‘พิธา’ไม่กังวล‘เรืองไกร’ร้องยุบพรรคก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568180

31 ม.ค. 2567

‘พิธา’ไม่กังวล‘เรืองไกร’ร้องยุบพรรคก้าวไกล

ด้อมส้มให้กำลังใจ ‘พิธา’ เจ้าตัวไม่กังวล บอกกำลังใจยังดี รอดูคำร้อง ‘เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ’ ขอกกต. ยุบพรรคก้าวไกล

ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า นโยบายการหาเสียงของพรรคก้าวไกล ที่ให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และให้หยุดการกระทำ

เวลา 17.50 น. ที่ห้องโถงรัฐสภา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ลงพบปะกับมวลชนที่เดินทางมาให้กำลังใจภายหลังศาล โดยมวลชนต่างตะโกนว่า  “นายกพิธา นายกในดวงใจของประชาชน” “ไม่ว่าเขาจะแขวนไว้ตรงไหนเราจะยังรักและศรัทธาคุณ” พร้อมทั้งเข้าสวมกอดให้กำลังใจ หอมแก้ม และขอลายเซ็น ถ่ายรูปกับนายพิธา

นายพิธา กล่าวว่า วันนี้อยากมาขอบคุณทุกคนทราบว่าประชาชนเดินทางมาจากหลายจังหวัด วันนี้สติดี และกำลังใจยังดี มีสมาธิในการแก้ไขปัญหา ถ้ามีสถานการณ์อะไรมาก็ค่อยๆแก้กันไป ถ้าไม่มีสติแล้วกังวลใจมากเกินไปก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ขอให้ไม่ต้องกังวลใจอะไร

“ไม่ได้กังวลใจที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ จะไปยื่นร้องกับ กกต. และต้องดูคำร้องก่อน”นายพิธากล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 ก.พ.67 เวลา 10.00 น. นายเรืองไกร จะเดินทางไปที่ กกต. เพื่อยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคก้าวไกล

ศาลรัฐธรรมนูญ เตือนวิจารณ์คำวินิจฉัย ‘พิธา-ก้าวไกล’ เสี่ยงโทษทั้งจำ-ปรับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568174

31 ม.ค. 2567

ศาลรัฐธรรมนูญ เตือนวิจารณ์คำวินิจฉัย 'พิธา-ก้าวไกล' เสี่ยงโทษทั้งจำ-ปรับ

ศาลรัฐธรรมนูญ เตือนประชาชน วิจารณ์-เสียดสีคำวินิจฉัยศาลฯ แสดงความอาฆาตมาตร้าย ระวังโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท รวมถึงโทษจำคุก

นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเสียงเอกฉันท์ให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ครั้งดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคฯ รวมไปถึงพรรคก้าวไกล เลิกการกระทำ การแสดงความคิดเห็น และการสื่อความหมายอื่น ๆ อันเป็นการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และห้ามมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เพราะเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขว่า

“คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่ขอให้ตระหนักว่า การวิจารณ์คำวินิจฉัยโดยไม่สุจริต และใช้ถ้อยหยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาตร้าย จะมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดด้วยวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ มีโทษตั้งแต่การตักเตือน, ปรับไม่เกิน 50,000 บาท รวมถึงโทษจำคุก”

แฮชแท็ก #ศาลรัฐธรรมนูญ พุ่งอันดับ 1 หลังมีคำวินิจฉัย “พิธา-ก้าวไกล” ไม่รอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568166

31 ม.ค. 2567

แฮชแท็ก #ศาลรัฐธรรมนูญ พุ่งอันดับ 1 หลังมีคำวินิจฉัย “พิธา-ก้าวไกล” ไม่รอด

แฮชแท็ก #ศาลรัฐธรรมนูญ พุ่งติดเทรนด์อันดับ 1 ในทวิตเตอร์ (x) หลังมีคำวินิจฉัย นโยบายหาเสียงแก้ ม.112 ของพรรคก้าวไกล ล้มล้างการปกครอง พร้อมสั่งให้ “พิธา-ก้าวไกล” ห้ามพูด-เขียน-พิมพ์ และไม่ให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ในอนาคต

