รัฐบาลพลเรือนใต้ดินปลุกระดม การปฏิวัติประชาชนโค่นทหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647843

วันที่ 14 มี.ค. 2564 เวลา 14:28 น.รัฐบาลพลเรือนใต้ดินปลุกระดม การปฏิวัติประชาชนโค่นทหารนักการเมืองเมียนมาที่หลบหนีการจับกุมตัวของกองทัพมีแถลงการณ์ครั้งแรก แม้ประเทศจะมืดมน แต่ประชาชนทุกคนต้องลุยต่อ

รักษาการผู้นำรัฐบาลพลเรือนของเมียนมาซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยฝ่ายนิติบัญญัติหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก. พ. กล่าวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ระหว่างการหลบซ่อนตัวและสาบานว่าจะดำเนินการ “ปฏิวัติ” เพื่อโค่นล้มรัฐบาลทหาร

“มาน วิน แคง ทาน” ซึ่งอยู่ระหว่างการหลบหนีพร้อมกับเจ้าหน้าที่อาวุโสส่วนใหญ่จากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) กล่าวกับสาธารณชนผ่านเฟซบุ๊กว่า “นี่เป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของชาติและก็เป็นช่วงเวลาใกล้รุ่งอรุณเช่นกัน”

“มาน วิน แคง ทาน” ได้รับการแต่งตั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วให้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีโดยผู้แทนของฝ่ายนิติบัญญัติของเมียนมาทั่ถูกทหารโค่นล้มไป คือคณะกรรมการตัวแทนของ “ปยีดองซุลุตอ” (CRPH) ซึ่งปยีดองซุลุตอหมายถึงรัฐสภาของเมียนมา และขบวนการนี้กำลังผลักดันให้สาธารณชนยอมรับว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม

รัฐบาลเงาหรือรัฐฐาลใต้ดินของ “มาน วิน แคง ทาน” ได้ประกาศความตั้งใจที่จะสร้างประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐและผู้นำของรัฐบาลได้พบกับตัวแทนขององค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมาซึ่งมีอำนาจควบคุมพื้นที่มากมายทั่วประเทศอยู่แล้ว บางคนให้คำมั่นว่าจะสนับสนุน

“เพื่อที่จะสร้างประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐซึ่งพี่น้องชาติพันธุ์ทุกคนที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากการกดขี่จากระบอบเผด็จการมานานหลายทศวรรษต้องการอย่างแท้จริง การปฏิวัติครั้งนี้เป็นโอกาสที่เราจะได้ร่วมแรงร่วมใจกัน” มาน วิน แคง ทาน กล่าว

“นี่เป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของประเทศและแสงสว่างก่อนรุ่งสางจะใกล้เข้ามา นี่เป็นช่วงเวลาทดสอบพลเมืองของเราด้วยว่าเราสามารถต้านทานช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดเหล่านี้ได้มากแค่ไหน”

รัฐบาลทหารได้ประกาศว่า CRPH เป็นกลุ่มผิดกฎหมายและกล่าวว่าใครก็ตามที่เกี่ยวข้องอาจถูกตั้งข้อหากบฏซึ่งมีโทษประหารชีวิต

Photo by STR / AFP

เปลือยกลางเวทีแจกรางวัล ประท้วงมาตรการโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647829

วันที่ 14 มี.ค. 2564 เวลา 12:36 น.เปลือยกลางเวทีแจกรางวัล ประท้วงมาตรการโควิดนักแสดงฝรั่งเศสไม่พอใจรัฐบาลจัดการกับการระบาด ห่อตัวมาแล้วเปลือยกลางเวทีแจกรางวัล

นักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศส คอรีนน์ มาเซียโร (Corinne Masiero)ยืนเปลือยกายอยู่บนเวทีข้างมารินา ฟัวส์นักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศสและพิธีการในงานระหว่างพิธีมอบรางวัล Cesar Film Awards หรือ Les Cesars ครั้งที่ 46 ที่สถานที่จัดขึ้นที่เวทีคอรเสิร์ต The Olympia ในกรุงปารีสเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2021

