Science Update : โมเดล AI ช่วยรักษา ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่’

Science Update : โมเดล AI ช่วยรักษา ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่’

Science Update : โมเดล AI ช่วยรักษา ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่’

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเซาธ์ไชน่าในมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน เปิดเผยว่า คณะนักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการลดการผ่าตัดอันไม่จำเป็นในผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หลังจากมีการผ่าตัดชิ้นเนื้อเฉพาะที่

ทีมวิจัยได้พัฒนาและตรวจสอบโมเดลการคาดการณ์ด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อประเมินความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ซ้ำหลังจากทำการผ่าตัดเฉพาะที่ โดยใช้ภาพพยาธิวิทยาของเนื้อเยื่อมะเร็งลำไส้ตรงระยะที1 (T1) ที่ตัดออกด้วยวิธีส่องกล้องทางเดินอาหารหรือการผ่าตัดผ่านรูทวารหนัก

โดยมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดอันดับ 3 ของโลก คิดเป็นราวร้อยละ 10 ของผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งหมด ผู้ป่วยระยะเริ่มต้นมักได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเฉพาะที่ ทว่าผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงบางรายต้องได้รับการผ่าตัดเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการเกิดเนื้องอกซ้ำ ซึ่งเพิ่มภาระทางร่างกายและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฯ และโรงพยาบาลประชาชนมณฑลกว่างตงได้พัฒนาโมเดลเครือข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network) เพื่อประเมินความเสี่ยงของการกลับมาเกิดเนื้องอกซ้ำในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรงระยะที1 ซึ่งสามารถช่วยแพทย์และผู้ป่วยตัดสินใจวางแผนการรักษาหลังการผ่าตัดได้แม่นยำยิ่งขึ้น

โมเดลการคาดการณ์ด้วยปัญญาประดิษฐ์นี้ช่วยลดการผ่าตัดเพิ่มเติมที่ไม่จำเป็นลงราวร้อยละ 34.9 ในผู้ป่วยทั้งหมด เมื่อเทียบกับแนวทางการรักษาในปัจจุบันของสหรัฐฯ ซึ่งช่วยให้แพทย์ตัดสินใจได้ดีขึ้น รวมถึงสะท้อนประสิทธิภาพอันโดดเด่นและศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้ภาพจุลพยาธิวิทยาในการทำนายอาการของเนื้องอก

Science Update : ‘บทเพลงดวงดาว’ ห่างออกไป 2,700 ปีแสง ช่วยไขวิวัฒนาการทางช้างเผือก

Science Update : ‘บทเพลงดวงดาว’ ห่างออกไป 2,700 ปีแสง ช่วยไขวิวัฒนาการทางช้างเผือก

Science Update : ‘บทเพลงดวงดาว’ ห่างออกไป 2,700 ปีแสง ช่วยไขวิวัฒนาการทางช้างเผือก

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การศึกษาใหม่ของออสเตรเลียที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ เมื่อวันพุธที่ 2 เม.ย. เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของดวงดาวด้วยการวิเคราะห์เสียงของดวงดาวในกระจุกดาวที่อยู่ห่างออกไป 2,700 ปีแสง และพัฒนาวิธีการกำหนดอายุและมวลของดาวฤกษ์อย่างแม่นยำผ่านการศึกษาการเปลี่ยนช่วงคลื่นเสียง (Oscillation Frequency) ของดาวเหล่านี้ โดยใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศภารกิจเคปเลอร์เค2 (Kepler K2)

เดนนิส สเตลโล ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ระบุว่าดาวฤกษ์จะส่งเสียงที่ย่านความถี่เฉพาะเช่นเดียวกับเครื่องดนตรี ขึ้นอยู่กับโครงสร้างภายในของมัน และเป็นครั้งแรกที่เราศึกษาลำดับวิวัฒนาการที่กินเวลานานมากเช่นนี้

ดาวขนาดใหญ่ที่สุดจะมีเสียงทุ้มที่สุด ส่วนดาวขนาดเล็กจะมีเสียงแหลมสูงและไม่มีดาวดวงใดที่เล่นโน้ตเดียวพร้อมกันได้ กระบวนการนี้เปรียบเสมือนการฟังวงออร์เคสตราและระบุเครื่องดนตรีโดยฟังจากเสียงของเครื่องดนตรีชนิดนั้นๆ

การศึกษาครั้งนี้ได้ตรวจสอบดาวฤกษ์จำนวน 27 ดวง จากกระจุกดาวเอ็ม67 (M67) ที่ก่อตัวขึ้นเมื่อ 4,000 ล้านปีก่อน แม้ว่ากระจุกดาวเอ็ม67 จะมีองค์ประกอบทางเคมีคล้ายคลึงกัน แต่มวลที่มีความหลากหลายทำให้เหมาะต่อการศึกษาวิวัฒนาการแบบเรียลไทม์

นักวิจัยกล่าวว่า เนื่องจากกระจุกดาวเอ็ม67 มีความคล้ายคลึงกับดวงอาทิตย์ การวิจัยครั้งนี้จึงให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับอดีตของดวงอาทิตย์และการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นดาวฤกษ์ยักษ์แดงในขั้นสุดท้าย การค้นพบเหล่านี้เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงและชี้ให้เห็นถึงแนวทางใหม่ในการวิเคราะห์ข้อมูลดาราศาสตร์ที่มีอยู่

Science Update : ‘แสงออโรรา’ บนดาวเนปจูน

Science Update : ‘แสงออโรรา’ บนดาวเนปจูน

Science Update : ‘แสงออโรรา’ บนดาวเนปจูน

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อวันพุธที่ 26 มี.ค. องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา (NASA) เปิดเผยว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb) สามารถบันทึกภาพการเกิดแสงออโรราบนดาวเนปจูนได้เป็นครั้งแรก โดยเครื่องมือวัดสเปกตรัมอินฟราเรดช่วงใกล้ (Near-Infrared Spectrograph) ของเจมส์ เวบบ์ สามารถบันทึกภาพดังกล่าวเมื่อเดือนมิถุนายน 2023

คณะนักดาราศาสตร์ค้นพบเส้นสเปกตรัมอันโดดเด่นอย่างยิ่ง ซึ่งบ่งชี้การมีอยู่ของไตรไฮโดรเจนแคตไอออน (H3+) ที่เกิดขึ้นได้ในแสงออโรรา โดยแสงออโรราบนดาวเนปจูนจากรูปภาพของเจมส์ เวบบ์ มีลักษณะเป็นรอยเปื้อนและโทนสีเขียวอมฟ้า ขณะเดียวกัน ได้รับข้อมูลสเปกตรัมสำหรับตรวจสอบลักษณะองค์ประกอบและตรวจวัด
อุณหภูมิของบรรยากาศชั้นบนของดาวด้วย

สำหรับแสงออโรรา เกิดขึ้นเมื่ออนุภาคพลังงานสูง ซึ่งมักมีต้นกำเนิดจากดวงอาทิตย์ ถูกสนามแม่เหล็กของดาวเคราะห์กักไว้และพุ่งขึ้นสู่บรรยากาศชั้นบน โดยการชนกันของอนุภาคเหล่านี้จะปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสงเรืองรองเฉพาะตัว

ก่อนหน้านี้ คณะนักดาราศาสตร์เคยพบร่องรอยแสงออโรราบนดาวเนปจูน แต่ไม่มีการบันทึกภาพยืนยันอย่างชัดเจน แม้สามารถตรวจพบแสงออโรราบนดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ และดาวยูเรนัส