กลายเป็นคดีระดับชาติ เมื่อนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ว่า การกระทำของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการไต่สวนพยานบุคคล โดยมีผลการพิจารณาว่า ดังนี้ ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยาน รวม 2 ปาก คือ นายพิธา และนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล โดยตอบข้อซักถามของศาลและของคู่กรณี คดีเป็นอันเสร็จการไต่สวน ศาลนัดแถลงการณ์ด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือ และลงมติในวันพุธที่ 31 มกราคม 2567 เวลา 09.30 น. กับนัดฟังคำวินิจฉัย เวลา 14.00 น.

ล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 31 ม.ค. 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญ ได้อ่านคำวินิจฉัยคดี “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์-พรรคก้าวไกล” ล้มล้างการปกครองหรือไม่ หลังเสนอยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย นโยบายหาเสียงแก้ มาตรา112 ของพรรคก้าวไกล ล้มล้างการปกครอง พร้อมสั่งให้ พิธา-ก้าวไกล ห้ามพูด-เขียน-พิมพ์ และไม่ให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ในอนาคตอีกด้วย

ทำให้แฮชแท็ก #ศาลรัฐธรรมนูญ พุ่งติดเทรนด์อันดับ 1 ในทวิตเตอร์ (x) หลังมีคำวินิจฉัย นโยบายหาเสียงแก้ ม.112

แฮชแท็ก #ศาลรัฐธรรมนูญ พุ่งอันดับ 1 หลังมีคำวินิจฉัย “พิธา-ก้าวไกล” ไม่รอด

เชื้อล้มล้าง ‘พิธา-ก้าวไกล’ สารตั้งต้น ‘ยุบพรรค’ ตัดสิทธิการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568165

31 ม.ค. 2567

เชื้อล้มล้าง ‘พิธา-ก้าวไกล’ สารตั้งต้น ‘ยุบพรรค’ ตัดสิทธิการเมือง

มติเอกฉันท์ศาลรัฐธรรมนูญฟัน พิธา-ก้าวไกล พฤติการณ์ล้มล้างการปกครอง สารตั้งสู่คดียุบพรรค และผิดจริยธรรมตัดสิทธิทางการเมือง

ฉากทัศน์อันตราย พิธา-ก้าวไกล เผชิญวิบากยุบพรรค และตัดสิทธิทางการเมือง หลังศาลชี้มีพฤติการณ์เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง


ไฟต์บังคับผู้ถืออำนาจ เหตุก้าวไกลซ่อนกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน แม้จะมีบทเรียนอนาคตใหม่ ยิ่งตียิ่งโต แต่กลุ่มอนุรักษนิยม ก็ถอยไม่ได้


ในที่สุด องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน ได้มีคำวินิจฉัยว่าการดำเนินการของพรรคก้าวไกล ทั้งยื่นเสนอกฎหมายแก้ไข ม.112 และรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งชูนโยบายแก้ไข ม.112 ว่า เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครอง และสั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้งสองเลิกกระทำ การพูด การเขียน การแสดงออกวิธีอื่นให้ยกเลิก ม.112 และไม่ให้แก้ไข ม.112 ที่ไม่ใช่กระบวนการนิติบัญญัติโดยชอบ
 

สรุปว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการดำเนินการของพรรคก้าวไกล เป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ หรือล้มล้างการปกครอง  ซึ่งขัดบท บัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง พร้อมสั่งพรรคก้าวไกลหยุดการกระทำดังกล่าว


ในมุมนักกฎหมายมหาชน พรรคก้าวไกล ยังมีอีกวิบากการเมืองที่รออยู่เบื้องหน้าอีก 2 ด่าน 


ด่านแรก ‘คดียุบพรรค’ ซึ่ง ธีรยุทธ สุวรรณเกสร ทนายความ ในฐานะผู้ร้องในคดีนี้ ยื่นคำร้องรอไว้แล้วที่ กกต.


