Bokassa เผด็จการทหารที่ตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664317

วันที่ 28 ก.ย. 2564 เวลา 19:50 น.Bokassa เผด็จการทหารที่ตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิแถบแอฟริกาขึ้นชื่อเรื่องการทำรัฐประหาร แต่ไม่มีใครกล้าหาญและบ้าบิ่นเท่ากับ ฌ็อง เบเดล โบกัสซา แห่งแอฟริกากลาง ที่สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ

ครั้งหนึ่งแอฟริกากลางที่เพิ่งได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 1960 ต้องถอยหลังกลับไปสู่ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายใต้การปกครองของชายคนหนึ่งที่กล้าและบ้าบิ่นสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิและถูกขนานนามว่าเป็นจอมเผด็จการที่โหดเหี้ยมที่สุดคนหนึ่งของแอฟริกา แถมยังมีข่าวลือว่าเขากินเนื้อคน

ผู้ชายธรรมดาที่กล้าสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิเพียงองค์เดียวของแอฟริกากลางคือ ฌ็อง เบเดล โบกัสซา (Jean-Bédel Bokassa) ลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้าน Bobangui ในแอฟริกากลางซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ French Equatorial Africa ซึ่งเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในแอฟริกากลาง โดยมีพี่น้องที่คลานตามกันมาอีก 11 คน

ชีวิตวัยเด็ก

พ่อของโบกัสซาทำงานให้กับกรมป่าไม้ของฝรั่งเศสและมีหน้าที่จัดหาแรงงานให้เจ้าอาณานิคมที่ใช้แรงงานเยี่ยงทาส ทั้งยังจับครอบครัวของคนงานท้องถิ่นไว้เป็นตัวประกันป้องกันการหลบหนี วันหนึ่งพ่อของโบกัสซาทนไม่ไหวกับการกระทำของฝรั่งเศสจึงแอบปล่อยเพื่อนบ้านที่ถูกจับตัวไว้ จึงถูกฝรั่งเศสจับตัวและทุบตีจนเสียชีวิต ส่วนแม่ที่ตรอมใจจากการเสียสามีก็ตัดสินใจฆ่าตัวตายตามไปในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา โบกัสซาในวัย 6 ขวบและพี่น้องจึงกลายเป็นกำพร้า

โบกัสซามีญาติรับไปเลี้ยงดูและได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่สอนเป็นภาษาฝรั่งเศสที่ก่อตั้งโดยมิสชันนารี และด้วยความเป็นเด็กกำพร้า ตัวเตี้ย และไม่ค่อยแข็งแรงจึงถูกเพื่อนๆ ล้อเลียนและรังแก

ที่โรงเรียนโบกัสซาชอบหนังสือไวยากรณ์ฝรั่งเศสเล่มหนึ่งของผู้เขียนชื่อ ฌ็อง เบเดล ครูจึงเรียกเขาว่า ฌ็อง เบเดล จนชื่อนี้กลายเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของเจ้าตัว

หลังจากเรียนจบชั้นมัธยม โบกัสซาในวัย 18 ปีตัดสินใจเข้าเป็นทหารในกองทัพอาณานิคมฝรั่งเศสในตำแหน่งทหารราบแนวหน้าในเดือน พ.ค. 1939

ชีวิตในกองทัพ

โบกัสซาได้รับการเลื่อนยศเป็นสิบโทในเดือน ก.ค. 1940 และจ่าสิบเอกในเดือน พ.ย. 1941 หลังจากนาซีเยอรมันยึดครองฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โบกัสซาเข้าร่วมกองกำลังปลดปล่อยฝรั่งเศสและสามารถต่อต้านรัฐบาลหุ่นเชิดของนาซีเยอรมันในฝรั่งเศส (Vichy government) จนสามารถล้มรัฐบาลนี้ที่เมืองบราซซาวิลในคองโกได้สำเร็จ

ต่อมาโบกัสซาได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกับกองทัพฝรั่งเศสในการต่อสู้กับกองทัพนาซี และมีส่วนร่วมในปฏิบัติการ Dragoon ซึ่งฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถยกพลขึ้นบก และยึดเอาท่าเรือที่สำคัญทางตอนใต้ของฝรั่งเศสกลับมาจากการครอบครองของนาซีได้สำเร็จ

หลังสิ้นสุดสงครามโบกัสซาเข้าเรียนต่อในโรงเรียนทหารของฝรั่งเศสในด้านวิทยุสื่อสาร และโรงเรียนฝึกทหารในเซเนกัล ต่อมาในปี 1950 โบกัสซาเข้าร่วมรบในสงครามอินโดจีนในฐานะทหารสื่อสารรวมทั้งร่วมรบด้วย หลังสงครามจบลงในเดือน มี.ค 1953 โบกัสซาได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Légion d’honneur ซึ่งเป็นเครื่องราชย์อิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของฝรั่งเศส และเหรียญกล้าหาญ Croix de guerre รวมทั้งสัญชาติฝรั่งเศส

ระหว่างประจำอยู่ที่เวียดนาม 3 ปี โบกัสซาแต่งงานกับเหงียนถิฮุย หญิงชาวเวียดนามวัย 17 ปี และมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน หลังจากนั้นเขาถูกเรียกตัวกลับโดยต้องทิ้งภรรยาและลูกไว้ที่เวียดนามโดยหวังว่าเข้าจะได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่เวียดนามอีก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย

หลังจากกลับฝรั่งเศส โบกัสซาทำหน้าที่เป็นครูสอนด้านวิทยุสื่อสารแก่ทหารใหม่แอฟริกัน และได้รับการเลื่อนขั้นต่อเนื่อง ทั้งร้อยตรีในปี 1956 และร้อยโทในอีก 2 ปีหลังจากนั้น และหลังจากออกจากบ้านเกิดไปกว่า 20 ปี โบกัสซาได้ย้ายมาประจำที่เมืองบังกีอีกครั้ง โดยได้รับการเลื่อนขั้นเป็นร้อยเอกในปี 1961

ขณะที่ Ubangi-Chari ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ French Equatorial Africa ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสและกลายเป็นสาธารณรัฐแอฟริกากลางในปี 1960 โดยมี เดวิด ดัคโก เป็นประธานาธิบดีคนแรกของแอฟริกากลาง และประธานาธิบดีคนนี้ยังเป็นลูกพี่ลูกน้องของโบกัสซา

ปี 1962 โบกัสซาลาออกจากกองทัพฝรั่งเศสและเข้าประจำการในกองทัพแอฟริกากลางในตำแหน่งพันโท และด้วยความที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับประธานาธิบดีเข้าจึงได้รับหน้าที่ให้จัดตั้งกองทัพของแอฟริกากลาง ไม่นานโบกัสซาก็ได้เป็นผู้บัญชาการกองทัพแอฟริกากลางที่มีทหาร 500 นาย

ด้วยความที่เป็นญาติกับประธานาธิบดีดัคโกและประสบการณ์รบในต่างประเทศกับกองทัพฝรั่งเศส โบกัสซาจึงได้รับการเลื่อนยศอย่างรวดเร็วจนขึ้นเป็นพันเอกคนแรกของประเทศเมื่อปี 1964

โบกัสซาต้องการเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้นำกองทัพ เขามักจะปรากฏตัวในที่สาธารณะด้วยชุดเครื่องแบบเต็มยศ รวมทั้งประดับเข็มมากมายเต็มหน้าอก และมักจะนั่งติดกับประธานาธิบดีดัคโกในงานพิธีต่างๆ เพื่อแสดงว่าตัวเองมีความสำคัญต่อรัฐบาล และมักจะทะเลาะกับคนในคณะรัฐมนตรีเรื่องตำแหน่งที่นั่งบ่อยๆ

ในช่วงนั้นหลายคนเตือนประธานาธิบดีดัคโกว่าโบกัสซาอาจทำรัฐประหารซึ่งเกิดขึ้นบ่อยในแถบแอฟริกา แต่ประธานาธิบดีดัคโกกลับไม่เชื่อและครั้งหนึ่งเคยพูดว่า “นายพลโบกัสซาแค่อยากได้เหรียญมาติดหน้าอกเท่านั้น และเขาก็โง่เกินกว่าจะทำรัฐประหาร”

ความสัมพันธ์ตึงเครียด

ทว่าภายหลังประธานาธิบดีดัคโกเริ่มเชื่อคำเตือนและระวังตัวมากขึ้น ฌ็อง อาร์เธอร์ บันดิโอ รั{มนตรีกลาโหมแนะนำให้ดัคโกแต่งตั้งโบกัสซาเป็นรัฐมนตรีเพื่อให้เขาห่างจากกองทัพลดโอกาสก่อรัฐประหารและยังเป็นการทำให้โบกัสซาซึ่งหลงใหลในยศฐาพึงพอใจ นอกจากนี้ประธานาธิบดียังจัดตั้งกองตำรวจติดอาวุธ 500 นายขึ้นมาถ่วงอำนาจกับกองทัพของโบกัสซา และหน่วยรักษาความปลอดภัยประธานาธิบดีอีก 120 นาย

ยึดอำนาจ

ด้วยปัญหาหลายอย่างของแอฟริกากลาง รวมทั้งการคอร์รัปชั่นของรัฐบาลและนักการเมือง โบกัสซาเริ่มรู้สึกว่าเขาต้องยึดอำนาจรัฐบาลประธานาธิบดีดัคโกเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ระหว่างนั้นทั้งดัคโกและโบกัสซาเริ่มระหองระแหงกันรุนแรงและมีการหักเหลี่ยมลูบคมกันตลอดเวลา ทั้งสองฝ่ายต่างวางแผนโค่นอีกฝ่ายหนึ่ง จนในที่สุดโบกัสซาก่อการรัฐประหารยึดอำนาจประธานาธิบดีดัคโกช่วงค่ำของวันที่ 31 ธ.ค. 1965 แล้วตั้งตัวเองเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของแอฟริกากลาง

แต่ที่ต่างจากการทำรัฐประหารของนายทหารทั่วไปคือ โบกัสซาไม่หยุดแค่การเป็นประธานาธิบดี หลังดำรงตำแหน่งผู้นำแอฟริกากลาง 10 ปี โบกัสซาเปลี่ยนรัฐธรรมนูญของประเทศโดยเปลี่ยนจากสาธารณรัฐมาเป็น “จักรวรรดิแอฟริกากลาง” และสถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิโบกัสซาที่ 1 ในปี 1977

ต่อมาโบกัสซาจัดพิธีราชาภิเษกอย่างหรูหรา มีการสั่งนำเข้าแชมเปญชั้นนำของโลกอย่าง Moët & Chandon ถึง 24,000 ขวด และ Château Mouton-Rothschild และ Château Lafite Rothschild อีก 4,000 ขวด รวมทั้งยังสั่งรถยนต์เมอร์เซเดสอีก 60 คันจากเยอรมนี โดยให้ขนส่งมายังแคเมอรูนแล้วขนขึ้นเครื่องบินข้ามป่าของแอฟริกากลางมายังกรุงบังกี

โบกัสซายังสั่งทำมงกุฎเพชรราคา 5 ล้านเหรียญสหรัฐ จ้างดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสออกแบบผ้าคลุมกำมะหยี่ยาว 20 ฟุต สั่งให้สร้างบัลลังก์รูปนกอินทรีตัวใหญ่ทำจากทองคำ สร้างรูปปั้นขนาดใหญ่ของตัวเอง และส่งม้าไปฝึกถึงฝรั่งเศส ซึ่งทั้งหมดนี้ผลาญงบประมาณของแอฟริกากลางไปราว 20 ล้านเหรียญสหรัฐในขณะที่ประชาชนตาดำๆ แทบไม่มีกิน

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นจักรวรรดิและการสถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิของโบกัสซาได้แรงบันดาลใจมาจากจักรพรรดินโปลีอง โบนาปาร์ต แห่งฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงและผลงานยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นฮีโร่ในดวงใจของโบกัสซา ที่ต่างกันคือ ที่สุดแล้วแอฟริกากลางภายใต้การปกครองของโบกัสซายังเป็นแบบเผด็จการทหารเหมือนเดิม

