Science Update : พบตุ๊กแกลอกเกล็ดหนีศัตรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256164

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักวิทยาศาสตร์เยอรมนีจากมหาวิทยาลัยลุดวิก แม็กซิมิเลียนแห่งนครมิวนิค รายงานการค้นพบ “ตุ๊กแกเกล็ดปลา” ซึ่งได้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Geckolepis megalepis ในวารสาร PeerJ โดยระบุว่า ตุ๊กแกชนิดนี้มีเกล็ดขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมาในสัตว์วงศ์จิ้งจก-ตุ๊กแก และเกล็ดดังกล่าวสามารถหลุดออกได้ง่ายในกรณีที่ศัตรูเข้าคาบกัดตัวตุ๊กแกชนิดนี้ ซึ่งเป็นกลไกการป้องกันตัวที่ดีเยี่ยม เกล็ดแต่ละชิ้นของตุ๊กแกชนิดพันธุ์ใหม่นี้ มีพื้นที่แปะติดอยู่กับผิวหนังเพียงเล็กน้อย แผ่นเกล็ดขนาดใหญ่ยังช่วยเพิ่มแรงดึงให้ศัตรูผู้ล่า จนชั้นผิวหนังบางใต้เกล็ดที่มีรอยปรุพร้อมฉีกขาดอยู่แล้วหลุดออกได้ง่ายแม้เพียงงับเบาๆ ตุ๊กแกชนิดนี้จึงสามารถลอกคราบอย่างรวดเร็วเมื่อถูกศัตรูโจมตี สัตว์ในวงศ์จิ้งจก-ตุ๊กแกส่วนใหญ่ จะสลัดหางทิ้งเพื่อเป็นการอำพรางศัตรูในขณะที่หนีภัย มีบางส่วนที่สามารถลอกผิวหนังเพื่อหนีเอาตัวรอด แต่ทำได้ไม่บ่อยและรวดเร็วเท่าตุ๊กแกเกล็ดปลานี้ มันสามารถสร้างผิวหนังและเกล็ดขึ้นมาปกคลุมตัวใหม่ได้ โดยไม่มีร่องรอยแผลเป็น ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์

Science Update : ‘กราฟีน’ วัสดุแห่งโลกอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/255233

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คณะนักวิทยาศาสตร์จากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเครือจักรภพของออสเตรเลีย (CSIRO) ประสบความสำเร็จในการผลิตกราฟีน (Graphene) วัสดุมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ที่มีความหนาเพียงอะตอมเดียว ด้วยการใช้วัตถุดิบราคาถูกคือน้ำมันถั่วเหลืองที่ใช้ประกอบอาหารตามบ้านทั่วไป นำมาให้ความร้อนในบรรยากาศปกติ จนน้ำมันแตกตัวออกเป็นหน่วยคาร์บอนที่สามารถนำไปสังเคราะห์กราฟีนได้ จากนั้นจะถูกทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็วบนแผ่นนิกเกิล จนอยู่ในรูปแผ่นฟิล์มสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่บางเฉียบ กราฟีนเป็นผลงานคิดค้นของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี 2010 เป็นวัสดุคาร์บอนที่มีความหนา
เพียงอะตอมเดียว ได้รับการขนานนามว่าเป็นวัสดุมหัศจรรย์เพราะมีความแข็งแกร่งกว่าเหล็กถึง 200 เท่า และนำไฟฟ้าได้ดีกว่าทองแดง เพียงผสมกราฟีน 1% ลงในพลาสติก ก็สามารถทำให้พลาสติกนั้นนำไฟฟ้าได้ คาดกันว่าจะสามารถนำกราฟีนมาใช้งานทางเทคโนโลยีได้หลายแขนง เช่น ผลิตเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง แผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี อุปกรณ์การแพทย์ที่ฝังในร่างกาย รวมทั้งอุปกรณ์กรองน้ำให้บริสุทธิ์

Science Update : ผลการศึกษาชี้แมวอาจฉลาดเท่าสุนัข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254334

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ผลการศึกษาของนักวิจัยชาวญี่ปุ่นที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Behavourial Processes ซึ่งจับแมวบ้าน 49 ตัวมาทดสอบและพบว่าพวกมันสามารถจดจำประสบการณ์ดีๆ อย่างการกินขนมที่ชื่นชอบได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นความจำเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เช่นเดียวกับที่สุนัขมี หรือที่เรียกว่าความจำอาศัยเหตุการณ์ (episodic memory) ทั้งนี้ นักวิจัยได้ทดสอบโดยการสังเกตว่าพวกมันจำได้หรือไม่ว่าชามใดใส่อาหารที่เพิ่งกินไปและชามใดใส่อาหารที่ยังไม่ได้กิน ปรากฏว่า หลังจากเวลาผ่านไป 15 นาที แมวจำข้อมูลเกี่ยวกับชามอาหารว่าคือ “อะไร” และ “ที่ไหน” ได้ ซึ่งอาจแสดงว่าแมวมีความจำอาศัยประสบการณ์ นอกจากนี้ ผลการทดสอบยังชี้ว่าแมวสามารถคงความจำไว้ได้นานกว่าแค่ช่วงเวลาที่วัดผล นายซาโฮะ ทาคากิ นักจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยเกียวโต กล่าวว่าทั้งแมวและสุนัข ใช้ความทรงจำที่เจาะจงเกี่ยวกับประสบการณ์เดี่ยวๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งอาจจะแปลว่า พวกมันมีความจำอาศัยเหตุการณ์ที่คล้ายกับมนุษย์ และที่น่าสนใจคือ แมวอาจจะชอบคิดถึงประสบการณ์ในอดีตเช่นเดียวกับมนุษย์ก็ได้

Science Update : พบคลื่นยักษ์ในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/253413

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ยานสำรวจอวกาศอะคะสึกิของญี่ปุ่น เผยผลการสังเกตการณ์แถบสว่างขนาดใหญ่ ซึ่งมีรูปโค้งคล้ายคันธนูบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ และพบว่าเป็นคลื่นยักษ์ของกระแสอากาศที่ไหลผ่านหุบเขาด้านล่าง ซึ่งอาจมีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ โดยอาจมีความยาวถึง 10,000 กิโลเมตร เกือบเท่ากับระยะทางจากขั้วเหนือของดาวศุกร์ไปจรดกับขั้วใต้ โดยแถบคลื่นนี้เกิดประจำอยู่ในตำแหน่งเดิมบริเวณเหนือกลุ่มเมฆด้านบนของดาวและกระแสคลื่นยังดูเคลื่อนตัวเร็ว ทั้งที่ตามปกติชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นของดาวศุกร์ซึ่งเมฆเคลื่อนตัวด้วยความเร็ว 100 เมตรต่อวินาที ไม่น่าจะทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ขึ้นได้ ทั้งนี้ ดาวศุกร์ได้ชื่อว่าเป็นคู่แฝดที่ชั่วร้ายของโลก เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กันและมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่ดาวศุกร์มีอุณหภูมิพื้นผิวสูงถึง 467 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถหลอมตะกั่วได้ ทั้งยังมีความดันบรรยากาศสูงกว่าโลกถึง 93 เท่า

Science Update : ชะนีสตาร์ วอร์ส ไพรเมตสายพันธุ์ใหม่ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/252428

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนและตะวันตกค้นพบถิ่นอาศัยของชะนีฮูล็อกหรือชะนีคิ้วขาวสายพันธุ์ใหม่ในเขตป่าร้อนชื้นห่างไกลแถบมณฑลยูนนาน ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนใกล้พรมแดนเมียนมา ถือเป็นไพรเมตสายพันธุ์ใหม่ที่แตกต่างจากชะนีสายพันธุ์อื่นๆ พร้อมตั้งชื่อว่าชะนีคิ้วขาวสกายวอล์กเกอร์ เพราะกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ต่างเป็นแฟนภาพยนตร์ชุดสตาร์ วอร์ส ชะนีฮูล็อกทั่วไปมีลักษณะเฉพาะตัวคือคิ้วขาว บางตัวมีหนวดเคราสีขาวด้วย แต่ชะนีคิ้วขาวสายพันธุ์ที่พบในยูนนาน มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากสายพันธุ์อื่นตรงที่เสียงร้องที่พวกมันใช้ติดต่อกันและประกาศอาณาเขต มีระดับเสียงที่แตกต่างออกไป พวกมันชอบอยู่บนยอดไม้ น้อยมากที่จะลงมายังพื้นดิน คาดว่ามีอยู่ในจีนราว 200 ตัว แต่ก็พบว่ามีชะนีสายพันธุ์ใหม่นี้อยู่ในเมียนมาด้วยแต่ไม่รู้แน่ชัดว่ามีจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ยังเตือนถึงโอกาสเสี่ยงสูญพันธุ์ของพวกมันด้วย ทั้งนี้เพราะเหลืออยู่น้อยและยังมีภัยคุกคามอื่นๆ รวมทั้งจากการถูกล่าและเสนอให้ขึ้นบัญชีเป็นสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์

Science Update : เสือชีตาห์ลดฮวบเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/251479

วันอาทิตย์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รายงานล่าสุดซึ่งจัดทำโดยสมาคมสัตววิทยาแห่งกรุงลอนดอนชี้ว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีประชากรเสือชีตาห์เพียง 7,100 ตัว โดยครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้กระจายกันอยู่ใน 6 ประเทศของภูมิภาคแอฟริกาใต้ ส่วนในเอเชียนั้นยังคงมีเสือชีตาห์เหลืออยู่ราว 50 ตัวในอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ในบางประเทศประชากรเสือชีตาห์ลดลงอย่างฮวบฮาบ เช่นที่ ซิมบับเว มีจำนวนเสือชีตาห์ลดลงจาก 1,200 ตัว เหลือเพียง 170 ตัวในธรรมชาติ ภายในระยะเวลาเพียง 16 ปีเท่านั้น สาเหตุที่ประชากรเสือชีตาห์ลดลง เนื่องจากพื้นที่อนุรักษ์หรือเขตป่าสงวนที่กำหนดไว้ให้เสืออยู่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของเสือชีตาห์ ซึ่งปกติมีพื้นที่หากินตามธรรมชาติกว้างกว่านั้นมาก ปัจจุบันคาดว่าพื้นที่หากินของพวกมันถึงร้อยละ 77 ไปทับซ้อนกับเขตชุมชนและพื้นที่การเกษตรของมนุษย์ ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา รายงานฉบับนี้ยังเสนอต่อสหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ให้ปรับเปลี่ยนการจัดประเภทเสือชีตาห์ในบัญชีรายชื่อสีแดง (Red list) จากสัตว์ที่ตกอยู่ในอันตรายจากการถูกคุกคาม มาเป็นสัตว์ที่เสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ เพื่อสะท้อนถึงความร้ายแรงของปัญหาประชากรเสือชีตาห์ได้อย่างถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น

Science Update : ใช้เลเซอร์ไขความลับของปฏิสสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250011

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นักวิทยาศาสตร์ขององค์การวิจัยด้านนิวเคลียร์และฟิสิกส์อนุภาคแห่งยุโรป หรือเซิร์น (CERN) ในสวิตเซอร์แลนด์ เผยถึงการค้นพบวิธีใหม่ในการศึกษาความลับของปฏิสสาร (Antimatter) ลงในวารสารเนเจอร์ โดยล่าสุดประสบความสำเร็จในการใช้กับดักแม่เหล็กที่ออกแบบเป็นพิเศษ ดักจับปฏิสสารของไฮโดรเจนเอาไว้ได้ จากนั้นสามารถฉายแสงเลเซอร์ความถี่จำเพาะไปที่ปฏิสสาร เพื่อศึกษาดูว่ามีพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากสสารทั่วไปอย่างไร นักวิจัยของหน่วยทดลองอัลฟ่าระบุว่า หลักการสำคัญของการศึกษาปฏิสสาร คือมุ่งพิสูจน์ว่ามันมีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับทฤษฎีแบบจำลองมาตรฐานทางฟิสิกส์หรือไม่ ซึ่งตามทฤษฎีนี้ปฏิสสารจะต้องมีคุณสมบัติเหมือนกันกับสสารในทุกด้าน หากพบความแตกต่างเพียงเล็กน้อยแม้ 1 ส่วนในพันล้านล้านส่วน ก็เท่ากับว่าทฤษฎีความรู้พื้นฐานดั้งเดิมดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้อง

 

Science Update : สำรวจใต้ผืนดินขั้วโลกใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249103

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ทีมนักวิทยาศาสตร์ในโครงการPolarGAP ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การอวกาศยุโรป (ESA) เริ่มการสำรวจลงไปใต้ชั้นน้ำแข็งและชั้นดินลึกของขั้วโลกใต้เป็นครั้งแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ยังไม่เคยสำรวจมาก่อน และไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยภาพถ่ายดาวเทียม ทีมนักวิทยาศาสตร์ใช้เครื่องบินบรรทุกอุปกรณ์ตรวจวัดต่างๆ บินข้ามไป-มาหลายเที่ยวเหนือพื้นที่สำรวจกว่า 30,000 กิโลเมตร เพื่อตรวจวัดความหนาของชั้นน้ำแข็งและชั้นดินของขั้วโลกใต้ โดยใช้เรดาร์และเครื่องมือวัดระดับความสูง รวมทั้งเลเซอร์วัดขนาดและบันทึกรูปร่างของยอดภูเขาน้ำแข็งเพื่อทำแผนที่ ผลการสำรวจขั้วโลกใต้ในครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์หลายด้าน ทั้งการค้นหาชั้นน้ำแข็งที่เก่าแก่ที่สุดที่อาจมีอายุถึง 1.5 ล้านปี เพื่อศึกษาสภาพภูมิอากาศโลกในยุคดึกดำบรรพ์ เป็นเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อศึกษาเรื่องผลกระทบของแรงโน้มถ่วงต่อพื้นที่ต่างๆ ของโลก รวมถึงปรับปรุงค่ากลางของแรงโน้มถ่วงโลกที่ใช้วัดระดับความสูงในระบบจีพีเอสและดาวเทียมให้มีความแม่นยำมากขึ้น

science update : พบส่วนหางของไดโนเสาร์มีขน ในก้อนอำพันอายุ 99 ล้านปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248314

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วารสาร Current Biology ตีพิมพ์เผยแพร่การค้นพบส่วนหางของไดโนเสาร์ขนาดเล็กจากยุคมีโซโซอิก ซึ่งติดอยู่ในก้อนอำพันเก่าแก่ 99 ล้านปี ซึ่งได้จากเมืองมิตจินาในรัฐคะฉิ่นของเมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอำพันที่มีชื่อเสียงของเมียนมามายาวนาน จากการตรวจสอบ พบว่าเป็นส่วนหางของไดโนเสาร์ชนิดหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กเท่ากับนกกระจอก โดยขนที่พบเรียงตัวอย่างสมบูรณ์ในลักษณะสามมิติ มีสีน้ำตาลที่ส่วนปลายและมีสีขาวที่ด้านใน นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าส่วนหางที่พบนี้เป็นซากของไดโนเสาร์และไม่ใช่ซากของนกโบราณอย่างแน่นอนเพราะมีโครงสร้างแตกต่างกัน ทั้งยังพบว่ามีของเหลวอยู่ในซากหางนี้ด้วย แสดงว่าไดโนเสาร์ตัวนี้อาจจมลงในน้ำยางเหนียวของต้นไม้ที่กลายเป็นอำพันทั้งที่มันยังมีชีวิตอยู่ การค้นพบส่วนหางของไดโนเสาร์ในก้อนอำพันนี้ จะช่วยให้นักบรรพชีวินวิทยามีความเข้าใจถึงการจัดเรียงตัวของขนไดโนเสาร์มากขึ้น

Science Update : เกรทแบร์ริเออร์รีฟเผชิญวิกฤติครั้งร้ายแรงที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247393

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การศึกษาของเออาร์ซี หน่วยงานที่ศึกษาความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการังชี้ว่า อุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นในปีนี้ ส่งผลให้เกิดภาวะปะการังฟอกขาวครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติการณ์ที่เกรทแบร์ริเออร์รีฟ แนวปะการังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของออสเตรเลีย โดยขณะนี้ปะการังทางตอนเหนือตายไปแล้วราวร้อยละ 67 ส่วนปะการังตอนกลางตายไปร้อยละ 6 ขณะที่ทางตอนใต้ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ คณะนักวิจัยที่ทำการศึกษาเรื่องนี้บอกว่า ในช่วงแรกปะการังตายจากภาวะความเครียดจากความร้อน แต่ต่อมาปะการังจำนวนมากค่อยๆ ตายเพราะขาดสารอาหาร เนื่องจากสูญเสียซูแซนเทลลี ซึ่งเป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของปะการัง สาหร่ายเซลล์เดียวนี้ทำหน้าที่สังเคราะห์แสงไปเป็นอาหารและแหล่งพลังงาน ส่งผลให้ปะการังมีสีซีดจาง