มังงะที่ลากยาวที่สุดในโลก คนเขียนตายแต่ยังไม่ยอมจบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664399

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 18:23 น.มังงะที่ลากยาวที่สุดในโลก คนเขียนตายแต่ยังไม่ยอมจบปิดตำนานทาคาโอะ ไซโต เจ้าของ Golgo 13 มังงะสุดยาวนาน 53 ปี แต่ทีมยืนยันยังมีตอนต่อไป

เอเอฟพีรายงานว่าทาคาโอะ ไซโต นักเขียนมังงะเจ้าของผลงาน Golgo 13 เสียชีวิตลงในวัย 84 ปีด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน แต่มังงะที่ลากยาวที่สุดในโลกจะยังคงมีตอนต่อไปตามความปรารถนาของผู้เขียน

Golgo 13 เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1968 จนกระทั่งมาถึงฉบับที่ 201 ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และได้รับการบันทึกใน Guinness World Record ในฐานะการ์ตูนที่ตีพิมพ์รวมเล่มมากที่สุดในโลก

ทำลายสถิติเดิมที่ทำไว้โดยโอซามุ อากิโมโตะ กับเรื่องคุณตำรวจป้อมยาม Kochikame ที่มีการรวมเล่มไปแล้วทั้งหมด 200 ฉบับ

โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว มังงะเรื่อง Golgo 13 จำเป็นต้องหยุดตีพิมพ์เป็นการชั่วคราว เนื่องจากทางการญี่ปุ่นประกาศภาวะฉุกเฉินหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปีที่มังงะเรื่องนี้ประกาศยุติการตีพิมพ์

ทั้งนี้ Golgo 13 ได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Big Comic ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องราวของ Duke Togo นักฆ่ามืออาชีพที่ต้องปฏิบัติภารกิจต่างๆ โดยไม่มีใครทราบชื่อและตัวตนที่แท้จริงของเขา ซึ่งเขามักรับงานลอบสังหารหัวหน้าแก๊งโจร หรือผู้นำทางการเมือง ในขณะเดียวกันก็ต้องระวังตัวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อเสียเอง

นอกจากนี้ Golgo 13 ยังถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์คนแสดง, ภาพยนตร์อนิเมชัน, อนิเมชันซีรีส์ และวิดีโอเกมอีกด้วย

Photo by STR / JIJI PRESS / AFP

ประเทศยากจนติดหนี้จีนบานเบอะ ลาวครองแชมป์-ไทยติดโผ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664387

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 17:39 น.ประเทศยากจนติดหนี้จีนบานเบอะ ลาวครองแชมป์-ไทยติดโผโครงการเส้นทางสายไหมของจีนที่ปล่อยเงินกู้ให้ประเทศยากจนรวมทั้งไทยนำมาสร้างโครงสร้างพื้นฐานก่อหนี้ซ่อนเร้น 3.85 แสนล้านเหรียญ

การวิจัยของ AidData ในสหรัฐพบว่า โครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 (Belt and Road Initiative) ที่ผลักดันโดยประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ทำให้ประเทศยากจนต้องแบกรับหนี้ซ่อนเร้นสูงถึง 385,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และกว่า 1 ใน 3 ของโครงการทั้งหมด 13,427 โครงการต้องเผชิญกับการคอร์รัปชันและการประท้วง

นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ Belt and Road Initiative เมื่อปี 2013 รัฐบาลจีนเข้าไปลงทุนสร้างถนน สะพาน ท่าเรือ และโรงพยาบาลรวมมูลค่ากว่า 843,000 ล้านเหรียญสหรัฐใน 163 ประเทศรวมทั้งในแอฟริกาและเอเชีย รวมถึงไทย

แบรด พาร์ค ประธานบริหาร AidData เผยกับ AFP ว่า เกือบ 70% ของเงินก้อนดังกล่าวถูกปล่อยกู้ไปยังธนาคารของรัฐหรือกิจการร่วมค้าระหว่างธุรกิจของจีนและหุ้นส่วนในท้องถิ่นในประเทศที่เป็นหนี้จีนก้อนใหญ่อยู่แล้ว

และเมื่อรัฐบาลในประเทศยากจนหลายประเทศไม่สามารถกู้เงินเพิ่มแล้ว จีนจึงหาทางเลี่ยงการรายงานหนี้ไปยังระบบรายงานหนี้ของธนาคารโลกด้วยการปล่อยเงินกู้ยืมให้บริษัทเอกชนในประเทศยากจนและประเทศรายได้ปานกลางเหล่านี้โดยใช้นิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPVs) แทนที่จะเป็นองค์กรของรัฐ ทำให้หนี้ที่กู้ยืมมาไม่อยู่ในบัญชีงบดุลของประเทศนั้นๆ แต่รัฐบาลจะต้องค้ำประกันหนี้ดังกล่าวและต้องชำระหนี้คืนหาก SPVs ไม่ชำระหนี้

