กองทัพเมียนมากล่าวหาซูจีรับสินบนกว่า 18 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647637

วันที่ 11 มี.ค. 2564 เวลา 18:30 น.กองทัพเมียนมากล่าวหาซูจีรับสินบนกว่า 18 ล้านรัฐบาลทหารเมียนมากล่าวหาซูจีรับสินบนกว่า 18 ล้านบาทพร้อมทองคำอีกกว่า 11 กก.

พลจัตวาซอ มิน จุน โฆษกกองทัพเมียนมาแถลงว่าในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนางออง ซาน ซูจีรับเงินผิดกฎหมายอย่างน้อย 6 แสนเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 18.3 ล้านบาท และทองคำอีก 11.2 กิโลกรัมระหว่างเดือนธันวาคม 2017 ถึงเดือนมีนาคม 2018 จากพิว มิ้น เต็ง หัวหน้าคณะรัฐมนตรีภูมิภาคย่างกุ้งซึ่งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตกำลังตรวจสอบ

ด้านอดีตประธานาธิบดีวิน มยินต์ รวมถึงรัฐมนตรีคนอื่นๆ ถูกกล่าวหาในประเด็นการทุจริตเช่นกันซึ่งนับเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ถูกจับกุม ขณะที่องค์กรอิสระระหว่างประเทศออกมาโต้แย้งข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยระบุว่าไม่พบความผิดปกติหรือหลักฐานการทุจริตใดๆ

ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงเดินหน้าประท้วงต่อต้านรัฐประหารท่ามกลางการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร

โดยในวันนี้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 7 ราย รวมผู้เสียชีวิตทั้งสิ้นอย่างน้อย 60 รายนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ขณะที่สหประชาชาติและนานาประเทศออกมาประณามพร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ยุติการใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผุ้ชุมนุมประท้วงตลอดจนปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุม อย่างไรก็ตามกองทัพเมียนมายืนยันว่าเป็นเหตุการณ์ภายในไม่ควรเกี่ยวข้องกับประชาคมระหว่างประเทศ

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ยาเม็ด ‘โมลนูพิราเวียร์’ ความหวังใหม่สู้โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647623

วันที่ 11 มี.ค. 2564 เวลา 17:00 น.ยาเม็ด 'โมลนูพิราเวียร์' ความหวังใหม่สู้โควิด-19บริษัทผู้ผลิตยายักษ์ใหญ่กำลังเร่งพัฒนายาเม็ดต้านโควิด-19 จากผลการทดลองระยะที่ 2 พบว่าได้ผลดีทีเดียว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “เมอร์ค” (Merck) บริษัทผลิตยายักษ์ใหญ่จากเยอรมนีซึ่งร่วมมือกับบริษัทริดจ์แบค ไบโอเทราพิวติกส์ (Ridgeback Biotherapeutics) พัฒนายาเม็ดสำหรับต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) ในชื่อโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir)

โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้แถลงเบื้องต้นว่ายาดังกล่าวประสบความสำเร็จในการทดลองระยะที่ 2 จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 202 รายที่มีอาการไม่รุนแรงและยังไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

จากการทดลองมีทั้งผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกและยาจริง ซึ่งพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาจริงครบโดสอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วันมีปริมาณเชื้อไวรัสลดลงอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่มีผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ใดๆ และยังไม่พบปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ยา

เวนดี เพนเทอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ของริดจ์แบคข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าวเป็นเรื่องน่ายินดีเนื่องจากยังไม่มีการค้นพบยารักษาโรคโควิด-19 มาก่อน

โดยทางบริษัทจะดำเนินการทดลองและประเมินผลต่อไปทั้งในผู้ป่วยนอกและในสถานพยาบาลเพื่อวางแผนพัฒนายาต้านโควิด-19 ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยคาดว่าผลการทดลองครั้งต่อไปจะเปิดเผยภายในไตรมาสนี้ ขณะที่ทางองค์การอาหารและยายังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

ทั้งนี้ โมลนูพิราเวียร์ หรือ EIDD-2801 เป็นการรักษาในรูปแบบอะนาล็อกนิวคลีโอไซด์ซึ่งออกฤทธิ์ในวงกว้างต่ออาร์เอ็นเอไวรัส (ไวรัสที่มีอาร์เอ็นเอเป็นสารพันธุกรรม) รวมถึงไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซาร์ส และเมอร์ส

Photo by GEORGE FREY / AFP

นักลงทุนชื่อดังเกรงบิตคอยน์ดิ่งซวยถึงตลาดหุ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647607

วันที่ 11 มี.ค. 2564 เวลา 15:00 น.นักลงทุนชื่อดังเกรงบิตคอยน์ดิ่งซวยถึงตลาดหุ้นมาร์ก โมบิอุส นักลงทุนชื่อดังเกรงบิตคอยน์ดิ่งส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น

มาร์ก โมบิอุส นักลงทุนรุ่นเก๋าผู้ร่วมก่อตั้ง Mobius Capital Partners กำลังกังวลว่าราคาของบิตคอยน์จะลดลงและส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น