มาเซียโรทำแบบนี้เพื่อประท้วงการปิดโรงภาพยนตร์และโรงภาพยนตร์ของรัฐบาลเป็นเวลาหลายเดือนในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา พร้อมเขียนข้อความว่า “ไม่มีวัฒนธรรม ไม่มีอนาคต” บนหน้าอกของเธอ และ “ส่งศิลปะคืนให้เราซะ ฌอง” บนหลังของเธอวึ่งมีเจตนาจะสื่อไปถึงนายกรัฐมนตรีฌอง คาสเท็กซ์

Photo by Dominique CHARRIAU / POOL / AFP และ Bertrand GUAY / various sources / AFP

Photo by Bertrand GUAY / various sources / AFP
Photo by Dominique CHARRIAU / POOL / AFP
Photo by Bertrand GUAY / various sources / AFP
Photo by Bertrand GUAY / various sources / AFP

บิตคอยน์อย่างแรง ทะลุ 60,000 ตามด้วย 61,000 สองวันติด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647827

วันที่ 14 มี.ค. 2564 เวลา 10:38 น.บิตคอยน์อย่างแรง ทะลุ 60,000 ตามด้วย 61,000 สองวันติดบิตคอยน์ (Bitcoin) ทะลวงด่าน 60,000 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ก่อนที่จะถีบตัวขึ้นมาไม่หยุดจนทะลุหลัก 61,000 เหรียญสหรัฐในวันเดียวกัน

บิตคอยน์ (Bitcoin) ผ่านจุด 60,000 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกในวันเสาร์โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐช่วยระกตุ้นความต้องการเงินคริปโตเคอร์เรนซี่สกุลนี้

บิตคอยน์แตะ 60,197 เหรียญสหรัฐเมื่อเวลา 12.34 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิชและยังคงอยู่ทะยานจาหหลัก 60,000 เหรียญสหรัฐต่อไปอีกหลังจากนั้น

จนกระทั่งเพิ่มขึ้น 6.64% สู่ 61,073.71 เหรียญสหรัฐในวันเสาร์เช่นกันโดยเพิ่มขึ้น 3,802.67 ดอลลาร์จากการปิดก่อนหน้านี้

รวมแล้วบิตคอยน์เพิ่มขึ้น 120.2% จากระดับต่ำสุดของปีที่ 27,734 บิตคอยน์ในวันที่ 4 มกราคม

บิตคอยน์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาจากมูลค่า 20,000 เหรียญสหรัฐในเดือนธันวาคมโดยได้รับแรงหนุนจากการที่บริษัทต่างๆ หันมาใช้เงินสกุลนี้

นีล วิลสันนักวิเคราะห์ของ Markets.com กล่าวว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา “บิตคอยน์เพิ่มขึ้นเนื่องจากนักลงทุนรอคอยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังใกล้เข้ามา”

ตามมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ บุคคลทั่วไปในสหรัฐที่มีรายได้ 75,000 เหรียญสหรัฐจะได้รับเช็คมูลค่า 1,400 เหรียญสหรัฐนับตั้งแต่สุดสัปดาห์นี้ หลังจากประธานาธิบดีโจ ไบเดนลงนามในแผนการช่วยเหลือโควิด-19 มูลค่า 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในสัปดาห์นี้

Photo by JACK GUEZ / AFP

ทหารเมียนมายิงหญิงตั้งครรภ์ตายขณะช่วยผู้ประท้วงวัยรุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647811

วันที่ 13 มี.ค. 2564 เวลา 21:55 น.ทหารเมียนมายิงหญิงตั้งครรภ์ตายขณะช่วยผู้ประท้วงวัยรุ่นนับเป็นวันที่นองเลือดที่สุดวันหนึ่ง รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตวันนี้ถึง 10 ราย

มีรายงานที่ยังไม่ยืนยันว่ากองทัพเมียนมาได้สังหารหญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งขณะพยายามปกป้องผู้ประท้วงวัยรุ่นในบ้านของเธอ

