“จิรัฏฐ์” สส.ก้าวไกล ปัดโชว์ “ใบ สด.43” ต่อสาธารณะ หวั่นถูกปลอมแปลงเอกสาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568119

30 ม.ค. 2567

“จิรัฏฐ์” สส.ก้าวไกล ปัดโชว์ “ใบ สด.43” ต่อสาธารณะ หวั่นถูกปลอมแปลงเอกสาร

“จิรัฏฐ์” สส.ก้าวไกล ปัดโชว์ ใบ สด.43 ต่อสาธารณะ หวั่นถูกปลอมแปลง ย้ำ ของแท้ เผยได้มาวันเดียวกับขึ้นศาล แต่ไม่แน่ใจไปจับใบดำ-แดง วันต่อไปหรือปีถัดมา อ้าง 10 ปี ผ่านมานานแล้ว โบ้ย จนท.รัฐสอบเองจริงหรือไม่ มองว่าเป็นกระบวนการดิสเครดิต เพราะร้องเรียนแค่ 2 วัน ก็ตั้งโต๊ะแถลง

ที่พรรคก้าวไกล นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล เปิดเผย ถึงกรณีที่ กองบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) ออกมาแถลงข่าวเตรียมเอาผิดกรณีการปลอมแปลงเอกสารราชการ ใบ สด.43 ของนายจิรัฏฐ์ เมื่อวานนี้ ว่า เหมือนที่เคยให้สัมภาษณ์สื่อไว้ก่อนหน้านี้ ว่า ปลอมหรือไม่ ไม่ใช่หน้าที่ของตนในการพิสูจน์ แต่ต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการในการพิสูจน์ ยืนยันว่าเอกสารที่ตนมีไม่ใช่เอกสารปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์ และตนก็ไม่กล้าปลอมด้วย ตนกำลังถูกกล่าวหาว่าปลอมแปลงเอกสารราชการในเรื่องคดีที่หมดอายุความไปแล้ว ไม่เป็นเหตุเป็นผลเลย จึงยืนยันว่าของแท้แน่นอน

ในวันที่ไปรับเอกสาร มีลำดับเหตุการณ์อย่างไรบ้าง นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า วันนั้นตนเดินทางไปคนเดียว เพื่อไปหาสัสดี ที่ว่าการอำเภอ เขาก็พาขึ้นรถไปที่ศาล และดำเนินการตามกระบวนการ ในข้อหาไม่มารายงานตัวในวันเกณฑ์ทหาร จนกระทั่งได้รับใบ สด.43 นอกจากนี้ตนยังคิดว่า คนที่ได้ใบ สด.43 ทั่วประเทศ จะได้รับจากมือประธานกรรมการคัดเลือกหรือไม่ก็ไม่ทราบ ส่วนเรื่องการพิมพ์ลายนิ้วมือ ตนได้ตรวจสอบกับหลายคนแล้ว พบว่าประมาณ 30-40 คนก็ไม่มี และส่งเอกสารมาให้ตนดูผ่านทางอินบ๊อกซ์แล้ว

เมื่อถามว่ามีหน่วยงานของกองทัพติดต่อมาแล้วหรือยัง นายจิรัฏฐ์ ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า ยัง

ถ้าไม่เปิดเอกสารก็จะคลายข้อสงสัยไม่ได้ สังคมเรียกร้องให้เปิด นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ตนยินดีเปิด ก็รอให้มาตรวจสอบ แต่จะไม่เปิดต่อสาธารณะเพราะมีตัวเลขที่ต้องระวัง

“ผมเอาให้พี่นักข่าวดูได้ แต่ขอแค่ไม่ถ่ายรูปไว้ อยากให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการ” นายจิรัฏฐ์ กล่าว

สำหรับใบ สด.43 ได้มาวันที่ขึ้นศาลเลยหรือไม่ นายจิรัฏฐ์ ยืนยันว่า เป็นวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า แล้ววันที่จับใบดำใบแดงเป็นวันไหน นายจิรัฏฐ์ ตอบว่า “มันไม่ใช่วันนั้นไง เพราะผมมีความผิดที่ไม่ได้ไปรายงานตัว ผมจับใบดำใบแดงหลังจากนั้น“

ทั้งนี้ ถ้าไปจับหลังจากวันที่ไปศาล จะไม่ได้อยู่ในช่วงที่มีการจับใบดำใบแดงกัน นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ตนถึงได้บอกว่าต้องให้หน่วยงานรัฐมาตรวจสอบ เพราะตนก็ไม่ทราบจริงๆ ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ตนก็ชี้แจงตามที่เกิดขึ้น

เมื่อถามย้ำว่า ไปจับใบดำใบแดงหลังจากที่เพื่อนเขาจับกันใช่หรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ตนจำไม่ได้ว่าไปจับหลังจากนั้น 1 ปี หรือ 1 วัน แต่พอรู้ตัวว่าทำผิดก็รีบไปรายงานตัว

แล้วข้อกล่าวหาที่ชั้นศาลคืออะไร นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ไม่ได้มารายงานตัว ซึ่งวันต่อไปก็ไปจับใบดำใบแดง ผู้สื่อข่าวจึงถามอีกว่าเป็นวันที่เขาจับใบดำใบแดงใช่หรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า น่าจะอยู่นะ สิบกว่าปีแล้วอย่าลืม ตนก็พยายามทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น รวมถึงเอกสารกว่าจะหาเจอก็ใช้เวลาหลายสัปดาห์ ซึ่งในปีนั้นตนทำเรื่องผ่อนผันไว้เพราะติดสอบธีซิส (เล่มวิจัย)

เมื่อถามว่าปกติคนที่ไม่ไปเกณฑ์ทหารจะถูกดำเนินคดีหนีทหารเลย ทำไมถึงไม่โดน นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ถ้าดูตามไทม์ไลน์แปลว่าตนมีความผิดเป็นนักโทษตั้งแต่ปี 2555 ทำไมไม่มาจับตน ตนก็อยู่ที่บ้านหลังเดิมไม่ย้ายไปไหน สถานีตำรวจก็อยู่ใกล้แค่นิดเดียว ในขณะที่คนอื่นถ้าหนีทหารก็โดนจับถึงบ้านแล้วไม่ใช่หรือ แค่ปีเดียว ปีแรกก็ต้องมาตามจับแล้ว ส่วนจะมีการติดต่อไปยังกองทัพเองหรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า กมธ.การทหารรับเรื่องไว้แล้ว ตนยินดีให้ตรวจสอบทั้ง กมธ.การทหาร และ คณะกรรมการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎร

ส่วนที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ประธาน กมธ.การทหาร ระบุว่าอาจมีการซัดทอดว่ามีการซื้อใบ สด.43 หรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ตนยินดีให้ตรวจสอบอยู่แล้ว รออยู่ว่าจะมาเมื่อไรอย่างเดียว ตนจะได้ไปทำอย่างอื่นบ้าง

เมื่อถามว่าซื้อใบ สด.43 มาจริงหรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า บ้านตนไม่มีเส้นสาย ไม่รู้จักนักการเมือง เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แค่บอกว่าจะไปซื้อก็ยังไม่รู้จะบอกใครเลย ไม่มีเส้นสายแล้วจะไปติดต่ออย่างไร ซึ่งตนเชื่อว่ากระบวนการที่ได้มาถูกต้อง

นายจิรัฏฐ์ มองว่าเป็นกระบวนการดิสเครดิต เพราะมีคนร้องเรียนแค่ 2 วัน ก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าวแล้ว ส่วนคำถามที่ตนถามกองทัพไม่เห็นแถลงบ้างเลย ทำหนังสือไปก็ไม่ตอบ

ส่วนเหตุผลที่ไม่เปิดใบ สด.43 เพราะกลัวจะมีคนปลอมแปลงใช่หรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวยอมรับ รวมถึงไม่อยากให้เป็นประเด็นอื่นอีก ส่วนถ้าให้เบลอข้อมูลสำคัญจากต้นทางได้หรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ก็จะเหมือนกับที่ไปมติชน

“ตอนแรกที่เห็นว่าไม่มีลายมือ ผมจะปั๊มลงไปยังได้เลย แต่มันเป็นเอกสารราชการ ใครจะกล้าหล่ะ ในเมื่อมันไม่มีก็ต้องเปิดแบบนั้น“ นายจิรัฏฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่าได้ตรวจสอบชื่อคนที่เซ็นในใบไว้หรือไม่ว่ายังมีตัวตน นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนดูพบว่ามีลายเซ็นประมาณ 5 คน บางคนก็อ่านชื่อไม่ออกเพราะเป็นลายเซ็น ตนก็ไม่ได้ไปเช็ค แต่เจ้าหน้าที่รัฐเช็คได้ ก็แค่ไปดูว่าใครทำหน้าที่ตอนปีนั้น

”ที่บอกว่าไม่เจอต้นขั้ว อยากให้ตรวจสอบ เพราะที่แถลงว่าไม่มีชื่อ นวรินทร์(ชื่อเดิม) ผมเข้าใจได้ แต่ถ้าไม่มีชื่อจิรัฏฐ์ ผมว่ามีปัญหาแล้ว“นายจิรัฎฐ์กล่าว

