เราจะอยู่ยังไงเมื่อเดลตาดับฝันการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660348

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 19:45 น.

เราจะอยู่ยังไงเมื่อเดลตาดับฝันการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ผู้เชี่ยวชาญเผยการระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์เดลตาอาจทำให้เราสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ไม่สำเร็จ

นอกจาก Covid-19 สายพันธุ์เดลตาจะทำให้หลายประเทศที่เคยควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้วกลับมาพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากอีกครั้ง และยังลดประสิทธิภาพของวัคซีนแล้ว เดลตาอาจทำให้โลกไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่จะหยุดยั้ง Covid-19 ได้

แอนดรูว์ พอลลาร์ด หัวหน้าทีมวัคซีนของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและหนึ่งในทีมพัฒนาวัคซีนป้องกัน Covid-19 ร่วมกับบริษัท AstraZeneca เผยต่อสมาชิกสภาอังกฤษว่า ด้วยการระบาดของสายพันธุ์เดลตาในขณะนี้ การบรรลุเป้าหมายการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เป็นไปไม่ได้แล้ว เนื่องจากผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังติดเชื้อได้

พอลลาร์ดอธิบายว่า ปัญหาก็คือ Covid-19 สายพันธุ์เดลตาไม่เหมือนโรคหัดที่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้ด้วยการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม 90% ของประชากร แต่คนที่ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 แล้วยังติดเดลตา ซึ่งนั่นหมายความว่าเราไม่มีสิ่งที่จะหยุดการระบาดได้แล้ว

พอลลาร์ดยังกังวลว่าอาจเกิด Covid-19 สายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดได้ดีในกลุ่มคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว

ทำไมเดลตาจึงทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ยาก

ยิ่งไวรัสแพร่ระบาดได้ง่ายเกณฑ์ที่จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ยิ่งสูงขึ้น

ก่อนหน้านี้รายงานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นหนึ่งคาดดการณ์ว่า หากวัคซีนให้การปกป้อง Covid-19 ตลอดชีวิต ต้องฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม 60-72% ของประชากรเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ แต่หากวัคซีนมีประสิทธิภาพ 80% ประชากร 75-90% ต้องได้รับวัคซีนจึงจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่

แต่ล่าสุด สมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐพบว่าเกณฑ์ภูมิคุ้มกันหมู่ต้องมากกว่า 80% และอาจถึง 90% จึงจะสู้สายพันธุ์เดลตาได้ และ แบรด พอลแล็ค ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเดสวิสเผยว่า จะต้องฉีดเร่งฉีดให้ครบเกณฑ์ภูมิคุ้มกันหมู่อย่างรวดเร็วเพื่อให้แน่ใจว่าสายพันธุ์กลายพันธุ์อื่นจะไม่อุบัติขึ้นก่อนที่เราจะหยุดการแพร่ระบาดได้

ส่วน แอนโทนี ฟาวซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและที่ปรึกษาทีมรับมือ Covid-19 ของสหรัฐพูดถึงสถานการณ์ระบาดในสหรัฐว่า หากสหรัฐไม่สามารถฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากร 90% เชื้อจะแพร่กระจายไปตลอดช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ซึ่งมีโอกาสเพียงพอที่เชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม

ฟาวซียังเผยอีกว่า ตราบใดที่ไวรัสยังแพร่ระบาดมันก็จะกลายพันธุ์และสร้างสายพันธุ์ที่อินตรายมากขึ้น และแม้วัคซีนที่ใช้อยู่ในขณะนี้จะมีประสิทธิภาพกับทุกสายพันธุ์ที่ระบาดในขณะนี้ ก็อาจมีสายพันธุ์อื่นมาแทนที่สายพันธุ์เดลตา

ยิ่งแพร่เชื้อสู้คนอื่นได้มากเกณฑ์ที่จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ยิ่งสูงขึ้น

ภูมิคุ้มกันหมู่คำนวณโดยอัตราการติดเชื้อ โดยใช้ตัวเลข R0 หรือ ค่าเฉลี่ยที่ผู้ป่วย 1 คนจะแพร่เชื้อให้ผู้อื่น เชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมมี R0 อยู่ที่ 2.5 สายพันธุ์อัลฟาซึ่งพบครั้งแรกที่อังกฤษอยู่ที่ 4-5 แต่สายพันธุ์อินเดียอยู่ที่ 5-8 ซึ่งหมายความว่า ผู้ป่วย Covid-19 1 คนสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่น 5-8 คน

เจนนิเฟอร์ เคตส์ ผู้อำนวยการนโยบายสาธารณสุขโลกและเอชไอวีจาก Kaiser Family Foundation เผยว่า “เพราะสายพันธุ์นี้ (เดลตา) แพร่เชื้อได้มากขึ้น มันจึงบ่งบอกว่าคุณต้องมีระดับภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้นเพื่อสู้กับมัน”

ยกตัวอย่างกรณีของอินโดนีเซียเพิ่งประกาศว่าขณะนี้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายภูมิคุ้มกันหมู่ได้แล้วไม่ว่าจะใช้วัคซีนใดก็ตาม โดยโมเดลของอินโดนีเซียประเมินว่าอัตราการแพร่เชื้อของเดลตาอยู่ที่ 6.5 ซึ่งหมายความว่าผู้ติดเชื้อทุกๆ 10 คนจะแพร่เชื้อให้คนอื่นอีก 65 คน และเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ อินโดนีเซียต้องฉีดวัคซีนให้ได้ 154% ของประชากรทั้งหมดหากใช้วัคซีนของ Sinovac หรือ 128% หากใช้วัคซีนของ Pfizer ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้

นอกจากนี้ สายพันธุ์เดลตายังทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง โดยผลการวิจัยของอังกฤษพบว่า เดลตาดื้อต่อวัคซีนมากกว่าสายพันธุ์อัลฟาซึ่งพบครั้งแรกในอังกฤษ โดยเฉพาะในผู้ที่เพิ่งได้รับวัคซีนเพียงเข็มเดียว ซึ่งหมายความว่า ตัวเลขของคนในชุมชนที่จะต้องได้รับวัคซีนจะยิ่งสูงขึ้นหากต้องการบรรลุเกณฑ์ภูมิคุ้มกันหมู่

Photo by CLAUDIO MONGE / AFP

จีนจ่อแบนเพลงในคาราโอเกะที่เป็นภัยต่อความมั่นคง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660337

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 17:39 น.

