เกาหลีใต้ประจำการเรือดำน้ำต่อเองรับมือภัยจากเกาหลีเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660553

วันที่ 14 ส.ค. 2564 เวลา 18:29 น.

เกาหลีใต้ประจำการเรือดำน้ำต่อเองรับมือภัยจากเกาหลีเหนือกองทัพเรือเกาหลีใต้รับมอบเรือดำน้ำยิงขีปนาวุธข้ามทวีปติดเรือดำน้ำต่อเองในประเทศลำแรก

สำนักข่าว Yonhap ของเกาหลีใต้รายงานว่า กองทัพเรือเกาหลีใต้รับมอบเรือดำน้ำระวางขับน้ำ 3,000 ตันที่สามารถยิงขีปนาวุธข้ามทวีปติดเรือดำน้ำ (SLBMs) ลำแรกที่ต่อเองในประเทศ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากขีปนาวุธใต้น้ำจากเกาหลีเหนือ

กองทัพเรือทำพิธีประจำการเรือดำน้ำที่ตั้งชื่อตามชื่อของ โทซาน อันชางโฮ นักต่อสู้เพื่อเอกราชของเกาหลีใต้ชื่อดัง ที่อู่ต่อเรืออคโปของบริษัท Daewoo Shipbuilding and Marine Engineering ทางตอนใต้ของเกาะเกียวเชเมื่อวันศุกร์ (13 ส.ค.)

เรือดำน้ำลำนี้เป็นเรือดำน้ำขนาด 3,000 ตันชั้น Changbogo-III Batch-I ลำแรกในจำนวน 3 ลำที่รัฐบาลเกาหลีใต้มีแผนจะต่อขึ้นด้วยเทคโนโลยีของตัวเองภายในปี 2023 ภายใต้โครงการมูลค่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐของปี 2007 โดยเรือลำล่าสุดนี้ออกแบบในประเทศและใช้ชิ้นส่วนจากท้องถิ่นถึง 76%

เรือดำน้ำลำล่าสุดของกองทัพยาว 83.5 เมตร กว้าง 9.6 เมตร สามารถบรรทุกลูกเรือ 50 คน สามารถยิงขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายบนบกด้วยท่อยิงแนวดิ่ง 6 ท่อ และสามารถปฏิบัติภารกิจใต้น้ำนาน 20 วันโดยไม่ต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ

ทางกองทัพเรือเกาหลีใต้มีแผนจะนำเรือโทซาน อันชางโฮเข้าปฏิบัติภารกิจในเดือน ส.ค.ปีหน้าหลังจากผ่านการประเมิน 1 ปี

ปัจจุบันเกาหลีใต้มีเรือดำน้ำระวางขับน้ำ 1,200 ตันและ 1,800 ตันประจำการ ขณะที่เกาหลีเหนือคาดว่ามี 70 ลำแต่ส่วนใหญ่ล้าสมัยและไม่เหมาะกับการใช้งานนอกชายฝั่ง

ด้านคิมจองอึนผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือมีแผนเสริมกำลังเรือดำน้ำเช่นกัน โดยเมื่อปี 2019 คิมจองอึนเดินทางไปตรวจสอบเรือดำน้ำลำใหม่ที่สำนักข่าวกรองกลางเกาหลีเหนือ (KCNA) รายงานว่าจะเข้าประจำการเร็วๆ นี้ แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมรวมทั้งสมรรถนะของเรือ

Photo by Handout / YONHAP / AFP

เผยอุณหภูมิโลกเดือน ก.ค.ร้อนที่สุดในรอบ 142 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660551

วันที่ 14 ส.ค. 2564 เวลา 16:26 น.

เผยอุณหภูมิโลกเดือน ก.ค.ร้อนที่สุดในรอบ 142 ปีสหรัฐเผยเดือน ก.ค.โลกร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่วนเอเชียร้อนสุดในรอบ 11 ปี

สำนักงานสมุทรศาสตร์และชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (NOAA) เผยว่า เดือน ก.ค. เป็นเดือนที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ NOAA เริ่มบันทึกสถิตินี้เมื่อ 142 ปีที่แล้ว