นายจิรัฏฐ์ ยังกล่าวว่า ตนอยากให้กองทัพตรวจสอบเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากกว่า แล้วหากมีการตรวจสอบสุดท้ายแล้วพบว่าเจ้าหน้าที่ผิด และนายจิรัฏฐ์ก็ผิด มีการประเมินสถานการณ์นี้ไว้หรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าไม่มีทางผิดแน่นอน

หลังจากนั้นนายจิรัฏฐ์ ได้เปิดเอกสาร สด.43 ให้กับผู้สื่อข่าวดู โดยไม่อนุญาตให้มีการถ่ายภาพ ซึ่งผู้สื่อข่าวพบว่าในเอกสารนั้นมีการระบุเป็นชื่อนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ไม่มีการพิมพ์ลายนิ้วมือ แต่มีการเซ็นชื่อนายจิรัฏฐ์เพื่อรับเอกสาร พร้อมทั้งมีการระบุว่าเป็นบุคคลที่จับได้ใบดำอย่างชัดเจน มีลายเซ็นนายทหารรับรองในเอกสาร และในแฟ้มเอกสารเดียวกัน นายจิรัฏฐ์ยังได้เก็บเอกสารในการขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหารมาโดยตลอดระหว่างการศึกษา รวมถึงใบเรียกไปรายงานตัวในการเกณฑ์ทหาร ตั้งแต่ใช้ชื่อเดิมจนกระทั่งเปลี่ยนชื่อใหม่ไว้ด้วย

อนุทิน ลั่น ไม่ให้ค่า “นักตบทรัพย์” ทำจนเพลินไม่รู้สี่รู้แปด แนะเลือกคบคนดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568110

30 ม.ค. 2567

อนุทิน ลั่น ไม่ให้ค่า “นักตบทรัพย์” ทำจนเพลินไม่รู้สี่รู้แปด แนะเลือกคบคนดี

อนุทิน ไม่ให้ค่า “นักตบทรัยพ์” ยก คำพูด ชูวิทย์ ของปลอมก็คือของปลอม แนะต้องเลือกคบคนดี โจรจะไปคบทำไม ฉะ ทำจนเพลิน ไม่รู้สี่รู้แปด

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีกระบวนการนักตบทรัพย์ที่เกิดขึ้นในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเมื่อวานนี้ (29 ม.ค.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ออกมาบอกว่าเรื่องตบทรัพย์นั้นมีทุกกระทรวงว่า กระทรวงมหาดไทยในยุคตนยังไม่มี เพราะไม่มีอะไรให้มาตบ

เมื่อถามว่าจากเหตุการณ์ของนายศรีสุวรรณ จรรยา ขึ้นมา มีใครมาบ่นให้ระแคะระคายว่าเริ่มเกิดเรื่องที่กระทรวงมหาดไทยบ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คนพวกนี้เป็นคนที่กระทรวงมหาดไทยไม่ให้ความสนใจอยู่แล้ว เราเป็นข้าราชการเราก็ต้องทำตามหน้าที่ของเรา และถ้าหากยึดตามหลักกฎหมายทั้งหลายก็ไม่ต้องมีอะไรต้องกังวล

เมื่อถามต่อว่าหลังจากเกิดกรณีนี้ ได้กำชับในกระทรวงอย่างไรบ้าง นายอนุทิน ระบุว่า ไม่ได้พูดถึงเลย มันไม่มีความสำคัญ ไม่มีอะไรที่ต้องไปใส่ใจกับคนเหล่านี้ และสุดท้ายก็อย่างที่เห็น

นายอนุทิน ยังกล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ อย่างหนึ่งที่ได้โพสต์ข้อความว่า “ของปลอมยังไงก็ของปลอม” ก็แค่นั้นแหละ

ผู้สื่อข่าวถามว่านายศรีสุวรรณ เคยพยายามเข้าไปร้องเรียนที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ตอบว่า หน้าที่ร้องเขามีสิทธิอยู่แล้ว และกระทรวงมหาดไทยก็เป็นกระทรวงที่มีคนร้องเรียนเยอะที่สุด เพราะเรามีศูนย์ดำรงธรรม ฉะนั้นเรื่องอะไรก็ตามที่เข้าสู่ศูนย์ดำรงธรรม เขาก็จะต้องแจกจ่ายไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ ถ้ามันเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข เราก็ต้องแก้ไขในทุกๆ เรื่อง

เมื่อถามต่อว่าคดีที่นายศรีสุวรรณ เคยร้องยุบพรรคภูมิใจไทย หลังจากนี้จะทำให้โล่งใจขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน ถามกลับว่ามีหรอ ซึ่งผู้สื่อข่าวตอบว่ามี ก่อนที่นายอนุทินจะบอกว่า พรรคภูมิใจไทยจะถูกยุบหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่คนร้อง แต่อยู่ที่ว่ากฎหมายเป็นอย่างไร พรรคคือพรรค เวลาเราส่ง สส. ลงเลือกตั้งเราก็ต้องทำตามกฎหมายพรรคการเมืองทุกอย่าง

ส่วนในมุมกลับกันถือว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ ที่จะทำให้คนรู้ว่าจริงหรือไม่จริง นายอนุทิน กล่าวว่า จะบอกว่าดีหรือไม่ดี แต่ถ้าเขาร้องด้วยเจตนารักษาประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและประชาชนจริงๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญ แต่ถ้าร้องไปหมด มาตบทรัพย์เพื่อมาคุกคาม แบบนี้ก็เป็นอย่างที่เห็น “บางทีก็ทำจนเพลิน ไม่ได้รู้สี่รู้แปด”

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่าเคยโดนเข้ามาลักษณะนี้บ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ผมไม่คุยกับคนพวกนี้ ผู้สื่อข่าวจึงแซวว่ามีภูมิต้านทานแข็งแรง นายอนุทิน ตอบกลับว่าไม่ใช่ แต่เราเลือกคบคนดีสิ โจรจะไปคบทำไม

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวยังถามถึงความคืบหน้าของโครงการแจกเงินดิจิทัลหนึ่งหมื่นบาท ว่าอาจจะถูกเลื่อนออกไปอีก ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลได้มีการหารือแล้วหรือไม่ นายอนุทิน ยกมือขึ้นแล้วกล่าวว่า “ผมทำตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี”

สรุปปมร้อน ‘สด.43’ จิรัฏฐ์ เบี้ยว เกณฑ์ทหาร ส่อหลุดเก้าอี้ สส.?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568099

30 ม.ค. 2567

สรุปปมร้อน 'สด.43' จิรัฏฐ์ เบี้ยว เกณฑ์ทหาร ส่อหลุดเก้าอี้ สส.?

สรุปไทม์ไลน์ร้อน ปม ‘สด.43’ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เบี้ยว ‘เกณฑ์ทหาร’ ส่อหลุดเก้าอี้ สส. ฉะเชิงเทรา? ก้าวไกล สั่นสะเทือน

เป็นอีกหนึ่งปมดราม่าร้อน ใบ “สด.43” ที่ทำเอาเก้าอี้ สส. ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ของ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สั่นสะเทือน ส่อหลุด หลังถูกข้อครหา เข้าข่ายเบี้ยว เกณฑ์ทหาร ปลอมใบ สด.43 คมชัดลึก ไล่เรียงจุดเริ่มต้น ในวันที่ก้าวไกล เจอมรสุม

จุดเริ่มต้นปม “สด.43”

1. แนวร่วมเพจ วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร นำโดย “อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ” อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์, เค สามถุยส์ และ อ.ทัน ยื่นเรื่องร้องเรียนถึงประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร จี้ให้ตรวจสอบนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล เข้าข่าย หนีทหาร หรือไม่  

2. กองทัพบก รับลูกเร่งตรวจสอบ โดยพบว่า ไม่มีต้นขั้วใบ สด.43 ที่ตรงกับของนายจิรัฎฐ์ แถมยังพบว่า ช่วงที่จิรัฎฐ์ ถูกเรียกให้มารายงานตัว เกณฑ์ทหาร ใช้ชื่อว่า “นวรินทร์ ทองสุวรรณ์” แต่ในใบ สด.43 ที่โชว์สื่อ เป็นชื่อ “จิรัฎฐ์”

3. จากนั้นปมใบ “สด.43” ก็เป็นประเด็นขึ้น และ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ก็ตอบโต้ทันทีเช่นกัน ยืนยันไม่มีการปลอมเอกสารแน่นอน มีลายเซ็นนายทหารครบ โดยมีการย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ที่ตอนนั้น เขายังเป็นเด็ก เพิ่งเรียนจบ ไม่ได้ไปรายงานตัว แต่วันรุ่งขึ้น หน่วยงานราชการเรียกไปทำอะไร ทั้งจับใบดำ ใบแดง ก็ทำหมด ส่วนที่ออกมาพูดช้า ยอมรับว่า หาเอกสารไม่เจอ สุดท้ายไปรื้อเจอที่บ้านคุณแม่

– ส่วนที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า ในใบ สด.43 ที่เอามาแสดงนั้น ไม่มีรอยนิ้วมือ นายจิรัฏฐ์ บอกว่า สงสัยอยู่ ว่าทำไมถึงไม่มี เขาไม่ได้ให้ปั๊ม ส่วนการเปลี่ยนชื่อ ก็เปลี่ยนมานานมากแล้ว ตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง ก่อนการเกณฑ์ทหารด้วยซ้ำ

