื่นชมว่าทำงานตรงไปตรงมามาก วันหนึ่งบอกว่า พบแล้วมีการกักตุนน้ำมัน 57 ล้านลิตร นายกรัฐมนตรี กลับบอกว่า อ๋อผมรู้ตั้งแต่วันก่อนแล้ว แต่ไม่บอก แสดงว่าวันก่อนที่บอกว่าไม่มี คืออะไร หรือท่านบริหารงานแบบบอกประชาชนวันนี้ โกหกตั้งแต่เมื่อวาน” นายณัฐชา กล่าว

นายณัฐชา กล่าวว่า จะไปต่ออย่างไร ในเมื่อความน่าเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือของผู้นำประเทศ วันนี้ประชาชนตั้งคำถาม ว่าวิธีการบริหารแบบนี้ทำให้ประเทศไทยของเราติดหล่ม ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ตั้งแต่วันแรก สิ่งต่อมาที่ชอบทำมากคือการโยนบาป โยนขี้ โยนให้คนอื่นเขา อย่างสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ตัวเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีความรับผิดชอบในเรื่องการป้องกัน และบรรเทาสาธารณะภัยโดยตรง แต่มอบหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และไม่ได้อยู่ภาคใต้ด้วย ต้องบินจากพะเยาไป เดินงมซักพักนึง แล้วมันจะไปต่ออย่างไร

นายณัฐชา กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์วิกฤติน้ำมันก็ตั้งคนผิดฝาผิดตัวอีก เรื่องราวเหล่านี้เป็นที่มาที่ไปว่าวันแรกของการทำงาน เราอยากให้บรรยากาศมันดีขึ้น เลยขอแนะนำนายกรัฐมนตรี 3 เรื่อง ได้แก่ ปรับคาแรกเตอร์ด่วน เชื่อว่าทำได้ ปรับที่มันตรงกับความต้องการของประชาชน, เร่งทำความน่าเชื่อถือ โดยมียาให้กิน 2 อย่างคือปรับเปลี่ยน ครม.ที่หน้าตาไม่ดี ที่ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง และยาหยอด ตาให้เห็นภาพชัดๆ ว่าใครมีมีความรู้ความสามารถ และหลังจากนั้นเริ่มต้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่คำสัญญาลอยๆ ที่ชอบพูดบนเวทีหาเสียงว่า พูดแล้วทำ

“วันนี้ท่านบอกว่าพูดแล้วทำ แต่เมื่อมีอำนาจ ท่านพูดแล้วทำพังทุกครั้ง เมื่อตอนหาเสียงเลือกตั้ง ประชาชนพูดผ่าน สส.หลายคนว่า วลีที่พูดบนเวทีนั้น จะนำพาให้เกิดขึ้นจริงได้ ต้องอยู่ในคำแถลงนโยบาย บนเวทีหาเสียงโปรยคำหวาน พอแล้วพอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ประชาชนดีใจ วันนั้นกะว่าจะรวยกับเขาบ้าง แต่มาเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ ตั้งแต่วันแรก พี่น้องประชาชนบอกพอแล้วพอแล้วซวยฉิบหายแล้ว นายกฯ แบบนี้” นายณัฐชา กล่าว

ครูจวง ทิ้งพรรคประชาชน! ลาออกบัญชีรายชื่อ ซบ รมช.ศธ. ช่วยงาน อัครนันท์

ครูจวง ทิ้งพรรคประชาชน! ลาออกบัญชีรายชื่อ ซบ รมช.ศธ. ช่วยงาน อัครนันท์

ครูจวง ทิ้งพรรคประชาชน! ลาออกบัญชีรายชื่อ ซบ รมช.ศธ. ช่วยงาน อัครนันท์

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.36 น.

