โรคปอดอักเสบ ภัยเงียบที่หลีกเลี่ยงได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661288

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 12:50 น.โรคปอดอักเสบ ภัยเงียบที่หลีกเลี่ยงได้รู้หรือไม่ โรคปอดอักเสบเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่โรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นมีความอันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากบางครั้งหากติดเชื้ออาจรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ในช่วงเริ่มเข้าสู่ปลายปีที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยเช่นนี้ หลายต่อหลายครั้งที่เราเคยได้ยินว่าผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มักมีอาการปอดบวมแทรกซ้อนตามมา ทำให้แทนที่จะหายจากโรคหวัดกลับต้องรักษาตัวจากปอดบวมต่อเนื่องไปอีกพักใหญ่ ในกรณีนี้หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วปอดบวมนั้นแท้จริงเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเป็นแล้วจะอันตรายหรือไม่ และใครบ้างที่เสี่ยงต่อปอดบวม

ข้อมูลโดย นายแพทย์เดช จงนรังสิน แผนกผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า จริง ๆ แล้วอาการอักเสบของเนื้อปอดที่เรียกว่าปอดบวมหรือโรคปอดอักเสบ (pneumonitis) นั้น เกิดได้จาก 2 สาเหตุ คือ จากการติดเชื้อหรือที่เรียกว่า pneumonia ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา จนทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ และปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น การหายใจเอาฝุ่น ควัน หรือสารเคมีที่ระเหยได้ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ ก็อาจทำให้เกิดภาวะปอดบวมได้เช่นเดียวกัน โดยทั่วไปโรคปอดอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัยแต่โรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นมีความอันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากบางครั้งหากติดเชื้ออาจรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ทีนี้มาดูกันว่าปัจจัยเสี่ยงของโรคปอดอักเสบนั้นสามารถเกิดขึ้นกับใครได้บ้างตามสถิติแล้วโรคปอดอักเสบสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัยแต่ในกรณีของปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบและผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในแผนกผู้ป่วยหนัก (ICU) ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหัวใจ รวมถึงผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV, ผู้ป่วยโรคเอดส์, ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะผู้ป่วยมะเร็งระหว่างการให้เคมีบำบัด หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่ก็ถือว่าเป็นคนที่มีความเสี่ยงเช่นกัน

สาเหตุต่าง ๆ ของการติดเชื้อเกิดขึ้นได้ทั้งจากการไอ จาม หรือหายใจรดกัน ซึ่งเป็นการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศในรูปละอองฝอยขนาดเล็กเข้าสู่ปอดโดยตรง ตลอดจนการสำลักเชื้อที่สะสมอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอด เช่น สำลักน้ำลาย อาหาร หรือสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร นอกจากนี้หากผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อที่อวัยวะส่วนอื่นมาก่อนอาจเกิดภาวะการแพร่กระจายของเชื้อตามกระแสโลหิตจนลุกลามไปสู่ปอดและอวัยวะข้างเคียงได้

ข้อสังเกตง่าย ๆ สำหรับผู้ที่มีอาการของปอดติดเชื้อคือไอมีเสมหะ เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ หายใจเร็ว หายใจหอบ หายใจลำบาก มีไข้ เหงื่อออก หนาวสั่นคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียอ่อนเพลียหากเกิดในผู้สูงอายุอาจมีอาการซึม ความรู้สึกสับสน อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ ส่วนเด็กเล็กอาจมีอาการท้องอืด อาเจียน ซึม ไม่ดูดนมหรือน้ำซึ่งระดับความรุนแรงของอาการอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม หากสำรวจดูแล้วว่าสิ่งที่เป็นมีอาการเบื้องต้นของปอดอักเสบควรไปพบแพทย์ทันทีเบื้องต้นแพทย์จะวินิจฉัยโรคปอดอักเสบโดยใช้การซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย เช่น ฟังเสียงปอด และเอกซเรย์ปอด นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคและแยกเชื้อที่เป็นสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจนับเม็ดเลือดขาวในเลือด เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ ขั้นต่อมาคือการตรวจวัดออกซิเจนในเลือด เพื่อดูประสิทธิภาพของปอดในการลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดว่าลดลงหรือไม่และสุดท้ายคือการตรวจและเพาะเชื้อจากเสมหะและเลือด เพื่อหาชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคจากนั้นจึงจะรักษาการติดเชื้อร่วมกับการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นควบคู่กันไป

ดังที่กล่าวตั้งแต่แรกว่าโรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้ออาจนั้นอาจมีความรุนแรงจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้การป้องกันโรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในปัจจุบันกลุ่มเสี่ยงทั้งเด็กเล็กผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำหรือมีโรคประจำตัวบางอย่างสามารถฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Flu vaccine) และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) สำหรับป้องกันการติดเชื้อ Streptococcus pneumonia หรือที่เรียกกันว่าเชื้อนิวโมคอคคัส เพื่อลดอัตราการเกิดโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ เรามีข้อแนะนำการปฏิบัติตัวง่าย ๆ เพื่ออยู่ให้ห่างไกลจากการเกิดโรคปอดอักเสบเริ่มจากการไม่สูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่จะไปทำลายกระบวนการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตามธรรมชาติของปอดข้อถัดมาต้องดูแลสุขอนามัยส่วนตัว เช่น หมั่นล้างมือเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่นหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็นเมื่อเป็นหวัด หรือไข้หวัดใหญ่อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรักษาให้หายขาดแต่เนิ่น ๆ นอกจากนี้ ยังควรสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ลดน้ำหนักด้วยไข่ต้ม เทคนิคง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661273

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 10:40 น.ลดน้ำหนักด้วยไข่ต้ม เทคนิคง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการข้อมูลโดย ดร.อลิสา นานา ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา ม.มหิดล

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังมองหาอาหารสุขภาพที่ช่วยในการลดน้ำหนักอยู่ ไข่ต้มถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่ดีมาก เพราะมีโปรตีนคุณภาพดี มีกรดอะมิโนที่ชื่อ “ลิวซีน” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

นอกจากนี้ การกินไข่ต้มยังช่วยให้อิ่มท้องนานอีกด้วย แต่การเลือกกินไข่เพื่อลดน้ำหนักนั้น เราต้องกินให้ถูกต้องและเหมาะสม มาดูกันว่า กินอย่างไรร่างกายถึงจะได้รับปริมาณแคลอรีที่พอดี และห่างไกลโรคคอเลสเตอรอลสูง

เมนูไข่แต่ละชนิด ให้พลังงานต่างกันแค่ไหน?

การเลือกเมนูไข่สำหรับการลดน้ำหนักเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการปรุงอาหารจากไข่ 1 ฟอง ด้วยวิธีการที่ต่างกัน พลังงานที่ได้จากเมนูนั้นๆ อาจเปลี่ยนจากไม่ถึง 100 แคลอรีกลายเป็นหลายร้อยแคลอรีเลยก็เป็นได้

• ไข่เจียว 1 ฟอง พลังงาน 250 กิโลแคลอรี

• ไข่พะโล้ 1 ฟอง +  เครื่อง พลังงาน 460 กิโลแคลอรี

• ไข่ลูกเขย 1 ฟอง + น้ำราด พลังงาน 360 กิโลแคลอรี

• ไข่ดาว 1 ฟอง พลังงาน 160 กิโลแคลอรี

• ไข่ม้วน 100 กรัม พลังงาน 150 กิโลแคลอรี

• ไข่ตุ๋น 1 ถ้วยเล็ก พลังงาน 130 กิโลแคลอรี

• ไข่ต้ม 1 ฟอง พลังงาน 70 กิโลแคลอรี

• ไข่ลวก 1 ฟอง พลังงาน 70 กิโลแคลอรี

ไข่แต่ละประเภท ให้พลังงานต่างกันเท่าไร?