– จิรัฎฐ์ บอกว่า ไม่อยากให้สังคมเปลี่ยนประเด็น จากความผิดปกติในหน่วยงานทหารมาเป็นเรื่องนี้แทน เพราะเป็นความพยายามในการบิดเบือนกระแสสังคมมากกว่า

ดราม่าใบ สด.43ดราม่าใบ สด.43

ขุดไทม์ไลน์ สด.43

เพจเฟซบุ๊ก วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร ได้โพสต์ข้อความสรุปเหตการณ์ ปม สส.จิรัฎฐ์ ถูกกล่าวหา หนีทหาร ดังนี้

  1. ปี 2552-54 ขอผ่อนผัน 3 ครั้ง เนื่องจากติดเรียน แต่เมื่อเรียนจบ หนีไม่มารายงานตัว จนถูกยื่นฟ้อง
  2. ปี 2555 ขึ้นศาลรับสารภาพ โทษจำคุกรอลงอาญา และต้องไปยื่นเอกสารแสดงตนรับราชการทหาร แต่กับหลบเลี่ยงไม่ยื่น
  3. ปี 2556-60 ไม่ไปแสดงตนรับราชการทหารและอำเภอบางประกงส่งหมายเรียกไปแต่ไม่มีการตอบรับ
  4. ปี 2561 อายุเกิน 30 ปี ได้เดินทางไปยื่นเอกสารตามระเบียบกองทัพ คือไม่ต้องเกณ์ทหารแล้ว ขึ้นบัญชีเป็นทหารกองเกิน (อาศัยช่องว่างตรงนี้)

ดังนั้น ใบ สด.43 เอามาจากไหน ต้องเรียกดูเอกสารต้นขั้วว่า เป็นฉบับจริงหรือไม่ หากปลอมแปลงเอกสารต้องถูกดำเนินคดี 

ไทม์ไลน์ สส.หนีเกณฑ์ทหาร ขอบคุณเพจ วันนี้ก้าวไกลโกโหกอะไรไทม์ไลน์ สส.หนีเกณฑ์ทหาร ขอบคุณเพจ วันนี้ก้าวไกลโกโหกอะไร

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊กวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร ยังเปิดเผยข้อมูลการตรวจเลือกทหารกองเกินอีกว่า

  • เมื่อ 20 พ.ย. 2549 แสดงตนลงบัญชีทหารกองเกิน (สด.9) ตาม ม.18 แห่ง พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497
  • ปี 2551 รับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร (สด.35)
  • ปี 2552 – 54 มีรายชื่อในบัญชีเรียกฯ (สด.16) แต่เป็นประเภทคนผ่อนผันตาม ม.29 (3) แห่ง พ.ร.บ.รับราชการทหารพ.ศ. 2497 เนื่องจากกำลังศึกษาอยู่ ม.บูรพาฯ และได้มาแสดงตนในวันตรวจเลือกตามปกติ
  • ปี 2555 ไม่มาแสดงตนเข้ารับการตรวจเลือกตามหมายเรียก (สด.35) บัญชีเรียกฯ ประเภทคนผ่อนผันบันทึก “ขาด” จึงส่งดำเนินคดีตาม ม.27 มีโทษตาม ม.54 แห่ง พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ศาล จ.ฉะเชิงเทรา มีคำพิพากษาเมื่อ 30 ส.ค. 2555 จำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน แต่รอลงอาญามีกำหนด 1 ปี ตามคดีดำที่ 3162/55 คดีแดง 3132/55
  • ปี 2556 – 60 หลังคดีถึงที่สุด เจ้าตัวไม่ได้ไปแสดงตนขอรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร (สด.35) และอำเภอบางปะกงส่งหมายเรียกไม่ได้
  • ปี 2558 – 60 ยกรายชื่อจากบัญชีคนผ่อนผันไปไว้ในบัญชีคนที่ขาดการตรวจเลือก เนื่องจากหมดเหตุผ่อนผันตาม ม.29 (3) แห่ง พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มีอายุ 27 ปี (เมื่อปี 2558) หมดเหตุผ่อนผัน เจ้าตัวไม่ได้มาแจ้งพ้นจากฐานะยกเว้นผ่อนผัน มีความผิดตาม ม. 15 และมีโทษตาม ม.43 แห่ง พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.95 (5) ซึ่งคดีขาดอายุความแล้ว และหากเจ้าตัวมาแสดงตนเข้ารับการตรวจเลือกในห้วง ปี 2558 – 60 ก็ให้ส่งเข้ารับราชการทหารกองประจำการโดยไม่ให้จับสลาก ในฐานะคนหลีกเลี่ยงขัดขืน ตามที่ศาลมีคำพิพากษา ตาม ม.33 แห่ง พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497
  • ปี 2561 เป็นผู้ที่ไม่อยู่ในกำหนดเรียกเข้ารับราชการทหารกองประจำการเนื่องจากมีอายุ 30 ปี ซึ่งปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ 2 ชั้นที่ 2 ตาม ม.39 แห่ง พรบ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497

4. หลังเป็นกระแส บรรดาชายไทย ต่างแห่แชร์ ใบ สด.43 ของตัวเอง ที่ไม่มีการพิมพ์ลายนิ้วมือเช่นเดียวกัน ภายหลังจากที่ นรด. บอกว่าใบของ จิรัฏฐ์ เป็นของปลอม เนื่องจากไม่มีลายนิ้วมือ นอกจากนั้น นรด. ยังย้ำว่า หัวใจสำคัญของ สด.43 คือต้องมีการพิมพ์ลายนิ้วมือ ไม่ว่าจะจับใบดำ-ใบแดง หรือไม่ก็ตาม

ใบ สด.43 ที่ควรจะเป็น 

  • ต้องมีการพิมพ์ลายนิ้วมือ
  • มีการลงชื่อเจ้าพนักงาน 5 รายชื่อ โดยจะเริ่มจากกรรมการคนที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำการตรวจเช็คร่างกาย จากนั้น กรรมการคนที่ 2 คือผู้พิมพ์ลายนิ้วมือ ต่อด้วยกรรมการคนที่ 3 คือผู้ตรวจสุขภาพ กรรมการคนที่ 4 สัสดี และกรรมการที่ลงนามคนสุดท้าย ได้แก่ ประธานกรรมการตรวจเลือกทหารประจำหน่วย
  • ใบ สด.43 จะต้องมีต้นขั้ว และมีลายเซ็นของกรรมการทั้ง 5 คนเซ็นต์ด้วย

ข้อมูลบางส่วน : เพจเฟซบุ๊ก วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร

ชี้ชะตา ‘พิธา-ก้าวไกล’ สุ่มเสี่ยง ‘ยุบพรรค’ คดีล้มล้างการปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568081

30 ม.ค. 2567

ชี้ชะตา ‘พิธา-ก้าวไกล’ สุ่มเสี่ยง ‘ยุบพรรค’ คดีล้มล้างการปกครอง

ระทึกขวัญกว่าคดีหุ้นไอทีวี พิธา-พรรคก้าวไกล ลุ้นศาลวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครอง วิเคราะห์ 3 แนวทาง ส่อผลเป็นลบ กระทบยุบพรรค

ชัยชนะยกแรก หลังศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ปฏิบัติหน้าที่ สส.ต่อไปได้ ในคดีคำร้องถือหุ้นสื่อไอทีวี เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2567


พ้นบ่วงคดีถือหุ้นไอทีวี ก็เหมือนพิธา และพรรคก้าวไกลติดปีก แต่ก็ยังส่งเสียงเฮไม่สุด เพราะบ่วงคดีล้มล้างการปกครอง ยังรออยู่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 31 ม.ค. 2567


‘คดีล้มล้างการปกครอง’ ที่เรียกกันง่ายๆ นั้น มีที่มาจากคดีที่ ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอิสระ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่าการกระทำของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ใน 2 ประเด็นคือ
 

ประเด็นแรก เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. … เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 


ประเด็นที่สอง ใช้เรื่องการแก้ไขมาตรา 112 เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2566 และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 


ทั้งสองประเด็นนี้ ผู้ร้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่า เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา  49 วรรคหนึ่ง หรือไม่?

