กลุ่มจำปีเหล็ก จับมือ “กศน. อมก๋อย” สนับสนุนการศึกษาเด็กดอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

กศน. ทั่วไทย

ธงชัย พุ่มพวง

กลุ่มจำปีเหล็ก จับมือ “กศน. อมก๋อย” สนับสนุนการศึกษาเด็กดอย

กลุ่มทีมช่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่นิยมชมชอบการเดินทางท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติทั่วประเทศไทย มักอาศัยช่วงเวลาที่ว่างจากภารกิจงานประจำ นัดหมายกันเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ ปี 2549 พวกเขาเกิดแนวคิดว่า ควรทำกิจกรรมให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนสังคมที่เดินทางไปพักค้างแรมทุกแห่ง โดยใช้ชื่อทีมว่า “กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนายช่างการบินไทย และผู้มีจิตอาสาเพื่อสาธารณประโยชน์ ภายใต้การนำของ คุณมานิตย์ อ่อนมี ประธานกลุ่ม

“กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” มีจิตอาสาทำงานเพื่อสังคม ภายใต้คำขวัญว่า “ต่อเติมฝัน แบ่งปันโอกาส เพื่อเด็กน้อยบนดอยสูง” การลงพื้นที่ทำงานแต่ละครั้ง พวกเขาทำงานด้วยใจ ไม่มีหัวหน้า ไม่มีลูกน้อง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน และเรียบง่ายต่อการเดินทาง การกิน การนอน สมาชิกต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน ใครมีความรู้ความสามารถด้านไหนก็ช่วยกันทำงานด้านนั้นตามถนัด

รูปแบบของสิ่งปลูกสร้างที่กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ในแต่ละชุมชน คือการก่อสร้างอาคารเรียนไม้อย่างเต็มรูปแบบ ขนาด 7×19 เมตร ตามแบบของโรงเรียนในโครงการแม่ฟ้าหลวง ในถิ่นทุรกันดารที่เหมาะสม อยู่ในพื้นที่ของ กศน. ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการไม่น้อยกว่า 3 ปี ต้องมีเด็กนักเรียนไม่ต่ำกว่า 30 คน มีครูสอนประจำอย่างน้อย 1 คน ในชุมชนมีประชากรไม่น้อยกว่า 30 หลังคาเรือน ผู้นำชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือในการก่อสร้าง โดยไม่มีค่าแรงงานก่อสร้าง เส้นทางคมนาคมไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

การดำเนินกิจกรรมทั้งหมดของกลุ่มจำปีเหล็ก มาจากเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาทั้งสิ้น หลังจากก่อสร้างอาคารเรียนเสร็จเรียบร้อย ทางกลุ่มมักจัดทำพิธีมอบอาคารเรียนอย่างเป็นทางการ ระหว่าง วันที่ 5-10 ธันวาคม ของทุกปี และขนวัสดุอุปกรณ์ ของเด็กเล่น ไปจัดกิจกรรมวันเด็ก

“กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” ก่อสร้างอาคารเรียนครั้งแรก ในปี 2549 ที่โรงเรียนบ้านห้วยมะน้ำ โรงเรียนบ้านแม่แฮด ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในปี 2550 ก่อสร้างอาคารเรียนที่โรงเรียนไตรธาร ตำบลแม่ขนิง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ปี 2551 ก่อสร้างอาคารเรียนที่โรงเรียนบ้านโข๊ะทะ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก

ในปี 2552 พวกเขาเข้าสำรวจในพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนดังความตั้งใจจิตอาสาเพื่อเด็กน้อยบนดอยสูง โดยเน้นพื้นที่ ศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ที่จัดส่งครูอาสา หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ครูดอย 1-2 คน เข้าไปพักอาศัยอยู่กับประชาชนในชุมชน และมีการสร้างอาคารขนาดเล็ก เรียกว่า อาศรม ด้วยวัสดุท้องถิ่นเพื่อให้บริการการศึกษาและพัฒนาชุมชนแก่ผู้ใหญ่ในเวลากลางคืน และสอนเด็กตั้งแต่อนุบาลถึง ป.6 ในตอนกลางวัน โดยมุ่งให้สามารถช่วยเหลือตนเองและเป็นพลเมืองดีของชาติ ต่อมาในปี 2539 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามใหม่ว่า ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” แล้วตามด้วยชื่อของหมู่บ้านที่ตั้งศูนย์เรียนรู้

ต่อมา “กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ ศศช. บ้านโอโลคีบน ที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบของ อำเภออมก๋อย (กศน. อมก๋อย) พบว่า ศูนย์แห่งนี้อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลจากความเจริญ การเดินทางจากอำเภออมก๋อยไปถึงบ้านโอโลคีบน ต้องใช้รถจักรยานยนต์เพียงอย่างเดียว อีกทั้งต้องมีโซ่พันล้อ สูบลม อุปกรณ์ซ่อมทุกชนิดติดตัวไปด้วย การเดินทางต้องใช้เส้นทางอ้อมไปเข้าทางอุทยานแห่งชาติแม่เงา อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ปี 2553 ทีมงานมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะทีมงานลุ่มน้ำสาละวิน เช่น นายธงชัย พุ่มพวง นายเดชธพล กล่อมจอหอ ทีมงานจิตอาสาโครงการขยายผลโครงการหลวง ฯลฯ ทีมงานได้ศึกษาข้อมูลจาก กศน. อมก๋อย พบว่า บ้านห้วยยาว เป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลมาก การเดินทางลำบาก ไม่มีทางรถยนต์เข้าไปถึงหมู่บ้านได้ จึงตัดสินใจก่อสร้างอาคารเรียนที่ ศศช. บ้านห้วยยาว ตำบลสบโขง โดยขอความร่วมมือให้ชาวบ้านมาช่วยตัดต้นไม้ขนาดเล็กตามทางเท้าที่ชาวบ้านใช้เดินทางให้กว้างขึ้น โดยใช้จอบขุดตามไหล่เขา เพื่อให้รถจักรยานยนต์เข้าถึง ต่อมาจึงขยายเส้นทางให้กว้างพอสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อขนวัสดุอุปกรณ์สำหรับก่อสร้างอาคารเรียน พร้อมส่งมอบอาคารเรียนในเดือนธันวาคม 2553

ผลงานจิตอาสาของกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ตั้งแต่ ปี 2549-2553 เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ทำให้กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ได้รับพระราชทานโล่กลุ่มที่มีผลงานดีเด่น จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554

ปี 2554 กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย เดินหน้าออกสำรวจพื้นที่เป้าหมายใหม่ ในถิ่นทุรกันดาร คือบ้านซอแอะ ตำบลแม่ตื่น สร้างอาคารเรียน โรงอาหาร ห้องน้ำ ที่ ศศช. บ้านซอแอะ และสร้างเสาธงชาติแจกจ่ายแก่ ศศช. ที่อยู่ใกล้เคียง ในปีนี้เอง บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้แทนคือ นายณัฐวุฒิ ตราชู ฝ่ายมวลชนสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ด้วยการบริจาคปูนซีเมนต์ จำนวน 200 ถุง เพื่อนำไปสร้างลานกีฬาให้กับ ศศช. บ้านซอแอะ ด้วย

ก้าวสู่ปีที่ 7 กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย สร้างอาคารเรียนแห่งใหม่ ที่ ศศช. สงินใต้ ตำบลนาเกียน อยู่ห่างจากอำเภออมก๋อย ประมาณ 50 กิโลเมตร และส่งมอบในเดือนธันวาคม 2555 ปีถัดมา กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอยได้ออกสำรวจพื้นที่ที่บ้านห้วยน้ำผึ้ง หมู่ที่ 12 ตำบลสบโขง อยู่ห่างจากตัวอำเภออมก๋อย 54 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมง ติดชายแดนเขตอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน สมาชิกกลุ่มตัดสินใจสร้างอาคารเรียน ที่ ศศช. บ้านห้วยน้ำผึ้ง ช่วงกลางปีเดียวกัน คุณณัฐวุฒิ ผู้จัดการฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด ได้ประสานงานกับ คุณบุษบา วิชัยสุทธิกุล คุณธีรยุทธ วีระกิตติสิน ฝ่ายธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ เพื่อขอรับบริจาคคอมพิวเตอร์ จำนวน 100 ชุด

กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย จึงเริ่มมีกิจกรรมเพื่อเด็กน้อยบนดอยสูงอีกกิจกรรมหนึ่ง คือนำคอมพิวเตอร์ที่พร้อมใช้งานไปบริจาคให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร โดยอาศัยกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวิน และที่ทำการ กศน. อมก๋อย จุดละ 20-50 ชุด เพื่อใช้ฝึกการเรียนรู้ด้านคอมพิวเตอร์แก่นักเรียนและประชาชนทั่วไป

บ้านมอคี หมู่ที่ 11 ตำบลสบโขง อำเภออมก๋อย ประชาชนเป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงสกอร์ ก่อตั้งเป็นหมู่บ้านมานานมากกว่า 100 ปี มีประชากร 40 ครอบครัว จำนวน 175 คน ปี 2536 มีการก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราวหลังคามุงด้วยสังกะสี ต่อมาปี 2544 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับมูลนิธิคาร์ฟูร์ ประเทศไทย พระราชทานงบประมาณก่อสร้างอาคารหลังใหม่ 1 หลัง ในพื้นที่แห่งนี้

ปี 2557 กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย เข้าไปสำรวจ ศศช. บ้านมอคี พบว่า อาคารเรียนได้ทรุดโทรมลงไปมาก จึงตัดสินใจก่อสร้างอาคารเรียนแห่งใหม่ในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่สุดท้ายของตำบลสบโขง ทางกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย จึงตั้งชื่อพื้นที่แห่งนี้ว่า หมู่บ้านสุดปลายฟ้า ในปีนี้เองบรรดาจิตอาสาที่เห็นผลงานของกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอยมาอย่างต่อเนื่องก็สนใจสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก เช่น นายธวัชชัย โครตพจน์ ช่างภาพมืออาชีพระดับประเทศ ฯลฯ ทางกลุ่มได้จัดทำเสื้อยืดที่เขียนด้วยลายมือของ วสันต์-อัสนี โชติกุล นักร้องชื่อดัง ออกจำหน่าย พร้อมรับบริจาคเงินจากภาคเอกชนเพื่อช่วยเป็นค่าการก่อสร้างต่างๆ และขอบริจาครถจักรยานให้แก่เด็กนักเรียนที่บ้านอยู่ไกลจาก ศศช. จำนวน 100 คัน

ศศช. ราชา ตำบลสบโขง ก่อตั้งเมื่อ ปี 2532 โดยก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราว หลังคามุงด้วยสังกะสี มีอาคารสิ่งปลูกสร้างที่มีภาคเอกชนได้สร้างไว้แต่ยังไม่เพียงพอต่อการใช้งานของเด็กนักเรียน บางอาคารทรุดโทรม จึงวางแผนก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ในพื้นที่แห่งนี้ เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี ของกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย การเดินทางไปยัง ศศช. ราชาในช่วงฤดูฝนจะยากลำบากสักเพียงใด แต่ทีมงานก็มิได้ย่อท้อต่ออุปสรรค พวกเขาขนปูนซีเมนต์ที่ได้รับบริจาคจาก บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) จำนวน 200 ถุง ขึ้นไปก่อสร้างลานกีฬา อาคารเรียน จนเสร็จสมบูรณ์และส่งมอบได้ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2558 โดยมีผู้อำนวยการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้รับมอบ

ในปีนี้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่ ได้จัดให้มีงาน 36 ปี โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นทุรกันดาร ในโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนมีโภชนาการดี สุขภาพแข็งแรง ใฝ่เรียนรู้ ซื่อสัตย์ ประหยัดและอดทน มีความรู้และทักษะทางวิชาการและการอาชีพเพื่อเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ

ที่ผ่านมา กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย มีบทบาทช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ได้รับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ในปีนี้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่ ได้จัดให้มีงาน 36 ปี โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นทุรกันดาร ในโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนมีโภชนาการดี สุขภาพแข็งแรง ใฝ่เรียนรู้ ซื่อสัตย์ ประหยัดและอดทน มีความรู้และทักษะทางวิชาการและการอาชีพเพื่อเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

สุจิต เมืองสุข cheetahmom6@gmail.com

ดอยเต่า สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง

กศน. ดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรมสืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง ครั้งที่ 14 ที่บ้านหล่ายแก้ว ตำบลบงตัน อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายอำเภอดอยเต่า เป็นประธานในพิธีเปิด ภายในงานมีกิจกรรมการจำหน่ายผ้าทอกะเหรี่ยง ผ้าตีนจก และผ้าพื้นเมือง รวมถึงการออกบู๊ธของหน่วยงานราชการ และการเสวนาเรื่องชนเผ่า

เชียงของ ทำโครงการเย็บกระเป๋าด้วยมือ

กศน. เชียงของ จังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรมโครงการ การเย็บกระเป๋าใส่เศษสตางค์ด้วยมือขึ้น ที่บ้านดอนที่ หมู่ที่ 3 ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

กศน. สุโขทัย สรุปผลงานไตรมาส 2

สำนักงาน กศน. จังหวัดสุโขทัย จัดการประชุมติดตามและสรุปผลการดำเนินงาน ไตรมาส 2 ขึ้น ที่ห้องประชุม To be number one กศน. อำเภอเมืองสุโขทัย โดยมี นางคนึงนิตย์ วันนิตย์ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุโขทัย เปิดการประชุมการติดตาม และสรุปผลการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ 2559 ไตรมาส 2 เพื่อสรุปผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ของ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุโขทัย และ กศน. อำเภอ ทั้ง 9 แห่ง

กศน. พิจิตร ประชุมขับเคลื่อนงานตามระบบ

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมมีพรสวรรค์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จังหวัดพิจิตร บุคลากร กศน. อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เข้าร่วมโครงการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ สำนักงาน กศน. จังหวัดพิจิตร เพื่อดำเนินงานในไตรมาส 3-4 ให้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้

กศน. พะเยา จับมือ วท. ดอกคำใต้ จัดการศึกษาร่วม

นายปัณณพงศ์ ท้าวอาจ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดพะเยา เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร กศน. ครั้งที่ 4 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของสถานศึกษาในสังกัด ในการประชุมในครั้งนี้มีผู้บริหาร หัวหน้ากลุ่ม เจ้าหน้าที่แผนงาน เจ้าหน้าที่การศึกษา เข้าร่วมเพื่อรับนโยบายของ สำนักงาน กศน. โดยพร้อมเพรียงกัน ในการประชุมครั้งนี้ มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการจัดการศึกษาเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) ระหว่าง สำนักงาน กศน. จังหวัดพะเยา กับผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคดอกคำใต้ ณ ห้องประชุม กศน. เมืองพะเยา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

สร้าง “อาชีพ” ให้คนไทย…คืนกำไรให้สังคม มติชนอคาเดมี จัดโปรแรง “MID YEAR SALE 40%”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

มติชนอคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา

สร้าง “อาชีพ” ให้คนไทย…คืนกำไรให้สังคม มติชนอคาเดมี จัดโปรแรง “MID YEAR SALE 40%”

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดตัวโครงการ “MID Year Sale Matichon Academy” ซึ่งเป็นงานมหกรรมลดราคาคอร์สเรียนทุกหลักสูตร สูงถึง 40% ตลอดเดือนมิถุนายน 2559 นี้ เพื่อเป็นการตอบแทนคืนกำไรให้กับลูกค้าและสังคม

โดยโครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการสร้างอาชีพเสริมรายได้และตอบแทนสังคมสำหรับผู้ที่กำลังมองอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ หรือกำลังสนใจอยากจะเข้าสู่การทำธุรกิจอาหารขนาดย่อมในอนาคตอีกด้วย

คุณสุรเกียรติ์ ปรีเปรม ผู้อำนวยการศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) กล่าวว่า ในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ คอร์สเรียนของเราน่าจะตอบโจทย์เลยทีเดียว เพราะใช้เงินลงทุนไม่มากเหมือนกับธุรกิจประเภทอื่นๆ แต่ก็สามารถสร้างรายได้ และคืนทุนในระยะเวลาอันสั้น เรียกได้ว่า แค่มีเงินลงทุนเพียงหลักหมื่น ก็สามารถทำธุรกิจได้ไม่ยากแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าบางคนที่มาลงเรียนคอร์ส กาแฟโบราณและเครื่องดื่มยอดนิยม หรือ การผลิตเฉาก๊วย 2 สูตร ซึ่งคอร์สเรียนเหล่านี้ใช้เงินลงทุนไม่มากครับ แต่ถ้ารู้แนวทางการผลิตและแนวคิดในการตลาด ก็สามารถใช้เงินทุนที่ไม่มาก แต่ทำกำไรได้แทบจะ 100% เลยทีเดียวครับ

นอกจากนี้ ต้องบอกว่าคอร์สเรียนในโปรเจ็กต์ “MID YEAR SALE 40%” ที่เราคัดสรรมาให้ทุกท่านได้เลือกเรียนนั้น ถือเป็นกลุ่มอาหารฟู้ดส์สตรีตที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น ก๋วยเตี๋ยว กวยจั๊บ ขนมหวานไทย แซนด์วิช ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ล้วนเป็นอาหารที่เรารับประทานกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน และผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อรับประทานได้ไม่ยาก จึงน่าจะทำให้โอกาสในด้านการขายมีมากขึ้นด้วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับการนำวิชา-ความรู้ที่ได้ในชั่วโมงเรียน ไปฝึกฝนจนชำนาญ และมีรสชาติอร่อยใกล้เคียงกับวิทยากร หรืออาจจะสร้างเอกลักษณ์ให้กับเมนูอาหารขึ้นมาใหม่ก็ได้ครับ เพื่อเป็นจุดขายอีกอย่างให้กับลูกค้า

“ซึ่งผมเชื่อว่า…ถ้าตั้งใจทำออกมาจริงๆ แล้วอร่อย กอปรกับการแนะแนวทางการตลาดจากวิทยากรด้วยแล้ว ทุกคนสามารถนำไปต่อยอดสร้าง “อาชีพ” ได้ไม่ยากอย่างแน่นอน”

คุณสุรเกียรติ์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับคอร์สเรียนของเรานั้นมีเรื่องของเทคนิค-เคล็ดลับเฉพาะจากวิทยากรมาเกี่ยวข้องด้วย จึงทำให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเห็นความแตกต่างจากการนำสูตรอาหารจากใน หนังสือ-ตำรา หรือว่าจาก คลิป VDO ใน Youtube ซึ่งตรงจุดนั้นจะไม่มีรายละเอียดต่างๆ เท่ากับในห้องเรียนอย่างแน่นอน หรืออย่างเทคนิคต่างๆ ที่น่าสนใจในแต่ละคอร์ส เช่น เทคนิคการทำแป้งเบเกอรี่ให้ออกมาเป็นขนมปังเนื้อนุ่มละมุน หรือเทคนิคการทำห่อหมกปลาช่อน ฯลฯ

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นเคล็ดลับเฉพาะตัวของผู้สอนจริงๆ โดยในชั่วโมงเรียนทุกคนยังสามารถสอบถามความรู้ต่างๆ ในการปรุงอาหารจากประสบการณ์จริงของผู้สอนได้เพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งตรงนี้วิทยากรของเราทุกคน…เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วของมติชนอคาเดมีแล้ว ก็ไม่มีเทคนิค-เคล็ดลับใดๆ ที่จะต้อง “กั๊ก” หรือเป็น “ความลับ” ต่อผู้เรียนอีกต่อไป เพราะทุกท่านล้วนมีจิตวิญญาณแห่งความเป็น “ครู” อย่างแท้จริงครับ

นำหลักสูตรอาหารทั้งหมด มาลดราคาถึง 40% แล้วจะได้อะไร…แล้วต่างจากตอนราคาเต็มหรือไม่ ???

ผมคงต้องบอกว่า หลักสูตรอาหารทั้งหมดกว่า 42 คอร์สเรียนที่เรานำมาเปิดสอนครั้งนี้ ทุกคอร์สเรียนมีรายละเอียดการเรียนการสอนเหมือนกับคอร์สปกติทั่วไปเลยครับ อย่าง ครัวปฏิบัติการ ผู้เรียนก็ยังคงได้เรียนกับเชฟทีมชาติ หรือเชฟดังๆ เช่นเดิม และได้ลงมือปฏิบัติในห้องครัวอีกด้วย ครัวเบเกอรี่ ก็ยังคงเน้นผู้สอนที่เป็นเชฟเบเกอรี่ชั้นยอดเหมือนเดิม และได้ใช้ห้องครัวเบเกอรี่กันเต็มที่เหมือนเดิม หรืออย่าง สูตรเด็ด-ร้านดัง หรือ ครัวสาธิต ก็ยังคงเน้นร้านอาหารชื่อดัง และวิทยากรด้านอาหารที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน และเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักชิมอาหาร ทุกคนล้วนมีเทคนิค-เคล็ดลับความอร่อยเฉพาะตัว และการันตีความอร่อยมาอย่างยาวนาน

“แน่นอนว่าการเรียนการสอนทุกอย่างเหมือนกับคอร์สเรียนตอนราคาปกติแน่นอน คือมีตำราเอกสารประกอบการเรียนให้ครบทุกคน นอกจากนี้ เรายังมีการดูแลในส่วนของเบรกเช้า และอาหารกลางวัน ให้ทุกท่านอีกด้วย สำหรับคนที่สนใจอยากอบรมน่าจะคุ้มค่าอย่างแน่นอนครับ” คุณสุรเกียรติ์ กล่าว

สำหรับโครงการ “MID Year Sale Matichon Academy” มหกรรมลดราคาคอร์สเรียนอาหารทุกหลักสูตร สูงสุดถึง 40% ตลอดเดือนมิถุนายน 2559 นี้ ได้คัดเลือกหลักสูตรอาหารจากครัวปฏิบัติการ, ครัวเบเกอรี่, ครัวสาธิต, สูตรเด็ด-ร้านดัง กว่า 42 หลักสูตรที่น่าสนใจ อาทิ ร้านอาหารนายโซว (2), คาวบอยคาเฟ่ 2, ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาเจ๊เกียว, สุดยอดสเต๊กโรงแรม, พิซซ่าโฮมเมด, Japanese Style Caf? 1, Basic Bread, กาแฟโบราณและเครื่องดื่มยอดนิยม 30 ชนิด, หมูสะเต๊ะบางซื่อ, บะหมี่หัวโต ตลาดศรีย่าน, การผลิตเฉาก๊วย 2 สูตร, ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา สูตรโบราณ, สารพัดเมนูเชื่อมสูตรการค้า, เครปญี่ปุ่น, ซาลาเปาออมทรัพย์, รวยด้วยขนมหวานยอดฮิต, เปิดหม้อกับห่อหมกพ่อบัว, หมูทอดเจียงฮาย และหมูทอดกระเทียม, ไอศกรีมแท่งโบราณ 20 ชนิด, ข้าวเหนียวมูนคุณพะเยาว์ และหลักสูตรอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย

ทุกหลักสูตรการเรียนการสอนในชั่วโมงเรียนนั้น วิทยากรทุกท่านจะสอนตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ-อุปกรณ์, เทคนิค-เคล็ดลับในการปรุงเมนูเด็ด, การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร พร้อมแนะนำแนวทางการทำการตลาด และการทำธุรกิจอาหารในอนาคตข้างหน้าอีกด้วย

“นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเรายังไม่ได้มีโอกาสจัดโปรโมชั่นใหญ่ๆ แบบเต็มรูปแบบเลยครับ ซึ่งโปรเจ็กต์นี้ เราคิดว่าน่าจะเกิดขึ้น เพื่อตอบแทนสังคม และช่วยเหลือคนที่กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการทำมาหากิน ซึ่งอาจจะมีรายได้ไม่เพียงพอ แล้วอยากจะมีรายได้เสริม ก็น่าจะตอบโจทย์ หรือสำหรับคนที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ตรงจุดนี้ผมถือว่าเป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกคนเช่นกันครับ นอกจากนี้ เรายังมี หลักสูตรงานช่าง-งานฝีมือ และ ทัวร์ศิลปวัฒนธรรม-ทัวร์เกษตรสัญจร ไว้รองรับลูกค้าทุกท่านอีกด้วย สำหรับท่านที่สนใจอยากเรียนเชิญทุกท่านครับ” คุณสุรเกียรติ์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์), ID Line : matichonacademy, http://www.matichonacademy.com และ http://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

Stir-fried Ginger Chili Paste

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05099010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Stir-fried Ginger Chili Paste

This is another old recipe of our ancestor”s local wisdom, to preserve a simple dish for extended meals, or for trekking pack similar to “Salt “n Pepper” and other slow-cooking chili pastes stored in box or glass jar ready to be eaten with rice and various vegetable at hand. More importantly, it always tastes good.

Ginger chili paste completely differs from curry paste; with ginger in it, and fried.

I learned the recipe from elders, tried and recorded; to pass along and verify that “Stir-fried Ginger Chili Paste” recipe exists, and neither too arduous nor mysterious to make it right.

Ingredients for a half kilo of meat: dried Cayenne pepper 5; shallot 10 bulbs; garlic 20 cloves; galangal 1 tsp; lemon grass 3 tsp; black pepper 5 seeds; coriander root 1 tsp; salt 1 tsp; sugar 3 tbs; ginger 3 tbs; and usually with 50-grams of pounded dried shrimp or fish. All the ingredients must be shredded, or through a blender, else a truly fine pounding will take most of a day.

It is distinct from the curry paste – with no shrimp paste or kaffir lime zest.

To crown the dish, add pork crackling or crispy-fried catfish meat.

I went shopping and toiled with the pounding. It may tire you out against buying the ready-made paste; a little rest and the final result more than makes up for the effort.

For meat to go with the paste, I chose a whole serpent-head fish of 1 kilo, fillet to a half kilo. Then, over the old recipe with no vegetable, I bought a cake of hard tofu to dice and deep fry and accompany the fish.

Preparation: deep fry diced fish to golden crisp. Pound ingredients hard ones first – galangal, lemon grass, coriander root, black pepper and salt to a fine paste; then the rest.

Stir fry the paste preferably in pork lard, over low flame, until it emits bouquet. Gradually add sugar 1 tbs at a time and stir thoroughly until the paste thickens. Season to your taste and turn off the heat. Fold in crispy tofu and fish dices while still in the pan; so the paste covers all meat. If you like kaffir lime leaf or fiery hot fried dry bird-chili, sprinkle them on top. Its flavour is mildly sweet but spicy with ginger and other ingredients; and just-right hot.

To conclude: “Stir-fried Ginger Paste” must include ginger.

ผัดพริกขิง

ผัดพริกขิง กับข้าวเก่าแก่ ถือเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน เพื่อถนอมอาหารง่ายๆ ทำแล้วเก็บไว้กินได้นานวัน หรือจะพกห่อพกไว้เดินทางไปไหนก็ได้ เช่นเดียวกับ พริกกับเกลือ น้ำพริกตำรับต่างๆ ที่ผัดช้าๆ จนแห้ง ใส่อับใส่ขวดโหล อยากกินเมื่อไหร่ ก็ตักมาเปิบกินกับข้าวและผักแนมนานาชนิดใกล้มือได้ทันที สำคัญกว่านั้น ได้กินทีไร อร่อยทุกที

เครื่องพริกขิงต่างจากพริกแกง โดยมีขิงเป็นส่วนผสมในเครื่องน้ำพริกเวลาโขลกสำหรับผัด

ได้สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังเหลืออยู่ พอได้ความมาทดลองทำ และบันทึกไว้ เพื่อถ่ายทอดกันต่อไปถึงลูกถึงหลาน ว่าผัดพริกขิงนั้นมีจริง แล้วก็ไม่ได้ยุ่งยากลึกลับเกินที่จะใส่ใจทำให้มันถูกต้อง

เครื่องพริกขิงสำหรับเนื้อครึ่งโล ประกอบด้วย พริกแห้งเม็ดใหญ่ 5 เม็ด หอมแดง 10 หัว กระเทียม 20 กลีบ ข่า 1 ช้อนชา ตะไคร้ 3 ช้อนชา พริกไทย 5 เม็ด รากผักชี 1 ช้อนชา เกลือป่น 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ และขิง 3 ช้อนโต๊ะ และมักจะใส่กุ้งแห้งหรือปลาย่างป่นครึ่งขีดลงไปด้วย เครื่องเหล่านี้ ก่อนโขลกต้องซอยเสียก่อน หรือใช้เครื่องปั่นช่วย หาไม่คงจะต้องโขลกกันครึ่งค่อนวันกว่าพริกจะแหลกไม่แล่นใบ

จะเห็นได้ว่า ต่างกับน้ำพริกแกงเผ็ดทั่วไป ที่ไม่ใส่ กะปิ กับผิวมะกรูด

ถ้าจะให้เลิศหรูอลังการ ท่านว่าให้ใส่กากหมู หรือไม่ก็ปลาดุกทอดกรอบ

ผมจึงไปจ่ายกับข้าว ลงแรงโขลกเครื่องแกงเอง จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากว่าซื้อเครื่องแกงสำเร็จรูป พักเดี๋ยวเดียว เหนื่อยนั้นก็หาย

ส่วนเนื้อที่จะคลุกผัดพริกขิงนั้น ผมเลือกปลาช่อนตัวขนาดกิโล ตัดหัวแล่เอาแต่เนื้อแล้วเหลือแค่ 1/2 กิโลกรัม จากนั้น ซึ่งตำราเดิมเขาไม่ใส่ผักอะไรเลย กลัวพริกขิงผมจะเหงา เลยซื้อเต้าหู้แข็งมาแผ่นหนึ่ง ไว้หั่นเต๋าทอดกรอบเป็นเพื่อนปลาช่อน

วิธีทำ หั่นเต๋าเนื้อปลาช่อน ทอดให้เหลืองกรอบ พักไว้ โขลกเครื่องแกงโดยเริ่มจากของแข็ง เช่น ข่า ตะไคร้ รากผักชี พริกไทย และเกลือให้ละเอียด ค่อยเติมหอมแดง กระเทียม พริกแห้ง และกุ้งแห้ง

ผัดเครื่องแกงในน้ำมันหมู ใช้ไฟอ่อน ค่อยๆ ผัดจนสุกหอม ใส่น้ำตาลลงไปทีละ 1 ช้อนโต๊ะ คนไปจนน้ำพริกกับน้ำตาลเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ผัดแล้วจะข้น ชิมรสให้พอใจ ได้ที่แล้วปิดไฟทันที ค่อยใส่เต้าหู้กรอบและปลาช่อน เคล้าแต่เบามือ ให้เนื้อปลากับน้ำพริกขิงเข้าเกาะติดกันในกระทะ ทำให้ดูน่ากิน หากชอบใบมะกรูดหรือพริกขี้หนูแห้งทอดเอาเผ็ดปรี๊ด ก็เพิ่มลงไปได้ตามชอบ รสชาติของผัดพริกขิงนั้น จะออกรสหวานนิดๆ ได้รสเผ็ดแบบขิง มีกลิ่นขิง ซึ่งเผ็ดไม่มาก กำลังพอดีๆ

และ นี้คือบทสรุป ว่า “ผัดพริกขิง” ต้องใส่ขิงครับ

ปลูกปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานีในภาคอีสาน ต้องให้น้ำเพิ่ม ต้นจึงโตดี ให้ผลผลิตสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เรื่องเล่าสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ปลูกปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานีในภาคอีสาน ต้องให้น้ำเพิ่ม ต้นจึงโตดี ให้ผลผลิตสูง

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย (ศวพ. หนองคาย) สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 ได้ทำการวิจัย “เทคโนโลยีการจัดการน้ำในปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน” ซึ่งมีผู้ร่วมการวิจัย ประกอบด้วย นางสาวกาญจนา ทองนะ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ นายพสุ สกุลอารีวัฒนา นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย และนางสาววิชนีย์ ออมทรัพย์สิน นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้เพื่อหาข้อมูลและแนวทางการจัดการที่เหมาะสมกับปาล์มน้ำมันที่ปลูกในสภาพพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเพื่อเพิ่มผลผลิต และเป็นข้อมูลช่วยตัดสินใจในการปลูกปาล์มน้ำมันของเกษตรกรต่อไป

คุณกาญจนา ในฐานะหัวหน้าการทดลอง กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในปี 2558 พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตแล้ว ประมาณ 80,000 ไร่ โดยได้ผลผลิตเฉลี่ย ต่อไร่ 945 กิโลกรัม นอกจากนี้ เกษตรกรมีการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ปลูก เช่น พื้นที่นา พื้นที่น้ำท่วม ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของปาล์มน้ำมัน

แต่ที่สำคัญคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนน้อย เฉลี่ย 1,520 มิลลิเมตร จำนวนวันฝนตกเฉลี่ย 114 วัน ปริมาณน้ำฝนดังกล่าวนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการน้ำของต้นปาล์มน้ำมัน ด้วยมีผลการทดลองต่างๆ ยืนยันถึงเรื่องดังกล่าว อาทิ ผลการศึกษาของ ภิญโญ และคณะ ปี 2539 ที่ชี้ให้เห็นว่า ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนชื้น มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยมากกว่า 2,000 มิลลิเมตร ต่อปี และมีการกระจายตัวของฝนสม่ำเสมอตลอดปี ดังนั้น ในสภาพที่มีการขาดน้ำหรือช่วงแล้งยาวนานเกิน 2 เดือน ควรมีการให้น้ำเสริมหรือทดแทนในช่วงที่ไม่มีฝน ด้วยการติดตั้งระบบให้น้ำ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยในภาคใต้โดยการศึกษาของศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี ด้านผลกระทบของการให้น้ำต่อกระบวนการทางสรีรวิทยา การให้ผลผลิตและปริมาณน้ำมันของปาล์มน้ำมัน พบว่า ผลผลิตปาล์มน้ำมันอายุ 9 ปี ที่ให้น้ำมีผลผลิตเฉลี่ย 3.45 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ซึ่งสูงกว่าไม่ให้น้ำ 24 เปอร์เซ็นต์ (2.79 ตัน ต่อไร่ ต่อปี), (สุรกิตติ และคณะ, 2543)

จากข้อมูลข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า น้ำเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของปาล์มน้ำมัน น้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการผลิตทางการเกษตรและในปัจจุบันการขาดแคลนน้ำเริ่มเป็นปัญหามากขึ้นทุกขณะ