10 เมษายน 2569 ปารมี ไวจงเจริญ หรือ ครูจวง อดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากกรณีที่มีภาพข่าวว่าดิฉันได้เข้าร่วมเป็นหนี่งในคณะทำงานของคุณอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการนั้น ก่อนอื่นดิฉันต้องขอโทษพรรคประชาชนที่ได้แจ้งให้ทางพรรคได้รับทราบรวมถึงได้ดำเนินการลาออกจากการเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนช้าไป ดิฉันต้องขอโทษพรรคประชาชนมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ และในเช้าวันนี้เวลา 09.07 น. ดิฉันได้โทรศัพท์แจ้งเรื่องนี้กับคุณเท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนแล้ว และได้ดำเนินการลาออกจากการเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนแล้วด้วย

การที่ดิฉันได้เข้ามาช่วยงานในคณะทำงานของคุณอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการนั้น เป็นเพราะดิฉันได้รู้จักกับคุณอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ มาตั้งแต่ก่อนเป็น สส. แล้ว เมื่อคุณอัครนันท์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็น รมช.ศึกษาธิการ คุณอัครนันท์เห็นว่าดิฉันได้อภิปรายและได้ทำงานขับเคลื่อนด้านการศึกษามาโดยตลอดและมีความฝันที่อยากจะเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยให้ดีขึ้น ซึ่งตรงกับความมุ่งมั่นตั้งใจของคุณอัครนันท์ จึงได้ชวนดิฉันให้มาช่วยกันขับเคลื่อนและทำประโยชน์ให้กับวงการการศึกษาไทย ดิฉันจะขอใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มีในการแก้ปัญหาการศึกษาที่มีมากมายและซับซ้อน และจะขับเคลื่อนให้การศึกษาไทยเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นให้ได้ค่ะ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ ปารมี ไวจงเจริญ หรือ ครูจวง อดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มาร่วมในพิธีเข้ากระทรวงศึกษาธิการ อย่างเป็นทางการกับ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ด้วย โดย ครูจวง จะเข้ามาเป็นทีมงานของนายอัครนันท์ รมช.ศธ.เพื่อขับเคลื่อนการศึกษา (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ข้ามห้วยช่วยรัฐบาล ครูจวง อดีต สส.ก้าวไกล ร่วมทีม รมช.ศึกษาฯ)

ไอซ์ ถาม อนุทิน อายจริงหรือคอนเทนต์? หลังไทยรั้งท้ายเรื่องคอร์รัปชัน

ไอซ์ ถาม อนุทิน อายจริงหรือคอนเทนต์? หลังไทยรั้งท้ายเรื่องคอร์รัปชัน

ไอซ์ ถาม อนุทิน อายจริงหรือคอนเทนต์? หลังไทยรั้งท้ายเรื่องคอร์รัปชัน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.12 น.

“ไอซ์ รักชนก”ถามแสบ”อนุทิน” อายจริงหรือคอนเทนต์ ไทยรั้งท้ายโลก-อาเซียนเรื่องคอร์รัปชัน แนะ”ยา 2 ขนาน”ช่วยทำให้ดีขึ้น ข้องใจ”บ.เครือข่ายคนภูมิใจไทย”ซิวหลายโครงการรัฐ ปัดชี้จุดว่า”ฮั้ว-ทุจริต”แต่กลิ่นแรงมาก ด้าน”สิริพงศ์”ยกเคส”เครือญาติ”แบบ”สุริยะ-ธนาธร” โต้ไม่เกี่ยวข้อง

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดย น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายถึงนโยบายการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ว่า ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศจะทำสงครามกับคอร์รัปชัน เพราะรับไม่ได้ที่ดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) อยู่ในอันดับรั้งท้าย แต่ไม่มีใครคิดว่านายกฯ จะต่อต้านคอร์รัปชัน เพราะคนรอบตัวทั้ง สส. , สว. , รัฐมนตรี รวมถึงคนที่อยู่ที่บุรีรัมย์ ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหามาตลอด ที่นายอนุทินเคยบอกว่าอาย รับไม่ได้กับดัชนีคอรัปชันรั้งท้ายอาเซียน และรั้งท้ายโลก ตนขอถามว่า ตกลงอายจริง หรืออายคอนเทนต์ ถ้าอายจริง ตนมียา 2 ขนาน ที่จะช่วยทำให้ดัชนี CPI ดีขึ้นแน่นอน 1.ยาขับรัฐมนตรี ใครที่ชื่อฉาวๆ ก็ออกไปให้พ้น ครม. จะปล่อยเอาไว้ทำไม เพราะมีแต่ทำให้ประเทศไทยตกต่ำ ควรเอาออกไปก่อนเพื่อไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า และ 2 ยาหยอดตา เพื่อเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ พรรคภูมิใจไทย มักถูกครหาว่าเป็นพรรคผู้รับเหมา กินรวบประเทศ แต่ตนไม่คิดแบบนั้น เพราะพรรคภูมิใจไทยพูดเสมอว่ารักชาติ รักแผ่นดิน ดังนั้น ความรักที่มีไม่น่าจะทำให้ทำเรื่องแย่ๆ แบบนี้ แล้วอานิสงส์นี้เลยส่งผลบุญให้คนในพรรคภูมิใจไทยได้รับแต่สิ่งดีๆ ที่ผ่านมาพบว่าการจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงการประมูลในโครงการต่างๆ นั้น พบว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคนในพรรคภูมิใจไทย อาทิ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม , น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย มักจะชนะประมูลโครงการรัฐหลายรายการ