NOAA ระบุว่า อุณหภูมิของพื้นดินและพื้นผิวมหาสมุทรสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของศตวรรษที่ 20 (15.8 องศาเซลเซียส) ถึง 0.93 องศาเซลเซียส และสูงกว่าสถิติเก่าของเดือน ก.ค. 2016 ถึง 0.01 องศาเซลเซียส

ริค สปินราด ผู้บริหาร NOAA เผยว่า ปกติแล้วเดือน ก.ค.เป็นเดือนที่อุณหภูมิโลกสูงที่สุดของปี แต่เดือน ก.ค.ปีนี้ทุบสถิติเดิมของตัวเองเป็นเดือน ก.ค. ที่ร้อนที่สุดและเดือนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา

อย่างไรก็ดี รายงานโดยหน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus) ของสหภาพยุโรป (EU) เมื่อเดือนที่แล้วระบุว่า เดือน ก.ค.ที่ผ่านมาเป็นต้นที่ร้อนที่สุดอันดับ 3 ของโลก ขณะที่องค์การนาซาระบุว่าเดือน ก.ค.ปีนี้ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2

ทว่า เซค เฮาส์ฟาเธอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจาก Breakthrough Institute เผยว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่รายงานของแต่ละหน่วยงานจะแตกต่างกันเล็กๆ น้อยๆ เนื่องจาก NOAA จัดเก็บข้อมูลในอาร์กติกในขอบเขตที่จำกัดกว่าบันทึกอุณหภูมิในส่วนอื่นๆ ของโลก

“แต่ไม่ว่าจะร้อนเป็นอันดับที่เท่าไร ความร้อนที่โลกเผชิญในช่วงฤดูร้อนปีนี้เป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นของมนุษย์อย่างชัดเจน” เฮาส์ฟาเธอร์เผยกับสำนักข่าว AFP “มันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าโลกจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นจนเหลือศูนย์”

นอกจากนี้ อุณหภูมิในพื้นที่อื่นก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน อาทิ อุณหภูมิผิวดินของซีกโลกเหนือของเดือน ก.ค. สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2012 (สูงกว่าค่าเฉลี่ย 1.54 องศาเซลเซียส) เดือน ก.ค.ของเอเชียร้อนที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010 ส่วนเดือน ก.ค.ของยุโรปร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2018

ทั้งนี้ เพียงอุณหภูมิร้อนขึ้นเพียง 1.1 องศาเซลเซียส ภัยพิบัติจากสภาพอากาศที่รุนแรงที่หนักขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้แผ่ขยายไปทั่วโลกในฤดูร้อนนี้ ตั้งแต่คลื่นความร้อนที่ละลายถนนแอสฟัลต์ในแคนาดา ไปจนถึงพายุฝนที่เปลี่ยนถนนหนทางในจีนและเยอรมนีเป็นแม่น้ำ ไปจนถึงไฟป่ารุนแรงในกรีซและแคลิฟอร์เนีย

REUTERS/Issei Kato/File Photo

จีนเตรียมรับรองกลุ่มตอลิบานเป็นรัฐบาลอัฟกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660544

วันที่ 14 ส.ค. 2564 เวลา 14:27 น.

จีนเตรียมรับรองกลุ่มตอลิบานเป็นรัฐบาลอัฟกันแหล่งข่าวเผยทางการจีนเตรียมรับรองตอลิบานเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมของอัฟกานิสถานทันทีที่ตอลิบันยึดกรุงคาบูลสำเร็จ

US News & World Report รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวชาวอเมริกันและหน่วยข่าวกรองต่างประเทศหลายคนว่า จีนพร้อมจะรับรองให้กลุ่มตอลิบานเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรมของอัฟกานิสถานหากตอลิบานโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของอัฟกานิสถานสำเร็จ

ก่อนหน้านี้จีนเคยกดดันให้กลุ่มตอลิบานหันมาเจรจาสงบศึกกับรัฐบาลของประธานาธิบดี อัชราฟ ฆานี ของอัฟกานิสถาน และจีนยังร่วมกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งสหรัฐรับปากว่าจะไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการใช้กำลังทหาร

ทว่าแหล่งข่าวเผยว่า การประเมินทางทหารและข่าวกรองของจีนครั้งใหม่ทำให้รัฐบาลจีนหันมาเตรียมกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มตอลิบาน

การรับรองความชอบธรรมให้กลุ่มตอลิบานของจีนอาจทำให้ความพยายามของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่จะใช้การคว่ำบาตรจากนานาชาติบีบบังคับให้กลุ่มตอลิบานกลับมาสู่โต๊ะเจรจาหาทางออกทางการเมือง

ด้าน ไทเลอร์ จอสต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากมหาวิทยาลัยบราวน์เผยว่า มันเป็นกลยุทธ์ที่จีนนำมาเล่น “ถ้าคุณคาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลใหม่กำลังจะขึ้นสู่อำนาจ การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์หากคนเหล่านั้นยึดอำนาจสำเร็จ คุณก็อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะเจรจาต่อรองกับพวกเขา”

“ในกรณีนี้ ความเชื่อมโยงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มอิสลามิสต์และซินเจียงน่าจะเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจของจีน ซินเจียงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับจีน จีนไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยที่สหรัฐมองว่าสำคัญกับอนาคตของอัฟกานิสถานอย่างการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน หรือสิทธิมนุษยชน”

ด้าน เดเรค กรอสแมน นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมของ RAND เผยว่า จีนเกี่ยวพันกับอัฟกานิสถานจากการก่อสร้างมอเตอร์เวย์เปชวาร์-คาบูลซึ่งเชื่อมปากีสถานกับอัฟกานิสถานและทำให้คาบูลอยู่ในโครงการเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 (Belt and Road Initiative) ของจีน

กรอสแมนเผยอีกว่า จีนยังสร้างถนนสายหลักสู่ฉนวนวาคาน (Wakhan Corridor) เส้นทางเล็กๆที่เชื่อมซินเจียงของจีนกับอัฟกานิสถาน ไปยังปากีสถานและเอเชียกลาง เกื้อหนุนเครือข่ายเส้นทางที่มีอยู่แล้วในภูมิภาค เมื่อสร้างเสร็จเส้นทางเหล่านี้จะช่วยให้จีนบรรลุเป้าหมายเพิ่มการค้ากับภูมิภาคนี้และการสกัดทรัพยากรธรรมชาติในอัฟกานิสถาน

กรอสแมนย้ำว่า จีนจะได้ผลประโยชน์มหาศาลหากตอลิบานขึ้นครองอำนาจในอัฟกานิสถาน

ทั้งนี้ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมากลุ่มตอลิบานเข้ายึดเมืองเฮรัตทางตะวันตกและกันดาฮาร์ทางใต้ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 และ 3 ของอัฟกานิสถาน เมื่อรวมกันแล้วขณะนี้ตอลิบานยึดครึ่งหนึ่งของเมืองเอกของอัฟกานิสถานที่มีทั้งหมด 34 เมือง และครอบครองพื้นที่มากกว่า 2 ใน 3 ของประเทศ

Photo by Li Ran / XINHUA / AFP

คิวบาเผยวัคซีนผลิตเองสู้สายพันธุ์เดลตาได้ดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660532

วันที่ 14 ส.ค. 2564 เวลา 12:07 น.

คิวบาเผยวัคซีนผลิตเองสู้สายพันธุ์เดลตาได้ดีคิวบาเผยวัคซีนที่ผลิตเอง 2 ยี่ห้อมีประสิทธิภาพป้องกันการป่วยได้ดีสู้สายพันธุ์เดลตาได้

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการคิวบาซึ่งกำลังเผชิญกับการระบาดของสายพันธุ์เดลตาเผยว่า ในจำนวนชาวคิวบา 2.5 ล้านคนจากประชากรทั้งหมดราว 11 ล้านคนที่ได้รับวัคซีน Abdala และ Soberana 2 ซึ่งเป็นวัคซีนที่พัฒนาและผลิตเองในประเทศแล้ว มีเพียง 21,000 คน หรือ 0.8% เท่านั้นที่มีอาการป่วยจาก Covid-19

และในจำนวนนี้มีเพียง 99 คน หรือ 0.003% ที่เสียชีวิต ซึ่งในทางสถิติถือว่าน้อยมาก

ขณะที่ไบโอคิวบาฟาร์มา (BioCubaFarma) บริษัทเภสัชกรรมของรัฐเผยว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าวัคซีนทั้งสองยี่ห้อได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันอาการป่วยรุนแรง รวมทั้งต่อสายพันธุ์เดลตา

ด้าน เอดูอาร์โด มาร์ติเนซ ประธาน BioCubaFarma เผยว่า “นี่เป็นข้อมูลที่มีความหวังมาก” โดยขณะนี้บริษัทกำลังเดินหน้าผลิตวัคซีน Abdala และ Soberana 2 ให้เพียงพอที่จะฉีดให้ประชาชนชาวคิวบาทุกคนให้ทันภายในเดือน ก.ย.นี้

ทั้งนี้ ทางการคิวบาเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมาโดยใช้วัคซีน Abdala and Soberana 2 ซึ่งผลการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายออกมาว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า 90%

Photo by Joaquin Hernandez / AFP

อนามัยโลกชี้เป็นไปได้โควิดหลุดจากแล็บอู่ฮั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660530

วันที่ 14 ส.ค. 2564 เวลา 10:59 น.

อนามัยโลกชี้เป็นไปได้โควิดหลุดจากแล็บอู่ฮั่นหัวหน้าทีมหาต้นตอ Covid-19 ของอนามัยโลกชี้เป็นไปได้ที่เชื้อจะหลุดออกมาจากห้องแล็บที่อู่ฮั่น โดยผู้ป่วยหมายเลข 0 คือเจ้าหน้าที่ในแล็บ

ปิแอร์ เบ็น เอ็มบาเร็ค หัวหน้าทีมสืบสวนหาต้นตอของ Covid-19 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เผยในรายการสารคดีของสถานีโทรทัศน์ช่อง 2 ของเดนมาร์กว่า สมมติฐานที่ว่า Covid-19 หลุดออกมาจากห้องวิจัยในเมืองอู่ฮั่นมีความเป็นไปได้ และผู้ป่วยหมายเลข 0 ก็คือ เจ้าหน้าที่ของห้องวิจัยดังกล่าว

บางส่วนของสารคดีที่ตัดตอนมาซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ส.ค. เอ็มบาเร็คเผยว่า การระบาดอาจเริ่มจากเจ้าหน้าที่ของหนึ่งในห้องวิจัยในเมืองอู่ฮั่นที่มีอยู่หลายแห่ง หลังจากเจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้รับเชื้อจากค้างคาวระหว่างออกไปทำงานภาคสนามหรือทำการทดลองในห้องวิจัย

เอ็มบาเรคอธิบายว่า เขาเชื่อว่าการติดเชื้อจากค้างคาวของเจ้าหน้าที่ห้องวิจัยเป็นตัวอย่างของการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คนโดยตรง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่ “เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของห้องวิจัยติดเชื้อขณะเข้าไปเก็บตัวอย่างค้างคาวในถ้ำ นี่คือจุดที่ไวรัสกระโดดจากค้างคาวมายังมนุษย์โดยตรง ในกรณีนี้จึงเป็นเจ้าหน้าที่ห้องวิจัยแทนที่จะเป็นชาวบ้านคนใดคนหนึ่ง หรือคนอื่นที่สัมผัสกับค้างคาวเป็นปกติ”

เอ็มบาเร็คย้ำว่า ทีมของเขาไม่พบหลักฐานโดยตรงว่าการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสเกี่ยวข้องกับการวิจัยค้างคาวในห้องวิจัยในเมืองอู่ฮั่น แต่ที่ทราบคือ ค้างคาวเกือกม้าสามารถเป็นพาหะของเชื้อโคโรนาไวรัสที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ Sars-CoV-2 ที่ทำให้เกิดโรค Covid-19 แต่เชื้อดังกล่าวไม่ใช่โรคประจำถิ่นของอู่ฮั่น และคนในเมืองที่สัมผัสโดยตรงกับค้างคาวดังกล่าวก็คือเจ้าหน้าที่ห้องวิจัยในเมืองอู่ฮั่น

หัวหน้าทีมสืบสวนหาต้นตอของ Covid-19เผยอีกว่า ทีมของเขาได้รับอนุญาตให้เยี่ยมชมห้องวิจัย 2 แห่งที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับค้างคาว โดยที่ทั้งสองแห่งให้พวกเขาชมวิดีโอนำเสนอเกี่ยวกับห้องวิจัยและอนุญาตให้ถามคำถามได้ แต่ไม่อนุญาตให้ดูเอกสารหรือบันทึกต่างๆ

เอ็มบาเร็คเล่าว่าตอนแรกทีมพุ่งความสนใจไปที่สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น (WIV) แต่ภายหลังได้เข้าไปสืบสวนที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคอู่ฮั่น (CDC) ด้วย และกล่าวอีกว่า การตีพิมพ์การวิจัยเกี่ยวกับค้างคาวครั้งสุดท้ายคือเมื่อปี 2013 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะหยุดทำการวิจัยค้างคาว

เอ็มบาเรคสอบถามเจ้าหน้าที่จาก CDC ว่าห้องวิจัยก่อตั้งมากี่ปีแล้วและได้คำตอบว่า พวกเขาเพิ่งย้ายมาที่ห้องวิจัยนี้ในเดือน ธ.ค. 2019 โดยห้องวิจัยแห่งนี้อยู่ห่างจากตลาดขายอาหารทะเลฮัวหนานที่พบการติดเชื้อเป็นครั้งแรกเพียง 500 เมตร

เอ็มบาเร็คเผยว่า เรื่องนี้น่าสนใจมากเพราะการเคลื่อนย้ายเกิดขึ้นในวันที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พบการติด Covid-19 เคสแรกๆ เอ็มบาเรคย้ำว่า “เมื่อคุณย้ายห้องวิจัย ทุกอย่างจะยุ่งเหยิงไปหมด” และการย้ายจะมีทั้งการย้ายไวรัส ตัวอย่าง และอื่นๆ ที่รวบรวมไว้จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง และจากความยุ่งเหยิงนี้ทำให้เขามองว่าจะต้องมองให้ลึกลงไปในช่วงเวลาดังกล่าวและในห้องวิจัย

เอ็มบาเร็คกล่าวอีกว่า เขาเชื่อว่าทฤษฎีห้องวิจัยนี้จะถูกคัดค้าน เนื่องจากเคยมีความผิดพลาดเกิดขึ้น “อาจเป็นเพราะมันหมายความว่ามีความผิดพลาดของมนุษย์เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุครั้งนี้ และพวกเขาจะไม่ยอมรับมัน”

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

รู้จักคริปโตจาก PSG ที่เมสซีได้เป็นแพ็กเกจต้อนรับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660500

วันที่ 13 ส.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

รู้จักคริปโตจาก PSG ที่เมสซีได้เป็นแพ็กเกจต้อนรับPSG ยืนยันเมสซีจะได้รับเหรียญดิจิทัลมูลค่ามหาศาลรวมอยู่ใน “แพ็กเกจต้อนรับ”

หลังจากที่ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) นักเตะระดับโลกชาวอาร์เจนตินา ย้ายจากสโมสรบาร์เซโลนา (Barcelona) ของสเปนไปเป็นกองหน้าให้กับปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง (Paris Saint-Germain) หรือ PSG ของฝรั่งเศส

ก็ได้มีการเปิดเผยว่าเขาจะได้รับค่าเหนื่อยถึง 650,000 ปอนด์ (เกือบ 30 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ และยังได้ค่าตอบแทนเป็นเหรียญดิจิทัลหรือ Fan Tokens ของ PSG อีกด้วย

สำนักข่าวรอยเตอร์สได้รับการยืนยันจาก PSG แล้วว่าเหรียญดิจิทัลดังกล่าวจะรวมอยู่ใน “แพ็กเกจต้อนรับ” ซึ่งทางสโมสรจะมอบให้แก่เมสซี แม้ไม่ได้เปิดเผยจำนวนชัดเจนแต่สโมสรระบุว่าเป็น “มูลค่ามหาศาล” ขณะที่บางสื่อรายงานว่าอาจมีมูลค่าประมาณ 25 ถึง 30 ล้านยูโร (ประมาณ 1,000 ล้านบาท)

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเมสซีอาจได้รับค่าเหนื่อยหรือโบนัสเป็นเหรียญดิจิทัลจาก PSG ในอนาคตด้วย

Fan Tokens ของ PSG เป็นสกุลเงินดิจิทัลประเภทหนึ่งที่ผู้ถือสามารถมีส่วนร่วมในการโหวตและการตัดสินใจบางอย่างเกี่ยวกับสโมสร รวมถึงได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษจากสโมสรด้วย

โดย Fan Tokens สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้เช่นเดียวกับ Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ รวมถึงราคาซึ่งมีความผันผวนไปตามตลาดคริปโต

นอกจาก PSG แล้วสโมสรใหญ่อื่นๆ อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี (Manchester City) และเอซีมิลาน (AC Milan) ก็มีแผนที่จะเปิดตัว Fan Tokens ในปีนี้ด้วย ขณะที่บาร์เซโลนา (Barcelona) สโมสรเก่าของเมสซีได้เปิดตัวเหรียญดิจิทัลไปเมื่อปีที่แล้ว

Fan Tokens ถูกมองว่าเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของบรรดาสโมสรฟุตบอล โดย Socios.com เว็บไซต์ซึ่งให้บริการจัดหาเหรียญให้กับ PSG และองค์กรกีฬาอื่นๆ กว่า 50 แห่ง กล่าวว่าเหรียญดิจิทัลสร้างรายได้เกือบ 200 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับสโมสรเหล่านั้นในปีนี้ และ PSG ก็กอบโกยรายได้จากการมาของเมสซีไปแล้ว

ซึ่งเหรียญของ PSG นั้นมีราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วหลังมีรายงานว่าเมสซีจะมาร่วมค้าแข้งให้กับสโมสร โดยขณะนี้ PSG Fan Tokens มีราคาอยู่ที่ 42.32 เหรียญสหรัฐ หลังจากราคาพุ่งสูงสุดทำ all-time high ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาแตะที่ระดับ 58.79 เหรียญสหรัฐ

Photo by STEPHANE DE SAKUTIN / AFP

จีนเจอน้ำท่วมหนักอีก หูเป่ยต้องยกระดับเตือนภัยสีแดง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660496

วันที่ 13 ส.ค. 2564 เวลา 17:45 น.

จีนเจอน้ำท่วมหนักอีก หูเป่ยต้องยกระดับเตือนภัยสีแดง มณฑลหูเป่ยของจีนเจอน้ำท่วมหนักอีกครั้ง หลังเมื่อเดือนที่แล้วท่วมเหอหนานหนักสุดในรอบพันปี

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า 5 เมืองของมณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีนประกาศเตือนภัยระดับสีแดงหลังถูกพายุฝนกระหน่ำ 2 วันติดต่อกันจนน้ำทะลักท่วมบ้านเรือนประชาชนเสียหายกว่า 3,600 หลังคาเรือน คร่าชีวิตชาวบ้านแล้วอย่างน้อย 21 คน ส่วนอีกเกือบ 6,000 คนต้องอพยพ

ส่วนสำนักข่าว CCTV ของจีนรายงานว่า พื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันออกของมณฑลมีปริมาณฝนมากที่สุด โดยเมืองลิ่วหลินมีปริมาณฝนมากกว่า 500 มิลลิเมตรในช่วงเวลา 12 ชั่วโมงของวันพฤหัสบดี (12 ส.ค.)

China News Service รายงานว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 774 แห่งในมณฑลหูเป่ยสูงกว่าระดับเตือนภัยน้ำท่วมเมื่อช่วงค่ำของวันพฤหัสบดี

China Daily รายงานโดยอ้างข้อมูลของสำนักจัดการเหตุฉุกเฉินของมณฑลหูเป่ยว่า คาดว่าความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้อยู่ที่ 108 ล้านหยวน หรือราว 556 ล้านบาท

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาของจีนเตือนว่า พายุฝนตกหนักจะคงอยู่ไปจนถึงสัปดาห์หน้า ส่งผลให้พื้นที่ริมแม่น้ำแยงซีเสี่ยงถูกน้ำท่วม รวมทั้งมณฑลเหอหนานที่เพิ่งถูกน้ำท่วมหนักสุดในรอบพันปีเมื่อเดือนที่แล้วจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน มณฑลหูหนาน อันฮุย ฉงชิ่ง เสฉวน กุ้ยโจว และเจ้อเจียง

Photo by – / CNS / AFP

อียิปต์เปิดตัว ‘หุ่นยนต์พยาบาล’ ตัวช่วยแพทย์ยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660483

วันที่ 13 ส.ค. 2564 เวลา 17:00 น.