Science Update : บลูโกสต์หยุดทำงานหลังสำรวจดวงจันทร์ 14 วัน

Science Update : บลูโกสต์หยุดทำงานหลังสำรวจดวงจันทร์ 14 วัน

Science Update : บลูโกสต์หยุดทำงานหลังสำรวจดวงจันทร์ 14 วัน

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไฟเออร์ฟลาย แอโรสเปซ (Firefly Aerospace) ยืนยันล่าสุดว่า ภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของยานลงจอด “บลูโกสต์” ที่ใช้ชื่อว่า Ghost Riders in the Sky นาน 2 สัปดาห์ สิ้นสุดลงแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังระบบยานที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ดับลง ถือเป็นภารกิจบนพื้นผิวดวงจันทร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และเป็นความพยายามครั้งแรกของ ไฟเออร์ฟลาย ในการไปดวงจันทร์ โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Commercial Lunar Payload Services (CLPS) ของนาซา ติดตั้งอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ของนาซา 10 ชิ้น ไว้บนยานลงจอด เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับนักบินอวกาศ ในโครงการอาร์เทมิส (Artemis) ที่จะเดินทางมาถึงดวงจันทร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

บลูโกสต์ทำภารกิจสำเร็จหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการติดตามสัญญาณ GPS บนดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ไปจนถึงการเจาะพื้นผิวดวงจันทร์ด้วยหุ่นยนต์ที่ลึกกว่าที่เคยมีมา จากนั้นยานได้ส่งข้อมูลทั้งหมด 119 กิกะไบต์ กลับมายังโลก รวมถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ 51 กิกะไบต์ อีกทั้งยังบันทึกภาพจันทรุปราคาเต็มดวง Blood Worm Moon ในวันที่ 13-14 มีนาคมได้ และถ่ายภาพวงแหวนอันงดงามส่งกลับมาให้คนทั่วโลกได้ชม

การลงจอดที่ประสบความสำเร็จนี้ เป็นครั้งที่สองที่ยานเอกชนลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ ต่อจากยานโอดิสซิอุส (Odysseus) ของอินทูอิทีฟ แมชชีน (IntuitiveMachines) ที่ลงจอดในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 และโอดิสซิอุสเองก็อยู่ปฏิบัติการบนพื้นผิวดวงจันทร์เป็นเวลา 7 วัน ก่อนจะจบภารกิจ

Science Update : จีนพัฒนา ‘เครื่องยนต์แรงขับดันสูง’ รุ่นใหม่

Science Update : จีนพัฒนา ‘เครื่องยนต์แรงขับดันสูง’ รุ่นใหม่

Science Update : จีนพัฒนา ‘เครื่องยนต์แรงขับดันสูง’ รุ่นใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิจัยของจีนประกาศว่าเครื่องยนต์ยานอวกาศที่ออกแบบโดยสถาบันเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนในอวกาศแห่งซีอัน สามารถเดินเครื่องปฏิบัติการเต็มกำลังได้แล้ว โดยเป็นระบบขับเคลื่อนด้วยพลาสมาซึ่งใช้หลักการแตกตัวเป็นไอออนเพื่อสร้างพลาสมา จากนั้นพลาสมาจะถูกเร่งความเร็วด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อสร้างกระแสอนุภาคความเร็วสูง และก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อน

การทดสอบเครื่องยนต์ขับเคลื่อนด้วยแม่เหล็กพลาสมา พลังงานสูงขนาด 100 กิโลวัตต์ จะช่วยปูทางสู่การเดินทางท่องอวกาศในอนาคต โดยมีศักยภาพนำไปใช้ในการเดินทางระหว่างดวงดาว การขนส่งสินค้าระหว่างดวงดาว และการสำรวจอวกาศห้วงลึก

ทีมนักวิจัยใช้วัสดุใหม่จากการพิมพ์แบบ 3 มิติและเทคโนโลยีแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดอุณหภูมิสูง เพื่อทำให้ระบบเครื่องยนต์บรรลุระดับพลังงานป้อนเข้าที่มีประสิทธิภาพมากกว่า 100 กิโลวัตต์ ซึ่งปัจจุบันระดับพลังงานของเครื่องยนต์ดังกล่าวมักอยู่ที่หลักสิบกิโลวัตต์

สถาบันฯ ทิ้งท้ายว่าระบบขับเคลื่อนนี้สามารถนำไปใช้เพื่อมอบแรงขับที่ทรงพลังและเชื่อถือได้แก่ยานอวกาศขนาดใหญ่และยานอวกาศขนาดใหญ่พิเศษของจีน

Science Update : ยานอวกาศของสเปซเอ็กซ์ระเบิดกลางอากาศ

Science Update : ยานอวกาศของสเปซเอ็กซ์ระเบิดกลางอากาศ

Science Update : ยานอวกาศของสเปซเอ็กซ์ระเบิดกลางอากาศ

วันอาทิตย์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัทสเปซเอ็กซ์พบกับความล้มเหลวในการทดสอบยานอวกาศอีกครั้ง เมื่อยานสตาร์ชิปเกิดระเบิดกลางอากาศ หลังถูกปล่อยขึ้นจากฐานปล่อยจรวดของสเปซเอ็กซ์ ที่เมืองโบกา ชิกา ในรัฐเท็กซัส ของสหรัฐฯ เมื่อเวลา 18.30 น.ของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับ 06.30 น. เช้าวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศไทย

ภาพจากการถ่ายทอดสดของสเปซเอ็กซ์ เผยให้เห็นว่าส่วนจรวดบูสเตอร์ซูเปอร์เฮฟวี่สามารถกลับลงมาสู่แท่นยิงจรวดได้ตามแผน แต่อีกไม่กี่นาทีต่อมาส่วนบนของยานสเปซเอ็กซ์เกิดการหมุนควงกลางอากาศ และมีภาพของเครื่องยนต์หลายเครื่องหยุดทำงาน ก่อนที่บริษัทจะยืนยันว่าได้สูญเสียการติดต่อกับยานสตาร์ชิปไปแล้ว

ขณะที่โลกโซเชียลมีการแชร์ภาพของเศษซากยานสตาร์ชิปที่แตกเป็นเสี่ยงๆ และเกิดประกายไฟลุกไหม้ในขณะที่กำลังร่วงจากท้องฟ้าลงสู่พื้นที่โลกใกล้กับเกาะบาฮามาสในทะเลแคริบเบียน ซึ่งมีหลายคนบันทึกเอาไว้ได้ โดยเศษซากเหล่านี้หลายคนให้ความเห็นว่า มองดูแล้วก็คล้ายๆ กับการจุดพลุ

ความล้มเหลวในการทดสอบยานสตาร์ชิปลำที่ 8 นี้มีขึ้นหลังจากเมื่อช่วง 1 เดือนเศษที่ผ่านมา บริษัทก็เพิ่งสูญเสียยานสตาร์ชิปลำที่ 7 ไปจากทดสอบที่ล้มเหลวโดยจรวดส่งยานเกิดระเบิดขึ้นหลังถูกปล่อยขึ้นไปเพียง 8 นาทีเท่านั้น

Science Update : ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 หมดโอกาสชนโลก

Science Update : ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 หมดโอกาสชนโลก

Science Update : ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 หมดโอกาสชนโลก

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การนาซา (NASA) ยืนยันว่าดาวเคราะห์น้อย 2024 วายอาร์4 (2024 YR4) ซึ่งเดิมทีถูกระบุว่ามีโอกาสก่อภัยคุกคามต่อโลกนั้น ไม่น่าก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อโลกในปี 2032 หรือหลังจากนั้น

ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกที่มีขนาดเกือบเท่าสนามฟุตบอลดวงนี้ ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าโอกาสที่ 2024 วายอาร์4 จะพุ่งชนโลกนั้นอยู่ที่ร้อยละ 3 ก่อนลดเหลือร้อยละ 0.28 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

หลังจากการสังเกตการณ์เพิ่มเติม ศูนย์ศึกษาวัตถุใกล้โลกขององค์การฯ เผยว่านาซาได้ปรับปรุงความน่าจะเป็นที่ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวจะพุ่งชนโลกในวันที่ 22 ธ.ค. 2032 เหลือเพียงร้อยละ 0.004

นาซาเสริมว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สำคัญต่อโลกอย่างน้อยจนถึงในศตวรรษหน้า ทว่าโอกาสที่จะพุ่งชนดวงจันทร์ยังคงมีอยู่ร้อยละ 1.7