“ไม่มีการกล่าวหาว่าฮั้วประมูล ไม่ได้บอกว่าส่อเค้าทุจริต แค่เปิดข้อมูลให้ชาวบ้านคิดเอง ว่าจากที่ฟังทั้งหมดนั้นคิดถึงอะไร ดิฉันคิดออกคำหนึ่งคือ รวย รวยไม่ไหวแล้ว โบราณเขาว่าแข่งบุญแข่งวาสนาแข่งได้ แต่แข่งโครงการรัฐกับพรรคภูมิใจไทยอย่าแข่งเลย” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ตนไม่แปลกใจที่ดัชนีคอร์รัปชันของไทยแย่ลง ทุกบริษัทที่เกี่ยวกับคนของพรรคภูมิใจไทยซึ่งตนเชื่อว่าไม่ทำอะไรผิด แต่คำแถลงนโยบายรัฐบาลที่สวยหรู จะกล้าทำหรือไม่ การทำโครงการแม้ไม่มีอะไรผิด แต่กลิ่นฮั้วประมูลแรง ดังนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะตั้งกรรมการสืบสวน สอบหาความจริงหรือไม่

ด้าน นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า ตนไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ น.ส.รักชนก กล่าวอ้าง เพราะแม้จะนามสกุลเดียวกัน แต่ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เพราะเป็นลูกพี่ลูกน้อง ทั้งนี้ ตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจใดๆ อีกทั้งในปี 2568 ตนไม่มีอำนาจบริหารใดๆ ส่วนปี 2566 ตนไม่ได้เป็น สส.เนื่องจากสอบตก

“เรื่องนี้คิดว่าเป็นเรื่องพิสูจน์ได้ว่า ไม่เกี่ยวกัน แต่ขอบคุณที่โยงให้ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นข้อมูลปรากฎในโซเชียลเช่นกัน ดังนั้น เมื่อนำข้อมูลจากโซเชียลเอามาอ่าน ก็ขอบคุณที่ได้ชี้แจง ผมขอย้ำว่า ไม่เกี่ยวกัน และคงไม่ต่างกับคนของพรรคท่าน คือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน คือ นายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” นายสิริพงศ์ กล่าว

อรรถวิชช์ แนะรัฐบาล กำหนดราคาน้ำมันปลายทาง แก้ปมราคาน้ำมันแพง

อรรถวิชช์ แนะรัฐบาล กำหนดราคาน้ำมันปลายทาง แก้ปมราคาน้ำมันแพง

อรรถวิชช์ แนะรัฐบาล กำหนดราคาน้ำมันปลายทาง แก้ปมราคาน้ำมันแพง

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.04 น.

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เสนอแนะการแก้วิกฤตพลังงาน ว่า อะไรเป็นปัญหาการกักตุน ขาดแคลน ราคาไม่เป็นธรรม ภาวะขาดแคลนน้ำมันเกิดขึ้นแน่ในเดือน พ.ค.เพราะช่องแคบฮอร์มุชปิดตัว ส่วนราคาไม่เป็นธรรม ไม่เป็นธรรมจริง เพราะน้ำมันที่อยู่ในประเทศไทยขณะนี้เป็นสต๊อกเก่า แต่คนไทยต้องใช้ราคาสมมติที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นราคาที่แพง ดังนั้น ทำให้โรงกลั่นมีกำไรมหาศาล ต้องมีการเก็บภาษีลาภลอย แต่หัวใจสำคัญของปัญหาคือ การกักตุน ตนขอเสนอทางออกคือ อยากเห็นนายกฯ และรมว.พลังงาน กำหนดเวลาขายปลีก ขายส่ง น้ำมันเบนซินและดีเซล ทันที

“เพราะมีการกักตุนมาตลอด เพราะตอนที่ราคาไม่ถึง 30 บาท มีการเสนอซื้อราคา 32 บาท พอน้ำมันกระชากขึ้น 34 บาท ได้กำไรแล้วหนึ่สเต็ป พอขึ้น 34 บาท ไปซื้อที่ 36 บาท ราคากระชากขึ้น 39 บาท ได้กำไรสเต็ปสอง เป็นอย่างนี้ทุกขั้นที่เกิดการทำกำไร ส่วนที่ตรวจสต๊อกแล้วไม่เจอ เพราะตกลงใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินช่วงเวลานั้นเก็บไว้ในเรือ ในรถ ส่วนที่เก็บได้สำหรับโรงกลั่นขนาดใหญ่ ขอให้ลองไปดูที่ จ.สุราษฎร์ธานี จ.สงขลา ว่าทำไมออกทะเลไปแล้วถึงกักตุนได้ เพราะหน่วงเวลา” นายอรรถวิชช์ อภิปราย

นายอรรถวิชช์ อภิปรายต่อว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนขอความกรุณา นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รมว.พาณิชย์ ให้ออกกฎหมายกำหนดราคาตามกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจประกาศสินค้าควบคุม แต่นางศุภจีคิดว่าไม่มีอำนาจ ขอให้ไปขอ ครม.ในวันอังคารหน้าเพื่อกำหนดราคาได้ ทั้งนี้ ที่ตนพูดไม่ใช่เพื่อค้าน แต่เชื่อมั่นว่าทำงานได้และเป็นคนเก่ง เพราะตนสิ้นหวังกับการกำกับและควบคุมจากอดีต รมว.พลังงาน คนที่แล้ว

“การกำหนดค่าการกลั่น 7 เม.ย.ว่าจะลดค่าการกลั่น 2 บาท มีผลวันที่ 9 เม.ย. แต่สิ่งที่พบคือ ค่าการตลาด จากวันที่ 7 เม.ย.อยู่ที่  1.50 บาท แต่เมื่อ 9 เม.ย.กระชาก 10.5 บาท เท่ากับเตะหมูเข้าปากหมา เท่ากับว่าลดค่าการกลั่น แต่ขึ้นค่าการตลาด ขอให้ตรวจเช็คด่วนว่าโครงสร้างนี้เกิดอะไรขึ้น หากไปกำหนดราคาตอนปลายจะเตะหมูเข้าปากหมาแบบนี้ไม่ได้ แบบนี้ที่เขาทำคือ โยกกระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 – 10 เม.ย.ค่าน้ำมันสิงคโปร์ลดลงกว่า 10 บาท แต่ของไทยลด 2 บาท ขอให้เชื่อผมกำกับราคาปลายทางจะดีที่สุด” นายอรรถวิชช์ อภิปราย

นายอรรถวิชช์ อภิปรายต่อว่า หากคิดว่าการกำหนดราคาปลายทาง โรงกลั่นจะมีปัญหา ขอให้ไปกำหนดในพระราชกำหนดที่จะต้องจ่ายเงินคืนกองทุน ที่ต้องกู้เงินมาอยู่แล้วโดยใส่เงื่อนไขตอนคืนชดเชย ว่า ชดเชยเฉพาะต้นทุนที่แท้จริง ไม่ใช่ชดเชยกำไรของโรงกลั่น ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นทางออก ส่วนประเด็นอิหร่าน ตนขอฝาก นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ให้เริ่มเจรจาขอซื้อน้ำมันอิหร่าน เพราะอินเดียเริ่มแล้ว