ปกรณ์ ยันยังเดินหน้าตามขั้นตอนทูลเกล้าฯ หมอสรณ พ้นตำแหน่ง แม้ศาลปค.สูงสุดสั่งรับคดี

2 กันยายน 2569 เวลา 16:50 น.

“ปกรณ์“ เผยปม “นพ.สรณ” หลังศาลปกครองสูงสุดสั่งรับคดี ยันยังเดินหน้าตามขั้นตอนทูลเกล้าฯพ้นตำแหน่งต่อไป เหตุยังไม่มีคำสั่งใดๆ ขอให้รอศาลตัดสินอย่าพูดล่วงหน้า หวั่นสับสนกระทบทั้งระบบ

วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 15.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นให้รับฟ้องคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)กรณีวินิจฉัยคุณสมบัติของตนเองไว้พิจารณาจะส่งผลเรื่องขั้นตอนการทูลเกล้าฯ ให้ออกจากตำแหน่งหรือไม่ ว่า เรื่องนี้ไม่มีประเด็น เพียงแต่ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ศาลปกครองชั้นต้นรับพิจารณา เพราะนพ.สรณ เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้ เมื่อมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสรรหา ในกฎหมายของ กสทช. ระบุว่าสามารถฟ้องศาลได้ ซึ่งถือเป็นสิทธิตามปกติของ นพ.สรณ

เมื่อถามถึงผลพวงที่ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ศาลปกครองชั้นต้นรับพิจารณาจะมีอะไรหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่มีผลกระทบอะไรที่เราดำเนินการไป เพราะรัฐบาลยืนยันว่าเป็นการทำตามกฎหมาย โดยเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นที่สุดที่กำหนดในรัฐธรรมนูญมาตรา 203 วรรค 5 ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 217 และมาตรา 15/1 ของกฎหมาย กสทช. ซึ่งมีผลปกติไม่ได้มีปัญหาอะไร ในชั้นนี้ต้องรอคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น และรอคำสั่งของศาลว่าจะสั่งอย่างไร

เมื่อถามว่า ในขั้นตอนนี้นพ.สรณ ได้รับการคุ้มครองอะไรจากศาลหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนทราบศาลยังไม่ได้สั่งอะไร ซึ่งตนก็ทราบจากสื่อยังไม่ได้เห็นตัวจริง

เมื่อถามว่า ขั้นตอนที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ พ้นจากตำแหน่งไปแล้วจะทำอย่างไร นายปกรณ์ กล่าวว่า เราเห็นว่าเป็นการทำตามขั้นตอนกฎหมายที่กำหนดไว้ ส่วนตอนนี้เป็นขั้นตอนของศาลก็คงไปว่ากันตามปกติ และต้องรอว่าศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ หรือจะมีคำสั่งอะไรต่อไป ก็คงปฏิบัติตามนั้น

เมื่อถามว่า ต้องดึงเรื่องทูลเกล้าฯ กลับออกมาหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ไม่ต้อง เพราะรอศาลตัดสินอยู่

“ตอนนี้ศาลยังไม่ได้ออกคำสั่งอะไรเลยอย่าไปพูดล่วงหน้า รอศาลก่อนดีกว่า เพราะถ้าพูดไปเดี๋ยวจะสับสน และไม่ดีกับทั้งระบบ“ นายปกรณ์ กล่าว

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีรับทราบเรื่องนี้แล้วหรือยัง นายปกรณ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเลย เพราะยังไม่ได้เจอนายกฯ

กสทช.ปกรณ์ นิลประพันธ์หมอสรณ

‘โรม’ ประสานช่วย ‘ฟ้าลิขิต’ ผู้ต้องขัง 112 อาการทรุด หลังอดอาหาร หวั่นซ้ำรอย ‘บุ้ง’

2 กันยายน 2569 เวลา 16:40 น.

‘โรม’ รับเร่งประสานราชทัณฑ์- เรือนจำธัญบุรี ช่วย ‘ฟ้าลิขิต’ อาการทรุด หลังอดข้าว-อดน้ำ หวั่นซ้ำรอย ‘บุ้ง เนติพร’ เสียชีวิตคาเรือนจำ

วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือร้องเรียนจาก น.ส.คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความประจำและผู้จัดการฝ่ายคดี ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่อขอให้มีการตรวจสอบเรือนจำอำเภอธัญบุรี ไม่ส่งตัว ฟ้าลิขิต วีระธรรมจารี ผู้ต้องขังคดีอาญามาตรา 112 ไปรักษาตัวในสถานพยาบาลนอกเรือนจำภายหลังมีการอดหาร และน้ำดื่มเป็นการประท้วง จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย

น.ส.คุ้มเกล้า กล่าวว่า ฟ้าลิขิตเป็นผู้ขอรับความช่วยเหลือทางคดีซึ่งก่อนหน้านี้มีการอดอาหารมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. เพื่อต้องการแสดงออกโดยสันติวิธีเรีกยร้องสิทธิในการประกันตัวของผู้ต้องขังทางการเมือง ในคดีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ต้องขังทางการเมืองที่ไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา ทั้งนี้มีการอดอาหารมานานกว่า 2 เดือนแล้ว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย น้ำหนักตัวลดลง หายใจเหนื่อยหอบ ไม่สามารถลุกเดินได้เป็นปกติ ต้องมีผู้ที่ช่วยพยุง จนวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา เริ่มอดน้ำยิ่งทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต

น.ส.คุ้มเกล้า กล่าวว่า เราได้มีการส่งหนังสือถึงผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอธัญบุรี เพื่อขอให้ส่งตัวฟ้าลิขิตเข้ารับการรักษาให้อยู่ในความดูแลของแพทย์ในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ หรือโรงพยาบาลอื่นนอกเรือนจำ ที่มีแพทย์ที่สามารถช่วยชีวิตได้ตลอด 24 ชั่วโมง และก็มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความพร้อมที่จะช่วยในภาวะฉุกเฉินจากการอดอาหารและน้ำ เนื่องจากไม่อยากให้เกิดการสูญเสียเหมือนกรณี น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ที่เสียชีวิตในระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ

ดังนั้นจึงมายื่นหนังสือขอให้กมธ.ช่วยประสานไปที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ รวมถึงผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอธัญบุรี ให้รีบส่งตัวฟ้า ลิขิตไปอยู่ในความดูแลของแพทย์โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งขอให้มีการตรวจสอบกรมราชทัณฑ์ เรือนจำอำเภอธัญบุรีว่า การดำเนินการเกี่ยวกับการดูแลผู้ต้องขังทางการเมืองที่อดอาหารและน้ำ รวมถึงเจ็บป่วยนั้นได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ตาม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ หรือไม่