“ดังนั้น การจะทำสวนปาล์มน้ำมันให้ประสบความสำเร็จ เกษตรกรจำเป็นต้องเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม สามารถให้น้ำได้ในช่วงฤดูแล้ง และต้องมีการให้น้ำเสริมหรือทดแทนให้พอเพียงต่อการเจริญเติบโต และการให้ผลผลิตของปาล์มน้ำมัน ดังนั้น ผลการศึกษาการจัดการน้ำที่เหมาะสมต่อปาล์มน้ำมันในช่วงการให้ผลผลิต เป็นตัวช่วยแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องการนำเอาน้ำไปใช้อย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

สำหรับการทดลอง “เทคโนโลยีการจัดการน้ำในปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานี เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน” ได้ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2556 – เดือนกันยายน 2558 ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย โดยทดลองในแปลงปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานี 2 อายุ 6 ปี วางผังปลูกแบบสามเหลี่ยม ระยะปลูก 9x9x9 เมตร ดูแลรักษาให้ปุ๋ยตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร

คุณกาญจนา ได้สรุปผลการศึกษาเทคโนโลยีการจัดการน้ำในสวนปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานี เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ว่า

หนึ่ง การให้น้ำมีแนวโน้มทำให้ปาล์มน้ำมันมีการเจริญเติบโตได้ดีกว่าการไม่ให้น้ำ

สอง การให้น้ำที่ระดับ 1.2 เท่า ของค่าระเหย (ประมาณ 155-269 ลิตร ต่อต้น ต่อวัน ขึ้นอยู่กับอายุปาล์มน้ำมัน ปริมาณแสงแดด และการระเหยของน้ำ) ทำให้ปาล์มน้ำมันมีช่อดอกตัวเมียมากกว่าการไม่ให้น้ำ และปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4.34 ตัน ต่อไร่ ต่อปี มากกว่าปาล์มน้ำมันที่ไม่ให้น้ำ 19.89 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้น การปลูกปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานี 2 ในพื้นที่ที่มีการขาดน้ำมากกว่า 200 มิลลิเมตร ต่อปี ควรจะมีการให้น้ำตั้งแต่เริ่มปลูกอย่างต่อเนื่องในปริมาณที่มากพอ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่คุ้มต่อการลงทุน เช่นเดียวกันกับข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับการลงทุนการให้น้ำในต่างประเทศของ Corley and Hong (1982) ที่ได้เปรียบเทียบผลผลิตของปาล์มน้ำมันที่มีการให้น้ำและที่ไม่ให้น้ำ พบว่าถ้าผลผลิตทะลายต่างกันมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป เหมาะสมที่จะลงทุนติดตั้งระบบให้น้ำ และจะคุ้มทุนภายในระยะเวลา 8-10 ปี หลังจากปลูกปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมปานกลางที่สภาพภูมิอากาศอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต” คุณกาญจนา กล่าว

จากผลการทดลองในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่ต้องการปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนที่ควรมองถึงหนึ่งในปัจจัยสำคัญ นั้นคือ การให้น้ำแก่ปาล์มน้ำมันตั้งแต่เริ่มปลูก และควรให้อย่างต่อเนื่องในปริมาณที่มากพอ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่คุ้มต่อการลงทุน

หากสนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย (ศวพ. หนองคาย) 191 หมู่ที่ 9 ตำบลรัตนวาปี อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย โทร. (042) 490-936

ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วง เนินมะปราง กับการพัฒนามะม่วง เพื่อการส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วง เนินมะปราง กับการพัฒนามะม่วง เพื่อการส่งออก

ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกมะม่วงในเชิงพาณิชย์ รวมประมาณ 2 ล้านไร่เศษ ผลผลิต 3 ล้านกว่าตัน ส่วนมากใช้เพื่อการบริโภคภายในประเทศ มะม่วงที่มีคุณภาพดีถูกคัดเพื่อส่งออก โดยในปี พ.ศ. 2558 สามารถส่งออกได้ราว 65,000 ตัน มูลค่าการส่งออกกว่า 3,000 ล้านบาท ตลาดหลักๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และเกาหลี หากเรียงลำดับตามมูลค่าการส่งออกแล้ว เกาหลีเป็นประเทศที่ไทยส่งออกผลมะม่วงสดไปขายมากที่สุด มูลค่ากว่า 720 ล้านบาท รองลงมาคือ ญี่ปุ่น 440 ล้านบาท เวียดนาม 180 ล้านบาท และจีน 110 ล้านบาท (ข้อมูลจาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร)

อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์ (อดีตนายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย) ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วงเนินมะปราง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทร. (081) 886-9656 กล่าวว่า ตลาดส่งออกผลสดมะม่วงไทยมีอนาคตสดใสอีกยาว เพราะดูจากตัวเลขการส่งออกในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมา ถือว่าโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่างจากเมื่อก่อนที่การเติบโตเป็นไปอย่างช้าๆ สาเหตุหลักที่ทำให้การส่งออกดีขึ้นก็เพราะ เกษตรกรรวมกลุ่มกันสร้างมาตรฐานและคุณภาพของผลผลิตให้ดี เป็นที่ต้องการของตลาดนั่นเอง

ปัจจุบัน ประเทศไทย มีกลุ่มเกษตรกรชาวสวนมะม่วงที่มีมาตรฐานสามารถรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น กระจายอยู่ทั่วประเทศเกือบ 50 กลุ่ม ผลัดเวียนกันผลิตมะม่วงคุณภาพดีส่งออกต่างประเทศ โดยมีการประชุมวางแผนการผลิตไม่ให้ผลผลิตออกมาทับซ้อนกัน ซึ่งสมาคมจะเป็นศูนย์กลางในการจัดตารางการผลิต เป็นผลดีต่อการส่งออกเป็นอย่างมาก เพราะสามารถขายผลผลิตได้ทั้งปี ราคาไม่ตก เพราะผลผลิตออกไม่ตรงกัน ต่างจากเมื่อก่อนที่ต่างคนต่างทำ เวลาขายผลผลิตมักมีปัญหา บางช่วงมีเยอะเกินไป บางช่วงขาดหายไม่มีผลผลิตเลย ดังนั้น การรวมกลุ่มจึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของเกษตรกรชาวสวนมะม่วง ที่จะช่วยกันผลักดันมะม่วงไทยให้เป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากขึ้น

อาจารย์ศิลป์ชัย ได้ให้ข้อมูลของการประชุมสมาชิกของสมาคม เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2558 พอสรุปได้ว่า ขณะนี้สมาคมมีสมาชิกอยู่ ประมาณ 1,630 คน พื้นที่ปลูกมะม่วง ประมาณ 50,000 ไร่ โดยเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 21,740 ไร่ พันธุ์น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 10,326 ไร่ ที่เหลือเป็นมะม่วงพันธุ์อื่น เช่น ฟ้าลั่น โชคอนันต์ เขียวเสวย ฯลฯ ซึ่งสมาคมได้จัดทำแผนผังการผลิตมะม่วงให้ออกผลตลอดปี ตามปฏิทินที่แสดงให้เห็น

จะเห็นได้ว่า จากความร่วมมือของสมาชิกภายในสมาคม ประเทศไทยจะมีผลผลิตมะม่วงส่งขายยังตลาดต่างประเทศแบบต่อเนื่องไม่ขาดสาย โดยคาดการณ์ว่า ผลผลิตจะสูงสุดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2559 ผลผลิตรวมอาจสูงถึง 10,000 ตัน และน้อยสุดในเดือนกันยายนและตุลาคม 2559 คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 400 ตัน และ 120 ตัน ตามลำดับ

ขั้นตอนในการจัดการมะม่วงส่งออก

1. ตัดขั้วผลให้สั้น น้อยกว่า 1 เซนติเมตร แล้วแช่ผลมะม่วงในสารละลายคลอรีน อัตรา 0.5 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร นาน 1 นาที

2. แช่ตะกร้ามะม่วงในอ่างน้ำอุ่นที่ละลายสารเคมีกำจัดเชื้อราโปรคลอราช อัตรา 0.18 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร และสารกำจัดเพลี้ยไฟ อิมิดาคลอพริด อัตรา 0.12 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร

3. แช่มะม่วงในน้ำเย็น ประมาณ 10 วินาที เพื่อล้างสารเคมีที่ผิว (จุ่มแล้วยกขึ้นทันที) จากนั้นแช่ในอ่างน้ำที่ใส่สารเอทีฟอน อัตรา 0.2 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร เพื่อเร่งความสุกของมะม่วง การจุ่มจะจุ่มแล้วยกขึ้นทันที

4. เรียงมะม่วงในตะกร้าพลาสติกชนิดทนความร้อนได้ โดยเรียงผลชั้นเดียว จัดผลให้เอียง 45 องศา จัดให้ปลายผลชี้ขึ้นด้านบน บรรจุให้ได้ 11 กิโลกรัม ต่อ 1 ตะกร้า (ประมาณ 30 ผล)

5. เรียงซ้อนตะกร้า บนแท่นพาเลท ซึ่งจัดเรียงได้ จำนวน 42 ตะกร้า ต่อพาเลท และบรรจุได้ จำนวน 10 พาเลท หรือประมาณ 4.5-5 ตัน ต่อห้องอบ

6. เจ้าหน้าที่กักกันพืชฝ่ายไทยและญี่ปุ่น เสียบเครื่องมือวัดอุณหภูมิภายในผลมะม่วง จำนวน 10 แท่ง แท่งละ 1 ผล

7. เริ่มอบไอน้ำ โดยใช้ระดับความร้อน 52-53 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 96% อุณหภูมิภายในผลมะม่วงจะเพิ่มขึ้นเป็น 47 องศา โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที รวมระยะเวลาตั้งแต่เริ่มอบ ประมาณ 3 ชั่วโมง 10 นาที

8. ระบายความร้อนจากผลมะม่วง โดยการฉีดพ่นน้ำ เป็นเวลา 10 นาที

9. นำตะกร้าที่ผ่านการอบไอน้ำออกจากห้องอบ ผึ่งลมให้ผิวผลแห้ง ประมาณ 30 นาที

10. คัดแยกเกรดผลมะม่วงตามขนาด S M และ L ติดฉลากทางการค้าและหุ้มโฟมตาข่ายกันกระแทก ก่อนบรรจุลงกล่องกระดาษลูกฟูก โดยชั่งน้ำหนักรวม 5.2-5.3 กิโลกรัม ต่อกล่อง

ปิดผนึกฝากล่อง และรอยเปิดตามขอบกล่อง พร้อมติดฉลาก “TREATED PQ-DOA-THAILAND”

11. เจ้าหน้าที่กักกันพืชไทยและญี่ปุ่น สุ่มตรวจสอบกล่องมะม่วงเพื่อตรวจสอบหาแมลงศัตรูพืชที่อาจพบบริเวณขั้วผลหรือผิวผล จะสุ่มตรวจ ร้อยละ 5 ของจำนวนกล่องมะม่วงทั้งหมด

12. เก็บรักษากล่องมะม่วงในห้องเย็นก่อนการขนส่ง

13. ลำเลียงกล่องมะม่วงจากห้องเย็นไปสู่รถห้องเย็น เพื่อขนส่งไปทางเครื่องบินหรือท่าเรือ

ตลาดส่งออกปัจจุบันเปิดกว้างมาก และการขายก็มีหลากหลายรูปแบบ เช่น การส่งผลสดไปยังตลาดญี่ปุ่น ยุโรป จีน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ โดยผ่านบริษัทผู้ส่งออกหรือส่งผลผลิต เกรดรองลงมาไปตลาดแปรรูป ซึ่งกำลังต้องการผลผลิตจำนวนมาก ตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรมีความสามารถในการผลิตแค่ไหนที่จะผลิตมะม่วงคุณภาพตรงความต้องการของตลาด

สนใจต้นพันธุ์ “มะม่วงไต้หวันทุกชนิด” ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร

โทร. (081) 901-3760

คนอุบลราชธานี ปลูกไม้ดอกขาย สร้างรายได้ เดือนละ 1 แสนบาท !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ไม้ดอกไม้ประดับ

กิตติภณ เรืองแสน

คนอุบลราชธานี ปลูกไม้ดอกขาย สร้างรายได้ เดือนละ 1 แสนบาท !!