แม้ว่าไข่จะเป็นอาหารแนะนำสำหรับคนลดน้ำหนักแต่การเลือกกินไข่ที่ให้พลังงานน้อยที่สุดเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ช่วยให้การลดน้ำหนักเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดซึ่งไข่ที่ให้พลังงานน้อยที่สุดคือไข่ไก่

• ไข่ไก่ 100 กรัม (2 ฟอง) พลังงาน 150 กิโลแคลอรี

• ไข่เป็ด 100 กรัม (2 ฟอง) พลังงาน 190 กิโลแคลอรี เนื่องจากไข่เป็ดมีปริมาณไข่แดงที่เยอะกว่า

• ไข่นกกระทา 100 กรัม (6 ฟอง) พลังงาน 160-170 กิโลแคลอรี ถึงแม้จะฟองเล็กมาก แต่กลับให้พลังงานสูง เพราะการกินไข่หลายฟองทำให้ปริมาณไข่แดงเพิ่มมากขึ้น

อยากให้น้ำหนักลดเร็วๆ กินไข่ต้มทุกมื้อได้หรือไม่

การกินไข่ถึงจะมีข้อดี แต่หากกินในปริมาณที่มากเกินไป คือเกิน 1 ฟอง/วัน จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและเสี่ยงต่อคอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้

ตัวอย่างเมนูลดน้ำหนักใน 1 วัน

มื้อเช้า

• ไข่ต้ม 1 ฟอง พลังงาน 70 กิโลแคลอรี

• กล้วยหอม 1 ผล พลังงาน 110 กิโลแคลอรี

มื้อกลางวัน

• อกไก่ย่าง 1 ชิ้น พลังงาน 220 กิโลแคลอรี

• สลัดผัก + น้ำสลัด พลังงาน 150 กิโลแคลอรี

มื้อเย็น

• น้ำพริกปลาทู ผักลวก ผักสด 1 จาน พลังงาน 110 กิโลแคลอรี

• ข้าว 2 ทัพพี พลังงาน 160 กิโลแคลอรี

อย่างไรก็ตาม ยังมีอาหารประเภทโปรตีนที่กินแทนไข่ได้ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา นม เต้าหู้ กรีกโยเกิร์ต ถั่ว

ถึงการลดน้ำหนักอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับบางคน แต่การลดน้ำหนักให้ได้ผลในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องของการสร้างสมดุลระหว่างการทานอาหารอย่างถูกต้อง และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ใครที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ ลองให้โควตาตัวเองด้วยไข่ต้มวันละฟอง ไม่แน่คุณอาจเห็นผลลัพธ์ของน้ำหนักที่ลดลงด้วยอาหารมื้อง่าย ๆ แบบนี้

รูทวารตีบ ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาริดสีดวงทวารผิดวิธี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661207

วันที่ 22 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.รูทวารตีบ ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาริดสีดวงทวารผิดวิธี“รูทวารตีบ” ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้จากการรักษาโรคริดสีดวงทวารผิดวิธี ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานเวลาขับถ่าย ผู้ป่วยที่มีภาวะรูทวารตีบควรได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างถูกวิธี และยิ่งรู้ตัวเร็ว รักษาไว จะยิ่งทำให้การรักษาไม่มีความซับซ้อน

นายแพทย์วรัญญู จิรามริทธิ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้รูทวารตีบ มีสาเหตุมาจากการรักษาริดสีดวงทวารผิดวิธี ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยา ทายา หรือฉีดยาที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากยาที่ใช้ฉีดจะทำให้เกิดการอักเสบจนเกิดเป็นเนื้อตายและแผลเน่าบริเวณรอบรูทวาร ซึ่งกลไกการซ่อมแซมของแผลโดยธรรมชาติจะทำให้เกิดพังผืด เพราะฉะนั้นยิ่งแผลกินพื้นที่บริเวณกว้างเท่าไหร่ ร่างกายก็ยิ่งสร้างพังผืดมากขึ้นเท่านั้น โดยพังผืดจะค่อย ๆ มากขึ้นจนทำให้รูทวารตีบแคบลงได้ “ ปัจจุบันมีคนไข้จำนวนหนึ่งที่คิดว่าการรักษาริดสีดวงทวารด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นเรื่องที่เข้าถึงยากและน่ากลัว แต่อาจจะลืมนึกไปว่าการรักษาริดสีดวงทวารที่ผิดวิธี นอกจากจะไม่ทำให้โรคเดิมที่เป็นอยู่หายแล้ว ยังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาอีกด้วย ได้แก่ เลือดออกบริเวณรูทวาร รูทวารตีบ และการติดเชื้อ โดยเฉพาะภาวะรูทวารตีบ ที่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานเนื่องจากร่างกายมีอาการปวดถ่าย แต่ไม่สามารถขับถ่ายได้ตามปกติ ” นายแพทย์วรัญญูกล่าว

อาการของรูทวารตีบที่พบได้ สังเกตได้จากการรักษาริดสีดวงทวารครั้งที่ผ่านมามีความเจ็บปวดมาก, หลังการรักษาริดสีดวงทวาร มีเนื้อตายหรือแผลรอบรูทวาร, เริ่มทรมานเวลาขับถ่าย ถ่ายเป็นเส้นหรือก้อนเล็กลงเรื่อย ๆ, อาการรุนแรงที่สุดคืออาการถ่ายไม่ออก ซึ่งแตกต่างจากอาการท้องผูกตรงที่มีอาการปวดถ่ายและตุงหน่วงบริเวณทวารร่วมด้วย

วิธีการรักษารูทวารตีบแบ่งเป็น 4 วิธีตามความรุนแรงของอาการ ได้แก่

1. ขยายรูทวารด้วยนิ้ว

2. การกรีดเปิดพังผืด เพื่อให้ถ่ายออกเอง

3. การตัดเย็บซ่อมพังผืด

4. การโยกเนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียงมาปิดแผล เพื่อไม่ให้เกิดการสร้างพังผืด

หลังการรักษาภาวะรูทวารตีบ คนไข้สามารถขับถ่ายเป็นปกติได้ทันที โดยจะมีอาการปวดจากการรักษาประมาณ 1 – 2 วันแรก และแผลจะค่อย ๆ หายใน 1 – 2 เดือน โดยในระยะแรกแพทย์จะให้ยาระบายและไฟเบอร์เพื่อให้คนไข้ขับถ่ายทุกวัน ซึ่งหากเข้ารับการรักษาเร็วเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลดีต่อคน

อย่างไรก็ตาม ภาวะรูทวารตีบ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง แต่มักเกิดจากการรักษาริดสีดวงทวารที่ผิดวิธี เพราะฉะนั้นหากเกิดโรคริดสีดวงทวาร ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะรูทวารตีบตามมาภายหลัง

5 ประโยชน์ของการวิ่ง เรื่องจริงจากผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/660988

วันที่ 19 ส.ค. 2564 เวลา 12:45 น.5 ประโยชน์ของการวิ่ง เรื่องจริงจากผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาคุณหมอชวนรู้ 5 ประโยชน์ของการวิ่งที่ใครได้อ่านแล้วรับรองว่า…ไม่วิ่งไม่ได้แล้ว!! โดย นพ.กรกฎ พานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา และคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

การวิ่งเป็นกีฬายอดฮิตและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของใครหลายคนไปเรียบร้อย เนื่องจากการวิ่งเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่ง่ายเเละมีประโยชน์ ทั้งในเรื่องของการประหยัดเวลา ไม่ต้องเน้นอุปกรณ์ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ รวมถึงเรื่องของการปรับระดับอารมณ์ให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

ซึ่ง 5 ประโยชน์ของการวิ่ ที่ใครได้อ่านแล้วรับรองว่าไม่วิ่งไม่ได้แล้ว โดย นพ.กรกฎ พานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา และคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ได้แก่

1. ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และอายุยืนขึ้น

การวิ่งและการเดินอย่างสม่ำเสมอจะส่งผลดีต่อร่างกาย ทำให้ป่วยลดลง โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน ลงพุง โรคหัวใจและหลอดเลือด (1) และโรคมะเร็ง (2) เป็นต้น รวมถึงมีอายุยืนขึ้น มีงานวิจัยพบว่าการวิ่งเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน โดยเปรียบเทียบ ระหว่างผู้ที่วิ่งและไม่วิ่ง พบว่า แม้วิ่งเพียง 50 นาทีต่อสัปดาห์ อย่างสม่ำเสมอ จะมีโอกาสเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่ไม่วิ่งถึง 30% และมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่วิ่งถึง 3 ปี (1)

2. กำจัดไขมันสะสม

การวิ่งเป็นประจำช่วยในเรื่องการลดไขมันได้เป็นอย่างดี หากต้องการวิ่งเพื่อลดไขมันสะสม ในแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องวิ่งจนเหนื่อย แต่ควรวิ่งให้รู้สึกสบายๆ ด้วยความเหนื่อยปานกลาง (moderate intensity) หรือวิ่งโซน 2 (ของความหนักของการทำงานของหัวใจ) อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 30 – 45 นาที จะทำให้ร่างกายสลายไขมันสะสมออกมาใช้เป็นพลังงาน จะช่วยในเรื่องของการลดไขมันสะสมได้เป็นอย่างดี หากวิ่งให้นานขึ้น ก็จะเผาผลาญไขมันออกไปได้มากขึ้น สำหรับผู้ที่มีเวลาไม่มาก สามารถวิ่งโดยใช้ความเร็วและวิ่งให้เหนื่อยพอประมาณสลับกับวิ่งสบายๆ (หนักสลับเบา หรือ โซน 4-5 สลับกับโซน 2) แต่มีข้อควรระวัง ในการวิ่งหนักสลับเบา ร่างกายจะทำงานหนัก และอาจบาดเจ็บ หรือเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้ ไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่ได้วิ่งอย่างสม่ำเสมอ หรือนักวิ่งมือใหม่

3. เพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อ

การวิ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแล้ว มวลกล้ามเนื้อที่มากขึ้นยังเป็นแหล่งสะสมพลังงานในรูปไกลโคเจน และใช้น้ำตาลในร่างกายในขณะวิ่ง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงเกินไป ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือแม้กระทั่ง คนในวัยทำงานแต่ใช้เวลาทั้งวันในการนั่ง มักจะมีปัญหากล้ามเนื้อลีบเล็ก ไม่แข็งแรงทั้งสิ้น เกิดผลเสียที่ชัดเจน เช่น มีมวลกล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญน้ำตาลลดลง อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะสูงขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่มวลกล้ามเนื้อมากกว่า

4. ปรับสภาวะอารมณ์ ลดความเครียด

ความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาสุขภาพมากมาย อีกทั้งยังทำให้เกิดปัญหาทางด้านอารมณ์ที่ส่ง ผลต่อร่างกาย ทำให้นอนหลับไม่มีคุณภาพ การวิ่งแบบหนักปานกลาง (moderate intensity) ช่วยให้หลับอย่างมีคุณภาพ แม้กระทั่งในผู้สูงอายุ (3)  สำหรับเวลาของแต่ละท่านในการวิ่ง อาจเป็นช่วงที่ท่านสะดวก มีบ้างที่บางท่านอาจวิ่งหนัก หรือ ดึกเกินไปจนทำให้นอนไม่หลับ ก็อาจปรับเวลาไม่ให้ดึก หรืออาจลดความหนักของการวิ่งลง

5. ปรับบุคลิกภาพให้ดีขึ้น

เพราะบุคลิกภาพเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อสุขภาพภายในดี ร่างกายแข็งแรง รูปร่างดูสมส่วน สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อความรู้สึกโดยตรงโดยเฉพาะเรื่องของความมั่นใจและการเข้าสังคม การวิ่งเป็นประจำจะมีการเผาผลาญไขมันสะสม ทั้งในช่องท้องและผิวหนัง หากท่านวิ่งเป็นประจำจนกระทั่งไขมันสะสมที่ผิวหนัง (เซลลูไลท์) ลดลง ผิวหนังสวย เนียนขึ้น ความมั่นใจก็ตามมา

สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นการวิ่งเพื่อสร้างสุขภาพที่ดี ช่วงนี้มีแคมเปญงานวิ่งเสมือนจริงที่ยิ่งใหญ่ระดับเอเชียแปซิฟิก Get Moving With Good Nutrition โดยจะมีกิจกรรม Asia Pacific Get Moving With Good Nutrition 2021 Virtual Run ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนออกกำลังกายในรูปแบบใหม่ที่จะได้ทั้งสุขภาพและความสนุกสนานในเวลาเดียวกัน และเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ในความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและพันธกิจที่ต้องการทำให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น พบหลากหลายเคล็ดลับดีๆ ได้ที่ เฟซบุ๊ก Herbalife Nutrition และอินสตาแกรม HerbalifeThailand

WFH กับความเสี่ยงของกระดูกสันหลังและต้นคอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/660683

วันที่ 16 ส.ค. 2564 เวลา 13:30 น.WFH กับความเสี่ยงของกระดูกสันหลังและต้นคอหลังจากเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด -19 (COVID-19) ระบาดหนัก เราทำงานที่บ้านกันมากขึ้น หลายคนเจออาการออฟฟิศซินโดรมตามมาถึงบ้าน ปวดคอ ปวดหลัง ไหล่ บางคนถึงกับมีอาการหมอนรองกระดูกเสื่อม กระดูกต้นคอเสื่อมกันเลยทีเดียว

นพ.ธีรฉัตต์ ธนะสารสมบูรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน อธิบายว่า หมอนรองกระดูกเสื่อมและกระดูกต้นคอเสื่อม เกิดได้จากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือท่านั่งที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ว่าจะนั่งหลังค่อม หลังตรงเกินไป ก้มคอมาก ยกแขน เกร็งตัวมากขึ้น หรือการยกของหนักแบบไม่ถูกวิธี ล้วนแต่มีส่วนเพิ่มความเครียดให้กล้ามเนื้อ รวมทั้งทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังและข้อต่อต้องรับภาระมากกว่าปกติ หรือทำให้หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้

รู้จักหมอนรองกระดูก

หมอนรองกระดูก เป็นเนื้อเยื่อนุ่ม ๆ ที่อยู่ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ ทำให้กระดูกของเราสามารถขยับไปในทิศต่าง ๆ ได้ ก้มหลังได้ บิดซ้ายบิดขวาได้ แอ่นไปด้านหลังได้ ถ้าหมอนรองกระดูกยังมีสภาพดี เราจะขยับตัวได้อย่างราบรื่น นุ่มนวล

แต่ถ้าหมอนรองกระดูกเสื่อมและเปลือกนอกฉีกขาด จะทำให้เนื้อข้างในของหมอนรองกระดูกที่นุ่ม ๆ หยุ่น ๆ จะปลิ้นออกมาด้านนอก ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกปวดหลังมาก ขยับตัวยาก และอาจทำให้ใช้ชีวิตประจำวันหรือช่วยตัวเองลำบาก ยิ่งถ้าแขนขาชาหรืออ่อนแรงยิ่งต้องรีบมาพบแพทย์โดยด่วน

เพราะบ้าน…ไม่ใช่ออฟฟิศ

สำหรับคนส่วนใหญ่ บ้านคือที่พักผ่อน อาจไม่มีโต๊ะ เก้าอี้ที่เหมาะกับการทำงานหรือการใช้คอมพิวเตอร์ บางคนนั่งทำงานที่โต๊ะกินข้าว โต๊ะรับแขก บนพื้น หรือแม้กระทั่งบนเตียง นอกจากนี้ บ้าน คอนโด ที่อยู่อาศัยของหลายคนมีพื้นที่จำกัด ประกอบกับเราไม่ค่อยลุกเดินไปโน่นมานี่ บางคนประชุมออนไลน์วนไปทั้งวัน จึงต้องนั่งอยู่กับที่มากขึ้น และยิ่งนั่งในท่าที่ไม่ถูกสุขลักษณะ นอกจากจะตึงกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ แขนหรือออฟฟิศซินโดรมแล้ว โอกาสที่จะบาดเจ็บที่หลังยิ่งมีมากขึ้น

กระดูกต้นคอก็เช่นกัน โดยปกติแล้วเราจะเริ่มเห็นอาการกระดูกคอเสื่อมในคนที่อายุเกิน 40 ปีเป็นส่วนใหญ่ แต่พฤตกรรมของคนในปัจจุบันที่ก้มหน้าก้มตาใช้โทรศัพท์มือถือ เล่นเกม ใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีส่วนทำให้กระดูกต้นคอเสื่อมได้เร็วขึ้นเช่นกัน ซึ่งสัญญาณเตือนสำคัญคือปวดคอ ร้าวลงไปที่ไหล่ แขน บางทีมีอาการแขนขาชาด้วย

ในกรณีที่เกิดปัญหากับกระดูกสันหลัง แพทย์จะรักษาด้วยยาและกายภาพบำบัดก่อน แต่ถ้าหากปัญหานั้นรุนแรงมากจนยาหรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการทำกายภาพบำบัดช่วยไม่ไหวแล้ว จึงจะพิจารณาเรื่องการผ่าตัด

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหรือข้อบ่งชี้ที่จำเป็นต้องผ่าตัด แต่ยังตัดสินใจผ่าตัดไม่ได้ อยากหา second opinion ศูนย์กระดูกสันหลังโรงพยาบาลนครธน ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลนครธนและบำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ค มีความพร้อมทั้งด้านเครื่องมือที่ทันสมัย และคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้ให้แค่ second opinion แต่เป็น last opinion หมายความว่าคณะแพทย์จะประชุมกันพิจารณาผู้ป่วยทุกราย และต้องมีแพทย์เฉพาะทางระดับซีเนียร์ถึง 4 ท่านให้ความเห็นตรงกันเรื่องแผนการรักษา จึงให้ความมั่นใจได้ว่ามีการพิจารณาอย่างรอบคอบรอบด้านแล้ว และสามารถผ่าตัดด้วยการส่องกล้องที่ทำให้แผลเล็ก ใช้เวลาน้อย ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ไว กลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น และมีราคาที่จับต้องได้

กระดูกสันหลัง เป็นอัวยะที่สำคัญมากของร่างกาย และจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้ชีวิต หากมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลังจึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้ last opinion เพื่อดูแลรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

จับตาสถานทูตสายเหยี่ยว เมื่อจีนไม่เกรงใจอีกต่อไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662402

วันที่ 05 ก.ย. 2564 เวลา 16:27 น.จับตาสถานทูตสายเหยี่ยว เมื่อจีนไม่เกรงใจอีกต่อไปแต่ไรมาสถานทูตจีนไม่ว่าที่ไหนๆ มักจะสงวนท่าทีไม่ออกปากต่อว่า ไม่บ่น ไม่เล่น และไม่ทำงานเชิงรุก แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว สถานทูตจีนในไทยก็เช่นกัน

เมื่อวันที่ 3 กันยายน สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยทำสิ่งที่นานๆ ครั้งจะทำ (หรืออาจเรียกว่าเป็นครั้งแรกก็ได้) นั่นคือมีแถลงการตอบโต้ “การด้อยค่า” วัคซีนของจีน

เนื้อหาของแถงการณ์สามารถอ่านได้ที่เพจเฟซบุ๊คของสถานทูตหรือรายงานข่าวของโฟสต์ทูเดย์ ซึ่งเราจะไม่หยิบมาลงซ้ำ ณ ที่นี้มากเกินไป เพราะคนจำนวนมากคงได้เห็นแล้ว เพียงแต่จะหยิบตอนที่สำคัญมาให้อ่านอีกครั้ง

ทางจีนบอกด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวว่า “เมื่อเร็ว ๆ นี้ บางคนและบางองค์การของประเทศไทยได้ด้อยค่าและใส่ร้ายวัคซีนจีนโดยไม่มีเหตุผลใด ๆ ซึ่งเป็นการกล่าวหามุ่งร้ายที่ไม่เคารพข้อมูลวิทยาศาสตร์และความเป็นจริง และเป็นการทำร้ายความหวังดีของฝ่ายจีนในการสนับสนุนประชาชนไทยต่อสู้กับโรคระบาด สถานทูตจีนจึงขอคัดค้านอย่างเด็ดขาด และเรียกร้องให้บุคคลและองค์การที่เกี่ยวข้องยุติการกระทำผิดอย่างร้ายแรงเช่นนี้”

สิ่งที่เราจะวิเคราะห์กันคือท่าทีของจีนที่ที่ “โหด” ขึ้นเรื่อยๆ และไทยคือประเทศล่าสุดที่จีนแสดงอาหารขึงขังใส่ (เฉพาะบางคนบางกลุ่ม)

หากติดตามความเคลื่อนไหวด้านการทูต/การต่างประเทศของจีนในช่วงไม่กี่เดือนมานี้เราจะเห็นท่าที “สายเหยี่ยว” คือท่าทีพุ่งโจมตีแบบไม่ปราณีของจีนบ่อยครั้ง แต่เราจะพบเฉพาะท่าทีแข็งๆ แบบนี้กับชาติตะวันตกมากกว่า ประเทศที่เจอจีนออกแถลงการณ์ “ติติง” แบบนี้บ่อยทีสุดคือสหรัฐ

กรณีของสหรัฐเราเข้าใจได้ไม่ยากว่าเพราะทั้งสองประเทศแสดงจุดยืนเป็นไม้เบื่อไม้เมากันเต็มตัวแล้ว ดังนั้นไม่ต้องอ้อมค้อมอีกหากอีกฝ่ายแรงมา อีกฝ่ายก็ต้องแรงไป

แต่นอกจากสหรัฐกับพันธมิตรของสหรัฐที่สถานทูตจีนตอบโต้ด้วยบ่อยๆ ความรุนแรงขั้นอยู่กับว่าขัดแย้งกันหนักแค่ไหน ทูตและสถานทูตที่มีเรื่องบ่อยแรงและแรงก็เช่นที่ออสเตรเลีย