ด้าน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า สถานการณ์นี้เป็นที่น่ากังวล มันเคยมีบทเรียนมาแล้วจากกรณีของน.ส.เนติพร โดยตนในฐานะประธานกมธ.ฯ จะรับเรื่องไปหารือในกมธ. เพื่อแก้ปัญหา เพราะเท่าที่ดูทางศูนย์ทนายความฯ มีการทำหนังสือถึงเรือนจำธัญบุรีหลายครั้ง ตั้งแต่ก.ค.จนถึงราวๆ ปลายส.ค.ที่ผ่านมา แต่ทางเรือนจาจจะยังไม่มีหนังสือตอบรับ ดังนั้นเราจะติดตามให้ จะมีการพูดคุยหาวิธี เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ โดยที่ความมุ่งหมายสำคัญก็คือ เราไม่อยากเห็นความสูญเสียใด ๆ เกิดขึ้นอีกแล้ว ยิ่งตอนนี้มีการยกระดับไปถึงการอดน้ำ นี่ ทำให้เรามีเวลาไม่มากในการหาทางออกและข้อสรุปของเรื่องนี้

ฟ้าลิขิตมาตรา112

กระทรวงพลังงานเอาจริง! “ฐิติภัสร์” เผยเบรกใบอนุญาตคลังน้ำมันดาต้าเซ็นเตอร์ ฮึ่มลักลอบกักตุนเจอโทษหนัก

2 กันยายน 2569 เวลา 15:28 น.

วันที่ ก.ย. 2569 – นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยอนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้ากรณีการจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยได้ชี้แจงและเน้นย้ำถึงมาตรการของกระทรวงพลังงานใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

  1. สั่งระงับการออกใบอนุญาตใหม่ทั้งหมด

นางสาวฐิติภัสร์ ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีการก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งจำเป็นต้องมีการติดตั้งถังน้ำมันเพื่อสำรองไฟฉุกเฉิน (เปิดเครื่องปั่นไฟเมื่อไฟตกหรือดับ) อย่างไรก็ตาม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีข้อสั่งการชัดเจนให้ ระงับ” การออกใบอนุญาตใหม่ทั้งหมด

ใครที่ต้องการขอตั้งดาต้าเซ็นเตอร์หรือคลังสำรองน้ำมันในช่วงนี้ จะต้องหยุดพักไว้ก่อน เพื่อรอให้ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน ทั้งในด้านการใช้น้ำ การใช้ไฟฟ้า และผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมเสียก่อน

  1. โต้ข่าวลือ “รามคำแหง 28″ ยันอนุญาตแค่ แสนลิตร

เลขาฯ รมว.พลังงาน ได้ชี้แจงเพื่อลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล กรณีที่มีข่าวว่าดาต้าเซ็นเตอร์ย่านรามคำแหง 28 มีการกักเก็บน้ำมันสูงถึง 400,000 ลิตรนั้น ไม่เป็นความจริง

ข้อเท็จจริงคือ สถานที่ดังกล่าวได้รับใบอนุญาตให้กักเก็บน้ำมันเพียง 200,000 ลิตร เท่านั้น ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่ามีการกักเก็บน้ำมันเกินกว่าที่ขออนุญาตไว้ จะถือว่าเป็นการลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต และจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

  1. คุมเข้ม “พระราม 9″ เตรียมปูพรมตรวจ จับจริงโทษสูงสุด

สำหรับกรณีดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 ทาง กทม. และกรมธุรกิจพลังงาน ยังไม่อนุญาตให้กักเก็บน้ำมัน หากตรวจสอบพบว่ามีการลักลอบประกอบกิจการ เจ้าหน้าที่จากกรมธุรกิจพลังงานจะดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดทันที โดยมีโทษ จำคุก ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานเตรียมบูรณาการความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร เพื่อสแกนปูพรมตรวจสอบทุกพื้นที่อย่างเข้มข้น เพื่อบังคับใช้กฎหมายร่วมกันและสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับประชาชน

กระทรวงพลังงานดาต้าเซ็นเตอร์

‘พิพัฒน์’ ชี้รถไฟทางคู่สายใต้ ช่วยเพิ่มความเร็วในการขนส่ง เชื่อมปีนังออกมหาสมุทรอินเดียต้นทุนต่ำสุด

2 กันยายน 2569 เวลา 14:52 น.

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายหรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.สงขลาเห็นชอบให้มีการเดินหน้าก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงินรวม 106,798 ล้านบาท รวม 3 เส้นทาง ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ว่าทั้ง 3 โครงการนี้จะเข้ามาตอบโจทย์นโยบายของนายกรัฐมนตรีที่เน้นย้ำเรื่องการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่ยังไม่สมบูรณ์ หรือ Missing Link เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระบบรางที่สมบูรณ์ครบวงจร (Full Loop)

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้ง 3 โครงการจะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภาคใต้และระดับประเทศ เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงโครงข่ายโลจิสติกส์จากจีนตอนใต้ โดยสามารถรองรับการขนส่งสินค้าจากพื้นที่จีนตอนใต้ ผ่านประเทศลาว และส่งตรงลงมายังพื้นที่ภาคใต้ในปริมาณมากขึ้นและสามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ และยังเป็นประโยชน์สำหรับการขนส่งสินค้าเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ โดยส่งออกผลไม้จากในพื้นที่ เช่นการส่งออกทุเรียนไทย สามารถเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่งเพื่อไปจำหน่ายยังตลาดจีนตอนใต้ผ่านทางระบบราง ช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลาการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ

พิพัฒน์ รัชกิจประการ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ เส้นทางรถไฟทางคู่ภาคใต้ยังสามารถเปิดเส้นทางส่งออกสู่มหาสมุทรอินเดียด้วยต้นทุนต่ำที่สุด เนื่องจากประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีท่าเรือฝั่งมหาสมุทรอินเดีย การพัฒนาทางคู่สายใต้จะช่วยให้ไทยสามารถขนส่งสินค้าทางรางเพื่อเชื่อมต่อไปยังรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย เพื่อส่งออกสินค้าต่อไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งนับเป็นเส้นทางขนส่งที่มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนต่ำที่สุดในขณะนี้

สำหรับเส้นทางรถไฟทางคู่สายใต้ที่มีการอนุมัติก่อสร้างในที่ประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา ประกอบไปด้วย 1.โครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2575 วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท 2.โครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2576 วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท
และ 3.โครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2574 วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท

รถไฟ
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

พิพัฒน์ รัชกิจประการรถไฟรถไฟทางคู่สายใต้

ปธ.วิปฝ่ายค้าน ฮึ่ม! ล็อกเป้าซักฟอก อนุทิน-ไชยชนก เผยเริ่มคุยพรรคร่วมแล้ว แย้ม โรม เป็นหัวหอก

2 กันยายน 2569 เวลา 14:38 น.