แหล่งข่าวท้องถิ่นรายงานรายงานระบุว่าหญิงตั้งครรภ์ถูกยิงที่หน้าผากเพราะพยายามปกป้องผู้ประท้วง

ทั้งนี้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คนรวมทั้งผู้หญิงและเด็กและอีกอย่างน้อย 15 คนได้รับบาดเจ็บจากการปราบปรามอย่างรุนแรงโดยรัฐบาลทหารในมัณฑะเลย์ในวันเสาร์ผู้บาดเจ็บ 5 รายอยู่ในอาการวิกฤต

ทั้งนี้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คนในเมียนมาหลังจากการปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารอย่างรุนแรงเมื่อวันเสาร์ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวันที่นองเลือดที่สุดนับตั้งแต่รัฐบาลทหารเข้ายึดอำนาจเมื่อเดือนที่แล้ว

ตามที่ผู้ตรวจสอบสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติเกี่ยวกับเมียนมา รัฐบาลทหารได้ ‘สังหาร’ ประชาชนอย่างน้อย 70 คนนับตั้งแต่การรัฐประหารในวันที่ 1 กุมภาพันธ์

ภาพประกอบข่าว – พระภิกษุที่ถูกยิงระหว่างการประท้วงโดยผู้ประท้วงต่อต้านการรัฐประหารได้รับการรักษาพยาบาลที่ศูนย์การแพทย์ชั่วคราวในมั ณฑะเลย์เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2564 (ภาพโดย STR / AFP)

ผู้ถือหุ้นเทสลาฟ้อง ‘อีลอน มัสก์’ ทวีตละเมิดข้อตกลงก.ล.ต. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647804

วันที่ 13 มี.ค. 2564 เวลา 19:00 น.ผู้ถือหุ้นเทสลาฟ้อง 'อีลอน มัสก์' ทวีตละเมิดข้อตกลงก.ล.ต.อีลอน มัสก์ ถูกฟ้องทวีตปั่นละเมิดข้อตกลงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าอีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเทสลาถูกฟ้องร้องโดยผู้ถือหุ้นรายหนึ่งโดยระบุว่าการใช้ทวิตเตอร์ของมัสก์ละเมิดข้อตกลงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐปี 2018

โดยศาลสูงเดลาแวร์เผยว่าสาเหตุของการยื่นฟ้องคือการที่มัสก์ “เอาแน่เอานอนไม่ได้” (erratic) จากการโพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์และคณะกรรมการของบริษัทเทสลาล้มเหลวตรวจสอบให้มัสก์ปฏิบัติตามข้อตกลงข้างต้นจนส่งผลให้มีผู้ถือหุ้นขาดทุนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ

ในคำร้องยังอ้างถึงข้อความบนทวิตเตอร์ของมัสก์เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ปีที่แล้วซึ่งระบุว่า “ราคาหุ้นของเทสลาสูงเกินไป” ส่งผลให้มูลค่าการตลาดของเทสลาตกลงกว่า 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Tesla stock price is too high imo— Elon Musk (@elonmusk) May 1, 2020

เชส การ์ริตี โจทก์ในคดีนี้กล่าวว่าการกระทำของมัสก์และการเพิกเฉยของคณะกรรมการทำให้เกิดความเสียหายทางการเงินอย่างมาก

อย่างไรก็ตามทางเทสลายังไม่แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2018 ก.ล.ต. สหรัฐเคยยื่นฟ้องมัสก์ในข้อหาฉ้อโกงหลักทรัพย์โดยการทวีตให้ข้อมูลเท็จ ซึ่งตอนนั้นมัสก์ทวีตถึงเงินทุนที่มากเกินไปกว่าความเป็นจริงซึ่งเข้าข่ายปั่นหุ้นจนทำให้นักลงทุนเข้าใจผิด

Am considering taking Tesla private at $420. Funding secured.— Elon Musk (@elonmusk) August 7, 2018