หนำซ้ำในระดับนานาชาติไม่มีใครยอมรับสถานะจักรพรรดิของโบกัสซา ยกเว้นฝรั่งเศสที่ยังหนุนหลังเขาอยู่ ขณะที่สื่อตะวันตกโดยเฉพาะในฝรั่งเศส อังกฤษ และสหรัฐมองว่าเขาเป็นตัวตลกและมักจะนำเขาไปเปรียบเทียบกับเผด็จการแห่งอูกันดาอย่าง อีดี อาร์มิน ที่มีชื่อเสียพอๆ กัน

วีรกรรมโจษจันของจักรพรรดิโบกัสซา นอกจากตั้งตนเป็นใหญ่คือคำสั่งฆ่าคนเห็นต่าง ออกคำสั่งให้ตัดหูคนขโมยของ กำจัดกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก เขามักใช้ให้ข้าราชบริพารจับคนโยนให้จระเข้กับสิงโตที่เลี้ยงไว้ดูเล่นกินร่างมนุษย์ทั้งเป็น ชื่นชอบดูการทรมานเช่นการใช้โซ่รัดกายหรือเอาค้อนทุบหัว

ทั้งยังมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าจักรพรรดิโบกัสซานิยมกินเนื้อมนุษย์ เสิร์ฟอาหารทำจากเนื้อมนุษย์ให้กับแขกของประเทศ มีร่างเด็กถูกหั่นแช่ไว้ในตู้เย็นของครัวหลวง และยังมีเรื่องเล่าว่าในงานเลี้ยงทางการทูตงานหนึ่ง เขาหันไปกระซิบกับรัฐมนตรีฝรั่งเศสว่า “คุณอาจไม่ได้สังเกต แต่คุณกินเนื้อมนุษย์ไปแล้ว” อย่างไรก็ตามข่าวลือนี้ไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

ถูกรัฐประหาร

ช่วงต้นปี 1979 แรงสนับสนุนจากฝรั่งเศสก็เริ่มแผ่วลงหลังเกิดการจลาจลเกี่ยวกับอาหารในกรุงบังกีจนนำมาสู่การสังหารประชาชน โดยฟางเส้นสุดท้ายของฝรั่งเศสคือ การจับกุมนักเรียนประถมทั่วประเทศที่ออกมาประท้วงคำสั่งของรัฐบาลที่ให้สวมเครื่องแบบที่มีรูปของโบกัสซาและถูกตัดเย็บโดยบริษัทที่ภรรยาของโบกัสซาเป็นเจ้าของทำให้ราคาสูงลิ่วจนหลายคนไม่มีเงินซื้อ โดยมีนักเรียนถูกสังหารกว่า 100 คน

เหตุการณ์นี้ทำให้ฝรั่งเศสรับไม่ได้จึงส่งกองทัพเข้ามาโค่นอำนาจโบกัสซาแล้วตั้ง เดวิด ดักโก กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ส่วนโบกัสซาต้องลี้ภัยไปไอวอรีโคสต์ในปี 1979 ก่อนจะไปขอลี้ภัยทางการเมืองที่ฝรั่งเศสโดยอาศัยความดีความชอบที่เคยรับราชการในกองทัพฝรั่งเศส

ปี 1980 โบกัสซาถูกตัดสินลับหลังจำเลยให้ประหารชีวิตในข้อหาลอบสังหาร ซ่อนเร้นอำพรางศพ ยักยอก ต่อมาเขาตัดสินใจเดินทางกลับจากฝรั่งเศสมายังแอฟริกากลางในปี 1986 จนถูกจับตัวและถูกดำเนินคดีอีกครั้งซึ่งศาลยังคงพิพากษาให้ประหารชีวิต ก่อนจะค่อยๆ ลดโทษเรื่อยมาเหลือจำคุกตลอดชีวิตและใช้แรงงาน 20 ปี และเหลือใช้แรงงาน 10 ปี ก่อนจะได้รับอิสรภาพในวันที่ 1 ก.ย. 1993

จากนั้นโบกัสซากลับมาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในบ้านเกิดและเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเมื่อปี 1996 ขณะอายุ 75 ปี หลังจากนั้นประธานาธิบดี ฟรองซัว โบซิส ซึ่งทำรัฐประหารเข้ามาเช่นกัน ประกาศนิรโทษกรรมให้แก่โบกัสซาเมื่อปี 2010 ในโอกาสครบรอบ 50 ปีที่แอฟริกากลางได้รับอิสรภาพ

ภาพ: National Archives

จีนโชว์บินโดรน อวดแสนยานุภาพแข่งสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664303

วันที่ 28 ก.ย. 2564 เวลา 17:33 น.จีนโชว์บินโดรน อวดแสนยานุภาพแข่งสหรัฐจีนจัดงานแสดงอากาศยานพร้อมเปิดตัวโดรนลาดตระเวน-เครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่

วันนี้ (28 ก.ย.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าจีนจัดงานแสดงอากาศยาน (แอร์โชว์) ที่เมืองจูไห่ มณฑลกวางตุ้ง โดยได้มีการเปิดตัวอากาศยานใหม่รวมถึงโดรนลาดตระเวน และเครื่องบินขับไลที่ใช้เพื่อลาดตระเวนพื้นที่พิพาท ตั้งแต่ไต้หวันไปจนถึงทะเลจีนใต้ ตลอดจนเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีทางอากาศกับสหรัฐ

โดยในงานดังกล่าวได้มีการเปิดตัวโดรนลาดตระเวน CH-6 ซึ่งมีปีกกว้าง 20.5 เมตร ได้รับการออกแบบสำหรับการลาดตระเวนและสามารถบรรทุกขีปนาวุธ ซึ่งแหล่งข่าวเผยว่าโดรนรุ่นดังกล่าวยังสามารถปฏิบัติภารกิจได้ยาวนานขึ้นกว่ารุ่นก่อนด้วย

นอกจากนี้ยังมีโดรนลาดตระเวน WZ-7 และเครื่องบินขับไล่ J-16D ซึ่งทางการจีนได้นำเข้าประจำการในกองทัพอากาศแล้ว ท่ามกลางการจับตามองว่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งในช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้

การจัดแสดงอากาศยานมีชึ้นในขณะที่รัฐบาลจีนเร่งผลักดันนโยบายในการปรับปรุงกองทัพจีนให้มีความพร้อมสำหรับสงครามยุคใหม่ โดยกำหนดเส้นตายภายในปี 2035

แม้ว่าขณะนี้จีนจะยังคงตามหลังสหรัฐในแง่ของเทคโนโลยีและการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าจีนกำลังคืบหน้าเข้าใกล้สหรัฐแล้ว โดยรายงานข่าวกรองของสหรัฐในปีนี้ระบุว่าอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ

ภาพปก: โดรนลาดตระเวน CH-6 โดย REUTERS/Aly Song

โดรนลาดตระเวน WZ-7 ภาพโดย Noel Celis / AFP

เครื่องบินขับไล่ J-16D ภาพโดย REUTERS/Aly Song

ฝูงบิน J-10 ของกองทัพอากาศจีน ภาพโดย Noel Celis / AFP

ญี่ปุ่นปลดล็อค ประกาศยุติภาวะฉุกเฉินโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664294

วันที่ 28 ก.ย. 2564 เวลา 16:25 น.ญี่ปุ่นปลดล็อค ประกาศยุติภาวะฉุกเฉินโควิดนายกรัฐมนตรี โยชิฮิเดะ สุงะ ระบุในวันอังคารว่าสถานการณ์ฉุกเฉินด้านโคโรนาไวรัสซึ่งมุ่งเป้าไปที่การควบคุมสถานบันเทิงยามค่ำคืนในโตเกียวและภูมิภาคอื่นๆ ของญี่ปุ่น จะยุติลงในสัปดาห์นี้

มาตรการฉุกเฉินซึ่งส่วนใหญ่จำกัดการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เวลาเปิดทำการของร้านอาหาร และจำนวนฝูงชนในงานใหญ่ๆ ได้ถูกนำมาใช้ตลอดทั้งปี รวมทั้งในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

มาตรการเหล่านี้จะหมดอายุในปลายเดือนกันยายนและสุงะกล่าวว่าจะไม่มีการต่ออายุเนื่องจากสถานการณ์ไวรัสในญี่ปุ่นที่ดีขึ้น

“ขอบคุณการทำงานหนักของทุกคน จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวัน ซึ่งมากกว่า 25,000 คนในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ลดลงเหลือ 1,128 คน ณ เมื่อวาน” เขากล่าวในการประชุมระดับรัฐมนตรี

“อัตราการใช้เตียงในโรงพยาบาลในทุกภูมิภาคลดลงต่ำกว่า 50% จำนวนผู้ป่วยรุนแรงสูงสุดในต้นเดือนกันยายนและยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง” เขากล่าวเสริม

ภาวะฉุกเฉินที่สิ้นสุดในวันศุกร์นี้ในภูมิภาค 19 แห่ง รวมถึงมหานครโตเกียว ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจคือโอซาก้าและไอจิ และจุดท่องเที่ยวสำคัญอย่างเกียวโตและโอกินาวะ

แม้มาตรการจะหมดลง สุกะแนะนำให้บาร์และร้านอาหารปิดเวลา 21.00 น. แต่หลายคนดูไม่พอใจกฎนี้ โดยกล่าวว่าการสนับสนุนทางการเงินจากไวรัสจากรัฐบาลไม่เพียงพอที่จะประคับประคองธุรกิจได้

ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากโรคระบาดรุนแรงน้อยกว่าประเทศอื่นๆ โดยมีผู้เสียชีวิต 17,500 รายจากจำนวนประชากร 125 ล้านคน และรัฐบาลไม่เคยออกคำสั่งให้อยู่แต่บ้านอย่างเข้มงวด

แต่โรงพยาบาลต่างๆ ต้องเผชิญกับความตึงเครียดจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายกรณี โดยคลื่นล่าสุดได้แรงหนุนจากเดลต้าที่แพร่ระบาดได้ง่ายกว่า

โครงการวัคซีนของประเทศเริ่มต้นได้ช้า แต่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยขณะนี้ประชากรร้อยละ 58 ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้ว มากกว่าสหรัฐอเมริกา

คะแนนนิยมของสุงะพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งในเดือนกันยายน 2020 และเขาจะก้าวลงจากตำแหน่งหลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงปีเดียว

ความนิยมที่ดิ่งลงของเขาส่วนหนึ่งเกิดจากการตอบสนองต่อการระบาดใหญ่ของรัฐบาล โดยมีมาตรการฉุกเฉินแบบเปิด-ปิด และข้อจำกัดอื่นๆ ตลอดระยะเวลาที่เขาดำรงตำแหน่ง

การลงคะแนนเสียงผู้นำพรรครัฐบาลจะจัดขึ้นในวันพุธเพื่อเลือกผู้สืบทอดตำแหน่ง ซึ่งจะตามด้วยการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน

Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP

จีนพบฟอสซิล ‘กะโหลกมนุษย์’ อายุ 32,000 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664288

วันที่ 28 ก.ย. 2564 เวลา 16:15 น.จีนพบฟอสซิล ‘กะโหลกมนุษย์’ อายุ 32,000 ปีมณฑลเหอหนานเปิดเผยการค้นพบฟอสซิลกะโหลกมนุษย์เก่าแก่ 32,000 ปี

เจิ้งโจว, 27 ก.ย. (ซินหัว) — วันจันทร์ (27 ก.ย.) หน่วยงานโบราณคดีท้องถิ่นมณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน เปิดเผยการค้นพบฟอสซิลกะโหลกศีรษะมนุษย์ ซึ่งมีความเก่าแก่ 32,000 ปี ในถ้ำแห่งหนึ่งที่ตำบลกวนอินซื่อ อำเภอหลู่ซาน โดยการวิจัยยุคหินเก่าพบฟอสซิลมนุษย์ ฟอสซิลสัตว์ และสารพัดเครื่องมือหินในพื้นที่ดังกล่าว

จ้าวชิงโพ หนึ่งในคณะนักโบราณคดี ระบุว่าถ้ำดังกล่าวประกอบด้วย 2 ถ้ำย่อย โดยถ้ำแห่งหนึ่งกว้าง 3 เมตร ยาว 9 เมตร และสูง 3.9 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 30 ตารางเมตร จัดว่ามีขนาดใหญ่กว่าถ้ำที่เคยค้นพบในเหอหนานก่อนหน้านี้เป็นอันมาก

นอกจากฟอสซิลฟันและกะโหลกศีรษะแล้ว นักโบราณคดียังพบชิ้นส่วนกระดูกม้า แพะ หมี กวาง หมูป่า และหมาป่าอีกกว่า 10,000 ชิ้น ซึ่งมีอายุประมาณ 30,000-40,000 ปี รวมถึงเครื่องมือหิน อาทิ  เศษหินกรวดและอุปกรณ์ขุดเจาะ

คณะนักมานุษยวิทยากล่าวว่าฟอสซิลกะโหลกศีรษะมนุษย์ที่พบ 2 ชิ้น มีอายุ 32,000 ปี และ 12,000 ปี ตามลำดับ หากอ้างอิงวิธีการหาอายุด้วยยูเรเนียม ส่วนเครื่องไม้เครื่องมือที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจัดเป็นฟอสซิลฝีมือมนุษย์ยุคใหม่อันเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบในเหอหนาน

ด้านหลิวไห่วั่ง ประธานสถาบันมรดกทางวัฒนธรรมและโบราณคดีมณฑลเหอหนาน เผยว่าการค้นพบนี้มีนัยสำคัญต่อการศึกษาต้นกำเนิดและพัฒนาการของมนุษย์ยุคใหม่ในจีนอย่างมาก

ภาพและเนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

เผย ‘ยาแผนจีน’ ตัวช่วยสำคัญในการรักษาโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664286

วันที่ 28 ก.ย. 2564 เวลา 16:00 น.เผย ‘ยาแผนจีน’ ตัวช่วยสำคัญในการรักษาโควิด-19ผู้เชี่ยวชาญเผยการแพทย์แผนจีนมีบทบาทสำคัญในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19

ปักกิ่ง, 28 ก.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันจันทร์ (27 ก.ย.) จางโป๋หลี่ นักวิชาการของสถาบันวิศวกรรมจีน ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านแพทย์แผนจีน (TCM) แถลงข่าวว่าผลทางคลินิกทั้งในและต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่าการแพทย์แผนจีนนั้นมีบทบาทสำคัญในวิธีการรักษาที่จีนคิดค้นขึ้นเอง เพื่อใช้รักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

จาง ซึ่งได้รับยกย่องให้เป็น “วีรบุรุษของประชาชน” อันเป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์ระดับชาติเพราะผลงานที่โดดเด่นด้านการต่อสู้โรคระบาด กล่าวว่าการผสานแพทย์แผนจีนและแผนตะวันตกเข้าด้วยกัน ถือเป็นวิธีการสำคัญของจีนในการต่อสู้กับการระบาดของโรคโควิด-19 และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับแนวทางการรักษาที่ดีที่สุดของแพทย์แผนจีน

จางพูดถึงประสบการณ์ตรงด้านการรับมือกับโรคโควิด-19 ในนครอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีน โดยเขาชี้ว่าการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ด้วยแพทย์แผนจีนแต่เนิ่นๆ ควบคู่กับการกักโรคอย่างเข้มงวด มีบทบาทสำคัญในการยับยั้งการแพร่ระบาดไม่ให้ทวีความรุนแรงขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ

จางกล่าวว่าการรักษาแบบผสมผสานดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย 564 ราย ที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลชั่วคราวในเขตเจียงเซี่ยของอู่ฮั่น ซึ่งจางปฏิบัติหน้าที่อยู่ ไม่มีอาการรุนแรงขึ้นหรือมีอาการกำเริบหลังฟื้นตัว

จางกล่าวต่อว่าเป้าหมายที่ต้องบรรลุให้สำเร็จคือการตีความการแพทย์แผนจีนและตรรกะพื้นฐานศาสตร์แขนงนี้โดยใช้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งขณะนี้เป็นที่รู้กันแล้วว่าแพทย์แผนจีนมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคโควิด-19 โดยช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกัน ปกป้องอวัยวะที่บกพร่อง และยับยั้งการแพร่เชื้อของไวรัสในระดับหนึ่ง

จางทิ้งท้ายว่าควรมีการดำเนินงานเพิ่มเติมเพื่อผสมผสานแพทย์แผนจีนให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแพทย์แผนจีนให้ดียิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ของคนจีนและทั่วโลก

ภาพและเนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ไม่แก่เกินจะเทรด แม่เฒ่านักลงทุนวัยเกินร้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664280

วันที่ 28 ก.ย. 2564 เวลา 15:30 น.ไม่แก่เกินจะเทรด แม่เฒ่านักลงทุนวัยเกินร้อยแม่เฒ่านักเทรดหุ้นวัย 104 ปี คนนี้เผยว่าทั้งตู้เย็น แอร์ หรือแม้แต่การผ่าตัดตาของเธอก็ได้มาเพราะกำไรจากการเล่นหุ้นทั้งสิ้น

โจว หงเปา (Zhou Hongbao) วัย 104 ปีคนนี้น่าจะเป็นนักลงทุนที่อายุมากที่สุดในเซี่ยงไฮ้ โดยเธอทำเงินไปได้แล้วกว่า 5 แสนบาท แม้จะบอกว่าเธอลงทุนเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น

โจวเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นมาเกือบ 27 ปีแล้ว ด้วยเงินลงทุน 3,000 หยวน หรือประมาณ 15,700 บาท จนตอนนี้เธอได้รับกำไรไปถึง 100,000 หยวน หรือกว่า 520,000 บาท

