#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
https://www.komchadluek.net/news/politics/567961
27 ม.ค. 2567

“ศรีสุวรรณ” นักร้องคดีทุจริตถูกตลบหลัง บุกจับข้อหาทุจริตเรียกรับสินบนเสียเอง สะท้อนภาพ สังคมไทยไร้ความหวัง การทุจริตคอร์รัปชั่น มีแทบทุกหย่อมหญ้า ท้าทายความขลัง ของรัฐธรรมนูญปี2560 ฉบับปราบโกง
ข่าวครึกโครมการล่อซื้อและบุกจับคาบ้าน “ศรีสุวรรณ จรรยา” นักร้องคดีทุจริต เบอร์ต้นๆของประเทศไทย และผู้ช่วยนักการเมืองอีกสองรายคาทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันก่อน เป็นข่าวช็อกการเมืองอย่างเหลือเชื่อ เพราะ #ศรีสุวรรณ คือมือ 1 ที่ร้องแล้วมีข้าราชการและนักการเมืองติดคุกกันระนาว
นายศรีสุวรรณ จรรยา
ใครจะคาดคิดว่าความหวังของสังคมไทย ในการล้างการทุจริตจะกลับตาลปัตร กลายเป็นคนถูกกล่าวหาทุจริตเสียเอง ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองต้นสังกัดของ เจ๋งดอกจิก และน.ส.พิมณัฏฐา จิระพุทธิภาคย์ ตลอดจนพรรคการเมืองแทบทุกพรรคในสาระบบการเมืองไทย
ความจริงแล้วกรณีของ ศรีสุววรณ จรรยา และพวกเป็นเพียงเศษเสี้ยว ของพฤติกรรมการส่อทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทย เพราะองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้จัดอันดับความโปร่งใสจากดัชนีวัดภาพลักษณ์คอรัปชั่น ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ซึ่งพบว่า 27 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคย ได้คะแนนความโปร่งใสที่ถือว่า “สอบผ่าน” แม้แต่ครั้งเดียว
เจ๋ง ดอกจิก
ล่าสุดในปี2565 ประเทศไทยได้คะแนน 36 จากคะแนนเต็ม 100 อันดับความโปร่งใสอยู่ที่ 101 จาก 180 ประเทศ
ในขณะที่รัฐธรรมนูญปี2560 ที่กล่าวว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ได้บัญญัติให้มีบทบัญญัติและองค์กรอิสระเพื่อปราบโกงหลายองค์กร รวมทั้งมียุทธศาสตร์ชาติและพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและกฏหมายประกอบ เป็นเครื่องมืออีกหลายฉบับ แต่ตลอดระยะเวลาเกือบสามทศวรรษปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมิได้ลดน้อยถอยลง กลับฝังรากลึกลงไปทุกองคาพยพของสังคมไทย ทั้งในระบบราชการ นักธุรกิจ นักการเมืองและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.อวยชัย วะทา นักวิชาการนักเคลื่อนไหวทางสังคมและประธานเครือข่าย ป.ป.ช.ภาคประชาสังคมแห่งประเทศไทยเปิดเผยกับ “คมชัดลึก” ว่าตลอดระยะเวลา 15 ปีในการเป็นกำลังสำคัญสร้างหลักสูตรและสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมให้แก่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) พบว่า รูปแบบวิธีการ ระเบียบกฏหมายและกลยุทธ์ต่างๆ ถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นครบถ้วน แต่โครงสร้างสังคมระบบอุปถัมภ์ขั้นสูงสุดและระบอบประชาธิปไตยเพื่อการคอรัปชั่นของกลุ่มทุน ได้มีการปรับเปลี่ยน รูปแบบและวิธีการทุจริตคอรัปชั่นล้ำหน้าองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นหลายพันเท่า
จากการลงพื้นที่ปฏิบัติการตรวจสอบการทุจริตของเครือข่ายภาคประชาสังคมในแต่ละจังหวัดทุกปีๆละประมาณ 100-300 จุดพบว่ามีการทุจริตมากมายหลายรูปแบบจากเบาสุดไปหาหนักสุด มีการเรียกรับผลประโยชน์ตั้งแต่ร้อยละ 10-50 และประชาชนทุกหมู่บ้านทุกชุมชน ตลอดจนข้าราชการในส่วนราชการต่างๆรับทราบว่ามีพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชั่นในองค์กรแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะอำนาจและกระแสการทุจริตสูงมาก ไม่มีใครอยากเป็นแกะขาวเพียงตัวเดียวในฝูงหมาป่าทั้งฝูง
ดร.อวยชัย วะทา เปิดเผยอีกว่า การทุจริตเพื่อให้ได้รับเลือกตั้งของนักการเมืองและพรรคการเมืองจากหลักฐานเชิงประจักษ์มีไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)แห่งใดบ้างที่ได้มาโดยไม่มีการซื้อเสียง ? นั่นจึงเป็นที่มาของการถอนทุนด้วยการทุจริตโครงการต่างๆ แม้กระทั่งการสอบบรรจุเข้าทำงานท้องถิ่น ในหลายจังหวัดมีการเรียกเก็บค่าหัวๆ ละ 500,000-700,000 บาท ปัจจุบันได้ถูกศาลทุจริตทยอยตัดสินจำคุกไปแล้วตั้งแต่ 30-200 ปี เหลือที่กำลังพิจารณาอยู่อีกกว่า 20 แห่ง
กรณีของพรรคการเมืองและนักการเมือง การแสวงหาอำนาจทางการเมือง ต้องทุ่มทุนมหาศาลหลายร้อยหลายพันล้านบาท เป้าหมายสำคัญคือ ตำแหน่งทางการเมืองเพื่อยึดกุมการใช้งบประมาณผ่านกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ การแต่งตั้งข้าราชการการเมืองแวดล้อมรัฐมนตรีล้วนมีผลประโยชน์เชิงอำนาจและสิ่งอื่นแอบแฝงอยู่ทั้งสิ้น ลองตรวจสอบประวัติความเป็นมาและความรู้ความสามารถของบุคคลเหล่านั้น โดยประชาชนคนเดินดินทั่วไป ก็จะได้รับคำถามถามสวนกลับมาว่า “แค่นี้…ตั้งมาเพื่ออะไร” ซึ่งคำตอบก็คือผลประโยชน์ต่างตอบแทนนั่นเอง
สำหรับกรณีของ ศรีสุวรรณ จรรยา เจ๋ง ดอกจิก และน.ส.พิมณัฏฐา จิระพุทธิภาคย์ เป็นเพียงเศษเสี้ยวของภูเขาน้ำแข็งที่เรามองเห็น หรือเทียบได้กับดอกไม้พิษเล็กๆ สองสามดอกกลางทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ แต่อย่าลืมคำกล่าวที่ว่า
“เพียงเด็ดดอกหญ้า ก็สะเทือนถึงดวงดาว”
หมายเหตุ : อะไรก็เกิดขึ้นได้สำหรับประเทศไทยแห่งนี้ ถ้ามันเกินไป…ไม่เชื่ออย่าลบหลู่


นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต


เจ๋ง ดอกจิก
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน


พิธา
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์เมื่อเวลา 14.50 น. วันที่ 24 ม.ค.67 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้สัมภาษณ์ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ สส.ของนายพิธา ไม่สิ้นสุด เนื่องจากมิได้ประกอบกิจการ นสพ.หรือสื่อมวลชนแล้ว ว่า ยังคงทำหน้าที่ปกติเหมือนทุกวัน ทำงานต่อไป โดยต่อไปต้องระมัดระวังเรื่องการสื่อสาร และไม่ให้คลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง ขอดูแผนพรรคก้าวไกลต่อไป จะทำงานเพื่อประเทศชาติในฐานะฝ่ายค้านเชิงรุก จะใช้โอกาสนี้สื่อสารกับพี่น้องประชาชน
เอกสารประชุมผู้ถือหุ้น itv