โดยผู้พิพากษาแห่งเมืองซานฟรานซิสโกกล่าวว่าทวีตในปี 2018 ของมัสก์ถือเป็นการหลอกลวงผู้ถือหุ้นโดยเจตนา ซึ่งคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

Photo by Jim WATSON / AFP

ครูฮ่องกงดึง AI จับอารมณ์เด็กขณะเรียนออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647799

วันที่ 13 มี.ค. 2564 เวลา 17:07 น.ครูฮ่องกงดึง AI จับอารมณ์เด็กขณะเรียนออนไลน์เมื่อการเรียนระยะไกลอาจทำให้ความเข้าใจระหว่างครูและนักเรียนเป็นไปได้ยากขึ้น การใช้ AI จึงเป็นทางออกที่ดี

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลายกิจกรรมต้องปรับสู่รูปแบบเสมือนจริงหรือออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสและแพร่ระบาดของไวรัส ซึ่งรวมถึงภาคการศึกษาที่ต้องปรับเข้าสู่รูปแบบการเรียนออนไลน์เช่นกัน

Ka Tim Chu รองอาจารย์ใหญ่จาก True Light College ในฮ่องกงเผยว่าก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เขาสามารถเช็คการตอบสนองของนักเรียนได้ด้วยการจับสังเกตสีหน้าและท่าทางของนักเรียนในชั้นเรียน แต่เมื่อการเรียนการสอนต้องปรับสู่รูปแบบออนไลน์การใช้ AI เพื่อตรวจจับสีหน้าของนักเรียนให้ทราบถึงอารมณ์และความรู้สึกของเด็กๆ ก็เป็นทางออกที่ดี

แอปพลิเคชั่น “4 Little Trees” พัฒนาขึ้นโดย Viola Lam จาก Find Solution AI บริษัทสตาร์ทอัพในฮ่องกง ซึ่งกล่าวว่าการมี AI ช่วยตรวจจับอารมณ์ของนักเรียนในโรงเรียนหรือแม้กระทั่งสถานที่อื่นๆ ที่เสี่ยงต่อการเกิดความเครียดสามารถทำให้ห้องเรียนเสมือนจริงดีเทียบเท่าหรือมากกว่าห้องเรียนจริงๆ ได้

โดย AI จะวัดจุดของกล้ามเนื้อบนใบหน้าผ่านกล้องบนคอมพิวเตอร์หรือแท็บแล็ตของนักเรียน และสามารถระบุอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นความสุข เศร้า โกรธ ประหลาดใจ หรือความกลัว ซึ่งแม่นยำถึง 85% แต่จะไม่บันทึกใบหน้าของนักเรียนจึงไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว

นอกจากนี้ในระหว่างการทำแบบทดสอบหรือทำการบ้านระบบจะสามารถตรวจสอบได้ด้วยว่านักเรียนคนนั้นๆ ใช้เวลาในการตอบคำถามนานแค่ไหน พร้อมรายงานจุดแข็ง จุดอ่อน ระดับแรงจูงใจ และคาดการณ์ผลการเรียนของนักเรียนได้อีกด้วย

Viola Lam เป็นอดีตครูเธอจึงค่อนข้างเข้าใจความรู้สึกและความต้องการของนักเรียน โดยออกแบบซอฟแวร์นี้มาให้มีโปรแกรมที่สามารถปรับให้เข้ากับเป้าหมายของนักเรียนแต่ละคนรวมไปถึงนำเสนอแบบทดสอบในรูปแบบเกมเพื่อให้นักเรียนสนุกไปกับการเรียน

ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงที่มีการเรียนการสอนแบบระยะไกลเทคโนโลยีนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อช่วยให้คุณครูสามารถตรวจสอบอารมณ์ของนักเรียนได้แม้ว่าจะอยู่ไกลกันก็ตาม

ทั้งนี้ 4 Little Trees เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2017 ด้วยเงินทุน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีโรงเรียนที่ใช้บริการเพิ่มขึ้นจาก 34 แห่งเป็น 83 แห่งในปีที่ผ่านมาท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19

ภาพโดย Find Solution AI

จำคุก 212 ปี พ่อแคลิฟอร์เนียฆ่าลูกออทิสติกฮุบเงินประกันเกือบ 8 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647789

วันที่ 13 มี.ค. 2564 เวลา 14:30 น.จำคุก 212 ปี พ่อแคลิฟอร์เนียฆ่าลูกออทิสติกฮุบเงินประกันเกือบ 8 ล้านศาลสหรัฐตัดสินจำคุกชายชาวแคลิฟอร์เนีย 212 ปีข้อหาฆาตกรรมลูกชายทั้ง 2 คนและพยายามฆ่าอดีตภรรยา

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมานายอาลี เอลเมซาเยน (Ali Elmezayen) วัย 45 ปี ถูกศาลพิพากษาตัดสินจำคุก 212 ปีในข้อหาฆาตกรรมลูกชายทั้ง 2 คนและพยายามฆ่าอดีตภรรยาเพื่อหวังรับเงินประกันชีวิต

โดยในปี 2012 นายอาลีเริ่มซื้อประกันอุบัติหตุและประกันชีวิตจากหลายบริษัทรวมวงเงินคุ้มครอง 3 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 92 ล้านบาท

ต่อมาในปี 2015 นายอาลีขับรถไปกับอดีตภรรยาและลูกชาย 2 คนวัย 8 ปีและ 13 ปีไปยังบริเวณท่าเทียบเรือทางตอนใต้ของลอสแองเจลิสก่อนที่จะขับรถพุ่งลงน้ำ ด้านอดีตภรรยาได้รับความช่วยเหลือจากชาวประมงในพื้นที่แต่ลูกชายทั้ง 2 เสียชีวิต

ภายหลังการเสียชีวิตของลูกชายนายอาลีได้รับเงินประกันชีวิตไปกว่า 260,000 เหรียญสหรัฐหรือราว 7.98 ล้านบาท

จอห์น วอลเตอร์ ผู้พิพากษากล่าวว่าการกระทำของนายอาลีเป็นการก่ออาชญากรรมที่โหดเหี้ยม ความเสียใจเดียวที่จำเลยมีคือเสียใจที่เขาถูกจับได้

Photo by Sameer Al-DOUMY / AFP

ไบเดนออกโรงป้องชาวเอเชียไม่ควรถูกเหยียด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647771

วันที่ 13 มี.ค. 2564 เวลา 12:00 น.ไบเดนออกโรงป้องชาวเอเชียไม่ควรถูกเหยียดโจ ไบเดนประณามการใช้ความรุนแรงต่อชาวเอเชียไม่ใช่วิสัยของคนอเมริกัน

ในแถลงการณ์แผนนโยบายบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐยังได้มีการกล่าวถึงประเด็นการเหยีดเชื้อชาติชาวเอเชียในสหรัฐซึ่งยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

โดยไบเดนพูดถึงกระแสความเกลียดชังต่อชาวเอเชียน-อเมริกันที่ตกเป็นเหยื่อของการโจมตี ข่มขู่คุกคามต่างๆ นานาในสหรัฐ ระบุว่าเป็นสิ่งที่ผิด ไม่ใช่วิสัยของชาวอเมริกัน และมันจะต้องยุติลง พร้อมกล่าวว่าชาวเอเชียน-อเมริกันหลายคนกำลังเป็นแนวหน้าต่อสู้กับโควิด-19 เพื่อช่วยชีวิตทุกคนถึงกระนั้นพวกเขายังต้องอยู่อย่างหวาดกลัวไปทั้งชีวิตเพียงแค่เดินไปตามถนนในอเมริกา

จากข้อมูลของ Stop AAPI Hate พบว่ามีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นมากกว่า 2,800 ครั้งนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการโจมตีทางร่างกายหรือทางวาจาสิบเนื่องจากพฤติกรรมการเหยียดเชื้อชาติ