ทั้งนี้ นาซาจะสังเกตการณ์ดาวเคราะห์น้อย 2024 วายอาร์4 ต่อไป ซึ่งการสังเกตการณ์ได้ให้ข้อมูลอันมีค่าสำหรับการพัฒนาวิธีการป้องกันดาวเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการคาดการณ์การพุ่งชน

Science Update : จีนเจาะ ‘หลุมแนวตั้งลึกสุดในเอเชีย’ กว่า 10,000 เมตรเสร็จสิ้น

Science Update : จีนเจาะ ‘หลุมแนวตั้งลึกสุดในเอเชีย’ กว่า 10,000 เมตรเสร็จสิ้น

Science Update : จีนเจาะ ‘หลุมแนวตั้งลึกสุดในเอเชีย’ กว่า 10,000 เมตรเสร็จสิ้น

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน (CNPC) ประกาศว่างานขุดเจาะ “เซินตี้ถ่าเคอ 1”หลุมแนวตั้งที่ลึกเป็นอันดับ 2 ของโลก และลึกที่สุดในเอเชียได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยมีความลึกถึง 10,910 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางทะเลทรายทากลามากันในแอ่งทาริม เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

หลุมลึกดังกล่าวเป็นหลุมเจาะสำรวจทางวิทยาศาสตร์ ถูกออกแบบมาเพื่อค้นหาทรัพยากรน้ำมันและก๊าซ รวมทั้งส่งเสริมการศึกษาวิวัฒนาการของโลกและธรณีวิทยาส่วนลึก

งานขุดเจาะหลุมลึกเซินตี้ถ่าเคอ 1 ได้สร้างหลายสถิติใหม่ทางวิศวกรรมระดับโลก อาทิ การทำซีเมนต์หลุมเจาะที่ลึกที่สุด การบันทึกภาพด้วยสายส่งที่ลึกที่สุด และการขุดเจาะถึงระดับความลึกเกิน 10,000 เมตร ที่รวดเร็วที่สุดบนบก

รายงานของบริษัทฯ ระบุว่า งานขุดเจาะเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2023 ใช้เวลาขุดเจาะลึกถึงระดับ 10,910 เมตร นานกว่า 580 วัน ซึ่งเวลามากกว่าครึ่งหนึ่ง (ราว 300 วัน) ใช้ไปกับการขุดเจาะระยะ 910 เมตรสุดท้าย กระบวนการขุดเจาะทะลุผ่านชั้นหิน 12 ชั้น จนไปถึงชั้นหินที่มีอายุกว่า 500 ล้านปี

เพื่อสนับสนุนโครงการนี้ บริษัทฯ ได้พัฒนาแท่นขุดเจาะอัตโนมัติลึก 12,000 เมตรเครื่องแรกของโลก และชุดเครื่องมือบันทึกข้อมูลหลุมลึกพิเศษขั้นสูง

นักวิทยาศาสตร์จีนยังได้รวบรวมข้อมูลลำดับชั้นหินลึกพิเศษที่ครอบคลุมชุดแรกของประเทศ ผ่านการวิเคราะห์ตัวอย่างแกนหินจากความลึก 10,000 เมตร ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับองค์ประกอบใต้ผิวดินและประวัติการแปรสัณฐานของโลก

Science Update : เผยโฉม ‘ต้นแบบหุ่นยนต์’ ใช้สำรวจดาวอังคาร

Science Update : เผยโฉม ‘ต้นแบบหุ่นยนต์’ ใช้สำรวจดาวอังคาร

Science Update : เผยโฉม ‘ต้นแบบหุ่นยนต์’ ใช้สำรวจดาวอังคาร

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน พัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์รุ่นใหม่ที่สามารถทำงานทั้งในอากาศและบนพื้นดิน มีน้ำหนักเพียงราว 300 กรัม ใกล้เคียงกับ
น้ำหนักของแอปเปิล ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในภารกิจต่างๆ เช่น การสำรวจดาวอังคาร และสามารถเคลื่อนที่ด้วยการกลิ้งไปบนพื้นและทะยานบินข้ามสิ่งกีดขวาง

ทีมวิจัยได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่ทำงานทั้งในอากาศและบนพื้นดินหลายรุ่น หุ่นยนต์ประเภทนี้มีระยะเวลาการทำงานนานกว่าอากาศยานไร้คนขับขนาดใกล้เคียงกันถึง 6 เท่า

รายงานเผยว่า หุ่นยนต์เหล่านี้สามารถนำไปใช้ปฏิบัติงานหลายรายการ เช่น การเฝ้าระวัง การตรวจสอบ และการบำรุงรักษา มีรูปร่างหลายแบบ เช่น แบบล้อคู่ และแบบทรงกลม อีกทั้งสามารถปรับใช้งานในภูมิประเทศหลายประเภท และติดตั้งแขนกลเพื่อทำงานขันสกรูหรือการกดปุ่ม

จางลี่เซี่ยน ศาสตราจารย์จากสถาบัน กล่าวว่า ขณะนี้ออกแบบต้นแบบหุ่นยนต์เสร็จสมบูรณ์แล้ว หุ่นยนต์ที่สามารถทำงานทั้งในอากาศและบนพื้นดินจะมีประสิทธิภาพดีขึ้น
ทั้งในแง่การปฏิบัติงานและความทนทาน เมื่อเทียบกับยานบินที่ใช้ในภารกิจดาวอังคารที่มีอยู่ตอนนี้

จางคาดว่า หุ่นยนต์ดังกล่าวยังอาจนำไปใช้ในภารกิจสำรวจสภาพแวดล้อมใต้ดิน อาทิ เหมืองถ่านหิน ระบบท่อส่ง และรถไฟใต้ดินได้อีกด้วย

Science Update : นักวิจัยออสซี่สร้าง ‘ตัวอ่อนจิงโจ้’ ในหลอดแก้วสำเร็จครั้งแรก

Science Update : นักวิจัยออสซี่สร้าง ‘ตัวอ่อนจิงโจ้’ ในหลอดแก้วสำเร็จครั้งแรก

Science Update : นักวิจัยออสซี่สร้าง ‘ตัวอ่อนจิงโจ้’ ในหลอดแก้วสำเร็จครั้งแรก

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะนักวิทยาศาสตร์ของออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการสร้างตัวอ่อนจิงโจ้ผ่านกระบวนการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF) เป็นครั้งแรก ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้า
ครั้งสำคัญในการอนุรักษ์สัตว์ชนิดนี้

ผลการศึกษาที่เผยแพร่วันพฤหัสบดีที่ 6 ก.พ. ระบุว่า คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ได้อธิบายกระบวนการสร้างตัวอ่อนจิงโจ้ สายพันธุ์อีสเทิร์นเกรย์ (easterngray) ด้วยการฉีดอสุจิเข้าไปในไข่ที่เจริญเต็มที่ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้กันทั่วไปในการปฏิสนธินอกร่างกายมนุษย์ที่เรียกว่าการฉีดอสุจิเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง (ICSI)

อันเดรส แกมบินี ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้อาจช่วยสนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้สูญพันธุ์ของออสเตรเลีย ซึ่งรวมถึง
โคอาลา วอมแบท พอสซัม และแทสเมเนียนเดวิล โดยคณะนักวิจัยหวังว่าจะสามารถทำให้ตัวอ่อนจากกระบวนการนี้ลืมตาดูโลกสำเร็จภายในระยะเวลาสิบปี ปัจจุบัน คณะนักวิจัยกำลังปรับปรุงเทคนิคการเก็บ เพาะเลี้ยง และอนุรักษ์ไข่และอสุจิของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ทั้งนี้ คณะนักวิจัยเลือกใช้จิงโจ้ สายพันธุ์อีสเทิร์นเกรย์ เป็นหัวข้อการวิจัยเพราะพวกมันมีจำนวนมากเกินไป และการฉีดอสุจิเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรงไม่ต้องการเซลล์อสุจิที่มีชีวิตจำนวนมาก ต้องการเพียงอสุจิหนึ่งตัวฉีดเข้าไปในไข่โดยตรงเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากการผสมพันธุ์เทียม