ด่านที่สอง ‘คดีจริยธรรมร้ายแรง’ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 โดยคดีนี้จะเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่จะเป็นผู้พิจารณา หากมีความผิดก็จะส่งศาลฎีกาพิจารณาความผิดต่อไป

ฉากทัศน์ยุบพรรค
เมื่อมติที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พฤติการณ์ของพิธาและพรรคก้าวไกลในเรื่องการแก้ไข 112 เข้าข่ายเป็นการกลั่นเซาะ บ่อนทำลาย เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ


พรรคก้าวไกล ก็ต้องเผชิญกับวิบากกรรมทางการเมืองอีก 2 คดีที่ส่งสัญญาณอันตรายแก่พรรค และ สส.จำนวนหนึ่ง


1.คดียุบพรรค ฝ่ายตรงข้ามพรรคก้าวไกล จะไปยื่นต่อ กกต. เพื่อให้ กกต.ส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 92 (2) ที่บัญญัติว่า 


“หากพรรคการเมืองใดกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ ให้กกต.ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรคและและเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค”


สำหรับคดีล้มล้างการปกครองที่อาจนำไปสู่การยื่นยุบพรรคก้าวไกล อาจเทียบเคียงกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีอื่นๆ 


เช่นคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ กรณีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 โดยคำวินิจฉัยตอนหนึ่งระบุว่า


“สภาพการณ์เช่นนี้ ย่อมมีผลให้หลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิป ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงราชย์ แต่มิได้ทรงปกครอง ย่อมถูกเซาะกร่อนบ่อนทำลายให้เสื่อมทรามไปโดยปริยาย”


หรือคำวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเสนอการปฏิรูปสถาบันฯ 10 ข้อ ในการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2563  ศาลวินิจฉัยว่า


“การแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าว จะส่งผลให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในสถานะที่เคารพสักการะ อันนำไปสู่การสร้างความปั่นป่วนและกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพที่เกินความพอเหมาะเกินควร โดยมีผลทำให้กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ”

ฉากทัศน์ผิดจริยธรรมร้ายแรง
2.คดีผิดจริยธรรมร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 วรรคสอง มาตรา 235 


ฝ่ายตรงข้ามพรรคก้าวไกล อาจจะมีการนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุถึงพฤติการณ์ของ สส.ก้าวไกล ว่า เซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ให้เอาผิดพิธา และ สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ว่า กระทำการขัดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 


เนื่องจากมีการเขียนไว้ในข้อ 5 ที่ระบุว่า ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และข้อ 6 ต้องพิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ 


เทียบเคียงคดีที่ พรรณิการ์ วานิช ถูกร้องกรณีโพสต์ข้อความพาดพิงสถาบันฯ ก่อนที่ ป.ป.ช. จะมีมติเอกฉันท์ชี้มูลเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2565 ว่า  ช่อ พรรณิการ์  ผิดจริยธรรมร้ายแรง ตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ 


จากนั้น ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกาวินิจฉัยคดีดังกล่าว กระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า พรรณิการ์ ผิดฐานฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงตามกฎหมาย โดยให้ถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกต่อไป

พิธา – ก้าวไกล อ่วม ศาลรธน.ชี้ หาเสียงแก้ ม.112 ล้มล้างการปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568161

31 ม.ค. 2567

พิธา - ก้าวไกล อ่วม ศาลรธน.ชี้ หาเสียงแก้ ม.112 ล้มล้างการปกครอง

พิธา – ก้าวไกล อ่วม ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้หาเสียงแก้กฎหมาย มาตรา 112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 31 ม.ค.67 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ในคดีที่นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 การกระทำของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 1 และ พรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 2 เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ… เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งและยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องยกเลิกการกระทำดังกล่าว

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกร้องใช้เสรีภาพเพื่อทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยซ่อนเร้นผ่านการเสนอ การแก้ไข มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายพรรค แม้เหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังคงดำเนินการให้ยกเลิกอย่างต่อเนื่อง เป็นขบวนการ ใช้หลายพฤติการณ์ประกอบกัน รณรงค์ จัดกิจกรรม สื่อออนไลน์ เสนอร่างสภาฯ หากยังปล่อยให้ผู้ถูกร้องกระทำต่อไป ย่อมไม่ไกลเกินเหตุ ล้มล้างการปกครอง การกระทำจึงเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

วินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้อง เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสั่งการให้เลิกการกระทำ เลิกแสดงความเห็น พูด เขียน พิมพ์ โฆษณา และ สื่อความหมายโดยวิธีอื่นเพื่อให้เลิก มาตรา 112 อีกทั้งไม่ให้แก้ มาตรา112 ด้วยวิธีการที่ไม่ใช่กระบวนการนิติบัญญัติโดยชอบที่ตามรัฐธรรมนูญ

‘ถ่ายทอดสด’ ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา ‘พิธา-ก้าวไกล’ ปมแก้ ม.112

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568126

31 ม.ค. 2567

'ถ่ายทอดสด' ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา 'พิธา-ก้าวไกล' ปมแก้ ม.112

ชม ‘ถ่ายทอดสด’ ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำพิพากษา ชี้ชะตา ‘พิธา-ก้าวไกล’ ปมหาเสียง แก้ ‘ม.112’ เข้าข่าย ล้มล้างการปกครอง หรือไม่

“ถ่ายทอดสด” การประชุมคณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือ ลงมติ และออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำวินิจฉัย คดี พิธา – ก้าวไกล ปมหาเสียงแก้ ม.112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ ในเวลา 14.00 น.

(31 ม.ค. 2567) เวลา 14.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญ นัดอ่านคำวินิจฉัย เรื่องพิจารณาที่ 18/2566 คดีกล่าวหา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล ที่เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่

“ถ่ายทอดสด” ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย “พิธา-ก้าวไกล” ปม ม.112

มีรายงานว่า นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ในฐานะผู้ร้อง จะเดินทางไปรับฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเอง ในเวลาประมาณ 13.30 น. ส่วนทางพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ถูกร้อง แจ้งว่า นายชัยธวัช ตุลาธน และ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะไม่ไปรับฟังคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากต้องปฎิบัติหน้าที่ที่สภาผู้แทนราษฎร

ท่าที ‘ธนาธร’ ก่อนศาล รธน. วินิจฉัย ‘พรรคก้าวไกล’ ล้มล้างการปกครองหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568143

31 ม.ค. 2567

ท่าที 'ธนาธร' ก่อนศาล รธน. วินิจฉัย 'พรรคก้าวไกล' ล้มล้างการปกครองหรือไม่

‘ธนาธร’ มั่นใจ ‘พรรคก้าวไกล’ ไม่ถูกยุบ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยล้มล้างการปกครองหรือไม่ ปัดเข้ามานั่งชุดทำงานกมธ. ปูทางกลับวงการการเมือง

ท่าทีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งวินิจฉัยจะวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 49 ว่า การกระทำของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขณะเป็น หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่

นายธนาธร กล่าวว่า ไม่ได้คาดหวังของคำวินิจฉัยว่าจะออกมาในทิศทางใด แต่เชื่อว่าพรรคก้าวไกลจะไม่ถูกยุบ นอกจากนี้อยากให้สังคมมาร่วมกันคิดและมองในหลักการถึงร่างกฎหมายแต่ละฉบับว่า กฎหมายร่างด้วยมือคน จะสามารถแก้ไขได้ เพราะเป็นหลักการขั้นพื้นฐาน หากแก้ไขไม่ได้ คงเป็นเรื่องที่ผิดปกติของประเทศนี้ 

ทั้งนี้นายธนาธรเข้ามานั่งเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพด้วย โดยระบุว่า เพื่อที่จะศึกษาว่ากองทัพมีการบริหารจัดการงบประมาณในแต่ละหน่วยงานอย่างไรบ้าง และงบประมาณไปอยู่ส่วนไหน รวมถึงศึกษาแนวทางการถ่ายโอนว่า ทรัพย์สินส่วนไหนที่จะสามารถเข้ามาอยู่ในส่วนของกระทรวงการคลังได้ เนื่องจากกองทัพไม่ได้มีภารกิจ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก อาทิ การบริหาร สนามกอล์ฟ โรงแรม ศูนย์ประชุม ซึ่งมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลักของกองทัพ จึงเห็นว่าควรจะพิจารณาว่ากองทัพควรถ่ายโอนการบริหารในส่วนนี้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวเพื่อที่จะสร้างรายได้เข้าประเทศ 

นายธนาธรมองว่า กองทัพหากไม่มีธุรกิจในส่วนนี้ในการบริหารงานภายในกองทัพก็สามารถของบประมาณเข้ามาบริหารจัดการเหมือนกับกระทรวงอื่นๆได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีกว่า ทำให้มีภาพลักษณ์เป็นกองทัพสมัยใหม่ 

ส่วนจะเป็นความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับการเมืองหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ในอดีตกองทัพก็ไม่มีงบประมาณและของบประมาณไม่ได้ กองทัพจึงนำทรัพย์สินบางส่วนไปบริหารเองเพื่อเป็นสวัสดิการของทหาร แต่ทุกวันนี้เวลาผ่านล่วงเลยมานาน หากกองทัพต้องการสวัสดิการก็ของบประมาณมาเหมือนกระทรวงฯ อื่นๆ ผ่านกลไกสภา และจุดสมดุลย์ก็คือการเข้ามาประชุมร่วมกันเพื่อเสนอแนะออกความคิดเห็น เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศ ซึ่งมั่นใจว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้น่าจะหาข้อสรุปร่วมกันได้

เมื่อถามว่ากาาเข้ามาในกรรมาธิการนี้จะ มีเป็นจุดเริ่มต้นกลับเข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่พรรคก้าวไกลเห็นว่า ตนเองติดตามเรื่องนี้มานานจึงอยากให้เข้ามานั่งในคณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งก็ยินดี

ลุ้นตัดสิน ‘พิธา-ก้าวไกล’หาเสียงแก้ไข ม.112 บ่ายนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568144

31 ม.ค. 2567

ลุ้นตัดสิน ‘พิธา-ก้าวไกล’หาเสียงแก้ไข ม.112 บ่ายนี้

ลุ้นคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ‘พิธา-พรรคก้าวไกล’ หาเสียงแก้ไข ม.112 บ่ายนี้ ด้านผู้ร้องแจง ไม่คิดไกลถึงขั้นยุบพรรค แค่อยากให้หยุดการกระทำ

เมื่อวันที่ 31 ม.ค.67 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 14.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เตรียมออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 1 และ พรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 2 ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ… เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งและยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดยขอให้ผู้ถูกร้องหยุดกระทำการดังกล่าว

โดยก่อนหน้านี้ นายธีรยุทธ ได้ยืนยันว่า การวินิจฉัยคดีในวันนี้ จะเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเอง พร้อมยืนยันว่า การยุบพรรค้าวไกล ไม่ใช่จุดประสงค์หลักของตน แต่ต้องการให้พรรคก้าวไกล หยุดการกระทำดังกล่าว เพราะการดำเนินนโยบายนี้ เป็นช่องให้บางฝ่าย จ้องใช้โอกาสนี้กัดเซาะบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงต้องการจะปิดช่องตรงนี้ พร้อมย้ำว่าแม้หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว ตนก็ยังไม่ได้คิดไปไกลถึงการยื่นเรื่องยุบพรรค หรือดำเนินการอื่นๆ ต่อพรรคก้าวไกล เพราะเชื่อว่าองค์กรอิสระ จะติดตามการวินิจฉัยของศาลรัฐธรมนูญ คู่ขนานกันไปอยู่แล้ว

ขณะที่ พรรคก้าวไกล ได้แจ้งว่า ทั้งนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคฯ และนายพิธา ในฐานะผู้ถูกร้อง รวมถึงแกนนำพรรคคนอื่น ๆ จะไม่ไปร่วมรับฟังการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก ในวันนี้ (31 ม.ค.) มีวาระสำคัญในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่แกนนำ และ สส.พรรคก้าวไกล จะร่วมกันติดตามถ่ายทอดสดการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ที่อาคารรัฐสภา และจะมีการประชุม และหารือร่วมกันก่อนจะมีการแถลงข่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยต่อไป

สำหรับมาตรการการรักษาความปลอดภัยโดยภายในรอบรัฐธรรมนูญ ที่ตั้งอยู่ภายในอาคารศูนย์ราชการฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ แม้ว่า ในวันนี้ (31 ม.ค.) จะไม่มีแกนนำพรรคก้าวไกลมาร่วมรับฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญด้วย แต่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประกาศให้พื้นที่ภายในที่ทำการศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงบริเวณโดยรอบศูนย์ราชการฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็นพื้นที่ควบคุม หรือ เป็นเขตพื้นที่อำนาจศาล พร้อมกำหนดห้ามผู้ใด เข้ามาในพื้นที่ควบคุม เว้นแต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้มาปฏิบัติงาน หรือมาติดต่อราชการ และต้องผ่านการตรวจค้น บุคคลและสิ่งของที่นำมา

ขณะเดียวกัน กองบังคับการตำรวจนครบาล 2(บก.น.2) ยังได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ทุ่งสองห้อง เข้ามาดูแลความปลอดภัยบริเวณโดยรอบ เพื่อติดตามสถานการณ์ ตามปกติของการพิจารณาคดีสำคัญ ๆ

ทั้งนี้ การอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันนี้ (24 ม.ค.) สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนที่สนใจติดตามการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ สามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดถดการอ่านคำวินิจฉัยได้ ผ่าน YouTube ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ หรือผ่านโทรทัศน์วงจรปิด ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้จัดพื้นที่บริเวณลานหน้าเสาธงภายนอกอาคาร เพื่อให้ประชาชนรับชม เนื่องจาก อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้ถูกกำหนดเป็นพื้นที่อำนาจศาล เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยไว้อยู่ เบื้องต้นมีรายงานว่า ในช่วงเวลา 10.00 น. ยังไม่ปรากฏมวลชนที่เดินทางมาร่วมติดตามการอ่านคำวินิจฉัยของศาลฯ ครั้งนี้ แต่เจ้าหน้าที่ ยังคงจัดเตรียมรถฉีดน้ำควบคุมฝูงชน รถเครื่องขยายเสียง และรถห้องขังไว้อย่างละ 1 คัน เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลความสงบเรียบร้อยด้วย

‘ถ่ายทอดสด’ ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา ‘พิธา-ก้าวไกล’ ปมแก้ ม.112

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568126

31 ม.ค. 2567

'ถ่ายทอดสด' ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา 'พิธา-ก้าวไกล' ปมแก้ ม.112

ชม ‘ถ่ายทอดสด’ ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำพิพากษา ชี้ชะตา ‘พิธา-ก้าวไกล’ ปมหาเสียง แก้ ‘ม.112’ เข้าข่าย ล้มล้างการปกครอง หรือไม่

“ถ่ายทอดสด” การประชุมคณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือ ลงมติ และออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำวินิจฉัย คดี พิธา – ก้าวไกล ปมหาเสียงแก้ ม.112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ ในเวลา 14.00 น.

(31 ม.ค. 2567) เวลา 14.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญ นัดอ่านคำวินิจฉัย เรื่องพิจารณาที่ 18/2566 คดีกล่าวหา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล ที่เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่

“ถ่ายทอดสด” ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย “พิธา-ก้าวไกล” ปม ม.112

มีรายงานว่า นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ในฐานะผู้ร้อง จะเดินทางไปรับฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเอง ในเวลาประมาณ 13.30 น. ส่วนทางพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ถูกร้อง แจ้งว่า นายชัยธวัช ตุลาธน และ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะไม่ไปรับฟังคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากต้องปฎิบัติหน้าที่ที่สภาผู้แทนราษฎร

“นายกฯ” ป่วย “ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A” มอบรองนายกฯ -รมต. ทำหน้าที่แทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568112

30 ม.ค. 2567

“นายกฯ” ป่วย “ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A” มอบรองนายกฯ -รมต. ทำหน้าที่แทน

นายกรัฐมนตรี ป่วยไม่หาย ก่อนเข้าร่วมประประชุมพรรคเพื่อไทย ต้องแวะโรงพยบาลให้แพทย์เจาะเลือด เผยผลตรวจ เป็น “ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A” หลังป่วยมานานกว่า 2 สัปดาห์ มอบหมายรมต.-รองนายกฯทำหน้าที่แทน ยกเลิกดินเนอร์ผบ.เหล่าทัพ

ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 15.30 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินเข้าร่วมประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ได้แวะทักทายสื่อมวลชนประจำพรรคเพื่อไทยว่าสบายดีไหม ก่อนที่สื่อตอบว่าสบายดี จากนั้นสื่อมวลชนถามกลับว่านายกฯ สบายดีหรือไม่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุว่าไม่ค่อยสบาย ด้วยน้ำเสียงแหบ และมีสีหน้าอิดโรย

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายกฯ เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่าเมื่อสักครู่ ได้แวะโรงพยาบาล เพื่อไปเจาะเลือด ก็ต้องรอผล เพราะเป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์แล้ว โดยความจริงคิดว่าหายแล้ว ซึ่ง ก็ต้องรอผลตรวจ แต่วันนี้ได้นัด สส.เอาไว้

จากนั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางกลับจากการประชุม สส. พรรคเพื่อไทย โดยได้สวมหน้ากากอนามัย ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะสอบถามว่า อาการเป็นอย่างไร ผลตรวจเลือดออกหรือยัง ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A” 

แต่วันพรุ่งนี้(31 มกราคม 2567) ยังคงปฏิบัติงานตามเดิม โดยช่วงเย็นนายกรัฐมนตรี มีนัดรับประทานอาหารกับผู้นำเหล่าทัพ

“นายกฯ” ป่วย “ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A” มอบรองนายกฯ -รมต. ทำหน้าที่แทน

ในช่วงท้ายผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่าวันนี้จะ เชียร์ให้กำลังใจฟุตบอลทีมชาติไทย ที่มีโปรแกรมเจอกับทีมชาติอุซเบกิสถาน ในศึกฟุตบอลเอเชียนคัพ ในเวลา 18.30 น. วันนี้หรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีได้เอียงคอและหลับตา ก่อนระบุว่า “หากตื่นมาทัน ก็จะเชียร์”

นายกฯหวั่นแพร่เชื้อ มอบรมต.-รองนายกฯทำหน้าที่แทน 

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังภายหลังเปิดเผยถึงผลตรวจเลือดออกว่า ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A ล่าสุดกำหนดการที่ทำเนียบรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรีได้มีการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องปฏิบัติงานแทน

โดยเวลา 10.15 น. นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ เป็นประธานในงานมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ประจำปี 2566 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาลแทน

นอกจากนี้ใน เวลา 12.30 น. นายกรัฐมนตรีมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ปฎิบัติหน้าที่แทนในการต้อนรับเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม นายธานี สิงหนาท ในโอกาสนำคณะเยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน (Belia Thai Sejiwa Sehati) รุ่นที่ 8 และผู้บริหารสำนักงานศาลยุติธรรม เข้าพบเพื่อรับโอวาท ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก)

นายกฯ ยกเลิกดินเนอร์กับผบ.เหล่าทัพ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในวันที่ 31 มกราคม 2567 ตามกำหนดเดิมนายกฯ ยังคงเดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ ในเวลาประมาณ 11.30 น. แต่เนื่องจากนายกฯ ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A และเป็นห่วงว่าจะนำเชื้อไปแพร่ให้กับคนใกล้ชิด จึงอยู่ระหว่างขอคำปรึกษากับแพทย์อีกครั้งว่าควรจะหยุดพักหรือไม่ สำหรับช่วงเย็นที่มีกำหนดนัดรับประทานอาหารค่ำกับผู้นำเหล่าทัพนั้น ขณะนี้ได้ยกเลิกไปก่อนแล้ว

“นายกฯ” ป่วย “ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A” มอบรองนายกฯ -รมต. ทำหน้าที่แทน