อียิปต์เปิดตัว 'หุ่นยนต์พยาบาล' ตัวช่วยแพทย์ยุคโควิดหุ่นยนต์พยาบาลฝีมือนักศึกษาและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยในอียิปต์

สำนักข่าว Xinhua และ Global Times รายงานว่านักศึกษาและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยอัยน์ ชัมส์ (Ain Shams University) ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ พัฒนาหุ่นยนต์พยาบาลเพื่อช่วยเหลือทีมแพทย์ในช่วงวิกฤตการณ์โรคระบาด

หุ่นยนต์ดังกล่าวมีชื่อว่า “ชามส์” (Shams) ซึ่งแปลว่าดวงอาทิตย์ในภาษาอาหรับ ซึ่งทีมพัฒนาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์โดยมีฟังก์ชันต่างๆ อาทิ การสั่งการด้วยเสียง จอภาพแบบทัชสกรีน และระบบชาร์จแบตเตอรี่

ชามส์ ได้รับการติดตั้งซอฟต์แวร์เฉพาะทางเพื่อช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19

เพื่อทำหน้าที่หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการนำน้ำยาจากแล็บไปยังห้องผู้ป่วย การเก็บตัวอย่างเชื้อจากห้องผู้ป่วยไปยังห้องแล็บ และการสนทนาทางวิดีโอระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ เพื่อลดการสื่อสารโดยตรงระหว่างแพทย์และผู้ติดเชื้อ

นอกจากนี้ชามส์ยังสามารถฆ่าเชื้อทางเดินหรือห้องต่างๆ ของโรงพยาบาล และทำการวินิจฉัยผู้ป่วยเบื้องต้นผ่านการซักถามอาการและอุณหภูมิร่างกายได้อีกด้วย

ก่อนหน้านี้อียิปต์ได้พัฒนาหุ่นยนต์ตรวจโรคโควิด-19 เอนกประสงค์ที่มีชื่อว่า ซีรา 03 (Cira 03) โดยนักวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์วัย 27 ปี เพื่อช่วยบุคลากรทางการแพทย์ในการทดสอบ PCR และการวินิจฉัยทางการแพทย์เบื้องต้น

ภาพจาก Xinhuathai

อินโดพบด่านหน้าที่ฉีดวัคซีนครบแล้วติดโควิดเพิ่มขึ้น 5 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660482

วันที่ 13 ส.ค. 2564 เวลา 15:45 น.

อินโดพบด่านหน้าที่ฉีดวัคซีนครบแล้วติดโควิดเพิ่มขึ้น 5 เท่าบุคลากรทางการแพทย์อินโดที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วติด Covid-19 เพิ่มขึ้นหลังเดลตาระบาด

การวิจัยโดยกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียพบว่า ตัวเลขบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ติด Covid-19 หลังฉีดวัคซีนครบโดสแล้วในกรุงจาการ์ตาเพิ่มขึ้น 5 เท่าภายในเวลาเพียง 3 เดือนในปีนี้ โดยส่วนใหญ่ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา

การวิจัยพบว่า 5.03% ของบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ฉีดวัคซีนของ Sinovac ครบทั้งสองเข็มแล้วติด Covid-19 ระหว่างเดือน เม.ย.-มิ.ย. เมื่อเทียบกับ 0.98% ที่ติดระหว่างเดือน ม.ค.-มี.ค. 

และในจำนวนบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วแล้วติดเชื้อ มี 0.01% เสียชีวิตระหว่างเดือน เม.ย.-มิ.ย. เมื่อเทียบกับ 0.001% ในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า

การวิจัยนี้ทำในพยาบาล พยาบาลผดุงครรภ์ แพทย์ เจ้าหน้าที่เทคนิคของโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ด้านการสนับสนุนอื่นๆ ในโรงพยาบาลในกรุงจาการ์ตา 71,455 คน

จากข้อมูลการจัดลำดับจีโนมเชื้อไวรัสของรัฐบาลอินโดนีเซียพบว่า เดลตาเริ่มระบาดในอินโดนีเซียเมื่อเดือน มี.ค. และมีสัดส่วนมากกว่า 90% ของจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดที่พบตั้งแต่เดือน มิ.ย.

อินโดนีเซียใช้วัคซีนของ Sinovac เป็นหลัก ขณะที่งานวิจัยชิ้นนี้ทำในช่วงที่กราฟการติดเชื้อขึ้นๆ ลงๆ คือ ผู้ติดเชื้อพุ่งในเดือน ก.พ. ก่อนจะลดลงมาจนถึงช่วงกลางเดือน พ.ค. ก่อนจะพุ่งขึ้นอีกครั้งหลังการเฉลิมฉลองเทศกาลอีดิลฟิฏร์

ด้าน อาดี ซาซองโก จากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซียเผยกับ The Straits Times ว่า มีหลายปัจจัยที่ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ฉีดวัคซีนแล้วติด Covid-19 เพิ่มขึ้น รวมทั้งความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักเพราะผู้ป่วยล้น อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อไม่ได้คุณภาพ ละเลยข้อปฏิบัติในการสวมชุด PPE การขาดการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ และการฉีดวัคซีนที่ไม่ครอบคลุม

ขณะที่งานวิจัยระบุว่า บุคลากรด้านสาธารณสุขเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อทั้งจากการทำงานกับผู้ติดเชื้อและจากการใช้ชีวิตตามปกติในสังคม

ปล่อยตัวทายาทซัมซุงพ้นคุกก่อนกำหนด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660462

วันที่ 13 ส.ค. 2564 เวลา 14:15 น.

ปล่อยตัวทายาทซัมซุงพ้นคุกก่อนกำหนดทายาทซัมซุงได้รับอภัยโทษเนื่องในวันชาติเกาหลีใต้

วันนี้ (13 ก.ค.) เจย์ วาย ลี หรือ อี-แจยอง ทายาทรุ่นที่ 3 และรองประธานบริหารของบริษัทซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำก่อนกำหนดโดยมีทัณฑ์บน หลังถูกตัดสินจำคุก 2 ปีครึ่งในข้อหาติดสินบน

นายลี วัย 53 ปี กล่าวขอโทษที่ได้สร้างความกังวลให้กับประชาชนทุกคน พร้อมเผยว่าตนรับรู้ถึงความกังวล คำวิพากษ์วิจารณ์ และความคาดหวังทั้งหมดที่ประชาชนมีต่อตัวเขา ก่อนจะขึ้นรถออกไป

นายลีเป็นหนึ่งในผู้ต้องขัง 810 คนที่ได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดภายใต้เงื่อนไขคุมประพฤติโดยกระทรวงยุติธรรม เนื่องในวันชาติเกาหลีใต้ซึ่งตรงกับวันที่ 15 ก.ค.

หลังจากที่ก่อนหน้านี้เกิดกระแสจากภาคเอกชนเรียกร้องให้มีการอภัยโทษนายลีเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะการที่นายลีถูกจำคุกอาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของซัมซุงซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนอาจลดทอนความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับชาติอื่นๆ รวมถึงการที่ซัมซุงมีแผนขยายฐานผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งทั่วโลกกำลังขาดแคลนด้วย

อย่างไรก็ตามยังมีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการปล่อยตัวนายลีก่อนกำหนด โดยมองว่าเป็นการผ่อนผันที่มากเกินไป

ทั้งนี้ ศาลกรุงโซลได้ตัดสินจำคุกนายลีในข้อหาติดสินบนต่อชเว ซุน-ซิล คนสนิทของอดีตประธานาธิบดีพัค กึน-ฮเย เพื่อให้รัฐบาลสนับสนุนแผนการสืบทอดอำนาจในบริษัท จนทำให้อดีตประธานาธิบดีถูกฟ้องร้องและถอดถอนออกจากตำแหน่งก่อนที่ศาลฎีกาจะตัดสินจำคุกเธอเป็นเวลา 20 ปีในข้อข้อทุจริตและใช้อำนาจในทางมิชอบ

โดยในปี 2017 ศาลตัดสินจำคุกนายลีเป็นเวลา 5 ปี ก่อนจะได้รับการลดโทษเหลือ 2 ปีครึ่งและปล่อยตัวในปีถัดมาเพื่อพิจารณาคดีอีกครั้งในปี 2019 ก่อนที่จะถูกนำตัวส่งเข้าเรือนจำอีกครั้งหลังตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์คำตัดสิน

ส่งผลให้นายลีรับโทษจำคุกเป็นเวลารวม 18 เดือนจากโทษจำคุกทั้งหมด 2 ปีครึ่ง (30 เดือน)

Photo by Jung Yeon-je / AFP