Science Update : บลูโกสต์หยุดทำงานหลังสำรวจดวงจันทร์ 14 วัน

Science Update : บลูโกสต์หยุดทำงานหลังสำรวจดวงจันทร์ 14 วัน

Science Update : บลูโกสต์หยุดทำงานหลังสำรวจดวงจันทร์ 14 วัน

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไฟเออร์ฟลาย แอโรสเปซ (Firefly Aerospace) ยืนยันล่าสุดว่า ภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของยานลงจอด “บลูโกสต์” ที่ใช้ชื่อว่า Ghost Riders in the Sky นาน 2 สัปดาห์ สิ้นสุดลงแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังระบบยานที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ดับลง ถือเป็นภารกิจบนพื้นผิวดวงจันทร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และเป็นความพยายามครั้งแรกของ ไฟเออร์ฟลาย ในการไปดวงจันทร์ โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Commercial Lunar Payload Services (CLPS) ของนาซา ติดตั้งอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ของนาซา 10 ชิ้น ไว้บนยานลงจอด เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับนักบินอวกาศ ในโครงการอาร์เทมิส (Artemis) ที่จะเดินทางมาถึงดวงจันทร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

บลูโกสต์ทำภารกิจสำเร็จหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการติดตามสัญญาณ GPS บนดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ไปจนถึงการเจาะพื้นผิวดวงจันทร์ด้วยหุ่นยนต์ที่ลึกกว่าที่เคยมีมา จากนั้นยานได้ส่งข้อมูลทั้งหมด 119 กิกะไบต์ กลับมายังโลก รวมถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ 51 กิกะไบต์ อีกทั้งยังบันทึกภาพจันทรุปราคาเต็มดวง Blood Worm Moon ในวันที่ 13-14 มีนาคมได้ และถ่ายภาพวงแหวนอันงดงามส่งกลับมาให้คนทั่วโลกได้ชม

การลงจอดที่ประสบความสำเร็จนี้ เป็นครั้งที่สองที่ยานเอกชนลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ ต่อจากยานโอดิสซิอุส (Odysseus) ของอินทูอิทีฟ แมชชีน (IntuitiveMachines) ที่ลงจอดในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 และโอดิสซิอุสเองก็อยู่ปฏิบัติการบนพื้นผิวดวงจันทร์เป็นเวลา 7 วัน ก่อนจะจบภารกิจ

Science Update : จีนพัฒนา ‘เครื่องยนต์แรงขับดันสูง’ รุ่นใหม่

Science Update : จีนพัฒนา ‘เครื่องยนต์แรงขับดันสูง’ รุ่นใหม่

Science Update : จีนพัฒนา ‘เครื่องยนต์แรงขับดันสูง’ รุ่นใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิจัยของจีนประกาศว่าเครื่องยนต์ยานอวกาศที่ออกแบบโดยสถาบันเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนในอวกาศแห่งซีอัน สามารถเดินเครื่องปฏิบัติการเต็มกำลังได้แล้ว โดยเป็นระบบขับเคลื่อนด้วยพลาสมาซึ่งใช้หลักการแตกตัวเป็นไอออนเพื่อสร้างพลาสมา จากนั้นพลาสมาจะถูกเร่งความเร็วด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อสร้างกระแสอนุภาคความเร็วสูง และก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อน

การทดสอบเครื่องยนต์ขับเคลื่อนด้วยแม่เหล็กพลาสมา พลังงานสูงขนาด 100 กิโลวัตต์ จะช่วยปูทางสู่การเดินทางท่องอวกาศในอนาคต โดยมีศักยภาพนำไปใช้ในการเดินทางระหว่างดวงดาว การขนส่งสินค้าระหว่างดวงดาว และการสำรวจอวกาศห้วงลึก