เมื่อในคำร้องของทนายธีรยุทธ มีคำว่า ‘ล้มล้างการปกครอง’ จึงตามมาด้วยการวิเคราะห์เรื่องจะยุบ-ไม่ยุบพรรคก้าวไกล

ขอแค่ให้หยุด
จริงๆ แล้ว ธีรยุทธ สุวรรณเกสร ผู้ที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีการขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกลแต่อย่างใด 


ในคำร้องได้สรุปไว้ว่า ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญโปรดมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง (พิธา และพรรคก้าวไกล) หยุดที่จะนำนโยบายยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 มาใช้เป็นนโยบายในการหาเสียง และขอให้หยุดในการสัมภาษณ์หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่อง 112  ไม่ว่าจะต่อสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ


ผู้ร้องต้องการให้หยุดทำ 2 เรื่องดังกล่าว เพราะสิ่งที่พรรคก้าวไกลดำเนินการอยู่ จะเป็นการเปิดช่องเปิดโอกาสให้มีผู้ฉกฉวยเอาไปใช้ประโยชน์ในการก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ 


ขณะเดียวกันก็มีกรณีเทียบเคียงในเรื่องนี้ เมื่อ ณฐพร โตประยูร เคยไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ประกาศข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 10 ข้อ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563


ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยว่า ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือน และส่งผลอันเป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย ที่แม้ตอนนี้จะยังไม่เกิด แต่การเซาะกร่อน บ่อนทำลายดังกล่าว จะทำให้เกิดขึ้นในวันหน้าอย่างแน่นอน 


ดังนั้น หากในคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 31 ม.ค.นี้ มีการระบุว่าพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องทั้งสองไม่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง 


จุดนี้อาจเป็นสารตั้งต้นให้มีการไปยื่น กกต. ให้เอาผิดผู้ถูกร้อง(พิธาและพรรคก้าวไกล) ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก้าวไกลในฉากต่อไป

3 แนวทางวินิจฉัย
เมื่อพิจารณาคำร้องของ ธีรยุทธ สุวรรณเกสร อย่างถี่ถ้วน ก็จะเห็นได้ว่า ผู้ร้องขอให้หยุดการกระทำ ไม่ได้ขอให้ยุบพรรค ฉะนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่วินิจฉัยเกินคำร้องของผู้ร้อง


อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านกฎหมาย-รัฐศาสตร์หลายสถาบัน ได้สรุปความเป็นไปได้ของคดีล้มล้างการปกครองไว้ 3 แนวทาง


แนวทางแรก ศาลวินิจฉัยว่าไม่เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีคำสั่งยกคำร้อง


แนวทางที่สอง ศาลวินิจฉัยว่าไม่เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง จึงสั่งให้หยุดการกระทำ


แนวทางที่สาม ศาลวินิจฉัยว่า เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสั่งให้ยุบพรรค


ถ้ายึดตามคำร้องของธีรยุทธ แนวทางทางที่สาม ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะไปไกลเกินคำร้อง ซึ่งคำร้องไม่ได้ขอให้ยุบพรรคก้าวไกล


แนวทางที่สอง มีความเป็นไปได้สูงมาก ซึ่งถ้าศาลสั่งให้หยุดการกระทำต้องดูเนื้อหาต่อไป หยุดไม่ให้ใช้หาเสียงในวันข้างหน้า หรือหมายรวมถึงการกระทำในเรื่องนี้ทุกกรณี


ในมิติทางการเมือง มีนักวิเคราะห์สถานการณ์ตั้งสมมุติฐานว่า ฝ่ายอนุรักษนิยมอยากจะเก็บพรรคก้าวไกลเอาไว้ ให้ต่อกรกับพรรคเพื่อไทย จึงไม่มีธงยุบพรรค


ด้านหนึ่งก็มีบทเรียนอยู่แล้วว่า การเอาพรรคอนาคตใหม่ออกไป ก็ฆ่าไม่ตาย มีตัวตายตัวแทน และมีพรรคก้าวไกลที่โตวันโตคืน


อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 31 ม.ค.นี้ จะไปต่อแบบใด ก้าวไกลก็ยังระทึกขวัญต่อไป  

ไร้กังวล หลุดสส.”จิรัฏฐ์” ยัน “ใบ สด.43” ของจริง 100% รับจากมือเจ้าหน้าที่รัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568069

29 ม.ค. 2567

ไร้กังวล หลุดสส."จิรัฏฐ์" ยัน "ใบ สด.43" ของจริง 100% รับจากมือเจ้าหน้าที่รัฐ

จิรัฏฐ์ สส.ก้าวไกล ยันเอกสาร “ใบ สด.43” ของจริง 100% บอกรับจากมือเจ้าหน้าที่ในสถานที่ราชการ มองไม่เมคเซ้นส์ ปลอมเอกสารในขณะคดีหมดอายุความแล้ว ถามกลับกองทัพเบี่ยงประเด็นหรือไม่ ย้ำถ้าผิดต้องสอบ 5 พันโท-พันเอก ที่เป็นรับรองด้วย

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2567 นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส. ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) ตั้งโต๊ะแถลง กรณี ใบ สด.43 ของนายจิรัฏฐ์ ไม่ครบองค์ประกอบและเตรียมรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีนั้น ว่า เอกสารจริงแน่นอน 100% เพราะตนรับมาจากมือเจ้าหน้าที่ ในสถานที่ราชการ ตนก็ไม่รู้ว่ามันจะปลอมอย่างไร สมมติว่าตนหนีทหารจริง มันก็หมดอายุความไปแล้ว จะปลอมแปลงเอกสารเพื่อให้ตัวเองเสี่ยงไปทำไม จะกล่าวหาตนว่าปลอมแปลงเอกสารในคดีที่หมดอายุความไปแล้วหรือไม่ มันไม่เมคเซ้นส์

นายจิรัฏฐ์ ยังกล่าวว่า เท่าที่ตนอ่านข่าว นรด. ระบุว่าไม่เจอคนที่ชื่อนวรินทร์ (ชื่อเก่า) ไม่เจอต้นขั้ว ตนคิดว่าก็ไม่แปลก แต่ถ้าไม่เจอต้นขั้วจิรัฏฐ์ อันนี้ตนว่าแปลก เป็นการกลั่นแกล้งตนหรือไม่ ทำต้นขั้วตนหายหรือไม่ เพราะมีเลขกำกับอยู่

“มีลายเซ็นรับรองความถูกต้อง พันเอก พันโท พันเอก พันโท 5 คน ซึ่งมันไปตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าปี 2554 ใครมาประจำที่เขตนี้ ดูลายเซ็นก็รู้แล้ว แล้วถ้าบอกว่าเอกสารของผมไม่ครบองค์ประกอบ ก็ต้องไปถาม 5 คนที่เขาเซ็นรับรองความถูกต้องสิ มาถามอะไรผม” นายจิรัฏฐ์ กล่าว

นายจิรัฏฐ์ ระบุว่า จะมาตรวจสอบตน ตนยินดีอยู่แล้ว แต่ไม่ต้องมาเล่นข่าวบิดเบือนให้มันเปลี่ยนประเด็น เรื่องนี้ อยู่ดีๆมีคนสงสัยว่า สส.หนีทหาร แถมเป็น สส.ฝ่ายค้านด้วย ไม่ถึง 2 วัน ตั้งโต๊ะแถลงเป็นฉากๆ บริการข้อมูลอย่างดี รวดเร็วมาก แล้วคำถามอื่นๆ ที่ตนถาม ที่สังคมถาม ตนเป็นผู้แทน เป็นตัวแทนประชาชนด้วย มีหน้าที่ตรวจสอบ ถามอะไรไปทำไมไม่ตอบ ไม่แถลงบ้าง

“นายพลมีกี่คน ไม่แถลงเหรอครับ สนามกอล์ฟ โฆษกก็ยืนยันเองว่าเปิดบริการให้ประชาชนใช้ เป็นธุรกิจชัดเจน แต่ไม่เคยส่งให้คลังสักบาท ไม่แถลงล่ะ คนสงสัยทั้งประเทศ เรื่องนี้ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ 2 วันติด ไม่เห็นแถลง สนามมวยมีรายได้เท่าไหร่ เงินไม่เข้าประเทศสักบาทเดียว ไม่แถลงล่ะ ปั๊มน้ำมัน 150 ปั๊ม มีไปทำไม เอาเงินไปเข้ากระเป๋าใคร ไม่แถลง เงียบกริบ รายได้ปีละเป็นหมื่นล้านเข้ากระเป๋าใคร แถลงดิ เอ้อ” นายจิรัฏฐ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามตอนนี้ประเด็นกลายเป็นว่าจากหนีทหารเป็นปลอมแปลงเอกสาร นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า อย่างที่ตนบอกว่าไม่เมคเซ้นส์ ตนจะปลอมแปลงเพื่ออะไร ให้ตัวเองมีความผิดทำไม อยู่ดีไม่ว่าดี ในเมื่อคดีหมดอายุความไปแล้ว

ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่าไม่ได้ไปจับใบดำใบแดงหรือไม่ นายจิรัฏฐ์ ย้ำว่า ตนยืนยันตามที่พูดไปหมดแล้ว ว่าได้ใบ สด.43 มาอย่างไร ยืนยันว่าไม่ได้โกหก ตนไม่ได้ทำแบบนั้นเลยจริงๆ และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ไม่มีใครเสียหายด้วย

นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ตนเปลี่ยนชื่อมาเป็นจิรัฏฐ์ก่อนเกิดเรื่อง 4-5 ปี ย้ำว่าไม่ได้หนี อาศัยอยู่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ได้ย้ายไปไหน

“โรงพักก็ไม่ได้ไกลจากบ้านครับ ถ้าหนีทหาร เขาต้องมาจับแล้ว” นายจิรัฏฐ์ กล่าว

สำหรับหลังจากนี้จะเคลื่อนไหวอย่างไร นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ตนก็รอเขาตรวจสอบ ตนบอกว่าเอกสารจริงก็ไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องเป็นคนตรวจสอบ ไม่ใช่ให้ตนมายืนพิสูจน์ความจริง

ส่วนกังวลหรือไม่เพราะอาจจะหลุด สส.ได้ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะตนได้รับจากเจ้าหน้าที่ราชการทหาร ถ้าบอกว่าปลอม 5 คนที่เขาเซ็นรับรองความถูกต้อง เขาปลอมเอกสารมาให้ตนหรือไม่

เมื่อถามย้ำว่าจะเป็นประเด็นใหม่ให้เอาผิดเจ้าหน้าที่หรือไม่ ที่รับรองเอกสารให้ไม่ครบองค์ประกอบ นายจิรัฏฐ์ ตอบกลับว่า ถ้าเป็นแบบนั้นตนผิดอะไร ถ้าตนจะเรียกร้อง จะขอเรียกร้องว่าอย่าเบี่ยงประเด็น ต่อให้ไม่มีตน ข้อเท็จจริงที่ตนเรียกร้องก็ยังอยู่

ทบ.แถลง “สส.จิรัฏฐ์” หนีทหาร ปลอมเอกสาร “ใบ สด.43” เตรียมแจ้งความดำเนินคดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568061

29 ม.ค. 2567

ทบ.แถลง “สส.จิรัฏฐ์” หนีทหาร ปลอมเอกสาร “ใบ สด.43” เตรียมแจ้งความดำเนินคดี

กองทัพบก ตั้งโต๊ะแถลง ปม ใบ สด.43 “สส.จิรัฏฐ์” พรรคก้าวไกล ของจริงต้ององค์ประกอบครบ เผยอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน เตรียมแจ้งความดำเนินคดี คาด 1-2 วัน ฐานปลอมแปลงเอกสาร โทษขึ้นอยู่ที่การพิจารณาของศาล ยันต้นขั้วมีครบ

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2567 ที่หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงกรณี “ใบ สด.43” โดยพล.ท.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน(ผบ.นรด.) กล่าวว่า ต้องการชี้แจงลำดับขั้นตอนการได้มาซึ่ง ใบ สด.43 ที่ถูกต้อง ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือผู้ที่ผ่านกระบวนการตรวจเลือกมาจับใบดำใบแดง จะต้องมีประธานและคณะกรรมการลงลายเซ็นทั้งหมด และจะได้รับเอกสารจากวันตรวจเลือก จากมือประธาน 

พล.ท.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน หรือ ผบ.นรด.พล.ท.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน หรือ ผบ.นรด.

ส่วนอีกกรณีคือ ผู้ที่ผ่อนผัน ก็จะได้ “ใบ สด.43” กลับไปเช่นเดียวกัน แต่จะมีช่องเขียนว่าผ่อนผัน ซึ่งเงื่อนไขสำคัญคือจะต้องได้รับจากมือประธาน ในวันตรวจเลือกเท่านั้น ถ้าไปได้วันอื่น จะมาบอกว่าวันนั้นไม่มา แล้วมาวันหลังมาจับใบดำ-ใบแดง แล้วได้ สด.43 กลับไป อันนี้ไม่มีโดยกระบวนการ “ยืนยันว่าวิธีการเป็นแบบนี้ และจะได้รับเพียง 2 รูปแบบเท่านั้น”

ผบ.นรด.พร้อมนำ ใบ สด.43 ที่ถูกต้องมาแสดง ให้สื่อมวลชนเห็นรายละเอียด

ทบ.แถลง “สส.จิรัฏฐ์” หนีทหาร ปลอมเอกสาร “ใบ สด.43” เตรียมแจ้งความดำเนินคดี

ใบ สด.43ใบ สด.43

สำหรับขั้นตอนการผ่อนผันนั้น เริ่มเกณฑ์ตั้งแต่ อายุ 21 ถึง 26 ปี หากอยู่ระหว่างศึกษา สามารถผ่อนผันได้ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไข หากพ้นเงื่อนไข กรณีถ้าต้องเป็นคดีความ หากศาลตัดสินแล้ว ก็ต้องมาเป็นทหารเลย เงื่อนไขมีเท่านี้ วิธีการอื่นไม่ใช่ขั้นตอนที่ทางราชการออก

ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ยืนยันว่าได้จัดเก็บหลักฐานการตรวจเลือกทหารไว้ทั้งหมด แยกไปหลายส่วน เพื่อป้องกันการทุจริต อย่างน้อยสามารถตรวจสอบได้หลายทาง

“สด.43 หัวใจหลักมีอยู่ 2 อย่าง คนต้องเซ็นครบ คือกรรมการ 5 ท่าน ครบทุกช่อง และต้องรับจากมือประธานกรรมการตรวจเลือกในวันนั้นเท่านั้น และวันเดียวด้วย ไปรับวันอื่นก็ไม่ใช่ ส่วนคนที่เข้ากระบวนการไม่ว่าจะจับสลากใบดำหรือใบแดง จะต้องมีการพิมพ์ลายนิ้วมือด้วย นี่คือหัวใจสำคัญ ถ้าเป็นเอกสารที่ทางราชการออกให้ จะต้องผ่านกระบวนการนี้เท่านั้น ถ้าหากว่าไม่ใช่ ไม่เป็นไปตามที่บอก ก็จะไม่ใช่เอกสารที่ทางราชการออกให้” พล.ท.ทวีพูล ระบุ

ทบ.แถลง “สส.จิรัฏฐ์” หนีทหาร ปลอมเอกสาร “ใบ สด.43” เตรียมแจ้งความดำเนินคดี

พ.อ.พงศฤทธิ์ ภวังคะนันท์ ผู้อำนวยการกองการสัสดี หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ชี้แจงว่า น้องๆที่ได้รับหมายเรียก จะต้องเข้ารับการตรวจเลือก ซึ่งจะกำหนดไว้ว่าสถานที่ใดวันใด แบบตายตัวไม่สามารถเป็นวันอื่นได้ และเมื่อมาเข้ารับการตรวจเลือกแล้ว หากอยู่ในรายชื่อผู้ผ่อนผัน มารายงานตัวเสร็จก็จะ ถูกแยกไปเลย แต่ไม่ว่ากรณีใด จะต้องได้รับใบรับรองการตรวจเลือก หรือ สด.43 จากประธานเท่านั้น ซึ่งปีต่อไปก็จะต้องเข้ามารับการตรวจเลือก มาแสดงตนตามวันเวลาที่กำหนด เป็นลักษณะปีต่อปี กรณีอื่นไม่มี

สำหรับการลงใน สด.43 มีอยู่ด้วยกัน 3 ท่อน ท่อนแรก จะเก็บไว้ ที่สำนักงานสัสดีจังหวัด ท่อนที่ 2 เก็บไว้ที่กองทัพภาคภูมิลำเนาทหาร แล้วท่อนที่ 3 อยู่กับเจ้าตัว หากผ่อนผันแต่ละท่อนก็จะถูกเก็บแยก ต่างกันเพื่อตรวจสอบ

“หากไม่มาเข้ารับการตรวจเลือกในปีนั้น สด. 43 ทั้ง 3 ท่อนนั้น ก็จะไม่ได้รับการแจกจ่ายไปที่ใด จะเก็บอยู่ในต้นขั้วทั้งหมด และเมื่อสิ้นสุดการตรวจเลือก จะตอกทำลาย เพื่อเป็นหลักฐานไว้ว่า น้องไม่ได้มาเข้ารับการตรวจเลือก หรือ ขาดรับการตรวจเลือก ก็จะใช้เป็นหลักฐานราชการอีกอย่างหนึ่ง”ผู้อำนวยการกองการสัสดี หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน อธิบายถึงที่มาของการออก ใบ สด.43

สำหรับผู้ที่มารับการตรวจเลือกไม่ว่าจะได้ใบดำหรือใบแดง ใน ใบ สด. 43 ก็จะระบุไว้ ว่าจับได้แบบใด

เมื่อถามว่าจากการตรวจสอบต้นขั้ว ของนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส. ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกลหรือไม่ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ยืนยันว่าใครที่อยู่ในระบบ ต้นขั้วเจอหมด เพราะฉะนั้นชายไทยทุกคน ที่เข้าสู่กระบวนการจะต้องมีต้นขั้ว ส่วนต้นขั้วของนายจิรัฐระบุไว้อย่างไร ขออธิบายว่า ตนอธิบายไปแล้วว่าขั้นตอน ของ สด. 43 มีอะไร ที่ถูกต้อง ลายเซ็นต้องครบลายนิ้วมือต้องพิมพ์ ต้องไปดูว่าสิ่งที่มีผู้แสดงออกมา ว่าสด.43 ใบนั้น เป็นสิ่งที่ราชการออกให้หรือไม่เพราะถ้าไม่ครบ ก็จะไม่ใช่เอกสารที่ทางราชการออกให้

ส่วนจะถือว่าเป็นการปลอมแปลงเอกสารหรือไม่นั้น ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน กล่าวว่า เป็นไปตามที่ตนชี้แจงไป ถ้าฟังแต่ต้นจะทราบว่าของจริงต้องนับจากมือประธาน ถ้าองค์ประกอบพวกนี้ไม่ครบก็จะไม่ใช่ของจริง 

เมื่อถามว่า ถ้าเป็นการปลอมแปลงเอกสาร ในฐานะหน่วยรับผิดชอบตรง จะดำเนินการอย่างไร ผบ.นรด. ระบุ ขณะนี้ กองทัพบก อยู่ในขั้นตอนรวบรวมหลักฐาน และแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ อยู่ในขั้นตอน เข้าใจว่า ใช้เวลาไม่นาน วันถึงสองวันนี้ ดำเนินการ

ส่วนการปลอมแปลงเอกสารมีความผิดอย่างไรนั้น ผบ.นรด. กล่าวว่าความผิดอยู่ที่ศาลจะตัดสิน และการต่อสู้ในชั้นศาล ยืนยันว่าโทษขนาดไหนอยู่ที่การพิจารณาของศาล

พล.ท.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน กล่าวย้ำในช่วงท้ายของการแถลงข่าวว่า ประเด็น สด.43 เป็นเรื่องที่สังคมสนใจและอยากทราบ จึงออกมาชี้แจงรายละเอียด ยืนยันกองทัพบกไม่ได้นิ่งนอนใจในกรณีนี้เพียงแต่ อยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อไป

ทั้งนี้มีรายงานว่า ต้นขั้ว ใบ สด.43 สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้นับ 10 ปี และกรณีของนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ก้าวไกล ไม่ได้มาเข้ารับการตรวจเลือก จับใบดำ-ใบแดง

งานเข้า “ก้าวไกล” กองทัพบก ไม่พบใบต้นขั้ว ใบสด.43 “สส.จิรัฏฐ์”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568056

29 ม.ค. 2567

งานเข้า “ก้าวไกล” กองทัพบก ไม่พบใบต้นขั้ว ใบสด.43 "สส.จิรัฏฐ์"

กองทัพบก ไม่พบใบต้นขั้ว ใบสด.43 “สส.จิรัฏฐ์” เผยใบเรียกมาตรวจเลือกใช้ชื่อ นวรินทร์ หากเปลี่ยนชื่อต้องแจ้ง สัสดี และเมื่อลงชื่อใน สด.43 แล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้

กลายเป็นเผือกร้อนของพรรคก้าวไกล เมื่อ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต สว.ร้องสอบเอกสาร สด.43 ของ นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ก้าวไกล หลังพบชื่อ “นวรินทร์ ทองสุวรรณ์” เคยถูกศาลพิพากษากระทำผิดตาม พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ ตัดสินจำคุก 1 เดือน โทษจำคุกรอ 1 ปี ตรงกับบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้

สำหรับกรณีของนายจิรัฏฐ์ ตรวจสอบพบว่า ไม่มีต้นขั้วใบ สด.43 ที่ตรงกับของนายจิรัฏฐ์ และในช่วงที่นายจิรัฏฐ์ถูกเรียกให้มารายงานตัวเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองประจำการ หรือเกณฑ์ทหาร ก็ใช้ชื่อว่า นายนวรินทร์ ทองสุวรรณ์ แต่ในใบ สด.43 ที่เขานำมาโชว์สื่อ เป็นชื่อนายจิรัฏฐ์

“หากมีการเปลี่ยนชื่อภายหลัง ต้องนำใบเปลี่ยนชื่อ จากที่ว่าการอำเภอหรือเขตมาแสดงต่อสัสดี เพื่อเปลี่ยนชื่อให้ตั้งแต่ตอนแรก ก่อนออกใบ สด.43 เนื่องจากหากลงชื่อในใบ สด.43 ไปแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชื่อได้” แหล่งข่าวกองทัพบก ระบุ

สำหรับการแถลงข่าวของ หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) วันนี้ ไม่ใช่การโต้ตอบฝ่ายการเมือง แต่เป็นการชี้แจงซึ่งการได้มาของใบ สด.43 ของชายไทย ในกระบวนการที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

เปิดประวัติ “จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์”

สำหรับนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เป็นชาวอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา จบการศึกษาปริญญาตรี ศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต (นิเทศศิลป์) มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี 

ทำงานหลายอาชีพ ตั้งแต่รับเหมาก่อสร้าง มีโรงงานผลิตกล่องกระดาษ ทำเครื่องมือช่างแนว DIY รับรีไซเคิลวัสดุเก่าๆ เช่น พลาสติก ทองแดง และอะลูมิเนียม 

กระทั่งไปสมัครเข้าไปช่วยงานพรรคอนาคตใหม่ ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก่อนที่จะลงสมัคร สส. และได้รับการเลือกตั้งสมัยแรก เมื่อปี 2562 กระทั่งพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ จึงย้ายไปสังกัดพรรคก้าวไกล

และได้รับเลือกให้เป็น สส.ฉะเชิงเทราเป็นสมัยที่สอง ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 และการเลือกครั้งครั้งนี้ ทำให้พรรคก้าวไกล เป็นพรรคการเมือง ที่มีคะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่ง 151 เสียง 

นายกฯ เผย ครบรอบ 50 ปีไทย-จีน จีนตอบรับให้ “แพนด้า” สวนสัตว์เชียงใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568038

29 ม.ค. 2567

นายกฯ เผย ครบรอบ 50 ปีไทย-จีน จีนตอบรับให้ “แพนด้า” สวนสัตว์เชียงใหม่

นายกฯ ย้ำ วีซ่าฟรีเริ่ม 1 มี.ค.67 เผย เชิญ สี จิ้นผิง เยือนไทยครบรอบสัมพันธ์ 50 ไทย-จีน ปีหน้า เตรียมเฮ รมว.ต่างประเทศจีน ตอบรับให้ “แพนด้า” กลับมาสวนสัตว์เชียงใหม่อีกครั้ง ขณะที่ภาครัฐ-เอกชน สนใจแลนด์บริดจ์แต่ขอข้อมูลเพิ่ม สุริยะ เตรียมบินทำโรดโชว์เร็วๆ นี้

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลัง นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะที่ตึกไทยคู่ฟ้าว่า ได้มีการพูดคุยกันหลายมิติ ซึ่งเมื่อวานนี้ (28 ม.ค.) ก็ได้มีการเซ็นสัญญากับ นายปานปรีย์ พหิธทานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับเรื่องวีซ่าฟรี ที่ไม่ต้องขอวีซ่าในการเดินทางของทั้งสองประเทศ โดยจะเริ่มต้นวันที่ 1 มี.ค.2567 นี้ ถือว่าเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ เป็นความไว้วางใจที่สองประเทศมีให้กัน มิตรภาพที่มีต่อกันมาก็จะครบ 50 ปีในปีหน้านี้ และถือเป็นมิติที่ดีที่จะสนับสนุนการไปมาหาสู่กัน อีกทั้งแน่นอนว่าการท่องเที่ยวถือเป็นความสำคัญกับเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างสูง

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลังนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง

ขณะเดียวกับนายหวัง อี้ ยังบอกว่าประเทศจีนมีวัฒธรรมที่หลากหลาย อยากให้คนไทยไปที่นั่น ตนก็บอกว่าเราสนับสนุนการเดินทางไปมาของประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งก็ได้มีการพูดคุยกันถึงจำนวนเที่ยวบินที่ยังไม่กลับเข้ามาสู่จำนวนปกติตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด-19 ระบาดที่มีจำนวน 2,000 ไฟลท์ ปัจจุบันมีแค่ 1,200 ไฟลท์ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการยกระดับให้ไปมาหาสู่กันสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งตนมั่นใจว่าในอนาคตจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาสูงขึ้น ประเทศไทยก็จะได้ไปท่องเที่ยวจีนถือเป็นผลดีของทั้งสองประเทศ

นายเศรษฐา กล่าวว่าประเทศไทยยืนยันเจตนารมณ์ให้การสนับสนุนการเป็นประเทศกลางที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีนคุยกันอย่างหลายมิติ ซึ่งต่อไปก็ยินดีให้การสนับสนุนในการเจรจาลักษณะนี้เกิดขึ้น ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเองก็ระบุว่า ตอนที่มีดำริว่าจะมีการพูดคุยกัน ก็ระบุว่าต้องเป็นประเทศในเอเชีย ทางจีนก็บอกเองเลยว่าต้องเป็นประเทศไทย ซึ่งบ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันดี มีมิตรไมตรีจิตที่ดีต่อกันมาโดยตลอด อีกทั้งถือเป็นการประชุมประวัติศาสตร์ครั้งแรกๆ เลยก็ว่าได้

นายเศรษฐา กล่าวว่า เรื่องของการค้าระหว่างประเทศ ก็ได้มีการพูดคุยในหลายมิติ ทั้งเรื่องการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ใช่แค่เรื่องรถยนต์อีวีอย่างเดียว ยังมีเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่จะใช้เส้นทางผ่านจังหวัดหนองคายมุ่งหน้าไปยังประเทศจีน และยังมีเรื่องปัญหาเล็กน้อยคือเรื่องศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าก็มีการพูดคุยกัน รวมถึงเรื่องการค้าขายด้านเกษตรกรรมทั้งการค้าโคที่ประเทศจีนต้องการอย่างมาก แต่ด่านกักกันตรวจเชื้อโรคอยู่ที่ประเทศลาว ว่าทำให้การค้าไม่ค่อยสะดวก

นอกจากนี้ในที่ประชุมยังมีการคุยกันเรื่องหมีแพนด้า หลังประเทศไทยเคยมีแต่ปัจจุบันนั้นไม่มี และตนได้ไปดูในทวิตเตอร์ว่าประเทศที่มีหมีแพนด้านั้นเขามีกันกี่ตัวไล่ลงมาหลายประเทศแต่ประเทศไทยนั้นมีศูนย์ตัว ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นกระจกสะท้อนที่ดี ถึงความสัมพันธ์ด้านการทูตอย่างดีกับประเทศจีนตลอด 50 ปี ก็ได้เรียนขอกับนายหวัง อี้ ไปท่านก็ยินดี และเราจะมีหมีแพนด้ากลับมาอีกครั้งที่สวนสัตว์เชียงใหม่

ขณะเดียวกันยังมีเรื่องแลนด์บริดจ์ที่ทางนายหวัง อี้ เอ่ยขึ้นมาเองว่าประเทศจีนมีความสนใจ แต่ว่าต้องขอข้อมูลเพิ่ม รวมถึงภาคเอกชนก็มีความสนใจมีส่วนร่วม เพราะเขาทราบดีถึงเหตุผลหลักที่เราควรจะมีโครงการนี้ เพราะการลงทุนที่มีจากประเทศจีนหลายปีหลัง บริษัทใหญ่ในจีนเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานอุตสาหกรรมที่ใหญ่มากในเมืองไทย และจะใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการส่งออก ดังนั้นเราต้องมีท่าเรือน้ำลึก จะต้องมีโครงการเมกะโปรเจกที่จะมาซัพพอร์ตส่วนนี้ด้วย และทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็จะเดินทางไปทำโรดโชว์ที่ประเทศจีนด้วย

ส่วนมูลค่าทางการค้าจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ นายเศรษฐา บอกว่าตนคาดเดาไม่ได้ แต่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะนี่คือจุดเริ่มต้น เรามีความสัมพันธ์อันดีกันอย่างยาวนาน ขณะที่ปีหน้าก็ครบ 50 ปีด้วย ตนก็ได้เรียนเชิญประธานาธิบดี นายสี จิ้นผิง ให้มาเยือนประเทศไทย

ธรรมนัส สั่งตั้งกก.สอบ เช็กกล้องวงจรปิด “คดีตบทรัพย์” อธิบดีกรมการข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568031

29 ม.ค. 2567

ธรรมนัส สั่งตั้งกก.สอบ เช็กกล้องวงจรปิด “คดีตบทรัพย์” อธิบดีกรมการข้าว

ธรรมนัส สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง คดี “ศรีสุวรรณ” กับพวก ตบทรัพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อม สั่งเช็กภาพจากกล้องวงจรปิด เตือน ระวังรอบกระทรวงเบ็ดเยอะ – มั่นใจอธิบดี หลักฐานแน่น-เปรยเห็นคลิปเยอะกว่าสื่อ แย้มมีผู้อยู่เบื้องหลังอีกเยอะ

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินการกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการจับกุมนายศรีสุวรรณ จรรยา และนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก ไปสอบสวนหลังนายณัฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภริยา ร้องเรียนว่าถูกข่มขู่เรียกเงินเพื่อแลกกับการยุติการร้องเรียน ว่า ประเด็นดังกล่าวมีผู้มาร้องเรียนถึงตนอยู่แล้วในเรื่องโครงการต่างๆ ในปีงบประมาณ 2565-2566 ซึ่งไม่เกี่ยวกับโครงการงบประมาณ 2567 ที่ตนกำลังบริหารจัดการบ้านเมืองอยู่ 

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ

“ฉะนั้นเรื่องเก่าๆที่เรากำลังจะปัดทำความสะอาดบ้าน ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามผมทำอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าเรื่องใดที่ทำหนังสือมาถึงผมก็จะทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงเกษตรฯในฐานะหัวหน้าข้าราชการเพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากมีการสอบทุจริต เราจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ส่วนบุคคลภายนอกกระทรวง ตนยืนยันว่าจะให้จะให้การตรวจสอบและความเป็นธรรม ทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาในขณะนี้ทั้ง 3 คน โดยสั่งการให้ปลัดกระทรวงตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับข้าราชการในกระทรวงหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้กรมที่กำลังเป็นประเด็นตนมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยทั้ง 2 คนกำกับดูแลอยู่ ซึ่งเมื่อวานนี้สั่งการให้ตรวจสอบด้วยตัวเองแล้ว และขณะเดียวกันมอบหมายให้ปลัดกระทรวงรับผิดชอบในเรื่องนี้

ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า การตรวจสอบจะแยกเป็น 2 ส่วน คือ การร้องเรียนข้าราชการมอบหมายให้ปลัดกระทรวงเป็นผู้ตรวจสอบ ซึ่งหากพบมูลก็จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ส่วน ผู้ที่ถูกกล่าวหาที่เป็นบุคคลนอกกระทรวงก็เป็นเรื่องของทางตำรวจแต่เราจะตรวจสอบข้อเท็จจริงควบคู่ไปด้วย

ธรรมนัส สั่งตั้งกก.สอบ เช็กกล้องวงจรปิด “คดีตบทรัพย์” อธิบดีกรมการข้าว

ส่วนกรอบระยะเวลาการตรวจสอบนั้นจะต้องเร่งตรวจสอบ เพราะเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ พร้อมยืนยันว่า การดำเนินการทุกเรื่องไม่ว่าตนจะทำอะไรตนต้องรายงานผู้บังคับบัญชาให้ทราบโดยตลอดทั้งนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายกรัฐมนตรีทราบตลอด

เมื่อถามถึงกระแสข่าวมีการกล่าวอ้างว่ามีรัฐมนตรีให้ ดำเนินการประเด็นดังกล่าวต้องตรวจสอบด้วยหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ขณะนี้ตนกำลังตรวจกล้องวงจรปิดภายในกระทรวง ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาไปพบรัฐมนตรีช่วยฯท่านใด ซึ่งตนกำลังตรวจสอบอยู่ ดังนั้นอย่าพึ่งไปกล่าวหารัฐมนตรีช่วยท่านใด เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องตรวจสอบก่อน

เมื่อถามต่อว่านอกจากกรมการข้าวมีกรมอื่นหรือไม่ที่โดนในลักษณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า เท่าที่ตนรับทราบข้อมูลจากตำรวจไม่ใช่เฉพาะเฉพาะข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ “ มีเกือบทุกกระทรวงเพียงแต่กระทรวงเกษตรยุคนี้ตนมีที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายประมาณ 20 คนฉะนั้นจะทำอะไรในกระทรวงเกษตรต้องพึงระวัง เพราะตนเตือนตั้งแต่ปีที่แล้วว่าหากจะทำอะไรในกระทรวงต้องพึงระวัง เพราะตนมีฝ่ายกฎหมายที่มีมีประสบการณ์มากกว่า 20 คน”

ส่วนขณะนี้กรณีที่ถูกรีดไถมีแค่กรมเดียวใช่หรือไม่ ร.อ. ธรรมนัส ระบุว่า ก็มีหลายกลุ่มแต่ยังไม่เป็นประเด็น

เมื่อถามย้ำว่าคลิปเสียงที่ออกมามีการพาดพิงถึงกรมฝนหลวงด้วย รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ตนได้รับรายงานจากอธิบดี 2 กรมมาโดยตลอด และได้สั่งให้ฝ่ายกฎหมายเข้าไปช่วยเหลือทางด้านข้อกฎหมายตลอดอยู่แล้ว

ส่วนกรมอื่นที่ยังไม่เป็นประเด็น ได้มีการเข้าไปขอข้อมูลว่าถูกรีดไถอย่างไรหรือไม่ ร.อ. ธรรมนัส ระบุว่า ต้องยอมรับว่ากระทรวงเกษตรฯมีหน่วยงานเยอะที่สุด ถึง 14 กรมและ 1 สำนักงานปลัด 4 รัฐวิสาหกิจ และ 3 มหาชน ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยที่เยอะโดยมีการบริหารงานเกือบ 100,000 คน ฉะนั้นแต่ละกรมที่มีปัญหาต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอะไรที่มีมูลก็ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน

“ เราไม่เว้นหากเจ้าหน้าที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับวงจรอุบาทว์ในที่ผ่านมานะครับ และในยุคผมต้องไม่มีเด็ดขาด” รมว.เกษตรฯ กล่าว

เมื่อถามต่อว่าในคลิปเสียงมีการอ้างว่า ผู้ใหญ่ให้มาเคลียร์ ร.อ. ธรรมนัส ระบุว่าจริงๆแล้วคลิปที่ตนได้รับมามีเยอะ มากกว่าที่สื่อมวลชนได้รับ และตนกำลังตั้งคณะกรรมการสอบสวนอยู่ ฉะนั้นการที่ผู้ถูกกล่าวหาไปพาดพิงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองรวมถึงตนก็ถูกพาดพิง สิ่งเหล่านี้ตนจะตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าบุคคลที่ถูกพาดพิงเกี่ยวข้องหรือไม่แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วน่าจะเป็นเรื่องของราคาคุยมากกว่า

เมื่อถามย้ำว่ามีการพูดถึงชื่อที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯด้วย ร.อ. ธรรมนัส ระบุว่า ตนขอฝากถ้ารักอาชีพนักสะท้อนสังคมพึงระวัง ท่านจะคุยอะไรกับนักกฎหมายต้องระวังเพราะนักกฎหมายเขาไม่โง่หรอกครับ