โมบิอุสเผยต่อ Bloomberg TV ว่า “สิ่งหนึ่งที่ผมคือการลดลงของราคาบิตคอยน์ เนื่องจากบิตคอยน์และตลาดเทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง หากราคาบิตคอยน์ลดลง หุ้นตลาดเทคโนโลยีจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง”

“ผมคาดหวังให้ราคาบิตคอยน์ยังคงขึ้น และคงอยู่ต่อไป เพื่อที่หุ้นเทคโนโลยีจะได้ฟื้นขึ้นมาได้”

ข้อมูลล่าสุดในวันที่ 11 มี.ค. ราคาบิตคอยน์อยู่ที่ 55,699 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ซึ่งลดลงจากซึ่งลดลงจากจุดสูงสุดเมื่อเดือนที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 58,332 เหรียญสหรัฐ

โดยความปั่นป่วนของบิตคอยน์ส่งผลกระทบต่อบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเทสลา (Tesla) ซึ่งได้ทำการซื้อบิตคอยน์มูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อต้นเดือนก.พ. ที่ผ่านมา

ราคาบิตคอยน์ก่อนหน้านี้เคยเหวี่ยงจากประมาณ 58,000 เหรียญสหรัฐเป็น 47,400 เหรียญสหรัฐ และกลับขึ้นไปเป็น 49,000 เหรียญสหรัฐในเดือนที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นของเทสลาลดลงถึง 8.6% ในวันที่ 22 ก.พ.

ยิ่งไปกว่านั้นโมบิอุสเสริมว่าบิตคอยน์ยังมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำ โดยการลดลงของราคาทองคำเมื่อเร็วๆ นี้อาจเป็นผลมาจากความผันผวนของราคาบิตคอยน์

ทั้งนี้ ราคาทองคำลดลงเหลือ 1,713 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในวันที่ 10 มี.ค. จาก 1,893 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในช่วงต้นปี 2021

นอกจากนี้ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาโมบิอุสให้สัมภาษณ์ต่อ Financial News โดยแสดงความกังวลว่าอาจเกิดภาวะฟองสบู่จากนักลงทุนที่แห่เข้ามาลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดคริปโตและในบางบริษัทที่ได้รับความนิยมด้วยเหตุผลบางประการแม้ว่าจะมีผลประกอบการขาดทุนอย่างต่อเนื่องก็ตาม

Photo by JACK GUEZ / AFP

ประมวลภาพสึนามิ 10 ปีผ่านไปมีอะไรเปลี่ยนแปลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647587

วันที่ 11 มี.ค. 2564 เวลา 13:00 น.ประมวลภาพสึนามิ 10 ปีผ่านไปมีอะไรเปลี่ยนแปลงตลอด 10 ปีที่ผ่านมาบ้านเมืองได้รับการฟื้นฟูบูรณะจนแทบไม่เหลือร่องรอยความเสียหาย แต่ร่องรอยความเจ็บปวดในใจยังคงต้องใช้เวลา

วันที่ 11 มี.ค. เมื่อ 10 ปีที่แล้วเกิดโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 9 แมกนิจูดทางตอนเหนือของประเทศ ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดถล่มแนวชายฝั่งจนราบเป็นหน้ากลอง คร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 20,000 คน สูญหายอีกเกือบ 3,000 คน

แม้เวลาจะผ่านมาถึง 10 แล้ว บ้านเมืองได้รับการฟื้นฟูบูรณะจนแทบไม่เหลือร่องรอยของความเสียหาย แต่ร่องรอยความเจ็บปวดในใจของผู้สูญเสียยังคงต้องใช้เวลาเยียวยา

ผู้คนในเมืองอิชิโนมากิ จังหวัดมิยางิ อพยพโดยเรือหลังเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ (ภาพบน) และพื้นที่เดียวกันในเวลาเกือบ 10 ปีต่อมา (ภาพล่าง) ภาพโดย Kazuhiro NOGI and STR / various sources / AFP
เมืองอิชิโนมากิ จังหวัดมิยางิถูกถล่มด้วยคลื่นยักษ์ ทั้งเรือและรถยนต์ถูกซัดกระจัดกระจาย อาคารพังเสียหาย เสาไฟฟ้าโค่นถล่ม (ภาพบน) และพื้นที่เดียวกันในเวลาเกือบ 10 ปีต่อมา (ภาพล่าง) ภาพโดย Philippe LOPEZ and Kazuhiro NOGI / AFP
ผู้คนในเมืองโอฟุนาโตะ จังหวัดอิวาเตะ เดินอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง (ภาพบน) และพื้นที่เดียวกันในอีก 10 ปีถัดมา (ภาพล่าง) ภาพโดย TOSHIFUMI KITAMURA and Kazuhiro NOGI / AFP
ผู้รอดชีวิตจากเหตุสึนามิเดินอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังในเมืองเคเซนนุมะ จังหวัดมิยางิ (ภาพบน) และพื้นที่เดียวกันเกือบ 10 ปีต่อมา (ภาพล่าง) ภาพโดย Philippe LOPEZ and Kazuhiro NOGI / AFP
ภาพเรือถูกซัดขึ้นมาบนสะพานแห่งหนึ่งในเมืองอิชิโนมากิ จังหวัดมิยางิ (ภาพบน) และพื้นที่เดียวกันในอีก 10 ปีถัดมา (ภาพล่าง) ภาพโดย Philippe LOPEZ and Kazuhiro NOGI / AFP
รางรถไฟในเมืองทางาโจ จังหวัดมิยางิ เต็มไปด้วยรถยนต์ที่ถูกซัดด้วยคลื่นยักษ์สึนามิ (ภาพบน) และพื้นที่เดียวกันในอีก 10 ปีถัดมา (ภาพล่าง) ภาพโดย TORU YAMANAKA and Kazuhiro NOGI / AFP
เรือประมงที่ถูกซัดด้วยคลื่นสึนามิจนขึ้นมาเกยบนถนนในเมืองเคเซนนุมะ จังหวัดมิยางิ (ภาพบน) และพื้นที่เดียวกันเกือบ 10 ปีต่อมา (ภาพล่าง) ภาพโดย KIM JAE-HWAN and Kazuhiro NOGI / AFP
เรือท่องเที่ยวคาตามารันที่ถูกซัดขึ้นไปอยู่บนบ้านพักนักท่องเที่ยว 2 ชั้นในเมืองโอสึจิ จังหวัดอิวาเตะ (ภาพบน) และพื้นที่เดียวกันเกือบ 10 ปีต่อมา (ภาพล่าง) ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA and Kazuhiro NOGI / AFP
ภาพถ่ายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ (ภาพบน) ก่อนที่จะเกิดภัยพิบัตินิวเคีลยร์จากคลื่นสึนามิ (ภาพกลาง) และอีกเกือบ 10 ปีถัดมาในมุมเดียวกัน (ภาพล่าง) ภาพโดย AFP PHOTO / Satellite image ?2021 Maxar Technologies
เมืองนาโตริ จังหวัดมิยางิก่อนเกิดสึนามิ (ภาพบน) หนึ่งวันหลังเกิดแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิซัดถล่ม (ภาพกลาง) บริเวณเดียวกันในอีกเกือบ 10 ปีถัดมา (ภาพล่าง) ภาพโดย AFP PHOTO / Satellite image ?2021 Maxar Technologies

Photo by Philippe LOPEZ and Kazuhiro NOGI / AFP

ลูกก็โดนด้วย! สหรัฐขึ้นบัญชีดำลูกผู้นำรัฐประหารเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647582

วันที่ 11 มี.ค. 2564 เวลา 11:00 น.ลูกก็โดนด้วย! สหรัฐขึ้นบัญชีดำลูกผู้นำรัฐประหารเมียนมาสหรัฐประกาศคว่ำบาตรลูกผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา พร้อมธุรกิจภายใต้การบริหารอีก 6 แห่ง

หลังจากที่พลเอก อาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดกระทรวงการคลังของสหรัฐประกาศคว่ำบาตรลูกของเขาอีก 2 คนคือนายอ่อง แพ โซน (Aung Pyae Sone) และน.ส. ขิ่น ธีรี เต็ด มอญ (Khin Thiri Thet Mon) โดยให้เหตุผลว่าทั้งสองได้รับประโยชน์โดยตรงจากตำแหน่งและอิทธิพลที่มุ่งร้ายของบิดา

โดยกระทรวงการคลังระบุว่าห้ามมิให้ทั้งสองดำเนินธุรกิจร่วมกับพลเมืองอเมริกัน ซึ่งรวมถึงธุรกิจทั้ง 6 แห่งในมือของพวกเขา เพื่อตอบโต้การรัฐประการในเมียนมาตลอดจนการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน และสนับสนุนผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

ด้านแอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐได้แถลงการณ์ประณามการรัฐประหารและการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนของกองกำลังความมั่นคงเมียนมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 50 ราย และผู้ถูกจับกุมอีกกว่า 1,700 ราย

Photo by Ye Aung THU / POOL / AFP

รักไม่เคยจาง สามียังดำน้ำค้นหาภรรยาสูญหายจากสึนามิแม้ผ่านไป 10 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647563

วันที่ 11 มี.ค. 2564 เวลา 09:30 น.รักไม่เคยจาง สามียังดำน้ำค้นหาภรรยาสูญหายจากสึนามิแม้ผ่านไป 10 ปีวันนี้คือวันครบรอบ 10 ปีที่แผ่นดินไหวและสึนามิพัดถล่มญี่ปุ่น และพัดพาภรรยาคนหนึ่งไปจากสามี

วันนี้ของปี 2011 เกิดโศกนาฎกรรมขึ้นที่ญี่ปุ่นที่ทำเอาเศร้ากันไปทั้งโลก นั่นคือ แผ่นดินไหวขนาด 9 แมกนิจูดทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดถล่มแนวชายฝั่งแปซิฟิกของญี่ปุ่นจนราบเป็นหน้ากลอง คร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 20,000 คน สูญหายอีกเกือบ 3,000 คน  

และแม้จะผ่านมาถึง 10 แล้ว แต่ร่างของผู้สูญหายบางคนยังหาไม่พบ หนึ่งในนั้นคือร่างของ ยูโกะ ในวัย 47 ปีในขณะนั้น

หลังจากทราบว่าภรรยาซึ่งหลบอยู่บนดาดฟ้าของธนาคารแห่งหนึ่งในเมืองโอะนะงะวะ จังหวัดมิยะงิถูกคลื่นสึนามิสูง 20 เมตรพัดพาไป ยะสุโอะ ทะคะมัตสึ ผู้เป็นสามีก็ไม่เคยละความพยายามในการตามหาเธอเลยสักวัน เมื่อตามหาบนพื้นดินไม่พบ เขาก็ตามหาในน้ำ

ทะคะมัตสึไม่เคยดำน้ำมาก่อน แต่ความคิดถึงภรรยาเป็นแรงผลักดันให้เขาเรียนสกูบาไดฟ์จนได้ใบอนุญาตในอีก 2 ปีให้หลัง เพื่อออกตามหาร่างของเธอ

“ผมยังรู้สึกเหมือนกับตอนที่สึนามิถล่ม ความรู้สึกผมไม่เคยเปลี่ยนเลย และผมจะยังรู้สึกเช่นนี้ต่อไปจนกว่าจะพบเธอ ผมอยากหาเธอให้เจอ แต่ก็รู้สึกว่าอาจจะหาไม่เจอเพราะมหาสมุทรกว้างใหญ่มาก แต่ผมต้องตามหาเธอต่อไป” ทะคะมัตสึในวัย 64 ปีกล่าว

ทะคะมัตสึออกไปดำน้ำตามหาภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากทุกสัปดาห์ตลอด 7 ปีหลังจากได้ใบอนุญาตดำน้ำ จนถึงตอนนี้เขาลงดำน้ำแล้ว 470 ครั้งและจะยังดำต่อไป

นอกจากดำคนเดียวแล้ว ทะคะมัตสึยังเข้าร่วมกับทางการท้องถิ่นดำน้ำค้นหาร่างผู้สูญหายจากสึนามิเดือนละครั้งด้วย

“ผมดำน้ำราวกับว่าผมจะเจอเธอสักที่ ผมคิดเสมอว่าเธออาจจะอยู่ที่ไหนสักที่ใกล้ๆ ”

จนถึงตอนนี้ทะคะมัตสึเจอทั้งอัลบั้ม เสื้อผ้า และสิ่งของอื่นๆ มากมาย แต่น่าเสียดายที่ไม่มีชิ้นไหนเป็นของภรรยาของเขาเลย

ถึงกระนั้นเจ้าตัวยืนยันว่าจะดำน้ำตามหาร่างภรรยาต่อไปตราบเท่าที่ร่างกายของตัวเองยังเคลื่อนไหวได้อยู่ เพราะเขาเชื่อว่ายูโกะต้องการกลับบ้าน จากข้อความสุดท้ายก่อนที่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นพรากเธอไปจากเขาที่เธอส่งมาบอกว่า “คุณปลอดภัยไหม ฉันอยากกลับบ้าน”

การพายูโกะกลับบ้านตามที่เธอต้องการคือสิ่งที่สามีคนนี้ทำมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

ยะสุโอะ ทะคะมัตสึ ลงดำน้ำท่ามกลางน้ำในมหาสมุทรที่เย็นเป็นน้ำแข็งเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2014

AFP PHOTO/Toru YAMANAKA

พระราชทรัพย์ควีนค่าควรเมือง เป็นของชาติหรือส่วนพระองค์? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647535

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 21:50 น.พระราชทรัพย์ควีนค่าควรเมือง เป็นของชาติหรือส่วนพระองค์?แฟนซีรีส์ The Crown คงได้เห็นฉากที่ตัวละครในเรื่องที่รับบทสมาชิกราชวงศ์วินด์เซอร์ก้าวย่างไปตามโถงของพระราชวังบักกิงแฮมที่เต็มไปด้วยภาพวาดตระการตาแขวนอยู่บนผนังมาบ้างแล้ว แต่ขอบอกว่าที่เห็นในซีรีส์เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

อันที่จริงงานศิลปะของสะสมของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 หรือ Royal Collection มีมากกว่าภาพวาด และที่สำคัญคือ งานสะสมเหล่านี้เป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นที่ครอบครองโดยเอกชนที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในโลก ซึ่งมีมูลค่านับหมื่นล้านปอนด์

เนื่องจากพระราชทรัพย์ส่วนนี้จะทรงขายออกไม่ได้ ผู้คนจึงมักเรียกกัน (แบบผิดๆ) ว่าเป็นสมบัติของชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว Royal Collection เป็นของสมเด็จพระราชานีและองค์พระประมุขของชาติเท่านั้น ทรงขายออกไม่ได้ก็จริงแต่การที่จะทรงมีพระบรมราชานุญาตให้นำออกแสดงให้ประชาชนได้ชม ขึ้นอยู่กับพระมหากรุณาธิคุณเป็นหลัก

ดังเช่นเมื่อครั้งที่ทรงมีพระบรมราโชบายให้เปิด Royal Collection ให้ประชาชนทั่วไปได้ชมเมื่อช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 นั้นมีผู้คำนวณว่าพระราชทรัพย์อันหาค่ามิได้ที่ประชาชนมีโอกาสได้ยลมีแค่ 0.1% ของพระราชทรัพย์ทั้งหมดในคอลเลกชั่นเท่านั้น

ประเด็นปัญหาของ Royal Collection คือความที่มั่นเป็นคอลเลกชั่นงานศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ประชาชนมีโอกาสได้ชมมันน้อยถึงน้อยมากจากจำนวนเต็ม ฝ่ายราชาธิปไตยนิยมให้เหตุผลว่าก็เพราะเป็นทรัพย์ส่วนพระองค์ จะได้ชมหรือไม่ได้ชมนั้นคืออยู่กับ “เจ้าของ”

ส่วนพวกสาธารณรัฐนิยมอ้างว่าราชวงศ์ดูแลคอลเลกชั่นนี้ไม่ดีเท่าที่ควร เช่น อ้างว่าไม่มีการทำบัญชีที่เหมาะสม มีพวกอภิสิทธิชนไม่กี่คนที่ได้ชม และควรที่จะให้รัฐบาลไปดูแลเสีย และที่สำคัญพวกไม่นิยมเจ้านายยังอ้างว่า “พระราชินีไม่ได้เป็นเจ้าของในฐานะเอกชน แต่เป็นพวกเรา (ประชาชน)”

แต่ฝ่ายนิยมเจ้านายบอกว่าการอ้างแบบนั้น “ผิด” เช่นคำอธิบายของโจ เอลเดร็น (Joe Eldren) สมาชิกของสันนิบาตราชาธิปไตยบริติช (The British Monarchist League) บอกว่า

“จริงๆเหรอ? ‘เรา’ จ่ายให้งั้นเหรอ? ไม่ ‘พวกเรา’ ไม่ได้จ่าย – เงินถูกใช้ไปโดยพระมหากษัตริย์จากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินจากรัฐที่ผ่านการโหวตแล้วสำหรับการธำรงรักษาของราชวงศ์ แน่นอนว่าพวกรีพับลิกันจะโต้แย้งทันทีว่าในฐานะผู้เสียภาษีพวกเขาเป็นแหล่งเงินทุนและในที่สุด ‘ความเป็นเจ้าของ’ ก็อยู่กับพวกเขา ก่อนอื่น นี่เป็นความจริงที่ไม่ถูกต้อง – พระมหากษัตริย์ผู้ได้มาซึ่งพระราชทรัพย์นั้นอาจใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์ ประการที่สองการโต้แย้งว่าแหล่งเงินทุนเดิมนั้นเป็นเจ้าของ (หมายถึงเจ้าของภาษี) เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก ตัวอย่างเช่นสมมติว่าวันหนึ่งนายจ้างของคุณมาหาคุณและพูดว่า ‘เฮ้ บ้านหลังนั้น รถคันนั้น เครื่องเสียงดีๆ ทั้งหมดเป็นของฉันเพราะฉันจ่ายค่าจ้างให้คุณ!’ ” นี่มันเรื่องไร้สาระอย่างชัดเจน เมื่อส่งมอบเงินแล้วก็ขึ้นอยู่กับผู้รับว่าจะใช้จ่ายหรือลงทุนอย่างไร การที่พระมหากษัตริย์ใช้จ่ายเงินส่วนพระองค์เพื่อปรับปรุงคอลเลกชันเพื่อประโยชน์ของชาติโดยรวมเป็นสิ่งที่ควรยกย่องไม่พึงถูกประณามด้วยความไม่รู้ หรือด้วยความคิดอันชั่วร้าย”

หากพิจารณาตามข้ออ้างนี้สามารถถอดนัยออกมาได้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของอังกฤษทำหน้าที่ปกครอง (หน้าที่โบราณ) และทรงเป็นประมุข (หน้าที่ปัจจุบัน) เงินภาษีที่ประชาชนจ่ายให้กับสถาบันก็เพื่อให้ทรงทำหน้าที่พิทักษ์ประเทศชาติและปกป้องประชาชน อันเป็นหน้าที่ของนักรบแต่โบราณ เมื่อระบอบการปกครองเปลี่ยนไปสถาบันไม่ใช่ผู้รับภาษีโดยตรง แต่เป็นรัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน รัฐบาลนั้นได้ทำการโหวตเพื่อถวายเงินภาษีเป็นงบประมาณในการธำรงพระราชวงศ์เพื่อให้ทรงทำหน้าที่ประมุขต่อไป

อนึ่ง ราชวงศ์อังกฤษถูกเรียกว่า “สถาบัน” (the institution) คล้ายกับประเทศไทย แต่มีความหมายว่าเป็นองค์กรหนึ่งที่ประกอบด้วยผู้คนมากมายที่เกี่ยวข้องกับระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญโดยสมเด็จพระราชินีทรงเป็นตำแหน่งสูงสุดในสถาบันนี้ ดังนั้นสถาบันไม่ใช่องค์กษัตริย์เท่านั้น แต่องค์กษัตริย์ทรงเป็นส่วนหนึ่งที่สูงสุดของสถาบัน

กลับมาที่ประเด็นถกเถียงเรื่องใครเป็นเจ้าของ Royal Collection อีกครั้ง มีผู้เถียงว่าคอลเลกชั่นนี้ไม่ควรถือเป็นของสถาบันเพราะพระราชทรัพย์เคยถูกระบอบสาธารณรัฐสมัยโอลิเวอร์ ครอมเวลล์นำออกขายไปแล้วรอบหนึ่งหลังสำเร็จโทษพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 และเมื่อรื้อฟื้นระบอบกษัตริบ์ขึ้นมาใหม่ (Restoration) สมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ทรงรวบรวมคอลเลกชั่นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ในแง่นี้บางคนอาจจะอ้างว่าควรถือเป็นเงินแผ่นดินที่ซื้อมาไม่ใช่เงินส่วนพระองค์

ประเด็นนี้ถูกแจ้งไว้ใน “บันทึกช่วยจำว่าข้อตกลงเรื่องภาษีสถาบันพระมหากษัตริย์” ที่ระบุไว้ในมาตราที่ 1.9 (ส่วนภาษีมรดก) ดังนี้ “ทรัพย์สินบางส่วนถือโดยสมเด็จพระราชินีในฐานะองค์อธิปัตย์แทนที่จะเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ทรัพย์เหล่านี้ไม่อาจนำออกขายเพื่อจัดหารายได้หรือทุนสำหรับการใช้งานส่วนพระองค์ของของสมเด็จพระราชินีและให้สืบทอดจากอธิปัตย์หนึ่งไปยังองค์ถัดไป ที่ประทับอย่างเป็นทางการ, หอจดหมายเหตุ, รอยัลคอลเลคชัน ภาพวาดและงานศิลปะอื่นๆ และทรัพย์สินอื่นๆ ที่สมเด็จพระราชินีถือครองอยู่ในฐานะส่วนสถาบันพระมหากษัตริย์ (the Crown) ตกอยู่ในหมวดหมู่นี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะต้องจ่ายภาษีมรดกในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินดังนี้”

ข้อมูลเหล่านี้น่าจะให้ความกระจ่างให้พอสมควร

แต่เพราะสถานะอันยิ่งใหญ่และเกี่ยวพันกับประเทศชาติทำให้การพูดถึงสถาบันฯ และพระราชทรัพย์มีความซับซ้อนตามไปด้วย แม้แต่เจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ พระสวามีของสมเด็จพระราชินีก็ยังทรงเข้าพระทัยผิดไปจากตัวบทกฎหมาย โดยในการให้สัมภาษณ์ทางทีวีในปี 2000 ซึ่งพูดถึงผลงานชิ้นเอกของ Royal Collection ดยุคตรัสว่าสมเด็จพระราชินี “ในทางเทคนิคแล้วทรงมีเสรีภาพในการขาย”

ดังนั้นการพูดถึงเรื่องแบบนี้จึงต้องพูดด้วยความระมัดระวังและอิงกับตัวบทกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลหรือสาธารณชน

ว่ากันด้วยรายละเอียดของคอลเลกชั่นส่วนพระองค์ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธเป็นเจ้าของงานศิลปะรวมแล้วนับล้านชิ้น แบ่งเป็นงานจิตรกรรม 7,000 ชิ้น จิตรกรรมสีน้ำ 30,000 ชิ้น จิตรกรรมลายเส้น 500,000 ชิ้น ภาพถ่าย 450,000 ชิ้น รวมถึงมงกุฎเพชรซึ่งเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องดนตรี เซรามิก เฟอร์นิเจอร์ พรม รถยนต์วินเทจ นาฬิกา

ที่น่าสนใจคือ งานศิลป์ชิ้นมาสเตอร์พีซของศิลปินดัง อาทิ ของแรมบรันต์อย่างน้อย 6 ชิ้น ของคานาเล็ตโตกว่า 50 ชิ้น ของลีโอนาร์โด ดาวินชีนับร้อยชิ้น ของเปเตอร์ เปาล์ รือเบินส์ หลายชิ้น และของมิเกลันเจโลอีกกว่า 20 ชิ้น

งานศิลป์ในครอบครองของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธในปัจจุบันนี้ เริ่มต้นสะสมโดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษในสมัยศตวรรษที่ 17 ก่อนจะสวรรคตในปี 1649 พระองค์ได้รวบรวมงานศิลป์ชิ้นโด่งดังที่น่าตื่นตาที่สุดเท่าที่กษัตริย์องค์ไหนๆ เคยสะสมมา อาทิ ผลงานของมิเกลันเจโล, การาวัจโจ, ดาวินชี และฮอลไบน์

อย่างไรก็ดี หลังจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ถูกสำเร็จโทษ งานศิลป์ส่วนใหญ่ถูกขายออกไปและบางส่วนไปจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ปราโดในกรุงมาดริดของสเปน ทว่าหลังจากนั้นพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ทรงซื้อกลับคืนและเริ่มสะสมเข้าคอลเลคชั่นงานศิลปะสะสมของราชวงศ์อังกฤษเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากจะเป็นทรัพย์สมบัติตกทอดกันมาแล้ว สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ยังทรงยกงานศิลป์ส่วนตัวของพระองค์ให้กับคอลเลคชั่นของราชวงศ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชิ้นงานที่ทรงสะสมมาตั้งแต่ก่อนขึ้นครองราชย์ โดยชิ้นงานที่ทรงยกให้ช่วงล่าสุดนี้เป็นผลงานของ แอนดี วอร์ฮอล และเซอร์ อนิช กาปูร์

งานสะสมเหล่านี้มีเยอะมากจนบางชิ้นหลงหูหลงตาไปและพบชิ้นใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น การพบภาพ “The Calling of Saint Peter and Andrew” ของการาวัจโจโดยบังเอิญที่ห้องเก็บของในพระราชวังแฮมตันคอร์ทในปี 2006 หรือราว 400 ปีหลังจากภาพดังกล่าวถูกวาดขึ้น

อย่างไรก็ดี ดังที่เกริ่นไว้ข้างต้น แม้ขณะนี้สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธทรงเป็นเจ้าของคอลเลคชั่นงานศิลป์ล่ำค่าเหล่านี้ แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ของพระองค์ในฐานะปัจเจกบุคคล แต่เป็นของชาติและของผู้ที่จะมาสืบทอดบัลลังก์ต่อ โดยมีทรัสต์ที่เรียกว่า Royal Collection Trust เป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินเหล่านี้

ขณะที่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนหรือทำลายสมบัติทุกชิ้นที่อยู่ในทรัสต์

งานศิลป์ในคอลเลคชั่นทั้งหมดกระจายเก็บไว้ในสถานที่ต่างๆ เช่น พระราชวังแฮมป์ตันคอร์ท พระราชวังวินด์เซอร์ พระราชวังเคนซิงตัน ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชม รวมทั้งที่หอศิลป์สมเด็จพระราชินีภายในพระราชวังบักกิงแฮม ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับจัดแสดงงานศิลป์ Royal Collection โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ยังให้บรรดาพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกยืมไปจัดแสดงราว 3,000 ชิ้น และนำไปจัดแสดงในนิทรรศการต่างๆ เพื่อแบ่งปันให้ผู้คนทั่วโลกชื่นชม

ภาพหลัก  AFP PHOTO / ANP / Robin van Lonkhuijsen

บริษัทเนื้อหอม Second Sight ผู้มอบโลกใบใหม่ให้ผู้พิการทางสายตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647541

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 20:31 น.บริษัทเนื้อหอม Second Sight ผู้มอบโลกใบใหม่ให้ผู้พิการทางสายตาหุ้นของบริษัท Second Sight Medical พุ่งทะยานขึ้นเป็นประวัติการณ์หลังจากที่ FDA อนุมัติแว่นตาสำหรับคนตาบอด

Second Sight Medical บริษัทไบโออิเล็คทรอนิกส์จากสหรัฐอเมริกาผู้สร้างนวัตกรรมที่สามารถมอบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้พิการทางสายตาภายใต้สโลแกน “Life in a New Light” (ชีวิตในแสงสว่างใหม่) ถูกจับตามองอีกครั้งหลังราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์นี้ โดยล่าสุดอยู่ที่ 15.48 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น จากที่ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นของบริษัทโดยเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 1 ถึง 2 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

ขณะที่มูลค่าทางการตลาดทะยานขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 359 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 11,000 ล้านบาทซึ่งอยู่ในจุดสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สัปดาห์ที่แล้วสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้อนุมัติผลิตภัณฑ์ล่าสุดของบริษัท “Argus 2” ซึ่งเป็นเสมือนตัวช่วยที่มอบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้พิการทางสายตา

Argus 2 คือแว่นตาที่จะช่วยประมวลผลและแปลงภาพที่บันทึกจากกล้องตัวเล็กๆ ที่ติดอยู่กับแว่นตาเพื่อส่งข้อมูลไปยังตัวรับข้อมูลที่ฝังอยู่บนพื้นผิวเรตินาของผู้ป่วยโรคอาร์พี หรือตาบอดกลางคืน ให้พวกเขาได้มองเห็นโลกได้อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

โดยขณะนี้มีผู้ป่วยกว่า 350 คนทั่วโลกที่ได้รับการปลูกถ่ายตัวรับดังกล่าวเชื่อมต่อกับแว่นตา ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับอย่างดี โดยมีกำหนดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 มี.ค. นี้

ทั้งนี้ Second Sight เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกใบใหม่ให้แก่ผู้พิการทางสายตามากว่า 20 ปี โดยเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1998 โดยมีแรงบันดาลใจที่จะช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้พิการทางสายตา ให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข

ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในชุมชน กลับไปทำงานอดิเรกได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตลอดจนเพลิดเพลินกับความคล่องตัวและอิสระในการใช้ชีวิต ผ่านแนวคิด “เทคโนโลยีการมองเห็นเทียมที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงสำหรับคนตาบอดทั่วโลก”

นอกจากนี้ Second Sight ยังมีแผนที่จะออกผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ “Orion” ซึ่งเป็นอุปกรณ์เพื่อสร้างการมองเห็นให้แก่ผู้พิการทางสายตาจากสาเหตุหลายประการไม่ว่าจะเป็นต้อหิน เบาหวานขึ้นตา ความผิดปกติที่เส้นประสาทตา เป็นต้น

AFP PHOTO/Jim WATSON

จิตวิญญาณสื่อ! นักข่าวเมียนมาไม่กลัวทหารขู่รายงานการประท้วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647496

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 19:30 น.จิตวิญญาณสื่อ! นักข่าวเมียนมาไม่กลัวทหารขู่รายงานการประท้วง ก่อนหน้านี้กองทัพเมียนมาสั่งแบนสื่อ 5 แห่งที่รายงานสถานการณ์ประท้วง

เมื่อวันจันทร์ (8 มี.ค.) ที่ผ่านมา กองทัพเมียนมามีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตสื่อท้องถิ่น 5 แห่ง ได้แก่ Mizzima, Democratic Voice of Burma, Khit Thit Media, Myanmar Now และ 7Day News โดยห้ามไม่ให้เผยแพร่ เขียน หรือให้ข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐประหารผ่านช่องทางนำเสนอข่าวทุกช่องทาง

ทว่า สื่อมวลชน 4 ใน 5 แห่งที่ถูกแบนไม่ยอมทำตามคำสั่งดังกล่าว โดยจะเดินหน้านำเสนอข่าวการประท้วงตามวิชาชีพต่อไปผ่านช่องทางออนไลน์

Tha Lun Zaung Htet ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว Khit Thit Media เผยกับสำนักข่าว Anadolu Agency ว่า “เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงและกองทัพเองต่างหากที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เห็นได้ชัดว่าการเพิกถอนใบอนุญาตเป็นการพยายามปิดกั้นข้อมูลที่ถูกต้อง”

Tha Lun Zaung Htet ยืนยันว่าสำนักข่าว Khit Thit Media จะเดินหน้านำเสนอข่าวต่อไป และเจ้าตัวได้ลาออกจากสมาคมสื่อมวลชนเมียนมาทันทีหลังจากทางสมาคมสั่งห้ามใช้คำว่า รัฐประหาร รัฐบาลทหาร

จากข้อมูลขององค์กรสื่อไม่แสวงกำไร Democratic Voice of Burma พบว่า นับตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา มีนักข่าวอย่างน้อย 34 รายถูกจับกุมตัว โดยหลายคนได้รับการปล่อยตัวไม่นานหลังจากนั้น แต่อย่างน้อย 10 คนที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวถูกตั้งข้อหาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

Photo by STR / AFP

พันธมิตรตะลุยอวกาศ จีน-รัสเซียจับมือสร้างสถานีอวกาศบนดวงจันทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647510

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 18:30 น.พันธมิตรตะลุยอวกาศ จีน-รัสเซียจับมือสร้างสถานีอวกาศบนดวงจันทร์จีนและรัสเซียลงนามร่วมกันวางแผนสร้างสถานีอวกาศบนดวงจันทร์

รอสคอสมอส หน่วยงานอวกาศของรัสเซียเปิดเผยว่าได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับองค์การบริหารสำนักงานบริหารกิจการอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) โดยทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาสิ่งปลูกสร้างสำหรับวิจัยพื้นผิวและ/หรือวงโคจรของดวงจันทร์

ด้าน CNSA กล่าวว่าโครงการนี้เป็นโครงการความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของจีนซึ่งเปิดกว้างให้กับทุกประเทศที่สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้

ท่ามกลางความพยายามที่จะเป็นผู้นำด้านอวกาศของทั้งสองประเทศโดยจีนได้ร่วมมือกับนานาประเทศรวมถึงส่งยานอวกาศเข้าสู่วงโคจรของดาวอังคารได้สำเร็จเมื่อเดือนที่ผ่านมา และเมื่อปลายปีที่แล้วยังได้ส่งยานอวกาศลงจอดบนดวงจันทร์และเก็บตัวอย่างกลับมายังโลกได้อีกด้วย

ขณะที่รัสเซียซึ่งชาติแรกของโลกที่ส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ ปัจจุบันก็เป็นประเทศที่มีงบประมาณด้านอวกาศมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐและจีน โดยในเดือนเมษายนนี้จะครบรอบ 60 ปีที่ยูริ กาการิน นักบินอวกาศคนแรกเดินทางสู่อวกาศได้สำเร็จ

Photo by Ye Aung THU / AFP