รายงานยังระบุว่า ขณะนี้ 42 ประเทศมีหนี้สาธารณะที่กู้ยืมจากจีนสูงกว่า 10% ของจีดีพีประเทศ อาทิ โครงการรถไฟจีน-ลาวมูลค่า 5,900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 1 ใน 3 ของจีดีพีของลาว ล้วนมาจากเงินที่เป็นหนี้ซ่อนเร้น

ขณะที่ลาวมีหนี้ซ่อนเร้น (Hidden debt) กับรัฐบาลจีนเกือบ 40% ของจีดีพี และหนี้รัฐบาล (Sovereign debt) อีกเกือบ 30% และมีโครงการลงทุนร่วมกับรัฐบาลจีน 20 โครงการ ส่วนไทยมีหนี้กับจีน 0.37 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่เกิน 10% ของจีดีพี และมีโครงการร่วมทุนกับจีน 3 โครงการ

รายงานของ AidData ยังพบอีกว่า เงินกู้ของรัฐบาลจีนมีอัตราดอกเบี้ยสูงและมีระยะเวลาชำระหนี้คืนสั้น โดยยกตัวอย่างว่าอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่จีนคิดกับปากีสถานสูงถึง 3.76% และต้องชำระคืนภายใน 13.2 ปี และมีระยะเวลาผ่อนผันไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ 4.3 ปี

ขณะที่เงินกู้จากประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) อย่างเยอรมนี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น มีอัตราดอกเบี้ย 1.1% และมีระยะเวลาชำระหนี้คืนนานถึง 28 ปี

แต่ถึงอย่างนั้น พาร์คเผยว่า ประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำอย่างปากีสถานก็ยังกู้เงินจากจีน เนื่องจากการกู้เงินผ่านนิติบุคคลเฉพาะกิจหรือกิจการร่วมค้าภายใต้เงื่อนไขว่าหนี้จะไม่อยู่ในบัญชีงบดุลของประเทศ เป็นการเปิดทางให้รัฐบาลดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่โดยไม่มีข้อจำกัดด้านหนี้

จีนซุ่มพัฒนาโดรนรบรุ่นใหม่ FH-97 โหดไม่แพ้ของสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664381

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 16:30 น.จีนซุ่มพัฒนาโดรนรบรุ่นใหม่ FH-97 โหดไม่แพ้ของสหรัฐจีนเผยถึงการพัฒนาโดรนติดอาวุธ FH-97 ใกล้เคียง XQ-58A ของสหรัฐ

Reuters รายงานว่าอู๋ เว่ย (Wu Wei) ตัวแทนจากบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศแห่งประเทศจีน (CASTC) ได้เปิดเผยถึงการพัฒนาโดรนติดอาวุธประเภท loyal wingman รุ่น FH-97 ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับ Kratos XQ-58A Valkyrie อากาศยานต่อสู้ไร้คนขับที่พัฒนาโดยสหรัฐ

รายงานระบุว่า FH-97 ของจีนมีลักษณะใกล้เคียงกับ Kratos XQ-58A ที่สหรัฐได้เปิดตัวในปี 2019 เป็นอย่างมาก ซึ่งมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 0.85 มัค และรัศมีการบินประมาณ 2,200 ไมล์ทะเล

ก่อนหน้านี้จีนได้รับรู้ถึงการพัฒนาโดรนรุ่นดังกล่าวของสหรัฐ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแม้จะยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบแต่ทางการจีนไม่ควรนิ่งนอนใจ เนื่องจาก XQ-58A มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีศักยภาพสูงซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อประเทศจีนในอนาคต

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยว่า FH-97 มีความสามารถในการติดตั้งอาวุธประเภทต่างๆ และการทำสงคราม แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดทางเทคนิคเกี่ยวกับโดรนลำดังกล่าว และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจีนได้วางแผนสำหรับการส่งออกโดรนรุ่นนี้หรือไม่ โดยก่อนหน้านี้จีนได้ส่งออกโดรนด้านการทหารให้แก่ประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปากีสถาน และเซอร์เบีย

จาง จงหยาง (Zhang Zhongyang) รองประธาน CASTC กล่าวว่าการพัฒนา FH-97 จะทำให้แบรนด์ผู้ผลิตจากจีนกลายเป็นแบรนด์ชั้นนำในระดับสากล และเป็นผู้เล่นหลักบนเวทีระดับโลก

เมื่อวานนี้ (28 ก.ย.) จีนยังได้โชว์แสนยานุภาพทางทหารในงานแสดงอากาศยาน (แอร์โชว์) ซึ่งมีการเปิดตัวโดรนลาดตระเวน CH-6 และ WZ-7 รวมถึงเครื่องบินขับไล่ J-16D ที่ใช้เพื่อลาดตระเวนในพื้นที่พิพาท ท่ามกลางการจับตามองว่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งในช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้

ขณะที่รัฐบาลจีนเร่งผลักดันนโยบายในการปรับปรุงกองทัพจีนให้มีความพร้อมสำหรับสงครามยุคใหม่ ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับสหรัฐ ไต้หวัน และญี่ปุ่น

แม้ว่าขณะนี้จีนจะยังคงตามหลังสหรัฐในแง่ของเทคโนโลยีและการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าจีนกำลังคืบหน้าเข้าใกล้สหรัฐแล้ว โดยรายงานข่าวกรองของสหรัฐในปีนี้ระบุว่าอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ

นอกจากจีนและสหรัฐแล้วยังมีประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย อินเดีย และรัสเซีย ที่พัฒนาโดรน loyal wingman เช่นกัน

photo by REUTERS/Aly Song

การแบนคริปโตของจีนกลายเป็นโอกาสทองของสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664361

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 15:30 น.การแบนคริปโตของจีนกลายเป็นโอกาสทองของสหรัฐสหรัฐเล็งเห็นโอกาสจากการปราบปรามคริปโตเคอร์เรนซีในประเทศจีน

สืบเนื่องจากที่ทางการจีนยกระดับการปราบปรามคริปโตเคอร์เรนซีอย่างเข้มข้น โดยสั่งห้ามทำธุรกรรมคริปโตและการขุดคริปโตทั้งหมด

นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้บริษัทแลกเปลี่ยนในต่างประเทศให้บริการแก่นักลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่ผ่านทางอินเทอร์เน็ต และพนักงานของบริษัทแลกเปลี่ยนคริปโตต่างประเทศในจีนแผ่นดินใหญ่จะถูกสอบสวน

ขณะที่ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนของจีน (PBOC) กล่าวว่าการอำนวยความสะดวกในการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และมีแผนลงโทษอย่างรุนแรงต่อผู้ที่กระทำการดังกล่าว ตลอดจนผู้ที่ทำงานในแพลตฟอร์มต่างประเทศจากภายในประเทศจีน

ซึ่งส่งผลให้ราคาเหรียญดิจิทัลในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีปรับตัวลดลงทันทีหลังจากนั้น แต่นี่อาจเป็นโอกาสทองของสหรัฐ

แพท ทูมีย์ วุฒิสมาชิกสหรัฐ พรรครีพับลิกัน จากเพนซิลเวเนียกล่าวว่า “การที่จีนปราบปรามสกุลเงินดิจิทัลรวมถึง Bitcoin ถือเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังตอกย้ำข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างของเราที่เหนือกว่าจีน”

ทูมีย์เสริมว่าเสรีภาพทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่การเติบโตที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับพลเมืองทุกคนในที่สุด และการที่จีนไล่ปราบปรามเสรีภาพทางการเงินครั้งนี้เป็นเหมือนการ “ปิดประตูสู่นวัตกรรมทางการเงินที่น่าตื่นเต้นที่สุดในรอบหลายทศวรรษ”

เขาจึงเชื่อว่าสหรัฐจะได้ประโยชน์จากสงครามคริปโตเคอร์เรนซีของจีน พร้อมเน้นย้ำว่าการบังคับใช้กฎระเบียบที่ทางการจีนกำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง และจะเป็นการทำลายนวัตกรรมในประเทศ

อย่างไรก็ตาม จีนไม่ได้ไม่เห็นด้วยกับนวัตกรรมทางการเงินอย่างสกุลเงินดิจิทัล แต่ต้องการขจัดคู่แข่งของ “หยวนดิจิทัล” เพื่อให้เป็นสกุลเงินดิจิทัลหนึ่งเดียวในประเทศ และเพื่อให้สินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ภายใต้การควบคุมของทางการจีน

ที่มา: techstory

ภาพ: REUTERS/Florence Lo/Illustration

Goldman Sachs หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจจีนหลังวิกฤตไฟฟ้าดับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664359

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 15:00 น.Goldman Sachs หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจจีนหลังวิกฤตไฟฟ้าดับGoldman Sachs เป็นธนาคารล่าสุดที่ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจจีนหลังวิกฤตขาดแคลนพลังงานลามทั่วประเทศ

Goldman Sachs กลายเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่ของโลกรายล่าสุดที่ตัดลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีน โดยปรับลดเหลือ 7.8% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 8.2% ในปีนี้ หลังเกิดวิกฤติขาดแคลนพลังงาน

Goldman Sachs เผยว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ลดลงเนื่องจากไฟฟ้าดับสร้างแรงกดดันในเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ และยังคาดว่ากิจกรรมภาคอุตสาหกรรมของจีนได้รับผลกระทบถึง 44%

ปัญหาขาดแคลนพลังงานซึ่งเกิดจากมาตรการควบคุมมลพิษที่เข้มงวด ข้อจำกัดด้านอุปทาน และราคาที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมและบ้านเรือนประชาชนไม่มีไฟฟ้าใช้

เริ่มแรกปัญหาขาดแคลนพลังงานส่งผลกับผู้ผลิตทั่วประเทศ โดยหลายแห่งต้องลดหรือหยุดการผลิตชั่วคราวในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

เอกสารที่สำนักข่าว BBC ได้เห็นแสดงให้เห็นว่าท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือของจีนในเมืองเทียนจินได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนไฟฟ้า และคาดว่าการปันส่วนพลังงานไฟฟ้าให้กับเครนที่ยกตู้สินค้าระหว่างเรือและบนฝั่งจะดำเนินต่อไปจนถึงสุดสัปดาห์นี้

ขณะนี้การขาดแคลนไฟฟ้าเริ่มลามไปยังบ้านเรือนประชาชนแล้ว โดยชาวบ้านในแถบตะวันออกเฉียงเหนือถูกตัดไฟฟ้าโดยไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้าเมื่อช่วง 2-3 วันก่อน

ด้านประชาชนจากมณฑลเหลียวหนิง จี้หลิน และเฮยหลงเจียง พากันร้องเรียนผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียว่าขาดแคลนพลังงานสำหรับเครื่องทำความร้อน และลิฟต์และสัญญาณไฟจราจรก็ไม่ทำงาน

ก่อนหน้านี้ Nomura บริษัทด้านการเงินรายใหญ่ของญี่ปุ่น ธนาคารเพื่อการลงทุน Morgan Stanley และ China International Capital Corporation ของจีนก็ตัดลดการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีน หรือเตือนว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวน้อยลง เนื่องจากวิกฤตขาดแคลนพลังงาน

Photo by STR / AFP

นายกฯ ใหม่ญี่ปุ่น “ฟูมิโอะ คิชิดะ” เป็นกลางภายใน ภายนอกต้านจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664357

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 14:02 น.นายกฯ ใหม่ญี่ปุ่น "ฟูมิโอะ คิชิดะ" เป็นกลางภายใน ภายนอกต้านจีนฟูมิโอะ คิชิดะ ผู้นำการเมืองสายกลาง ผู้มีท่าทีสุขุม ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของญี่ปุ่น

ฟูมิโอะ คิชิดะ ผู้นำคนต่อไปของญี่ปุ่นเป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศที่พูดจานุ่มนวลมาจากจากตระกูลนักการเมืองฮิโรชิมา เขามีชื่อเสียงเรื่องจุดยืนเป็นกลางทางการเมืองและความชื่นชอบในกีฬาเบสบอล

ชายวัย 64 ปีคนนี้ชนะการโหวตผู้นำของพรรครัฐบาลเมื่อวันพุธ โดยเอาชนะทาโร โคโนะ หัวหน้าฝ่ายโครงการวัคซีนของรัฐบาลและมีชื่อคุ้นหูประชาชนมากกว่า

เป็นครั้งที่สองที่คิชิดะชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คราวที่แล้วเขาพ่ายแพ้ให้กับโยชิฮิเดะ สุงะในปี 2020 แต่สุงะกำลังจะลาออกจากตำแหน่งหลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงปีเดียว

คิชิดะได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นเป็นคนมือสะอาด แต่มักไม่ชอบทำตัวให้เป็นที่สนใจ และบางครั้งก็ถูกมองว่าขาดเสน่ห์

ท่าทีของคิชิดะเป็นอย่างไร

เขาให้คำมั่นว่าจะใช้เงินก้อนใหญ่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่ซบเซาจากโรคระบาด พร้อมกับให้คำมั่นว่าจะจัดการกับความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ และปรับแนวทางเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่ซึ่งครอบงำการเมืองญี่ปุ่นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ คิชิดะเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้านโยบายของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศระหว่างปี 2012-2017 ในระหว่างนั้นเขาได้เจรจาข้อตกลงกับรัสเซียและเกาหลีใต้ ซึ่งมักมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับญี่ปุ่น

เขาเป็นตัวตั้วตัวตีในการยุติอาวุธนิวเคลียร์โดยเรียกว่าเป็น “งานชั่วชีวิตของผม” (เพราะเขามาจากฮิโรชิมา) และในปี 2016 เขาได้ช่วยนำประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐฯ ในขณะนั้นมาเยือนฮิโรชิมาซึ่งเป็นการเยือนครั้งประวัติศาสตร์

แม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงในเชิงเสรีนิยม แต่เขาก็ได้เป็นเสรีนิยมเต็มตัวเหมือนโคโนะ เช่น ในเรื่องประเด็นร้อนทางสังคมเช่นการแต่งงานของเกย์ ขณะที่โคโนะกล่าวว่าเขาสนับสนุนการแต่งงานเพศเดียวกันและเรียกร้องให้มีการหารือในรัฐสภา

อย่างไรก็ตาม คิชิดะกล่าวว่าเขา “ยังไม่ถึงจุดที่จะยอมรับการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน” และแสดงจุดยืนที่นุ่มนวลกว่าโคโนะที่ยอมให้คู่สมรสแยกนามสกุลกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอีกประเด็นหนึ่งในสังคมญี่ปุ่น

โทเบียส แฮร์ริส เจ้าหน้าที่อาวุโสประจำเอเชียที่ศูนย์เพื่อความก้าวหน้าของอเมริกา กล่าวว่า คิชิดะ “มีความยืดหยุ่นมากกว่า” มากกว่าโคโนะ “โดยเฉพาะเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง”

“มีหลายสิ่งหลายอย่างในอดีตของเขาที่ชี้ให้เห็นว่าแนวอนุรักษ์นิยม (ของคิชิดะ) แข็งแกร่งกว่าที่เขาแสดงออกมา” แฮร์ริส กล่าวเสริม

เปิดนโยบายนายกฯ คนใหม่

เศรษฐกิจ

คิชิดะเคยกล่าวไว้ว่าหากเขาจะเป็นผู้นำ การควบรวมทางการคลังจะเป็นเสาหลักของนโยบาย นอกจากนี้ เขายังแสดงความสงสัยเกี่ยวกับนโยบายที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษของธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น โดยกล่าวว่าในปี 2018 มาตรการกระตุ้นไม่สามารถคงอยู่ตลอดไป

แต่ด้วยเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ คิชิดะจึงกลับคำโดยกล่าวว่า BOJ ต้องคงมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ไว้

เขาเสนอแพ็คเกจการใช้จ่ายมากกว่า 30 ล้านล้านเยน และเสริมว่าญี่ปุ่นไม่น่าจะขึ้นอัตราภาษีการขายจาก 10% “เป็นเวลาประมาณหนึ่งทศวรรษ”

“การปฏิรูปการคลังเป็นแนวทางที่เราต้องดำเนินการในท้ายที่สุด แม้ว่าเราจะไม่พยายามเติมเต็มการขาดดุลของญี่ปุ่นด้วยการขึ้นภาษีทันที” เขากล่าวเมื่อวันเสาร์

เขาเน้นถึงความจำเป็นในการกระจายความมั่งคั่งให้กับครอบครัวมากขึ้น ตรงกันข้ามกับการมุ่งเน้นนโยบาย “อาเบะโนมิกส์” ของอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ในการเพิ่มผลกำไรของบริษัทโดยหวังว่าผลประโยชน์จะตกไปถึงประชาชนทั่วไป

การทูต/ความมั่นคง

คิชิดะเชื่อว่าญี่ปุ่น โดยความร่วมมือกับสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน ควรจะยืนหยัดต่อต้านการผงาดของจีน

“เพื่อปกป้องค่านิยมสากล เช่น เสรีภาพ ประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และสิทธิมนุษยชน เราต้องพูดให้แน่ชัดว่าต้องพูดอะไรเมื่อเผชิญกับการขยายตัวของระบอบเผด็จการอย่างจีน ขณะเดียวกันก็ร่วมมือกับประเทศที่ยึดถือค่านิยมดังกล่าว ” เขากล่าวในเดือนนี้

คิชิดะวางแผนที่จะเสริมศักยภาพของหน่วยยามฝั่ง เนื่องจากญี่ปุ่นยังคงมีกรณีพิพาทกับจีนในเรื่องอำนาจอธิปไตยของกลุ่มเกาะเล็กๆ ในทะเลจีนตะวันออก

คิชิดะสนับสนุนให้มีการลงมติของรัฐสภาประณามการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ของจีน และต้องการแต่งตั้งผู้ช่วยนายกรัฐมนตรีเพื่อติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์

เขายินดีที่ไต้หวันเสนอให้เข้าร่วมสนธิสัญญาการค้าเสรี “ข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก” หรือ CPTPP ซึ่งสมาชิกประกอบด้วยออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์

การตอบสนองต่อ COVID-19

ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีหน่วยงาระดับกระทรวงมากเกินไปที่รับผิดชอบต่อมาตรการการระบาด คิชิดะวางแผนที่จะมอบบทบาทผู้บังคับบัญชาให้กับหน่วยงานรัฐบาลใหม่รับหน้าที่เดียวไป

เขาเห็นว่าการพัฒนายาและการฉีดวัคซีนในวงกว้างเป็นกุญแจสำคัญในการกลับสู่ชีวิตปกติ

“ตอนนี้มีความพยายามพัฒนายารับประทานและจำหน่ายให้แพร่หลายภายในสิ้นปีนี้ และรัฐบาลจำเป็นต้องทุ่มน้ำหนักให้กับความพยายามเหล่านั้น” คิชิดะกล่าวกับผู้สื่อข่าวในเดือนนี้

“ผมต้องการให้เราก้าวไปข้างหน้าและบรรลุเป้าหมายในการนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของเรากลับสู่สภาวะปกติในช่วงต้นปีหน้า”

ตระกูลนักการเมืองเก่าแก่

ตามรอยเท้าของพ่อและปู่ของเขา คิชิดะเข้าสู่การเมืองในปี 1993 โดยเคยทำงานที่ธนาคารแห่งหนึ่งในขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเฟื่องฟู

เมื่อเป็นเด็ก ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่เป็นเวลาหลายปีในนิวยอร์กซึ่งเขาประสบกับการถูกเหยียดเชื้อชาติที่โรงเรียน มันเป็นประสบการณ์ที่เขากล่าวว่าทำให้เขารู้สึกถึงความยุติธรรมอย่างแรงกล้า

เขาเป็นแฟนตัวยงของทีมเบสบอล Hiroshima Carp และว่ากันว่าชอบดื่มซึ่งต่างจากสุงะที่งดดื่มเหล้า ในขณะที่ภรรยาของ คิชิดะมาจากครอบครัวผู้กลั่นเหล้าสาเกที่ร่ำรวย

คิชิดะเป็นนักเบสบอลตัวยงที่โรงเรียน เขาสอบไม่ผ่านถึงสามครั้งในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งทำให้พ่อแม่ผิดหวังมาก

เขาเรียนที่วาเซดะซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงซึ่งเขาเลือกเรียนที่นี่เพราะบรรยากาศที่จริงจังและไม่โอ้อวด

คิชิดะพยายามชี้ชวนให้ประชาชนเห็นว่าเขาเป็นผู้นำที่รับฟังประชาชนและกล่าวว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นต้องการ “การเมืองแห่งความเอื้ออาทร”

เขาได้เชิญผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ฝากข้อความไว้ในกล่องข้อเสนอแนะและนำสมุดจดบันทึกไปยังเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อบันทึกความคิดเห็นจากสาธารณชน

แต่เขาไม่เคยต่อได้ติดกับประชาชนเลย และมักถูกล้อเลียนในโลกโซเชียลด้วยซ้ำ

Photo by Kazuhiro NOGI / AFP

ผลวิจัยชี้ชายสูงวัยมักผวาเทขายหุ้นเมื่อตลาดล่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664347

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 12:30 น.ผลวิจัยชี้ชายสูงวัยมักผวาเทขายหุ้นเมื่อตลาดล่มนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ทำการศึกษาวิจัยพฤติกรรมนักลงทุนในตลาดหุ้น

Bloomberg รายงานว่านักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ได้ทำการศึกษาวิจัยพฤติกรรมนักลงทุนในตลาดหุ้น จากการวิเคราะห์บัญชีนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์มากกว่า 600,000 บัญชี

แดเนียล เอลไคนด์, แคทรีน คามินสกี, แอนดรูว์ โล และทีมวิจัยระบุว่า ที่ปรึกษาทางการเงินมักแนะนำว่าให้นักลงทุนอยู่ในความสงบและไม่ตื่นตระหนกเมื่อพอร์ตของพวกเขาอยู่ในช่วงขาลง ถึงกระนั้นนักลงทุนจำนวนหนึ่งมักสติแตกและเทขายหุ้นที่มีความเสี่ยงเหล่านั้นออกไป

โดยจากการศึกษาของทีมวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ พบว่า นักลงทุนเพศชายอายุมากกว่า 45 ปี สมรสแล้ว หรือมีความมั่นใจในประสบการณ์การลงทุนของตนเอง มีแนวโน้มที่จะตื่นตระหนกและเทขายหุ้นในช่วงที่ตลาดอยู่ในช่วงขาลงมากที่สุด

นอกจากนี้ยังพบว่านักลงทุนบางประเภท อาทิ ผู้ที่มีพอร์ตการลงทุนน้อยกว่า 20,000 เหรียญสหรัฐ ก็มีแนวโน้มที่จะเทขายหุ้นบ่อยกว่าเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยไม่ได้ระบุถึงสาเหตุของพฤติกรรมดังกล่าวว่าเหตุใดจึงมักเกิดขึ้นในคนกลุ่มนี้

ทั้งนี้ ทีมวิจัยกล่าวว่า การเทขายหุ้นด้วยความตื่นตระหนกไม่ใช่เหตุการณ์สุ่ม กล่าวคือสามารถระบุแนวโน้มที่ชัดเจนได้ว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในคนกลุ่มใด

พร้อมทิ้งท้ายว่า “ข้อมูลประชากรนักลงทุนและการเคลื่อนไหวของตลาดที่ผ่านมาสามารถทำนายได้อย่างแม่นยำว่านักลงทุนจะตื่นตระหนกและเทขายหุ้นในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่”

AFP PHOTO / GREG BAKER

Evergrande จ่อขายหุ้นธนาคารระดมเงินจ่ายหนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664346

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 12:10 น.Evergrande จ่อขายหุ้นธนาคารระดมเงินจ่ายหนี้Evergrande เตรียมขายหุ้นในธนาคารท้องถิ่นมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐหาเงินจ่ายหนี้ 

Evergrande Group บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีนส่งหนังสือแจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงว่า บริษัทเตรียมขายหุ้นของธนาคาร Shengjing Bank มูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับ Shenyang Shengjing Finance Investment Group ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านการจัดการอสังหาริมทรัพย์ของจีน เพื่อระดมทุนมาชำระหนี้  

Evergrande จะขายหุ้น 1,750 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 19.93% ของหุ้นที่ออกแล้วของธนาคาร Shengjing Bank ในราคาหุ้นละ 5.70 หยวน

โดย Shengjing Bank ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้กู้ยืมรายใหญ่ของ Evergrande มีเงื่อนไขว่า Evergrande จะต้องนำเงินที่ขายหุ้นได้ทั้งหมดมาชำระหนี้ที่ค้างไว้กับธนาคารก่อน 

เงื่อนไขนี้หมายความว่า Evergrande ที่ยังไม่ได้ชำระดอกเบี้ยพันธบัตรที่ครบกำหนดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จะไม่สามารถนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นครั้งนี้มาใช้เพื่อจุดปรสงค์อื่นก่อน อาทิ จ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรต่างประเทศมูลค่า 47.5 ล้านเหรียญสหรัฐที่ถึงกำหนดชำระในวันนี้ (29 ก.ย.)

การขายหุ้นดังกล่าวส่งผลให้หุ้นในธนาคาร Shengjing Bank ของ Shenyang Shengjing เพิ่มขึ้นเป็น 20.79% กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด ส่วนหุ้นของ Evergrande จะลดลงจาก 34.5% เหลือ 14.75%

ทั้งนี้ Evergrande สามารถระดมเงินราว 1,000 ล้านหยวนจากการขายหุ้นของธนาคาร Shengjing Bank เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา  

ด้านผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เผยกับ Reuters ว่า รัฐบาลจีนกำลังกระตุ้นให้บริษัทของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้าชื้อสินทรัพย์ของ Evergrande

REUTERS/Aly Song

หายนะแน่ๆ ภาคธุรกิจเตรียมรับมือสหรัฐส่อแววผิดนัดชำระหนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664339

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 11:20 น.หายนะแน่ๆ ภาคธุรกิจเตรียมรับมือสหรัฐส่อแววผิดนัดชำระหนี้กระทรวงการคลังห่วงสหรัฐไม่มีเงินจ่ายหนี้ ด้าน JPMorgan เตือนการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐอาจเป็นหายนะ

เจมี ไดมอน ซีอีโอของ JPMorgan Chase & Co เผยว่า JPMorgan กำลังเตรียมพร้อมรับความเป็นไปได้ที่ระดับหนี้ของสหรัฐจะชนเพดาน และหวังว่าสภาจะหาทางแก้ไขเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะที่อาจเกิดขึ้น

ไดมอนเผยอีกว่า ขณะนี้เจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐเริ่มวางแผนรับมือว่าการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐจะกระทบกับตราสารหนี้ของรัฐบาลและตลาดการเงิน สัดส่วนเงินทุน และปฏิกิริยาของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างไร

“นี่เป็นเหมือนครั้งที่สามที่เราต้องทำสิ่งนี้ มันเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดภัยพิบัติได้” ไดมอนกล่าว

“ทุกครั้งที่สิ่งนี้เกิดขึ้น มันจะได้รับการแก้ไข แต่เราไม่ควรเฉียดฉิวขนาดนี้ ผมแค่คิดว่าสิ่งทั้งหมดนี้ผิดพลาดและวันหนึ่งเราควรจะมีร่างกฎหมายสองพรรคและกำจัดเพดานหนี้ มันเป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด” 

ขณะนี้บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐกำลังพยายามอย่างหนักในการผ่าทางตันที่อาจทำให้สหรัฐผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ซึ่งจะฉุดเศรษฐกิจสหรัฐลงเหว

เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐเตือนว่า หากสภาคองเกรสไม่อนุมัติการเพิ่มเพดานหนี้ เงินสดในคลังของรัฐบาลจะหมดภายในวันที่ 18 ต.ค.นี้ และหลังจากนั้นก็ยังไม่แน่ว่าสหรัฐจะมีเงินชำระหนี้หรือไม่

เยลเลนยังเตือนอีกว่า หากไม่เพิ่มเพดานหนี้ รัฐบาลจะไม่สามารถจ่ายเงินเดือนข้าราชการหรือชำระหนี้ของชาติ ทั้งยังทำให้ความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์ในฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศลดลง

ในจดหมายล่าสุดของเยลเลนที่ส่งไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเตือนอีกว่า สภาต้องอนุมัติการเพิ่มเพดานหนี้อย่างเร่งด่วน เพราะหากรอจนถึงนาทีสุดท้ายอาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมทั้งทำให้ประชาชนผู้เสียภาษีต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการกู้เงิน และเป็นผลร้ายต่ออันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐในอนาคตข้างหน้า

ทว่า ฝ่ายพรรครีพับลิกันในสภาพากันคัดค้านการเพิ่มเพดานหนี้ของรัฐบาล แม้ว่าจะเคยอนุมัติมาแล้วในสมัยอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โดยอ้างว่าไม่ต้องการมีส่วนร่วมกับนโยบายการใช้จ่ายของพรรครัฐบาลเดโมแครต รวมทั้งงบประมาณปฏิรูปสังคมก้อนใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ด้าน ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาของพรรคเดโมแครตพยายามหาทางเพิ่มเพดานหนี้ไปจนถึงสิ้นปีหน้าโดยไม่ต้องพึ่งพาคะแนนจากฝั่งพรรครีพับลิกัน

ไดมอนแห่ง JPMorgan Chase & Co  กล่าวว่าครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ที่ทั้งสองพรรคถกเถียงประเด็นเรื่องเพดานหนี้อย่างดุเดือดจนถึงวินาทีสุดท้ายต่อจากปี 2011 และ 2017

REUTERS/Jose Luis Gonzalez/Illustration/File Photo

สหรัฐใกล้หมดตูด เยลเลนเผยเงินสดเกลี้ยงเดือนหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664337

วันที่ 29 ก.ย. 2564 เวลา 10:58 น.สหรัฐใกล้หมดตูด เยลเลนเผยเงินสดเกลี้ยงเดือนหน้าสหรัฐหวั่นขาดดุลเงินสด เสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐเตือนว่าเงินสดในคลังของรัฐบาลสหรัฐจะหมดลงในวันที่ 18 ตุลาคม หากสภาคองเกรสไม่รีบขยายเพดานหนี้ของรัฐบาล

โดยเธอยังได้กล่าวในจดหมายถึงผู้นำรัฐสภา ระบุว่า “เงินทุนของกระทรวงการคลังจะหมดลงอย่างรวดเร็ว และยังไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถดำเนินการตามพันธกรณีทั้งหมดของประเทศต่อไปได้หรือไม่หลังจากวันนั้น”

หลังจากที่เธอได้เคยออกคำเตือนในประเด็นดังกล่าวไปแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาโดยชี้ว่า มาตรการจัดสรรเงินสดของกระทรวงการคลังมีแนวโน้มที่จะหมดลงในเดือนตุลาคม

ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐไม่สามารถชำระหนี้ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ และยังจะกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง กระตุ้นให้อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้น ราคาหุ้นร่วงหนัก หรือผลักดันให้เกิดความปั่นป่วนทางการเงิน

พร้อมเรียกร้องให้สภาคองเกรสดำเนินการขยายหรือยกเลิกเพดานหนี้ชั่วคราวด่วนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มิเช่นนั้นนอกจากจะไม่สามารถชำระหนี้ได้แล้ว รัฐบาลจะไม่มีเงินสดสำหรับจ่ายให้แก่บรรดาข้าราชการ และผู้สูงอายุ หรืออาจทำให้ชาวอเมริกันหลายล้านคนขาดแคลนเงินสด และยังเสี่ยงที่จะต้องชัตดาวน์หน่วยงานของรัฐบาลกลาง

ตลอดจนบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองและสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยเยลเลนยังกล่าวอีกว่าหากรอจนถึงนาทีสุดท้ายอาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อธุรกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

ทั้งนี้ ภายในรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พรรครีพับลิกันและเดโมแครตได้ทำข้อตกลงร่วมกันในปี 2019 ซึ่งจะส่งผลให้สภาคองเกรสยกเลิกเพดานหนี้ชั่วคราวไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2021 ก่อนที่เพดานหนี้จะถูกกำหนดขึ้นอีกครั้งในวันถัดมา

โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันมีมติเสียงข้างมากไม่สนับสนุนร่างกฎหมายที่จะช่วยขยายเพดานหนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2022 ซึ่งถูกเสนอโดยพรรคเดโมแครต ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องว่าจะทำให้เกิดวิกฤตทางการเงิน

ขณะที่เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ได้ออกมาเตือนถึงผลกระทบที่เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้ เช่นเดียวกับอดีตรัฐมนตรีคลังและกลุ่มธุรกิจอื่นๆ

photo by Kevin Dietsch/Getty Images/AFP