ส่วนเป็นห่วงหรือไม่เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯมีปัญหาหลายเรื่อง ร.อ. ธรรมมนัสถามกลับสื่อว่า เรื่องไหนเสียหายบ้างในยุคที่ตนทำงาน เพราะมีแต่ตนมาทำความสะอาดบ้าน “ ทุกเรื่องยุคนี้ต้องโปร่งใสต้องมีธรรมาภิบาลและสิ่งที่ตนกำลังทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องเก่าๆทั้งนั้น”

ส่วนจะปัดกวาดทั้งกระทรวงเลยใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ยอมรับว่า ถูกต้องครับ ก่อนระบุว่า สาเหตุที่ตนไปยุ่งทุกกรมเพราะเช่นนี้ เพราะปล่อยไม่ได้

ทั้งนี้ในช่วงท้ายก่อนขึ้นรถ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวกับสื่อว่า ฝากไปบอกด้วยว่ากระทรวงเกษตรฯมีเบ็ดอยู่รอบกระทรวงเลยนะ เกี่ยวเบ็ดใครจะเดินเข้าไประวังโดนติดเบ็ด พร้อมทำมือชี้รอบๆ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า ตรรกะง่ายๆถ้าอธิบดีกรมการข้าวเขาผิดจริง คงไม่เปิดตัวชกขนาดนี้ เมื่อสื่อถามย้ำว่าเขาได้คุยกับรัฐมนตรีแล้วใช่หรือไม่เพราะหลักฐานที่ค่อนข้างแน่น ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า แน่น และยังมีผู้อยู่เบื้องหลังอีกเยอะ พร้อมยอมรับว่า ตนไม่อยากพูดถึงเพราะมีผู้อยู่เบื้องหลังอีกเยอะ ส่วนคลิปเสียงที่ตนมีนั้นยาวกว่าเสียงที่ถูกปล่อยออกมาในขณะนี้ ไม่อยากพูดมีเบื้องหลังอีกเยอะ​ และยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการตลบหลังนายศรีสุวรรณ​ เขาน่าจะถูกข่มขู่ ฟังอะไรต้องฟังให้หมด แต่ทุกวันนี้ถูกตัดออกมาเป็นท่อนๆ ต้องเปิดฉบับเต็มไปเลย

ศาลยกฟ้อง ‘ไอซ์ รักชนก’ ไม่ผิดหมิ่นประมาท 2 พิธีกรข่าว ชี้ ติชมโดยสุจริตฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568022

29 ม.ค. 2567

ศาลยกฟ้อง 'ไอซ์ รักชนก' ไม่ผิดหมิ่นประมาท 2 พิธีกรข่าว ชี้ ติชมโดยสุจริตฯ

ศาลเเขวงพระนครเหนือ “ยกฟ้อง ไอซ์ รักชนก ” ไม่ผิดหมิ่นประมาท 2 พิธีกรข่าว ชี้เป็นการติชมโดยสุจริตฯ เจ้าตัวแจงไม่คิดฟ้องกลับ อยากให้คำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานสามารถวิจารณ์สื่อโดยสุจริต

29 ม.ค. 2567 ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ศูนย์ราชการ ถนนเเจ้งวัฒนะ ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีที่ 2 พิธีกรข่าว เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส. เขตบางบอน-หนองแขม พรรคก้าวไกล เป็นจำเลย ในความผิดฐาน “หมิ่นประมาท”  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 

จากกรณีปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชน ในการชุมนุมเมื่อวันที่  6 มี.ค. 2564 ของกลุ่มรีเด็ม ที่บริเวณหน้าศาลอาญา ขณะที่จำเลยร่วมชุมนุมทางการเมืองทำกิจกรรม จำเลยได้พูดใส่ความโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่อบุคคลที่สามด้วยการตะโกนพูดกับ ผู้สื่อข่าว ที่กำลังรายงานสดการชุมนุมถ่ายทอดออกอากาศ หมายถึงโจทก์ทั้งสอง เป็นพิธีกร ยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดกันเอง นำเสนอเฟคนิวส์ (ข่าวเป็นเท็จ) ทุกอย่าง ข้อความดังกล่าวเป็นเท็จ ไม่เป็นความจริง 

ต่อมา น.ส.รักชนก จำเลย ซึ่งเดินทางมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษา  เปิดเผยภายหลังฟังคำพิพากษาว่า ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์  โดย ศาลชี้ว่าคำพูดอาจจะมีความหยาบคายอยู่บ้างแต่ว่าได้พิเคราะห์พิจารณาแล้วว่าเป็นการติชมโดยสุจริต

ซึ่งคดีนี้โจทก์ทั้ง 2 ได้เรียกค่าเสียหาย คนละ10 ล้านบาท ศาลก็พิพากษาว่าในเมื่อไม่มีความผิดทางอาญาก็พิพากษาให้ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายทางแพ่งด้วย 

น.ส.รักชนก ยังกล่าวอีกว่า คดีที่เกิดขึ้นจะทำให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือไม่นั้น ตนมองว่าเป็นการปิดปากมากกว่า ก่อนหน้านั้นที่ตนยังไม่ได้เป็น สส. เรารู้สึกว่าเราก็พูดในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่เรียกร้องให้สื่อทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เพราะในการที่เราจะรับรู้เรื่องเรื่องหนึ่งแล้วส่งต่อไปทั่วประเทศ สื่อคือตัวกลางสำคัญในการส่งต่อไปให้ประชาชน ถ้าสื่อไม่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่นำเสนอตรงไปตรงมาแล้วทำตัวเป็นสิ่งที่สร้างความชอบธรรมให้รัฐ สามารถใช้ความรุนแรงให้กับประชาชนได้


ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ปี 2553 หรือว่าเหตุการณ์ปี 2563- 2564  ที่ผ่านมา ถ้าสื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตำรวจสามารถใช้ความรุนแรงกับประชาชนได้คือประเทศนี้ประชาชนก็ไม่รู้จะไปพึ่งพาใครแล้ว ดังนั้นเราก็รู้สึกว่าในวันที่เราพูดไปแล้วก็ยืนยันว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต

วันนี้ผลคำพิพากษาก็ออกมาตามนั้น อยากให้คำพิพากษาในคดีนี้ได้ใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิพากษาคดีอื่นๆ ที่ประชาชนได้วิพากษ์วิจารณ์สื่อออกไป เพราะว่าตนคิดว่าในเมื่อสื่อมีพื้นที่มากมายในการที่นำเสนอข่าวและวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์บุคคลอย่างตรงไปตรงมาก็ควรที่จะถูกตั้งคำถามแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตได้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ก็ขอเป็นกำลังใจให้สื่อมวลชนทุกคนที่ทำหน้าที่นำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา ขอให้ในอนาคตเรามีสังคมที่เป็นประชาธิปไตยมีเสรีภาพสื่อที่เรียกว่าเป็นเสรีภาพสื่อจริงๆในด้านแรงงานภาคสื่อมวลชนทุกคนอยากให้ได้รับสวัสดิการที่มันดีขึ้นตรงไปตรงมามีกฎหมายที่คุ้มครองรองรับในวันที่เรียกว่าเราบาดเจ็บหรือว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 

เมื่อถามว่าอย่างเรื่องของเสรีภาพสื่อจะมีการไปเสนอญัตติอะไรในที่ประชุมสภาหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่าเราพยายามผลักดันเรื่องนี้ ก็คงกลับไปวางแผนกันว่าเอาคดีนี้สามารถไปต่อยอดให้เป็นแนวทางของคดีอื่นๆ หรือสามารถเอาไปเป็นวัตถุดิบที่เอาไปทำไรได้บ้าง

ส่วนเรื่องฟ้องกลับ จริงๆ แล้วตั้งแต่เป็น สส.ก็ตั้งใจไว้ว่าจะไม่คงไม่ฟ้องประชาชนไม่ฟ้องสื่อไม่อยากใช้วิธีการปิดปากที่รัฐทำกับประชาชนเราคงไม่อยากเข้ามามีอำนาจแล้วก็ไปฟ้องนอกจากคดีนี้กับคู่กรณีคดีอื่นก็ไม่มีเเล้ว 

ที่ศาลยกฟ้องในวันนี้ก็ไม่กังวลแล้วรู้สึกโล่งอก เรารู้สึกว่าการมีคดีความต่างๆ ที่เป็นคดีฟ้องปิดปากมันเป็นเหมือนแมลงหวี่ที่สร้างความรบกวนทำให้เราพลาดงาน เพื่อมานั่งฟังคำพิพากษาก็รู้สึกโล่งใจก็ดีแล้วที่จะไม่ต้องมาศาลบ่อยๆ 

ในส่วนของคดีอื่น ขณะนี้เหลือแค่การยื่นอุทธรณ์คดี ม.112  ซึ่งขอขอบคุณศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ให้การดูแลตลอดรวมถึงกองทุนราษฎรฯที่เสนอจะมาประกันตัว หากมีคำพิพากษาออกมาไม่เป็นคุณก็ขอบคุณทนายทุกคนที่อยู่ในศูนย์ทนายสิทธิ์ที่ทำงานกันอย่างเต็มที่ แล้วก็ทำให้ประชาชนคนหนึ่งที่วันนั้นเราไม่ได้มีตำแหน่งไม่ได้มีหน้าที่ไม่มีทุนทรัพย์ในการต่อสู้คดีทำให้เราได้รับความยุติธรรมได้