จีนจ่อแบนเพลงในคาราโอเกะที่เป็นภัยต่อความมั่นคงรัฐบาลจีนเตรียมแบนเพลงในร้านคาราโอเกะที่มีเนื้อหาผิดกฎหมาย เริ่ม 1 ต.ค.

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่ากระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนประกาศเตรียมขึ้นบัญชีดำเพลงในร้านคาราโอเกะที่มีเนื้อหาผิดกฎหมาย อาทิ เป็นอันตรายต่อความมั่นคงและความสามัคคีภายในประเทศ ยุยงให้เกิดความเกลียดชังทางชาติพันธุ์ ตลอดจนเผยแพร่ลัทธิหรือความเชื่อ การพนัน และอาชญากรรม

โดยผู้ให้บริการคาราโอเกะจะต้องตรวจสอบเพลงทั้งหมดและแก้ไขรายการเพลงให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ข้างต้นซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป

ทั้งนี้ แหล่งข่าวระบุว่าการระบุเพลงที่ผิดกฎหมายอาจทำได้ยาก เนื่องจากจีนมีร้านคาราโอเกะและสถานบันเทิงเกือบ 50,000 แห่งทั่วประเทศ โดยแต่ละแห่งมีเพลงในคลังกว่า 100,000 เพลง

อย่างไรก็ตามกระทรวงไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเพลงเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือเจาะจงเพลงใดเพลงหนึ่งที่อาจถูกขึ้นบัญชีดำ แต่กฎระเบียบดังกล่าวกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากชาวเน็ตชาวจีน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลจีนพยายามควบคุมและจัดระเบียบเนื้อหาที่มีความรุนแรง ลามกอนาจาร ตลอดจนมีประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง ออกจากโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ต่างๆ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อปี 2020 รัฐบาลจีนเคยแบนเพลงในคาราโอเกะกว่า 100 เพลงอันเนื่องมาจากเพลงดังกล่าวกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ หรือสื่อถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และในปี 2019 เว็บไซต์สตรีมมิงเพลงของจีนได้ลบเพลง Do You Hear The People Sing ของ Les Miserables รวมถึงเพลงของนักดนตรีร็อคชาวจีน Li Zhi ที่อ้างอิงการประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989

AFP PHOTO / Ed Jones

รัสเซียเผย Sputnik V ต้านเดลตาได้ราว 83% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660326

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 16:21 น.

รัสเซียเผย Sputnik V ต้านเดลตาได้ราว 83%ผู้พัฒนาวัคซีน Sputnik V จากรัสเซียยืนยันว่าวัคซีนต้านโควิดได้ทุกสายพันธุ์

วันนี้ (11 ส.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ามิคาอิล มูราชโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรัสเซียเปิเผยว่า Sputnik V วัคซีนโควิด-19 ของรัสเซียมีประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาได้ราว 83% และลดการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้ประมาณ 94%

อย่างไรก็ตามตัวเลขประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่เปิดเผยครั้งล่าสุดนี้ลดลงเล็กน้อยจากการทดสอบเมื่อเดือนมิ.ย. ผ่านมาซึ่งชี้ว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพประมาณ 90% ในการต้านโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

ด้านอเล็กซานเดอร์ กินต์สเบิร์ก ผู้อำนวยการสถาบันกามาเลยาผู้พัฒนาวัคซีน Sputnik V ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์รัสเซียโดยยืนยันว่าวัคซีนดังกล่าวปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการต่อต้านโควิด-19 ทุกสายพันธุ์

ทั้งนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อในรัสเซียเพิ่มสูงขึ้นในเดือนมิ.ย. ถึงก.ค. โดยทางการระบุว่าสาเหตุมาจากโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว และมีประชาชนส่วนหนึ่งเกิดความลังเลใจในการเข้ารับการฉีดวัคซีน

ขณะนี้รัสเซียมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่เกือบ 6.5 ล้านคนและผู้เสียชีวิตกว่า 160,000 คน

Photo by Johan ORDONEZ / AFP

ญี่ปุ่นเล็งคืนฐานันดรเชื้อพระวงศ์หญิง แต่ไม่ยกฐานะสามีสามัญชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660283

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

ญี่ปุ่นเล็งคืนฐานันดรเชื้อพระวงศ์หญิง แต่ไม่ยกฐานะสามีสามัญชนก่อนหน้านี้เชื้อพระวงศ์หญิงของญี่ปุ่นจะต้องสละฐานันดรในทันทีที่สมรสกับสามัญชนและหลังจากนั้นต้องใช้ชีวิตแบบสามัญชนคนทั่วไป

สำนักข่าวท้องถิ่นญี่ปุ่นรายงานว่าคณะผู้เชี่ยวชาญกำลังพิจารณาเกี่ยวกับการอนุญาตให้สมาชิกหญิงของราชวงศ์ญี่ปุ่นไม่ต้องสละฐานันดรหากสมรสกับสามัญชน เพื่อให้เชื้อพระวงศ์หญิงยังสามารถปฏิบัติภารกิจในฐานะพระราชวงศ์ได้ โดยรัฐบาลคาดว่าจะมีการนำเสนอข้อสรุปต่อรัฐสภาภายในฤดูใบไม้ร่วงที่จะถึงนี้

หลังเกิดข้อถกเถียงมาเป็นเวลานานจากการที่เจ้าหญิงมาโกะ พระธิดาของมกุฎราชกุมารฟุมิฮิโตะ อากิชิโนะ ซึ่งเป็นพระอนุชาของจักรพรรดินารุฮิโตะแห่งญี่ปุ่น ต้องการเสกสมรสกับเคอิ โคมุโระ แฟนหนุ่มซึ่งเป็นสามัญชน