ทีมนักวิจัยใช้วัสดุใหม่จากการพิมพ์แบบ 3 มิติและเทคโนโลยีแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดอุณหภูมิสูง เพื่อทำให้ระบบเครื่องยนต์บรรลุระดับพลังงานป้อนเข้าที่มีประสิทธิภาพมากกว่า 100 กิโลวัตต์ ซึ่งปัจจุบันระดับพลังงานของเครื่องยนต์ดังกล่าวมักอยู่ที่หลักสิบกิโลวัตต์

สถาบันฯ ทิ้งท้ายว่าระบบขับเคลื่อนนี้สามารถนำไปใช้เพื่อมอบแรงขับที่ทรงพลังและเชื่อถือได้แก่ยานอวกาศขนาดใหญ่และยานอวกาศขนาดใหญ่พิเศษของจีน

Science Update : ยานอวกาศของสเปซเอ็กซ์ระเบิดกลางอากาศ

Science Update : ยานอวกาศของสเปซเอ็กซ์ระเบิดกลางอากาศ

Science Update : ยานอวกาศของสเปซเอ็กซ์ระเบิดกลางอากาศ

วันอาทิตย์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัทสเปซเอ็กซ์พบกับความล้มเหลวในการทดสอบยานอวกาศอีกครั้ง เมื่อยานสตาร์ชิปเกิดระเบิดกลางอากาศ หลังถูกปล่อยขึ้นจากฐานปล่อยจรวดของสเปซเอ็กซ์ ที่เมืองโบกา ชิกา ในรัฐเท็กซัส ของสหรัฐฯ เมื่อเวลา 18.30 น.ของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับ 06.30 น. เช้าวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศไทย

ภาพจากการถ่ายทอดสดของสเปซเอ็กซ์ เผยให้เห็นว่าส่วนจรวดบูสเตอร์ซูเปอร์เฮฟวี่สามารถกลับลงมาสู่แท่นยิงจรวดได้ตามแผน แต่อีกไม่กี่นาทีต่อมาส่วนบนของยานสเปซเอ็กซ์เกิดการหมุนควงกลางอากาศ และมีภาพของเครื่องยนต์หลายเครื่องหยุดทำงาน ก่อนที่บริษัทจะยืนยันว่าได้สูญเสียการติดต่อกับยานสตาร์ชิปไปแล้ว

ขณะที่โลกโซเชียลมีการแชร์ภาพของเศษซากยานสตาร์ชิปที่แตกเป็นเสี่ยงๆ และเกิดประกายไฟลุกไหม้ในขณะที่กำลังร่วงจากท้องฟ้าลงสู่พื้นที่โลกใกล้กับเกาะบาฮามาสในทะเลแคริบเบียน ซึ่งมีหลายคนบันทึกเอาไว้ได้ โดยเศษซากเหล่านี้หลายคนให้ความเห็นว่า มองดูแล้วก็คล้ายๆ กับการจุดพลุ

ความล้มเหลวในการทดสอบยานสตาร์ชิปลำที่ 8 นี้มีขึ้นหลังจากเมื่อช่วง 1 เดือนเศษที่ผ่านมา บริษัทก็เพิ่งสูญเสียยานสตาร์ชิปลำที่ 7 ไปจากทดสอบที่ล้มเหลวโดยจรวดส่งยานเกิดระเบิดขึ้นหลังถูกปล่อยขึ้นไปเพียง 8 นาทีเท่านั้น

Science Update : ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 หมดโอกาสชนโลก

Science Update : ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 หมดโอกาสชนโลก

Science Update : ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 หมดโอกาสชนโลก

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การนาซา (NASA) ยืนยันว่าดาวเคราะห์น้อย 2024 วายอาร์4 (2024 YR4) ซึ่งเดิมทีถูกระบุว่ามีโอกาสก่อภัยคุกคามต่อโลกนั้น ไม่น่าก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อโลกในปี 2032 หรือหลังจากนั้น

ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกที่มีขนาดเกือบเท่าสนามฟุตบอลดวงนี้ ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าโอกาสที่ 2024 วายอาร์4 จะพุ่งชนโลกนั้นอยู่ที่ร้อยละ 3 ก่อนลดเหลือร้อยละ 0.28 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