ตามรายงานของศูนย์ศึกษาความเกลียดชังและลัทธิหัวรุนแรงที่มหาวิทยาลัยในแคลิฟอร์เนียซึ่งตรวจสอบข้อมูลจากตำรวจใน 16 เมืองใหญ่พบว่าอาชญากรรมจากความเกลียดชังพุ่งเป้าไปที่ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียเพิ่มขึ้น 150% ในปีที่ผ่านมา โดยมีรายงานอาชญากรรมเพิ่มขึ้นจาก 49 คดีเป็น 122 คดี

Biden on rise of hate crimes against Asians: “It’s wrong. It’s un-American. And it must stop.” pic.twitter.com/c9D2YGhyKq— Aaron Rupar (@atrupar) March 12, 2021

Photo by OLIVIER DOULIERY / AFP

อนามัยโลกแจงแล้วไม่จำเป็นต้องระงับแอสตราเซเนกา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647765

วันที่ 13 มี.ค. 2564 เวลา 10:00 น.อนามัยโลกแจงแล้วไม่จำเป็นต้องระงับแอสตราเซเนกาองค์การอนามัยโลกเผยหากยังไม่พบหลักฐานว่าวัคซีนของแอสตราเซเนกาส่งผลให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงก็ไม่มีความจำเป็นต้องระงับ

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) เรียกร้องให้นานาประเทศดำเนินการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ของแอสตราเซเนกาตามเดิมหลังจากที่อย่างน้อย 10 ประเทศระงับวัคซีนดังกล่าวเนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัย

โดย Mariangela Simao ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านวัคซีนและเวชภัณฑ์ขององค์การอนามัยโลกแถลงว่าขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญกำลังตรวจสอบรายงานภาวะการเกิดลิ่มเลือดหลังจากที่ได้รับวัคซีนของแอสตราเซเนกาซึ่งหากยังไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนก็ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องระงับวัคซีนดังกล่าว

เช่นเดียวกับ Margaret Harris โฆษกจากองค์การอนามัยโลกระบุว่าสามารถใช้วัคซีนของแอสตราเซเนกาต่อไปได้ตามปกติ

ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ที่ระบุก่อนหน้านี้ว่าไม่พบข้อบ่งชี้ว่าวัคซีนต้านโควิด-19 ของแอสตราเซเนกาเชื่อมโยงกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในผู้ที่ได้รับวัคซีน และยืนยันว่าวัคซีนดังกล่าวยังสามารถใช้งานต่อไปได้

โดยในบรรดาชาวยุโรปที่ได้รับการฉีดวัคซีนของแอสตราเซเนกาทั้งหมด 5 ล้านคน มีเพียง 30 คนเท่านั้นที่เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ได้รับวัคซีนหลังเกิดข้อกังวลด้านความปลอดภัยเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาขณะที่หลายประเทศได้ระงับวัคซีนดังกล่าวหลังมีรายงานผู้เสียชีวิตและมีอาการไม่พึงประสงค์หลังได้รับวัคซีน โดยชี้ให้เห็นถึงภาวะการเกิดลิ่มเลือดที่อาจเชื่อมโยงกับวัคซีนของแอสตราเซเนกา

อย่างไรก็ตามวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติแล้ว “ทุกยี่ห้อ” ได้รับการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่ามีวัคซีนยี่ห้อใดส่งผลให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงถึงชีวิต

Photo by Martin BUREAU / AFP

ราชวงศ์อังกฤษกับกรณีเหยียดผิว ครั้งหนึ่งอาจมีราชินีเลือดผสมแอฟริกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647548

วันที่ 12 มี.ค. 2564 เวลา 20:17 น.ราชวงศ์อังกฤษกับกรณีเหยียดผิว ครั้งหนึ่งอาจมีราชินีเลือดผสมแอฟริกันจากการสัมภาษณ์ที่เขย่าบัลลังก์ราชวงศ์อังกฤษของเจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนพระชายา

มีประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงเป็นพิเศษคือการที่เมแกนบอกว่ามีสมาชิกในราชวงศ์แสดงความกงัวลกับสีผิวของโอรสของทั้งสอง คือ อาร์ชี (เนื่องจากเมแกนเป็นลูกครึ่งผิวขาว/ผิวดำ)

ต่อมาโอปราห์ วินฟรีย์ ผู้ทำการสัมภาษณ์เผยว่าผู้ที่เอ่ยถึงเรื่องสีผิวของอาร์ชีไม่ใช่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และไม่ใช่เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ แทนที่จะทำให้โลกโซเชียลสงบลงมันกลับทำให้กระแสคาดเดายิ่งรุนแรงหนักขึ้น เพราะแต่ละคนก็อยารู้ว่าใครที่ยกประเด็นอ่อนไหวนี้ขึ้นมา

มันยังไม่จบแค่นั้น เมื่อพ่อชาวอเมริกันของเมแกนคือ โทมัส มาร์เคิลกล่าวว่าเขาไม่คิดว่าราชวงศ์อังกฤษเหยียดผิวและคาดว่ามันเป็นเพียงคำถามโง่ๆ เท่านั้น เขาบอกกับ ITV ว่า “ผมเคารพพระราชวงศ์มากและผมไม่คิดว่าราชวงศ์อังกฤษเหยียดผิวเลย ผมไม่คิดว่าคนอังกฤษเหยียดเชื้อชาติ ผมคิดว่าลอสแองเจลิที่ๆ คนเหยียดเชื้อชาติ ที่แคลิฟอร์เนียเป็นที่ของพวกเหยียดเชื้อชาติ แต่ผมไม่คิดว่าคนอังกฤษเป็น (คนเหยียดเชื้อชาติ)”

แต่ต้องตระหนักด้วยว่าพ่อของเมแกนอาจจะไม่ได้เข้าข้างลูกของตัวเอง เพราะทั้งคู่มีเรื่องระหองระแหงกัน

หลายคนคงจะสงสัยแล้วว่าราชวงศ์อังกฤษไม่ได้เหยียดเชื้อชาติหรือไม่? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคงจะมาจากคนที่พูดเรื่องสีผิวของอาร์ชีเท่านั้น แต่ก่อนจะได้คำตอบเราสามารถกลับไปค้นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เพื่อตรวจสอบดูว่าราชวงศ์อังกฤษมีความอดทนกับความหลากหลายทางเชื้อชาติแค่ไหน?

เป็นที่ทราบกันดีว่า เมแกนมีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันจากแม่ และคอเคเซียนจากพ่อ ซึ่งเธอก็ภาคภูมิใจกับการเป็นคนเชื้อชาติผสม ด้วยความที่เธอมีเชื้อสายแอฟริกัน ทำให้มีกระแสกล่าวขวัญถึงกันว่าเธอจะเป็นว่าที่สมาชิกราชวงศ์อังกฤษคนแรกที่มีเชื้อสายคนผิวดำ

อย่างไรก็ตาม มีผู้ค้านว่าเมแกนอาจไม่ใช่เชื้อสายแอฟริกันคนแรกในราชวงศ์อังกฤษ เพราะนักประวัติศาสตร์หลายรายชี้ว่า สมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์ พระมเหสีในพระเจ้าจอร์จที่ 3 ซึ่งดำรงพระชนม์ชีพในช่วงปี 1744-1818 อาจทรงมีเชื้อสายชาวแอฟริกัน

ฮอเรซ วอลโพล นักเขียนและการเมืองอังกฤษร่วมสมัยของสมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์บอกว่าพระนางทรงมี “รูพระนาสิกกว้างเกินไป พระโอษฐ์ก็มีความผิดปกติเหมือนกัน”

นักเขียนชื่อดังในยุคนั้นคือ เซอร์ วอลเตอร์ สก็อต ถึงกับกล่าวอย่างเหยียดเชื้อชาติว่า ทรงมีพระฉวีสีเพี้ยน คือไม่ใช่ผิวขาว และครอบครัวของพระองค์เป็นคนผิวสีผิดเพี้ยน