สถานทูตจีนบางแห่งยังเริ่มมีวิวาทะกับเรื่องจิปาถะ เช่น ในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ทวิตเตอร์ของสถานทูตจีนในศรีลังกาบ่นว่าสื่อตะวันตก (เอ่ยถึง Reuters โดยตรง ) เลือกใช้ภาพของนักกีฬาจีนที่ดูน่าเกลียด (ugly) และบอกว่า “อย่านำเอาการเมืองและอุดมการณ์มาไว้เหนือกีฬา และเรียกตัวเองว่าองค์กรสื่อที่เป็นกลาง มันไร้ยางอาย”

เรื่องจิปาถะเช่นนี้มันเล็กน้อยเพราะหากติดตามภาพข่าวกีฬาย่อมทราบว่าภาพข่าวส่วนใหญ่มักเน้นอิริยาบถที่หวือหวาของนักกีฬาด้วยกันทั้งนั้น) และยังไม่อาจยืนยันได้ว่าสื่อตั้งใจทำแบบนั้นหรือไม่

การที่สถานทูตลงมาเต้นกับเรื่องนี้นับว่าไม่งาม ผลก็คือเมื่อข่าวนี้ไปถึงสื่อตะวันตกจริงๆ ที่มีอคติต่อจีนจริงๆ (ไม่ใช่เอเจนซี่ที่ขายข่าวและภาพอย่าง Reuters) มันถูกรายงานเป็นเรื่องขบขันไป

ย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคม สถานทูตจีนในญี่ปุ่นไม่รู้เพราะมือลั่นหรือเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทวีตมีมเป็นภาพการ์ตูนมัจจุราชที่สวมธงชาติอเมริกันและถือเคียวเกี่ยววิญญาณพร้อมกับธงชาติอิสราเอล เดินเคาะประตูและทิ้งรอยเปื้อนเลือดไว้ข้างหลัง บานประตูแต่ละหลังมีชื่อประเทศอัฟกานิสถาน ปากีสถาน อิรัก ลิเบีย ซีเรีย และอียิปต์

ทวีตในภาษาญี่ปุ่นเป็นแคปชั่นประกอบภาพกล่าวว่า “หากสหรัฐนำ ‘ประชาธิปไตย’ มา มันก็จะเป็นแบบนี้”

ปรากฎว่าทูตอิสราเอลประจำญี่ปุ่นติดต่อไปยังทูตจีนประจำญี่ปุ่น ทูตจีนบอกว่ามองไม่เห็นธงอิสราเอลในภาพ ต่อมาเรื่องไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลที่ต้องต่อสายไปถึงสถานทูตจีนในอิสราเอลเพื่อบอกกล่าวเรื่องนี้ ในเวลา 1 ชั่วโมงหลังจากนั้นทวีตนี้ก็ถูกลบไป

นอกจากอิสราเอลจะไม่พอใจแล้วชาวเน็ตญี่ปุ่นก็ยังไม่พอใจด้วย บางคนโพสต์ภาพกรณีเทียนอันเหมินซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับทางการจีนเพื่อตอบโต้กรณีนี้

เราจะเห็นได้ว่าสถานทูตจีนไม่ได้ใช้ยุทธวิธี “นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว” เหมือนแต่ก่อน แต่ออกมาทำงานเชิงรุก ซึ่งรุกกันจริงๆ จนดูจะแข็งกร้าว บางกรณีเหมือนจะยังกร้าวผิดที่ผิดทางเหมือนที่เกิดขึ้นในศรีลังกาและญี่ปุ่น

ท่าทีแบบนี้มีขึ้นเพื่อตอบสนองคำประกาศของสีจิ้นผิงที่จะไม่ยอมให้ใครมา “บูลลี่” จีน เพราะนับวันจีนจะถูกบีบและท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ

บางคนอาจจะถามว่าทำไมจีนต้องเข็บแค้นกับเรื่องบูลลี่อะไรนี้ด้วย ต้องย้อนกลับไปเมื่อร้อยปีก่อนที่จีนถูกรุมขย้ำโดยชาติตะวันตกและญี่ปุ่นจนจีนถูกเย้ยว่าเป็นคนป่วยของเอเชีย ถูกเฉือนแผ่นดิน ปล้นชิงทรัพยากร เสียสิทธิภาพทางกฎหมาย คนจีนถูกดูถูก ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือแผลฝังใจที่ทำให้จีนต้องแข็งแกร่งขึ้นมาเพื่อที่จะไม่ถูกคนรังแกอีก

ดังนั้นไม่ใช่แค่สีจิ้นผิงที่จะไม่ยอมให้จีนถูกบูลลี่ คนจีนล้วนแต่ไม่ยอมให้ใครมาบูลลี่อีก นี่เป็นกระแสความคิดที่สอดคล้องกัน และทำให้เกิดกระแสชาตินิยมที่รุนแรงมากในจีน แรงมากขนาดที่ใครแสดงท่าทีวิจารณ์ประเทศตัวเองหรือการทำงานของรัฐบาลอาจถูก่าว่าไม่รักชาติเอาง่ายๆ

อย่างร้ายคือถูกประณามว่าเป็นคนทรยศชาติ

การแสดงพลังนี้จึงสะท้อนออกมาทุกครั้งที่จีนถูกชาติตะวันตก “แหย่” จีนไม่เจรจาพาทีอีก แต่ตอบทันทันควันโดยไม่รอช้า

ตัวอย่างประเทศที่แหย่หนวดมังกรคือลิทัวเนีย ที่เปิดทางให้ไต้หวันตั้งสำนักงานผู้แทนใหม่โดยใช้ชื่อว่า “ไต้หวัน” ไม่ใช่ “ไทเป” ซึ่งเป็นการท้าทายจีนโดยตรง เพราะประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนนั้นจะต้องไม่ยอมให้ไต้หวันใช้ชื่อไต้หวันเพราะเท่ากับรับว่าไต้หวันเป็นประเทศเอกราช ดังนั้นจึงละเทิดต่อหลักการจีนเดียว

แต่ลิทัวเนียไม่แยแสต่อจีน จีนจึงบอกไปว่าถ้าไม่ยอมก็เรียกทูตกลับไปเสียเลย นั่นคือไม่ต้องคบหากันอีก แล้วจีนก็จะเรียกทูตกลับไปด้วย

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนสิงหาคม แต่กว่าลิทัวเนียจะเรียกทูตที่ปักกิ่งกลับมาก็ปาเข้าไปวันที่ 3 กันยายน แถมยังบอกว่าเรียกมาเพื่อปรึกษา ไม่ได้เรียกกลับไปถาวรอย่างที่จีนออกปากไล่ ซึ่งจีนก็ไม่ได้ไล่เปล่าเพราะยังหยุดการค้ากับลิทัวเนียตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมด้วย

ขณะที่ลิทัวเนียแสดงอาการกล้าๆ กลัวๆ ปากก็บอกให้สหภาพยุโรปเลิกพึ่งพาจีนราวกับต้องการหาเพื่อน แน่นอนว่ายุโรปก็อยากจะลดการพึ่งพาจีน แต่ความจริงคือยุโรปต้องการเงินจีนด้วย เพราะหลายประเทศเศรษฐกิจแย่ บางแห่งรอดไม่ได้ไม่ใช่เพราะยุโรปช่วยกันเอง แต่เพราะจีนยื่นมือช่วยต่างหาก เช่น กรีซและอิตาลี

อิตาลีนั้นเพิ่งจะเปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาลก่อนโอภาปราศรัยกับจีนโดยหวังพึ่งพากันเต็มที่ แต่รัฐบาลใหม่หันไปซบสหรัฐเพื่อต่อต้านอิทธิพลจีนกับรัสเซีย แน่นอนว่าการตัดสินใจนี้ย่อมสูญเงินจากจีนไปมากมายแน่นอน

สงครามเย็นใหม่ครั้งนี้ ยิ่งบีบให้แต่ละประเทศเลือกฝ่ายชัดมากขึ้นเรื่อยๆ

จีนมองเห็นแนวโน้มนี้ จึงเลิกใช้ซอฟต์เพาเวอร์เพื่อใช้วัฒนธรรมจีนเป็นน้ำเย็นเข้าลูบ แต่ใช้สงครามข่าวสารแบบตรงไปตรงมาและการโฆษณาชวนเชื่อแบบฮาร์ดคอร์ วัฒนธรรมป๊อปและไอดอลจีนที่กำลังเริ่มได้รับความนิยม ตอนนี้ถูกจัดระเบียบหมด พวกนี้ไม่ใช่อาวุธฝ่ายวัฒนธรรมที่จีนจะใช้กล่อมให้โลกเชื่อว่าจีนน่าคบหา

เพราะจีนจะแสดงให้เห็นว่าไม่เอาจีน ไม่คบจีน จีนไม่มีปัญหา จีนจะไม่เกรงใจใครหน้าไหน แม้ประเทศที่เคยเป็นมิตรกับจีนและจีนมองในแง่ดีมาตลอด หากแสดงอาการกระแทกกระทั้นกับจีนจีนก็จะไม่พูดดีๆ ด้วย

กรณีของไทยนั้นก็เช่นกัน วัคซีนจีนถูกดึงเข้ามาบนสนามการเมืองซึ่งเต็มไปด้วยปฏิบัติการไอโอเพื่อด้อยค่าและเลอค่าวัคซีนต่างๆ เป็นที่น่าอนาถใจ

ตั้งแต่ก่อนหน้าแถลงการณ์ของสถานทูตแล้วที่จีนมีปฏิกิริยาไม่ดีต่อไคนไทยบากลุ่มที่ด้อยค่า ด่าทอ ตั้งข้อสงสัยกับวัคซีน หากไม่เชื่อก็ลองไปเช็คตามโซเชียลมีเดียของจีนดูเถิด

คนจีนนั้นแต่ไรมามองไทยและคนไทยในแง่ดีแทบจะไม่มีที่ติ แต่ตอนนี้เริ่มสวนกลับมาขึ้นเมื่อคนไทยต่อว่าประเทศจีน ถ้อยคำแรงๆ ประเภท “จะไปช่วยทำไม?” เริ่มเห็นเจนตามากขึ้นในหมู่คนจีน

พูดได้เลยว่า ตอนนี้คนจีนตาสว่างเรื่องคนไทยมากแล้ว ตาสว่างเรื่องอะไรนั้นลองคิดกันเอาเอง

และแล้วก็มาถึงคิวของสถานทูตจีนในไทยที่ออกแอ็กชั่นเองหลังจากปล่อยให้ชาวเน็ตจีนตอบโต้ (ทางอ้อม) ชาวเน็ตไทยและนักการเมืองไทยฝ่ายต้านจีนมาพักใหญ่ๆ

จะว่าไปแล้วสถานทูตจีนค่อนข้างมีความอดทนพอสมควร เพราะคงจำจำกันได้ว่ามีขบวนประท้วงของไทยกลุ่มหนึ่งไปยื่นหนังสือต่อสถานทูตจีนเพื่อบอกกับจีนว่าวัคซีนของจีนนั้นไม่ประสิทธิภาพ การทำเช่นนี้เท่ากับลากรัฐบาลจีนมาประณามต่อหน้าบ้านของเขานั่นเอง ทั้งๆ ที่ควรจะไปไล่บี้เอากับคำสั่งมากกว่าคนขายหรือไม่?

เอาเข้าจริง ผู้เขียนเห็นว่ากระแสต่อต้าน Sinovac นั้นแรง แต่ทำไมกระแสต้าน Sinopharm ถึงแผ่วมาก? นั่นเป็นเพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่วัคซีนหรือไม่ แต่มันอยู่ใครสั่งวัคซีนเข้ามาต่างหาก คนที่สั่งนั่นแหละคือเป้าหมายของการโจมตี เพียงแต่กระแสประท้วงในไทยนั้นมักจะ “เป๋” จนไม่ทิศทางว่าควรจะไล่ใครหรือต่อว่าใครกันแน่

เรื่องวัคซีนนั้นมองเห็นเรื่องช่วยเหลือกันฉันมิตรก็ได้ มองเป็นการดีลทางธุรกิจก็ได้ เพราะหากไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีย่อมจะได้มาซึ่งวัคซีนจากจีนในปริมาณขนาดนี้ได้ยาก เพียงแต่มันก็ยังเป็นของซื้อของขาย และยังเป็นของซื้อของขายที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดด้วยในเรื่องราคา ส่วนต่าง และประสิทธิภาพ

การเมืองไทยในเวลานี้เต็มไปด้วยความคลุมเครืออย่างที่สุด ทั้งท่าทีคลุมเครือ ข่าวปลอมที่สร้างความคลุมเครือ และปฏิบัติการไอโอและการโฆษณาชวนเชื่อด้วยข้อมูลคลุมเครือ

ความที่มันคลุมเครือตั้งแต่ระดับรัฐบาลไทยแล้ว สถานทูตจีนไม่ควรจะเอาตัวมาแลกสถานการณ์ที่วุ่นวายแบบนี้เลย มันยิ่งทำให้เรื่องวุ่นวายเข้าไปอีก และเป็นการดึงประเทศจีนเข้าสู่วังวนการเมืองไทยแบบเต็มตัว

ทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะจีนไม่อาจใช้ยุทธวิธี “นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว” ได้อีกนั้นเอง ทำให้ต้องเอาตัวเข้าแลกเต็มๆ แบบนี้ ผลของมันนั้นจะสะเทือนไปถึงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศอย่างหลีกลี่ยงไม่ได้ 

ป.ล.

จากกรณีแถลงการณ์ของสถานทูตจีน ทำให้เห็นว่าบางคนใช้คำว่า “มณฑลไท่กั๋ว” เพื่อด้อยค่าประเทศตัวเองราวกับประเทศไทย (ไท่กั๋ว ในภาษาจีน) สยบยอมต่อจีนประหนึ่งเป็นมณฑลของจีน การด้อยค่าประเทศตัวเองแบบนี้ล้วนแต่มาจากความชิงชังต่อรัฐบาล เพียงแต่พวกเขาไม่รู้จักแยกแยะรัฐบาลไทยออกจากประเทศไทย

ใน “ไท๋กั๋ว” มีทั้งคนที่ต่อต้านจีน สนับสนุนจีน เฉยๆ กับจีน รักไทยไม่จีน รักจีนพอๆ กับไทย ฯลฯ ความหลากหลายแบบนี้จึงเท่ากับว่าไทยไม่ได้เป็นลูกไล่จีน แม้รัฐบาลเองก็ต้องพยายามรักษาผลประโยชน์ของชาติใไมากที่สุด เพียงแต่หากบางคนต้องการจะระบายความคับข้องใจต่อจีนแล้ว ควรจะลงกับรัฐบาลแทนที่จะลงกับประเทศทั้งประเทศ

หากคิดว่ารัฐบาลไทยทำตามจีนโดยไม่อิดออดก็ควรจะเรียก “รัฐบาลจิ้มก้อง” ดีกว่า เพียงแต่การเรียกแบบนี้รวมถึงการใช้คำว่า “มณฑลไท่กั๋ว” ล้วนแต่เป็นแค่เรื่องด่าสนุกปากที่หาหลักฐานมารองรับคำต่อว่านี้ไม่ได้

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Alexander NEMENOV / AFP

นายพลอเมริกันชี้อัฟกานิสถาน เสี่ยงเจอสงครามกลางเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662390

วันที่ 05 ก.ย. 2564 เวลา 13:42 น.นายพลอเมริกันชี้อัฟกานิสถาน เสี่ยงเจอสงครามกลางเมืองสงครามกลางเมืองในอัฟกานิสถาน ‘มีแนวโน้ม’ เกิดขึ้นได้ นายพลระดับสูงของสหรัฐชี้

นายพลระดับสูงของสหรัฐฯ กล่าวกับสื่อสหรัฐฯ เมื่อวันเสาร์ ว่าสงครามกลางเมืองในอัฟกานิสถาน “มีแนวโน้ม” จะปะทุ โดยเตือนว่าเงื่อนไขเหล่านั้นอาจส่งผลให้กลุ่มก่อการร้ายในประเทศฟื้นตัวขึ้นมาอีก

เมื่อกองกำลังอเมริกันเริ่มถอนกำลัง ตอลิบานเข้ายึดอัฟกานิสถานในการโจมตีแบบสายฟ้าแลบ โดยมีเพียงจังหวัดทางเหนือ คือปัญจชีร์เท่านั้นที่ต่อต้านกลุ่มเคร่งศาสนานี้

“การประเมินทางทหารของผม…คือเงื่อนไขมีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปเป็นสงครามกลางเมือง” พลเอก มาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วม บอกกับฟ็อกซ์นิวส์

เขาตั้งคำถามว่ากลุ่มตอลิบาน ซึ่งยังไม่ได้ประกาศจัดตั้งรัฐบาล จะสามารถรวมอำนาจและสร้างการปกครองที่มีประสิทธิภาพได้หรือไม่

“ผมคิดว่าอย่างน้อยมีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะเกิดสงครามกลางเมืองในวงกว้าง และนั่นจะนำไปสู่เงื่อนไขที่อาจนำไปสู่การก่อกำเนิดใหม่ของอัลกออิดะห์ หรือการเติบโตของ ISIS หรือกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ” มิลลีย์กล่าว

พร้อมกับเน้นว่าเขาไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอัฟกานิสถาน กระนั้นเขายังคงประเมินแนวโน้มสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง

“เงื่อนไขเป็นไปได้มาก” มิลลีย์กล่าวกับ Fox News “ว่าคุณจะเห็นการฟื้นคืนชีพของการก่อการร้ายที่ออกมาจากภูมิภาคทั่วไปนั้นภายใน 12, 24, 36 เดือน”

สหรัฐบุกอัฟกานิสถานและโค่นล้มระบอบตาลีบันกลุ่มแรกในปี 2544 ภายหลังการโจมตี 9/11 โดยอัลกออิดะห์ซึ่งกบดานอยู่ในอัฟกานิสถาน

รัฐบาลตะวันตกกลัวว่าอัฟกานิสถานจะกลายเป็นที่หลบภัยสำหรับพวกหัวรุนแรงที่มุ่งโจมตีพวกเขาอีกครั้ง

สหรัฐระบุว่าจะรักษาแสนยานุภาพที่รับมือได้ทันท่วงทีเพื่อโจมตีต่อภัยคุกคามใดๆ ในอัฟกานิสถาน ที่จะมีต่อความมั่นคงของสหรัฐ

TOPSHOT Photo – ขบวนการต่อต้านกลุ่มตอลิบานเข้าร่วมการฝึกทหารที่พื้นที่มาลิมาห์ของอำเภอดาราในจังหวัดปัญจชีร์เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564 หุบเขายังคงเป็นที่ยึดหลักกลุ่มสุดท้ายของกองกำลังต่อต้านตอลิบาน (ภาพโดย Ahmad SAHEL ARMAN / AFP)

จีนออกคำสั่ง ห้ามคนดังชายมีรูปร่างท่าทางเหมือนผู้หญิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662381

วันที่ 05 ก.ย. 2564 เวลา 11:55 น.จีนออกคำสั่ง ห้ามคนดังชายมีรูปร่างท่าทางเหมือนผู้หญิงอีกหนึ่งคำสั่งสำคัญ จีนจัดระเบียบ ‘วงการบันเทิง’ เพื่อการเติบโตที่ดีของคนรุ่นใหม่

ปักกิ่ง, 3 ก.ย. (ซินหัว) — สำนักสารนิเทศแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เปิดเผยว่าการดำเนินการปราบปรามปรากฎการณ์อันไม่เหมาะสมในอุตสาหกรรมความบันเทิงของจีนเมื่อไม่นานนี้ มีขึ้นเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับการเติบโตที่ดีของทั้งอุตสาหกรรมและคนรุ่นใหม่

สำนักสารนิเทศฯ ระบุว่ามีความจำเป็นต้องบังคับใช้มาตรการที่ครอบคลุมและมุ่งเป้า เพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผล กระทบเป็นวงกว้าง อาทิ จ่ายเงินสนับสนุนคนดังมากเกินไป หลีกเลี่ยงภาษี โหมกระพือข้อมูลหยาบคายและคนดังเพศชายที่มีลักษณะเหมือนผู้หญิง เสพติดยอดเข้าชมอย่างไม่สมเหตุสมผล และพฤติกรรมสุดโต่งในการชื่นชมคนดัง ซึ่งล้วนเป็นอันตรายต่ออุตสาหกรรมและสังคมในขั้นพื้นฐาน

สำนักสารสนเทศฯ ชี้ว่าคนดังที่ขาดคุณธรรมบางกลุ่มเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้คนหนุ่มสาว เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เคารพกฎหมายและประพฤติผิด ส่งผลให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีในสังคม

ทั้งนี้ สำนักสารสนเทศฯ สั่งการให้แพลตฟอร์มความบันเทิงตรวจสอบเนื้อหาที่เผยแพร่อย่างรอบคอบ และส่งเสริมธุรกิจในอุตสาหกรรมความบันเทิงรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น แทนที่จะมุ่งหวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo – AFP PHOTO / WANG ZHAO

จีนเดินเครื่องปฏิรูปวัฒนธรรม ถึงคราวจัดระเบียบนักเขียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662379

วันที่ 05 ก.ย. 2564 เวลา 11:20 น.จีนเดินเครื่องปฏิรูปวัฒนธรรม ถึงคราวจัดระเบียบนักเขียนสำนักข่าวซินหัวรายงาน จีนกระตุ้น ‘นักเขียน’ ยึดมั่นจรรยาบรรณ รับผิดชอบสังคม

ปักกิ่ง, 4 ก.ย. (ซินหัว) — สมาคมนักเขียนแห่งประเทศจีน (CWA) ออกแนวปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างจรรยาบรรณในวิชาชีพและการรู้รับผิดชอบต่อสังคมในหมู่นักเขียน

แนวปฏิบัติที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (2 ก.ย.) เรียกร้องนักเขียนยึดแนวทางที่ถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง เรียนรู้ชีวิตของคนธรรมดาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราว และสร้างงานวรรณกรรมที่สะท้อนเสียงของประชาชน

นอกจากนั้นสมาคมฯ จะปรับปรุงการจัดการสมาชิกทั่วประเทศ รวมถึงตักเตือนและอบรมสั่งสอนนักเขียนที่ไร้จรรยาบรรณ ตลอดจนสร้างกติกาควบคุมระเบียบวินัยในตนเองด้านจรรยาบรรณในวิชาชีพของการผลิตงานวรรณกรรมออนไลน์

(แฟ้มภาพซินหัว : ร้านหนังสือในนครฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 22 เม.ย. 2021)

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

เราควรกังวลกับสายพันธุ์ “มิว” (Mu variant) หรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662377

วันที่ 05 ก.ย. 2564 เวลา 10:52 น. เราควรกังวลกับสายพันธุ์ "มิว" (Mu variant) หรือไม่?การปราฏตัวของ “มิว” กำลังทำให้โลกหวั่นใจ มันกำลังค่อยๆ ระบาดในสหรัฐจนเกือบทั่วแล้ว

1. สายพันธุ์มิว (Mu) หรือที่เรียกว่าสาย B.1.621 หรือ VUI-21JUL-1 เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของโคโรนาไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 ตรวจพบครั้งแรกในโคลัมเบียในเดือนมกราคม 2564 และองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจ (VOI) แต่ยังไม่ใช่ตัวแปรที่น่าเป็นห่วง เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564

2. WHO กล่าวว่าสายพันธุ์ดังกล่าวมีการกลายพันธุ์ที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการดื้อต่อวัคซีนในปัจจุบันและเน้นว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจดีขึ้น มีรายงานการระบาดของสายพันธุ์มิวในอเมริกาใต้และยุโรป สาย B.1.621 มีสายย่อย B.1.621.1 ซึ่งตรวจพบแล้วในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก และเสนอให้เรียกชื่อง่ายๆ ว่า “Mu variant”

3. จีโนม Mu มีจำนวนการกลายพันธุ์ทั้งหมด 21 ครั้ง แต่การกลายพันธุ์ของไวรัสไม่ใช่เรื่องใหม่ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีผลสืบเนื่อง แต่บางส่วนสามารถเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติเพื่อทำให้ไวรัสเหล่านี้มีความรุนแรงมากขึ้น หรือหลีกเลี่ยงการรักษาหรือผลต้านทานของวัคซีนได้

4. การศึกษาหนึ่งในห้องแล็บในกรุงโรมได้ทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีน BioNTech-Pfizer กับสายพันธุ์มิวและพบว่า “แม้จะมีการกลายพันธุ์หลายครั้งในสไปค์ แต่สายพันธุ์มิว (SARS-CoV-2 Mu) นั้นถูกทำให้เป็นกลางโดยแอนติบอดีที่กระตุ้นด้วยวัคซีนของ Pfizer ” ด้วยประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์อื่น หมายความว่าวัคซีนของ Pfizer เอามันอยู่แต่ด้วยประสิทธิภาพที่ลดลง

5. ผลการทดลองนี้ทำให้ทีมนักวิจัยเน้นถึง “ความสำคัญของการกักกันผู้คนอย่างเหมาะสมหลังจากเดินทางไปต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายของสาย SARS-CoV-2 ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ไปยังประเทศต่างๆ” และแม้จะมีการทดลองดังกล่าวแต่ก็ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าสายพันธุ์มิว จะสามารถหลบเลี่ยงการป้องกันจากวัคซีนได้หรือไม่

6. อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน The Lancet Infectious Diseases เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564 ชี้ให้เห็นว่าสายพันธุ์มิว มี “สองกรณีที่สามารถหลบเลี่ยงวัคซีนได้” โดยรายงานชี้ว่า การกลายพันธุ์ของสไปค์หลายครั้งภายในมิว “มีรายงานว่ามีการลดของการทำให้เป็นกลางโดยแอนติบอดี” (การทำให้เป็นกลางก็คือการทำให้ไวรัสเป็นศูนย์นั่นเอง)

7. รายงานยังระบุว่า ยังพบว่ามีการกลายพันธุ์ของมิวในสไปค์เดียวกันที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของวัคซีนที่อ่อนแอลงในสายพันธุ์เบตา และตามรายงานของศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป สายพันธุ์มิวยังมีการกลายพันธุ์ซึ่งพบได้ในตัวสายพันธุ์เดลตา

8. การศึกษาก่อนพิมพ์เผยแพร่ฉบับหนึ่ง ซึ่งยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยนักวิชาการในวงการกล่าวว่าแม้ว่าสายพันธุ์มิวยังไม่ได้รับการจัดประเภทเป็น ‘ตัวแปรที่น่ากังวล’ โดย WHO การกลายพันธุ์ที่พบในสายพันธุ์ B.1.621 อาจมี “ผลกระทบที่เสริมฤทธิ์กันต่อคุณลักษณะต่างๆ เช่น การลดการป้องกันที่เกิดจากวัคซีนจากโรคร้ายแรง การแพร่เชื้อที่เพิ่มขึ้น และความรุนแรงของโรค”

9. อาการหลักของ COVID-19 ตามที่ระบุโดยสำนักงานบนิการสาธารณสุขแห่งชาติของอังกฤษ มีดังนี้ 1) อุณหภูมิสูง สัมผัสที่หน้าอกหรือหลัง 2) อาการไอต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่าหนึ่งชั่วโมง หรือไอยาวๆ ต่อเนื่อง 3 ครั้งขึ้นไปใน 24 ชั่วโมง 3) สูญเสียหรือเปลี่ยนความรู้สึกรับกลิ่นหรือรส

10. สำหรับประวัติการระบาด มิวได้รับการรายงานครั้งแรกในโคลัมเบียในเดือนมกราคมและเราพบในเอกวาดอร์ในเดือนพฤษภาคม หลังจากนั้นก็ได้รับความสนใจของเราเนื่องจากมีการกลายพันธุ์หลายอย่างที่คล้ายกับเบตา และบางตัวมีความคล้ายกับสายพันธุ์ไอโอตา, เดลตา, อัลฟา และอีตา

11. เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ญี่ปุ่นยืนยันผู้ติดเชื้อมิว 2 รายแรก พบมิวในผู้หญิงอายุ 40 ปี ซึ่งเดินทางมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในวันที่ 26 มิถุนายน ผู้หญิงอีกคนหนึ่งอายุ 50 ปี ซึ่งเดินทางถึงญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม สหราชอาณาจักรก็พบมิวเช่นกัน ผู้ป่วยทั้งสองไม่มีอาการ

12. วันที่ 2 กันยายน ศูนย์บัญชาการแพร่ระบาดกลาง (CECC) ได้ประกาศพบกรณีมิวครั้งแรกของไต้หวันผู้ป่วยเป็นหญิงชาวไต้หวันในวัย 60 ปีที่กลับมาจากสหรัฐอเมริกาและได้รับวัคซีน Pfizer 2 โดสแล้ว เธอได้รับ Pfizer เข็มแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม และครั้งที่สองในวันที่ 26 กรกฎาคม เมื่อเธอกลับมาที่ไต้หวันในวันที่ 3 สิงหาคม เธอไม่รายงานอาการใดๆ แต่การทดสอบที่สนามบินเปิดเผยว่าเธอติดเชื้อโควิด

13. วันที่ 3 กันยายน ฮ่องกงยืนยัน 3 รายแรกที่ติดเชื้อมิว ผู้ป่วย 2 ราย เป็นชายอายุ 19 ปี และหญิงอายุ 22 ปี บินมาจากโคลอมเบียและได้รับการยืนยันว่าติดมิว เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ขณะที่อีกคนหนึ่งเป็นหญิงอายุ 26 ปี เดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา เธอได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม

14. เกาหลีใต้ยืนยันผู้ติดเชื้อมิวคนแรกของประเทศ สำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี (KDCA) กล่าวว่ามีผู้ติดเชื้อมิว 3 กรณีนำเข้าจากเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา และโคลอมเบีย

Photo – Courtesy C. Goldsmith, P. Feorino, E. L. Palmer, W. R. McManus/CDC