ย้อนกลับไปในปี 1994 โจวเริ่มสนใจเล่นหุ้นตามเพื่อนบ้านของเธอ ในตอนนั้นตลาดเซี่ยงไฮ้เพิ่งเปิดมาได้เพียง 4 ปี โดยมีหุ้นเพียงแค่ 8 ตัวเท่านั้น ซึ่งโจวเลือกซื้อหุ้นเพียงตัวเดียวที่เธอคุ้นเคย

หลังจากนั้น โจวจะจดหุ้นที่เธอต้องขายซื้อหรือขายใส่กระดาษไว้ และลูกชายของเพื่อนบ้านจะเป็นคนซื้อขายหุ้นให้เธอ

ถึงกระนั้น โจวให้สัมภาษณ์ว่าเธอแทบจะไม่สนใจเรื่องความผันผวนของราคาซื้อขายในตลาดหุ้นเลย แม้จะติดตามผ่านทางโทรทัศน์บ้าง แต่ก็ทำไปเพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น

“มันเป็นเรื่องปกติที่ราคาหุ้นจะขึ้นๆ ลงๆ อยู่เสมอ เหมือนกับตลาดขายอาหารทั่วไปนั่นแหละ ปกติฉันก็จะซื้อหุ้นเมื่อราคาถูก และขายเมื่อราคามันเริ่มสูงขึ้น”

“ฉันไม่สนใจหรอกว่าราคามันจะขึ้นไปได้มากกว่านั้นอีกไหม มันเป็นเพียงหนทางง่ายๆ ในการหาเงินในช่วงบั้นปลายชีวิต” โจวกล่าว พร้อมเสริมว่าเธอไม่ได้เข้าใจการวิเคราะห์หุ้นและเศรษฐกิจมหภาคเท่าไรนัก

อย่างไรก็ตาม เธอภูมิใจกับรายได้ที่เธอได้รับจากการเล่นหุ้นอย่างมาก และยังกล่าวว่าทั้งตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ หรือแม้แต่การผ่าตัดต้อกระจกของเธอก็ได้มาเพราะกำไรจากการเล่นหุ้น

“ตอนนี้มีบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดมากมาย แต่ฉันสนใจเฉพาะบริษัทที่ฉันคุ้นเคยเท่านั้น สำหรับฉันแล้วลงทุนไปเพื่อความสนุกสนานเท่านั้นแหละ” โจวกล่าว

ที่มา: China DailySixth Tone

ภาพ: AP Photo/Ng Han Guan

กรณี Evergrande ตอกย้ำความกังวลฟองสบู่อสังหาฯ จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664262

วันที่ 28 ก.ย. 2564 เวลา 13:50 น.กรณี Evergrande ตอกย้ำความกังวลฟองสบู่อสังหาฯ จีนนักวิเคราะห์เตือนการล้มของยักษ์ใหญ่อย่าง Evergrande อาจทำให้ฟองสบู่อสังหาฯ จีนแตก

การเข้ามาปราบปรามตลาดอสังหาริมทรัพย์ของทางการจีนส่งผลให้ชะตากรรมของหนึ่งในยักษ์ใหญ่อย่าง Evergrande แขวนอยู่บนเส้นด้าย โดยนักวิเคราะห์เตือนว่าการล่มสลายของ Evergrande อาจทำให้ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จีนที่ก่อตัวมากว่า 2 ทศวรรษแตก

ตลาดอสังหาริมทรัพย์กลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจจีน เนื่องจากนโยบายปรับปรุงคุณภาพชีวิตประชาชนของรัฐบาลจีนด้วยการสร้าง “บ้านใหม่” กระตุ้นให้เกิดโครงการก่อสร้างครั้งใหญ่

ชนชั้นกลางของจีนซึ่งมีหลายร้อยล้านคนมองว่าอสังหาริมทรัพย์คือทรัพย์สมบัติสำคัญของครอบครัวและยังเป็นเครื่องแสดงสถานะทางสังคม

การก่อสร้างบ้านครั้งใหญ่ของจีนเริ่มขึ้นหลังจากการปฏิรูปตลาดครั้งใหญ่ในปี 1998 บวกกับการเร่งสร้างสังคมเมืองและการสั่งสมความมั่งคั่ง ทว่าในขณะที่ราคาบ้านกำลังทะยานขึ้น รัฐบาลจีนก็เกิดความกังวลว่าจะเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนและแนวโน้มที่อาจเกิดความไม่สงบทางสังคม

จากข้อมูลของ E-House China พบว่า ราคาเฉลี่ยของอพาร์ทเม้นต์ในจีนสูงกว่ารายได้หลังหักภาษีถึง 9.2 เท่า ซึ่งทำให้หลายคนเอื้อมไม่ถึง

นอกจากนี้ บรรดาบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่กู้เงินจำนวนมหาศาลมาลงทุนก็เริ่มทำให้รัฐบาลกลัวว่าจะเกิดความไม่มั่นคงทางการเงิน ส่งผลให้เมื่อปีที่แล้วรัฐบาลออกมาตรการจำกัดอัตราส่วนหนี้ที่เรียกว่า “เส้นแดงสามเส้น” รวมทั้งคุมเข้มการวางเงินดาวน์จองบ้านก่อนที่จะลงมือสร้างซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนสำคัญของบริษัทก่อสร้าง

ดินนี แม็คมาฮอน จากบริษัทที่ปรึกษา Trivium มองว่า มาตรการดังกล่าวของรัฐบาลจีนออกมาเพื่อลดความเสี่ยงของบริษัทที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งจะเป็นกลไกบังคับให้บริษัทที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดให้ลดระดับหนี้ ส่วนบริษัทที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงน้อยก็จะได้มีโอกาสเติบโตต่อไป

และหนึ่งในบริษัทที่ขยับขยายอย่างรวดเร็วเป็นอันดับต้นๆ คือ Evergrande ที่ก่อตั้งโดยสวี่เจียอิ้นเมื่อปี 1996 ซึ่งปัจจุบันมีโครงการก่อสร้างใน 280 เมืองของจีน รวมทั้งอาณาจักรธุรกิจที่รวมถึงน้ำแร่ ผลิตภัณฑ์สร้างความมั่งคั่งทางการเงิน หรือแม้แต่ทีมฟุตบอล

การปฏิบัติตามกฎใหม่ของทางการจีนทำให้ Evergrande ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของจีนกำลังจมอยู่กับหนี้ก้อนโตกว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะนี้สายตาทุกคู่กำลังจับจ้องว่ารัฐบาลปักกิ่งซึ่งยังคงเงียบกริบจะรับมือกับวิกฤตของ Evergrande อย่างไรท่ามกลางความกังวลเรื่องความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนแอลง

แม็คมาฮอนเผยกับ AFP ว่า สิ่งที่เริ่มขึ้นจากปัญหาของ Evergrande โดยเฉพาะในวันนี้อาจสะสมกลายเป็นปัญหาของบริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่เล็กกว่า Evergrande ในวันพรุ่งนี้

นักวิเคราะห์มองว่ามาตรการเส้นแดงสามเส้นของรัฐบาลจีนแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอันยาวนานของจีนในการรื้อโครงสร้างตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่หนี้ที่สูงท่วมหัวของ Evergrande อาจบีบบังคับให้รัฐบาลจีนต้องยื่นมือเข้ามาค้ำยันเซคเตอร์นี้

Evergrande คือบริษัทอสังหาริมทรัพย์เอกชนที่มีหนี้สูงที่สุด แต่มีการผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรอย่างน้อย 2 ครั้งจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในปีนี้ ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ประสบปัญหาในการระดมเงินสดมาชำระหนี้ ซื้อที่ดิน หรือขายโครงการที่ยังไม่ดำเนินการก่อสร้างที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์จีน

สำหรับ Evergrande ในสัปดาห์นี้มีกำหนดจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรอีกหนึ่งก้อนหลังจากมีแววว่าจะผิดนัดชำระก้อนแรกที่ครบกำหนดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นอกจากนี้ จำนวนประชากรที่ลดลงยังส่งผลกระทบต่อความต้องการอสังหาริมทรัพย์

มาร์ก วิลเลียม หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียจาก Capital Economics เผยว่า รากเหง้าของปัญหาของ Evergrande คือ ความต้องการที่อยู่อาศัยในจีนเข้าสู่ยุคขาลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งราคาที่ลดลงอย่างรุนแรงจะทำให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไม่เว้นแม้แต่บริษัทที่มีสถานะทางการเงินดี หาเงินมาหมุนโครงการก่อสร้างให้แล้วเสร็จยากขึ้น

ทอมมี วู จาก Oxford Economics มองว่า หากค่อยๆ พิจารณา Evergrande ความเสี่ยงส่วนใหญ่ของบริษัทสามารถแยกออกเป็นส่วนๆ ซึ่งจะช่วยหลีกเลี่ยงการขายทรัพย์สินของบริษัทแบบเลหลังได้ โดยมีรายงานว่ารัฐบาลเข้ามารับช่วงก่อสร้างโครงการที่ชะงักกลางคันของบริษัทแล้ว

วูยังบอกอีกว่า หากปัญหายังขยายวงกว้างออกไป รัฐบาลอาจต้องผ่อนปรนมาตรการเส้นแดงสามเส้นและหาทางลงที่นุ่มนวลกว่านี้

ทว่า นอกจาก Evergrande แล้ว สถานะทางการเงินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ดีขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาทิ Country Garden บริษัทสร้างบ้านที่ใหญ่ที่สุดของจีนในแง่ของยอดขาย ที่ทำกำไรได้ในช้วงครึ่งปีแรกเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากยอดขายในเมืองเล็กเพิ่มขึ้น

Capital Economics เผยว่า เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา 8 บริษัทจาก 12 บริษัทที่อยู่ภายใต้มาตรการเส้นแดงสามเส้น ฝ่าฝืนกฏอย่างน้อย 1 ข้อ ขณะนี้มีเพียง 2 บริษัทเท่านั้นคือ Evergrande และ Greenland ในเซี่ยงไฮ้

จากข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล China Beige Book พบว่า ยอดขายและราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ Evergrande กลายเป็นข่าวใหญ่

ไอริส แพง จาก ING เผยว่า รัฐบาลท้องถิ่นบางที่บังคับใช้มาตรการกำหนดราคาขั้นต่ำเพื่อป้องกันไม่ให้ราคาบ้านร่วงลง

นอกจากนี้ หากคนที่ต้องการจะซื้อบ้านกลัวแล้วเลือกกำเงินไว้ก่อน ยอดขายจะตกลงอีก และในกรณีนี้ โจนาส โกลเทอร์แมน จาก Capital Economics มองว่า รัฐบาลอาจเข้ามาแล้วลดอัตราดอกเบี้ย หรือลดเงินดาวน์ในการซื้อบ้าน

“เรามองว่าภาพที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดคือ ตลาดอสังหาริมทรัพย์อาจเผชิญช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนและราคาตกบ้าง แต่ราคาบ้านจะไม่ตกฉับพลัน ซึ่งหมายความว่าการขาดทุนมีนัยสำคัญ และสถานการณ์เช่นนี้คาดเดาไม่ได้”

Photo by Hector RETAMAL / AFP

เวิลด์แบงก์ชี้เชื้อเดลตาฉุดเศรษฐกิจเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664255

วันที่ 28 ก.ย. 2564 เวลา 12:47 น.เวิลด์แบงก์ชี้เชื้อเดลตาฉุดเศรษฐกิจเอเชีย ธนาคารโลกหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกเพราะโควิด-19 ยังระบาดหนัก

ธนาคารโลกระบุว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความไม่เท่าเทียมในภูมิภาค

ตามรายงาน “East Asia and Pacific Fall 2021 Economic Update” ของธนาคารโลกยังชี้ว่ามีการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของจีนจะขยายตัว 8.5% ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคจะขยายตัวเพียง 2.5% ซึ่งลดลงเกือบ 2% จากที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนเมษายน

ขณะที่ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้เหลือ 1% จากตัวเลขคาดการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 2.2% โดยคาดว่าเศรษฐกิจของไทยจะใช้เวลาในการฟื้นตัวราว 3 ปี

มานูเอลา เฟอร์โร รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกกล่าวว่า “การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกกำลังเผชิญกับความพลิกผัน”

โดยอธิบายว่าในปีที่แล้วภูมิภาคนี้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ ยังไม่สามารถควบคุมได้ แต่ในปีนี้กลับมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้งซึ่งส่งผลให้แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคลดลง

รายงานยังระบุว่าเศรษฐกิจของประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกคาดว่าจะหดตัว 2.9% ขณะที่เมียนมาน่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยคาดว่าเศรษฐกิจเมียนมาจะหดตัวถึง 18%

โดยได้ประมาณการว่าประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ รวมทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์จะสามารถฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรได้มากกว่า 60% ภายในครึ่งแรกของปี 2022 แม้ว่าอาจยังไม่สามารถกำจัดเชื้อให้หมดไปได้

นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังระบุว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตและเพิ่มความไม่เท่าเทียมในระยะยาว

โดยภูมิภาคนี้ต้องให้ความพยายามอย่างจริงจังในการจัดการกับการแพร่ระบาด ไม่ว่าจะเป็นการฉีดวัคซีน เสริมสร้างระบบสาธารณสุข การตรวจหาเชื้อ ตลอดจนการติดตามและเฝ้าระวังโรค

Photo by Ted ALJIBE / AFP

จีนลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐ ‘ฝ่าฝืนกฎประหยัด’ กว่า 12,000 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664251

วันที่ 28 ก.ย. 2564 เวลา 11:40 น.จีนลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐ ‘ฝ่าฝืนกฎประหยัด’ กว่า 12,000 รายพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เผยแพร่กฎระเบียบการประหยัดมัธยัสถ์ 8 ประการ เมื่อช่วงปลายปี 2012 เพื่อจัดการกับวิถีปฏิบัติอันไม่พึงประสงค์ของเจ้าหน้าที่รัฐ

ปักกิ่ง, 28 ก.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันจันทร์ (27 ก.ย.) หน่วยงานปราบปรามการทุจริตระดับสูงของจีน เปิดเผยว่าจีนดำเนินการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐ 12,387 ราย ในเดือนสิงหาคม ฐานละเมิดกฎระเบียบ 8 ประการ ซึ่งเกี่ยวกับการพัฒนาพรรคคอมมิวนิสต์จีนและการปรับปรุงจรรยาบรรณของรัฐบาล

แถลงการณ์รายเดือนจากคณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCDI) และคณะกรรมการตรวจสอบแห่งชาติ (NSC) ระบุว่ามีการตรวจพบเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดกฎระเบียบข้างต้น จำนวน 8,569 กรณี

มีเจ้าหน้าที่ที่ถูกลงโทษทางวินัยหรือทางปกครอง 7,930 ราย ถูกลงโทษฐานมีพฤติกรรมยึดถือพิธีรีตองหรือระบบเจ้าขุนมูลนาย 6,333 ราย และถูกลงโทษฐานล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจหรือปกป้องสิ่งแวดล้อม 5,264 ราย

ขณะเดียวกันมีการลงโทษผู้กระทำผิดฐานมีพฤติกรรมแสวงหาความสุขส่วนตนและสุรุ่ยสุร่าย ซึ่งรวมถึงการมอบหรือรับของกำนัล และการมอบเงินช่วยเหลือหรือโบนัสโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 6,054 ราย

ทั้งนี้ พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เผยแพร่กฎระเบียบการประหยัดมัธยัสถ์ 8 ประการ เมื่อช่วงปลายปี 2012 เพื่อจัดการกับวิถีปฏิบัติอันไม่พึงประสงค์ของเจ้าหน้าที่รัฐ

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo by Noel Celis / AFP

วัคซีนโควิดแห่งอนาคต คิดค้น ‘แผ่นแปะ’ สร้างภูมิดีกว่าเดิม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664246

วันที่ 28 ก.ย. 2564 เวลา 11:30 น.วัคซีนโควิดแห่งอนาคต คิดค้น 'แผ่นแปะ' สร้างภูมิดีกว่าเดิมทีมวิจัยเผยวัคซีนโควิด-19 รูปแบบ “แผ่นแปะ 3 มิติ” เพิ่มภูมิคุ้มกันถึง 50 เท่า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และนอร์ธแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาการให้วัคซีนโควิด-19 ในรูปแบบ “แผ่นแปะ 3 มิติ” ที่วัคซีนสามารถซึมเข้าร่างกายได้เพียงแค่ติดกับผิวหนัง

โดยทีมวิจัยได้ทำงานร่วมกับบริษัท Pfizer และ Moderna เพื่อทดลองวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA

ศาสตราจารย์โจเซฟ เดซิมอน หัวหน้าทีมวิจัยเผยว่าจากการทดลองพบว่าสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าวัคซีนชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อถึง 50 เท่า หลังจากเผยผลการทดลองในสัตว์ทดลองก่อนหน้านี้ว่าสามารถสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันได้มากกว่าวัคซีนแบบฉีด 10 เท่า

จากบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences เมื่อเดือนสิงหาคมระบุว่า แผ่นแปะโพลีเมอร์มีขนาด 1 ตารางเซนติเมตร และมีไมโครนีดเดิลที่พิมพ์ 3 มิติ 100 ชิ้น ความยาว 700 ไมโครเมตร เพื่อส่งวัคซีนให้ซึมเข้าสู่ผิวหนัง

หากสามารถพัฒนาวัคซีนดังกล่าวได้สำเร็จ นอกจากจะสะดวกต่อการรับวัคซีนของประชาชนแล้วยังสะดวกต่อการขนส่งและทำให้ทั่วโลกได้รับวัคซีนได้เร็วขึ้นอีกด้วย เนื่องจากวัคซีนหลายตัวที่มีอยู่ในขณะนี้ต้องจัดเก็บในอุณหภูมิติดลบ

นอกจากนี้ วัคซีนโควิด-19 ในรูปแบบแผ่นแปะ 3 มิติ ดังกล่าวยังสามารถนำไปพัฒนาเป็นวัคซีนสำหรับโรคอื่นๆ ได้อีกในอนาคต

ภาพโดย มหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา