อนุทิน แจงเนรเทศ ชาวอิสราเอล พ้นไทย เป็นไปตามระเบียบใหม่ เข้มเพิ่มความเด็ดขาดทางกม. ต่างชาติ

6 กันยายน 2569 เวลา 19:19 น.

อนุทิน แจงเซ็นเนรเทศ ชาวอิสราเอล พ้นประเทศไทย เป็นไปตามระเบียบใหม่ เข้มเพิ่มความเด็ดขาดทางกม.กับ ต่างชาติ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำต่อคนไทย-ชาติ-ความมั่นคง ลั่นใครมาทำอะไรแปลกแหวกแนวก็ต้องสงวนสิทธิ์

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีเซ็นคำสั่งเนรเทศนายยาคอฟ โอฮะยอน สัญชาติอิสราเอล ออกไปนอกราชอาณาจักร ภายหลังจากศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาในคดีขู่เข็ญคนไทยว่า เป็นไปตามเจตนารมย์ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เราแก้ไขว่าถ้ามีการกระทำใดๆ ที่เป็นพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ไม่เหมาะสม ไม่ดีงาม เป็นอันตรายต่อความมั่นคง ที่คนต่างชาติจะกระทำต่อคนไทย หรือในประเทศไทย เราก็สามารถที่จะเนรเทศเขาออกจากประเทศของเรา เป็นการกระชับการบังคับใช้กฎหมายให้มีความเด็ดขาดรวดเร็วมากขึ้น

นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็อยากได้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะๆ แต่เข้ามาแล้วก็ต้องเคารพกฎหมาย เคารพคนไทย เคารพขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีที่ประเทศไทยมี หากมาทำอะไรผิดแปลกแหวกแนว เราก็สงวนสิทธิที่จะเชิญเขาให้ออกนอกประเทศตามกฎหมาย

นักท่องเที่ยวอิสราเอล, นายกฯ, อนุทิน, เนรเทศ, แนวหน้าออนไลน์

อนุทิน ย้ำ ภท. ไร้เอี่ยว ฮั้ว สว. ซัด พรรคส้ม โยงมั่ว-ขี้แพ้ชวนตี เย้ย ไอติม ไปตอบ นภินทร ให้ได้ก่อน

6 กันยายน 2569 เวลา 19:09 น.

อนุทิน ย้ำ ภูมิใจไทย ไร้เอี่ยว ฮั้ว สว. ซัด พรรคส้ม โยงมั่ว-ขี้แพ้ชวนตี เย้ย ไอติม ไปตอบ นภินทร ให้ได้ก่อน คนดูทั้งประเทศรู้ ใครพูดจริงพูดเท็จ กางไทม์ไลน์ รัฐบาล กับ เลือก สว. คนละห้วง ยันมีคำสั่งพรรคออกมาก่อนเป็นเดือนห้ามยุ่งเด็ดขาด ลั่นตามสบาย หลัง ฝ่ายค้าน ระดมเปิดความเชื่อมโยงต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจ​ไทย ​(ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชน จัดเสวนาเชื่อมโยงคณะกรรมการชุดที่ 36 ผ่านหลักสูตรหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง หรือ พตส.ว่า ไม่รู้จะตอบอย่างไร ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย ผูกเรื่องกันมั่วซั่วไปเรื่อย เอาเป็นว่าให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตอบนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ได้ก่อน เพราะวันที่นายพริษฐ์ กับนายนภินทร ได้พูดคุยกันผ่านรายการหนึ่ง ตนเองคิดว่า พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ได้คำตอบส่วนหนึ่งแล้วว่า ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ

ดังนั้น ถ้าแพ้ตรงนั้นแล้ว ก็อย่าไปพาลที่อื่น เป็นผู้แทนราษฎรต้องมีวุฒิภาวะ อันนี้เหมือนขี้แพ้ชวนตีแบบนี้ไม่ได้ เราต่างคนต่างทำงาน และตอนนี้ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นอะไรเลย เกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว.ที่ประชุมพรรคเมื่อสักครู่ตนได้พูดย้ำ ว่า ไม่ใช่เรื่องของพรรคภูมิใจไทย ก่อนเลือก สว.หนึ่งเดือน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกหนังสือประกาศห้ามให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว.ดังนั้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องนี้ก็ต้องพูดถึงหนังสือนี้ด้วย ชอบลืม ประกาศฉบับนี้ออกมาก่อนการเลือกตั้ง สว. ถึง 2 เดือน

“หากบอกว่ารัฐบาลอนุทิน มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องฮั้ว สว. ผมขอพูดอีกครั้งหนึ่ง ว่ารัฐบาลอนุทิน 1 เข้ามา ก.ย.68 รัฐบาลอนุทิน 2 มี.ค.69 เลือกตั้งสว.เมื่อไหร่ ก.ค.67 เพราะฉะนั้นด้วยไทม์ไลน์ช่วงเวลาก็ไม่ได้แล้ว และหากบอกว่ามีคนของพรรคภูมิใจไทยมาเกี่ยวข้อง คนของภูมิใจไทยเกี่ยวข้องไม่ได้ เพราะถ้าเขาเกี่ยวข้อง เขาก็ขัดคำสั่ง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยยังไม่เห็นมีใครขัดคำสั่งพรรคภูมิใจไทย และยังไม่มีหลักฐานอะไรที่พรรคภูมิใจไทยจะไปกล่าวโทษ ชี้ขาดว่าคนๆนั้นขัดคำสั่งหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. มันมีความชัดเจนอยู่แล้ว เรามีหน้าที่ของเราทุกคนเป็นสส. ทุกคนมีตำแหน่งหน้าที่” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ในปี 67 พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทุกคนก็ทำหน้าที่ สส. ทำหน้าที่รัฐมนตรีในคณะรัฐบาล มันไม่มีแรงจูงใจใดๆที่จะต้องไปวุ่นวายกับเรื่อง สว.เลยตั้งแต่ต้น เพราะหากย้อนที่มาของเรา เข้ามาเป็นรัฐบาลตั้งแต่ปี 62 ก็มาเองในฐานะพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้มาพึ่งพาอาศัย สว. ให้มาเป็นรัฐบาล ให้มาช่วย ให้เติบโตตั้งแต่พรรค 50 เสียง เป็น 70 เสียง เป็น 193 เสียง ก็มาจากการรับใช้พี่น้องประชาชน มาจากผลงานการทำงานของภูมิใจ​ไทย​ ฉะนั้นอยากให้เห็นใจด้วยว่า และเข้าใจด้วยว่า พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับเรื่องนี้

เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์ถึงขั้นว่าประเด็นการฮั้ว สว. จะสะเทือนรัฐบาล นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า ตนก็ตอบแล้ว รัฐบาลมาเมื่อไหร่ และ สว.มาเมื่อไหร่ ไม่มีส่วนที่จะจับชนและเชื่อมโยงกันได้ เหมือนถนน พระราม 4 กับถนนสุขุมวิท พูดกันไป ไม่มีทางมาบรรจบกันได้ เพราะคนละช่วงเวลากัน และคนละบริบทกัน “โอเคนะ”

เมื่อถามว่า ทางฝ่ายค้านจะยังเปิดประเด็นความเชื่อมโยงนี้ต่อไป นายกฯ ตอบสั้นๆ ว่า “ตามสบาย”

พรรคส้ม, อนุทิน, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์, ไอติม

ครบรอบ 1 ปีเอ็มโอเอ! อนุทิน ตอกหน้า พรรคส้ม ยันเดินตามข้อตกลงทุกประการ โต้แหลกมีแต่ ปชน. ขอเปลี่ยนเกม ไม่ใช่ ภท.

6 กันยายน 2569 เวลา 19:00 น.

ถ้าจะผิดพลาดก็มาจากพรรคประชาชน! ครบรอบ 1 ปีเอ็มโอเอ อนุทิน ตอกหน้า พรรคส้ม ยันเดินตามข้อตกลงทุกประการ โต้แหลกมีแต่ ปชน. ขอเปลี่ยนเกม ไม่ใช่ ภท. ซัดไม่รักษาสัญญา ข่มเหง เมิน พริษฐ์ โยงทำแพ้เลือกตั้ง เหน็บแรงตอนนั้นไม่อยู่ในสมการ จะมาเคลมอะไร

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีครบรอบ 1 ปีเอ็มโอเอที่ทำร่วมกับพรรคประชาชนเมื่อวันที่ 6 ก.ย.2568 โดยกล่าวย้อนถามว่า ”วันนี้หรือ โหไม่เคยคิดเลยนะนี่ ไม่ทราบว่าครบ1ปีแล้ว เวลามันเร็วมาก“

เมื่อถามว่า นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ระบุว่า การทำเอ็มโอเอกับพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นการตัดสินใจผิดพลาดของพรรคประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่ใช่ คนก็พูดกันไป มันจะไปผิดพลาดได้อย่างไร ตอนนั้นเราร่วมกัน2พรรคต้องการหาทางออกให้กับประเทศไทย พรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนคิดว่าการสนับสนุนซึ่งกันและกันมันจะมีทางออกให้กับประเทศไทย หลักสำคัญที่เขาต้องการคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราก็ทำตามทุกอย่าง แต่เขาก็มาเพิ่มเงื่อนไขเองตอนหลัง ความที่เขาคงคิดว่า การที่มีรัฐบาลเสียงข้างน้อยเขาจะกดดันอย่างไรก็ได้ นอกเหนือเอ็มโอเอเขาก็คิดว่าเขากดดันได้ เราก็เห็นอยู่ว่าเอ็มโอเอมันมีแค่ 5 ข้อ เราก็ยึดถือเป็นหลัก

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ในเมื่อพรรคประชาชนตอนนั้นเขาต้องการอะไรที่มันเพิ่มเติมขึ้นไป เอ็มโอเอบอกว่าให้ยุบสภาวันที่ 31 ม.ค.2569 เราก็โอเค แล้วเขาก็ขอเลื่อนกลับมาเป็น 15 ม.ค.2569 เราก็โอเค พอถึงวันนั้นเขาก็ขอเลื่อนกลับไปเป็น 31 ธ.ค.2568 คือเลื่อนไปเรื่อยๆ เราก็ยังโอเคอยู่ แล้วก็มาเป็นเรื่องของการแก้เงื่อนไขอะไรสักอย่างในรัฐธรรมนูญที่มันอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา คือตัดอำนาจสว.1ใน3 แล้วเขาบอกว่าเป็นหน้าที่ของพรรคภูมิใจในการไปประสานงานกับสว. พรรคภูมิใจไทย จะเอาอะไรไปประสานงานกับสว. เขาบอกถ้าไม่ทำเขาจะยื่นอภิปรายไม่ไว้ววางใจ เพราะฉะนั้นต้องกรอเทปไปแล้วไปเอาเทปมาเปิดให้ชัดเจนว่า หัวหน้าพรรคประชาชนเป็นคนบอกให้ตนยุบสภาฯ

แต่นักข่าวชอบลืม แล้วก็ถามหาว่าตนทำผิดพลาด ไม่ใช่เลย คนที่ทำให้เกิดความผิดพลาดคือพรรคประชาชน ที่ไม่ยึดมั่นอยู่ในเอ็มโอเอ ที่ไม่รักษาสัญญา ข่มเหงนายกฯบอกว่าถ้าไม่ยุบสภาฯ จะมีเวลาไม่กี่ชั่วโมงในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทุกอย่างเป็นไปตามคำพูดของหัวหน้าพรรคประชาชนในวันที่12ธ.ค.68 เพราะท่านบอกให้ยุบสภา ถ้าไม่ยุบ ยะไม่มีโอกาสได้ยุบอีกแล้ว ตนก็ยุบตามท่าน แล้วมันจะผิดพลาดอะไรตรงไหน ความผิดพลาดถ้าจะมีก็มาจากพรรคประชาชน ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่านายพริษฐ์ ยังระบุอีกว่า สิ่งที่ผิดพลาดในการทำเอ็มโอเอส่งผลให้พรรคประชาชนแพ้การเลือกตั้งล่าสุด นายอนุทิน กล่าวว่า นายพริษฐ์ พูดหรือ นายพริษฐ์ไม่ได้เป็นคนเซ็น ไม่ได้เกี่ยวข้อง ตอนที่เจรจากับพรรคประชาชน ตนไม่เห็นนายพริษฐ์อยู่ในสมการ หรืออยู่ในภาพเลย เพราะฉะนั้นตนให้คำตอบไม่ได้ เขาไม่เกี่ยวข้องวันนั้น วันนี้เขาอาจจะเกี่ยวข้อง ก็เป็นเรื่องของวันนี้ ถ้าวันนี้อยากจะมาเซ็นก็ค่อยมาเกี่ยวข้อง ค่อยว่ากันไป แต่ว่าในวันนั้นปี 2568 นายพริษฐ์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย เพราะฉะนั้นจะมาเคลมอะไร

พรรคประชาชน, พรรคส้ม, ภูมิใจไทย, เอ็มโอเอ, แนวหน้าออนไลน์

อนุทิน กำชับ สส.เข้าร่วมถกงบฯ ปี70 ไม่ขัด ฝ่ายค้าน ใช้เวทีนี้ซ้อม ซักฟอก ชี้เป็นสิทธิ์ พร้อมตอบนอกประเด็น

6 กันยายน 2569 เวลา 18:49 น.

อนุทิน กำชับ สส.เข้าร่วมประชุมถกงบฯ ปี70 วาระ2-3 อย่างพร้อมเพรียง-ให้ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ขัด ฝ่ายค้าน ใช้เวทีนี้ซ้อม ซักฟอก ชี้เป็นสิทธิ์ พร้อมตอบนอกประเด็น

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมพรรคภูมิใจไทยว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว วาระ2-3 ระหว่างวันที่7-9ก.ย.นี้ สส.ทุกคนต้องเข้าประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อให้ร่างฯผ่านในทุกวาระ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ทั้งนี้ไม่ต้องกำชับอะไรเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นหน้าที่สส.อยู่แล้ว ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านอาจเตรียมใช้เวทีอภิปรายงบประมาณปี70นี้ ซ้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจไปด้วยนั้น เรื่องงบประมาณเกี่ยวกับข้องหน่วยงานราชการทุกหน่วยงาน สส.ทุกคนมีสิทธิ์ซักถาม แสดงความเห็น ทางกมธ.ฯก็มีหน้าที่ชี้แจง

เมื่อถามว่าหากฝ่ายค้านอภิปรายนอกประเด็น เช่นเรื่องฮั้ว สว. นายกฯ กล่าวว่า ตนจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะอภิปรายเรื่องใด แต่อะไรที่ตอบได้เราก็พร้อมที่จะตอบอยู่แล้ว แต่เรื่องงบประมาณเป็นเรื่องของกมธ.ฯ และสส. ไม่ใช่คณะรัฐมนตรี(ครม.)

ถกงบปี70, สภาฯ, อนุทิน, แนวหน้าออนไลน์

สมชาย เตือน กกต. ลงมติคดีฮั้วสว. 14 ก.ย.นี้ ต้องทำตาม รธน.มาตรา 226 อย่าซ้ำรอยในอดีต

6 กันยายน 2569 เวลา 18:22 น.

สมชาย เตือน กกต. ลงมติคดีฮั้วสว. 14 ก.ย.นี้ ต้องทำตาม รธน.มาตรา 226 อย่าซ้ำรอยในอดีต

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2569 นายสมชาย แสวงการ อดีต สว. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พศ2561 ก็เขียนไว้ชัดถึงการกระทำความผิดต่างๆในขบวนการทุจริต #โกง #ฮั้วสว ตั้งแต่การรับจ้างและการรับจ้างสมัคร การจ่ายเงิน การใช้จ้างวาน จัดเลี้ยง ซื้อตั๋วเครื่องบิน การจัดโรงแรมให้พัก การจัดทำโพยให้กรอกเป็นกลุ่มก๊วน

การไม่มีคุณสมบัติจริงแต่สมัครโดยเท็จ  การลงลายมือชื่อรับรองผู้สมัครอื่นอันเป็นเท็จ ฯลฯ ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการมีหลักฐานทั้งเส้นเงิน โครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ของผู้สมัครกับนักการเมืองและทีมงาน รวมถึงคำให้การของพยานที่ระบุสถานที่ วันเวลา ตัวบุคคล ที่ถูกสอบสวนในคดีได้อย่างชัดเจนมาก ทั้งหมดอยู่ในสำนวนการสอบสวนของอนุกรรมการชุดที่26 ที่กกตตั้งขึ้นมา โดยมีจนทกกตและจนทDSI ร่วมกันสืบสวนสอบสวนจนแน่นหนา และมีความเห็นสั่งฟ้องถึง229 ราย ตามที่ปรากฏเป็นข่าวแล้ว

วันที่14 ก.ย’2569 รอติดตามตรวจสอบกันครับว่า ตามที่กกต.มีนัดหมายที่จะลงมติว่า จะส่งศาลฎีกาเพื่อให้มีการไต่สวนพิจารณาคดีนั้น จะลงมติส่งทั้งหมด 229 รายไปศาลหรือไม่ หรือจะตัดสินใจยกคำร้อง ดังที่หลายฝ่ายกังวลใจ

จึงอยากฝากความเป็นห่วงไปยัง กกต. ทั้ง7ท่าน ว่า เมื่อมีหลักฐานควรเชื่อว่า การเลือกสมาชิกวุฒิสภา เมื่อ2567 นั้นไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ท่านมีหน้าที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา226  คือ ต้องส่งศาลฎีกา เพื่อพิจารณาคดีเท่านั้น ส่วนเรื่องบทลงโทษนั้น มีอยู่ในพรป. กกต. ประมวลจริยธรรมศาลและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

หาไม่แล้ว ความผิดในคดีอาจตกถึงท่านเอง เช่นเดียวกับ กกต. และปปช. ในอดีต ครับ” 

กกต, สมชาย, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์

นิกรเดช ฟาดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริงร้ายแรง ยันไม่เคยแทรกแซงประชุม OIF กังขาเจตนา จี้เลิกบิดเบือน

6 กันยายน 2569 เวลา 16:06 น.

นิกรเดช ฟาดเขมร บิดเบือนข้อเท็จจริงร้ายแรง ยันไม่เคยแทรกแซงประชุม OIF กังขาเจตนา จี้เลิกบิดเบือน

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2569 นายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โพสต์ข้อผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 5 ก.ย. เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง หลังสื่อกัมพูชาออกข่าวอ้างว่า ไทยกดดันให้มีการถอนข้อพิพาทชายแดน 2 ชาติออกจากวาระการประชุมกลุ่มประเทศผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศส ความว่า

บทความของหนังสือพิมพ์ The Phnom Penh Post ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026 ในชื่อ “นักการทูตไทยกดดันกัมพูชาให้ถอดประเด็นพิพาทชายแดนออกจากวาระการประชุมกลุ่มประเทศผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศส” (Thai Diplomats Pressed Cambodia to Drop Border Dispute from Francophonie Agenda) นั้น บิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง โดยทำให้เข้าใจว่าผม ซึ่งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศส ได้พยายามใช้อิทธิพลหรือชักจูงเอกอัครราชทูตของประเทศที่สาม เพื่อให้เอกอัครราชทูตผู้นั้นไปโน้มน้าวกัมพูชาไม่ให้นำประเด็นปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาขึ้นหารือในการประชุมสุดยอดองค์การระหว่างประเทศแห่งประชาคมผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศส (OIF) ครั้งที่ 20 ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

ผมรู้สึกว่าจำเป็นต้องออกมาชี้แจงในประเด็นข้อกล่าวหาดังกล่าว เพราะข้อเท็จจริงก็คือ ผมไม่เคยกระทำการเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย

นอกจากนี้ ยังต้องเน้นย้ำด้วยว่า นักการทูตไทยทุกคนปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุดของความเป็นมืออาชีพและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสำคัญ ดังนั้น ข้อกล่าวหาในลักษณะดังกล่าวจึงไม่เพียงแต่ไม่มีมูลและไม่สมควรอย่างยิ่งเท่านั้น แต่ยังอดไม่ได้ที่จะทำให้ตั้งคำถามถึงเจตนาที่อยู่เบื้องหลังการนำเสนอข้อกล่าวหานี้

ในความเป็นจริง เราไม่อาจมองข้ามความบังเอิญที่เห็นได้อย่างชัดเจนระหว่างช่วงเวลาที่บทความดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ กับกำหนดการที่กำลังจะมาถึงของทั้งกระบวนการประนอมข้อพิพาทภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) และการประชุมสุดยอดองค์การระหว่างประเทศแห่งประชาคมผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสได้

ผมขอพูดให้ชัดเจนว่า ประเทศไทยยึดมั่นมาโดยตลอดว่า ความร่วมมือในระบอบพหุภาคีและหลักนิติธรรม ต้องเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความจริงนั้นเพียงพอเสมอและชัดเจนด้วยตัวของมันเอง

“ขอให้เราทำหน้าที่ในฐานะนักการทูตที่มีความรับผิดชอบ เป็นเพื่อนบ้านที่จริงใจต่อกัน และละเว้นพฤติกรรมลักษณะนี้”

ชายแดนไทยเขมร, นิกรเดช, แนวหน้าออนไลน์

‘ปลัดแป้น’ ขอบคุณ ‘นายกฯ’ อนุมัติงบแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ 2 บิ๊กโปรเจกต์ แก้มลิงคลองเรียน-ขุดลอกท่อ

6 กันยายน 2569 เวลา 15:57 น.

นายณรงค์พร ณ พัทลุง หรือ “ปลัดแป้น” โพสต์ข้อความแสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี หลังที่ประชุม ครม.สัญจร ณ จังหวัดสงขลา มีมติอนุมัติโครงการป้องกันและรับมืออุทกภัยในพื้นที่ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวหาดใหญ่

พร้อมกันนี้ ได้กล่าวขอบคุณ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และนายศาสตรา ศรีปาน ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่มีบทบาทสำคัญในการประสานงานเรื่องงบประมาณเพื่อประโยชน์ของคนในพื้นที่

2 โครงการสำคัญที่ได้รับการอนุมัติงบประมาณ

  • โครงการปรับปรุงแก้มลิงคลองเรียน เพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บและชะลอน้ำในพื้นที่
  • โครงการขุดลอกดูดโคลนเลนในท่อระบายน้ำ ดำเนินการในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เพื่อเปิดทางไหลของน้ำและลดปัญหาน้ำท่วมขัง

นายณรงค์พร ระบุทิ้งท้ายว่า ขอเป็นตัวแทนพี่น้องชาวหาดใหญ่ทุกท่าน ขอบคุณนายกรัฐมนตรีและคณะอีกครั้งที่เล็งเห็นถึงความสำคัญ และพร้อมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือชาวหาดใหญ่ในการรับมือกับภัยพิบัติอย่างทันท่วงที

ปชน. ชำแหละ ฮั้ว สว. ต่อเนื่อง กาง 4 พิรุธ อนุฯ ที่ 36 ตั้งมาแบบมีธงการเมืองหรือไม่

6 กันยายน 2569 เวลา 14:56 น.

ปชน. ชำแหละคดีโกง สว. ต่อเนื่อง กาง 4 พิรุธ อนุฯ ที่ 36 ตั้งมาแบบมีธงการเมืองหรือไม่ แฉลึกเครือข่ายโยงใยกับผู้ถูกกล่าวหา ชวนจับตา กกต. ชี้ชะตา 14 ก.ย.

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชนจัดการแถลงข่าว “แสวงหาความจริง: กกต. และ DSI องค์กรของใคร?” นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ, นายชยพล สท้อนดี, นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ และ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน พร้อมเชิญ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาร่วมวิเคราะห์การทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 (“อนุฯ ที่ 36”) ก่อนที่ กกต. ชุดใหญ่จะพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องคดีโกง สว. หรือไม่ในวันที่ 14 กันยายนนี้

ด้านนายสมชัย ระบุว่า ต้องแยกบทบาทระหว่างคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 (“คณะฯ ที่ 26”) ออกจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 (“อนุฯ ที่ 36”) โดยคณะฯ ที่ 26 เป็นคณะพิเศษที่มีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาร่วม ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทั้งเส้นทางการเงินและการติดต่อสื่อสารได้ ก่อนมีความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 รายมีมูลควรส่งฟ้อง

ส่วนการตั้งอนุฯ ที่ 36 นั้น ในทางกฎหมาย กกต. มีอำนาจตั้งได้ แต่น่าตั้งคำถามต่อเหตุผลและความชอบธรรม เพราะเดิมมีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 คณะ ซึ่งใช้ระบบเรียงลำดับรับคดี ขณะที่เหตุผลว่าต้องตั้งอนุฯ ที่ 36 เพื่อลดภาระงานและนำผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาคดี ก็ยังต้องตรวจสอบว่ากรรมการทั้ง 7 คนมีคุณสมบัติสอดคล้องกับเหตุผลดังกล่าวจริงหรือไม่

นายสมชัย กล่าวต่อไปว่า จากบันทึกการประชุมที่ได้รับมา อนุฯ ที่ 36 ประชุมโดยทั่วไปคือวันอังคารและพฤหัสบดี ครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง รวมแล้วอาจอยู่ที่ประมาณ 20-30 ครั้ง แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือรูปแบบการประชุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรับฟังทีมเลขานุการสรุปสำนวนของคณะฯ ที่ 26 โดยเฉพาะช่วงหลังที่แทบไม่ปรากฏการซักถามจากอนุกรรมการ ขณะที่ผู้สอบสวนจากคณะฯ ที่ 26 ไม่เคยถูกเรียกมาชี้แจง และเอกสารหลักฐานชั้นต้นจำนวนหลายหมื่นหน้าก็ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาโดยตรง

นอกจากนี้ ตนยังมีข้อสังเกตถึงการตีกรอบกฎหมายในช่วงต้นของการพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัคร สว. กับฝ่ายการเมือง เช่น การตีความเรื่อง “การยินยอมรับความช่วยเหลือ” และเจตนาที่จะได้รับเลือกเป็น สว. ซึ่งหากตีความแคบเกินไปอาจทำให้ความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองถูกตัดออกจากคดี

นายสมชัย ยังกล่าวต่อไปว่า หากภายหลังมีข้อพิพาททางกฎหมาย ควรขออำนาจศาลตรวจสอบรายงานการประชุมครั้งสุดท้ายของอนุฯ ที่ 36 และความเห็นส่วนบุคคลของอนุกรรมการแต่ละคน เพื่อดูว่ามติยกคำร้องตั้งอยู่บนกรอบการตีความกฎหมายอย่างไร ทั้งนี้สุดท้าย กกต. ทั้ง 7 คนต้องรับผิดชอบต่อคำวินิจฉัยของตนเอง

ในส่วนของนายพริษฐ์ ระบุว่า พรรคประชาชนพยายามขอข้อมูลการทำงานของอนุฯ ที่ 36 ผ่านกลไกคณะอนุกรรมาธิการฯ ของสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ทั้งรายชื่อผู้เสนออนุกรรมการแต่ละคน จำนวนครั้งการประชุม และข้อมูลที่นำมาพิจารณา แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วน และประธานอนุฯ ที่ 36 ก็ไม่ได้มาชี้แจงต่ออนุกรรมาธิการฯ ตามคำเชิญ

ก่อนถึง กกต. ชุดใหญ่ คดีนี้ผ่านความเห็นมาแล้ว 3 ชั้น ได้แก่ คณะฯ ที่ 26 ที่เห็นควรสั่งฟ้อง 229 คน, ชั้นรองเลขาธิการ กกต. ซึ่งจากข้อมูลที่ปรากฏเห็นควรสั่งฟ้องอย่างน้อย 140 คน และอนุฯ ที่ 36 ที่กลับมีความเห็นไม่สั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว พรรคประชาชนจึงขอตั้ง 4 ข้อพิรุธต่อคณะอนุฯ ที่ 36 ได้แก่

1. ที่มาและเหตุผลความจำเป็นในการตั้งคณะอนุกรรมการพิเศษ ซึ่งยังไม่มีคำอธิบายชัดเจน

2. กระบวนการทำงาน ซึ่งยังมีคำถามว่าละเอียดรอบคอบเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับคณะฯ ที่ 26

3. แนวทางการวินิจฉัย ซึ่งพรรคตั้งข้อสังเกตว่าอาจสอดรับกับธงทางการเมือง ทั้งการตั้งมาตรฐานพิสูจน์หลักฐานเสมือนเป็นศาล การตีกรอบไม่ให้สาวถึงนักการเมือง และการแยกพิจารณาหลักฐานแต่ละพื้นที่ออกจากกันจนไม่เห็นภาพของขบวนการ

4. ผลลัพธ์ ซึ่งยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน

นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่า จากหลักฐานเส้นทางการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ก่อนวันเลือก และหลักฐานที่นครพนม ทั้งคลิปเสียง การจัดตั้ง ค่าตอบแทน ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และการทำโพล เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ก่อนหน้านี้ที่ กกต. เคยส่งศาลจากหลักฐานเพียงข้อความไลน์ไม่กี่ข้อความ ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าเหตุใดหลักฐานในคดีนี้จึงไม่เพียงพอแม้แต่จะส่งให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย

ขณะที่นายชยพล ได้นำเสนอข้อมูลความเชื่อมโยงของบุคลากรจากอนุฯ ที่ 36 จำนวน 5 คน ที่ลงมติยกคำร้อง ได้แก่ อนุชา จันทร์สุริยา, ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล, อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, เชาวนะ ไตรมาศ และเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ โดยระบุว่า ทั้งหมดต่างมีความเชื่อมโยงผ่านหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของ กกต. และหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีทั้งบุคคลในแวดวง กกต. และบุคคลทางการเมืองเข้าร่วม

อย่างไรก็ตาม การเข้าอบรมหลักสูตรเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่ามีการกระทำผิด แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือเครือข่ายความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อความเป็นกลางของผู้มีอำนาจวินิจฉัยคดีหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้ที่อยู่ในอนุฯ ที่ 36 มีหน้าที่ตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในเครือข่ายเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงทางธุรกิจของอัฌษไธค์กับบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลซึ่งปรากฏอยู่ในสำนวน ซึ่งอาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

นายชยพล กล่าวต่อไปว่า ตนจึงขอเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาตามระเบียบ ที่ให้อำนาจสั่งอนุกรรมการหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง หากปรากฏหลักฐานหรือเหตุอันควรสงสัยเรื่องความไม่เป็นกลางทางการเมือง ความไม่สุจริตเที่ยงธรรม หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ในส่วนของ น.ส.พนิดา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีพิเศษที่ 24/2568 (คดีโกง สว.) ของ DSI ในฐานความผิดอั้งยี่และฟอกเงิน โดยระบุว่า DSI ตั้งคณะพนักงานสอบสวน 41 คน โดยมี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI เป็นหัวหน้าคณะ สอบพยานกว่า 700 ปาก และรวบรวมทั้งข้อมูลทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร ภาพถ่าย และข้อมูลทางเทคนิค โดยหลังจากที่ DSI ส่งสำนวนผู้ต้องหาเพียงแค่ “8 ราย” ให้อัยการ อัยการได้ส่งสำนวนกลับมาให้สอบสวนเพิ่มเติม โดยระบุว่าข้อเท็จจริงมีผู้เกี่ยวข้องกว่า 1,200 คน แบ่งเป็น 7 กลุ่ม และมีลักษณะเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ไม่ควรแยกดำเนินคดีเฉพาะผู้ต้องหา 8 ราย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือความเคลื่อนไหวด้านบุคลากรในกระทรวงยุติธรรม หลังจากนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ทั้งการตั้งสอบวินัย พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม และการโยกย้าย เอกรินทร์ ดอนดง กับ กิตติพงศ์ เดชาพิวัฒน์ โดยเอกรินทร์เป็นทั้งพนักงานสอบสวน DSI ในคดีพิเศษที่ 24/2568 และหนึ่งในเจ้าหน้าที่ DSI ที่ร่วมคณะฯ ที่ 26 ของ กกต. ด้วย

น.ส.พนิดา กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวถึงการโยกย้าย พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดี DSI ซึ่งเป็นทั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 รวมถึง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ขณะที่ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุฯ ที่ 36 มีชื่อในกระแสข่าวว่าจะถูกโยกมาดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI ด้วย

แม้การโยกย้ายข้าราชการเป็นอำนาจฝ่ายบริหาร แต่คำถามคือทำไมต้องเป็นตอนนี้ ก่อนวันที่ 14 กันยายน ซึ่ง กกต. มีกำหนดพิจารณาคดี และหากมีการโยกย้ายจริงจะกระทบต่อทิศทางคดี DSI หรือการเบิกความในศาลของผู้ที่ทำสำนวนมาตั้งแต่ต้นหรือไม่

ด้านนายภัณฑิล ได้ตั้งคำถามต่อองค์ประกอบของคณะกรรมการ กกต. ชุดใหญ่ โดยเฉพาะ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในผู้ลงมติชี้ชะตาคดี โดยระบุว่า ฐิติเชฏฐ์มีข้อกล่าวหาในอดีต ทั้งกรณีเคยถูกไล่ออกจากราชการ ฐานรับเงิน 1.5 ล้านบาทเพื่อเป็นตัวกลางวิ่งเต้นคดีใบแดงการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อปี 2558 รวมถึงกรณีพัวพันคดีจ่ายเงิน 300,000 บาทเพื่อวิ่งเต้นเลื่อนตำแหน่งในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งน่าตั้งคำถามว่า กกต. เคยตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือมาตรฐานจริยธรรมในเรื่องเหล่านี้แล้วหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีกรณีของโพยการเลือก สว. ซึ่งฐิติเชฏฐ์เป็นผู้เก็บเอกสารดังกล่าวไว้ เมื่อเอกสารดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของข้อสงสัยสำคัญในคดี ฐิติเชฏฐ์ควรอยู่ในสถานะใดในการร่วมพิจารณาสำนวน อีกทั้งกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่ง กกต. คนใหม่ที่ยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้ฐิติเชฏฐ์ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่

นายภัณฑิล กล่าวต่อไปว่า ผู้ดำรงตำแหน่ง กกต. ต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมือง ตนขอฝากถึงฐิติเชฏฐ์และ กกต. ก่อนการลงมติวันที่ 14 กันยายน ว่าการพิจารณาคดีต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และอย่าซื้อเวลาอีก พรรคประชาชนยืนยันว่าจะจับตาการพิจารณาของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนอย่างใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้พรรคระบุไว้แล้วว่าหากมีการยกคำร้องทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ก็จะสงวนสิทธิดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อไป

กกต, ประชาชน, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์

มท.แจ้งทุกจังหวัด จัดพิธีเคารพธงชาติ 28 ก.ย. 69 เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

6 กันยายน 2569 เวลา 14:01 น.

‘มหาดไทย’ แจ้งทุกจังหวัดจัดกิจกรรมแสดงออกซึ่งพลังความรู้รักสามัคคีของคนในชาติ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) 28ก.ย.69

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการจัดกิจกรรมเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) ประจำปี 2569 วันที่ 28ก.ย.นี้ว่า กระทรวงมหาดไทยได้รับการประสานจากสำนักนายกรัฐมนตรี ในการรณรงค์เสริมสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ผู้พระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้ พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช 2460 และพระราชทานธงชาติไทยให้มีลักษณะเป็นแถบสีเพื่อไม่ให้มีหัวมีท้าย หรือเรียกว่า “ธงไตรรงค์” มี 3 สี คือ “สีแดง” หมายถึง ชาติและเลือดเนื้อเชื้อไขของคนในชาติ นั่นคือ ประชาชน “สีขาว” หมายถึง ศาสนา และ “สีน้ำเงิน” หมายถึง พระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2460 หรือ 109 ปีก่อน

“เพื่อให้การรณรงค์เสริมสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย ปี 2569 เกิดการแสดงออกซึ่งพลังแห่งความสามัคคีของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการไปยังจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมถึงอำเภอทั้ง 878 อำเภอ และประสานแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 7,842 แห่งทั่วประเทศ ประดับธงชาติไทย ณ ที่ตั้งหน่วยงาน พร้อมเชิญชวนส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ห้าง ร้าน สมาคม มูลนิธิ ภาคเอกชน และพี่น้องประชาชน ร่วมประดับธงชาติไทย ณ อาคารสำนักงาน อาคารบ้านเรือน พร้อมทั้งตรวจสอบธงชาติให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ตลอดเดือนกันยายน 2569 นี้” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับกิจกรรมในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นวันพระราชทานธงชาติไทย ประจำปี 2569 ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด นายอำเภอทุกอำเภอ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง จะเป็นผู้นำข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ร่วมแต่งเครื่องแบบปฏิบัติราชการสีกากี ประกอบพิธีเคารพธงชาติ บริเวณหน้าเสาธงของศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเวลา 08.00 น. ซึ่งพี่น้องประชาชนสามารถสวมชุดสุภาพ หรือชุดประจำถิ่น ชุดพื้นเมือง เข้าร่วมพิธีดังกล่าว โดยพร้อมเพรียงกัน

ธงชาติ, พิธีเคารพธงชาติ, มท, วันพระราชทานธงชาติไทย

ปธ.วิปรัฐบาล มั่นใจ สภาฯถกงบฯปี 70 วาระ 2-3 ไร้เหตุป่วน คาดเสร็จตามกรอบเวลา เผย 10 ก.ย. มีนัดประชุมถกรายงาน กกต.

6 กันยายน 2569 เวลา 13:39 น.

6 กันยายน 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล ) กล่าวว่า ในวันที่ 7-9ก.ย.นี้ สภาฯ​ นัดประชุมวาระพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้วในวาระสอง และวาระสาม เบื้องต้นจากการหารือกับวิปฝ่ายค้านแล้วจะใช้กรอบการพิจารณาเป็นจำนวนมาตราแทนการกำหนดเวลา โดยวันที่ 7 ก.ย.จะพิจารณาตั้งแต่มาตราแรกถึงมาตรา 15 งบกระทรวงคมนาคม วันที่ 8 ก.ย. ตั้งแต่ มาตรา 16 งบกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จนถึงมาตรา 26 งบกระทรวงอุตสาหกรม และวันที่ 9 ก.ย.พิจารณาตั้งแต่ มาตรา 27 งบของส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี จนถึงมาตราสุดท้าย ส่วนการลงมติในวาระสามนั้น คาดว่าจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 19.00 – 20.00 น.

“ผมเชื่อการบริหารจัดการเวลาการประชุมนั้นจะไม่มีปัญหา และเป็นไปตามกรอบเวลา ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาภายใต้งบประมาณที่กมธ.เสนอ โดยผู้ที่สงวนความเห็นและเสนอคำแปรญัตติมีสิทธิที่จะอภิปรายตามประเด็นได้ จึงไม่สามารถใช้กรอบระยะเวลาเป็นตัวกำหนด อีกทั้งการพิจารณางบประมาณเป็นเรื่องที่ สส.ต้องซักถามกับ กมธ.ที่มีทั้ง สส.ฝ่ายค้าน และ สส.ฝ่ายรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่กังวลว่าจะมีเหตุปั่นป่วนในสภาฯเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา” นายกรวีร์

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า สำหรับวันที่ 10 ก.ย. สภาฯ จะมีการประชุมตามระเบียบวาระปกติ และหลังจากนั้นจะพิจารณาเรื่องค้าง คือ การอภิปรายในญัตติด่วนเรื่องแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ต่อด้วยพิจารณารายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเรื่องรับทราบ

กรวีร์ ปริศนานันทกุล,วิปรัฐบาล,งบประมาณรายจ่าย,