ไม้ดอก หมายถึง พันธุ์ไม้ทุกชนิดที่ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากความสวยงามของดอก มีดอกสวยงาม ดอกดก บานทน นิยมปลูกไว้เพื่อเป็นการเพิ่มบรรยากาศให้บ้านและสถานที่ทำงานสวยงามน่าอยู่ ใช้ประดับตกแต่งอาคาร และยังสร้างความสดชื่นให้แก่ผู้อยู่อาศัยและผู้ที่พบเห็น หรือปลูกไว้เพื่อจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนก็เป็นที่นิยมกันมาก นอกจากนี้ ไม้ดอกยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ใช้ในงานพิธีต่างๆ ใช้เพิ่มสีสันให้แก่อาหารและเครื่องดื่ม ให้สวยน่ารับประทาน ใช้เป็นยารักษาโรค ใช้เป็นของขวัญ ของที่ระลึก เป็นต้น และที่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายคือ การสร้างอาชีพเกี่ยวกับไม้ดอก ไม้ประดับ เหมือนดังเช่น ชาวบ้านบ้านตาติด ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ก็เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่สร้างรายได้อย่างงดงามจากการปลูกไม้ดอกขายกันเกือบทั้งหมู่บ้าน

คุณบัวคำ วรรณการ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 220 หมู่ที่ 3 บ้านตาติด ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอีกผู้หนึ่งที่ปลูกไม้ดอกเพื่อจำหน่าย โดยปลูกตลอดทั้งปี จนสามารถสร้างรายได้อย่างงดงาม ทำให้ชีวิตพออยู่ พอกิน ไม่มีหนี้สิน มีเงินใช้จ่ายไม่ขัดสนและยังเหลือเก็บฝากธนาคารอีกด้วย ส่วนดอกไม้ที่ปลูกนั้นคือ ดอกเบญจมาศ สีเหลืองและสีขาว มีทั้งพันธุ์ขาวญี่ปุ่น พันธุ์ขาวปิงปอง ส่วนสีเหลืองก็เป็นพันธุ์เหลืองเรวดี พันธุ์เหลืองขมิ้น

คุณบัวคำ เล่าว่า เดิมทีครอบครัวตนจะประกอบอาชีพทำนาอย่างเดียว ต่อมาเพื่อนบ้านได้พากันปลูกดอกเบญจมาศขาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ตนก็ยังลังเลใจอยู่ เพราะไม่มั่นใจในการตลาดและยังไม่มีความรู้ หลังจากดูเพื่อนบ้านปลูกเป็นเวลาหลายปี พร้อมศึกษาการปลูก การดูแลไปในตัว จึงตัดสินใจลงมือปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยแบ่งที่นามาทำเป็นแปลงเพาะปลูกดอกเบญจมาศจำนวน 4 ไร่ โดยปลูกเบญจมาศสีเหลืองและสีขาว มีทั้งพันธุ์ขาวญี่ปุ่น พันธุ์ขาวปิงปอง ส่วนสีเหลืองก็เป็นพันธุ์เหลืองเรวดี พันธุ์เหลืองขมิ้น เพราะเป็นที่ต้องการของลูกค้าและตลาดไม้ดอก และดอกของเบญจมาศที่ปลูกกันอยู่จะมี 3 ขนาด คือ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ตนจะปลูกทั้ง 3 ขนาดเลย ต่อมาเห็นว่ารายได้ดี จึงเลิกทำนา แล้วหันมาปลูกดอกเบญจมาศขายเพียงอย่างเดียว ส่วนที่นาบางส่วนก็ให้ญาติพี่น้องทำ เมื่อหันมาปลูกดอกไม้ขายอย่างจริงจังก็สามารถสร้างรายได้ดีกว่าการทำนามาก แรงงานก็ไม่ต้องจ้าง เพราะทำกันเองภายในครอบครัว แม้จะลงทุนสูงแต่ก็คุ้มค่า เพราะว่ารายได้ต่อเดือน ประมาณเดือนละ 120,000 บาท หลังจากหักต้นทุนผลผลิตแล้ว ก็จะเหลือเงินเก็บประมาณเดือนละ 80,000 บาท เป็นอย่างต่ำ ถ้าหากมีแรงสู้และแรงงานมีเพียงพอก็คงปลูกเพิ่มอีกหลายไร่ แต่ก็คงไม่ไหว แค่ 4 ไร่ นี้ก็แทบไม่มีเวลาพักผ่อนแล้ว สำหรับการปลูกดอกเบญจมาศ ตนและเพื่อนบ้านจะเริ่มปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม พอถึงเดือนตุลาคม จะเริ่มออกดอก และสามารถตัดขายได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ไปจนถึงเดือนเมษายน พอเดือนพฤษภาคม ก็เตรียมปลูกใหม่ ทั้งไถพรวนดิน เตรียมแปลง เพาะปลูก เรียกว่าทำกันทั้งปีเลยทีเดียว สำหรับตนแล้วจะปลูกทดแทนไปเรื่อยๆ เก็บตัดแปลงนี้หมดก็จะปลูกใหม่ทันที เรียกว่ามีขายทั้งปีกันเลยทีเดียว

คุณบัวคำ เล่าว่า สำหรับแม่พันธุ์นั้น ครั้งแรกตนจะสั่งซื้อแม่พันธุ์ที่เขาชำไว้แล้วมาปลูก โดยลงทุนซื้อแม่พันธุ์ครั้งแรกประมาณ 30,000 บาท ในปีต่อๆ มา จึงทำการคัดเลือกแม่พันธุ์เอง การทำสวนดอกไม้นี้ไม่มีเวลาพักผ่อนเลย แต่ก็มีความสุขที่ได้อยู่กับสวนและได้ผลตอบแทนเกินคาด สำหรับดอกเบญจมาศที่ตนปลูกจะออกดอกช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนเมษายน ของทุกปี พันธุ์ที่ตนปลูกนี้ ขาวญี่ปุ่น ขาวปิงปอง จะดูแลยากสักหน่อย ส่วนเหลืองเรวดี เหลืองขมิ้น จะดูแลง่าย ทั้งนี้ เราต้องมีความรู้ตั้งแต่การเตรียมการปลูก การเตรียมพันธุ์ ขยายพันธุ์ปลูก และการเตรียมแปลงชำรากดอกเบญจมาศ จึงจะประสบความสำเร็จและเก็บเกี่ยวได้ผล ซึ่งมีวิธีการดังนี้

1. เตรียมแปลง ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาวประมาณ 20-30 เมตร หรือตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยทำเป็นกระบะไม้ยกสูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก

2. ผสมดินสำหรับชำราก ใช้ทราย 1 ส่วน ดินร่วน 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วตักรองพื้นแปลงไว้ให้มีความหนาประมาณ 10 เซนติเมตร รดน้ำพอชุ่ม เริ่มชำได้ทันที

3. แปลงกระบะชำรากต้องอยู่ในโรงเรือน แล้วติดหลอดไฟตูม แรงเทียน 100 วัตต์ ประมาณ 3-5 หลอดเพื่อกกไฟให้กับต้นอ่อน ส่วนการดูแลรักษารากชำเบญจมาศนั้นก็ให้ทำตามขั้นตอน ถ้าจะบอกไปคงจะยาวพอสมควร เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้จริงๆ ก็ให้มาพบตนที่สวนได้ทุกวัน ยินดีที่จะอธิบายขั้นตอนการดูแลรักษาให้แบบฟรีๆ ที่สำคัญ เมื่อดูแลต่อเนื่องประมาณ 15 วัน ต้องย้ายต้นอ่อนลงปลูกตามปกติต่อไป หากเกินอายุ 15 วันไปแล้ว จะทำให้ดูแลยาก และการปลูกนั้นต้องปลูกให้ถูกวิธี ซึ่งตนไม่ขอกล่าวในที่นี้ รวมทั้งการดูแล การให้น้ำ การเด็ดยอดเพื่อให้ต้นแตกกิ่งข้างมากขึ้น การปลิดดอกข้างเพื่อให้ดอกเบญจมาศมีขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ตามความต้องการ และการเพิ่มแสงไฟ สิ่งเหล่านี้เราต้องศึกษาให้เข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้อง

คุณบัวคำ บอกว่า หลังปลูกได้ 7 วัน ให้ใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 30 กิโลกรัม ต่อแปลง โดยโรยตรงร่องระหว่างแถวของต้น แล้วเริ่มให้ไฟวันละ 4 ชั่วโมง ตั้งแต่ 22.00-02.00 น. ต่อเนื่อง 25 วัน เมื่อดอกเบญจมาศมีอายุได้ 15 วัน ให้พรวนดิน แล้วใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 ประมาณแปลงละ 0.5 กิโลกรัม เพื่อเร่งรากและใบ และเมื่อดอกเบญจมาศอายุครบ 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 อีกครั้ง ในอัตราเท่าเดิม เมื่อดอกเบญจมาศครบ 60 วัน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อแปลง จากนั้นเริ่มตกแต่งตาดอก คือเด็ดก้านดอกข้างลำต้นให้เหลือตรงปลาย 4-5 ดอก และเด็ดดอกตรงกลางด้วยเพราะดอกกลางจะบานก่อนเพื่อน หลังจากแต่งตาดอก 25 วัน ดอกไม้จะเริ่มแย้มและบานพร้อมกันทั้งหมดใน 30 วัน สามารถทยอยเก็บดอกไม้เริ่มจำหน่ายได้เรื่อยๆ แล้วแต่ความสมบูรณ์ของดอก แต่โดยรวมแล้วดอกเบญจมาศต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 100 วัน จะได้ดอกเบญจมาศที่สวย สมบูรณ์ และก้านตรง ตรงตามความต้องการของตลาด ตลอดช่วงเวลาที่ดอกเบญจมาศเจริญเติบโต เลื่อนตาข่ายขึ้นเสมอตามความสูงของดอกไม้ ให้รักษาระดับที่ใต้ก้านดอก 20-25 เซนติเมตร เพื่อให้ได้ดอกเบญจมาศที่สวยงาม

การเก็บเกี่ยวดอกเบญจมาศ ต้องตัดดอกให้ห่างโคนต้นประมาณ 15-20 เซนติเมตร จากนั้นจึงไปปรับขนาดของก้านดอกตามความต้องการของตลาด แต่โดยรวมทั้งหมด ขนาดของก้านต้องไม่ยาวเกิน 60 เซนติเมตร ส่วนโรครบกวนนั้นก็มีบ้าง อย่างเช่นที่เขาเรียกโรคราน้ำค้าง โรคราสนิม และพวกแมลงต่างๆ หนอนกระทู้ หนอนแก้ว เพลี้ยต่างๆ และเพลี้ยไฟ เราก็ต้องเรียนรู้การป้องกันและการกำจัด ที่สำคัญอ่านคำแนะนำบนฉลากของยาแต่ละชนิดให้เข้าใจ และป้องกันตัวเองเรื่องการแพ้สารเคมีด้วย

ในตอนท้าย คุณบัวคำ บอกว่า ตลาดรองรับดอกไม้ของตนนั้นคือ ตลาดสดอำเภอวารินชำราบ ตลาดเทศบาล 1 ในเมืองอุบลราชธานี ช่วงแรกๆ ต้องนำไปวางขายเอง แต่ในปัจจุบัน แม่ค้าคนกลางจะมารับซื้อถึงสวน โดยเราจะทำเป็นมัด มัดละไม่เกิน 20 ดอก แล้วชั่งกิโลขาย ในราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท บางทีมีคนมาเหมาที่สวนเป็นจำนวนมากๆ ก็จะชั่งกิโลขายเลย ไม่ต้องมัด และยังมีลูกค้าจากจังหวัดใกล้เคียง ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด มาสั่งซื้อคราวละมากๆ และมารับถึงสวน จนเป็นขาประจำกันไปแล้วก็หลายราย ทำให้ปัญหาเรื่องตลาดจำหน่ายหมดไป สร้างรายได้เดือนละ 100,000 บาท อย่างสบายๆ เพื่อนบ้านบางคนปลูกหลายไร่ก็ยิ่งมีกำไรมากกว่าตนขึ้นไปอีก และในแต่ละปีจะมีช่วงที่ขายดีที่สุดคือ ช่วงออกพรรษา ต่อเนื่องถึงช่วงเทศกาลลอยกระทง จนถึงวันวาเลนไทน์ เรียกว่าตลอดฤดูหนาว รายได้จะดีมากและยังมีคณะทัวร์จากต่างถิ่นหรือนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมแปลงดอกไม้ในหมู่บ้านของเรากันมากในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ทำให้ดอกไม้ขายดีตามไปด้วย

ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (090) 046-2710

ลิ้มลองรสชาติทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1-2-3 @ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05043150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการเกษตร

กาญจนา จินตกานนท์

ลิ้มลองรสชาติทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1-2-3 @ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี

ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้จัด “งานมหกรรม ชิมทุเรียนพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3” แบบชิมฟรี ทุเรียนดังกล่าวเป็นผลพวงการวิจัยที่ได้ผลประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยใช้พันธุ์ลูกผสม ระหว่างทุเรียนพันธุ์หลักๆ ที่ได้รับความนิยมเข้าด้วยกัน เช่น ชะนี หมอนทอง ก้านยาว กับทุเรียนพันธุ์หลักกับพันธุ์พื้นเมืองโบราณ เช่น พวงมณี ผลงานวิจัยได้จดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่โดยกรมวิชาการเกษตร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 1 – จันทบุรี 9 และมีการขยายพันธุ์จำหน่ายให้เกษตรกรที่สนใจนำไปปลูก ปีนี้มีผลผลิตส่งจำหน่ายตลาดจีนระดับพรีเมี่ยมแล้ว ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีจึงเห็นว่าควรประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทั่วไป ผู้บริโภคคนไทย ผู้ประกอบการค้าได้รู้จักและลิ้มลองรสชาติ ทุเรียนพันธุ์ลูกผสมต่างๆ ซึ่งเป็นทุเรียนต้นฤดู ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ และรสชาติอร่อย เพื่อพัฒนาเป็นทางเลือกสำหรับตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี…

บุกเบิก ทุเรียนพันธุ์ลูกผสม 30 ปีเต็ม

ได้สายพันธุ์ใหม่เกือบ 10 สายพันธุ์

คุณวีรญา เต็มปีติกุล นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เล่าว่า การวิจัยทุเรียนพันธุ์ลูกผสม ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้เริ่มทำมาร่วม 30 ปีเต็ม ตั้งแต่ ปี 2528-2529 โดย ดร. ทรงพล สมศรี ผู้เชี่ยวชาญ กรมวิชาการเกษตร เป็นผู้ริเริ่มทดลองไว้เป็นคนแรกและมีนักวิชาการทำมาอย่างต่อเนื่อง และตนเองได้มารับช่วง เมื่อ ปี 2551 ได้ทำการวิจัยทดลองต่อ เพื่อสร้างทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น สามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงต้นฤดู ซึ่งเป็นการกระจายช่วงการผลิตทุเรียนและเพื่อปรับปรุงคุณภาพทุเรียนลูกผสมให้ตรงกับความต้องการของตลาด ผลผลิต ในขณะนี้มีทุเรียนพันธุ์ลูกผสมอยู่ 7-9 สายพันธุ์ คือ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 จันทบุรี 4 จันทบุรี 5 จันทบุรี 6 และพันธุ์นวลทองจันท์ โดยจดทะเบียนได้รับการรับรองพันธุ์เรียบร้อยแล้ว และมี 3-4 สายพันธุ์ ที่กำลังดำเนินการวิจัยทดลองอยู่ เช่น เบอร์ 5 เบอร์ 15 และที่กำลังเริ่มทดลองวิจัยหมอนทองและกระดุมอยู่ ที่จดทะเบียนแล้วแนะนำเกษตรกรนำไปปลูกหลายสายพันธุ์ ตั้งแต่ ปี 2549 เป็นต้นมา และ ปี 2551 พันธุ์ลูกผสมจันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 เกษตรกรประมาณ 700 ราย ซื้อไปปลูกกระจายไปทั่วจังหวัดจันทบุรีเริ่มมีผลผลิตออกสู่ตลาด

ปีนี้มีบริษัทจีนส่งออกทุเรียนและผลไม้ไทยนครกวางโจวรายใหญ่ รับซื้อทุเรียนพันธุ์ลูกผสม จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 และว่าที่จันทบุรี 10 (ชะนี+นกหยิบ) ส่งไปศูนย์กระจายสินค้าในจีน ที่มีลูกค้าสาขาย่อยกว่า 1,300 สาขา เพื่อทำตลาดพรีเมี่ยมเป็นปีแรก ตั้งราคาปานกลาง เพื่อให้สามารถอยู่ทำตลาดบริโภคได้ยาว ส่วนการจัดงานมหกรรมชิมฟรีทุเรียนพันธุ์ลูกผสม เพื่อต้องการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภค เกษตรกร ผู้ประกอบการ และบุคคลทั่วๆ ไปภายในประเทศได้รู้จักและทดลองชิมรสชาติ เพื่อส่งเสริมการปลูก และส่งเสริมตลาดทั้งในและต่างประเทศ ไม่ใช่เฉพาะตลาดจีนอย่างเดียว

“ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จัดงาน 7 วัน วันละ 2 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น. มีคนสนใจมาชิมคึกคักมากเป็นปีแรก ก่อนหน้านี้เคยจัดชิมทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ตั้งเป้าไว้ วันละประมาณ 100 คน ชิมฟรี มีทุเรียนพันธุ์ลูกผสม 4-5 ชนิด คือ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 และ เบอร์ 5 เบอร์ 15 ที่ยังไม่มีชื่อ ให้เปรียบเทียบกับหมอนทองที่เป็นพันธุ์ยอดนิยม และมีตารางประเมินผลเป็นรายพันธุ์ตามรายละเอียด รสชาติ เนื้อ ความสุก ความหวาน สีสัน กลิ่น ได้รับความร่วมมืออย่างดี กลุ่มที่มาชิมหลากหลาย มีเกษตรกรประมาณ 50% ผู้บริโภค 30% และผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว และอื่นๆ 20% หากสนใจซื้อกิ่งพันธุ์ ซื้อได้ไม่เกินคนละ 25 กิ่ง กิ่งละ 25 บาท ตลอด 7 วัน มีผู้สั่งซื้อจำนวนมาก มีไม่พอ อย่างพันธุ์ จันทบุรี 1 จันทบุรี 4 จันทบุรี 6 จันทบุรี 8 จันทบุรี 9 หมด ต้องรอรับปีหน้า” คุณวีรญา กล่าว

ผสมข้ามพันธุ์…หาจุดเด่น

ส่งเสริมตลาดในและต่างประเทศ

คุณวีรญา เล่าถึงทุเรียนพันธุ์ลูกผสมว่า เป็นการผสมข้ามพันธุ์ จะเลือกแม่พันธุ์คุณภาพดี ผลผลิตสูง พ่อพันธุ์มาผสมกัน โดยใช้วิธีเสียบยอดกับต้นตอ โดยเลือกลักษณะเด่นๆ มาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อให้ได้ทุเรียนตามที่เราต้องการ ที่เรียกว่า “ALL IN ONE” เช่น การให้ผลแก่สุกเร็ว รสชาติเข้มข้ม เนื้อละเอียด เมล็ดลีบ การเก็บเกี่ยวให้ผลระยะสั้นเป็นผลผลิตช่วงต้นฤดู เช่น แม่พันธุ์ชะนี เนื้อละเอียด สีสวย กลิ่นอ่อนมากผสมพ่อพันธุ์หมอนทอง ใช้เวลาเก็บเกี่ยว 120-135 วัน เนื้อหนา สีอ่อน เนื้อเหนียวน้อย แต่ได้ลูกผสมจันทบุรี 1 หรือลูกผสม จันทบุรี 5 ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90-100 วัน หรือแม่พันธุ์ก้านยาวผสมพ่อพันธุ์แบบเปิด คือปล่อยให้ผสมตามธรรมชาติ ได้ลูกผสม เนื้อค่อนข้างหนา รสชาติดี หวาน มัน เนื้อสีเหลืองสวย แต่มีลักษณะด้อย เมล็ดค่อนข้างโต พบมีอาการแกนเต่าเผา ไส้ซึม

“ส่วนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ คือ เบอร์ 5 และ เบอร์ 15 น่าจะสรุปผลจดทะเบียนได้เร็วๆ นี้ และมีพันธุ์ลูกผสมพันธุ์แม่หมอนทองกับพันธุ์พ่อกระดุมที่อยู่ในระหว่างวิจัยทดลองที่เริ่มทำไว้ ปี 2555 คาดว่าอีก 5-6 ปี เราจะได้ทุเรียนที่มีคุณภาพรสชาติอร่อย หากทำทุเรียนพันธุ์ลูกผสมหลายๆ พันธุ์ที่มีคุณภาพปริมาณมากๆ และเป็นทุเรียนต้นฤดูได้ราคาสูง ต่อไปเกษตรกรอาจจะไม่ต้องทำทุเรียนราดสารอีก” คุณวีรญา กล่าวทิ้งท้าย

บรรยากาศภายในงานมหกรรม ชิมทุเรียนพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 แต่ละวัน คึกคัก สนุกสนาน มีผู้สนใจทั้งในและต่างจังหวัดเดินทางมาแวะชิมกันจำนวนมาก บรรดาเกษตรกรมืออาชีพต่างให้ความสนใจซื้อกิ่งพันธุ์ลูกผสมกันหมดไปหลายสายพันธุ์ เกษตรกรรายใหม่ๆ หรือบรรดาผู้สูงวัยหลังเกษียณสนใจที่จะปลูกทุเรียน ขอคำปรึกษากับนักวิชาการในงาน…น่าปลื้ม

ขอบคุณ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ที่ได้ทำงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้างและจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ดีๆ รูปแบบใหม่ จับต้องและกินได้ สร้างความสุขให้ผู้มาเยือนท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนตับแตกในเดือนเมษายน ให้คลายร้อนและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม…สนใจสอบถามรายละเอียด โทร. (039) 397-030 และ (039) 397-146

จบปริญญาโท ทำทุเรียนต้นฤดู ท้าทายตลาดทุเรียน ราคาดีไม่ใช่เฉพาะหมอนทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการเกษตร

กาญจนา จินตกานนท์

จบปริญญาโท ทำทุเรียนต้นฤดู ท้าทายตลาดทุเรียน ราคาดีไม่ใช่เฉพาะหมอนทอง

ตำบลอ่าวใหญ่ ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นพื้นที่ที่ติดชายฝั่งทะเล สภาพดินเป็นดินปนทราย เหมาะกับผลไม้ประเภท ทุเรียน เงาะ มังคุด นอกจากเจริญเติบโตได้ดีแล้ว ยังให้ผลผลิตต้นฤดูกาลราวๆ เดือนมีนาคมของทุกๆ ปี พ่อค้าส่งออกวิ่งมาซื้อถึงสวน หรือขอทำสัญญาซื้อขายไว้ล่วงหน้า ทำให้ได้ราคาสูง พันธุ์กระดุมจะสุกก่อนใคร ได้ราคากิโลกรัมละ 90-95 บาท ตามมาด้วยพันธุ์หมอนทอง ซื้อขายกันถึงกิโลกรัมละ 120-130 บาท ชาวสวนทุเรียนปลูกหมอนทอง พื้นที่ 30 กว่าไร่ และผลผลิตมีคุณภาพราว 200 ต้น ต้นใหญ่ต้นเดียวมีลูก 200 กว่าลูก น้ำหนักเกือบ 600 กิโลกรัม ขายได้ถึง 74,000 บาทเศษ ปีหนึ่งมีรายได้นับ 10 ล้านบาท เป็นเรื่องจริง

เกษตรกรรุ่นใหม่…

ปลูกทุเรียน

ต้องหลากหลายพันธุ์

ว่าที่ ร.ต. กรีฑา งาเจือ อยู่บ้านเลขที่ 30 หมู่ที่ 5 ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด วัย 29 ปีเกษตรกรรุ่นใหม่ ลูกชายคนเดียวในครอบครัวที่เรียนรู้การทำสวนผลไม้ ทุเรียน เงาะ จาก คุณพ่อวิสุทธิ์ และ คุณแม่ทับทิม งาเจือ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา หลังจากจบปริญญาตรี ด้านการตลาด ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มารับช่วงทำสวนผลไม้เต็มๆ ร่วมกับพ่อแม่เต็มตัวเมื่อ 10 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ปี 2552 จากนั้นได้แต่งงานกับ “น้องหนู” คุณณัฐวรรณ แปลงดี ขณะที่ทำสวนก็หาเวลาไปเรียนต่อปริญญาโท ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ด้านบริหารรัฐกิจ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยบูรพา จบเมื่อปี 2558 สวนนี้ทำเป็นระบบครอบครัว 4 คน มีจ้างแรงงานเฉพาะหน้างานเป็นบางครั้ง ส่วนใหญ่จะช่วยๆ กันทำ

สวนทุเรียนมี 4 แปลง ให้ผลแล้ว 2 แปลง และรอให้ผลอีก 2 แปลง คือแปลงแรกที่บ้านตำบลห้วงน้ำขาว เป็นแปลงที่พ่อวิสุทธิ์-แม่ทับทิม ทำอยู่ดั้งเดิม มี 13 ไร่ ปลูกเงาะ ลองกอง มังคุด กับทุเรียน เป็นทุเรียนพันธุ์กระดุม ชะนี และตอนหลังเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนชะนี หมอนทอง ก้านยาว นวลทองจันท์ แต่ยังเก็บกระดุมและชะนีไว้อย่างละ 3-4 ต้น ถึงตอนนี้อายุ 30 กว่าปี ให้ผลปีนี้ต้นละเกือบ 300 ลูก อีกแปลงติดๆ กัน 5 ไร่ เพิ่งปลูกทุเรียนหมอนทอง 90 ต้นอายุได้ 5 ปี ทำแบบพัฒนา ยกร่องให้โคนสูงขึ้น เพื่อระบายน้ำ และปลูกเงาะสีทองแซม เพื่อให้ผลก่อนทุเรียน จะได้มีรายได้ ส่วนแปลงใหญ่ที่ตำบลอ่าวใหญ่ พื้นที่ 44 ไร่ ทำมา 9 ปี ปลูกตั้งแต่ ปี 2549 มี กระดุม ชะนี หมอนทอง หลงลับแล ผลผลิตดีปีนี้ขายไปจำนวน 31 ตัน ตั้งแต่ต้นและปลายเดือนมีนาคม และแปลงน้องใหม่ล่าสุดที่ตำบลหนองโสน อำเภอเมืองตราด พื้นที่ 10 ไร่ เพิ่งปลูกได้ 2 ปี มีหลายพันธุ์ ก้านยาว หมอนทอง พานพระศรี นวลทองจันท์ หลงลับแล

“ทุกวันนี้ทุเรียนให้ผลผลิตต้นฤดูตลอด รุ่นแรกที่ตำบลอ่าวใหญ่ ขายไปเมื่อกลางเดือนมีนาคม และ รุ่น 2 ที่ตำบลห้วงน้ำขาว ตัดได้กลางเดือนเมษา และ รุ่น 3 ปลายพฤษภาคม ทุกแปลงจะปลูกทุเรียนหลายๆ สายพันธุ์ แต่ที่เหมือนกันคือ ทำคุณภาพ เพราะทุเรียนแต่ละสายพันธุ์มีความอร่อยต่างๆ กัน โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์เดิมๆ ของไทย เช่น หลงลับแล พวงมณี กบ หากปลูกแล้วทำคุณภาพให้ดี แนะนำให้ลูกค้ารู้จักรับประทาน ตลาดจะตามมาเอง ไม่มุ่งเน้นว่าเป็นตลาดต่างประเทศอย่างเดียว ตลาดภายในประเทศมีกำลังซื้อสูง เราไม่ควรมองข้าม” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา กล่าว

บริหารจัดการทุเรียนต้นฤดู

ปัจจัยหลัก ดินปนทราย

อากาศถ่ายเท…ไม่ขาดน้ำ

“ทุเรียน ที่บ้านแหลมศอก ตำบลอ่าวใหญ่ เป็นทุเรียนต้นฤดู ออกผลเดือนมีนาคม เนื่องจากปัจจัยธรรมชาติ สภาพอากาศที่ติดชายทะเล 2 ด้าน อากาศโปร่งไม่ชื้น สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย แต่ต้องให้น้ำมาก เพราะรากจะอยู่หน้าดิน ดินร้อนให้น้ำมากๆ ที่โคนต้น ในสวนต้องมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำตลอดปี นอกจากนั้น ต้องดูแลตั้งแต่การบำรุงต้น จนกระทั่งออกดอกและให้ผลเก็บเกี่ยว และหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อให้มีผลผลิตต้นฤดูในปีถัดไป เป็นวัฏจักรทุกปี” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา เผยเคล็ดลับการทำทุเรียนต้นฤดู

ว่าที่ ร.ต. กรีฑา เล่าว่า ครอบครัวทำสวนผลไม้มาก่อน ได้ฝึกฝน เพิ่มประสบการณ์จากการเป็นผู้ช่วยพ่อกับแม่ตั้งแต่เล็กๆ และพ่อมีประสบการณ์ทำสวนมา 40 ปี ให้เรียนรู้ถ่ายทอด เมื่อโตจบปริญญาตรีเริ่มเป็นตัวแทนพ่อแม่ทำสวนอย่างจริงจังตอนอายุ 21-22 ปี ทำสวนเดิมของพ่อแม่และขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีก 3 แปลง เมื่อแต่งงานกับคุณณัฐวรรณ ได้ช่วยกันทำทุกอย่าง เรียกว่าทำกันเป็นระบบครอบครัว จะจ้างคนงานมาช่วยตอนใส่ปุ๋ย ฉีดพ่นยา และเก็บเกี่ยวเป็นช่วงๆ ทั้งนี้ ต้องวางแผนการบริหารจัดการสวนตั้งแต่ต้นฤดูกาลจนเก็บเกี่ยวเสร็จ เป็นวัฏจักรทุกๆ ปี มีขั้นตอนดูแลหลักๆ 6-7 ขั้นตอน ดังนี้

1. การปลูกยกร่อง ทุเรียนจะมีโรคเชื้อรา รากเน่า โคนเน่า เกษตรกรจะกลัวมาก เนื่องจากที่ตราดอากาศชื้น ฝนตก ระยะหลังมีวิธีป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขัง โดยการยกร่องปลูก ทำโคนต้นให้สูงไม่ให้น้ำขัง ใช้หญ้าคลุมดินไม่ให้ดินแห้ง ทั้งนี้ต้องติดตั้งสปริงเกลอร์ให้พ่นน้ำกระจายรอบๆ โคนต้น แต่ไม่ให้ถูกต้นเปียก จะทำให้เน่า ต้นอ่อนติดตั้งสปริงเกลอร์อันเดียว ต้นโตขึ้นจึงเพิ่มเป็น 3 และ 5 หัว เพื่อให้น้ำกระจายทั่วโคน แต่ไม่โดนต้นทุเรียน

2. การดูแลรดน้ำ ใส่ปุ๋ย พ่นยา ทำใบ ดูแมลง ทุเรียนเป็นพืชที่ต้องให้น้ำอย่างพอเพียงตลอดฤดูกาล โดยเฉพาะที่เป็นดินปนทรายจะร้อน ต้องให้น้ำมากกว่าดินทั่วไป จึงต้องมีแหล่งน้ำที่ใช้ได้ตลอดปี จากนั้นดูแลใส่ปุ๋ยในดิน ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอกสลับกัน และพ่นยาให้ปุ๋ยทางใบ ตัดแต่งกิ่ง ใบ และตรวจดูแมลงเพลี้ยไฟและพ่นยา

3. การผสมดอก หรือปัดดอก จะมีทั้งให้ติดผลโดยธรรมชาติ และการปัดดอกผสมเกสร ที่ทำอยู่จะใช้เกสรดอกกระดุมมาปัดเกสรชะนี จะช่วยให้ติดผลง่าย รูปทรงทุเรียนกลมสวย พูเต็ม ไม่ลีบ แป้ว แก่เร็ว ส่วนทุเรียนหมอนทองปล่อยให้ผสมตามธรรมชาติ

4. การแต่งลูกให้เป็นรุ่นเดียวกัน โดยดูขั้วทุเรียนที่มีลูกให้จำนวนลูกเหมาะกับกิ่ง และไม่ให้ลูกเล็กไป ใหญ่ไป ถ้าขั้วใหญ่ จะไว้ 4 ลูก ขั้วเล็ก 2 ลูก จึงต้องแต่งถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่ออายุลูกเล็กๆ ได้ 30 วัน 45 วัน และ 60 วัน และเหลือเอาไว้ทดสอบดูเนื้อ 1-2 ลูก เมื่อตัดแต่งครั้งสุดท้ายจะรู้ว่าแต่ละต้นจะมีผลทุเรียนให้ขายกี่ลูก

5. การผูกเชือกโยงรับน้ำหนัก เมื่อลูกอายุประมาณ 45 วัน ต้องออกแบบการผูกโยง ใช้เชือกเหนียวๆ ผูกกิ่งที่มีลูกกับลำต้นให้แน่น เชือกนี้จะใช้แทนบันไดปีนไปตัดลูกด้วย และเมื่อเป็นลูกแล้วช่วงนี้ใช้โฟมหนาตัดเป็นชิ้นๆ รองกั้นหนามไม่ให้ลูกชนกัน จะช่วยไม่ให้หนอนเจาะเข้าไปและหนามสวย

6. การเก็บเกี่ยวผล ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว จะเริ่มนับตั้งแต่ดอกบาน และนับไป 90-100 วัน พันธุ์ชะนีกับกระดุม ส่วนหมอนทอง 100-120 วัน ส่วนใหญ่เกษตรกรจะให้ดอกบานมกราคม เร่งให้สุกภายใน 90 วัน ประมาณช่วงเดือนมีนาคม เพราะจะได้ราคาดี

7. การตกแต่งกิ่ง ใบ ใส่ปุ๋ย เมื่อเก็บเกี่ยวผลแล้ว ต้องตัดกิ่ง แขนง ที่เป็นกระโดงออกทั้งหมด เตรียมใส่ปุ๋ย บำรุงต้น ดูแลให้น้ำ เพื่อผลผลิตในปีต่อไป ถ้าทำได้เร็วผลผลิตจะออกเร็ว

“ทุกๆ คน จะช่วยกันทำ แม่และภรรยาช่วยรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งแขนง ส่วนพ่อและผมจะผสมเกสร ตัดแต่งกิ่ง มีจ้างแรงงานตอนเก็บเกี่ยว พ่นยา ปีนี้สภาพอากาศแปรปรวน ลมแรงมาก ทำให้ผลผลิตสู้ปีที่แล้วไม่ได้ เพราะช่วงมีพายุฝนทำให้ตาดอกร่วง จึงติดผลน้อย ปัญหาเรื่องน้ำเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าขาดน้ำ เนื้อข้างในสุก มีสีเหลืองแต่เปอร์เซ็นต์แป้งจะไม่ได้ ทุเรียนแก่ถ้าตัดรับประทานเอง สุกประมาณ 90% ถ้าขายส่ง 70% ทดลองดีดระหว่างร่องตามโพกให้เสียงหลวม ดูโคนหนามใหญ่ ปลายหนามแห้งเล็กไม่แข็ง บิดแยกจากกัน ร่องตาแห้ง” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา กล่าว

อนาคต หมอนทอง

ตลาดอาจตัน

“เตรียมปลูกพันธุ์ใหม่ๆ

พันธุ์เดิมๆ ขายตลาดภายใน

ว่าที่ ร.ต. กรีฑา เล่าว่า ตนเองสามารถทำทุเรียนต้นฤดูได้ และมองเห็นว่าไม่ใช่มีเฉพาะหมอนทองเท่านั้นที่ได้ราคาดี เพราะจากสวนที่ให้ผลอยู่ทั้ง 2 แปลง ปลูกหลายพันธุ์ ที่ตำบลอ่าวใหญ่ 44 ไร่ มีกระดุม ชะนี หมอนทอง หลงลับแล ผลผลิตได้ 31 ตัน ขายได้ราคาดีทั้งหมด เกษตรกรทั่วไปคิดว่าปลูกอะไรที่ได้ผล ได้ราคา แล้วปลูกตามๆ กัน 2 ปีมานี้หมอนทองต้นฤดูราคาดีมาก เพราะตลาดส่งออกจีน ไต้หวัน ซื้อหมด กิโลกรัมละ 120-130 บาท บางคนได้ยินข่าวมาว่า ปลูกได้ต้นละแสน จึงคิดแต่จะปลูกให้มาก แต่ไม่เข้าใจว่าต้องเป็นต้นใหญ่อายุถึง 30 ปี ต้องติดลูก 200-300 ลูก ได้น้ำหนัก 9-10 ตัน จึงจะได้เงินแสน จริงๆ แล้ว ตลาดภายในน่าสนใจไม่เฉพาะพันธุ์หมอนทองเท่านั้น มีทุเรียนพันธุ์ดีของเดิมๆ หรือที่พันธุ์ลูกผสม คุณภาพดี รสชาติอร่อย เมล็ดเล็ก เนื้อเยอะ เปลือกบาง ลูกเล็กๆ 1-2 กิโลกรัม ขายทางออนไลน์ได้

“ทุเรียนที่ตำบลอ่าวใหญ่ กระดุม ชะนี หมอนทอง หลงลับแล ผลผลิตออก รุ่น 1 เดือนมีนาคมไล่เลี่ยกัน เพราะสภาพดินปนทรายและได้ลมทะเลโกรก หมอนทอง กิโลกรัมละ 120 บาท กระดุม 95 บาท ส่วนแปลงที่ตำบลห้วงน้ำขาว รุ่นแรก มีหลงลับแลต้นหนึ่ง 95 ลูก ขายได้ 40,000 บาท กิโลกรัมละ 250 บาท และ รุ่น 2 ตัดกลางและปลายเดือนเมษายน ประมาณ 1,000 ลูก เป็นพันธุ์ชะนี 500 ลูก มีพ่อค้ามาจองไว้หมดแล้ว กิโลกรัมละ 70 บาท ส่วนพันธุ์หมอนทอง 500 ลูก จะขายเอง และปลายพฤษภาคมจะมีอีกรุ่น มีพันธุ์นวลทองจันท์ หมอนทอง ถ้าเราทำคุณภาพทุเรียนรูปทรงสวย แก่จัด ทำมาตรฐานเกรดเดียวกันจะได้ราคาสูง ทุกวันนี้ตอนทุเรียนออกสู่ตลาดมากๆ พ่อค้าจะแบ่งเป็น 3 เกรด ซื้อตามเกรด เกรดดีสุดยอด 6 พูเต็ม ไต้หวันจะเหมาหมด ให้ราคาดี แต่ที่เหลือจะกด ราคาจะต่ำ” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา บอก

“ตลาดหมอนทองที่ส่งตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่ อนาคตอาจจะมีปัญหาอย่างลำไย เพราะปลูกกันทั่วประเทศมีปริมาณมาก หมอนทองเคยราคาตกถึงกิโลกรัมละ 20 บาท ตอนนี้พันธุ์อื่นๆ อย่างเช่น หลงลับแล ที่คุณภาพดี รสชาติอร่อย พ่อค้าส่งต่างประเทศไม่ซื้อ บอกว่าไม่มีตลาด ต่อไปเกษตรกรควรปลูกหลายๆ พันธุ์ที่รสชาติดี แปลงใหม่ที่ตำบลหนองโสน ปลูกกระดุม หลงลับแล นวลทองจันท์ สาลิกา และต่อไปจะปลูกพานพระศรี คิดว่าน่าจะขายตลาดภายในประเทศได้ เช่น ทางออนไลน์และบริการส่งให้ลูกค้า ลูกเล็กๆ ขนาด 1-2 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 250 บาท ถ้าเราทำคุณภาพให้มาตรฐาน ทุกลูกเนื้อดีหมด กำหนดเวลารับประทานถูกต้อง ตลาดจะมาหาเราเอง และกำหนดราคาได้ ปีนี้เริ่มขายให้ทางชมรมคนรักทุเรียนแห่งประเทศไทย ที่นำไปขายออนไลน์ ซึ่งเป็นตลาดในประเทศแล้ว” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา กล่าว

การปรับตัวแบบตั้งรับของเกษตรกรไทยรุ่นใหม่อย่าง ว่าที่ ร.ต. กรีฑา งาเจือ น่าจะเป็นแบบอย่างผู้ผลิตผลไม้ไทย ด้วยความมุ่งมั่นทำทุเรียนคุณภาพสร้างความต่าง ให้ตลาดเดินเข้ามาหาเพื่อเกษตรกรจะได้เป็นผู้กำหนดราคาเอง…ชื่นชมกับความสำเร็จของเกษตรกรเงินล้าน สนใจสอบถาม โทร. (080) 101-9389

ผักติ้ว?ซากุระแห่งที่ราบสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

พืชพื้นบ้าน เป็นทั้งอาหารและยา

สมิทธิชัย สุกปลั่ง

ผักติ้ว?ซากุระแห่งที่ราบสูง

ชื่อสามัญ : ติ้ว แต้ว ติ้วขน ติ้วเกลี้ยง ร้าเง็ง (สุรินทร์; บุรีรัมย์) ; กุยฉ่องเฉ้า (กะเหรี่ยง)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cratoxylum formosum

วงศ์ : CLUSIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ติ้ว หรือ แต้ว เป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก พบมากในป่าเบญจพรรณแถบภาคอีสาน มี 2 พันธุ์ คือ ดอกสีขาว กับ ดอกสีชมพู ซึ่งพันธุ์ดอกสีชมพูนั้นมักจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ใบจะมีขนนุ่มๆ ขมกว่าชนิดดอกสีขาวเล็กน้อย เรือนยอดมักเป็นพุ่มกลม เปลือกต้นสีน้ำตาล อมเทา เมื่อแก่จะแตกเป็นสะเก็ดร่องๆ ถ้ามีแผล จะมียางสีเหลืองปนแดงซึมออกมา ใบรูปไข่กลับรีๆ ยาวประมาณ 3-12 เซนติเมตร

ลักษณะการแตกของใบจะออกเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน หรือที่ภาษาพฤกษศาสตร์เรียกว่า Simple Opposite ผลทรงรีขนาดเล็กๆ มีนวลบางๆ เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 3 แฉก ข้างในมีเมล็ดสีน้ำตาลปนดำอยู่มาก ออกดอกได้เป็นระยะตลอดปี แต่จะดกเป็นพิเศษในหน้าแล้ง ราวๆ เดือนมีนาคม-พฤษภาคม ยอดและใบอ่อนสีชมพูอมแดง สวยสดงดงาม เห็นแต่ไกล มีรสเปรี้ยว อมฝาด คุณสมบัติช่วยระบายท้อง ช่วยส่งเสริมเน้นรสชาติอาหาร ทางภาคอีสานชาวบ้านทั่วไปนิยมนำมาใส่ต้มยำแทนมะนาว หรือกินกับลาบ ส้มตำ น้ำตก ปลาร้า แจ่วบอง ก็แซ่บอีหลี

น้ำยางจากลำต้นผสมน้ำมันมะพร้าว ใช้ทาแก้โรคผิวหนัง ส้นเท้าแตก เปลือกใช้ย้อมผ้าให้สีน้ำตาลอ่อนๆ กำลังมีการศึกษา ทดลองค้นคว้าเรื่องการสกัดสารกันหืน (Rancidity) จากใบแต้วกันอยู่ในขณะนี้ (ที่จริงน่าจะศึกษาเรื่องการสกัด “สารกันหื่น” ควบคู่ไปด้วยเสียเลยนะเนี่ย) ที่แนะนำให้หามาปลูกก็เนื่องจากต้นไม่โตมาก ทรงสวย ทนทาน ให้ร่มเงาดี ใบไม่ร่วงพร่ำเพรื่อ เวลาจะออกดอกจึงจะทิ้งใบเกือบหมดต้น เหลือแต่ดอกสีชมพูอ่อนๆ ติดอยู่ ตามปลายกิ่งเป็นกระจุกๆ มองไกลๆ ดูคล้ายๆ ต้นซากุระของญี่ปุ่นเลย สวยงามน่ารัก เซ็กซี่ไปอีกแบบหนึ่ง ผู้เขียนเคยนำไปใช้ในงานจัดสวนมาหลายต้นแล้ว ปรากฏว่า เจ้าของบ้านชอบใจไปตามๆ กันหลายคน ก็สวย เท่ กินได้ นี่นา เวลามีดอกก็มีแต่คนมาถามว่า นี่ต้นอะไร ทำไมสวย น่ารักจังเลย

วิธีการขยายพันธุ์ ก็ใช้ตอนกิ่ง สกัดรากไปชำ หรือจะให้โตไวทันใจสวยเพียงชั่วข้ามคืน ก็ไปหาซื้อต้นที่เขาขุดล้อมมาขาย ไซซ์มาตรฐานจัดสวน 1.50-2.50 เมตร ลงไว้ริมรั้วบ้านได้เลย โรค แมลง ก็ไม่อยากมากวนใจ เพราะเป็นไม้ป่า ทนทาน แข็งแรงบึกบึนอยู่แล้ว ฝนจะตก จะแล้งยังไงก็ไม่กลัว ใส่ปุ๋ยคอกเดือนละครั้งก็เหลือจะพอ ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งและในร่ม หามุมให้เหมาะๆ แล้วกัน ยิ่งเด็ดยอดบ่อยๆ ยิ่งแตกไวไม่ต้องกลัวครับ