แต่คำกล่าวอ้างนี้ถูกระบุต่อสาธารณชนครั้งแรกในหนังสือ Sex and Race: Volume I ของนักเขียนชาวจาเมกา – อเมริกันที่ชื่อ เจ เอ รอเจอร์ส ในปี 1940 ซึ่งเขาสรุปว่าสมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์ต้องมี “สายพันธุ์นิโกร” (Negro strain) โดยสังเกตว่า “รูพระนาสิกกว้างและริมพระโอษฐ์หนา “ดังที่ปรากฎในภาพพระฉายาลักษณ์ที่วาดขึ้นในปี 1761 โดยแอลลัน แรมซีย์

หนึ่งในผู้สนับสนุทฤษฎีนี้คือ มาริโอ เด บัลเดส อี โกกอม ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การแพร่กระจายของชาวแอฟริกัน ซึ่งอ้างว่า สมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์ แม้ว่าจะประสูตรที่เยอรมนี แต่ทรงมีเชื้อสายของพระเจ้าอัลฟองโซที่ 3 แห่งโปรตุเกส กับพระสนมชาวมัวร์จากแอฟริกันชื่อ มาดรากานา ในสมัยศตวรรษที่ 13

บัลเดสระบุว่า พระเจ้าอัลฟองโซที่ 3 ทรงไปตีเมืองชื่อฟารีได้จากพวกมัวร์ (ชาวมุสลิมแอฟริกาเหนือ) และทรงได้บุตรีของเจ้าเมืองคือ มาดรากานามาเป็นพระสนมม และมีพระโอรสพระธิดาด้วยกัน 3 พระองค์ บัลเดสยังยืนยันว่า แม้ว่าช่วงเวลาระหว่างยุคของพระสนมมาดรากานากับสมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์จะห่างไกลกันมากโดยห่างกันถึง 15 รุ่น

แต่เมื่อพิจารณาจากการสืบสกุลหรือพงศาวลีแล้วกลับมีความใกล้ชิดกันอย่างน่าตกใจ เพราะในเวลาต่อมา พระโอรสของพระสนมมาดรากานา ชื่อว่า มาร์ติน อัลฟองโซ สมรสกับหญิงในตระกูลซูซา ซึ่งก็มีเชื้อสายแอฟริกันเช่นกัน ทั้งสองตระกูลนี้เป็นบรรพบุรุษของสมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์

ว่ากันว่า ในตอนแรกที่พระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษทรงได้ประสบพบพักตร์กับว่าที่พระมเหสี ถึงกับทรงตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทรงตะลึงในพระรูปโฉมหรือตกตะลึงกับลักษณะของพระนางที่แสดงความเป็นชาวแอฟริกันอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีเรื่องสมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์ทรงมีเชื้อสายคนผิวดำถูกคัดค้านอย่างหนักเหมือนกัน โดยเฉพาะในหมู่นักวิชาการเกือบทั้งหมดไม่ยอมรับทฤษฎีนี้เอาเลย แต่เรื่องแบบนี้ถูกใจคนทั่วไปเป็นอย่างมากและถูกพูดถึงอย่างมากอีกครั้งเมื่อเมแกนทำพิธีหมั่นและเสกสมรสกับเจ้าชายแฮร์รี่

เช่นเดียวกับเมแกนที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีนักกับสมาชิกราชวงศ์ สมเด็จพระราชินีชาร์ลอตต์ก็ทรงมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับเจ้าหญิงเอากุสทา ซึ่งเป็นพระราชมารดาของพระสวามีซึ่งควบคุมพระองค์ด้วยกฎระเบียบอันเข้มงวดของราชสำนักและส่งคนใกล้ชิดไปรับใช้พระนางจนดูเหมือนจะคอยจับผิดอยู่ตลอดเวลา

เมแกนบอกในระหว่างการสัมภาษณ์กับโอปราห์ว่าต้องเผชิญกับแรงกดดันของการเป็นสมาชิกราชวงศ์จนเคยคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว