‘สมศักดิ์’ กำชับ ‘ผู้ตรวจราชการ’ เดินงานตามนโยบายรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567468

18 ม.ค. 2567

'สมศักดิ์' กำชับ 'ผู้ตรวจราชการ' เดินงานตามนโยบายรัฐบาล

‘สมศักดิ์’ มอบนโยบายผู้ตรวจราชการ ทำงานแบบใหม่ ทำโครงการเดียว ได้ประโยชน์หลายด้าน โดยเฉพาะแก้ยากจน ส่งเสริมท่องเที่ยว ลดมลภาวะทางอากาศ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฎิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการตรวจราชการแบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการ พร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ “การตรวจราชการเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญตามที่รัฐบาลคาดหวัง” โดยฝากถึงผู้ตรวจราชการ รัฐบาล ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน ทั้งการแก้ปัญหาความยากจน การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการแก้ปัญหาสภาพอากาศ
 

การตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ ถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะช่วยรัฐบาลในการติดตาม กำกับ ดูแล และประเมินผล การปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐ ให้บรรลุเป้าหมาย รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว มีส่วนสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เพื่อสะท้อนปัญหาอุปสรรคและความต้องการกลับมาสู่รัฐบาล 


นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงปีใหม่ม้ง ตนได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมงานที่บ้านทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ และได้พูดคุยกับผู้นำชุมชนถึงการพัฒนาใน 3 เรื่องนี้ด้วย โดยจะทำเพียงโครงการเดียว แต่จะได้ผลถึง 3 เรื่อง คือ การปลูกต้นนางพญาเสือโคร่ง หรือ ซากุระเมืองไทย เป็นอุโมงค์ทางยาว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและทำให้ประชาชน มีรายได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงต้นไม้ จะช่วยดูดคอร์บอน ทำให้สภาพอากาศดีขึ้น จากที่มีปัญหา PM 2.5 จึงถือได้ว่าการขับเคลื่อนโครงการเดียว แต่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้ง ความยากจน ส่งเสริมการท่องเที่ยว และลดมลภาวะทางอากาศ 

ดังนั้นอยากให้ผู้ตรวจราชการบูรณาการงานแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนหนึ่งโครงการ แต่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้หลายด้าน ต่างจากเดิมที่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ยกตัวอย่างงานที่รับผิดชอบกองทุนหมู่บ้าน มีสมาชิกว่า 13 ล้านคน เกือบทั้งหมดเป็นหนี้กองทุนหมู่บ้าน ตนคิดหาวิธีแก้ปัญหาให้ด้วยการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงวัว เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงบางพื้นที่ส่งเสริมเลี้ยงวัวกีฬา ก็สามารถช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ หากทำให้สมาชิกกองทุน ปลดหนี้ มีรายได้ ก็จะช่วยทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นตามไปด้วย ยืนยันว่า รัฐบาลต้องการจะสร้างรายได้ สร้างโอกาส และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน ซึ่งผู้ตรวจราชการเป็นความคาดหวังของรัฐบาล ที่จะช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้บรรลุผลสำเร็จ

'สมศักดิ์' กำชับ 'ผู้ตรวจราชการ' เดินงานตามนโยบายรัฐบาล
'สมศักดิ์' กำชับ 'ผู้ตรวจราชการ' เดินงานตามนโยบายรัฐบาล

รู้ลึก ‘เพลง ชนม์ทิดา’ ลูกไม้ใต้ต้น ว่าที่ สส. ใหม่ ไฟแรง แห่ง ภูมิใจไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567441

18 ม.ค. 2567

รู้ลึก 'เพลง ชนม์ทิดา' ลูกไม้ใต้ต้น ว่าที่ สส. ใหม่ ไฟแรง แห่ง ภูมิใจไทย

ทำความรู้จัก ‘เพลง ชนม์ทิดา’ ลูกไม้ใต้ต้น ทายาทคนเดียวของ ‘ตู่ นันทิดา-เอ๋ ชนม์สวัสดิ์’ ในฐานะ ว่าที่ สส. ใหม่ ไฟแรง แห่ง ภูมิใจไทย

การลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ปมซุกหุ้น บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป ทำให้ “เพลง ชนม์ทิดา” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 ต้องถูกเลื่อนขึ้นมาเป็น สส. แทน

  เพลง ชนม์ทิดาเพลง ชนม์ทิดา

“เพลง ชนม์ทิดา” หรือ ชนม์ทิดา อัศวเหม เป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะลูกสาวคนเดียวของ “ตู่ นันทิดา แก้วบัวสาย” กับ “เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม” ด้วยวัยเพียง 30 ปี กับการก้าวลงสู่สนามการเมือง “เพลง ชนม์ทิดา” จึงนับเป็นหนึ่งในนักการเมืองเลือดใหม่ไฟแรง

จุดเริ่มต้นชีวิต มาจาก “นักแสดง” ไม่ใช่ “นักการเมือง”

“เพลง ชนม์ทิดา” จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี และศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ) จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

เธอเริ่มเข้าสู่วงการ จากการเป็นนักแสดง ในละครเรื่อง My Melody 360 องศารัก ทางช่อง 9 เมื่อปี 2556 โดยรับบทเป็น แพร ในปีถัดมา เธอได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก คือเรื่อง “ตุ๊กแกรักแป้งมาก” ในบท แป้ง โดยแสดงคู่กับ เก้า-จิรายุ

ภาพยนตร์เรื่องแรกของเพลง ชนม์ทิดาภาพยนตร์เรื่องแรกของเพลง ชนม์ทิดา

“เพลง ชนม์ทิดา” ไม่ได้มีความสามารถเฉพาะด้านการแสดง หรือ ร้องเพลง แต่เธอยังมีความสามารถในการทำการบิน เพราะเธอเป็นนักเรียนหน่วยฝึกการพลเรือนกองทัพอากาศ หลักสูตรการบิน เป็นหลักสูตรนักบินส่วนบุคคล ของหน่วยฝึกการบินพลเรือน กองทัพอากาศ (ฝูง 604 กองบิน 6) เพื่อมีความรู้พื้นฐานในด้านการบิน ตลอดจนมีทักษะ ความชำนาญในการทำการบิน และสามารถทำการบินปล่อยเดี่ยวได้ ซึ่งเธอเป็นนักเรียนหน่วยฝึกการพลเรือนกองทัพอากาศ รุ่นที่ 72 (SUNNY 72)

     เพลง ชนม์ทิดา-ตู่ นันทิดาเพลง ชนม์ทิดา-ตู่ นันทิดา

จากนักแสดง เริ่มก้าวสู่ นักการเมือง

ในการเลือกตั้ง สส.ปี 2566 เพลง ชนม์ทิดา ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในลำดับที่ 5 ในสังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้รับเลือกตั้ง ไม่ได้เป็น สส.ทำงานในสภาฯ แต่คนปากน้ำ สมุทรปราการ จะพบเห็น เพลง-ชนม์ทิดา เดินเคียงข้างแม่ “ตู่ นันทิดา” ในฐานะ นายก อบจ.สมุทรปราการ ออกพบปะประชาชน จนทำให้เธอ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2566

แต่ในที่สุด ก็มาถึงจุดพลิกผัน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินให้ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี จากปมซุกหุ้น บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2567 พร้อมประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบ จึงทำให้ “เพลง ชนม์ทิดา” ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ในลำดับที่ 5 ของพรรค ถูกเลื่อนลำดับขึ้นมาเป็น สส. ป้ายแดงทันที

          เพลง ชนม์ทิดา-อนุทิน ชาญวีรกูลเพลง ชนม์ทิดา-อนุทิน ชาญวีรกูล

การได้เข้าสภาฯ ในสีเสื้อพรรคภูมิใจไทย ของ “เพลง ชนม์ทิดา” จึงถูกมองว่า เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างครอบครัว อัศวเหม กับ ชาญวีรกูล หรือไม่ เพราะปัจจุบัน เธอ กำลังคบหากับ “เป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล” ลูกชายคนเดียวของ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย..นั่นจึงเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของเธอเองในชื่อของ “เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม”

“ศักดิ์สยาม” ยื่นหนังสือลาออก เลขาธิการ-สส.ภูมิใจไทย มีผลทันที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567408

17 ม.ค. 2567

"ศักดิ์สยาม" ยื่นหนังสือลาออก เลขาธิการ-สส.ภูมิใจไทย มีผลทันที

“ศักดิ์สยาม” ยื่นหนังสือลาออก จากตำแหน่ง เลขาธิการ-สส.พรรคภูมิใจไทย มีผลตั้งแต่วันนี้ รับผิดชอบผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ฟันพ้นเป็นรัฐมนตรี

วันที่ 17 ม.ค. 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จาก นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2567 เป็นต้นไป 

"ศักดิ์สยาม" ยื่นหนังสือลาออก เลขาธิการ-สส.ภูมิใจไทย มีผลทันที

โดยพรรคภูมิใจไทย จะได้แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ต่อไป

นอกจากนี้ นายศักดิ์สยาม ยังได้ทำหนังสือลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม เป็นต้นไป ด้วย

"ศักดิ์สยาม" ยื่นหนังสือลาออก เลขาธิการ-สส.ภูมิใจไทย มีผลทันที

ซึ่งการลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และ สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะไม่มีผลต่อตำแหน่งเลขาธิการพรรค และ สส. ก็ตาม แต่ นายศักดิ์สยาม ยินดีที่จะลาออก

ลาออกจากเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยลาออกจากเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

“ชาดา” มั่นใจ “ศักดิ์สยาม” เป็นกลับมาเป็น รมต.ได้ ย้ำชัดไม่ใช่การทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567405

17 ม.ค. 2567

“ชาดา” มั่นใจ “ศักดิ์สยาม” เป็นกลับมาเป็น รมต.ได้ ย้ำชัดไม่ใช่การทุจริต

ชาดา ไทยเศรษฐ์ มั่นใจ อีกปีกว่าๆ “ศักดิ์สยาม” จะกลับมาเป็น รัฐมนตรี ได้ ย้ำชัดไม่ใช่การทุจริต แต่เป็นเรื่องของกฎกติกาการเมือง ต้องยอมรับให้ได้ บอกเจ้าตัวกำลังใจดี ยันไม่มีผลต่อพรรคภูมิใจไทย

ที่อาคารรัฐสภา นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ว่า นายศักดิ์สยาม ได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับตนเองหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ซึ่งก็คุยสนุกสนานเฮฮา และยังบอกว่าเคารพในคำตัดสินของศาล 

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยนายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ซึ่งนายศักดิ์สยามยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ผิดอะไร แต่เมื่อศาลตัดสินแล้วก็ต้องยอมรับ และมีกำลังใจดี ซึ่งอาจจะมีกำลังใจดีกว่าตนเองที่เมื่อทราบข่าวยังรู้สึกใจสั่นไม่หาย 

แต่ตลอดระยะเวลาหลายวันที่พูดคุยกับนายศักดิ์สยาม ยังอยู่ในสไตล์ของตัวเอง ไม่มีวอกแวก ซึ่งได้บอกว่าอยากให้ศาลตัดสินเสียที จะได้จบ จะได้เริ่มต้นใหม่ จะทำอะไรจะได้ว่าไป 

และการโทรมาพูดคุยนั้นถือเป็นการปลอบตนเองเสียด้วยซ้ำ ทั้งปลอบคนในพรรคภูมิใจไทย และคนที่สนิทกัน โดยบอกว่าไม่เป็นอะไร ซึ่งไม่ใช่การแกล้งพูด เพราะทั้งน้ำเสียงและการกระทำทุกอย่างยังมั่นคงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเป็นเรื่อง ของกติกาการเมืองก็ต้องว่ากันไป รับได้หรือไม่ได้ก็ต้องรับ ซึ่งไม่ได้มีอะไรร้ายแรง

นายชาดา ยังย้ำว่า ที่สำคัญนายศักดิ์สยาม ไม่ได้ทุจริต ขอให้ทุกคนทำความเข้าใจ ซึ่งเป็นเรื่องของการถือหุ้นบริษัท ไม่ใช่การทุจริต ไม่มีอะไรเสียหาย เรื่องธุรกิจก็ว่ากันไป แต่ไม่ใช่การทุจริต

ส่วนในอนาคตจะเห็นนายศักดิ์สยามกลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกหรือไม่ นายชาดา เชื่อว่า นายศักดิ์สยามต้องกลับมาแน่นอน แต่ต้องไปถามตัวนายศักดิ์สยามเอง เพราะตอบแทนไม่ได้ โดยในนามสมาชิกทุกคนยังยึดมั่นในตัวนายศักดิ์สยาม

ส่วนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะส่งผลอย่างไรกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายชาดา กล่าวว่า ไม่มีอะไรเพราะไม่ใช่เรื่องทุจริต ส่งผลกับพรรคไม่ได้ เพราะไม่ได้ไปกิน ไปโกง และเป็นการทำตามกฏหมาย ซึ่งเป็นเรื่องของความเชื่อ ที่เชื่อว่าอย่างนั้น เชื่อว่าอย่างนี้ก็ว่ากันไป แต่ไม่ใช่เรื่องทุจริต ไม่ใช่ว่าไปโกงกินประเทศชาติ 

นายชาดา กล่าวย้ำว่าจะไม่มีผลกับตัวนายศักดิ์สยาม และพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน รวมถึงการเซ็นรับรองผู้สมัคร สส. ด้วยที่ไม่เกี่ยวข้องกัน การตัดสินของศาลเป็นแค่การพิจารณาตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน กฎหมายคนละฉบับ ซึ่งนายศักดิ์สยามยังเป็นเลขาธิการพรรคต่อไปได้ หากพ้น 2 ปีนับตั้งแต่ปี 2565 ก็กลับมาเป็นรัฐมนตรีได้ ซึ่งขณะนี้เหลืออีกปีกว่าๆก็กลับมาเป็นรัฐมนตรีได้ เพราะไม่ได้ห้ามให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

“อนุทิน” น้อมรับคำวินิจฉัยศาลรธน. หลังฟัน “ศักดิ์สยาม”​ พ้นรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567403

17 ม.ค. 2567

"อนุทิน" น้อมรับคำวินิจฉัยศาลรธน. หลังฟัน "ศักดิ์สยาม"​ พ้นรัฐมนตรี

“อนุทิน” น้อมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หลังฟัน “ศักดิ์สยาม”​ พ้นรัฐมนตรี ขอดูรายละเอียดก่อน หากถูกตัดสิทธิ์การเมือง อาจกระทบตำแหน่งเลขาพรรค ก็ต้องเตรียมหาคนแทน มอง​ไม่กระทบหากถูกร้องยุบพรรคภูมิใจไทย เหตุเป็นเรื่องส่วนบุคคล

ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงมติศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก มีคำวินิจฉัยให้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2566 จากการเป็นผู้ถือหุ้นบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ว่า เพิ่งทราบผล ซึ่งต้องน้อมรับคำตัดสินของศาล หลังจากนี้ก็จะมีขั้นตอนต่อไป ทั้งเรื่องของการดำรงตำแหน่ง 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายอนุทิน ชาญวีรกูล

“แต่ผมยังไม่ได้อ่านคำพิพากษาอย่างละเอียด ทราบเพียงผลพร้อมผู้สื่อข่าวเท่านั้น จึงขอสอบถามรายละเอียดก่อนว่าจะทำอย่างไรต่อไป หากมีผลกระทบ นายศักดิ์สยาม​ คงดำรงตำแหน่งใดๆทางการเมืองไม่ได้ ทั้ง สส. เลขาธิการพรรค ซึ่งก็ต้องคัดสรรเลขาธิการพรรคคนใหม่มาทำหน้าที่ และขณะนี้ผมยังไม่ได้พูดคุยกับนายศักดิ์สยาม” นายอนุทิน กล่าว

ส่วนกังวลหรือไม่ว่าจะส่งผลไปจนถึงขั้นยุบพรรค นายอนุทิน​ กล่าวว่า เป็นเรื่องการจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคล แต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบการแจ้งทรัพย์สินให้ทางรัฐรับทราบ นี่จึงเป็นเจตนารมย์ในการแจ้งทรัพย์สิน หากแจ้งไม่ถูกมีคนมาตรวจสอบก็ต้องแก้ไขให้ได้ หากแก้ไขไม่ได้ก็นำไปสู่การดำเนินคดี การร้องเรียนต่างๆ พร้อมย้ำว่า เป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่พรรคก็ยังเป็นพรรคดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไป

1 เสียงข้างน้อยให้ ‘ศักดิ์สยาม’ ได้ไปต่อ ปมซุกหุ้น บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567399

17 ม.ค. 2567

1 เสียงข้างน้อยให้ 'ศักดิ์สยาม' ได้ไปต่อ ปมซุกหุ้น  บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

สิ้นสุดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 7 ต่อ 1 ‘ศักดิ์สยาม’ พ้นตำแหน่งรัฐมนตรี เปิด 1 เสียงข้างน้อย ค้านมติให้ศักดิ์สยามได้ไปต่อไม่ต้องสิ้นสุดสภาพ

จากผลการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคดี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในคดีซุกหุ้น บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ ศักดิ์สยาม หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวไปก่อน ต่อว่าศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดีของ “ศักดิ์สยาม” อีกครั้งในวันที่ 17 ม.ค. 2567  

1 เสียงข้างน้อยให้ 'ศักดิ์สยาม' ได้ไปต่อ ปมซุกหุ้น  บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

โดยการนั่งพิจารณาเพื่ออ่านคำวินิจฉัย เรื่อง ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ “ศักดิ์สยาม” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบ มาตรา 187 หรือไม่ จากกรณีที่ นายศักดิ์สยาม ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 1)  ทั้งนี้ ก่อนพิจารณาคำร้องนี้ ประธานศาลรัฐธรรมนูญแจ้งว่า นายวิรุฬห์ แสงเทียน ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ลาป่วย ต่อจากนั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้แถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติโดยครบองค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 5  วรรคสอง ที่บัญญัติว่า องค์คณะของศาลในการพิจารณาคดีและในการทำคำวินิจฉัย ต้องประกอบด้วยตุลาการไม่น้อยกว่า 7 คน

การลงมติ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 17 วรรค 1(5) นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง คือ วันที่ 3 มี.ค. 2566 โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยจำนวน 1  คน คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม เห็นว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ

ราชทัณฑ์ แจง ‘ทักษิณ’ เข้าเกณฑ์พักโทษกรณีพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567394

17 ม.ค. 2567

ราชทัณฑ์ แจง 'ทักษิณ' เข้าเกณฑ์พักโทษกรณีพิเศษ

“ราชทัณฑ์” แถลง “ทักษิณ ชินวัตร” เข้าเกณฑ์พักโทษกรณีพิเศษ เนื่องจากเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง สูงวัย และมีอาการเจ็บป่วย มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ชี้เป็นอำนาจ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พิจารณาก่อนเสนอ อธิบดีราชทัณฑ์

17 ม.ค. 2567  นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย นายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฝ่ายบริหาร และ นพ.สมภพ สังคุตแก้ว หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ ร่วมกันแถลงประเด็นสำคัญของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งอยู่ในความสนใจของประชาชน

นายสมบูรณ์ กล่าวว่า ภายหลังจากที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการนอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำ เกินกว่า 120 วัน โดยในทุกห้วงเวลานับตั้งแต่รักษาตัวครบ 30 ครบ 60 และเกินกว่า 120 วัน ก็เป็นไปตามขั้นตอนที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ จะต้องมีความเห็นและรายงานไปตามลำดับชั้น

และรายงานต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม เมื่อรักษาตัวครบ 60 วัน และเมื่อเกินกว่า 120 วัน ก็ต้องรายงานให้รัฐมนตรีรับทราบเช่นกัน  ซึ่งเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2567 ที่ผ่านมา นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้เซ็นรับทราบการอนุญาตนอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำ 

นายทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับถึงไทยวันที่ 22 ส.ค. 2566นายทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับถึงไทยวันที่ 22 ส.ค. 2566

และวานนี้ (16 ม.ค. 2567)  พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เซ็นรับทราบถึงการนอนพักรักษาตัวของนายทักษิณ ที่เกินมา 136 วัน ถือว่าเข้าเงื่อนไขและปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย

กรณีของนายทักษิณ ที่นอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำ ต้องยอมรับว่าได้ถูกตรวจสอบจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นต้น โดยเฉพาะทางผู้ตรวจการแผ่นดิน มีตัวแทนขึ้นไปบนชั้น 14 รพ.ตำรวจ และได้พบ นายทักษิณ 


“ส่วนตัวผมเองในฐานะข้าราชการการเมือง เชื่อมั่นว่า นายทักษิณ นอนพักที่ รพ.ตำรวจ จริง ไม่ได้อยู่ที่คอนโดมิเนียมอย่างที่สังคมเคลือบแคลงสงสัยแน่นอน จึงอยากให้การแถลงข่าววันนี้ได้ลงรายละเอียดลึกเพื่อให้สังคมได้เข้าใจข้อเท็จจริง”

 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ด้าน นายสิทธิ กล่าวว่า ความคืบหน้าของระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 นั้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์ ได้มีการประชุมและรายงานต่อคณะกรรมการราชทัณฑ์ให้รับทราบถึงการดำเนินการ เพราะกฎกระทรวงกำหนดให้กรมราชทัณฑ์ต้องออกระเบียบนี้ 

ส่วนความคืบหน้าของระเบียบแนวทางการปฏิบัติ และกำหนดคุณสมบัติของผู้ต้องขัง ที่จะต้องมารองรับระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 หรือ ระเบียบคุมขังนอกเรือนจำ อยู่ระหว่างการดำเนินการ 

และในวันประชุม ทางฝ่ายเลขาก็ได้เสนอในที่ประชุมว่า ถ้าหากคณะกรรมการราชทัณฑ์ท่านใดมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ทางกรมราชทัณฑ์ก็จะต้องรับฟัง อีกทั้งในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิก็จะส่งข้อมูลให้กรมราชทัณฑ์ เพื่อเตรียมยกร่างหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณา แต่ วันนี้ระเบียบคุมขังนอกเรือนจำยังไม่ได้มีการดำเนินการใด เพราะต้องรอระเบียบหลักเกณฑ์ แนวทางการปฏิบัตินี้ก่อน

ส่วนกลุ่มผู้ต้องขังในรายคดีใดที่จะได้รับการละเว้นจากระเบียบดังกล่าว เราต้องใช้ในการจำแนกวิเคราะห์เช่นกันว่า รายคดีใดจะได้ประโยชน์ หรือ รายคดีใดต้องละเว้น แต่ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน เพราะต้องศึกษาให้รอบคอบก่อนว่าจะแบ่งกลุ่มอย่างไร 

ส่วนจำนวนผู้ต้องขังล็อตแรกที่จะใช้พิจารณาก็ยังไม่สามารถระบุได้ ต้องรอการศึกษาให้รอบด้านก่อน และต้องรอฟังความเห็นจากคณะกรรมการราชทัณฑ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยเพื่อความรัดกุมที่สุด

นายสิทธิ ยังกล่าวถึง โครงการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ ว่า เรื่องนี้เป็นประโยชน์ของผู้ต้องขังที่มีสิทธิ์ได้รับ แต่การพิจารณาว่าผู้ต้องขังรายใดจะเข้าเกณฑ์โครงการดังกล่าวนั้น ทาง ผบ.เรือนจำฯ แต่ละแห่งจะเป็นผู้พิจารณาว่าใครมีความเหมาะสม หรือ ผ่านคุณสมบัติได้รับการพักโทษ ทั้งแบบกรณีมีเหตุพิเศษและแบบปกติ ซึ่งผู้ต้องขังจะไม่สามารถเสนอตัวเองได้ เป็นการจัดทำประมวลเรื่องโดยเรือนจำนั้นๆ  

อย่างไรก็ตาม  เรือนจำแต่ละแห่งจะมีการพิจารณาผู้ต้องขังที่ผ่านเกณฑ์พักโทษในทุกเดือน แล้วจึงจะเสนอรายชื่อมายังกรมราชทัณฑ์ เพื่อนำเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษ ที่จะประชุมในทุกเดือน 

ทั้งนี้ ทางกรมราชทัณฑ์ โดยนายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยังไม่ได้รับรายงานจากนายนัสที ทองปลาด ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถึงประเด็นรายชื่อของ นายทักษิณ ชินวัตร ว่าเข้าเกณฑ์โครงการพักการลงโทษหรือไม่

“สำหรับ คุณสมบัติของนายทักษิณ หากดูจากหลักเกณฑ์ที่ว่าเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง สูงวัย และมีอาการเจ็บป่วย ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาในโครงการพักการลงโทษ กรณีมีเหตุพิเศษ เนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง หรือพิการ หรือมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป (นักโทษเด็ดขาดชั้นกลางขึ้นไป)”

นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์

วันนี้ทางกรมฯ ยังไม่ได้รับรายงานจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จึงยังไม่มีข้อมูลตรงนี้ ส่วนกระบวนการหาก นายทักษิณ ผ่านเข้าโครงการดังกล่าวจริง จะเป็นการดำเนินการโดยเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติว่าจะจัดทำเรื่องเอกสารอะไรอย่างไร รวมถึงกรณีการติดกำไล EM จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพักการลงโทษที่จะพิจารณาเหตุต่างๆ หากจะไม่ติดกำไล ก็ต้องมีเหตุผลประกอบ” 

นายสิทธิ ยังได้ระบุอีกว่าระบบพักการลงโทษว่า หากผู้ต้องขังรายใดเข้าเกณฑ์ได้รับการพักโทษ ตามขั้นตอนแล้วก็จะมีต้องมีรายชื่อของผู้อุปการะ ซึ่งกรมคุมประพฤติจะต้องไปสืบเสาะว่าใครจะเป็นผู้อุปการะผู้ต้องขัง และเมื่อพักโทษจะประกอบอาชีพอะไร และจะต้องรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติอย่างไรบ้าง หรือกำหนดอาณาเขตว่าห้ามพ้นรัศมีเท่าใด หรือห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

ส่วนบทบาททางการเมือง ในระหว่างการพักโทษ สามารถกระทำได้หากไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือไปทำอะไรที่ผิดระเบียบ

“งบประมาณปี2568” ผ่าน ครม.ฉลุย วงเงิน 3.6 ล้านล้าน ขาดดุล 7.1 แสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567341

16 ม.ค. 2567

“งบประมาณปี2568” ผ่าน ครม.ฉลุย วงเงิน 3.6 ล้านล้าน ขาดดุล 7.1 แสนล้าน

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้ความเห็นชอบ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 จำนวน 3,600,000 ล้านบาท ขาดดุล 713,000 ล้านบาท พร้อมปรับปฏิทินงบประมาณ 5-6 มิ.ย. 67 เข้าสู่สภาพิจารณาวาระแรก 17 ก.ย. 67 ทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศบังคับใช้กฎหมายต่อไป

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (16 มกราคม 2567) มีมติเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 3,600,000 ล้านบาท และการปรับปรุงปฏิทินงบฯปี2568

ตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 24 กำหนดให้ในการจัดทำงบฯ ประจำปี ให้สำนักงบประมาณ (สงป.) กำหนดนโยบายงบฯ ประจำปี ประมาณการรายได้ วงเงินงบฯ และวิธีการเพื่อชดเชยการขาดงบดุลฯ และเสนอต่อ ครม. เพื่อพิจารณาเห็นชอบ ประกอบกับตามปฏิทินงบฯ ปี2568 กำหนดให้ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบนโยบาย วงเงินงบฯ และโครงสร้างงบฯ ปี 68 ในวันที่ 16 ม.ค. 2567 

โดยปีงบประมาณ2568 คาดว่า รัฐบาลจะจัดเก็บรายได้รวมจำนวน 3,454,400 ล้านบาท เมื่อหักการคืนภาษีของกรมสรรพากร และอื่นๆ คงเหลือรายได้สุทธิจำนวน 2,887,000 ล้านบาท วงเงินงบปี2568 จำนวน 3,600,000 ล้านบาท เท่ากับกรอบวงเงินตามแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบฯ 68-71) ที่ ครม. เห็นชอบเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2566 สำหรับ งบฯ ลงทุน และงบฯ ชำระคืนต้นเงินกู้ มีสัดส่วนอยู่ภายในกรอบที่กำหนดตาม พ.ร.บ การเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.)โครงสร้างงบประมาณ ประกอบด้วยประมาณการรายจ่าย ดังต่อไปนี้ 

1.รายจ่ายประจำ จำนวน 2,713,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 180,873.1 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.14 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 75.38 ของวงเงินงบประมาณ เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 72.78

2.รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ไม่มีรายการที่ต้องเสนอตั้งงบประมาณ (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ตั้งบประมาณไว้ จำนวน 118,361.1 ล้านบาท) 

3.รายจ่ายลงทุน จำนวน 742,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 24,577.8 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.42 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.62 ของวงเงินงบประมาณรวม เท่ากับสัดส่วนต่องบประมาณของปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 

4.รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 144,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 25,680 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.70 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.00 ของวงเงินงบประมาณรวม เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งมีสัดส่วยร้อยละ 3.40

2.) รายได้สุทธิ จำนวน 2,887,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.59

3.) งบประมาณขาดดุล จำนวน 713,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 20,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.89 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.56 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งนับว่าลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งก่อนหน้านี้มีสัดส่วนที่ร้อยละ 3.64

นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติเห็นชอบการปรับปรุงปฏิทินงบฯ ปี68 เนื่องจาก 

1.ข้อสั่งการของ นรม. เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 ที่ขอให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับการนำนโยบายของรัฐบาล มากำหนดเป็นจุดเน้นที่ต้องดำเนินการในปีงบประมาณ2568 และใช้เป็นกรอบแนวทางในการจัดทำแผนงาน/โครงการรองรับต่อไป

โดยมีการกำหนดสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณที่สะท้อนถึงนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ชัดเจน มีการกำหนดตัวชี้วัดในการดำเนินแผนงาน/โครงการที่ชัดเจน สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และกรณีจะเพิ่มหรือลดงบประมาณในรายการใด ต้องสามารถอธิบายเหตุผล และความจำเป็นได้อย่างชัดเจน 

2.ให้จังหวัด และกลุ่มจังหวัดสามารถจัดทำข้อเสนอโครงการที่จะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ให้สอดคล้องกับข้อเสนอของการกระจายอำนาจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานเชิงพื้นที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ซึ่งด้วยหลักการและเหตุผลทั้ง 2 ข้อข้างต้นนี้ จึงได้มีการเสนอปรับปรุงปฏิทินงบฯ ปี2568

ทั้งนี้มีกรอบเวลาที่สำคัญ อาทิ

  • ธ.ค. 2566-2 ก.พ. 2567 หน่วยรับงบประมาณ จัดทำรายละเอียดคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่แสดงวัตถุประสงค์ แผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติราชการของหน่วยรับงบประมาณ
  • 3 ก.พ.-19 มี.ค. 2567 สงป. พิจารณารายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และนำเสนอ ครม. และ 26 มี.ค. 2567 ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบรายละเอียด พร้อมแนวทางการปรับปรุงรายละเอียด
  • สงป. ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำงบประมาณ จากนั้นดำเนินการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย
  • ครม. รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่าง และพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อเสนอร่าง พ.ร.บ. และให้ สงป. จัดพิมพ์ร่าง และเอกสารประกอบงบประมาณ
  • 28 พ.ค. 2567 ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และเอกสารประกอบงบประมาณ และนำเสนอสภาผู้แทนราษฎร
  • 5-6 มิ.ย. 2567 สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วาระที่ 1
  • ท้ายที่สุด 17 ก.ย. 2567 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศบังคับใช้กฎหมายต่อไป

“เฉลิมชัย” ขนทีมสส.ประชาธิปัตย์ แถลงโต้ ปม “หมูเถื่อน” ลั่นไม่เกี่ยวข้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567324

16 ม.ค. 2567

"เฉลิมชัย" ขนทีมสส.ประชาธิปัตย์ แถลงโต้ ปม “หมูเถื่อน” ลั่นไม่เกี่ยวข้อง

“เฉลิมชัย” นำสส.ประชาธิปัตย์ แถลงโต้ ปม “หมูเถื่อน” ลั่นไม่เกี่ยวข้อง แต่มีความพยายามโยงถึงคนใกล้ชิด เชื่อเป็นเรื่องการเมือง ย้ำหากทำผิดต้องได้รับโทษ โชว์หนังสือมอบอำนาจ ให้ “ประภัทร” คุมปศุสัตว์ ยันไม่เคยรับเงินสกปรกโสโครก

วันที่ 16 ม.ค. 2567 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงชี้แจงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ออกหมายจับนายสมเกียรติ กอบไพศาล อดีตเลขาของนายเฉลิมชัยศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับพวกรวม 5 คนในคดีลักลอบนำเข้าตีนไก่เถื่อนก่อนสวมสิทธิ์ส่งขายให้สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งพบว่าคดีนี้มีความเชื่อมโยงกับขบวนการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน ที่ DSI รับเป็นคดีพิเศษ

"เฉลิมชัย" ขนทีมสส.ประชาธิปัตย์ แถลงโต้ ปม “หมูเถื่อน” ลั่นไม่เกี่ยวข้อง

โดยนายสมเกียรติได้เข้ามามอบตัวกับ DSI และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาก่อนได้รับการประกันตัว ทำให้วันนี้ นายเฉลิมชัย โชว์หนังสือ มอบอำนาจ ตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าได้มอบหมายให้นายประภัทร โพธสุธน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับอำนาจเต็มในการทำงานแบบเด็ดขาด 

"เฉลิมชัย" ขนทีมสส.ประชาธิปัตย์ แถลงโต้ ปม “หมูเถื่อน” ลั่นไม่เกี่ยวข้อง

แต่ที่ตนต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องหมู เนื่องจากขณะนั้นมีการระบาดของโรคอหิวาในหมู(ASF) ซึ่งต้องตั้งคณะกรรมการระดับประเทศและหากสื่อได้ติดตามจะพบว่าตนเคยประกาศนโยบายชัดเจนให้มีการล้างบางหมูเถื่อนและไม่รับเคลียร์ รวมทั้งตนเคยนำทีมจับกุมและทำลายหมูเถื่อนได้มากถึง 1 ล้านกิโลกรัม(กก.)

ดังนั้น ตนจึงมองว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมามีความพยายามที่จะเชื่อมโยงเรื่องนี้ให้ตนเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เป็นผลจากการเมือง จะเห็นได้จากกระบวนการที่ทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าตนมีส่วนในการกระทำความผิดเหล่านี้

“ผมและครอบครัวตนเองไม่ทำเรื่องสกปรก โสโครก เหล่านี้ ไม่รับเงินพวกนี้ แม้แต่สลึงเดียวหรือบาทเดียว พูดไปกี่ครั้งแล้วว่าถูกกระบวนการทำลาย ไม่เคยให้น้องหรือมีตัวแทนไปรับเงินพวกนี้แม้แต่บาทเดียว ไม่เคยเอื้อประโยชน์ในสิ่งที่ผิดกฎหมายให้กับใครทั้งสิ้น ตนมีหลักการทำงานของตน อย่าว่าแต่คนใกล้ชิดแม้แต่คนในครอบครัวถ้าทำผิด ผมก็ไม่ปกป้อง 100%” นายเฉลิมชัย แถลงโต้ปมเอี่ยวหมูเถื่อน

นายเฉลิมชัย จึงฝากให้ฟังเหตุผล เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน หากทำผิดก็ต้องรับโทษ ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องต้องถูกดำเนินการลงโทษทั้งสิ้น พร้อมท้าให้บอกชื่อนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง อย่าทำให้กำกวมจนทำให้ประชาชนคิดว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้เลิกเสียที กว่าความจริงกับปรากฏความเสียหายก็เกิดขึ้นแล้ว

นายเฉลิมชัย ยังยอมรับว่าวันนี้รู้สึกสบายใจ เพราะคนรอบข้างที่ถูกบอกว่าเกี่ยวข้องเข้าสู่ ซึ่งตอนจะไม่เข้าไปก้าวก่าย แต่ถ้าทำผิดก็ต้องได้รับโทษหากไม่ผิดก็ต้องต่อสู้ตามกระบวนการ

อย่างไรก็ตามนายเฉลิมชัย ยังยกรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรค 2 ที่บอกว่า หากไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดถือว่าไม่มีความผิด จึงต้องได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ์ แต่กลับโดนกระบวนการศาลเตี้ยตัดสินไปแล้ว

เมื่อถามว่าทำไมถึงเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทางการเมือง นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ตนเป็นนักการเมืองจึงมองเป็นเรื่องอื่นไม่ได้และเชื่อมั่นว่าทุกฝ่ายรู้ว่าตนไม่เกี่ยวข้อง จึงพยายามดึงคนรอบข้างของตนเองให้เกี่ยวข้อง ทำให้มองเป็นเรื่องอื่นไม่ได้ จึงตีความได้แค่เรื่องเดียวว่าเป็นเรื่องการเมือง และคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับการถูกสกัดไม่ให้ร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ นายเฉลิมชัย ยังไม่ได้ปฏิเสธว่านายสมเกียรติไม่ใช่ญาติ แต่ไม่ใช่พี่น้องกัน และมีความพยายามโยงว่าใกล้ชิดกัน พร้อมถามหาจรรยาบรรณสื่อมวลชนหากได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าวตนจะฟ้องแน่นอน ตนไม่ได้กลั่นแกล้งหรือระรานใคร จะทำเพื่อปกป้องตนตัวเองและองค์กรที่ตนเองอยู่ไม่ให้เกิดความเสียหายเท่านั้น

ส่วนภาพที่ปรากฏเป็นข่าวเดินทางไปพบกับประธานหอการค้าวิสาหกิจจีน นั้นเป็นการได้รับเชิญ เนื่องจากเคยทำงานร่วมกันตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้มีภาพร่วมเฟรมกับนายสมเกียรติ ดังนั้นการบิดเบือนหรือความไม่รู้ของอดีตแม่ยกประชาธิปัตย์ อาจกระทบต่อการลงทุนของประเทศได้

"เฉลิมชัย" ขนทีมสส.ประชาธิปัตย์ แถลงโต้ ปม “หมูเถื่อน” ลั่นไม่เกี่ยวข้อง

‘วันครู 2567’ นายกฯ มอบ คำขวัญวันครู ผู้สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้สังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566861

16 ม.ค. 2567

'วันครู 2567' นายกฯ มอบ คำขวัญวันครู ผู้สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้สังคม

นายกรัฐมนตรี ‘เศรษฐา ทวีสิน’ มอบ คำขวัญวันครู เนื่องใน ‘วันครู 2567’ แก่ครูทุกท่านที่เสียสละ ผู้สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้สังคม

16 มกราคม ‘วันครู 2567’ ซึ่ง วันครู จะเป็นวันที่ร่วมเชิดชู ครู ผู้ให้ความรู้ ผู้เสียสระให้การเรียนการสอนแก่เด็ก ที่เป็นเยาวชน อนาคตของชาติ ในทุกปีจะมีการมอบ คำขวัญวันครู จากนักการเมือง โดยในปีนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการมอบคำขวัญแก่ครูทุกท่านคือ “ครูวางฐานคิด ส่งเสริมศิษย์สร้างสรรค์”

“ครู” คือผู้นำความรู้ทั้งจากทั้งในตำรา และจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาถ่ายทอดให้กับศิษย์ งานของครูในโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ จึงไม่ใช่แค่การสอนหนังสือให้ความรู้ตามตำรา แต่ครูยังต้องใส่ใจสอนวิธีคิด และวิธีจัดการกับข้อมูลที่มีอยู่อย่างหลากหลาย เพื่อให้ศิษย์สามารถจัดระเบียบความคิดได้ รวมถึงเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้ด้วยตัวเองอย่างมีคุณภาพ

คำว่า ครู สำหรับผม คือ ผู้สร้าง และ ผู้ให้ ครับ “สร้าง” คือ สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับสังคม “ให้” คือ ให้หลักคิดแก่ผู้คนเพื่อนำไปต่อยอดได้ ดัง คำขวัญวันครู แด่ครูทุกท่านที่เสียสละดังนี้ครับ “ครูวางฐานคิด ส่งเสริมศิษย์สร้างสรรค์”

คำขวัญวันครู 2567คำขวัญวันครู 2567