2 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์กรณีการนัดรับประทานอาหารร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้านวานนี้ (1 ก.ย.) ว่า เมื่อวานนี้มีการประชุมกันแล้ว โดยสมัยนี้มีพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เพิ่มขึ้นคือ พรรคไทรวมพลัง โดยเรามีความเห็นตรงกัน ว่าเราจะเดินหน้ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 คือการอภิปรายทั่วไปที่มีการลงมติ ในเชิงกรอบเวลา เราจะดำเนินการโดยเร็ว และได้มีการพูดคุยว่าจะครอบคลุมถึงใครบ้าง ซึ่งเป็นการบ้านที่แต่ละพรรค ไปรวบรวมมา แต่ 2 รายชื่อที่มีอยู่แน่นอน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย , นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งมีการตกลงกันเรียบร้อยแล้ว และหลังจากนี้ จะมีการตั้งคณะทำงาน โดยหัวเรือหลักคือ นายรังสิมันต์ โรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่จะพูดคุยกับพรรคร่วมทุกพรรค รวบรวมรายชื่อและจัดทำญัตติ เพื่อเตรียมยื่นญัตติโดยเร็ว และคาดว่าจะใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์

เมื่อถามว่า จะมีหลักฐานเด็ดในการอภิปรายเพื่อให้สะเทือนรัฐบาลได้หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากคุยก่อนเกิด แต่คิดว่าเราทำงานเต็มที่ ให้ผลงานเป็นตัวบ่งบอกที่ดี และขอฝากว่า เห็นนายกรัฐมนตรีบอกว่าพร้อมที่จะตอบทุกคำถาม หวังว่านายกฯ และพรรคภูมิใจไทย จะไม่พยายามหาช่องทางให้ประธานสภาวินิจฉัยไม่ให้พูดเรื่องฮั้ว สว.และเรื่องโกงสอบท้องถิ่นได้ ไม่ใช้เทคนิคแบบนั้น

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่าพรรคประชาชนทำให้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็สามารถทำให้เอาลงได้จะทำได้เมื่อไหร่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราทำเต็มที่ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน เราประกาศชัดเจนว่า ยิ่งเราเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่ในประเทศต่อไป ก็จะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติกับประชาชน ฉะนั้น ย้ำว่าเราทำเต็มที่ในการตรวจสอบรัฐบาล และหวังถึงการเลือกตั้งครั้งถัดไป ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า หากเราทำหน้าที่ของเราได้ดีประชาชนเห็นพ้องกับเรา ว่าการมีพรรคอื่นมาเป็นแกนนำรัฐบาล น่าจะทำให้ประเทศดีขึ้นได้ ก็จะเป็นวิธีที่ทำให้สามารถล้มรัฐบาลได้ด้วยเสียงของพี่น้องประชาชน ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจเราคงไปคาดเดามติของ สส.ไม่ได้ แต่เราเข้าใจเสียงในสภาดีว่า ในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยังมีเสียงข้างมาก แต่เป้าหมายของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนคิดว่าไม่ใช่แค่การมานับคะแนนของการลงมติ แต่คือการนำเสนอความจริงให้สังคมได้เห็นถึงปัญหาของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหากประชาชนเห็นตามหลักฐานที่เรามี เมื่อไหร่ก็ตามที่อำนาจกลับไปอยู่ในมือของประชาชน เขาก็ก็จะจะเปิดโอกาสให้มีพรรคอื่นมาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล

เมื่อถามว่า ไม่สายเกินไปหรือที่จะให้ประชาชนเลือกตั้งครั้งหน้า นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราทำเต็มที่อยู่แล้ว แต่ต้องบอกว่าปลายทาง เราต้องมองเป็นขั้น เรายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ต้องวัดกันที่คะแนนลงมติ ซึ่งเมื่อเรายื่นญัตติเราก็อยากให้ สส.ส่วนใหญ่ ลงมติไม่ไว้วางใจ แต่ย้ำว่าตนคงไปคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ ว่าจะมี สส.รัฐบาลกี่คนที่จะมาลงมติไม่ไว้วางใจ หากเราชนะมติได้ ก็จะทำให้รัฐบาลพ้นจากตำแหน่งเร็วขึ้น แต่หากการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่นำไปสู่การลงมติที่เสียงข้างมาก ลงมติไม่ไว้วางใจ แล้วเราทำหน้าที่ของเราได้ดี เมื่ออำนาจกลับไปอยู่ในมือพี่น้องประชาชน ก็จะทำให้โอกาสในการเปลี่ยนรัฐบาลมีมากขึ้นด้วย

พรรคประชาชนพริษฐ์ วัชรสินธุวิปฝ่ายค้านอนุทินอภิปรายไม่ไว้วางใจไชยชนก

ศาล รธน. มติเอกฉันท์ รับคำร้อง กกต. ฟัน ‘ก้องเกียรติ’ เด็กกล้าธรรม

2 กันยายน 2569 เวลา 14:33 น.

ศาล รธน. มติเอกฉันท์รับคำร้อง กกต. ฟัน “ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ” ปมรู้อยู่แล้วแต่ปกปิดคดีลักทรัพย์ ยื่นศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัคร สส. ขีดเส้นแจงแก้ข้อกล่าวหาใน 15 วัน

วันที่ 2 กันยายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องในคดีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ร้อง) ยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 54 เพื่อมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ อดีต สส.นครศรีธรมราช พรรคกล้าธรรม (ผู้ถูกร้อง) เนื่องจากผู้ถูกร้องสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแล้วปกปิดหรือไม่แจ้งข้อความจริงว่าผู้ถูกร้องเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคหนึ่ง (1)


ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 54 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (13) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย แจ้งให้ผู้ร้องทราบ และให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 54

กล้าธรรมก้องเกียรติศาลรัฐธรรมนูญ

ธนกร ย้อน เท้ง คนที่รัฐบาลติดหนี้คือประชาชนที่เลือก ภูมิใจไทย มาบริหารประเทศ เย้ยเอาความมั่นใจมาจากไหน

2 กันยายน 2569 เวลา 14:22 น.

“ธนกร”ย้อน”เท้ง” คนที่รัฐบาลติดหนี้คือประชาชนที่เลือก”ภูมิใจไทย”มาบริหารประเทศ เย้ยเอาความมั่นใจมาจากไหน ชี้หลักฐานเด็ดแต่สุดท้ายก็แค่มโนทึกทักเอาเองทุกครั้ง เหน็บมัวแต่ทำหน้าที่ฝ่ายแค้น จนลืมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

2 กันยายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ในฐานะที่เคยทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็อย่าลืมว่าวันนี้อาจจะอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้ท่านหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เช่นเดียวกันว่า ถ้าพรรคประชาชนจะอ้างว่าเป็นฝ่ายที่ทำให้นายอนุทินได้เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยแรกนั้น นายณัฐพงษ์ก็ต้องไม่ลืมด้วยว่า แล้วก็เป็นพรรคประชาชนเองไม่ใช่หรือที่สุดท้ายก็เรียกร้องให้ท่านนายกฯ ยุบสภาฯ ซึ่งท่านนายกฯ ก็ยุบสภาฯ ให้ตามที่เรียกร้อง จึงถือว่าไม่ได้ติดหนี้อะไรกันแล้ว ดังนั้น การที่นายอนุทินกลับมาเป็นนายกฯ ในสมัยที่ 2 ได้นั้น จึงมาจากการตัดสินใจของประชาชนคนไทยทั้งประเทศผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนได้รับคะแนนเสียงเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ที่สำคัญ การจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ก็ไม่มี ส.ส.ของพรรคประชาชนมาสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ แม้แต่คนเดียว ดังนั้นหากจะมางอแงอ้างว่ามีหนี้บุญคุณอะไรนั้นก็คงไม่ถูกต้อง

นายธนกร กล่าวอีกว่า ท่านนายกฯ พูดชัดเจนตั้งแต่วันที่เข้ารับตำแหน่งว่า ไม่ได้เป็นทายาททางการเมืองของใคร ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นมาจากความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืองที่พูดแล้วทำ ประชาชนจึงเชื่อใจและให้โอกาสพรรคภูมิใจไทยได้เข้ามาบริหารประเทศ ดังนั้น การที่นายอนุทินเป็นนายกฯ ในครั้งนี้ จึงไม่ได้มาเพราะบุญคุณของใคร แต่เป็นบุญคุณของพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ หากท่านนายกฯ จะต้องตอบแทนใคร ก็คงต้องตอบแทนพระคุณพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศเท่านั้น ทั้งนี้ ไม่อยากให้ฝ่ายค้านเน้นสร้างวาทกรรม หรือจ้องแต่จะดิสเครดิตรัฐบาลอย่างเดียว อยากให้ทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เพราะปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกก็ถือว่าหนักมากพอแล้ว ขอให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ท้วงติงอย่างมีเหตุผล ใช้กลไกของสภาฯ ท้วงติงอย่างถูกต้อง ไม่ใช่เน้นสร้างวาทกรรมใหม่รายวัน จนกลายเป็นฝ่ายแค้นแล้วลืมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

“ผมไม่รู้ว่านายณัฐพงษ์ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน เพราะเป็นไปไม่ได้เลยทั้งในทางรัฐธรรมนูญ ที่ต้องใช้เสียง ส.ส.ยกมือไม่ไว้วางใจมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ต้องถามว่า พรรคประชาชนจะหาเสียงมาร่วมได้ขนาดนั้นจากที่ไหน หรือหากจะยื่น ป.ป.ช.ด้วยข้อมูลที่ฝ่ายค้านหยิบยกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ก็ควรต้องย้อนถามตัวเองก่อนว่า หลักฐานข้อมูลที่อ้างเหล่านั้นมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้ท่านนายกฯ หลุดจากตำแหน่งได้จริงหรือ หรือเป็นน้ำหนักที่ทึกทักกันเอาเองจากสายตาของฝ่ายค้านเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาๆ มักเห็นแต่หลักฐานตัดแปะจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนบ้าง หรือไม่ก็ข้อมูลที่มโนเอาเองบ้าง” นายธนกร กล่าว

ธนกร วังบุญคงชนะ,พรรคภูมิใจไทย,ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ,พรรคประชาชน,

จุลพันธ์ เฟิร์ม วงดินเนอร์หม่ำข้าวแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล 6 ก.ย. ไร้คุยปรับ ครม.-ไม่มีเตรียมรับศึกซักฟอก

2 กันยายน 2569 เวลา 13:39 น.

2 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะเปิดบ้านพักส่วนตัว นัดแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ในวันที่ 6 ก.ย. เพื่อเลี้ยงอาหาร จะมีการหารือเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ ว่า ไม่มี เราเป็นรัฐบาลร่วมกัน รัฐบาลเดียวกันทำงานเพื่อประชาชน ส่วนเรื่องที่สื่อและสังคมเป็นห่วงเสถียรภาพภายในรัฐบาลนั้น ยืนยันไม่มี เพราะเราพูดคุยกันตลอด อย่างการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดสงขลา ก็ทำงานก็ทำงานและประชุมร่วมกัน การทำงานของเรามีการสอดประสานกัน

ส่วนนัดกินข้าวก็เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคน ได้นั่งพูดคุยกันในบรรยากาศที่รีแล็กซ์ขึ้น ไม่ใช่การประชุมเพียงหน้างานเท่านั้น หรืออย่างรัฐมนตรีช่วยบางคนอาจจะไม่มีโอกาสไปพูดคุยกับนายกฯมากนัก ก็จะได้ไปเล่าหน้าเรื่องงานว่ามีอะไรที่ติดขัดบ้าง หรือขับเคลื่อนอะไรอยู่ เพื่อให้เดินหน้าได้อย่างราบรื่น

นายจุลพันธ์ ยังเปิดเผยอีกว่า การนัดรับประทานอาหารครั้งนี้ยังได้เชิญฝ่ายสภาด้วย เพราะการเป็นรัฐบาลไม่ได้กำหนดเฉพาะในส่วนของ ครม. แต่ยังมีการทำงานในสภา ก็จะได้พูดคุยถึงประเด็นปัญหาและข้อหารือต่างๆ ให้ครบถ้วย เพื่อให้การทำงานราบรื่นกว่าเก่า

เมื่อถามว่า สาเหตุที่เชิญฝ่ายสภาร่วมรับประทานอาหารด้วยเพื่อเตรียมรับศึกซักฟอกหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้เตรียม อย่างตนก็ไม่ได้เตรียมอะไร ขึ้นอยู่กับฝ่ายค้านที่จะซักถามข้อสงสัยเราก็ยินดีที่จะตอบอยู่แล้ว ส่วนสาเหตุที่ต้องเชิญฝ่ายสภาไปด้วยนั้น การทำงานในส่วนของรัฐบาล สภาก็ต้องขับเคลื่อนเพราะกฎหมายต้องส่งเข้าสภา

เมื่อถามว่า เรื่องฮั้ว สว. อาจจะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก จะวางบทบาทของพรรคเพื่อไทยอย่างไร ในฐานนะที่เคยผลักดันและขับเคลื่อนเรื่องนี้ในสมัยเป็นแกนรัฐบาล แต่วันนี้เป็นร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในฐานะรัฐมนตรีก็เป็นบทบาทหนึ่งในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และตนก็มีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ซึ่ง สส. มีหน้าที่ในการตรวจสอบและกำกับการทำงานของรัฐ ดังนั้นการรับฟังข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ และจึงมาตัดสินใจว่าเราจะเดินหน้าอย่างไรมีข้อมูลใหม่หรือไม่มีอะไรที่ฟังได้หรือฟังไม่ได้ ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการตามขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตย

“ส่วนกรณีฮั้ว สว. พรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นแกนนำรัฐบาลขับเคลื่อนเรื่องนี้ และเราก็เดินไปจนสุดทางแล้ว ส่งไปต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยว องค์กรอิสระ เราต้องเชื่อมั่นในกลไกการตรวจสอบ วันนี้ไม่ได้อยู่ในมือ ของพรรคเพื่อไทยหรืออยู่ในมือของ สส. การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นไปตามกระบวนการขั้นตอน แต่กระบวนการตรวจสอบมีองค์กรและหน่วยงานดำเนินการอยู่ ต้องให้เขามีอิสระ ส่วนผลจะเป็นอย่างไร หากออกมาเป็นคุณแล้วจะออกมาบอกว่าเห็นด้วย แต่พอไม่เป็นคุณแล้วก็ออกมาบอกว่าไม่ถูกต้อง ถ้าเราพูดอย่างนี้ บ้านเมืองมันเดินไม่ได้ เราก็ต้องยึดมั่นในกรอบและกระบวน ผลออกมาอย่างไร ก็ต้องยอมรับและเดินหน้าต่อ”

เมื่อถามว่า การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยจะส่งผลต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนหรือไม่ เนื่องจากถูกมองว่า พรรคเพื่อไทยน่าจะมีข้อมูลเรื่อง ฮั้ว สว.ในระดับหนึ่ง นายจุลพันธ์ ตอบกลับทันทีว่า “พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีข้อมูลอะไรเป็นพิเศษ” พรรคเพื่อไทยดำเนินการตามหน้าที่รับผิดชอบ ขั้นตอนทั้งหมดมันผ่านไปแล้ว และ ข้อมูลทั้งหมดก็อยู่ในขบวนการของหน่วยงานที่ตรวจสอบทั้งหมด ไม่ได้มีอะไรพิเศษเพิ่มเติม หรือมีข้อมูลลับที่ยังไม่ได้เปิดเผย เพราะทุกอย่างส่งดำเนินการไปหมดแล้ว ต้องปล่อยให้กระบวนการเดินหน้าต่อ

ส่วนที่มีเสียงเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยยกมือไม่ไว้วางใจไว้วาง หากรัฐบาลถูกซักฟอกเครื่องนี้ นายจุลพันธ์ ระบุว่า ใครเรียกร้องอะไรเราก็รับฟังทุกฝ่าย แต่ยังไม่มีคนมาพูดกับตนในประเด็นนี้

เมื่อถามว่าการลงมติของพรรคเพื่อไทย จะต้องยึดมติพรรคหรือให้ เป็นเอกสิทธิ์ของ สส. นายจุลพันธ์ กล่าวว่ายังไม่มีการกำหนด แต่คิดว่าไม่น่ามีอะไร เพราะในพรรคก็มีการพูดคุยกันและอยู่ในหลักการของพรรค คงไม่มีเสียงแตก เราทำงานเป็นทีม อยู่ในเส้นเดียวกัน

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยมีการพูดคุยเรื่องการปรับรัฐมนตรี ในส่วนของพรรคหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ยังไม่มี เพราะหากติดตามการทำงานรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ตนเชื่อมั่นว่า พยายามทำงานอย่างเต็มที่และสามารถที่จะส่งมอบนโยบายให้กับประชาชน มองว่ารัฐมนตรีของพรรคทำงานอยู่ในเกณฑ์บรรลุเป้าหมาย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงต้น เท่านั้นเป็นรัฐบาลมา 4 เดือนเท่านั้น ต้องให้เวลาในการพิสูจน์ตนเองและผลงาน ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาและตอบโจทย์ประชาชนได้หรือไม่

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์,พรรคเพื่อไทย,แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล,ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล,พรรคร่วมรัฐบาล,

ชัชชาติแจงด่วน ระงับใบอนุญาตรายใหม่ ปมดาต้าเซ็นเตอร์ ย้ำชัดน้ำ-ไฟไม่กระทบคนกรุง

2 กันยายน 2569 เวลา 13:58 น.

วันที่ 2 ก.ย.69 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยอนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) และนายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ร่วมแถลงข่าวกรณีพบดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพมหานคร โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีการกักตุนน้ำมันเป็นจำนวนมาก

สั่งระงับใบอนุญาตใหม่ เร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์

นายชัชชาติ เปิดเผยว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเรื่องกังวลของกรุงเทพมหานคร และเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลดำเนินการแล้ว กรุงเทพมหานครไม่ได้นิ่งนอนใจได้รับแจ้งตั้งแต่มีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ข้างโรงพยาบาลพระราม 9 แล้ว และมีการสั่งไม่ให้ใบอนุญาตเพิ่มเติมตั้งแต่ 3 สัปดาห์ก่อน ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง และกรมธุรกิจพลังงาน ก็ยังไม่มีการอนุญาตเพิ่มเติมให้มีการสำรองคลังน้ำมัน ตอนนี้ทุก อย่างไม่มีการออกใบอนุญาตเพิ่มเติม

สำหรับ ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นศูนย์รวมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลและประมวลผล มีมานานแล้วเป็นระบบที่ให้บริการคลาว์ ซึ่งเป็นบริการภายในของบริษัท ที่บอกว่าในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์ 30-40 แห่ง มีมานานแล้ว แต่ช่วงหลังเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนไป มีดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะมีขนาดใหญ่เพื่อให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์กับหน่วยงานอื่น ที่ผ่านมา เรามีดาต้าเซ็นเตอร์ที่มาขออนุญาตกับกรุงเทพมหานครตั้งแต่ ปี 64-65 จำนวน 6 แห่ง ได้รับใบอนุญาตแล้ว 3 แห่ง อีก 3 แห่ง ให้หยุดและทบทวนตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน

เตรียมทบทวนข้อกฎหมาย ผังเมือง และการทำ EIA

ทั้งนี้ ข้อกังวลของ กทม. ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่มีนิยามในกฎหมาย ดังนั้นการขออนุญาตจะเป็นการขออนุญาตจัดตั้งคลังสินค้า ผังเมืองก็ยังไม่ได้อยู่ในข้อที่ต้องทำ EIA ไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงต้องมีการทบทวนรายละเอียดเพื่อมีคำนิยามใหม่ ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศคำนิยามของดาต้าเซ็นเตอร์มาแล้วในเดือน ส.ค.69 เชื่อว่าจะมีกระบวนการทบทวนรายละเอียดทั้งเรื่องผังเมือง หรือการทำ EIA เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันมากขึ้น ขณะที่การใช้ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์มีขนาดแตกต่างกัน โดยในกรุงเทพมหานคร จะมีขนาด 20 เมกะวัตต์ ส่วนต่างจังหวัดอาจจะมีขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์

ยืนยันไม่กระทบการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาของประชาชน

นายเกษม ในฐานะผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง ชี้แจงว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งที่เป็นข่าวอยู่ระดับแค่ 20 เมกะวัตต์ ใช้จริง 8 เมกะวัตต์ ปกติเราจะจ่ายไฟแยกโดยไม่กระทบกับประชาชน โดยพื้นที่ที่มาขอใช้ไฟฟ้าก็เป็นพื้นที่ที่การไฟฟ้านครหลวงสามารถจ่ายไฟได้ หากเทียบกับการใช้ไฟพื้นฐานของธุรกิจขนาดใหญ่ถือว่าน้อยมาก ยกตัวอย่างห้างสรรพสินค้าจะใช้ไฟขนาดใหญ่กว่านี้มาก หรือโครงการใหญ่ๆก็จะใช้ไฟมากกว่า 100 เมกะวัตต์ ยืนยันว่าการขอใช้ไฟได้รับมาตรฐานและปลอดภัย

นายชัชชาติ กล่าวยืนยันว่าไม่มีผลกระทบกับการใช้ไฟของคนกรุงเทพฯ แต่ต้องคอยติดตามต่อไป นอกจากนี้ มีเรื่องน้ำ ดาต้าเซ็นเตอร์จะมีการผลิตความร้อน ต้องมีน้ำใช้ระบบหล่อเย็น ในเรื่องนี้

รองผู้ว่าการการประปานครหลวง ชี้แจงว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ปัจจุบันรายที่ใหญ่ ๆ มีการใช้น้ำเฉลี่ยรายเดือนอยู่ประมาณ 7,800 ลบ.ม.ต่อเดือน เทียบกับโรงบาลขนาดใหญ่ จะใช้น้ำ 20,000 ลบ.ม.ต่อเดือน ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 30,000-40,000 ลบ.ม.ต่อเดือน ปัจจุบันยังไม่ได้รับผลกระทบต่อการให้บริการน้ำประปา ในอนาคตเราพร้อมสนับสนุนการจัดคัดกรองการทำงานดาต้าเซ็นเตอร์ของกระทรวงพลังงาน และกรุงเทพมหานคร เราจะพยามให้ผลกระทบไม่เกิดขึ้นหรือน้อยที่สุด

นายชัชชาติ กล่าวในส่วนเรื่องน้ำเสียด้วยว่า ลักษณะของการใช้น้ำจะเป็นน้ำหล่อเย็น ไม่ได้เกิดมลพิษ พยายามนำกลับมาน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนหนึ่งระเหยกลายเป็นไอ ยังไม่มีการปล่อยน้ำเสียแต่ต้องตามต่อไป ว่ามีการปล่อยน้ำอุณหภูมิสูงในคูคลองหรือไม่ หากอยู่ใน EIA ก็จะทำให้เราติดตามได้มากขึ้น

คุมเข้มการสำรองน้ำมัน หากฝ่าฝืนมีโทษเด็ดขาด

ส่วนเรื่องการสะสมน้ำมัน ข้อกำหนดของดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีไฟสำรอง 48 ชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อกำหนดสากล ตามกฎหมายเป็นเรื่องของกรมธุรกิจพลังงานระบุว่า หากสะสมใช้ภายใน สะสมได้ไม่เกิน 500,000 ลิตร ไม่เช่นนั้นจะติดเรื่องผังเมือง

เลขาฯ รมว.กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เกิดมานานแล้วตั้งแต่ปี 63 ที่มีการขอติดตั้งถังน้ำมันเพื่อสำรองไฟฉุกเฉิน เมื่อมีเหตุไฟดับไฟตกถึงจะมีการเปิดเครื่องปั่นไฟ แต่โดยหลักการนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สั่งการว่า การขออนุญาตใหม่จะไม่อนุญาต ใครจะมาขอตั้งดาต้าเซ็นเตอร์หรือคลังสำรองน้ำมัน ขอให้หยุดไว้ก่อน เพราะเรากำลังมีบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาการใช้น้ำ ไฟ และผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม

ขอยืนยันว่ากระทรวงพลังงานจะหยุดการอนุญาตไปก่อน ส่วนที่มีการอนุญาตไปแล้ว หลายคนเข้าใจผิดและคลาดเคลื่อนในส่วนข้อมูลว่า รามคำแหง 28 มีการเก็บน้ำมันถึง 400,000 ลิตร แต่ข้อเท็จจริง ซึ่งตามใบอนุญาต ขออนุญาตไปเพียง 200,000 ลิตร ดังนั้นหากมีการเก็บน้ำมันเกิน เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีถือเป็นการลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9 กทม. และกรมธุรกิจพลังงาน ยังไม่อนุญาตให้กักเก็บน้ำมันก็จะดำเนินคดีเช่นกัน

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่ดีที่กรมธุรกิจพลังงานมีการกำหนดการกักเก็บน้ำมันขั้นสูงไว้ เป็นการกำหนดขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์กลาย ๆ อนาคตอาจจะมีการปรับก็แล้วแต่กรมธุรกิจพลังงานจะดูความเหมาะสม เป็นสิ่งที่กำหนดว่าเหตุใดดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีขนาดใหญ่ไม่ได้ เพราะไม่สามารถกักเก็บน้ำมันได้เกินกฎหมายกำหนด

“ที่ผ่านมาพยายามปฏิบัติตามกฎหมายทุกข้อ ไม่ได้มีการหลีกเลี่ยงหรือช่วยใคร แต่บางประเด็นอาจจะไม่ทันสมัย เพราะดาต้าเซ็นเตอร์พึ่งมาเป็นสแตนด์อโลนขนาดใหญ่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ดีที่รัฐบาลได้มีการกำหนดคำนิยามของดาต้าเซ็นเตอร์ไว้ ทำให้ทุกหน่วยงานได้กำหนดคำนิยามรวม ไปดูเรื่องผังเมือง การควบคุมอาคาร ไฟฟ้า และน้ำได้”

ส่วนที่ผ่านมามีข้อกังวลข้อร้องเรียนเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9 เนื่องจากอยู่ใกล้โรงพยาบาล และอีกแห่งหนึ่งมีการร้องเรียนขณะทดสอบที่ปั่นไฟฉุกเฉินในช่วงเวลากลางคืนเพราะเสียงดัง รบกวนประชาชนที่หลับอยู่ เมื่อทดสอบตอนกลางวันก็ไม่มีคนร้องเรียน

ไขข้อสงสัย ทำไมต้องตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางเมือง?

ผู้สื่อข่าวถามถึงความจำเป็นที่ต้องมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ใจกลางเมืองและแหล่งชุมชน นายชัชชาติ กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีหลายรูปแบบ ในเมืองมีข้อดีคือ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เช่น ไฟเบอร์ออฟติก สาเหตุที่พระราม 9 เพราะมีไฟเบอร์ออฟติกเยอะเกี่ยวข้องกับความหน่วง (Latency) การที่อยู่ใกล้แหล่งข้อมูลทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ในกรุงเทพฯยังมีความเสถียรเรื่องระบบไฟ มีโครงสร้างพื้นฐาน มีบุคลากรที่มีคุณภาพอยู่ใกล้ ๆ ก็สามารถให้บริการได้ถือเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่ง เกตเวย์ของอินเทอร์เน็ตทั่วโลกมาเชื่อมที่กรุงเทพมหานคร ทำให้การเชื่อมโยงง่ายขึ้นคงมีปัจจัยที่ทางธุรกิจเลือกด้วย

นายชัชชาติ ยืนยันว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ไม่ได้ขออนุญาตต่างหาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอาคารอยู่ในกระบวนการ EIA เราไม่ได้มีการขอข้อมูลนี้แยกต่างหาก ปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ 30-40 แห่งที่เปิดมา 10 กว่าปี แต่การขอตั้งแบบสแตนด์อโลนขนาดใหญ่ มีประมาณ 6 แห่ง

ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ใช้เพื่อประกอบข่าวเพียงเท่านั้น

ย้ำมาตรฐานความปลอดภัย ลักลอบกักตุนน้ำมันเจอโทษหนัก

ในส่วนข้อกังวลเรื่องน้ำมัน นายชัชชาติกล่าวว่า จะต้องดูเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ตัวกฎหมายกำหนดไว้ให้สะสมน้ำมันได้ไม่เกิน 500,000 ลิตร ต้องมั่นใจว่ามาตรฐานนี้สามารถดูแลได้เข้มข้นเหมือนกับที่มีการตั้งปั๊มน้ำมันในชุมชนก็สะสมน้ำมันเป็นแสนลิตร เชื่อว่าจะมีมาตรฐานที่ทำให้หน่วยราชการมั่นใจได้ว่า มีความปลอดภัย คงต้องฝากกระทรวงพลังงานให้ตรวจสอบเข้มข้นให้ประชาชนไว้ใจได้ ตราบใดที่ประชาชนยังไม่สบายใจก็ต้องเอาให้ประชาชนมั่นใจให้ได้ ส่วนเรื่องกลิ่นต้องไปดูว่ามาจากไหน ก็ต้องฝากกระทรวงพลังงานดำเนินการต่อ

นางสาวฐิติภัสร์ ยืนยันว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9 ได้รับอนุญาตให้กักเก็บน้ำมัน หากพบลักลอบประกอบกิจการ เจ้าหน้าที่ของกรมธุรกิจพลังงานจะดำเนินคดีอย่างสูงสุดโทษ จำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท พร้อมทั้งจะสแกนปูพรมตรวจทุกพื้นที่ โดยจะบูรณาการกับกรุงเทพมหานคร ในฐานะหน่วยงานในท้องที่เพื่อบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน

นายชัชชาติ กล่าวถึงกรณีดาต้าเซ็นเตอร์ที่รามคำแหง 28 ด้วยว่า ขออนุญาตในการกักเก็บน้ำมัน 200,000 ลิตร ส่วน 400,000 ลิตรที่เป็นข่าว เข้าใจว่าจะเป็นฟูลเฟสในอนาคตยังไม่ได้รับใบอนุญาต สำหรับที่เก็บน้ำมันในกรุงเทพฯ ไม่รวมดาต้าเซ็นเตอร์ มีอยู่ประมาณ 56 แห่ง ซึ่งจะต้องมีการตรวจให้เข้มข้น เพราะเป็นลักษณะการสะสมน้ำมัน ไม่ได้ใช้จำหน่าย แต่ใช้เพื่อกิจการของตนเอง

เดินหน้าจัดโซนนิ่ง และการทำงานร่วมกันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

ในส่วนของโซนนิ่งไม่ได้มีข้อจำกัด แต่หากคุยกับผังเมืองแล้วมีส่วนไหนที่ห้ามทำสามารถเพิ่มได้เลย ตอนนี้กำลังทบทวนเรื่องผังเมืองเป็นโอกาสที่ดีที่จะเพิ่มนิยามใหม่ อย่างไรก็ตามวันที่ 4 ก.ย.นี้ เวลา 08.30 น. ตนเองจะเข้าร่วมประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ร่วมกับนายเอกนัฏ เชื่อว่ารัฐบาลคงมีมาตรการออกมาเพื่อจะทำให้ชัดเจน ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีแต่ต้องเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของเมืองและประชาชน ถ้าไม่เหมาะสมต้องไปอยู่ที่อื่นที่ไม่สร้างความเดือดร้อน ปัจจุบันต้องดูระเบียบให้อัปเดตและทันสมัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องผังเมืองกับดาต้าเซ็นเตอร์ต้องดูว่ามีผลกระทบอย่างไร ต้องมองไปถึงอนาคต สร้างไปแล้วสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนสามารถใช้กฎหมายอื่นไปดำเนินการได้ ผังเมืองไม่น่าใช้เวลานาน หากออกเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นแนวทางปฏิบัติได้

ส่วนที่มีการตั้งคลังสินค้าโดยไม่ต้องมี EIA ไม่ใช่เป็นการเลี่ยง แต่เขาปฏิบัติตามคำนิยามที่มี เราทำหน้าที่ต้องทำตามข้อกฎหมายที่มี เราเห็นปัญหาเราต้องรีบแก้ ยอมรับว่ากฎหมายมีช่องโหว่อยู่ จะเป็นออฟฟิศก็ไม่ใช่เพราะไม่มีคนทำงาน เป็นเวลาที่ดีมองไปในอนาคตว่าจะปรับมาตรฐานให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทโลกมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถาม ระหว่างนี้หากเกิดเหตุฉุกเฉินใครจะรับผิดชอบ นายชัชชาติ กล่าวว่า หากกรมธุรกิจพลังงานไปดูคลังน้ำมันมีปัญหาก็ต้องหยุด การใช้ไฟฟ้าหากมีผลต่อประชาชนการไฟฟ้านครหลวงต้องสั่งหยุด หากปล่อยน้ำเสียการประปานครหลวงก็ต้องสั่งให้หยุด หากก่อสร้างผิดกฎหมายกรุงเทพมหานครก็ต้องดู ขณะนี้ต่างคนต่างทำ แต่ละคนปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เชื่อว่าอนาคตจะมีการรวมศูนย์เพื่อทำในภาพรวมมากยิ่งขึ้น และต้องดูความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในแต่ละส่วน ยืนยันว่าในแต่ละส่วนไม่ได้ถูกละเลย อนาคตอาจจะมีการเพิ่มการทำ EIA หรือศึกษาบทเรียนจากที่อื่น เชื่อว่าเป็นบทเรียนเชิงบวก

เมื่อถามว่าที่มีคนถามว่ายังไม่มีกฎระเบียบ แต่ทำไมมีการสร้างไปแล้ว นายชัชชาติ กล่าวว่า กฎแต่ไม่ครอบคลุม ไม่ได้พูดถึงดาต้าเซ็นเตอร์ชัดเจนจึงเป็นจุดที่ต้องปรับให้ดีขึ้น ดังนั้นแต่ละหน่วยงานต้องคาดการณ์อนาคตให้ชัดเจนมากขึ้น สำหรับสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดที่จะทำให้ประชาชนไม่กังวลคือ ชะลอทุกอย่างในกระบวนการ และให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบเข้มข้น หากประชาชนมีข้อกังวล ขอให้แจ้งมา เราจะเข้าไปดูแลเหตุเดือดร้อนรำคาญ กลิ่นน้ำมันหรือความร้อนที่เพิ่มขึ้น

กทม.ชัชชาติดาต้าเซ็นเตอร์

ภราดร คำนับ ขอบคุณ 4 รอบ หลัง เท้ง ขู่ อนุทิน เสนอเป็นนายกฯได้ ก็เอาลงได้เหมือนกัน

2 กันยายน 2569 เวลา 13:32 น.

2 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ฝ่ายรัฐบาลยินดีหากฝ่ายค้านจะเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถือเป็นอำนาจโดยชอบของฝ่ายค้าน และเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ ซักถาม หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามกระบวนการของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ขัดข้อง และยินดีให้ฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างเต็มที่ ส่วนกรอบเวลาการอภิปราย ขณะนี้ยังไม่ทราบความชัดเจนว่าจะเป็นช่วงใด แต่รัฐบาลยังยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และพร้อมตอบข้อซักถาม รวมถึงข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกขึ้นมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เมื่อถามว่า จะมีการเตรียมตัวเป็นพิเศษหรือไม่ เนื่องจากอาจถูกฝ่ายค้านอภิปรายในประเด็นใด นายภราดร กล่าวว่า ต้องรอดูญัตติที่ฝ่ายค้านจะยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อน เมื่อมีการยื่นญัตติแล้วจึงจะทราบว่าโจทย์หรือประเด็นที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายคืออะไร แต่รัฐบาลมั่นใจว่าสามารถชี้แจงได้ในทุกประเด็น และที่ผ่านมารัฐบาลเชื่อว่าไม่ได้ดำเนินการใดที่ผิดกฎหมาย หรือกระทำการที่เข้าข่ายทุจริตประพฤติมิชอบ

นายภราดร กล่าวว่า ส่วนข้อสังเกตที่ฝ่ายค้านอาจตั้งธงที่จะล้มรัฐบาลให้ได้นั้น เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับข้อมูลและหลักฐาน รวมถึงการชี้แจงของรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย หากฝ่ายค้านมีหลักฐานชัดเจนและรัฐมนตรีไม่สามารถชี้แจงได้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะเป็นผู้ตัดสินใจทางการเมือง โดยที่ผ่านมาการอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้ง ทั้งสองฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย

เมื่อถามถึง กรณีที่ฝ่ายค้านอาจเน้นอภิปรายพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้ว สว. นายภราดร กล่าวว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และหัวหน้าพรรคได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสมาชิกพรรคทุกคน ขอให้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว เพราะเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย โดยพรรคได้ยืนยันเรื่องนี้เป็นพิเศษตั้งแต่ช่วงที่มีการรณรงค์ให้มีการเลือกตั้ง สว. และได้ออกหนังสือถึงสมาชิกทุกคน ห้ามเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด ส่วนหากฝ่ายค้านนำประเด็นคดีฮั้ว สว. มาเป็นหนึ่งในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะถือเป็นญัตติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ต้องรอดูว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติในรูปแบบใด และมีรายละเอียดอย่างไร ซึ่งรัฐบาลพร้อมตอบข้อกล่าวหาตามกระบวนการ

เมื่อถามว่า ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กรณีเกี่ยวข้องกับผู้สมัคร สว. จำนวน 229 คน ซึ่งมีกรรมการบริหารพรรคและรัฐมนตรีหลายคนอยู่ในรายชื่อ นายภราดร ย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่เคยเข้าไปแทรกแซง และจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หาก กกต. มีคำวินิจฉัยหรือมีแนวทางดำเนินการอย่างไร พรรคก็พร้อมปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรม และไม่จำเป็นต้องไปต่อสู้กันนอกเหนือจากกระบวนการของศาล เพราะมั่นใจว่าสิ่งที่พรรคได้หารือและมีการออกเป็นหนังสือแจ้งสมาชิกนั้น มีความชัดเจนว่าพรรคและสมาชิกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า หากที่ผ่านมาเคยเสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ก็สามารถเสนอให้ลงจากตำแหน่งนายกฯ ได้เช่นเดียวกัน โดย นายภราดร โค้งคำนับ พร้อมตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ขอบคุณมากครับ ขอบคุณๆ และขอบคุณ”

ฝ่ายค้านพรรคภูมิใจไทยภราดรปริศนานันทกุลรัฐบาลอภิปรายไม่ไว้วางใจ