‘สุชาติ’ ฟ้อง 3 บิ๊ก DSI ปมหักหัวคิวแรงงาน เชื่อโดนกลั่นแกล้งทางการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567774

24 ม.ค. 2567

'สุชาติ' ฟ้อง 3 บิ๊ก DSI ปมหักหัวคิวแรงงาน  เชื่อโดนกลั่นแกล้งทางการเมือง

“เสี่ยเฮ้ง” “ฟ้อง 3 บิ๊ก DSI” กล่าวหา หักหัวคิวแรงงานไปฟินแลนด์ ชี้ คดีส่ง ป.ป.ช.ไปเเล้ว เเต่มาเเถลงย้อนหลัง ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้อง 6 ก.พ. 2567

24 ม.ค. 2567 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เขตตลิ่งชัน นายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อม สส.14 คน เดินทางเข้ายื่นฟ้องต่อศาลฯ กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กล่าวหา อดีตรัฐมนตรี 2 คน และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน 2 คน  รวม 4 คน ในความผิด มาตรา 149 และ 157 หลังพบหลักฐานเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการค่าหักหัวคิว แรงงานที่ไปเก็บผลไม้ป่าที่ ประเทศฟินแลนด์ จำนวน 12,000 คน ระหว่าง ปี 2563-2566 คนละ 3,000 บาท รวมค่าเสียหาย 36 ล้านบาท

นายสุชาติ เปิดเผยว่า วันนี้มาดำเนินการฟ้อง 3 เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ คือ อธิบดีดีเอสไอ คนก่อน ที่เซ็นเอกสารในขณะนั้น , รักษาการอธิบดีดีเอสไอคนปัจจุบัน , ผอ.กองคดีค้ามนุษย์ ในข้อหา ม.157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และ ม.200 เป็นเจ้าหน้าที่รัฐกลั่นแกล้งให้รับโทษทางคดีอาญา รวมถึงอีก 7-8 มาตราที่เกี่ยวข้อง

เสี่ยเฮ้ง อดีต รมว.แรงงาน ฟ้อง 3 บิ๊ก DSI ปมหักหัวคิวแรงงานไปฟินแลนด์ เสี่ยเฮ้ง อดีต รมว.แรงงาน ฟ้อง 3 บิ๊ก DSI ปมหักหัวคิวแรงงานไปฟินแลนด์

ทั้งนี้ นายสุชาติ ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว โดยมองว่า การที่ ดีเอสไอ ออกมาแถลงข่าว ส่งผลให้ตนเอง ครอบครัวได้รับความเสียหาย แม้ว่าจะไม่มีการเอ่ยชื่อ แต่ได้พูดว่ารัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตนดำรงตำแหน่งอยู่ ทำให้ประชาชนและหลายคนเข้าใจว่าเป็นตน


นายสุชาติ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมไม่ดูผลงาน สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แก้ปัญหาให้ประชาชนที่ไปทำงานต่างประเทศมากมายขนาดไหน นายจ้างทั้งหมดไม่ให้โกง ไม่ให้เอาเปรียบลูกจ้าง ซึ่งมีหลักฐานอยู่ที่ธนาคารทั้งหมด และนี่คือสิ่งหนึ่งที่ต้องดูว่า ตนทำงานเพื่อประเทศชาติและบ้านเมือง ซึ่งตนภาคภูมิใจมากเพราะไม่เคยเอาอำนาจหน้าที่ไปกลั่นแกล้งใคร และอยากฝากถึงนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กำกับดูแล กรมสอบสวนคดีพิเศษ ต้องลงมาดู ขอให้หน่วยงานดังกล่าวให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ซึ่งวันนี้ที่ตนเองมายื่นเรื่องก็มาในฐานะประชาชนคนหนึ่งต้องปกป้องสิทธิ์มาขอความเป็นธรรมจากศาล

เสี่ยเฮ้ง อดีต รมว.แรงงาน ฟ้อง 3 บิ๊ก DSI ปมหักหัวคิวแรงงานไปฟินแลนด์ เสี่ยเฮ้ง อดีต รมว.แรงงาน ฟ้อง 3 บิ๊ก DSI ปมหักหัวคิวแรงงานไปฟินแลนด์

วันนี้ตนได้นำเอกสารที่รวบรวมมาจำนวนมาก เพราะมีข้าราชการน้ำดีในดีเอสไอ ซึ่งเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ส่งมาให้ ยืนยันว่าไม่ได้กล่าวหาเจ้าหน้าที่ดีเอสไอทั้งหมด ในหน่วยงานมีดี 80-90% แต่ยังมีข้าราชการที่เลวร้าย ทำลายประชาชน คนเหล่านี้ต้องรับโทษและต้องเป็นบทเรียน 

เสี่ยเฮ้ง อดีต รมว.แรงงาน ฟ้อง 3 บิ๊ก DSI ปมหักหัวคิวแรงงานไปฟินแลนด์ เสี่ยเฮ้ง อดีต รมว.แรงงาน ฟ้อง 3 บิ๊ก DSI ปมหักหัวคิวแรงงานไปฟินแลนด์

นายสุชาติ เชื่อว่า การที่ดีเอสไอออกมาแถลงเป็นการ กลั่นแกล้งทางการเมือง เนื่องจากคดีสำคัญที่ประชาชนได้รับผลกระทบกลับไม่แถลง แต่มาแถลงคดีตัวเองที่มีการยื่นสำนวนให้ ป.ป.ช.ไปเมื่อปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว แต่ยังกลับมาแถลงข่าว ทั้งที่เข้าสู่กระบวนการป.ป.ช.ไปแล้ว

อีกทั้งก่อนหน้านีั ยังไม่เคยมีการเรียกตนเองและบุคคลที่เกี่ยวข้องไปสอบถาม หากมีข้อกล่าวหากับข้าราชการระดับสูงหรืออดีตรัฐมนตรีว่าการ ต้องสอบถามก่อน เพราะหากกล่าวหาไปแล้ว แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ ใครจะมาชดใช้ในสิ่งที่เขาเสียหาย 

นอกจากนี้ นายสุชาติ ยังยอมรับว่าในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2563 มีการร้องเรียนเรื่องการเรียกรับสินบนในลักษณะที่ถูกกล่าวหา  และได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงไปแล้ว เป็นบริษัทเอกชนกับเอกชน ซึ่งมองว่าถ้าข้าราชการทำตนจะตั้งคณะกรรมการสอบทำไม

เสี่ยเฮ้ง อดีต รมว.แรงงาน ฟ้อง 3 บิ๊ก DSI ปมหักหัวคิวแรงงานไปฟินแลนด์ เสี่ยเฮ้ง อดีต รมว.แรงงาน ฟ้อง 3 บิ๊ก DSI ปมหักหัวคิวแรงงานไปฟินแลนด์

