สหรัฐประกาศช่วยไทยอีก 5 ล้านเหรียญ-วัคซีนอีก 1 ล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660235

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 17:24 น.

สหรัฐประกาศช่วยไทยอีก 5 ล้านเหรียญ-วัคซีนอีก 1 ล้านโดสทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติเยือนไทย ยืนยันเพิ่มความช่วยเหลือเพื่อสู้โควิด

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเปิดเผยถ้อยแถลงของลินดา โทมัส-กรีนฟิลด์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติซึ่งเดินทางมายังประเทศไทย ณ ศูนย์ฉีดวัคซีน โรงพยาบาลเมดพาร์ค เมื่อวันที่ 10 ส.ค.

ลินดา โทมัส-กรีนฟิลด์ แถลงว่าตนเยือนประเทศไทยในฐานะตัวแทนของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อเน้นย้ำความมุ่งมั่นที่มีต่อชาวไทยระหว่างวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้

พร้อมประกาศว่ารัฐบาลสหรัฐจะมอบความช่วยเหลือเกี่ยวกับโรคโควิด-19 มูลค่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับไทย เพื่อสนับสนุนบุคลากรสาธารณสุขที่ให้บริการฉีดวัคซีนกับประชาชน และเสริมสร้างศักยภาพระบบสาธารณสุขของไทยในการป้องกัน ตรวจหา และตอบสนองต่อโรคโควิด-19 ด้วย

และจะมอบความช่วยเหลือมูลค่า 50 เหรียญสหรัฐให้กับภาคีองค์การระหว่างประเทศและองค์กรนอกภาครัฐโดยตรง เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านอาหารกรณีฉุกเฉิน อุปกรณ์ช่วยชีวิต ที่พักพิง การให้บริการสาธารณสุขหลัก น้ำ การส่งเสริมสุขภาพ และบริการด้านสุขอนามัยต่าง ๆ แก่ประชากรกลุ่มเปราะบางจากเมียนมา ซึ่งรวมถึงผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นภายในประเทศกว่า 700,000 คน

ทั้งนี้ เงินช่วยเหลือดังกล่าวจะช่วยให้ไทย องค์กรนอกภาครัฐ และองค์การระหว่างประเทศสามารถตอบโต้วิกฤตการณ์โควิด-19 และตอบสนองต่อความต้องการของประชากรกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดนฝั่งไทย

พร้อมเสริมว่าตนรู้สึกยินดีที่มีโอกาสได้เห็นการดำเนินการของไทยในการฉีดวัคซีนและปกป้องประชาชนด้วยวัคซีนไฟเซอร์จำนวน 1.5 ล้านโดสที่สหรัฐได้มอบให้เมื่อเร็วๆ นี้ และภูมิใจที่จะจัดส่งวัคซีนอีก 1 ล้านโดสเร็วๆ นี้ด้วย

เอกอัครราชทูตยังเผยว่าเมื่อช่วงเช้าวันนี้ตนได้พบกับบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้าผู้ซึ่งเป็นวีรบุรุษและวีรสตรีของไทย และได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการจัดสรรวัคซีนอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกคนในประเทศไทยปลอดภัย

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ที่เกิดการระบาดใหญ่ สหรัฐได้มอบเครื่องช่วยหายใจ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และอุปกรณ์สำคัญอื่นๆ ให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อช่วยต่อสู้กับโรคโควิด-19

โดยประธานาธิบดีไบเดนได้ให้คำมั่นว่า สหรัฐจะมอบวัคซีนให้กับทั่วโลก สหรัฐจึงกำลังบริจาควัคซีนกว่า 500 ล้านโดสให้กับประเทศต่างๆ กว่า 100 ประเทศ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และปราศจากเงื่อนไขใดๆ

เห็นบิลแล้วแทบช็อคตาย เปิดค่ารักษาโควิดอเมริกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660222

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 16:02 น.

เห็นบิลแล้วแทบช็อคตาย เปิดค่ารักษาโควิดอเมริกันชาวเน็ตอเมริกันแห่แชร์ค่ารักษาพยาบาลสุดโหด ตั้งแต่บิลค่ารักษาโควิด-19 จนถึงโรคต่างๆ เห็นแล้วแทบช็อค

เว็บไซต์ BuzzFeed รวบรวมโพสต์จากชาวอเมริกันที่ออกมาแชร์ประสบการณ์จ่ายค่ารักษาพยาบาลสุดโหด ไม่เพียงแค่รักษาโควิด-19 เท่านั้นแต่ค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ ก็ราคาสูงไม่น้อย มาดูกันว่าพวกเขาจ่ายไปเท่าไรกันบ้าง

บัญชีผู้ใช้ letstalkaboutbusiness โพสต์คลิปวิดีโอผ่านแอปพลิเคชัน TikTok เผยค่ารักษาพยาบาลจากการรักษาอาการป่วยด้วยโรคโควิด-19 ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสหรัฐนาน 4 เดือน ยอดรวมทั้งหมดอยู่ที่ 2,850,776.10 เหรียญสหรัฐ หรือกว่า 95 ล้านบาท

@letstalkaboutbusiness

So this is crazy.. #AsSceneOnTubi #PrimeDayDealsDance #BombPopAwards #WidenTheScreen #SipIntoSummer #? Nobody – Mitski

Danni Askini ผู้ป่วยรายหนึ่งที่ไม่มีประกันเจอค่ารักษาพยาบาลไป 34,927.43 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1.17 ล้านบาทสำหรับการตรวจโควิด-19 และการรักษาพยาบาลตลอด 7 วันของเธอ

Askini เผยว่าเธอช็อคมากและตัวเธอเองก็ไม่รู้จักใครที่จะมีเงินมากขนาดนั้น

พยาบาลรายหนึ่งโพสต์ผ่านเว็บไซต์ Reddit เผยว่าเธอติดโควิด-19 เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว และค่ารักษาพยาบาลของเธออยู่ที่ 7,154.40 เหรียญสหรัฐหรือเกือบ 240,000 บาท

นอกจากค่ารักษาโรคโควิด-19 แล้วผู้ใช้รายหนึ่งเผยว่าพ่อของเขาเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 1 สัปดาห์ด้วยภาวะหัวใจวายก่อนที่จะพบกับใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 131,047.75 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4,386,561 บาท)

ขณะที่มีความคิดเห็นรายการหนึ่งเล่าปนติดตลกว่าพ่อของเขาก็มีภาวะหัวใจวายเหมือนกัน แต่เขาคิดว่าพ่อฉลาดเพราะแทนที่จะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล พ่อกลับเสียชีวิตไปก่อน และค่าจัดงานศพก็ใช้เงินเพียง 6,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 200,000 บาท) เท่านั้น

ผู้ใช้ชื่อว่า partimecollegeboy ก็ได้โพสต์ผ่านทาง Reddit เช่นกันโดยเผยประสบการณ์ว่าแม่ของเขาเข้าห้องฉุกเฉินและต้องได้รับการผ่าตัดด่วนโดยมีการนอนพักฝื้นที่โรงพยาบาล 1 วัน พร้อมโชว์ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดอยู่ที่ 46,902.55 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.57 ล้านบาท)

ชวอเมริกันอีกรายหนึ่งแชร์ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์อยู่ที่ 229,033.76 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7.66 ล้านบาท)

ไม่เพียงแต่ค่ารักษาในโรงพยาบาลเท่านั้นที่ชาวอเมริกันหลายคนบ่นว่าแพงแสนแพง แต่ยังรวมถึงการรักษาทันตกรรมด้วย ผู้ใช้ชื่อว่า ratlenin เผยเมื่อ 2 ปีก่อนว่าเขาทำประกันทันตกรรมเพื่อจะได้มีเงินไปผ่าฟันคุด และค่าผ่าฟันคุดของเขาอยู่ที่ 1,386 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 46,400 บาท)

เว็บไซต์ Investopedia เผยว่าค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐมีราคาแพงเนื่องจากหลายปัจจัยด้วยกัน อาทิเช่น ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของค่ารักษาพยาบาลส่วนเกิน เนื่องจากสหรัฐในเงินประมาณ 8% ของค่ารักาาพยาบาลไปเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร

อีกสาเหตุสำคัญคือค่ายาที่มีราคาแพง ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วชาวอเมริกันจ่ายเงินค่ายาเกือบ 4 เท่าของค่าใช้จ่ายในอุตสาหกรรมอื่นๆ นับเป็นประเทศที่มีราคายาสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป นอกจากนี้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในสหรัฐเป็นอาชีพที่ได้รับค่าตอบแทนสูง

เงินเดือนเฉลี่ยสำหรับพยาบาลในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 74,250 เหรียญสหรัฐ เทียบกับ 58,041เหรียญสหรัฐในสวิตเซอร์แลนด์ และ 60,253 เหรียญสหรัฐในเนเธอร์แลนด์

ในขณะที่การ CT scan มีค่าใช้จ่ายเพียง 97 เหรียญสหรัฐในแคนาดาและ 500 เหรียญสหรัฐในออสเตรเลีย แต่ในสหรัฐมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 896 เหรียญสหรัฐ หรือ MRI scan ในสหราชอาณาจักรราคาประมาณ 450 เหรียญสหรัฐแต่ในสหรัฐนั้นสูงถึง 1,420 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่บอกว่าทำไมค่ารักษาโดยรวมในสหรัฐถึงแพงกว่าที่อืน

นอกจากนี้ระบบสาธารณสุขและการรักษาในโรงพยาบาลของสหรัฐมีความซับซ้อนและไม่มีกรอบราคาที่แน่ชัดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการ ประกัน พื้นที่ เป็นต้น อย่างเช่นค่าตรวจและรักษาพยาบาลสำหรับโรคโควิด-19 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,696 เหรียญสหรัฐ แต่โดยทั่วไปแล้วราคาอาจเริ่มต้นตั้งแต่ไม่กี่ร้อยเหรียญสหรัฐไปจนถึงหลายพันหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

Spencer Platt/Getty Images/AFP

บอส Twtitter ลั่น Bitcoin จะทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียวกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660215

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 15:07 น.

บอส Twtitter ลั่น Bitcoin จะทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียวกัน เขาโพสต์ทวิตเตอร์สั้นๆ แต่ไม่ได้บอกว่ามันจะทำให้โลกของเราเป็นหนึ่งเดียวกันแบบไหน อย่างไร และเมื่อใด?

แจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ซีอีโอของ Twitter และ Square เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนคริปโตตัวยงรวมถึง Bitcoin ด้วย ทวีตข้อความเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมว่า “#Bitcoin will unite a deeply divided country. (and eventually: world)” ซึ่งแปลว่า Bitcoin จะรวมประเทศที่แตกแยกอยางหนักให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และในที่สุดจะรวมโลกให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

ดอร์ซีย์ไม่ได้ขยายความเพิ่มเติมว่ามันจะทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร แต่หนึ่งวันก่อนหน้านั้นมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับวงการคริปโตในสหรัฐ เมื่อวุฒิสมาชิกสหรัฐคนหนึ่งไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขร่างกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานของวุฒิสภามูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อสางรากฐานโครงสร้างสำคัญๆ ของประเทศ หนึ่งในนั้นคือการเสนอว่านักพัฒนาคริปโตไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลภาษี แต่ข้อเสนอนี้ถูกปัดตกไป

ในส่วนของร่างกฎหมายนี้ได้รับการนำเสนอพิจารณาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วุฒิสภาได้ออกแพ็คเกจโครงสร้างพื้นฐานสองพรรคมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายใหม่กว่า 550,000 ล้านดอลลาร์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอื่นๆ เช่น บรอดแบนด์ความเร็วสูง ร่างกฎหมายดังกล่าวยังพยายามกำหนดข้อกำหนดการรายงานภาษีใหม่สำหรับธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งจะช่วยระดมเงินได้ประมาณ 28,000 ล้านดอลลาร์เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานบางส่วน

แจ็ค ดอร์ซีย์ พยายามเสนอทางออกเกี่ยวกับการเก็บภาษีคริปโต โดยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม เขาทวีตว่า “การบังคับใช้กฎการรายงานเกี่ยวกับชาวอเมริกันที่พัฒนาซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ผู้ทำเหมืองและรักษาความปลอดภัยเครือข่าย หรือผู้ที่เรียกใช้โนด (Node) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและประสิทธิภา เป็นการเรียกร้องที่เป็นไปไม่ได้ และจะรังแต่ขับไล่ให้พัฒนาและการทำงานของเทคโนโลยีที่สำคัญนี้ออกไปนอกสหรัฐอเมริกาเท่านั้น”

Photo by Marco BELLO / AFP

เมื่อสหรัฐไม่ไว้ใจมหามิตร อิสราเอลยังเอาเดลตาไม่อยู่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660192

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 13:14 น.

เมื่อสหรัฐไม่ไว้ใจมหามิตร อิสราเอลยังเอาเดลตาไม่อยู่?สหรัฐและอิสราเอลต่างกังวลกันและกันเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) เพิ่มอิสราเอลเข้าในรายชื่อประเทศเฝ้าระวังระดับที่ 4 หรือพื้นที่เสี่ยงสูงสุด พร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังอิสราเอลหรือหากมีความจำเป็นควรฉีดวัคซีนให้ครบก่อนเดินทาง

CDC ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอิสราเอลทุกวันนี้ที่แม้แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วก็มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่เชื้อได้

ดังนั้น หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังอิสราเอล รวมถึงเวสต์แบงก์ และฉนวนกาซา ควรปฎิบัติตามคำแนะนำหรือข้อกำหนดของ CDC ซึ่งรวมถึงการสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างทางสังคม 6 ฟุต

ขณะเดียวกันมีรายงานว่าอิสราเอลกำลังพิจารณาเพิ่มสหรัฐเข้าในรายชื่อประเทศที่ห้ามเดินทางเช่นกันเนื่องจากกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเนื่องจากกังวลถึงผลกระทบทางการเมือง

ทั้งนี้ Times of Israel รายงานว่าอิสราเอลกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกล่าสุดซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนก.ค. ที่ผ่านมา โดยขณะนี้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยในรอบสัปดาห์อยู่ที่กว่า 3,000 คน ขณะที่ผู้ติดเชื้อสะสมทั่วประเทศอยู่ที่กว่า 9 แสนคนและผู้เสียชีวิต 6,555 คน

หลังจากช่วงเดือนพ.ค. ถึงมิ.ย. ที่ผ่านมาอิสราเอลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศได้เกือบทั้งหมดโดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียงวันละหลักสิบคนเท่านั้น แต่เมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาก็ส่งผลให้อิสราเอลมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ทะลุหลักพันคนอีกครั้ง

โดยมีผู้ป่วยรายใหม่มากถึงครึ่งหนึ่งที่ได้รับวัคซีนแล้ว อย่างไรก็ตามผู้ที่ได้รับวัคซีนมีอาการป่วยรุนแรงน้อยกว่าผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

อิสราเอลจึงเป็นอีกประเทศที่เดินหน้าฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา โดยเริ่มจากผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง และบุคลากรทางการแพทย์

แต่เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมาสำนักข่าวอิสราเอลเปิดเผยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลระบุว่าชาวอิสราเอล 14 คนติดโควิด-19 สัปดาห์หลังจากที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3

โดยผู้ป่วย 11 คนอายุเกิน 60 ปี ขณะที่อีก 3 คนได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง

อย่างไรก็ตามข้อมูลอีกด้านหนึ่งซึ่งเผยแพร่ออกมาในวันเดียวกันชี้ให้เห็นว่าในบรรดาชาวอิสราเอลราว 600,000 คนที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 มีไม่ถึง 50 คนที่เกิดอาการข้างเคียง และเป็นอาการข้างเคียงเล็กน้อยที่สามารถหายไปได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ชาวอิสราเอลกว่า 5.8 ล้านคนจากทั้งหมด 9.3 ล้านคนได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว และประมาณ 5.4 ล้านคนได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม

ขณะที่วานนี้ (9 ส.ค.) กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลเผยว่าพบผู้ป่วยที่มีอาการหนักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ป่วยอาการหนักรายใหม่ 84 คนในวันที่ 8 ส.ค. และ 66 คนในวันที่ 9 ส.ค. ส่งผลให้มีผู้ป่วยอาการหนักรวมทั้งสิ้น 373 คน

Photo by MENAHEM KAHANA / AFP

ล้างแค้นแทน Huawei? จีนยันเพิ่มโทษประหารชาวแคนาดา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660188

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 11:35 น.

ล้างแค้นแทน Huawei? จีนยันเพิ่มโทษประหารชาวแคนาดากรณีนี้เกิดขึ้นพร้อมกับที่แคนาดาควบคุมตัวเมิ่งหว่านโจว บุตรสาวของเจ้าของบริษัทหัวเหวยเอาไว้ และกลายเป็นความขัดแย้งและการข่มขู่ระหว่างสองประเทศนับแต่นั้น

ศาลจีนยืนคำพิพาษาเดิมที่ให้ประหารชีวิตและปฏิเสธคำอุทธรณ์ของรอเบิร์ท เชลเลนเบิร์ก (Robert Schellenberg) ชาวแคนาดาที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาลักลอบขนยาเสพติด ซึ่งก่อนหน้านี้รับโทษแค่จำคุก 15 ปี แต่กลับถูกเพิ่มโทษเป็นประหารชีวิตในภายหลัง

คำตัดสินยืนยันประหารชีวิตเชลเลนเบิร์กเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศยังเประบางอย่างยิ่งหลังจากการจับกุมผู้บริหารของ Huawei แบะบุตรสาวของผู้ก่อตั้งบริษัทคือ เมิ่งหว่านโจวโดยทางการแคนาดาในปลายปี 2018 และเป็นเหตุความขัดแย้งสามเส้าระหวางแคนาดา สหรัฐ และจีน

เชลเลนเบิร์กถูกทางการจีนควบคุมตัวในเดือนธันวาคม 2014 โดยตั้งข้อหาลักลอบขนยาเสพติดในเดือนมกราคม 2015 และถูกตัดสินจำคุก 15 ปีในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2018

ไม่กี่วันต่อมาในวันที่ 1 ธันวาคม แคนาดาจับกุมเมิ่งหว่ารนโจวประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Huawei Technologies ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีนในแวนคูเวอร์ตามหมายจับผู้ร้ายข้ามแดนของสหรัฐ

จีน จีนเตือนว่าเว้นแต่เมิ่งจะได้รับการปล่อยตัวเท่านั้น หาไม่แล้วแคนาดาว่าจะได้รับผลจากการกระทำดังกล่าวแต่ในเวลานั้นไม่ระบุรายละเอียด

ก่อนสิ้นเดือน เชลเลนเบิร์กยื่นอุทธรณ์คำตัดสินจำคุก 15 ปี ศาลอุทธรณ์จึงดำเนินการพิจารณาคดีของเชลเลนเบิร์กเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม

ในเดือนมกราคม 2019 ศาลอุทธรณ์ประชาชนต้าเหลียนในมณฑลเหลียวหนิงของจีนได้พิจารณาคดีใหม่อีกครั้งกับเชลเลนเบิร์กและพิพากษาให้เขารับโทษประหารชีวิต

ศาลได้พิจารณาคำอุทธรณ์ของเชลเลนเบิร์ให้ทบทวนโทษประหารชีวิตในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และยืนยันคำตัดสินเดิมให้ประหารในวันที่ 10 สิงหาคม 2021

ทนายในกรุงปักกิ่งกล่าวกับสำนักรอยเตอร์ว่า การบังคับใช้บทลงโทษที่รุนแรงขึ้นหลังจากการอุทธรณ์นั้นขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความของจีน (หมายเหตุข้อสังเกต – ซึ่งคำกล่าวนี้อาจสะท้อนวาการพิจารณาคดีมีวาระซ่อนเรนทางการเมืองเกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-แคนาดาที่เลวร้ายลง)

โดมินิก บาร์ตัน (Dominic Barton) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศจีนกล่าวถึงกรณีที่ในศาลจีนยืนโทษประหารชีวิตเชลเลนเบิร์ก โดยกล่าวว่ามีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการใช้โทษประหารโดยพลการของจีน

บาร์ตัน ยังกล่าวอีกว่า “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” ที่จีนประกาศผลการอุทธรณ์ของเชลเลนเบิร์กในขณะที่คดีที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหาร Huawei คือเมิ่งหว่านโจวยังคงดำเนินอยู่ในแคนาดา

นอกจาก เชลเลนเบิร์กแล้วยังมีชาวแคนาดาอีกสองคนถูกตั้งข้อหาและพยายามจะจารกรรม

หนึ่งในนั้นคือนักธุรกิจ ไมเคิล สเปเวอร์ (Michael Spavor) ที่คาดวาจะมีการตัดสินคดีของเราอย่างเร็วที่สุดในวันพุธตามแหล่งข่าวชาวแคนาดาที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้โดยตรง

แหล่งข่าวคนที่สองที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ยืนยันว่าคำตัดสินของสเปเวอร์ครบกำหนดในสัปดาห์นี้

Photo by HANDOUT / Intermediate Peoples’ Court of Dalian / AFP

สหรัฐยกระดับคำเตือนไทยพื้นที่เสี่ยงสูงสุด ให้งดเดินทางไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660182

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 10:35 น.