หลังจากการสังเกตการณ์เพิ่มเติม ศูนย์ศึกษาวัตถุใกล้โลกขององค์การฯ เผยว่านาซาได้ปรับปรุงความน่าจะเป็นที่ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวจะพุ่งชนโลกในวันที่ 22 ธ.ค. 2032 เหลือเพียงร้อยละ 0.004

นาซาเสริมว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สำคัญต่อโลกอย่างน้อยจนถึงในศตวรรษหน้า ทว่าโอกาสที่จะพุ่งชนดวงจันทร์ยังคงมีอยู่ร้อยละ 1.7

ทั้งนี้ นาซาจะสังเกตการณ์ดาวเคราะห์น้อย 2024 วายอาร์4 ต่อไป ซึ่งการสังเกตการณ์ได้ให้ข้อมูลอันมีค่าสำหรับการพัฒนาวิธีการป้องกันดาวเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการคาดการณ์การพุ่งชน

Science Update : จีนเจาะ ‘หลุมแนวตั้งลึกสุดในเอเชีย’ กว่า 10,000 เมตรเสร็จสิ้น

Science Update : จีนเจาะ ‘หลุมแนวตั้งลึกสุดในเอเชีย’ กว่า 10,000 เมตรเสร็จสิ้น

Science Update : จีนเจาะ ‘หลุมแนวตั้งลึกสุดในเอเชีย’ กว่า 10,000 เมตรเสร็จสิ้น

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน (CNPC) ประกาศว่างานขุดเจาะ “เซินตี้ถ่าเคอ 1”หลุมแนวตั้งที่ลึกเป็นอันดับ 2 ของโลก และลึกที่สุดในเอเชียได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยมีความลึกถึง 10,910 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางทะเลทรายทากลามากันในแอ่งทาริม เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

หลุมลึกดังกล่าวเป็นหลุมเจาะสำรวจทางวิทยาศาสตร์ ถูกออกแบบมาเพื่อค้นหาทรัพยากรน้ำมันและก๊าซ รวมทั้งส่งเสริมการศึกษาวิวัฒนาการของโลกและธรณีวิทยาส่วนลึก

งานขุดเจาะหลุมลึกเซินตี้ถ่าเคอ 1 ได้สร้างหลายสถิติใหม่ทางวิศวกรรมระดับโลก อาทิ การทำซีเมนต์หลุมเจาะที่ลึกที่สุด การบันทึกภาพด้วยสายส่งที่ลึกที่สุด และการขุดเจาะถึงระดับความลึกเกิน 10,000 เมตร ที่รวดเร็วที่สุดบนบก

รายงานของบริษัทฯ ระบุว่า งานขุดเจาะเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2023 ใช้เวลาขุดเจาะลึกถึงระดับ 10,910 เมตร นานกว่า 580 วัน ซึ่งเวลามากกว่าครึ่งหนึ่ง (ราว 300 วัน) ใช้ไปกับการขุดเจาะระยะ 910 เมตรสุดท้าย กระบวนการขุดเจาะทะลุผ่านชั้นหิน 12 ชั้น จนไปถึงชั้นหินที่มีอายุกว่า 500 ล้านปี

เพื่อสนับสนุนโครงการนี้ บริษัทฯ ได้พัฒนาแท่นขุดเจาะอัตโนมัติลึก 12,000 เมตรเครื่องแรกของโลก และชุดเครื่องมือบันทึกข้อมูลหลุมลึกพิเศษขั้นสูง

นักวิทยาศาสตร์จีนยังได้รวบรวมข้อมูลลำดับชั้นหินลึกพิเศษที่ครอบคลุมชุดแรกของประเทศ ผ่านการวิเคราะห์ตัวอย่างแกนหินจากความลึก 10,000 เมตร ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับองค์ประกอบใต้ผิวดินและประวัติการแปรสัณฐานของโลก

Science Update : เผยโฉม ‘ต้นแบบหุ่นยนต์’ ใช้สำรวจดาวอังคาร

Science Update : เผยโฉม ‘ต้นแบบหุ่นยนต์’ ใช้สำรวจดาวอังคาร

Science Update : เผยโฉม ‘ต้นแบบหุ่นยนต์’ ใช้สำรวจดาวอังคาร

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน พัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์รุ่นใหม่ที่สามารถทำงานทั้งในอากาศและบนพื้นดิน มีน้ำหนักเพียงราว 300 กรัม ใกล้เคียงกับ
น้ำหนักของแอปเปิล ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในภารกิจต่างๆ เช่น การสำรวจดาวอังคาร และสามารถเคลื่อนที่ด้วยการกลิ้งไปบนพื้นและทะยานบินข้ามสิ่งกีดขวาง

ทีมวิจัยได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่ทำงานทั้งในอากาศและบนพื้นดินหลายรุ่น หุ่นยนต์ประเภทนี้มีระยะเวลาการทำงานนานกว่าอากาศยานไร้คนขับขนาดใกล้เคียงกันถึง 6 เท่า

รายงานเผยว่า หุ่นยนต์เหล่านี้สามารถนำไปใช้ปฏิบัติงานหลายรายการ เช่น การเฝ้าระวัง การตรวจสอบ และการบำรุงรักษา มีรูปร่างหลายแบบ เช่น แบบล้อคู่ และแบบทรงกลม อีกทั้งสามารถปรับใช้งานในภูมิประเทศหลายประเภท และติดตั้งแขนกลเพื่อทำงานขันสกรูหรือการกดปุ่ม

จางลี่เซี่ยน ศาสตราจารย์จากสถาบัน กล่าวว่า ขณะนี้ออกแบบต้นแบบหุ่นยนต์เสร็จสมบูรณ์แล้ว หุ่นยนต์ที่สามารถทำงานทั้งในอากาศและบนพื้นดินจะมีประสิทธิภาพดีขึ้น
ทั้งในแง่การปฏิบัติงานและความทนทาน เมื่อเทียบกับยานบินที่ใช้ในภารกิจดาวอังคารที่มีอยู่ตอนนี้

จางคาดว่า หุ่นยนต์ดังกล่าวยังอาจนำไปใช้ในภารกิจสำรวจสภาพแวดล้อมใต้ดิน อาทิ เหมืองถ่านหิน ระบบท่อส่ง และรถไฟใต้ดินได้อีกด้วย

Science Update : นักวิจัยออสซี่สร้าง ‘ตัวอ่อนจิงโจ้’ ในหลอดแก้วสำเร็จครั้งแรก

Science Update : นักวิจัยออสซี่สร้าง ‘ตัวอ่อนจิงโจ้’ ในหลอดแก้วสำเร็จครั้งแรก

Science Update : นักวิจัยออสซี่สร้าง ‘ตัวอ่อนจิงโจ้’ ในหลอดแก้วสำเร็จครั้งแรก

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะนักวิทยาศาสตร์ของออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการสร้างตัวอ่อนจิงโจ้ผ่านกระบวนการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF) เป็นครั้งแรก ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้า
ครั้งสำคัญในการอนุรักษ์สัตว์ชนิดนี้

ผลการศึกษาที่เผยแพร่วันพฤหัสบดีที่ 6 ก.พ. ระบุว่า คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ได้อธิบายกระบวนการสร้างตัวอ่อนจิงโจ้ สายพันธุ์อีสเทิร์นเกรย์ (easterngray) ด้วยการฉีดอสุจิเข้าไปในไข่ที่เจริญเต็มที่ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้กันทั่วไปในการปฏิสนธินอกร่างกายมนุษย์ที่เรียกว่าการฉีดอสุจิเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง (ICSI)

อันเดรส แกมบินี ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้อาจช่วยสนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้สูญพันธุ์ของออสเตรเลีย ซึ่งรวมถึง
โคอาลา วอมแบท พอสซัม และแทสเมเนียนเดวิล โดยคณะนักวิจัยหวังว่าจะสามารถทำให้ตัวอ่อนจากกระบวนการนี้ลืมตาดูโลกสำเร็จภายในระยะเวลาสิบปี ปัจจุบัน คณะนักวิจัยกำลังปรับปรุงเทคนิคการเก็บ เพาะเลี้ยง และอนุรักษ์ไข่และอสุจิของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ทั้งนี้ คณะนักวิจัยเลือกใช้จิงโจ้ สายพันธุ์อีสเทิร์นเกรย์ เป็นหัวข้อการวิจัยเพราะพวกมันมีจำนวนมากเกินไป และการฉีดอสุจิเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรงไม่ต้องการเซลล์อสุจิที่มีชีวิตจำนวนมาก ต้องการเพียงอสุจิหนึ่งตัวฉีดเข้าไปในไข่โดยตรงเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากการผสมพันธุ์เทียม

Science Update : นาซาเตรียมเปิดตัวภารกิจ SPHEREx ทะลวงกาแล็กซี่

Science Update : นาซาเตรียมเปิดตัวภารกิจ SPHEREx ทะลวงกาแล็กซี่

Science Update : นาซาเตรียมเปิดตัวภารกิจ SPHEREx ทะลวงกาแล็กซี่

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา มีเป้าหมายเปิดตัวภารกิจใหม่ที่มุ่งสำรวจกาแล็กซีหลายร้อยล้านแห่งช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์เพื่อสำรวจต้นกำเนิดของจักรวาล

ภารกิจที่มีชื่อว่าเครื่องสังเกตการณ์เพื่อการศึกษาประวัติความเป็นมาของเอกภพ การวิวัฒนาการของเอกภพ และการเกิดของน้ำแข็ง หรือสเฟียร์เอ็กซ์ (SPHEREx) จะดำเนินการตรวจสอบสเปกตรัม (spectral) หรือจับเฉดสีทั่วทั้งท้องฟ้าเป็นครั้งแรก

ระหว่างภารกิจที่วางแผนไว้เป็นระยะเวลา 2 ปี กล้องโทรทรรศน์อวกาศสเฟียร์เอ็กซ์จะเก็บรวบรวมข้อมูลจากกาแล็กซีมากกว่า 450 ล้านกาแล็กซี่ รวมทั้งดาวฤกษ์มากกว่า 100 ล้านดวง ในทางช้างเผือกเพื่อสำรวจต้นกำเนิดของจักรวาล

ภารกิจใหม่ครั้งนี้จะค้นหาน้ำและโมเลกุลอินทรีย์ในแหล่งอนุบาลดาวฤกษ์ (stellar nurseries) ซึ่งเป็นบริเวณที่ดาวฤกษ์ถือกำเนิดจากก๊าซและฝุ่น ตลอดจนจานรอบดาวฤกษ์ที่อาจมีดาวเคราะห์ดวงใหม่กำลังก่อตัวขึ้นอยู่ในทางช้างเผือก

Science Update : จีนพบ ‘เสียงจากอวกาศ’ ไกลจากโลก 1.6 แสนกิโลเมตร

Science Update : จีนพบ ‘เสียงจากอวกาศ’ ไกลจากโลก 1.6 แสนกิโลเมตร

Science Update : จีนพบ ‘เสียงจากอวกาศ’ ไกลจากโลก 1.6 แสนกิโลเมตร

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บทความการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ (Nature) สัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า ทีมวิจัยนานาชาติที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์ของจีน ค้นพบคลื่นคอรัส (chorus waves) ที่อยู่ห่างจากโลกมากกว่า 160,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางอวกาศที่เคยเชื่อว่าเกิดขึ้นเฉพาะใกล้กับบริเวณสนามแม่เหล็กขั้วคู่ของโลก

หลิว เฉิงหมิง ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเป่ยหาง ระบุว่า เราสังเกตเห็นคลื่นคอรัสย่านความถี่ต่ำกว่า 100 เฮิรตซ์ และเมื่อแปลงคลื่นคอรัสเหล่านี้ออกมาเป็นเสียง เราได้ยิน “เสียงจากในอวกาศ” ที่คล้ายคลึงกับเสียงนกร้อง

สนามแม่เหล็กของโลกแผ่ขยายออกไปสู่อวกาศ เมื่ออนุภาคที่มีประจุในจักรวาลผ่านสนามแม่เหล็ก พวกมันสามารถกระตุ้นคลื่นคอรัส หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีลักษณะความถี่คล้ายเสียงนกร้องยามเช้า

คลื่นคอรัสได้รับความสนใจในแวดวงการวิจัยฟิสิกส์อวกาศ เนื่องจากเป็นหนึ่งในความผันผวนของแม่เหล็กไฟฟ้าที่รุนแรงที่สุดในอวกาศ โดยก่อนหน้านี้มีความเชื่ออย่างแพร่หลายว่า คลื่นชนิดนี้เกิดขึ้นใกล้กับบริเวณสนามแม่เหล็กขั้วคู่ของโลกเท่านั้น

คลื่นคอรัสมีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจคำถามพื้นฐานในอวกาศและมีผลกระทบเชิงปฏิบัติที่กว้างขวาง โดยเป็นกุญแจสำคัญในการเร่งอิเล็กตรอนพลังงานสูงในแถบรังสีของโลก และการสร้างแสงเหนือกระพริบในบริเวณขั้วโลก อีกทั้งสามารถส่งอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอวกาศ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อการดำเนินงานอย่างเสถียรของยานอวกาศและสุขภาพของนักบินอวกาศ

Science Update : กัมพูชาพบ ‘ตุ๊กแก’ สายพันธุ์ใหม่

Science Update : กัมพูชาพบ ‘ตุ๊กแก’ สายพันธุ์ใหม่

Science Update : กัมพูชาพบ ‘ตุ๊กแก’ สายพันธุ์ใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568, 08.30 น.

โฆษกกระทรวงสิ่งแวดล้อมของกัมพูชา เปิดเผยการค้นพบตุ๊กแกสายพันธุ์ใหม่ที่มีรูปร่างเพรียวบาง ชื่อว่า เฮมีฟิลโลแดคทิลัส คพอห์ (Hemiphyllodactylus khpoh) บริเวณภูเขาแบบคาสต์ ทางตะวันตกของกัมพูชา

ตุ๊กแกสายพันธุ์นี้ถูกพบระหว่างการศึกษาวิจัยร่วมกันของทีมงานขององค์กรฟอนา & ฟลอรา (Fauna & Flora) ในกัมพูชา เจ้าหน้าที่กระทรวงฯ และคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยลา เซียร์รา ตุ๊กแกสายพันธุ์ใหม่ในวงศ์ Gekkonidaeถูกตั้งชื่อตามพื้นที่พนม คพอห์ ซึ่งเป็นเขาแบบคาสต์ที่ตั้งอยู่ในหมู่เกาะแบบคาสต์ขนาดใหญ่ในจังหวัดพระตะบอง

หลังจากการค้นพบ มีการยืนยันว่าตุ๊กแกดังกล่าวเป็นสายพันธุ์ใหม่โดยพิจารณาจากข้อมูลทางสัณฐานวิทยาและโมเลกุล รวมถึงการแยกตัวของตุ๊กแกสายพันธุ์นี้จากตุ๊กแกชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญพบตุ๊กแกเฮมีฟิลโลแดคทิลัส คพอห์ เพียงตัวเดียวในระหว่างการสำรวจ ทำให้ยังเป็นเรื่องยากที่จะประเมินจำนวนประชากรหรือสถานะการอนุรักษ์ของสายพันธุ์นี้

การค้นพบข้างต้นสะท้อนความหลากหลายทางชีวภาพอันอุดมสมบูรณ์ในภูมิประเทศแบบคาสต์ ทว่า ยังไม่มีการศึกษาภูมิประเทศลักษณะนี้อย่างเพียงพอ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องในหมู่เกาะแบบคาสต์ ที่ยังไม่มีการสำรวจอีกมากทางตะวันตกของกัมพูชา