นายสุชาติ ย้ำว่า หลักฐานที่ตนมี ขอให้ไปเจอกันในสภา ตนจะอภิปรายเองเรื่องในกระบวนการยุติธรรม พร้อมท้าให้ดูหลักฐานที่มีขะชัดเจนขนาดไหน 

“วันนี้ใครทำอะไรไว้ก็ต้องรับผลกรรมแบบนั้น ทุกเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของหน่วยงาน วันนี้ผมบอกแล้วว่าเจอกันในสภา ซึ่ฃจะส่งทุกอย่างไป ป.ป.ช. ตามที่คุณทำกับผม และดูสิง่าหลักฐานที่ผมมีจะชัดเจนขนาดไหน”  นายสุชาติกล่าว 


ทั้งนี้ ภายหลังยื่นฟ้องต่อศาล ศาลได้รับคำฟ้องเเล้ว นัดฟังคำสั่งชั้นตรวจคำฟ้องในวันที่ 6 ก.พ. 2567 นี้ หลังจากนี้หากศาลมีคำสั่งขอเอกสารเพิ่มเติมก็พร้อมนำมายื่นเเละหากศาลมีคำสั่งรับฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้อง ตนก็เตรียมพยานซึ่งเป็นข้าราชการในกรมเเรงงานเเละผู้ที่เคยไปใช้เเรงงานขึ้นไต่สวนในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วย 

‘พิธา’ ยิ้มแย้ม ถึงศาลรธน. ลั่นไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร จะทำเพื่อประชาชนต่อไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567771

24 ม.ค. 2567

‘พิธา’ ยิ้มแย้ม ถึงศาลรธน. ลั่นไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร จะทำเพื่อประชาชนต่อไป

‘พิธา’ ถึงศาลรธน. สีหน้ายิ้มแย้ม ลั่นไม่ว่าผลคำวินิจฉัย จะเป็นคุณหรือโทษ จะเดินหน้าทำเพื่อประชาชน แถลงโรดแมปพรรคก้าวไกลต่อไป

เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 24 ม.ค.67 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.)  เดินทางมาถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เวลา 14.00 น. ในคดีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า สมาชิกภาพ สส. ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.)  สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบกับมาตรา 98 (3) หรือไม่

จากกรณีถือหุ้นในบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ อยู่ในวันสมัครรับเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2566 โดยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 42 (3) กำหนดห้ามมิให้ผู้สมัคร สส. “เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ”

โดยนายพิธา หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. มานานกว่า 6 เดือน นับจากวันที่ 19 ก.ค. 66 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้รับคำร้อง “คดีถือหุ้นไอทีวี” ไว้พิจารณา และยังเป็นวันเดียวกับการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เป็นครั้งที่ 2 ด้วย

ทั้งนี้ นายพิธา ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า ยังคงรู้สึกมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง ขอขอบคุณประชาชน และสมาชิกพรรค รวมถึง สส.ที่ให้กำลังใจตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และขอบคุณทีมกฎหมายของพรรคฯ ที่ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อแถลงปิดคดี พร้อมยังมั่นใจในคำวินิจฉัยบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงศาลปกครองที่เคยมีในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยได้นำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว 

นายพิธา ยังระบุด้วยว่า ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยออกมาในทางเป็นโทษ หรือเป็นคุณ พรรคก้าวไกลและตนเอง ก็ได้วางกำหนดการการทำงานไว้ตลอดทั้งปีแล้ว เพื่อแสดงความพร้อมในการทำงานต่อไป ในวันพรุ่งนี้ (25 ม.ค.67) มีกำหนดพบกับแขกต่างประเทศ และในวันเสาร์อาทิตย์ที่จะถึงนี้ มีกำหนดลงพื้นที่ที่ภาคเหนือ จึงขอประชาชนไม่ต้องกังวล

ส่วนหากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยให้พ้นผิด และยังคงสามารถดำรงตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อได้อยู่ จะกลับไปปฏิบัติหน้าที่เมื่อใดนั้น นายพิธา ระบุว่า จะต้องรอหารือกับประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง เนื่องจากจะต้องรอเอกสารคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่อาจจะต้องแจ้งผลคำวินิจฉัยของศาลฯ ไปยังสภาผู้แทนราษฎรก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเดินทางมาฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรนูญของนายพิธา ในวันนี้ มีนายชัยธวัช ตุลาธน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกล เดินทางมาเป็นกำลังใจให้ด้วย และตลอดทางที่นายพิธา เดินเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีมวลชนมามอบดอกไม้ และสวมกอด ตะโกนให้กำลังใจ “นายกพิธา” ก่อนที่จะเดินเข้าห้องพิจารณาคดี เพื่อรับฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางมาตรการการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา ‘พิธา’ คดีหุ้นไอทีวี บ่าย2 วันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567751

24 ม.ค. 2567

ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา ‘พิธา’ คดีหุ้นไอทีวี บ่าย2 วันนี้

ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ พ้น-ไม่พ้น สมาชิกภาพการเป็น สส. กรณีถือหุ้นไอทีวี บ่ายวันนี้

ลุ้นศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา ‘พิธา’ คดีหุ้นไอทีวี บ่าย2 วันนี้เมื่อวันที่ 24 ม.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศช่วงเช้า ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย นำแผงเหล็กจำนวนมากมาวางไว้ ป้องกันพื้นที่รอบศาล เนื่องจากวันนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมหารือ ลงมติและออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย ในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพ สส.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบกับมาตรา 98 (3) หรือไม่ โดย กกต.อ้างถึงการถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดใดอยู่ในวันสมัครรับเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ

โดยเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2566 ศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนพยาน 3 ปาก ประกอบไปด้วย นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. นายพิธา และนายคิมห์ สิริทวีชัย โดยพยานทั้ง 3 ปาก ได้ตอบข้อซักถามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและของคู่กรณี คดีเป็นอันเสร็จสิ้นการไต่สวนและศาลนัดฟังคำวินิจฉัยในวันนี้ เวลา 14.00 น.

น.ส.วรรณวิภา ไม้สน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้โพสต์  X ส่วนตัว แจ้งกำหนดการของนายพิธา ว่า เวลา 12.45 น. นายพิธา จะเดินทางเข้ารับฟังการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีหุ้นไอทีวี ด้วยตัวเอง

ย้อนเส้นทาง ‘itv’ โด่งดัง ก่อนเป็นหนี้แสนล้าน หมากตัวใหญ่สั่นคลอน ‘พิธา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550909

24 ม.ค. 2567

ย้อนเส้นทาง 'itv' โด่งดัง ก่อนเป็นหนี้แสนล้าน หมากตัวใหญ่สั่นคลอน 'พิธา'

ย้อนดูเส้นทางสถานีโททัศน์ ‘itv’ ทีวีเสรีช่องแรกของไทยโด่งดัง เฟื่องฟู ก่อนเป็นหนี้สินสูงเกิน100,000 ล้านบาทจนถูกยกเลิกสัมปทาน สุดท้ายตกเป็นเกมทางการเมือง ทำเส้นทางการเมือง ‘พิธา’ สั่นคลอน

สถานีโทรทัศน์ไอทีวี หรือ “itv” ถูกกลับมาพูดถึงอีกครั้งหลังจากทีปิดสถานีและไม่มีการออกอากาศไปตั้งแต่ปี 2550 เป็นเวลานับกว่า 16 ปี ที่ประชาชนแทบจะไม่มีใครพูดถึง “itv” สถานีโทรทัศน์ที่เคยโด่งดังในยุคนั้นมาก่อน จนกระทั้งหลังเลือกตั้ง 2566 เสร็จสิ้น ปรากฎว่าพรรคก้าวไกลชนะการเลือก หลังจากนั้นมีการออกมาเปิดเผยว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายก ถือ หุ้นitv มากถึง 42,000 กว่าหุ้น ประเด็นดังกล่าวสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้นายพิธา อดเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 กันเลยก็ว่าได้ 

เรื่องราวโยงใยทางการเมืองระหว่างการถือ หุ้นitv และปมที่ยังมีการตั้งคำถามว่า “itv” ยังเป็นสื่ออยู่หรือไม่กลายเป็นข้อสงสัยอย่างมาก เพราะตัวสถานีโทรทัศน์ไอทีวีเองหยุดการออกอากาศไปกว่า 10 ปี แต่หากย้อนกลับไปในอดีต หลายคนยังจำสถานีโทรทัศน์ “itv” เป็นสถานีโทรทัศน์ที่โด่งดังและมีชื่อเสียงอีกหนึ่งช่องที่ในยุคนั้นใครไม่ดูคงไม่ได้ “itv”ยังเป็นช่องแรกที่มีการนำเสนอข่าวในช่วงต่างๆ โดยไม่มีคำว่าภาค ในรายการข่าว  สำหรับเส้นทางของ“itv” ในยุคนั้นนับว่าเป็นยุครุ่งเรืองอย่างมาก เพราะเป็นสถานีโทรทัศน์เสรีช่องแรกๆ ก่อนที่จะปิดตัวไปเพราะมีหนีสินค้างจ่าย และสุดท้ายตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง

  • จุดเริ่มต้น สถานีโทรทัศน์ “itv” ทีวีเสรี 

สถานีโทรทัศน์ไอทีวี เริ่มต้นมาจากเหตุการณ์พฤษาทมิฬ ในปี 2535 สื่อโทรทัศน์ถูกควบคุมและกำกับภายใต้การดูแลของรัฐบาลทั้งหมด ซึ่งสุ่มเสี่ยงทำให้เกิดการบิดเบือนในการนำเสนอข่าวได้ ดังนั้นในช่วงรัฐบาล นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ได้เปิดประมูลสัมปทานการดำเนินงานสถานีโทรทัศน์เสรีขึ้น  กลุ่มบริษัท สยามทีวีแอนด์คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ซึ่งนำโดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ชนะการประมูล และได้รับอนุมัติให้ดำเนินงาน โครงการสถานีโทรทัศน์เสรีช่องใหม่ และเมื่อวันที่ 3 ก.ค. ปี 2538 พร้อมทั้งเชิญชวนให้บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมถือหุ้น และบริหารสถานีฯ

“itv” เริ่มต้นออกอากาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2539 เวลา 19.00 น. โดยเริ่มต้นจากการนำเสนอ ข่าวภาคค่ำประจำวัน เป็นสถานีโทรทัศน์แห่งแรก ที่เรียกรายการข่าวโดยไม่มีคำว่าภาคและมีชื่อสถานีเรียกทุกครั้ง เช่น ข่าวเช้าไอทีวี ข่าวเที่ยงไอทีวี ข่าวค่ำไอทีวี โดยผู้ประกาศข่าวคู่แรกของสถานี คือ กิตติ สิงหาปัด และ เทพชัย หย่อง ออกอากาศทางช่อง หมายเลข 26  ต่อมาได้ย้ายไปออกอากาศทางช่อง 29 โดยมีสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นเจ้าของคลื่นความถี่

  • ยื่นจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนก่อนเปลี่ยนหลายมือจนถึงวันสิ้นสุดออกอากาศ 

1.ปี 2541  บจก.สยาม อินโฟเทนเมนท์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) และในราวปี 2542 ภาครัฐแห่งหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงช่องสัญญาณให้กับไอทีวี จากช่อง 26 มาเป็นช่อง 29 

2.ปี 2543  บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อหุ้นของ “itv” ในช่วงเปลี่ยนผ่านได้สร้างความไม่พอใจแก่พนักงานค่อนข้างมาก ส่งผลให้นายเทพ หย่อง  ผู้อำนวยการสถานี ขณะนั้นตัดสินใจลาออก หลังจากนั้นนายไตรภพ ลิมปพัทธ์ และบริษัท กันตนา กรุ๊ป ได้ทำ MOU และเข้าถือหุ้มใน  “itv” ร้อยละ 10 ส่งผลให้ นายไตรภพ กลายเป็นผู้อำนวยการสถานีในทันที  ในช่วงนั้นเรียกต้องบอกว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในสถานีโทรทัศน์ไอทีวีค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการขยับเวลาออกอากาศข่าวค่ำ การปรับผังรายการต่างๆ แต่ท้ายที่สุดบจก.บอร์น ซึ่งมีนายไตรภพเป็นกรรมการผู้จัดการคณะนั้น  และ บมจ.กันตนา กรุ๊ป ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่ตกลงไว้ในบันทึกความเข้าใจได้ ส่งผลให้กลายเป็นแค่ผู้เช่าช่องสถานีออกกาศและนายไตรภพก็ถือว่าสิ้นสุดการเป็นผู้อำนวยการช่องด้วย

3.ปี 2549 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชดเชยความเสียหายเป็นจำนวนเงิน 20 ล้านบาท ปรับลดผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญา  230 ล้านบาท ปรับลดเงินรับประกันผลประโยชน์ขั้นต่ำ และให้คืนเงินผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำที่ผู้คัดค้านได้ชำระระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการตลอดจนการปรับเพิ่มสัดส่วนรายการบันเทิงในผังรายการ และรายการข่าว 50:50 รวมถึงการจ่ายค่าชดเชยโดยสปน.  แต่ศาล ปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของอนุญาโตตุลาการ ชี้ขาดให้ สปน.ลดค่าสัมปทานเป็นเงิน  

4.13 ธ.ค. ปี 2549 ศาลปกครองสูงสุดก็พิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ส่งผลให้ บมจ.ไอทีวี ต้องจ่ายค่าสัมปทานสำหรับเช่าเวลาออกอากาศสถานีโทรทัศน์ไอทีวี เป็นเงิน 1,000 ล้านบาทต่อปีตามเดิม และต้องปรับผังรายการเป็นสาระและบันเทิง 70:30   “itv” ยังต้องเสียค่าปรับจากการผิดสัญญาสัมปทาน จากการเปลี่ยนแปลงผังรายการที่ไม่เป็นไปตามสัญญาสัมปทาน คิดเป็นร้อยละ 10 ของค่าสัมปทานในแต่ละปี คิดเป็นรายวัน วันละ 100 ล้านบาท นับตั้งแต่เริ่มมีการปรับผังรายการ รวมระยะเวลา 2 ปี

5.หลังจากปรับผังรายการออกอากสส่งผลให้เรตติ้งของ “itv” ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2549  ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้ ชำระค่าสัมปทานที่ค้างอยู่ จำนวนทั้งสิ้น 2,210 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 เป็นจำนวนเงินรวม 464 ล้าน 5 แสนบาท กรณีทำผิดสัญญาเรื่องปรับผังรายการ อีกกว่า 97,760 ล้านบาท รวมเงินที่ “itv” ต้องจ่ายให้สำนักปลัดเป็นกว่า 1 แสนล้านบาท 


6.ปี 2550 มีการพยายามเจรจาต่อรองกันหลายรอบ แต่ท้ายที่สุดวันที่ 7 มี.ค. 2550 คณะรัฐมนตรีมติให้ยกเลิกสัญญาสัมปทานจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เสรี และสั่งให้ยุติการออกอากาศ สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ในวันเดียวกัน เมื่อเวลา 00.00 น. รวมระยะเวลาการออกอากาศทั้งสิ้น 10 ปี 8 เดือน 6 วัน 5 ชั่วโมง


7.การต่อสู้ระหว่าง itv และ  สปน.ยังไม่จบแต่การปิดสถานีเท่านั้น เพราะยังมีข้อพิพาทเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนท้ายที่สุดในปี 2559 คณะอนุญาโตตุลาการได้ตัดสินชี้ขาดว่า สปน.บอกเลิกสัญญาสัมปทานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต้องชำระค่าเสียหายให้แก่ itv และ itv ต้องชำระค่าตอบแทนส่วนต่างเช่นกัน คำชี้ขาดจึงสรุปว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีหนี้ที่ต้องชำระต่อกัน

  • ทำเนียบผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ “itv” 

-ยุคแรก นายเทพชัย หย่อง เป็นผู้อำนวยการสถานีในปี 2538-2543
-ยุคที่สอง นายไตรภพ ลิมปพัทธ์ เป็นผู้อำนวยการสถานีในปี 2546 
-ยุคสุดท้ายก่อนปิดสถานี  นายทรงศักดิ์ เปรมสุข และนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เข้ามาเป็นผู้บริหารสถานี

อ้างอิง : wikipedia

ถอดคำต่อคำ คิมห์ สิริทวีชัย ตอบผู้ถือ ‘หุ้น itv’ ชัด itv ยังทำสื่ออยู่หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550926

24 ม.ค. 2567

ถอดคำต่อคำ คิมห์ สิริทวีชัย ตอบผู้ถือ 'หุ้น itv' ชัด itv ยังทำสื่ออยู่หรือไม่

ถอดคำต่อคำ คิมห์ สิริทวีชัย ตอบคำถามผู้ถือ ‘หุ้น itv’ ชัด itv ยังดำเนินการเกี่ยวกับสื่อทีวีอยู่หรือไม่ หลังเอกสารบันทึกที่ประชุมไม่ตรงกับคลิปในที่ประชุม

หลังจากที่มีการเปิดเผยคลิปการประชุมผู้ถือ “หุ้น itv” ซึ่งพบว่ารายละเอียดในเอกสารบันทึกการประชุม ไม่ตรงกับการประชุมผู้ถือหุ้นทางออนไลน์ที่มีนายคิมห์ สิริทวีชัย ประธานที่ประชุมในวันนั้น โดยระหว่างการประชุมได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นซักถามข้อสังสัย 

สำหรับคลิปการประชุมผู้ถือ “หุ้น itv” ที่เปิดเผยในรายการข่าว 3 มิติ  มีรายะเอียดการตอบคำถามระหว่างประธานที่ประชุมและผู้ถือ “หุ้น itv” ดังนี้

นายคิมห์ สิริทวีชัย อ่านคำถามจาก ภานุวัฒน์ ขวัญยืน มาด้วยตนเอง  โดยนายภานุวัฒน์ ได้ถามคำถามว่า “มีการดำเนินการเกี่ยวกับสื่อหรือทีวีไหมครับ” 

นายคิมห์ สิริทวีชัย ประธานที่ประชุม ตอบว่า “ตอนนี้บริษัทยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ รอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อนนะครับ”

คำถามที่ 2 จาก นายวิรัตน์ คล่องประกิจ ถามว่า “หากคดีความต่างๆ จบสิ้นเรียบร้อย บริษัทจะมีปันผลไหม บริษัทจะมีแผนดำเนินงานธุรกิจต่อไป จะเข้าตลาดหลักทรัพย์อีกรึเปล่า บริษัทมีแผนชำระบัญชี หรือกิจการอื่นๆ แกผู้ถือหุ้นหรือไม่” 

 
นายคิมห์ สิริทวีชัย ประธานที่ประชุม ตอบว่า  “ผลของคดีเป็นจุดสำคัญที่สุดของบริษัทนะครับ ถ้าผลคดียังไม่ออกมามันเป็นไปได้ยากมากที่เราจะดำเนิการใดๆ กับไอทีวี ณ ขณะนี้ ในอดีตที่ผ่านมาเราได้ว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินมาดู Option ต่างๆ ก็ยังไม่ได้มีทางเลือกใดๆ ที่เหมาะสม ทั้งหมดทั้งมวลต้องรอผลทางคดี ถ้าผลคดีสิ้นสุดลงแล้วทางบริษัทจะรอผลพิจารราทางที่เหมาะสมให้กับทางผู้ถือหุ้นต่อไป” 
 

ขณะเดียวกันมีการเผยแพร่เอกสารรับรองการประชุม ซึ่งมีในการบันทึกการประชุมมีบางข้อที่ไม่ตรงกับที่นายคิมห์ สิริทวีชัย ประธานที่ประชุมผู้ถือ “หุ้น itv” 

นายภาณุวัฒน์ ขวัญยืน ผู้ถือหุ้นสอบถามว่า “itv มีการดำเนินการเกี่ยวกับสื่ออยู่หรือไม่” 

ประธานในที่ประชุม ตอบว่า “ปัจจุบันบริษัทยังมีการดำเนินกิจการอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของบริษัท และมีการส่งงบการเงินและยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ” 

เอกสารประชุมผู้ถือหุ้น itv เอกสารประชุมผู้ถือหุ้น itv

‘ชาญชัย’ จี้ ‘กรมราชทัณฑ์’ ยื่นขอศาล พิจารณา ‘ทักษิณ’ รักษาตัวนอกเรือนจำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567723

23 ม.ค. 2567

'ชาญชัย' จี้ 'กรมราชทัณฑ์' ยื่นขอศาล พิจารณา 'ทักษิณ' รักษาตัวนอกเรือนจำ

‘ชาญชัย’ ให้เวลา 3 สัปดาห์ ‘กรมราชทัณฑ์’ ยื่นขออนุญาตศาล พิจารณา ‘ทักษิณ’ รักษาตัวนอกเรือนจำ เผยอาการป่วยไม่เข้าข่ายบรรเทาโทษ

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงกรมราชทัณฑ์ เกี่ยวกับข้อปฎิบัติต่อนายทักษิณ ชินวัตร กรณีรักษาตัวนอนเรือนจำ เป็นการทุเลาโทษโดยไม่เป็นคำสั่งศาล หลังก่อนหน้านี้ศาลมีคำพิพากษาสั่งให้จำคุก 8 ปี 

นายชาญชัยกล่าวว่า นายทักษิณได้ขอยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา 3 คดี มีโทษจำคุกรวม 8 ปี จากนั้นนายทักษิณ ยอมรับผิดในการกระทำและมีความสำนึกในความผิดที่กระทำจึงขอรับโทษตามคำพิพากษา โดยทรงพระกรุณาการอภัยโทษลดโทษจำคุกเหลือ 1 ปี ตามที่ได้มีการประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา

แต่นายทักษิณอ้างอาการเจ็บป่วยหลายโรคในวัยชราจนต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ผู้เชี่ยววชาญ ยังไม่เคยถูกต้องขังหรือจำคุกจริงตามคำพิพากษาของศาลแม้แต่วันเดียว ดังนั้นกรมราชทัณฑ์ต้องยื่นคำร้องต่อศาลว่า นช.ทักษิณ ถ้าถูกจำคุกในเรือนจำอาจถึงแก่ชีวิตโดยขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับโทษให้จำคุกตามประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาม. 246 (2) ศาลอาจมีคำสั่งให้ควบคุม นายทักษิณ ในสถานที่อันควรนอกเรือนจำหรือสถานที่ที่กำหนดไว้ในความหมายจำคุก ดังนั้นเรียกร้องให้กดรมราชทัณฑ์ปฏิบัติตามระเบียบ ป. วิอาญาโดยเคร่งครัด

นายชาญชัยให้เวลากรมราชทัณฑ์ภายใน 3 สัปดาห์  หากไม่ดำเนินการจะฟ้องต่อศาลเอาผิดตั้งแต่รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนเอื้อให้นายทักษิณออกมารักษาอาการป่วยทั้งที่ไม่มีไมีอาการป่วยทางจิต และโรคติดต่อ ที่ต้องให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด

สรุปครบ ปมร้อน ‘หุ้น itv’ จุดเริ่มต้น เขย่า ‘พิธา’ ก่อนชี้ชะตา 24 ม.ค. 67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550914

23 ม.ค. 2567

สรุปครบ ปมร้อน 'หุ้น itv' จุดเริ่มต้น เขย่า 'พิธา' ก่อนชี้ชะตา 24 ม.ค. 67

สรุปครบ ปมร้อน มหากาพย์ ‘หุ้น itv’ จุดเริ่มต้น เขย่า ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ก่อน ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา 24 ม.ค. 2567

ปมร้อน “หุ้น itv” ที่ทำชะตากรรมทางการเมืองของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ไม่ได้ไปต่อในตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรีคนที่ 30” และศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ สส. ก่อนนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกล จนกลายเป็นมหากาพย์ และในวันพุธที่ 24 ม.ค. 2567 เป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา พิธา ในคดีถือหุ้น ITV 

ทั้งหมดทั้งมวล ดูเหมือนจะกลายเป็นเกมการเมือง หวังดิสเครดิตกันหรือไม่ คมชัดลึก สรุปครบ ปมร้อน “หุ้น itv” กระตุก พิธาหลังการเลือกตั้ง ที่ก้าวไกลได้คะแนนเสียงแบบถล่มทลาย จนนำไปสู่ “หุ้นสื่อ itv” เริ่มต้นมีที่มาที่ไปอย่างไร

หุ้น itvหุ้น itv

จุดเริ่มต้นปมร้อน “หุ้น itv”

1. การร้องให้ตรวจสอบการถือหุ้นไอทีวีของพิธา เกิดจาก “นิกม์ แสงศิรินาวิน ผู้สมัคร” ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 17 คลองสามวา กรุงเทพมหานคร ซึ่งเคยเป็นผู้สมัคร สส.ของพรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 และถือหุ้น itv เช่นเดียวกับพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์คนแรกเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2566

2. ตามข้อมูลของ นพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ซึ่งเคยถูกจำคุกร่วมกับแกนนำ นปช. คดีบุกบ้านพักสี่เสาเทเวศน์ ยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อ กกต.ขอให้เชิญมาเป็นพยาน กรณีที่ยื่นให้ตรวจสอบการถือหุ้นสื่อ itv ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

2. 3 นักร้อง “เรืองไกร-สนธิญา-นพรุจ” รับลูกทันที เข้าร้องเรียน กกต. ให้ตรวจสอบการถือครองหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ก่อนทูลเกล้าฯ เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เพราะ 3 นักร้อง ตีความว่า เป็น หุ้นสื่อ ซึ่งอาจทำให้ขาดคุณสมบัติความเป็น สส. และ นายกรัฐมนตรี

3. ”พิธา” แจงทันควัน เรื่องหุ้น ITV โอนให้ทายาทอื่นแล้ว และไม่ได้เจตนาโอนเพราะหลีกหนีความผิด พร้อมชี้แจง กกต. โดยยืนยันว่า เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลที่มี “นายพิธา” เป็นนายกให้สำเร็จ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

4. จากการตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้ถือ “หุ้น itv” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถือครอง 42,000 หุ้น ตั้งแต่ 2551 – 2566 รวม 16 ปี ไม่ระบุ ผู้จัดการกองมรดก หลังบิดาเสียชีวิตปี 2549

5. กกต. มีมติไม่รับคำร้อง 3 คำร้อง ปม “พิธา” ถือหุ้น itv เหตุคำร้องยื่นเกินระยะเวลาตามกฎหมายกำหนด แต่มีมติรับเรื่องไว้พิจารณา ตาม ม.151 เหตุรู้อยู่แล้วว่า ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังฝืน โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน

ความผิดมาตรา 151

6. มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังลงสมัคร

  • ต้องระวางโทษจำคุก 1-10 ปี
  • ปรับ 20,000-200,000 บาท
  • ให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

7. หลังจากนั้นเป็นต้นมา กระแสความเป็นไปได้ สำหรับเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ดูเหมือนจะเลือนลางมากขึ้นทุกที เพราะหลายฝ่ายมองว่า แม้ กกต.จะตีตกคำร้อง “คดีถือหุ้นสื่อ” ของพิธา แต่กรณีนี้ยังมีโอกาสฟื้นคืนชีพได้อีก ภายหลัง กกต.ประกาศรับรองพิธา เป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพราะมีช่องทางให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้

เอกสารที่ประชุมผู้ถือหุ้นเอกสารที่ประชุมผู้ถือหุ้น

8. กระแสตีกลับภายในชั่วข้ามคืนวันที่ 11 มิ.ย. 2566 เมื่อ “ฐปณีย์ เอียดศรีไชย” เปิดคลิปวีดีโอ บันทึกการประชุมผู้ถือหุ้น itv ที่มีการร้องเรียนให้ตรวจสอบ ในรายการข่าว 3 มิติ ที่ปรากฎว่า ไม่ตรงกับเอกสารบันทึกการประชุม

9. ย้อนกลับไปที่ กิตติ สิงหาปัด พิธีกรรายการข่าว 3 มิติ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เป็นภาพเอกสารบันทึกการประชุม เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2566 ระบุว่า นายภาณุวัฒน์ ขวัญยืน ผู้ถือหุ้น สอบถามว่า “itv” มีการดำเนินการเกี่ยวกับสื่ออยู่หรือไม่ ประธานในที่ประชุม ตอบว่า “ปัจจุบันบริษัทยังมีการดำเนินกิจการอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของบริษัท และมีการส่งงบการเงินและยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ” แต่ในคลิปการประชุม ที่เปิดเผยในรายการ นายภาณุวัฒน์ หนึ่งในผู้ถือหุ้น ถามว่า “มีการดำเนินการเกี่ยวกับสื่อหรือทีวีไหมครับ” ขณะที่นายคิมห์ สิริทวีชัย ประธานที่ประชุม ตอบว่า “ตอนนี้บริษัทยังไม่มีการดำเนินการใดๆ รอผลคดีความให้สิ้นสุดก่อน”

10. วันที่ 12 มิ.ย. 2566 คิมห์ สิริทวีชัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีบันทึกการประชุมผู้ถือหุ้น ไม่ตรงกับข้อความในที่ประชุม

อินทัช แถลงชี้แจงอินทัช แถลงชี้แจง

ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน เป็นใคร

11. ค้นข้อมูลของ “ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน” พบว่า เมื่อเดือน ก.พ. ปีเดียวกันนี้ ได้เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน บริษัทคลีนิคนวลจันทร์ ของนิกม์ แสงศิรินาวิน ซึ่งเขาเป็นผุ้จัดการอยู่ ได้แจ้งความเมื่อปลายปี 2565 ว่าโดนปลอมใบสั่งซื้อยาอันตราย มูลค่ากว่าร้อยล้านบาท ยาดังกล่าว สามารถนำไปผลิตยาเสพติดได้  และเขายังถูกตั้งคำถามจากพรรคก้าวไกล ว่าได้หุ้นมาอย่างไร ทำไมจึงตั้งคำถามดังกล่าว

ภาณุวัฒน์ ขวัญยืนภาณุวัฒน์ ขวัญยืน

12. นิกม์ แสงศิรินาวิน เปิดใจในรายการข่าว 3 มิติ ยอมรับว่า รู้จักกับ ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน ซึ่งเป็นรุ่นน้องในที่ทำงาน และนิกม์ ได้ทำการโอนหุ้น itv ก่อนลงสมัคร สส.ในการเลือกตั้ง 2566 ส่งผลให้ ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน กลายเป็นผู้ถือหุ้น itv นั่นเอง

นิกม์ แสงศิรินาวิน-ฐปนีย์ เอียดศรีไชยนิกม์ แสงศิรินาวิน-ฐปนีย์ เอียดศรีไชย

นิกม์ แสงศิรินาวิน เป็นใคร

นิกม์ แสงศิรินาวิน ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 17 คลองสามวา พรรคภูมิใจไทย และอดีตผู้สมัคร สส.พรรคอนาคตใหม่ เมื่อครั้งการเลือกตั้งปี 2562 โดยนิกม์ ได้ปรากฎตัวบนสื่อสังคมอีกครั้ง ในประเด็นการยื่นร้องให้ กกต. ตรวจสอบ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” กรณี ปมถือหุ้น “itv” ที่นิกม์ได้โพสต์แฉผ่านเฟสบุ๊คเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา พร้อมเตือนให้ “พิธา” ที่มีหุ้น ITV จำนวน 42,000 หุ้น ออกมามอบตัวกับ กกต. หลังจากนั้น เป็นต้นมา ส่งผลทำให้ชื่อของ “นิกม์ แสงศิรินาวิน” เป็นที่จับตามองจากกระแสสังคมอีกครั้ง

13. วันที่ 20 ธ.ค. 2566 พิธาเข้ารับการไต่สวนต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นัดไต่สวนพยานบุคคล โดยมั่นใจว่า จะได้รับความเป็นธรรม และความยุติธรรม ซึ่งหากคำพิพากษาเป็นคุณ ก็หวังว่าจะได้กลับไปทำหน้าที่ สส.ทันที

14. วันที่ 21 ม.ค. 2567 พรรคก้าวไกลได้เผยแพร่วิดีโอชื่อ “เปิดข้อมูลคดีหุ้นสื่อ ทำไมพิธาจะได้กลับเข้าสภา 24 มกราคมนี้” ซึ่งเนื้อหาของวิดีโอแสดงข้อเท็จจริงที่ใช้ในการต่อสู้คดี เช่นเดียวกันกับระบุว่า พิธาจะไม่ถูกตัดสิทธิ หรือหลุดจากตำแหน่ง สส. เนื่องจาก ITV ไม่ใช่สื่อมวลชนแล้ว 

และในเวลา 14.00 น. พุธที่ 24 ม.ค. 2567 จึงเป็นวันชี้ชะตา พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะได้กลับมาทำหน้าที่ สส. ได้อีกครั้งหรือไม่ 

‘อูรักลาโว้ย’ ร้อง ‘สมศักดิ์’ ขอรัฐบาลช่วยพัฒนาความเป็นอยู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567677

22 ม.ค. 2567

‘อูรักลาโว้ย’ ร้อง ‘สมศักดิ์’ ขอรัฐบาลช่วยพัฒนาความเป็นอยู่

‘สมศักดิ์’ เตรียมเร่งประชุมคณะฟื้นฟูกลุ่มชาติพันธุ์ สร้างความเข้มแข็ง ไม่ถูกรังแก พร้อมเดินหน้าช่วยชาวชายแดนใต้แก้หนี้

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการขับเคลื่อนการฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลและชาวกะเหรี่ยง ลงพื้นที่ชุมชนโต๊ะบาหลิว ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พร้อมสักการะศาลเจ้าโต๊ะบาหลิว ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องอูรักลาโว้ย กลุ่มชาวเล โดยได้ขอพรให้การผลักดันในทุกเรื่องของชาวอูรักลาโว้ย เกิดแต่ผลสำเร็จ 

โดยมี นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสทนช. นายสมปราชญ์ ปราบสงคราม รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายเดียว ทะเลลึก ผู้แทนชุมชน นายวิทวัส เทพสง ผู้แทนเครือข่ายชาวเล และ นายอภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศมส. ให้การต้อนรับ

ตัวแทนชาวอูรักลาโว้ย เรียกร้องให้รัฐบาล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร สนับสนุนงบประมาณให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรืภาคเอกชน เพื่อเข้ามาดูแลพี่น้องชาวเล รวมถึงอยากให้สนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาการเข้าถึงสถานพยาบาล การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การจัดหาโฉนดให้แก่ชุมชน ที่ส่งผลกระทบทั้งที่อยู่และการทำสุสาน การเข้าถึงน้ำประปา เพื่อการอุปโภคและบริโภค และไฟฟ้า ที่ถือว่า เป็นเรื่องสำคัญมาก และการจัดทำพื้นที่อนุรักษ์ให้แก่ชาวเลด้วย 

‘อูรักลาโว้ย’ ร้อง ‘สมศักดิ์’ ขอรัฐบาลช่วยพัฒนาความเป็นอยู่

ด้านนายสมศักดิ์ กล่าวว่า รู้สึกตกใจมากที่ได้ยินว่า พี่น้องประชาชนในพื้นที่สามารถดำน้ำลึกได้ถึง 10 นาที ตอนแรกคิดว่า มีแต่ในหนัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนประหลาดใจมาก แล้วจะไปบอกทุกคนต่อว่า ชาวอูรักลาโว้ย นั้นดำน้ำเก่งมาก โดยตามประวัติศาสตร์ทุกคนคือคนไทย จะต้องมีบัตรประชาชน ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ก็มีความเป็นห่วง จึงมอบหมายให้ตนมานั่งในกรรมการชุดนี้ 

“อะไรที่ตกทอดมาเป็นมรดกของท่าน ก็ยืนยันว่า ต้องเป็นของท่าน เวลานี้หน่วยงานราชการต่างๆไม่เคยทอดทิ้ง  เราช่วยกันสุดกำลัง คนที่เข้ามาผลักดันแม้จะไม่ใช่คนในชุมชน แต่ก็ทำเต็มที่ แต่ถ้าลูกหลานของท่านโตขึ้นมาเก่งกฎหมายเก่งวิชาการ จะช่วยพวกเราได้มาก จะไม่ถูกใครมารังแก กลับไป เร่งประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลและชาวกะเหรี่ยง ดังนั้นขอให้สบายใจ จะทำให้ทุกอย่าง แต่การขับเคลื่อนบางอย่างไม่สามารถสั่งวันนี้แล้วสำเร็จได้เลย เพราะมีหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากมาย เราต้องช่วยกัน “รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

จากนั้นนายสมศักดิ์ ประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ร่วมกับนายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะกรรมการเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทักษิณ 14 จังหวัดภาคใต้ เช่น สตูล กระบี่ พัทลุงนครศรีธรรมราช ยะลา ปัตตานี เนื่องจากเวลานี้กองทุนหมู่บ้านมีปัญหาการทำสถิติของกองทุน ในประเด็นส่วนที่ไม่สามารถส่งหนี้ได้ว่า ขณะนี้มีเท่าไหร่ได้อย่างชัดเจน ตอนนี้คณะทำงานกำลังเดินหน้าอยู่ ดังนั้น การทำบัญชีครัวเรือนถือเป็นเรื่องสำคัญ เราจะได้รู้ว่า การสูบบุหรี่ 1 ปี 365 วัน เป็นรายจ่ายกว่า 30,000 บาท แต่เราสามารถซื้อข้าวกินได้ทั้งปี ซึ่งอาจจะไม่ถึง 30,000 บาท หากเรารู้จักบริหารตรงนี้เราจะไม่รู้จักความยากจน และจะรู้อะไรสำคัญในการใช้จ่าย รวมถึงจะรู้ว่าเราจะประหยัดอะไร 

‘อูรักลาโว้ย’ ร้อง ‘สมศักดิ์’ ขอรัฐบาลช่วยพัฒนาความเป็นอยู่

นอกจากนี้สทนช.ก็เข้าร่วมดูว่าจะช่วยเหลืออะไรได้ และเวลานี้ ศอ.บต. ดูเรื่องที่ดินสร้างอาชีพและแหล่งเงินกู้ที่ดอกเบี้ยต่ำสุดๆ เพื่อสนับสนุนการสร้างอาชีพให้กับพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอาชีพที่จะต้องสนับสนุนคือ อาชีพที่ต้องลงทุนน้อยต่อยอดได้ อย่างเช่น การเลี้ยงวัว หรือ เลี้ยงปู 

ขณะเดียวกันทุกหมู่บ้านต้องเพิ่มศักยภาพด้วยการหาตลาดเพิ่ม รวมถึงการนำเทคโนโลยีต่างๆในการจัดส่ง รัฐบาลไม่ทอดทิ้งสมาชิกกองทุนหมู่บ้านที่มีถึง 13 ล้านคน เราไม่สามารถบอกได้ว่า จะทำให้เขารวยภายในวันเดียว แต่วันนี้คงคิดว่า จะทำอย่างไรให้พวกเขานั้นหมดหนี้หมดสินลืมตาอ้าปากได้

‘อูรักลาโว้ย’ ร้อง ‘สมศักดิ์’ ขอรัฐบาลช่วยพัฒนาความเป็นอยู่

ศรีสุวรรณ ยื่นป.ป.ช. ลงดาบ2 เอาผิด “ศักดิ์สยาม” ปมซุกหุ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567517

19 ม.ค. 2567

ศรีสุวรรณ ยื่นป.ป.ช. ลงดาบ2 เอาผิด “ศักดิ์สยาม”  ปมซุกหุ้น

ศรีสุวรรณ ยื่นป.ป.ช.ลงดาบ2 เอาผิด “ศักดิ์สยาม” ปมซุกหุ้น หลังศาลรัฐธรรมนูญ สั่งพ้น รัฐมนตรี หวังตัดสิทธิ์ทางการเมืองนับ 10 ปี เล็งยื่น กกต. สัปดาห์หน้า ลงดาบ 3 ยุบพรรคภูมิใจไทย

19 ม.ค. 2567 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เอาผิดกรณีผิดจริยธรรมร้ายแรงกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยระบุว่าจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม สิ้นสุดลง เนื่องจากฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ประกอบ พ.ร.บ. การจัดการหุ้นส่วน และหุ้นส่วนของรัฐมนตรี 2543 มาตรา 4 อนุมาตรา 1 ทำให้ตำแหน่งรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 1 อนุมาตรา 5

ศรีสุวรรณ ยื่นป.ป.ช.ลงดาบ2 เอาผิด ศักดิ์สยาม ชิดชอบ  ปมซุกหุ้นศรีสุวรรณ ยื่นป.ป.ช.ลงดาบ2 เอาผิด ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ปมซุกหุ้น

แต่เรื่องนี้ไม่จบลงที่การสิ้นสุดของการเป็นรัฐมนตรี ซึ่งนายศักดิ์สยามก็ออกมาจากตำแหน่งรัฐมนตรีตั้งแต่การเลือกตั้ง เมื่อต้นปี 2566 แต่เนื่องจากผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นศาล องค์กรอิสระ หรือหน่วยงานอื่นใด 

ศรีสุวรรณ ยื่นป.ป.ช. ลงดาบ2 เอาผิด “ศักดิ์สยาม”  ปมซุกหุ้น

ดังนั้นการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นที่สุดแล้ว ก็ย่อมจะผูกพันหน่วยงานอิสระอย่าง ป.ป.ช.ด้วย ซึ่งการที่นายศักดิ์สยาม ได้นำเสนอบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไว้ยัง ป.ป.ช. ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ชี้ให้เห็นว่าเป็นการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ โดยชัดเจน เพราะว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยาม ยังคงเป็นหุ้นส่วนหรือเจ้าของหุ้นส่วนที่แท้จริงของห้างหุ้นส่วน บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น 

จึงเป็นบทบาทหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะต้องดำเนินการในเรื่องของการแจ้งรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ รวมทั้งประเด็นมาตรฐานทางจริยธรรมด้วย ซึ่งน่าจะเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในหลายๆ ข้อ โดยศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีมาตรฐานออกมาชัดเจนไว้ตั้งนานแล้ง ดังนั้นเรื่องนี้จึงมีความจำเป็นต้องให้ ป.ป.ช.ลงดาบที่สองกับนายศักดิ์สยามต่อไป

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า เมื่อ ป.ป.ช. ดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็เป็นหน้าที่ที่จะไปดำเนินการเอาผิดและลงโทษนายศักดิ์สยามต่อไป ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องมีการเว้นวรรคทางการเมือง ไม่ใช่แค่ 1-2 ปี แต่จะต้องเป็น 10 ปี ซึ่งก็จะหมดสิ้นอนาคตทางการเมือง ซึ่งนอกจากดาบสองแล้ว ยังมีดาบสาม ดาบสี่ดาบห้า ตามมาอีก เพราะกรณีนี้ เราไม่ควรให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่นักการเมือง หรือพรรคการเมืองอื่นๆ เพราะไม่เช่นนั้นนักการเมืองจะใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองหลบเลี่ยง การแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินแล้วให้นอมินีมาดำเนินการในขณะที่ตัวเองมีอำนาจในกระทรวง ทบวง กรม แล้วก็สามารถเข้ามาประมูลงานแข่งกับคนอื่น ยิ่งทำให้รัฐเสียหาย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ ต้องมายื่นให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ

ส่วนกรณีดาบที่สองคือการหมดอนาคตทางการเมือง แต่ไม่ใช่เรื่องของการยุบพรรคใช่หรือไม่นั้น นายศรีสุวรรณ กล่าวว่าเรื่องการยุบพรรคเป็นหน้าที่ของ กกต. ตอนนี้ดำเนินการในเรื่องของนายศักดิ์สยามก่อน ส่วนเรื่องยุบพรรคก็ต้องดำเนินการต่อไป เพราะบอกแล้วว่าจะต้องมีไม้สามไม้สี่ต่อไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชัดเจน เป็นที่สุดแล้ว และผูกพันกับหน่วยงานรัฐอื่นที่เกี่ยวข้องจะเฉไฉเป็นอย่างอื่นไม่ได้ โดยในสัปดาห์หน้าจะไปยื่นคำร้องต่อ กกต. ในเรื่องของการยุบพรรคต่อไป

ส่วนกรณีที่นายศักดิ์สยามลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคและ สส.แล้ว ถือว่ายังไม่จบใช่หรือไม่ นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ความผิดเกิดขึ้นในขณะที่นายศักดิ์สยามดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม การลาออกจากตำแหน่ง สส. และเลขาธิการพรรคไม่เกี่ยวเลย เพราะความผิดเกิดขึ้นระหว่างที่ดำรงตำแหน่งไปแล้ว ผลผูกพันมาตั้งแต่การดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว

ศรีสุวรรณ ยื่นป.ป.ช. ลงดาบ2 เอาผิด “ศักดิ์สยาม”  ปมซุกหุ้น

‘เพลง ชนม์ทิดา’ ยื่นลาออกจาก ภูมิใจไทย ‘นันทนา สงฆ์ประชา’ เสียบแทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567506

19 ม.ค. 2567

'เพลง ชนม์ทิดา' ยื่นลาออกจาก ภูมิใจไทย 'นันทนา สงฆ์ประชา' เสียบแทน

‘เพลง ชนม์ทิดา’ ยื่นหนังสือลาออก สมาชิกพรรรค ‘ภูมิใจไทย’ มีผลทันที ‘นันทนา สงฆ์ประชา’ ผู้สมัคร สส. ลำดับที่ 6 เสียบแทน

เมื่อเวลา 11.40 น. ‘เพลง ชนม์ทิดา‘ หรือ น.ส.ชนม์ทิดา อัศวเหม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 5 ได้ส่งหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ต่อนายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย 

โดยล่าสุด ทางพรรคภูมิใจไทย ได้แจ้งต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ถึงการลาออกของ ‘เพลง ชนม์ทิดา‘ เป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติการเป็น สส. แล้ว

ทั้งนี้ การลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ปมซุกหุ้น บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป ทำให้ “เพลง ชนม์ทิดา” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 ต้องถูกเลื่อนขึ้นมาเป็น สส. แทน 

เพลง ชนม์ทิดา ลาออกเพลง ชนม์ทิดา ลาออก

แต่เมื่อ ‘เพลง ชนม์ทิดา‘ ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ทำให้ผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไป คือ นางนันทนา สงฆ์ประชา หรือ มันแกว ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 6 จะได้เลื่อนลำดับขึ้นมาแทน

นันทนานันทนา