สหรัฐยกระดับคำเตือนไทยพื้นที่เสี่ยงสูงสุด ให้งดเดินทางไปศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐจัดไทยเป็นประเทศเฝ้าระวังระดับสูงสุด ขอประชาชนเลี่ยงเดินทาง

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่นศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ยกระดับให้ประเทศไทย อิสราเอล ฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ และอีกหลายประเทศเป็นประเทศเฝ้าระวังระดับที่ 4 หรือพื้นที่เสี่ยงสูงสุด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไทยอยู่ในประเทศเฝ้าระวังระดับที่ 3

พร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชนงดเดินทางเข้าประเทศดังกล่าวข้างต้นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ออสเตรเลีย โครเอเชีย เอลซัลวาดอร์ อาเซอร์ไบจาน กวม เคนยา และจาเมกา ถูกยกระดับเป็นประเทศเฝ้าระวังระดับที่ 3 หรือพื้นที่เสี่ยงสูง

ทั้งนี้ CDC ได้จัดระดับตามความเสี่ยงของการแพร่ระบาด 5 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 4 ประเทศสีแดงเข้ม (ความเสี่ยงสูงมาก) ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเหล่านี้ หรือฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้ครบก่อนหากต้องการเดินทาง

ระดับที่ 3 ประเทศสีแดง (ความเสี่ยงสูง) ให้ประชาชนฉีดวัคซีนให้ครบก่อนเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ หรือหลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่จำเป็น

ระดับที่ 2 ประเทศสีส้ม (ความเสี่ยงปานกลาง) ประชาชนควรฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนก่อนเดินทาง สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนและมีความเสี่ยงที่จะมีอาการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อควรเลี่ยงการเดินทางโดยไม่จำเป็น

ระดับที่ 1 ประเทศสีเหลือง (ความเสี่ยงต่ำ) สามารถเดินทางได้แต่ควรฉีดวัคซีนก่อนเดินทาง และระดับสุดท้ายประเทศที่ไม่ทราบแน่ชัด ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเหล่านี้ แต่หากต้องการเดินทางควรฉีดวัคซีนให้ครบ

Alex Wong/Getty Images/AFP

รัฐบาลเผด็จการเมียนมาปัดไม่เกี่ยวแผนลอบสังหารทูต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660180

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 10:24 น.

รัฐบาลเผด็จการเมียนมาปัดไม่เกี่ยวแผนลอบสังหารทูตกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลทหารเมียนมากล่าวหาว่ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการทำร้ายเพื่อเอาชีวิตทูตยูเอ็น

สำนักข่าวรอยเตอร์กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาร์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่ารัฐบาลเมียนมา (รัฐบาลเผด็จการทหาร) ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการลอบสังหาร จ่อ โม ทุน (Kyaw Moe Tun) เอกอัครราชทูตเมียนมาของรัฐบาลลพเรือนที่ถูกโค่นล้ม ประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งเป็นผู้ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในนิวยอร์ก โดยชี้ว่าเมียนมาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและถือเป็นคดีในประเทศของสหรัฐ

นี่เป็นคำแถลงครั้งแรกของรัฐบาลทหารนับตั้งแต่การจับกุมชาวเมียนมาร์ 2 คนที่เกี่ยวข้องกับแผนการการลอบสังหารและทำร้ายจ่อ โม ทุน และทางการเมียนมายังปฏิเสธความคิดในลักษณะการประณามโดยเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ ลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ เกี่ยวกับแผนการทำร้ายทูตด้วย

“เหตุการณ์นี้เป็นคดีในประเทศสหรัฐอเมริกา คำพิพากษาต้องทำในสหรัฐอเมริกาตามกฎหมายของสหรัฐ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมียนมา” คำแถลงระบุบนสถานีโทรทัศน์ MRTV ของรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถติดต่อโฆษกรัฐบาลทหารเพื่อตอบโต้เพิ่มเติมต่อแผนการลอบสังหาร/ลอบทำร้ายดังกล่าว

ทั้งนี้ ทางการสหรัฐ ระบุเมื่อวันศุกร์ว่าพลเมืองเมียนมา 2 คนถูกจับในรัฐนิวยอร์ก ฐานวางแผนกับผู้ค้าอาวุธในไทย ซึ่งขายอาวุธให้กองทัพพม่า เพื่อสังหารหรือทำร้ายเอกอัครราชทูตสหประชาชาติของเมียนมาร์

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โธมัส-กรีนฟิลด์กล่าวว่า แผนดังกล่าวสอดคล้องกับ “รูปแบบการก่อกวน” ของผู้นำเผด็จการและผู้สนับสนุนที่พยายามข่มเหงฝ่ายตรงข้ามทั่วโลก เธอกล่าวว่าสหรัฐยืนหยัดเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับ จ่อ โม ทุนและชมเชยเขาที่มี “ความกล้าหาญและความองอาจที่โดดเด่น”