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้หารืออย่างเป็นทางการเกี่ยวกับแนวทาการสร้างความมั่นคงในการสืบทอดราชบัลลังก์ โดยมีการจัดตั้งคณะที่ปรึกษาเพื่อขอความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในประเด็นดังกล่าว

โดยภายใต้กฎปัจจุบันเจ้าหญิงมาโกะจะต้องกลายเป็นสามัญชนหากสมรสกับโคมุโระ ซึ่งคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสืบราชบัลลังก์กำลังหารือกันอยู่ว่าจะยินยอมให้พระองค์ไม่ต้องสละฐานันดรได้หรือไม่

การหารือจะแบ่งเป็น 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนกฎปัจจุบันที่บังคับให้สมาชิกหญิงของราชวงศ์ต้องสละฐานันดรหากสมรสกับสามัญชน และการอนุญาตให้ทายาทเพศชายมีสถานะในพระราชวงศ์

หลังจากที่รายงานการประชุมของคณะกรรมการเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ระบุว่าสมาชิกทั้ง 6 คนเห็นพ้องว่าไม่ควรให้สถานะจักรพรรดิแก่คู่สมรสและบุตรที่เกิดมาก็จะไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์อีกต่อไป

ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องตัดสินใจอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การสืบทอดราชบัลลังก์จักรพรรดิมีเสถียรภาพ เนื่องจากพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะมีรัชทายาทเพียง 3 พระองค์ ได้แก่ มกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ พระอนุชาของจักรพรรดิพระชนมายุ 55 พรรษา, เจ้าชายฮิตาชิพระปิตุลาของจักรพรรดิพระชนมายุ 85 พรรษา และเจ้าชายฮิซาฮิโตะพระโอรสของมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะพระชนมายุ 14 พรรษา

ขณะที่พระจักรพรรดิทรงมีพระธิดา 1 พระองค์คือเจ้าหญิงไอโกะพระชนมายุ 19 พรรษา

อย่างไรก็ตามเมื่อปลายปีที่ผ่านมามีรายงานว่าฐับาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณามอบตำแหน่งเกียรติยศที่สถาปนาขึ้นมาใหม่ให้กับสมาชิกราชวงศ์หญิงที่สูญเสียสถานะราชวงศ์หลังสมรสกับสามัญชน เพื่อให้พระราชวงศ์หญิงยังสามารถปฏิบัติภารกิจในฐานะพระราชวงศ์ได้

ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นจากชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่สนับสนุนให้สตรีสามารถสืบทอดบัลลังก์เป็นจักรพรรดินีในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังขาดแคลนเชื้อพระวงศ์ชาย แต่แนวคิดดังกล่าวยังถูกคัดค้านในหมู่นักวิชาการ ผู้ร่างกฎหมาย รวมถึงกลุ่มอนุรักษ์นิยม ตลอดจนพรรคเสรีประชาธิปไตยของนายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซุงะ

ทั้งนี้ พิธีเสกสมรสของทั้งคู่ถูกเลื่อนออกมากว่า 2 ปีแล้วหลังมีรายงานว่าแม่ของโคมุโระและอดีตคู่หมั้นมีปัญหาด้านการเงิน รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาของลูกชาย โดยโคมุโระจะต้องแก้ไขปัญหาทางการเงินที่ค้างคาให้เรียบร้อยเสียก่อน

แต่โคมุโระปฏิเสธว่าครอบครัวของเขาไม่มีปัญหาด้านการเงินแต่อย่างใด โดยเขาเข้าศึกษาที่โรงเรียนกฎหมายของมหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม ในนิวยอร์ก และมีแผนจะเข้าสอบเรียนต่อในสหรัฐอเมริกาหลังจากจบการศึกษา

AFP PHOTO / POOL / Shizuo Kambayashi

ตัวอย่างหินดาวอังคารชิ้นแรกจากยานนาซาหายไร้ร่องรอย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660281

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

ตัวอย่างหินดาวอังคารชิ้นแรกจากยานนาซาหายไร้ร่องรอย   นักวิทย์นาซางงไม่พบตัวอย่างหินจากดาวอังคารชิ้นแรกที่ยานสำรวจเก็บขึ้นมา

สำนักงานบริหารอากาศและการบินแห่งชาติ หรือนาซาเผยว่า ภารกิจเก็บตัวอย่างหินจากดาวอังคารของยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance) ครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไม่สำเร็จ เนื่องจากไม่พบตัวอย่างหินดังกล่าวในหลอดเก็บตัวอย่างที่ปิดผนึกอย่างดี

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (6 ส.ค.) แขนกลของยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ขององค์การนาซาขุดเจาะลงไปบนพื้นผิวดาวอังคารเพื่อเก็บตัวอย่างหินขนาดเท่านิ้วมือ ก่อนจะนำตัวอย่างที่เก็บได้มาบรรจุลงในกระบอกเก็บตัวอย่างที่ทำจากไทเทเนียมแล้วปิดผนึก

แต่ข้อมูลจากกล้องและอุปกรณ์ตรวจสอบปริมาณวัตถุที่แขนกลเก็บขึ้นมาที่ส่งกลับไปยังพื้นโลกกลับพบว่าไม่มีตัวอย่างหินอยู่ในกระบอกเก็บตัวอย่าง และไม่พบหินดังกล่าวตกอยู่ใกล้ๆ กับหลุมขุดเจาะ ทั้งที่กระบวนการทั้งหมดผ่านไปด้วยดีตามที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้

ขณะนี้บรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับการเก็บตัวอย่างหินดาวอังคารครั้งแรกของยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์

“ความคิดแรกคือ หลอดที่ว่างเปล่าเป็นผลมาจากการที่หินที่จะเก็บมีปฏิกิริยาระหว่างการขุดเจาะต่างจากที่เราคาดไว้ และไม่น่าจะเป็นความผิดพลาดของแขนกล” เจนนิเฟอร์ ทรอสเพอร์ ผู้บริหารโครงการเพอร์เซเวียแรนซ์ระบุในแถลงการณ์ และเผยอีกว่า หลังจากนี้ทางทีมจะวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่อีกครั้ง รวมทั้งหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่หินตัวอย่างหายไป

เบื้องต้นทรอสเพอร์คาดว่า โพรงอากาศในหินตัวอย่างอาจทำให้หินแตกละเอียดและหลุดร่วงจากหลอดเก็บตัวอย่าง หรืออุปกรณ์ขุดเจาะอาจบีบอัดหินตัวอย่างจนแตกละเอียด

ภาพ: NASA

วิจัยพบวัคซีน Moderna สู้เดลตาได้ดีกว่า Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660291

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 13:03 น.

วิจัยพบวัคซีน Moderna สู้เดลตาได้ดีกว่า Pfizerงานวิจัยพบวัคซีนของ Moderna ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ดีกว่าวัคซีนของ Pfizer

ผลการวิจัย 2 ชิ้นซึ่งเผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ medRxiv ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณา (peer review) พบว่า วัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ Moderna มีประสิทธิภาพป้องกัน Covid-19 สายพันธุ์เดลตาได้ดีกว่าวัคซีนของ Pfizer-BioNTech

การวิจัยผู้ป่วยกว่า 50,000 คนของศูนย์การแพทย์มาโยของสหรัฐพบว่า ประสิทธิภาพของวัคซีน Moderna ต่อการติดเชื้อลดลงเหลือ 76% ในเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่สายพันธุ์เดลตาเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาด จากเดิมที่มีประสิทธิภาพ 86% ในช่วงต้นปี 2021

ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน ประสิทธิภาพของวัคซีนของ Pfizer-BioNTech ลดลงเหลือ 42% จาก 76%

เวนกี ซาวดาราราจาน หัวหน้าทีมวิจัยเผยว่า แม้ว่าวัคซีนทั้งสองยี่ห้อยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาลจาก Covid-19 แต่อาจต้องฉีดวัคซีนของ Moderna เป็นเข็มกระตุ้น (booster shot) สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนของทั้ง Pfizer-BioNTech และ Moderna เมื่อช่วงต้นปีนี้

ขณะที่งานวิจัยอีกชั้นหนึ่งพบว่า ผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราในรัฐออนแทริโอของแคนาดาที่ได้รับวัคซีนของ Moderna สร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสายพันธุ์ที่น่ากังวลมากกว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนของ Pfizer-BioNTech

เมื่อถูกสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับงานวิจัยทั้งสองชิ้นข้างต้น ตัวแทนจาก Pfizer เผยว่า “เรายังคงเชื่อว่า…อาจต้องฉีดเข็มที่ 3 ภายใน 6-12 เดือนหลังจากได้รับวัคซีนครบโดสแล้วเพื่อรักษาระดับการปกป้องสูงที่สุดไว้”

การติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีน (breakthrough infection) มีโอกาสเกิดขึ้นหลังผ่านไปหลายเดือนหลังรับวัคซีน

ข้อมูลใหม่ระบุว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนของ Pfizer-BioNTech เข็มที่ 2 แล้วเมื่อ 5 เดือนก่อนหรือมากกว่านั้นมีโอกาสติด Covid-19 มากกว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วยังไม่เกิน 5 เดือน

ผลการวิจัยซึ่งเผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ medRxiv ที่ศึกษาชาวอิสราเอลวัยผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วเกือบ 34,000 คนที่ได้รับการตรวจว่าติด Covid-19 ภายหลังได้รับวัคซีนหรือไม่ พบว่า 1.8% มีผลตรวจเป็นบวก โดยไม่ว่าจะอายุเท่าใด โอกาสที่จะติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีนสูงขึ้นในกรณีที่ได้รับวัคซีนเข็มสุดท้ายมาแล้วอย่างน้อย 146 วันก่อนหน้า

ส่วนในกลุ่มอายุมากกว่า 60 ปี โอกาสที่จะติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีนสูงกว่าเกือบ 3 เท่าเมื่อได้รับวัคซีนเข็มสุดท้ายมาแล้วอย่างน้อย 146 วัน โดยการติดเชื้อส่วนใหญ่พบเมื่อเร็วๆ นี้

ยูจีน เมอร์ซอน หัวหน้าทีมวิจัยจาก Leumit Health Services ในอิสราเอลเผยว่า ผู้ป่วยส่วนน้อยต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล และยังเร็วเกินไปที่จะประเมินความรุนแรงของการติดเชื้อใหม่ในแง่ของการเข้ารักษาในโรงพยาบาล การใช้เครื่องช่วยหายใจ และการเสียชีวิต และทางทีมจะเดินหน้าวิจัยต่อ

สิงคโปร์เผยเศรษฐกิจดีขึ้นเพราะเร่งฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660287

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 12:36 น.

สิงคโปร์เผยเศรษฐกิจดีขึ้นเพราะเร่งฉีดวัคซีนสิงคโปร์เพิ่มคาดการณ์จีดีพีหลังเศรษฐกิจฟื้นเพราะฉีดวัคซีนเร็ว

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าสิงคโปร์ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีสำหรับปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากการส่งออกและการฉีดวัคซีนที่คืบหน้าอย่างรวดเร็ว

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์คาดการณ์ว่าปีนี้เศรษฐกิจของประเทศจะเติบโต 6% ถึง 7% หลังจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 4% ถึง 6%

ทั้งนี้ เศรษฐกิจของสิงคโปร์ประสบภาวะถดถอยครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้วเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ความต้องการจากตลาดต่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้นกำลังเอื้อให้เศรษฐกิจของสิงคโปร์ฟื้นตัวอีกครั้ง

เช่นเดียวกับเศรษฐกิจในประเทศซึ่งฟื้นตัวเช่นกันโดยเป็นผลมาจากการผ่อนคลายข้อกำจัดและมาตรการควบคุมโรคเนื่องจากประชาชนจำนวนมากได้รับวัคซีนแล้ว

กระทรวงฯ ระบุว่าในขณะที่ผู้ป่วยโควิด-19 ยังเพิ่มขึ้นทั่วโลกเนื่องจากสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว แต่การอัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ทำให้ตลาดกลับมาเปิดอีกครั้ง

สำหรับไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของสิงคโปร์เติบโต 14.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี ทำให้การเติบโตในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 7.7% ขณะที่ภาคการผลิตที่สำคัญขยายตัว 17.7% โดยกระทรวงฯ ระบุว่าความต้องการจากต่างประเทศในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี

ทั้งนี้ สิงคโปร์มีรายงานผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่กว่า 65,000 รายและผู้เสียชีวิต 42 ราย ขณะที่ประชากรราว 72% ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว

Photo by ROSLAN RAHMAN / AFP

เอกอัครราชทูตจีนคนใหม่ ย้ำ “จีนไทยมิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660277

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 11:35 น.

เอกอัครราชทูตจีนคนใหม่ ย้ำ “จีนไทยมิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”ทูตจีนคนใหม่เผยความรู้ความรู้สึกในการเดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อเข้ารับตำแหน่งใหม่

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ประกาศว่า ช่วงเย็นวันที่ 10 สิงหาคม นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทยคนใหม่ได้เดินทางถึงประเทศไทยเพื่อเข้ารับตำแหน่งท่านทูตหาน ได้กล่าวความรู้สึกว่า ประเทศจีนกับประเทศไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีสัมพันธไมตรีอันยาวนาน ปัจจุบันนี้ โรคโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดในทั่วโลก จีนกับไทยและประชาชนของทั้งสองประเทศได้ร่วมแรงร่วมใจและคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพอันวิเศษที่เป็น “จีนไทยครอบครัวเดียวกัน” และจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่สำหรับประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติ

ต่อมา นายหาน จื้อเฉียงเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย ได้เปิดเผยถ้อยแถลงหลังรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564 ดังนี้

“โดยการแต่งตั้งและมอบอำนาจจาก ฯพณฯ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผมได้เดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อเข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทยคนที่ 13 พร้อมกับไมตรีจิตรที่รัฐบาลและประชาชนจีนมีต่อรัฐบาลและประชาชนไทย จึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงและเป็นภารกิจอันสำคัญยิ่ง” นายหาน จื้อเฉียง กล่าว

“ประเทศไทยมีภูเขาและแม่น้ำที่สวยงาม มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ประชาชนโอบอ้อมอารีและสังคมปรองดอง ได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอันโดดเด่น เมื่อเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นความท้าทายร่วมกันของมวลมนุษยชาติ ทุกๆ วงการในสังคมไทยได้ร่วมแรงร่วมใจผนึกกำลังต่อสู้ เราย่อมจะเอาชนะกับการแพร่ระบาดของโรคได้ในที่สุด ประเทศไทยย่อมจะมีอนาคตที่สดใสรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้น”

““จีนไทยมิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ประเทศทั้งสองมีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ มีความผูกพันทางสายเลือด วัฒนธรรมและแนวคิดผสมผสานกัน เรามีประวัติความสัมพันธ์ฉันมิตรมานานนับพันปี มีจุดเชื่อมโยงทางผลประโยชน์ที่เป็นชัยชนะร่วมกันอย่างมั่นคง และมีศักยภาพด้านการพัฒนาที่มหาศาลและสะสมมาเป็นเวลายาวนาน เวลา 46 ปีตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นต้นมา เรายืนหยัดร่วมกันและก้าวหน้าด้วยกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจกันทางยุทธศาสตร์เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมขยายออกไปอย่างรวดเร็ว มิตรภาพระหว่างประชาชนทวีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายให้การสนับสนุนแก่กันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หลักและสำคัญของอีกฝ่าย ส่งเสริมการเชื่อมต่อยุทธศาสตร์ทางการพัฒนาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการบริหารประเทศ ยืนหยัดผลักดันร่วมพัฒนา “สายแถบและเส้นทาง” ที่มีคุณภาพสูง ประเทศจีนเป็นประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยติดต่อกันมาเป็นเวลา 8 ปี ในครึ่งปีแรกของปีนี้ มูลค่าการค้าจีน-ไทยกลับเติบโตสวนกระแสถึง 38% ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 นักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวในไทยทะลุถึง 10 ล้านคนต่อปี คิดเป็น 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาเที่ยวประเทศไทย ความร่วมมือฉันมิตรจีน-ไทยสอดคล้องกับผลประโยชน์และรากฐานของประชาชนทั้งสองประเทศ ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงใจและแน่วแน่จากประชาชนทั้งสองประเทศ ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะผันผวนปรวนแปรเป็นอย่างไร ความร่วมมือฉันมิตรระหว่างจีน-ไทยก็ควรพัฒนาก้าวหน้าต่อไป และย่อมสามารถพัฒนาอย่างก้าวหน้าต่อไปได้ ผมมีความมั่นใจอย่างยิ่งในเรื่องนี้”

““ยามยากเห็นมิตรแท้” มิตรภาพจีน-ไทยที่สืบทอดมาเป็นเวลายาวนานได้ผ่านการทดสอบและได้รับการยกระดับในการร่วมต่อสู้กับโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน หรือแบ่งปันประสบการณ์ในการป้องกันและรักษา ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคหน้ากากอนามัย ชุด PPE ชุดตรวจ หรือการส่งยาและวัคซีนให้ ประเทศจีนและประเทศไทยได้ปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรมและสะท้อนให้เห็นถึงถึงมิตรภาพอันวิเศษที่เป็นครอบครัวเดียวกัน และจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่สำหรับประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติ ทั้งได้สร้างพลังขับเคลื่อนใหม่สำหรับการพัฒนาของความสัมพันธ์จีน-ไทยในยุคสมัยใหม่ ในด้านการต่อสู้กับโควิด-19 หากฝ่ายไทยมีความต้องการ ฝ่ายจีนยินดีที่จะให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ”

“ปีนี้เป็นปีครบรอบ 100 ปีแห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน หนึ่งศตวรรษก้าวหน้าเพื่อประชาชน โชคชะตาร่วมเพื่อความสามัคคีอันยิ่งใหญ่ เมื่อยืนอยู่จุดเริ่มต้นใหม่แห่งประวัติศาสตร์นั้น ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประชาชนจีนจะใช้ความพยายามต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อบรรลุความฝันการฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน เพื่อส่งเสริมความผาสุกของมนุษย์ และเพื่อสร้างประชาคมร่วมอนาคตของมวลมนุษยชาติ”

“การพัฒนาของประเทศจีนปราศจากโลกไม่ได้ การพัฒนาของประเทศจีนก็จะสร้างผลประโยชน์ให้โลกเช่นกัน เวลานี้เมื่อปีที่แล้ว ฯพณฯ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนได้สนทนาทางโทรศัพท์กับ ฯพณฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยได้กล่าวว่า ความสัมพันธ์จีน-ไทยมีพื้นฐานหนาแน่นและศักยภาพยิ่งใหญ่ ฝ่ายจีนยินดีที่จะร่วมกับฝ่ายไทย ผลักดันให้ความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างจีน-ไทยนั้นประสบความคืบหน้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีและความร่วมมือสำหรับประเทศในภูมิภาค รักษาแนวโน้มแห่งการพัฒนาอย่างดีของภูมิภาคต่อไป ฝ่ายจีนยินดีที่จะร่วมมือกับฝ่ายไทย ปฏิบัติตามฉันทามติอันสำคัญที่บรรลุโดยผู้นำของทั้งสองประเทศ พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมความร่วมมือทางด้านนวัตกรรม ร่วมกันสร้างอนาคตที่รุ่งโรจน์ยิ่งขึ้นของความสัมพันธ์จีน-ไทย”

“ในโอกาสนี้ ขอแสดงความเคารพอย่างสูงและขอขอบคุณอย่างจริงใจที่เพื่อนๆ ทั้งหลายจากทุกๆ วงการของประเทศไทยได้เอาใจใส่และสนับสนุนการพัฒนาของความสัมพันธ์จีน-ไทยมาโดยตลอด ขอส่งความปรารถนาดีและคำอวยพรไปยังชาวจีนโพ้นทะเลและชาวไทยเชื้อสายจีน นักศึกษาจีน และพนักงานบริษัทจีน ผมรอคอยที่จะร่วมกับท่านทั้งหลายในการแลกเปลี่ยนแนวคิด เสริมสร้างข้อเห็นพ้องกัน หารือในความร่วมมือและการพัฒนาต่อไป”

ถูกใจวัยรุ่น! เยอรมนีเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนในผับเป็นครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660274

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 10:57 น.

ถูกใจวัยรุ่น! เยอรมนีเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนในผับเป็นครั้งแรกนอกจากจะดึงดูดให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ออกมาฉีดวัคซีนแล้วยังเป็นการช่วยสถานบันเทิงที่ถูกปิดไปนานเพราะโควิดด้วย

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าสถานบันเทิงในเยอรมนีกลับมาคึกครื้นอีกครั้งหลังปิดไปนานเนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การเปิดให้บริการแบบปกติแต่เป็นการเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนในไนต์คลับเพื่อดึงดูดให้ประชาชนมาเข้ารับการฉีดวัคซีน

กลุ่มคนหนุ่มสาวจำนวนมากพากันมาลงทะเบียนเพราะมันทำให้พวกเขาได้สัมผัสบรรยากาศเก่าๆ ก่อนการแพร่ระบาด ทั้งเพลงสนุกๆ จากดีเจ และแสงสีในคลับทำให้พวกเขาเพลิดเพลินไปกับค่ำคืนแห่งการฉีดวัคซีน

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นการเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนในสถานบันเทิงแต่ได้มีการควบคุมการเข้าออก และการเว้นระยะห่าง ตลอดจนปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคอื่นๆ อย่างเข้มงวด

ศูนย์ฉีดวัคซีนดังกล่าวคืออารีน่า คลับ ซึ่งเป็นสถานบันเทิงที่ถูกบังคับให้ปิดบริการในช่วงปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกับสถานบันเทิงอื่นๆ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตอนนี้ได้กลับมาเปิดอีกครั้งโดยเปลี่ยนเป็นศุนย์ฉีดวัคซีนหลัก 1 ใน 5 แห่งของกรุงเบอร์ลิน

แนวคิดที่จะเปลี่ยนสถานบันเทิงมาเป็นศูนย์ฉีดวัคซีนนี้เกิดขึ้นโดยมาร์คัส นิสช์ ผู้จัดการศูนย์ฉีดวัคซีนของสภากาชาดเยอรมนี ซึ่งเผยว่าในตอนแรกไม่ได้คาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ แต่กลับมีประชาชนลงทะเบียนจำนวนมาก

โดยสาธารณสุขกรุงเบอร์ลินเผยว่าเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีประชาชนประมาณ 420 คนมาเข้ารับการฉีดวัคซีนที่ศูนย์ฉีดวัคซีนแห่งนี้

ทั้งนี้ ทางการเยอรมนีเล็งเห็นว่าอัตราการฉีดวัคซีนในประเทศชะลอตัวอย่างมากหลังจากที่เคยฉีดวัคซีนได้มากกว่าล้านครั้งต่อวัน จึงต้องหาวิธีจูงใจให้ประชาชนมาฉีดวัคซีน รวมถึงการที่นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ตัดสินใจยกเลิกการตรวจโควิด-19 ฟรีตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. เป็นต้นไป

โดยขณะนี้ชาวเยอรมันประมาณ 52 ล้านคนหรือ 62.5% ของประชากรทั้งหมดได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส โดยรายงานะบุว่าประชากรที่เหลือส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนอายุน้อยกว่าซึ่งถือเป็นความท้าทายของทางการเยอรมนีที่จะต้องกระตุ้นและโน้มน้าวให้พวกขาเข้ารับการฉีดวัคซีน

Photo by John MACDOUGALL / POOL / AFP

สัญญาณชีพร่อแร่ เกิดอะไรขึ้นกับเงินบาทที่เคยแกร่งสุดในเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660236

วันที่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 08:01 น

สัญญาณชีพร่อแร่ เกิดอะไรขึ้นกับเงินบาทที่เคยแกร่งสุดในเอเชียวิบากกรรมเศรษฐกิจไทย จากที่เคยเป็นสกุลเงินที่แข็งที่สุดในเอเชียในเวลาไม่เท่าไรก็กลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนที่สุดและแย่ที่สุด มันคือสัญญาณหายนะอะไรหรือไม่?

ในช่วง 1 ปีของการระบาด มีเรื่องที่สถานการณ์กลับตาลปัตรอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก เราคิดว่าเราเอาอยู่กับการระบาดปีที่แล้ว แต่ในปีนี้ปรากฏว่าเราเป็นหนึ่งในประเทศที่สาหัสที่สุด เรื่องสอง เงินบาทที่เคยแข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย ในปีนี้มันกลายเป็นเงินที่อ่อนค่าอย่างหนักที่สุดในภูมิภาค

เมื่อการระบาดหนักกำลังกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ไม่ดีอันมีสัญญาณมาจากค่าเงินที่ทรุดอย่างหนัก ผลลัพธ์ก็คือเศรษฐกิจที่ถูกจัดอันดับให้ฟื้นตัวช้าที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของสำนักข่าว Nikkei Asia

มันเกิดเรื่องแบบนี้กับประเทศไทยได้อย่างไร?

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อนเงินบาทเป็นสกุลเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย บาทเริ่มแข็งค่าอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2562 ว่ากันตามหลักการแล้วการแข็งค่าของเงินน่าจะหมายถึงสัญญาณเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเช่นนั้น เพราะดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลและทุนสำรองต่างประเทศจำนวนมาก รวมถึงท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ค่อนข้างจะใช้นโยบาย “สายเหยี่ยว” คือการตรึงดอกเบี้ยไม่ให้ต่ำมากจนกระทั่งปี 2019

ปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น สองปัจจัยแรกนั้นทำให้นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ส่วนปัจจัยหลังทำให้นักลงทุนหันมาถือเงินบาทมากขึ้นเพราะดอกเบี้ยสูงช่วยให้การถือเงินบาทมีผลตอบแทนที่ดีขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ช่วยให้เงินบาทมีความแข็งแกร่ง

เงินบาทแข็งก็มีข้อดีในแง่ที่ทำให้การชำระหนี้ต่างประเทศมีต้นทุนต่ำลง แต่มันไม่ควรจะลากยาวเกินไป เพราะเมื่อเงินบาทแข็งค่านานข้ามปี มันทำให้สินค้าของไทยแพงขึ้นมาในตลาดโลก ทำให้การส่งออกของไทยแย่ลง จะไปแข่งกับใครก็ลำบาก

แม้ว่าพื้นฐานบางอย่างของไทยจะดี แต่บางอย่างก็ไม่ดีสำหรับประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างไทยการแข็งค่าข้ามปีข้ามชาติเป็นหายนะโดยแท้รวมถึงการท่องเที่ยวด้วย ซึ่งก็เช่นกันถ้าเงินบาทแข็งขึ้นมานักท่องเที่ยวก็จะใช้จ่ายน้อยลงด้วย

เอาแค่ผลการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ยังแสดงให้เห็นว่า ทุกๆ 1% ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ จะทำให้ราคาส่งออกด้วยสกุลเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น 0.3% จะเห็นว่ามันไม่ได้ดีต่อเศรษฐกิจของชาติแบบร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างบางคนเชื่อ

จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้วทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงของการระบาดใหญ่แท้ๆ เงินบาทก็ยังแข็งค่าเป็นประวัติการณ์ จนทำให้กูรูบางคนเชื่อว่ามันจะแข็งยาวมาจนถึงปลายปี 2021

แต่แล้วก็มีเรื่องพลิกผัน เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงกลางปีนี้ จนกระทั่งเงินบาทเปลี่ยนสถานะจากหน้ามือเป็นหลังมือจาก best-performing currency มาเป็น worst-performing currency

ช่วงที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น (ต้นเดือนสิงหาคม) ค่าเงินบาทกำลังแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี เพราะความเชื่อมั่นในค่าเงินและเศรษฐกิจไทยทรุดลงเพราะการระบาดที่ดูเหมือนจะเอาไม่อยู่ ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจมืดมนลงด้วย ดังที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องหั่นคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ลงจากเดิม 1.8% เหลือแค่ 0.7%

มันมีเหตุให้ต้องคิดหนักมากกว่าประเทศอื่นที่เจอเดลตาเหมือนกัน อันที่จริงทั่วโลกเจอสถานการณ์คล้ายๆ กัน แต่ทำไมมันถึงทำให้ไทยสาหัสกว่าชาวบ้าน และทำเงินบาทที่เคยรุ่งเรืองกลายเป็นร่วงโรยเอาง่ายๆ?

ตอนที่เงินบาทแข็งเราเถียงกันว่ามันดีหรือไม่ดีกันแน่ ตอนนี้พอมาอ่อนค่าลงและมีความเคลื่อนไหวที่แย่ที่สุดในภูมิภาค เราก็ยังเถียงกันว่ามันดีหรือไม่ดี

ตอนที่มันแข็งค่าที่สุดเราเถียงกันว่ามันจะกระทบภาคส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งมันก็กระทบจริงๆ และเห็นภาพชัดเพราะเป็นช่วงก่อนเกิดการระบาดใหญ่

แต่พอมันอ่อนค่าในตอนนี้ แทนที่จะช่วยภาคส่งออกและการท่องเที่ยว มันกลับให้ผลตรงกันข้าม เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ได้ดีและอาจจะแย่ยาวไปอีกหลายเดือนเพราะการระบาดของเดลตา แถมการท่องเที่ยวก็ปิดตัวยาว ต่อให้เงินบาทต่ำลงอีกมันก็ไม่ได้ยั่วยวนให้คนเข้ามาเที่ยวไทยและเอาเงินมาถมช่วยเศรษฐกิจไทยเลย

ตรงกันข้าม การระบาดที่หนักหน่วงในตอนนี้เริ่มทำให้คนต่างชาติที่เข้ามาไทยอีกครั้งตอนที่เราควบคุมการระบาดคราวก่อนได้และคนที่เป็นเอ็กซ์แพตเริ่มทบทวนแล้วว่าควรจะอยู่ในไทยต่อหรือไม่ บางคนเก็บกระเป๋าออกจากไทยเรียบร้อยแล้วด้วย

ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์อาจสร้างเม็ดเงินเป็นพันล้านอย่างที่รัฐบาลคุยไว้ แต่มันไม่ได้ช่วยให้ความเชื่อมันต่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้นมาเลย ตรงกันข้ามการช่วยภูเก็ตได้ผลจำกัดจำเขี่ยมากหากนำเอาสถานการณ์ทั้งประเทศมาหักลบ

ตราบใดที่รัฐบาลยังล็อคดาวน์กรุงเทพและจังหวัดอีกนับสิบ ตราบนั้นต่อให้มีอีกกี่แซนด์บ็อกซ์ก็ไม่ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นเพราะจังหวัดที่ล็อคดาวน์นั้นมีสัดส่วนความมั่งคั่งคิดเป็นกว่าครึ่งของเศรษฐกิจไทย

ไม่ใช่ว่าแนวคิดเรื่องภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ไม่ดี เพียงแต่มันเอามาใช้คุยว่าประเทศไทยทั้งประเทศมีความหวังแล้วไม่ได้

ตรงกันข้าม เมืองไทยของเรามีหวังจะเจอภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบซ้ำซ้อนหนักเท่าๆ กับช่วงที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งด้วยซ้ำ

นักเศรษฐศาสตร์บางคนชี้ว่าประเทศไทยกำลังจะเจอกับ Double-Dip Recession หรือภาวะถดถอยตามมาด้วยการฟื้นตัวในระยะสั้นตามด้วยภาวะถดถอยอีกครั้ง คล้ายกับกราฟของการฟื้นตัวจากการระบาดระลอกก่อนที่ดูเหมือนจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นคืนชีพแต่แล้วพอมาเจอกับเดลตาก็ทรุดลงอีก

แนวโน้มของเงินบาทที่แย่ที่สุดในภูมิภาค (จากที่เคยดีที่สุด) และความเชื่อของนักเศรษฐศาสตร์บางคนที่ว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ที่สุดในภูมิภาค มันสะท้อนประเด็นปัญหาได้ 2 เรื่อง

เรื่องแรก พื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ว่าแกร่งๆ นั่น มีเสถียรภาพจริงหรือไม่? คำตอบข้อนี้อาจจะตอบให้มากกว่าสองคำตอบขึ้นอยู่กับมุมมอง เหมือนเมื่อตอนที่เงินบาทแข็ง มันมีเหตุที่ทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพจริงๆ (คือดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลและทุนสำรองต่างประเทศจำนวนมาก) แต่ในแง่ของการค้าการขายและปากท้องประชาชนนั้นดูจะไม่เฟื่องฟูสักเท่าไร เราจะเห็นว่าหนี้ครัวเรือนสูงจนน่าตกใจ

หนี้ครัวเรือนไทยเป็นหนึ่งกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยมีหนี้สินสูงถึง 14 ล้านล้านบาท หรือ 89.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จากตัวเลขเมื่อสิ้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 78.1% ในปี 2560 ประชาชนนั้นติดบ่วงหนี้จนชำระยากขึ้นเรื่อยๆ หากรัฐบาลจะล็อคดาวน์อยู่แบบนี้

เรื่องที่สอง การที่ไทยเสี่ยงจะเจอภาวะถดถอยซ้ำซ้อนนั้น กูรูเศรษฐกิจมองว่ามันเกิดจากการที่ตลาดหวั่นใจกับการระบาดครั้งใหญ่ในไทย แน่นอนว่า ประเทศไหนๆ ก็ระบาดหนักและเริ่มจะหนักลามไปฝั่งประเทศตะวันตกแล้ว

แต่การที่เงินบาทสั่นคลอนเป็นพิเศษ แสดงว่าตลาดไม่เชื่อมั่นการจัดการการระบาดของรัฐบาลหรือไม่ รวมถึงหวั่นใจกับการต่อต้านรัฐบาลที่ยืดเยื้อและลุกลามขึ้นมาอีกแม้กระทั่งในช่วงระบาดหนักๆ ส่วนผสมแห่งหายนะนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีเหตุปัจจัยชวนให้เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมุ่งไปสู่ทิศทางที่น่าวิตกอีก

เพียงแต่ว่าเงื่อนไขเฉพาะหน้าที่จะช่วยให้ไทยพ้นจากหุบเหวได้ ก็คงมีแต่การควบคุมการระบาดให้เร็วที่สุด ฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมที่สุดเพื่อเปิดไฟเขียวให้การทำมาค้าขายเป็นปกติอีกครั้ง และรัฐต้องเพิ่มหนี้สาธารณะอีกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แม้ว่ารัฐบาลจะกู้แล้วกู้อีกก็ตาม ปัญหาก็คือดูเหมือนว่ารัฐบาลจะใช้จ่ายไม่ตรงจุด ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนเรียกร้องไม่เลิกรา (เพราะไม่สมปรารถนาจากความช่วยเหลือแบบหว่านแหไร้เป้าหมายของรัฐบาล)

ดังนั้นแล้ว เราควรจะแก้ไขอะไรดีระหว่างนโยบายสู้โควิด ปรับ ครม. หรือวิงวอน (อีกครั้ง) ให้นายกรัฐมนตรีทบทวนสถานะของรัฐบาลนี้ว่าควรอยู่หรือไป

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by AFP PHOTO / Ye Aung THU