แต่กระทรวงการต่างประเทศเมียนมากล่าวว่า “เมียนมาปฏิเสธคำกล่าวของผู้แทนถาวรของสหรัฐ ณ สหประชาชาติลินดา โธมัส กรีนฟิลด์อย่างแข็งขัน”

กระทรวงการต่างประเทศเมียนเสริมว่า จ่อ โม ทุนถูกปลดออกจากตำแหน่งในฐานะเอกอัครราชทูตสหประชาชาติของเมียนมา และขณะนี้ถูกหมายจับในข้อหากบฏ เพราะเขาแสดงการสนับสนุนรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติที่เคลื่อนไหวใต้ดินต่อต้านเผด็จการทหาร

แม้จะมีการประท้วงของรัฐบาลเผด็จการ แต่ จ่อ โม ทุน ยังคงทำหน้าที่ที่สหประชาชาติ ในฐานะเป็นตัวแทนของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถูกทหารโค่นล้มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

รายงานสะเทือนโลก IPCC เตือนสภาพอากาศโลกถึงจุดวิกฤต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660151

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 18:30 น.

รายงานสะเทือนโลก IPCC เตือนสภาพอากาศโลกถึงจุดวิกฤตนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในจุดที่น่าเป็นห่วงและย้อนกลับไม่ได้แล้ว

วันนี้ (9 ส.ค.) คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เปิดเผยรายงานวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศเฉพาะกิจเพื่อเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะโลกร้อนที่อันตรายอย่างยิ่งโดยเป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์

อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติชี้ว่านี่คือ “รหัสแดง” หรือภาวะฉุกเฉินของมนุษยชาติ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อป้องกันภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วิกฤตที่จะเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน

• รายงานคาดการณ์ว่าคลื่นความร้อนรุนแรงที่จะเกิดขึ้นทุก 50 ปีนั้น ได้เกิดถี่ขึ้นเป็นทุก 10 ปี อันเนื่องจากภาวะโลกร้อน ในขณะที่พายุฝนและภัยแล้งก็เพิ่มความถี่และความรุนแรงขึ้นเช่นกัน ตลอดจนฤดูไฟป่าก็จะยาวนานและรุนแรงกว่าเดิม

• ธารน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกอาจละลายหายไปทั้งหมดภายในปี 2050 เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศมากที่สุด

• ระดับก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศขณะนี้สูงพอที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลกไปอีกหลายสิบปีหรืออาจถึงหลายร้อยปี

• IPCC กล่าวว่าก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ได้ปล่อยออกมาแล้วนั้นส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากความร้อนและน้ำแข็งละลาย ซึ่งจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นเป็นเวลาหลายพันปี

• นอกจากนี้ IPCC ยังเชื่อมั่นว่าพื้นที่เกษตรกรรมหลายแห่งทั่วโลกจะประสบภัยแล้งหรือพายุฝนมากขึ้น รวมถึงพื้นที่บางส่วนของอาร์เจนตินา ปารากวัย โบลิเวีย และบราซิล ซึ่งเป็นแหล่งปลูกถั่วเหลืองและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ รายใหญ่ระดับโลก

• ผลกระทบบางอย่างเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้แล้ว อย่างเช่นการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล หรือการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก แม้ว่ามนุษย์จะพยายามควบคุมคาร์บอนไปนับร้อยหรือพันปีก็ไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้

มันเริ่มเกิดขึ้นแล้ว

• นักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างเช่น การเกิดคลื่นความร้อนในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยคนในเดือนมิ.ย. และบราซิลกำลังประสบภัยแล้งครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 91 ปี

• เปาโล อาร์ทาโซ นักสิ่งแวดล้อมผู้นำในการเขียนรายงานกล่าวว่าคลื่นความร้อนในแคนาดา ไฟไหม้ในแคลิฟอร์เนีย น้ำท่วมในเยอรมนี น้ำท่วมในจีน ภัยแล้งในภาคกลางของบราซิล ล้วนแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบอย่างหนัก

• คารอลินา เวร่า นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศและผู้ร่วมเขียนรายงานกล่าวว่าโอกาสที่เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นพร้อมกันยิ่งมีมากขึ้น อย่างเช่นการเกิดความร้อนจัด ภัยแล้ง และลมแรงพร้อมกันซึ่งส่งผลให้เกิดไฟป่า

• นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการคาดการณ์ในรายงานฉบับนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญในการควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวมถึงปฏิบัติตามข้อตกงปารีสอย่างจริงจัง

Photo by ANGELOS TZORTZINIS / AFP

จีนค้นพบ ‘โรงผลิตเหรียญกษาปณ์’ เก่าแก่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660149

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 18:16 น.

จีนค้นพบ ‘โรงผลิตเหรียญกษาปณ์’ เก่าแก่สุดในโลก

การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นที่มณฑลเหอหนาน ถือเป็น ‘โรงผลิตเหรียญกษาปณ์’ เก่าแก่สุดในโลก

เจิ้งโจว, 9 ส.ค. (ซินหัว) — คณะนักโบราณคดีของมหาวิทยาลัยเจิ้งโจว ซึ่งตั้งอยู่ที่มณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน ยืนยันผลการตรวจสอบอายุของซากโบราณสถานกวนจวงที่เมืองสิงหยางของเหอหนานด้วยวิธีคาร์บอน-14 บ่งชี้ว่ามีการหล่อเหรียญทองแดงในช่วง 640-550 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ผลการตรวจสอบข้างต้นถือเป็นการกำหนดกรอบเวลาของการผลิตเหรียญกษาปณ์ในจีนอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก และส่งผลให้ซากโบราณสถานกวนจวงเป็นที่ตั้งของโรงผลิตเหรียญกษาปณ์ที่มีความเก่าแก่มากที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบในโลก

โบราณสถานกวนจวงเป็นซากเมืองเก่าแก่อันสมบูรณ์พร้อม ซึ่งปรากฏอยู่ในยุคราชวงศ์โจวตะวันตก (1046-771 ปีก่อนคริสตกาล) ถึงช่วงกลางยุควสันตสารทหรือยุคชุนชิว (770-476 ปีก่อนคริสตกาล) ก่อสร้างขึ้นเมื่อราว 800 ปีก่อนคริสตกาล และถูกทิ้งร้างเมื่อราว 450 ปีก่อนคริสตกาล

ปฏิบัติการขุดสำรวจซากโบราณสถานกวนจวงเริ่มต้นเมื่อปี 2010 นำไปสู่การค้นพบพื้นที่ขนาดใหญ่ของโรงผลิตงานหัตถกรรมหลากหลายประเภท อาทิ การหล่อเหรียญกษาปณ์ การทำเครื่องปั้นดินเผา และการแกะสลักกระดูก

ศาสตราจารย์หานกั๋วเหอ หัวหน้าภาควิชาโบราณคดีของมหาวิทยาลัยฯ ระบุว่าโรงผลิตเหรียญกษาปณ์ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ทางเหนือตอนกลางของซากเมืองเก่าแก่แห่งนี้ และมีการค้นพบซากเหรียญปู้ปี้ (Spade money) รูปทรงคล้ายใบจอบ 4 แบบ ได้แก่ เหรียญคงโส่วปู้ปี้สภาพสมบูรณ์ เหรียญซินฟ่านที่ยังไม่ถูกใช้งานและใช้งานแล้ว และเหรียญไว่ฟ่าน

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

วันที่ 09 ส.ค. 2564 ข่าวการเงิน-หุ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/finance-stock

EXIM BANK จับมือ อมตะ คอร์ปอเรชัน สนับสนุนผู้ส่งออกและนักลงทุนไทย

EXIM BANK จับมือ อมตะ คอร์ปอเรชัน สนับสนุนผู้ส่งออกและนักลงทุนไทย

EXIM BANK จับมือ อมตะ คอร์ปอเรชัน สนับสนุนผู้ส่งออกและนักลงทุนไทย เชื่อมโยงการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะใน CLMVวันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 21:37 น. | ข่าวการเงิน-หุ้น

แบงก์ชาติแจงลดคุ้มครองเงินฝากเหลือ1ล้าน ไร้ปัญหาแบงก์ไทยแข็งแกร่ง

แบงก์ชาติแจงลดคุ้มครองเงินฝากเหลือ1ล้าน ไร้ปัญหาแบงก์ไทยแข็งแกร่ง

ธปท. ชี้แจงการปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาท ในวันที่ 11 ส.ค.นี้ เป็นไปตามแผน และสถาบันการเงินไทยยังเข้มแข็งวันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 20:01 น. | ข่าวการเงิน-หุ้น

ลดดอกเบี้ยบ้านบุคลากรทางการแพทย์ เต็ม 8,000 ล้านบาทแล้ว

ลดดอกเบี้ยบ้านบุคลากรทางการแพทย์ เต็ม 8,000 ล้านบาทแล้ว

ลดดอกเบี้ยบ้านบุคลากรทางการแพทย์ วันแรก เต็ม 8,000 ล้านบาทแล้ว เร่งตรวจคุณสมบัติ ก่อนเปิดลงทะเบียนเพิ่ม 16 สิงหาคม 64วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 17:58 น. | ข่าวการเงิน-หุ้น

เสนอรัฐบาลเร่งอัดเงิน 7 แสนล้าน  ช่วยตกงานกว่า 9 ล้านคน

เสนอรัฐบาลเร่งอัดเงิน 7 แสนล้าน ช่วยตกงานกว่า 9 ล้านคน

กรุงศรี เสนอรัฐบาลอัดเงิน 7 แสนล้าน ผ่าน 6 มาตรการ ช่วยตกงานกว่า 9 ล้านคน และผู้ประกอบการอีกกว่าแสนรายวันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 17:18 น. | ข่าวการเงิน-หุ้น

ALT ร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์ “เขาค้อ อินโนเวชั่น พาร์ค”

ALT ร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์ “เขาค้อ อินโนเวชั่น พาร์ค”

เอแอลที ร่วมมือสยามแคนนาเทค – บริษัทโรงงานเภสัชฯ เจเอสพี ต่อยอด “โครงการเกษตรอินทรีย์เขาค้อ อินโนเวชั่นพาร์ค” ในการปลูกกัญชา เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาและเครื่องสำอางวันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 13:45 น. | หุ้น

นโยบายที่ผิดพลาดฟาดเศรษฐกิจดิ่งเหว

นโยบายที่ผิดพลาดฟาดเศรษฐกิจดิ่งเหว

นโยบายที่ผิดพลาดฟาดเศรษฐกิจดิ่งเหว อดีต รมว.คลังแนะ รัฐบาลเปลี่ยนสโลแกน “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เป็น “เสี่ยงตาย แร้นแค้น อย่างยั่งยืน”วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 13:35 น. | ข่าวการเงิน-หุ้น

BAM รุกตลาด E-Commerce จัดมหกรรมจำหน่ายทรัพย์ออนไลน์

BAM รุกตลาด E-Commerce จัดมหกรรมจำหน่ายทรัพย์ออนไลน์

BAM รุกตลาด E-Commerce จัดมหกรรมจำหน่ายทรัพย์ออนไลน์ หั่นราคา ลดแรงกว่าเดิม ลดแล้วลดอีก พร้อมฟรีโอนวันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 13:10 น. | ข่าวการเงิน-หุ้น

หลายปัจจัยกดดันบาทอ่อนสุดรอบ 3 ปี

หลายปัจจัยกดดันบาทอ่อนสุดรอบ 3 ปี

กรุงศรีคาดเงินบาทซื้อขายในกรอบ 33.30-33.60 หลายปัจจัยกดดันบาทอ่อนสุดรอบ 3 ปีวันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 11:37 น. | ข่าวการเงิน-หุ้น

‘เงินสดทันใจ’ เปิดโปรฯ สินเชื่อ ‘กู้ 10,000 จ่าย 150 บาทต่อเดือน’

‘เงินสดทันใจ’ เปิดโปรฯ สินเชื่อ ‘กู้ 10,000 จ่าย 150 บาทต่อเดือน’

‘เงินสดทันใจ’ เปิดโปรฯ สินเชื่อจำนำมอเตอร์ไซค์ ต่อลมหายใจคนไทยช่วงโควิด ลดดอกต่ำ ‘กู้ 10,000 จ่าย 150 บาทต่อเดือน’วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 11:11 น. | ข่าวการเงิน-หุ้น

หลักทรัพย์บัวหลวง ส่งบริการ “เปิดบัญชีหุ้นออนไลน์แบบใหม่”

หลักทรัพย์บัวหลวง ส่งบริการ “เปิดบัญชีหุ้นออนไลน์แบบใหม่”

หลักทรัพย์บัวหลวง ส่งบริการ “เปิดบัญชีหุ้นออนไลน์แบบใหม่” อนุมัติทันใจ ภายใน 15 นาที เพื่อผู้ลงทุนยุคดิจิทัลวันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 11:00 น. | หุ้น

ราคาทองคำในประเทศปรับลง 400 บาท

ราคาทองคำในประเทศปรับลง 400 บาท

ราคาทองคำในประเทศปรับลดลง 400 บาททองแท่งขายออก 27,600 บาท ทองรูปพรรณขายออก 28,100 บาทวันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 09:53 น. | ข่าวการเงิน-หุ้น

หุ้นไทยยังไร้ปัจจัยใหม่หนุน คาดดัชนีแกว่ง Sideway

หุ้นไทยยังไร้ปัจจัยใหม่หนุน คาดดัชนีแกว่ง Sideway

แนวโน้มหุ้นไทย 9 ส.ค.64 ตลาดยังไม่มีปัจจัยใหม่หนุน คาดดัชนีแกว่ง Sideway ถึง Sideway Down ขณะที่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ติดลบเล็กน้อยวันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 09:15 น. | หุ้น

นักวิชาการชี้ปลายปี64อาจเห็นค่าเงินบาทอ่อนทะลุ 34.50 บาท

นักวิชาการชี้ปลายปี64อาจเห็นค่าเงินบาทอ่อนทะลุ 34.50 บาท

นักวิชาการมองทิศทางค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าทะลุระดับ 34.50 บาท/ดอลลาร์ ได้ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ แนะธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหลือ 0% เพื่อประคองเศรษฐกิจวันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 08:33 น. | ข่าวการเงิน-หุ้น

ธ.ก.ส. ขยายเวลาชำระหนี้ - งดคิดดอกเบี้ย 6 เดือน ช่วยเกษตรกรโค กระบือ

ธ.ก.ส. ขยายเวลาชำระหนี้ – งดคิดดอกเบี้ย 6 เดือน ช่วยเกษตรกรโค กระบือ

ธ.ก.ส. ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เลี้ยงโค กระบือ ขยายระยะเวลาชำระหนี้ 1 ปีวันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 08:17 น. | ข่าวการเงิน-หุ้น

ขอลองเสนอแนวทางแก้หนี้สินภาคคุณครูและบุคลากรทางการศึกษา

ขอลองเสนอแนวทางแก้หนี้สินภาคคุณครูและบุคลากรทางการศึกษา

หนี้ครู ถูกหยิบยกขึ้นมาทุกยุคทุกสมัยเมื่อมีการพูดถึงการแก้ไขหนี้สินภาคประชาชนวันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 06:37 น. | คอลัมนิสต์การเงิน-หุ้น

ติดตามเงินเฟ้อสหรัฐฯ และตัวเลขเศรษฐกิจจีน

ติดตามเงินเฟ้อสหรัฐฯ และตัวเลขเศรษฐกิจจีน

การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้ายังคงเป็นความเสี่ยงและปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ที่มีผลกระทบกับค่าเงินบาทไทยวันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 06:17 น. | คอลัมนิสต์การเงิน-หุ้น