พัดลมไอน้ำ และพัดลมไอเย็น นวัตกรรมที่ควรมีไว้ภายในบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

ภูมิปัญญาไทย

ลูกสิบล้อ suradej_agr@hotmail.com

พัดลมไอน้ำ และพัดลมไอเย็น นวัตกรรมที่ควรมีไว้ภายในบ้าน

ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุณหภูมิบ้านเราสูงขึ้นทุกวัน ใน 1 วัน บางครั้งมี 3 ฤดูกาล ทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทัน จึงเกิดอาการป่วยไข้

จากสภาพอากาศที่ปรากฏมีแนวโน้มว่า ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกปี การหาอุปกรณ์เพื่อคลายร้อนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งการจะซื้อแอร์สัก 1 เครื่อง เกิดปัญหามากมายในเรื่องรายจ่าย คือ ค่าไฟฟ้า จึงทำให้การมีเครื่องคลายความร้อนเพื่อความเย็นกาย แต่กลับเพิ่มค่าใช้จ่ายที่ตามมาแบบไม่สบายใจ จึงมีภาระมากขึ้น ทำให้รายจ่ายมีมากเกินความจำเป็น

แต่ ณ เวลานี้ มีเครื่องทำความเย็นที่ตอบโจทย์ สำหรับผู้ที่มองหาสิ่งอำนวยความสะดวกในการสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้เย็นสดชื่น โดย บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) มี คุณนพชัย วีระมาน เป็นกรรมการผู้จัดการ

จุดเริ่มต้น และแรงบันดาลใจ

คุณนพชัย เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการทำพัดลมไอน้ำ และพัดลมไอเย็นให้ฟังว่า ได้เข้าศึกษาดูงานต่างประเทศและผ่านเครื่องสร้างบรรยากาศแบบพ่นไอน้ำในบู๊ธแสดงสินค้า สนใจในนวัตกรรมและมองว่าน่าจะเหมาะสมกับตลาดในประเทศไทย จึงเริ่มคิดค้นนวัตกรรมพัดลมไอน้ำ โดยในเบื้องต้นคือ การลองผิดลองถูกจนได้เครื่องพ่นหมอก แต่ในขณะนั้นมีต้นทุนที่สูง

จากนั้นมีออเดอร์จากกลุ่มลูกค้าร้านอาหาร และบริษัทจัดออแกไนซ์ถ่ายทอดสดฟุตบอล โดยเริ่มทำธุรกิจในปี 2545 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มียอดขาย 7 ล้านบาท ยอดขายเติบโตก้าวกระโดดทุกปี เป็นการสร้างทางเลือกให้กับลูกค้าในการแก้ปัญหาอากาศร้อนด้วยราคาประหยัด และดำเนินธุรกิจมามากกว่า 10 ปี จนปัจจุบันมียอดจำหน่าย 300 ล้านบาท

“ปกติโดยทั่วไป เรารู้ๆ กัน อย่างในเมืองไทยที่คนใช้ส่วนใหญ่จะเป็นพัดลม ถ้ายิ่งอากาศร้อน พัดลมจะเป่าลมร้อนมาโดนตัวเรา ส่วนแอร์ทำความเย็นได้ดี แต่มันกินไฟ มันเลยดูเหมือน 2 ทางเลือกนี้เป็นข้อจำกัดมากเกินไปในการใช้ชีวิตของเรา ด้วยพื้นเดิมผมจบด้านวิศวะมา ก็เลยคิดต่อยอดว่า น้ำสามารถช่วยลดอุณหภูมิได้ จึงมาพัฒนาเทคโนโลยีชนิดนี้ให้เป็นพัดลมไอน้ำ แต่ก็ยังเป็นที่สงสัยของลูกค้าว่า ไอน้ำที่พ่นออกมามันจะเปียกไหม เวลาที่โดนจะเกิดอาการเจ็บป่วยไหม จึงนำมาพัฒนาต่อให้เป็นพัดลมไอเย็น” คุณนพชัย กล่าว

จุดแข็งของธุรกิจ

คุณนพชัย บอกว่า บริษัทเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านการทำความเย็น แก้ปัญหาความร้อนได้จริง ภายใต้สโลแกน “มาสเตอร์คูล เย็นได้ใจ ประหยัดได้จริง” โดยมุ่งปรับเปลี่ยนพัฒนานวัตกรรมให้สอดคล้องกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ไอน้ำระเหยตัวเกิดเป็นลมเย็น ซึ่งมีการพัฒนาระบบ ลดต้นทุน ราคาสินค้าถูกลงอย่างต่อเนื่อง จากเครื่องละ 12,000 บาท เป็น 9,000 บาท 6,500 บาท จนปัจจุบันราคาสูงสุดอยู่ที่ 2,900 บาท เพื่อให้เกิดประโยชน์ และตรงเป้าหมายของผู้บริโภคที่สามารถจับต้องผลิตภัณฑ์ตัวนี้ได้

ปัญหาและอุปสรรค

การทำธุรกิจปัญหาเกิดขึ้นค่อนข้างมากสำหรับคุณนพชัย ซึ่งในช่วงแรกยังไม่มีความเชี่ยวชาญในการทำแบรนด์ ในช่วงที่ทำตลาด สินค้ามีคนสนใจมาก จึงไปดำเนินการจดสิทธิบัตร แต่เนื่องจากสินค้ามีการเผยแพร่และทำตลาดไปแล้ว จึงไม่สามารถจดสิทธิบัตรหรือคุ้มครองให้ได้ จึงได้มีการเปลี่ยนกลยุทธ์มาทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้บริโภครู้จักสินค้ามากขึ้น

พัฒนาให้น้ำระเหยตัวภายในเครื่อง

ลมที่พัดออกมาก็เย็นจับใจ

คุณนพชัย บอกว่า เมื่อนำมาต่อยอดทางความคิด โดยนำแผนทำความเย็นมาไว้ภายในตัวเครื่องแทน เพื่อให้ดูดความร้อนอยู่ภายในและเป่าความเย็นออกมา จึงเกิดเป็นนวัตกรรมพัดลมไอเย็น

“ทฤษฎีง่ายๆ คือ น้ำ เมื่อระเหยตัวมันจะดูดความร้อน เรานึกถึงเราเอามือจุ่มน้ำอุ่น มือเราก็จะรู้สึกร้อน แต่ถ้าเอามือขึ้นมาแล้วโบกไปมาจะรู้สึกได้ว่ามือเราเย็นๆ มันก็เหมือนกับเครื่องทำไอเย็นของเรา คือน้ำพอระเหยตัวมันจะดูดความร้อน พอลมมาโดนตัวเราก็จะรู้สึกเย็น เหมือนเราไปยืนบนน้ำตก เราก็รู้สึกเย็น อันนี้คือการสังเกตธรรมชาติง่ายๆ เครื่องมาสเตอร์คูล เราก็ใช้หลักการเดียวกัน” คุณนพชัย อธิบาย

ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี

“ธุรกิจมาสเตอร์คูล เราทำมามากกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งเมื่อปีที่แล้วเราก็เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือว่ามีความประสบผลสำเร็จเป็นที่พอใจ เพราะเติบโตมาเรื่อยๆ พอเรามาทำเป็นพัดลมไอเย็นที่ไม่มีละอองน้ำ ทำให้สามารถจับตลาดล่างได้มากขึ้น เพราะสามารถซื้อใช้ภายในบ้านได้ เมื่อเทียบกับพัดลมที่พ่นไอน้ำแบบเมื่อก่อน จะจับได้แต่ตลาดที่เป็นธุรกิจใหญ่ๆ ที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรม สถานที่ท่องเที่ยว แต่เมื่อนำมาพัฒนาสามารถใช้ภายในบ้านได้ เราจึงตอบโจทย์มากขึ้น ราคาก็ถูกลงด้วย ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น” คุณนพชัย กล่าว

จากประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้ บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล ตอบโจทย์ในการสร้างนวัตกรรมพัดลมไอเย็นที่ประหยัดไฟมากกว่าแอร์ถึง 10 เท่า

ทิศทางการทำตลาด

คุณนพชัย บอกว่า แม้เศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมาไม่ค่อยดีมาก แต่ดูจากยอดจำหน่าย 4-5 ปี ที่ผ่านมา ยังถือว่าผลกำไรของบริษัทยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“ในปีนี้ เราตั้งเป้าว่าเราจะโตขึ้นสัก 40 เปอร์เซ็นต์ขึ้น เพราะอาจจะด้วยบางทีคนยังไม่รู้จักมากนักในนวัตกรรมตัวนี้ เราจึงประเมินว่า พัดลมไอเย็นเราน่าจะโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเรามีทั้งจำหน่ายทางออนไลน์ ยอดที่ได้ถือว่าน่าพอใจ เพราะสินค้าทางออนไลน์คนที่ซื้อเขาไม่ได้ทดลองแค่ดูสินค้าที่เป็นรูป แต่เขายังตัดสินใจซื้อ เลยทำให้เรารู้ตัวชี้วัดว่า สินค้าเรากำลังเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากขึ้น” คุณนพชัย กล่าว

การตลาดภายในประเทศจะเน้นการเพิ่มช่องทางการขายสินค้าให้ครอบคลุมทุกจุด เพื่อกระจายสินค้าให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกค้ารายย่อย สามารถเข้าถึงสินค้าได้ง่ายที่สุด รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการวางแผนในเรื่องของการขนส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนด้านการตลาดต่างประเทศ ทำการบุกตลาดในช่วงปี 2558 โดยมุ่งเน้นแถบอาเซียนเพื่อสร้างยอดขายและให้สอดรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งทางบริษัทเองได้เข้าไปทำการตลาดแล้ว ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นพม่า กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งตลาดที่เติบโตอย่างมาก ได้แก่ พม่า และกัมพูชา สาเหตุมาจากค่อนข้างที่มีกำลังซื้อสูง ตัวแทนจำหน่ายมีศักยภาพ สินค้าพัดลมไอเย็นสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในด้านของคุณภาพและราคาที่เหมาะสม

สนใจ ติดต่อสอบถามที่ บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เลขที่ 12/16-17 ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หมายเลขโทรศัพท์ (02) 953-8800

กรงอัจฉริยะ ใช้แอปพลิเคชั่น ทำความสะอาดกรง-ให้อาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

กรงอัจฉริยะ ใช้แอปพลิเคชั่น ทำความสะอาดกรง-ให้อาหาร

อาจจะวางใจได้ สำหรับผู้รักสุนัขและแมว เมื่อไม่อยู่บ้าน เพราะมีเครื่องให้อาหารสัตว์ที่พอจะฝากท้องสัตว์เลี้ยงน่ารักไว้ได้ แต่ถ้าฝากไว้นาน เชื่อแน่ว่าเจ้าของสุนัขหรือแมวทุกตัวจะต้องกังวล ถึงความสะอาดและสุขอนามัยที่จะตามมา ไหนจะอึ จะฉี่ แต่ละวันสุนัขหรือแมวก็ถ่ายสิ่งปฏิกูลไม่น้อยกว่า 1 ครั้งเสียด้วย

เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ เอาใจคนรักสุนัขและแมว ออกแบบกรงอัจฉริยะมาไว้ให้สำหรับน้องหมาและแมว เมื่อเจ้าของไม่อยู่ โดยมีระบบควบคุมการให้อาหารและน้ำ การทำความสะอาดกรง ซึ่งทั้งหมดสามารถควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ

ผศ.ดร. ดุสิต ธนเพทาย อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจ้าของผลงานการออกแบบกรงอัจฉริยะ เปิดเผยว่า ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หารือถึงแนวคิดการทำกรงอัจฉริยะสำหรับให้อาหารและน้ำ รวมถึงการทำความสะอาดกรง หลังจากสุนัขหรือแมวถ่ายสิ่งปฏิกูลภายในกรง ซึ่งเบื้องต้นคณะสัตวแพทยศาสตร์ ต้องการให้กรงอัจฉริยะเป็นกรงสำหรับสัตว์เลี้ยงที่เจ้าของนำมาฝากเลี้ยง หรือ สัตว์ป่วยที่ต้องอยู่ภายในกรงและช่วยเหลือตัวเองได้ โดยนำไปทดลองใช้ภายในโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“แนวคิดตอนแรก คือต้องการกรงที่สามารถตั้งเวลาให้อาหารและน้ำได้ โดยกำหนดปริมาณอาหารที่จะให้ในแต่ละมื้อได้ โปรแกรมควบคุมสามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านทางแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ หรือหากไม่ตั้งเวลาไว้ก็สามารถสั่งผ่านแอปพลิเคชั่น”

ผศ.ดร. ดุสิต กล่าวว่า ปัจจุบันมีเครื่องให้อาหารและน้ำสัตว์เลี้ยงอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่สำหรับกรงอัจฉริยะชิ้นนี้ มีความพิเศษกว่า มีการควบคุมการทำงานผ่านแอปพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือ คล้ายการใช้รีโมตคอนโทรล ซึ่งจำเป็นต้องมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสำหรับใช้งาน และนอกเหนือจากการให้อาหารและน้ำ ยังสามารถทำความสะอาดกรง เมื่อสุนัขขับถ่ายสิ่งปฏิกูลออกมา โดยวิธีทำงานของกรงอัจฉริยะดังกล่าว จะมีกล้องติดตั้งบนหลังคากรง 2 ชุด ชุดแรกไว้จับภาพสุนัข ส่งสัญญาณภาพไปยังแอปพลิเคชั่นให้เจ้าของสุนัขเห็นภาพว่า สุนัขมีความเป็นอยู่อย่างไร กล้องชุดนี้สามารถหมุนดูภาพได้รอบกรง ส่วนกล้องอีกชุด เป็นกล้องสำหรับคำนวณและประมวลผล โดยคำนวณว่าสุนัขขับถ่ายสิ่งปฏิกูลออกมาหรือยัง ตั้งอยู่บริเวณใดของกรง และหากพบระบบจะสั่งทำความสะอาดกรงให้เรียบร้อย

“พื้นกรงจะเป็นสายพาน แบ่งออกเป็น 2 ซีก ซ้ายและขวา เมื่อกล้องจับได้ว่าสุนัขอยู่คนละซีกของพื้นกรงกับสิ่งปฏิกูลที่สุนัขถ่ายออกมา ระบบจะเริ่มทำความสะอาดกรง ซีกที่มีสุนัขจะอยู่กับที่ ส่วนซีกที่มีสิ่งปฏิกูลจะเลื่อนออกจากตัวกรงวนกลับลงไปด้านล่างของกรง จากนั้นจะมีระบบฉีดน้ำ แปรงขัด และเป่าลมร้อนให้แห้ง ซึ่งพื้นกรงส่วนที่เลื่อนได้จะเป็นพื้นผิวเรียบ สามารถทำความสะอาดได้ง่าย อีกทั้งระบบฉีดน้ำเป็นระบบแรงดันสูง ทำให้สิ่งปฏิกูลหลุดได้ง่าย ส่วนน้ำที่ใช้ชำระล้างสิ่งปฏิกูลจะมีถาดรองด้านล่างอีกชั้น จากนั้นจะไหลไปตามท่อที่เชื่อมต่อกับท่อน้ำทิ้งไว้ ลักษณะการทำงานคล้ายเครื่องซักผ้าที่ต้องต่อท่อน้ำทิ้งไว้ และเสียบปลั๊กไฟไว้ตลอดเวลา ซึ่งข้อกังวลในปลั๊กไฟที่เสียบค้างไว้ เพื่อให้ระบบควบคุมที่เชื่อมติดอยู่กับกรงได้ทำงานนั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า ในโอกาสเกิดไฟรั่วไปยังกรงอัจฉริยะแน่นอน เพราะระบบการจ่ายไฟและการนำไปใช้แยกระบบกัน”

กรณีสุนัขไม่อุจจาระ แต่ปัสสาวะเพียงอย่างเดียว เจ้าของสามารถตั้งเวลาทำความสะอาดกรงได้ โดยศึกษาจากพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงของเรา ซึ่งสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวจะมีพฤติกรรมการขับถ่ายที่ไม่เหมือนกัน

หากเจ้าของมีมากกว่า 1 คน ก็สามารถเชื่อมต่อระบบการมองเห็นผ่านแอปพลิเคชั่นพร้อมๆ กันได้ ผศ.ดร. ดุสิต บอกว่า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของระบบและการจัดการในแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการใช้ง่ายสามารถเรียนรู้ได้โดยง่าย ขอให้พื้นที่ที่ใช้โทรศัพท์มือถือเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตไว้เท่านั้น

แนวคิดเดิมของ ผศ.ดร. ดุสิต คือการทำความสะอาดในพื้นที่ที่มีรั้วรอบขอบชิด แต่ไม่ใช่กรง ลักษณะคล้ายคอก แต่ความต้องการของคณะสัตวแพทยศาสตร์ คือการนำไปใช้ประโยชน์ภายในโรงพยาบาลสัตว์ จึงจำเป็นต้องคิดรูปแบบของกรงขึ้นมา และเรียกว่า กรงอัจฉริยะ

กรงอัจฉริยะ มีขนาด 80x90x120 เซนติเมตร เหมาะสำหรับใส่สุนัขขนาดเล็กหรือแมว ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม ครั้งละ 1 ตัว วัสดุที่ใช้ทำเป็นสแตนเลส ทำให้ต้นทุนกรงอัจฉริยะชิ้นนี้ค่อนข้างสูง เฉพาะวัสดุที่ใช้ทำกรงเป็นสแตนเลส เกือบ 200,000 บาท แต่เป็นความต้องการของโรงพยาบาลสัตว์ จึงเลือกสแตนเลสมาใช้เป็นวัสดุ ทำให้กรงอัจฉริยะมีน้ำหนักมาก การเคลื่อนย้ายลำบาก หากตั้งวางจะกินพื้นที่ประมาณ 1 ตารางเมตร

“หากต้องการลดต้นทุนการผลิต สามารถเปลี่ยนวัสดุทำกรงจากสแตนเลสเป็นไม้หรือวัสดุอื่นที่คงทนแต่มีราคาถูกกว่าแทนได้ ซึ่งต้นทุนการผลิตที่ปรับวัสดุทำกรง จะอยู่ที่ประมาณ 40,000-50,000 บาท แม้ว่ากรงอัจฉริยะจะทำให้เจ้าของสามารถมองเห็นสัตว์เลี้ยงของตนเองได้ตลอดเวลาก็ตาม แต่ก็ไม่ควรปล่อยไว้ในกรงเกิน 3 วัน เพราะจะทำให้สัตว์เลี้ยงเครียดได้”

ผศ.ดร. ดุสิต บอกว่า กรงอัจฉริยะ สามารถปรับขนาดให้ได้ตามไซซ์สัตว์เลี้ยง เช่น แมว ลดขนาดกรงลง ส่วนสุนัขที่มีน้ำหนักมากกว่า 15 กิโลกรัม การผลิตกรงอัจฉริยะก็สามารถเพิ่มไซซ์ให้ใหญ่ขึ้นได้ตามขนาดของสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มระบบการให้อาหารเสริม ตามความต้องการของเจ้าของได้เช่นกัน

กรงอัจฉริยะ

กรงสุนัขอัจฉริยะ (Smart Cage) เป็นนวัตกรรมสำหรับการช่วยเลี้ยงดูสุนัข ด้วยการนำเทคโนโลยทางการประมวลภาพมาใช้ตรวจจับสุนัขและสิ่งปฏิกูล หากตรวจพบสิ่งปฏิกูลก็จะสามารถกำจัดโดยอัตโนมัติ สามารถควบคุมสั่งการและตั้งค่ากรงสุนัขอัจฉริยะนี้ผ่านทางแอปพลิเคชั่นมือถือ วัตถุประสงค์หลักของเทคโนโลยี คือทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงได้รับความสะดวกสบาย และเพื่อสุขภาพสุขลักษณะอนามัยที่ดีของสุนัข

คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์

– สามารถทำความสะอาดสิ่งปฏิกูล (ปัสสาวะ อุจจาระ) อัตโนมัติโดยใช้ระบบประมวลผลภาพ (image processing) ในการตรวจจับตำแหน่งของสุนัขและสิ่งปฏิกูล

– ตั้งเวลาในการให้อาหาร โดยสามารถกำหนดปริมาณในแต่ละมื้อได้

– สามารถดูสุนัขจากนอกบ้านผ่านแอปพลิแคชั่นมือถือ

– สามารถสั่งการและตั้งค่าระบบต่างๆ ของกรงสุนัขอัจฉริยะผ่านทางแอปพลิเคชั่นมือถือ

– มีการแจ้งเตือนผู้ใช้ หากอาหารสุนัขใกล้หมด

การประยุกต์ใช้งาน นวัตกรรมนี้เหมาะสำหรับใช้ตามบ้านเรือนทั่วไปที่มีสุนัข รวมถึงใช้ในโรงพยาบาลสัตว์ สำหรับดูแลสัตว์ป่วย

ตรวจฟาร์มปลอดโรค

เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่จากฝ่ายสิ่งแวดล้อม สำนักงานเขตหนองจอก เข้าเยี่ยมชมและทำการสวอปตรวจหาเชื้อโรคไก่ ภายในพานทองฟาร์ม เขตหนองจอก ผลการตรวจเป็นปกติ ซึ่งการตรวจดังกล่าวดำเนินการเป็นประจำ เพื่อยืนยันการเป็นฟาร์มปลอดโรค

กรมประมงเจ๋ง เพาะโคพีพอด ในบ่อดิน ได้แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนประมง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

กรมประมงเจ๋ง เพาะโคพีพอด ในบ่อดิน ได้แล้ว

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ “อาหาร” ถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากปัจจัยหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับสัตว์น้ำวัยอ่อน ชนิดและขนาดของอาหารต้องมีความสัมพันธ์กับระยะการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ

“แพลงตอน” ถือเป็นอาหารตามธรรมชาติขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการถ่ายทอดพลังงานในห่วงโซ่อาหาร จัดเป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่ ที่มีความสำคัญมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นน้ำจืด น้ำกร่อย หรือน้ำทะเล

โดยทั่วไปแพลงตอนจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะการสังเคราะห์อาหาร ได้แก่ แพลงตอนพืช และแพลงตอนสัตว์ ซึ่งชนิดและปริมาณของแพลงตอนที่พบในแหล่งน้ำนอกจากจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำได้แล้วนั้น แพลงตอนยังมีประโยชน์ในด้านการรักษาคุณภาพน้ำได้อีกด้วย

เนื่องจากขณะที่แพลงตอนมีการสังเคราะห์แสง จะมีการปล่อยออกซิเจนออกมาละลายในน้ำและจะนำสารอินทรีย์ที่ไม่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น แอมโมเนีย ไนไตรต์ หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น

ดร. วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำวัยอ่อนนอกจากการมีระบบการอนุบาลสัตว์น้ำที่ดีแล้ว การได้กินอาหารที่ดีก็จะส่งผลให้สัตว์น้ำมีอัตราการรอดเพิ่มมากขึ้น อาหารที่ดีของสัตว์น้ำขนาดเล็กจะต้องมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนเพียงพอกับความต้องการของสัตว์น้ำวัยอ่อน เพื่อที่จะพัฒนารูปร่างให้เป็นแบบเดียวกับพ่อแม่

ปัจจุบัน ทางกรมประมงสามารถเพาะเลี้ยงแพลงตอนทั้งชนิดที่เป็นพืชและสัตว์ได้หลากหลายชนิด อาทิ คลอเรลลา คีโตเซอรอส สเกลีโตนีมา โรติเฟอร์ อาร์ทีเมีย ฯลฯ เพื่อช่วยลดต้นทุนในเรื่องของอาหารและการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ล่าสุดนี้ กรมประมง ได้มีการทดลองเพาะเลี้ยงโคพีพอดในบ่อดินได้สำเร็จอีกหนึ่งชนิด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง

นายสุทธิชัย ฤทธิธรรม ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กล่าวว่า โคพีพอด (Copepod) เป็นแพลงตอนสัตว์ที่พบในทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน นับเป็นห่วงโซ่อาหารสำคัญที่เชื่อมระหว่างแพลงตอนพืชกับสัตว์น้ำ โคพีพอดมีองค์ประกอบของสารอาหารสำคัญทางโภชนาการที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการรอดของสัตว์น้ำวัยอ่อน อาทิ โปรตีนและกรดไขมันที่จำเป็น โดยเฉพาะ DHA EPA ฯลฯ ซึ่งสัตว์น้ำกร่อยหรือสัตว์ทะเลไม่สามารถผลิตกรดไขมันเหล่านี้ขึ้นเองได้ ดังนั้น การศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนเพื่อเพิ่มอัตรารอดให้มากที่สุดก็ย่อมส่งผลต่อปริมาณผลผลิตสัตว์น้ำอีกด้วย

จากคุณประโยชน์ดังกล่าว โคพีพอด จึงถูกจัดเป็นอาหารมีชีวิตที่ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมักนำไปใช้ร่วมกับโรติเฟอร์และอาร์ทีเมีย ในการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม อาทิ ปลานิล ปลากะพงขาว ปลากะรัง ปลาการ์ตูน เป็นต้น

นางพิชญา ชัยนาค นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต กล่าวเพิ่มเติมในฐานะที่เป็นนักวิชาการผู้เพาะเลี้ยงโคพีพอดในบ่อดินว่า ลักษณะโดยทั่วไปของโคพีพอดลำตัวจะมีรูปร่างยาวรี ลำตัวจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนหัว อก และท้อง นับเป็นอาหารธรรมชาติขนาดเล็กที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้เป็นอาหารของสัตว์น้ำวัยอ่อน เนื่องจากโคพีพอดมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อพัฒนาการของสัตว์น้ำวัยอ่อนและสามารถย่อยได้ง่ายในระบบทางเดินอาหารของสัตว์น้ำวัยอ่อน ซึ่งมีการพัฒนาระบบการมองเห็นและระบบทางเดินอาหารยังไม่สมบูรณ์ จึงเป็นข้อจำกัดในการจับกินและการย่อยอาหารในช่วงแรกหลังฟักออกจากไข่

“ซึ่งในช่วงระยะเวลา 1-3 วัน หลังจากที่สัตว์น้ำฟักตัวออกจากไข่ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่จะกำหนดให้เราทราบว่าสัตว์น้ำที่เราเพาะพันธุ์นั้นมีอัตราการรอดมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากสัตว์น้ำวัยอ่อนเริ่มรับอาหารจากภายนอกหลังจากถุงไข่แดงยุบในช่วงระยะเวลานี้ ซึ่งจากการทดลองวิจัยพบว่าโคพีพอดระยะตัวอ่อนมีขนาดเล็กกว่า โรติเฟอร์จึงเหมาะสมต่อการกินของสัตว์น้ำวัยอ่อนที่มีขนาดความกว้างของปากค่อนข้างเล็กช่วยเพิ่มการรอดตาย” นางพิชญา กล่าว

สำหรับวิธีเพาะขยายพันธุ์โคพีพอด ทางศูนย์ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมบ่อ ทำคอกใส่ปุ๋ย ทำโพงพางในบ่อดินเพื่อใช้สำหรับดักเก็บโคพีพอด ปรับปรุงดินพื้นบ่อด้วยการโรยปูนขาวให้ทั่วบ่อ ติดตั้งระบบให้อากาศและการหมุนเวียนน้ำภายในบ่อดิน

โดยหลังเปิดน้ำเข้าบ่อ ให้ได้ระดับน้ำในบ่อลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร เพื่อกระตุ้นให้อาหารธรรมชาติมีเพิ่มมากขึ้น กำจัดศัตรูต่างๆ ของโคพีพอด เช่น ลูกกุ้ง ลูกปลา ด้วยการโรยกากชา 20-25 กิโลกรัม ต่อไร่ ให้ทั่วบ่อ และแช่ทิ้งไว้ในบ่อดิน 3-5 วัน

ในการเตรียมน้ำ น้ำที่ใช้เลี้ยงควรอยู่ในช่วงความเค็ม 15-30 ความเป็นกรด-ด่าง ระหว่าง 7-8 ปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง ด้วยปูนขาว การเตรียมอาหารมีชีวิต จะทำแพลงตอนที่เป็นอาหารมีชีวิตให้กับโคพีพอดด้วยการใส่ปุ๋ยคอก

เมื่อน้ำเริ่มมีสีเขียวเพิ่มมากขึ้นให้ชักน้ำเข้าบ่อมากขึ้นจนมีระดับลึกประมาณ 1.6-1.8 เมตร สีน้ำที่เหมาะสมต่อการเกิดแพลงตอนควรมีสีเขียวอมน้ำตาล

สำหรับพ่อแม่พันธุ์ การลงพ่อแม่พันธุ์โคพีพอดระยะโคพีโพไดซ์-ตัวเต็มวัย การจัดการการผลิตโคพีพอดในบ่อดิน หลังจากเตรียมอาหารมีชีวิตเสร็จ ประมาณ 3-5 วัน นำพ่อแม่พันธุ์โคพีพอดลงเลี้ยง ประมาณ 3-4 สัปดาห์ จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้โดยเปิดใบพัดตีน้ำ โคพีพอดจะเข้าถุงโพงพาง จากนั้นเก็บโคพีพอดด้วยสวิง

หลังจากเก็บเกี่ยวได้ 5-7 วัน โคพีพอดจะเริ่มลดลง จึงควรเติมอาหารที่ทำให้เกิดแพลงตอนลงไป เช่น ปุ๋ยคอก เศษปลาสด เป็นต้น โดยเติมอาหารลงไปจากเดิมครึ่งหนึ่งหรือปรับปริมาณจากการสังเกตปริมาณโคพีพอดในบ่อ โคพีพอดจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นอีกภายใน 7-8 วัน

นายธวัช ศรีวีระชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต กล่าวว่า สำหรับผลการวิจัยในขณะนี้ถือว่าน่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ทางศูนย์วิจัยฯ สามารถผลิตโคพีพอดได้ประมาณเดือนละ 100-120 กิโลกรัม ราคาขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 300 บาท และคาดว่าต่อไปอนาคตหากโคพีพอดจะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

สำหรับการต่อยอดการวิจัยโคพีพอดในบ่อดิน ทางศูนย์มีแผนที่จะพัฒนาเป็นการเลี้ยงโคพีพอดความหนาแน่นสูงในถังไฟเบอร์กลาสเพื่อให้ได้ปริมาณมากในพื้นที่จำกัด ง่ายต่อการดูแลและการควบคุมโรคที่ส่งผลต่อการเลี้ยงโคพีพอดและการใช้เป็นอาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน

ท่านใดสนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต โทร. (076) 621-821-2

น้อมนำพระราชดำริบริหารการผลิตและตลาด

ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ในรูปแบบสหกรณ์

เมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังศูนย์ภูฟ้าพัฒนา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ทรงติดตามการดำเนินงานของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และส่วนท้องถิ่น ร่วมสนองพระราชดำริมาตั้งแต่เริ่มดำเนินงาน ทั้งนี้ในการส่งเสริมด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ พร้อมส่งเสริมการขายในรูปแบบรวมกลุ่มนั้น ทางศูนย์ได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริ ด้วยการจัดตั้งเป็น สหกรณ์การเกษตรภูฟ้าพัฒนา จำกัด ขึ้น มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ 479 หมู่ที่ 2 ตำบลฝายแก้ว กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้ามาส่งเสริมสนับสนุนให้ศูนย์ภูฟ้าพัฒนามีการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นมา พร้อมส่งเสริมให้สมาชิกมีความเข้าใจในการนำวิธีการสหกรณ์มาใช้ในการบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตร ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การรวบรวมผลผลิต และถ่ายทอดกระบวนการแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย และตรงตามความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจระบบตลาดของสินค้าแต่ละชนิด

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ถวายรายงานถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการสหกรณ์ในศูนย์ภูฟ้าพัฒนา กล่าวว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้ความสำคัญในระบบสหกรณ์ จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้มีการเรียนการสอนวิชาการสหกรณ์ ให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และให้ขยายผลเข้าไปในโรงเรียนพระปริยัติธรรมสำหรับสามเณร พร้อมกันนี้ทรงเล็งเห็นความสำคัญของราษฎรชาวไทยภูเขาที่ด้อยโอกาส จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งศูนย์ภูฟ้าพัฒนาขึ้น เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาและถ่ายทอดความรู้การพัฒนาไปสู่พื้นที่ตามพระราชปณิธานของพระองค์

โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ร่วมสนองแนวพระราชดำริในการเข้าไปส่งเสริมอาชีพและมีการจัดตั้งสหกรณ์ที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาขึ้นเพื่อบริหารจัดการผลผลิตหลักในพื้นที่ที่มีปัญหาในด้านการตลาด ได้แก่ ข้าวก่ำ ต๋าว กาแฟ กล้วย และหม่อนผลสด ในปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนให้สหกรณ์จัดซื้ออุปกรณ์เพื่อสนับสนุนกิจการด้านการตลาด ตลอดจนรวบรวมหม่อนผลสด และการแปรรูปต๋าวเป็นการเบื้องต้น เมื่อแปรรูปแล้วนอกจากส่งไปจำหน่ายที่ร้านศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ส่วนหนึ่งทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปส่งเสริมด้านการตลาด โดยจัดตั้งกาดภูฟ้าขึ้นมา ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์เอง อีกส่วนสำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน ช่วยประสานส่งไปจำหน่ายยังร้านค้าของสหกรณ์ ทั้งในและนอกพื้นที่

“ด้านการรวมกลุ่ม และการบริหารจัดการนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เน้นการสร้างความเข้มแข็งอย่างมั่นคงและยั่งยืน ดังนั้น ใน ปี 2559 จึงมีแผนเร่งด่วน ในการส่งเสริมกลยุทธ์ด้านการผลิตและการตลาดให้กับสหกรณ์แบบครบวงจร ตั้งแต่ การผลิต การดูแลรักษา และการตลาด เพื่อให้สมาชิกสามารถลดต้นทุนการผลิต และจัดการเรื่องการตลาดได้ด้วยสหกรณ์เอง พร้อมทั้งเชื่อมต่อกับศูนย์ภูฟ้าพัฒนาเพื่อจัดหาตลาดรองรับผลผลิตอีกด้วย” นายพิเชษฐ์ กล่าวในที่สุด

เลี้ยง ปลานิล-ปลาทับทิม ในกระชัง สร้างรายได้ ของ กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร ที่กาญจนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เลี้ยง ปลานิล-ปลาทับทิม ในกระชัง สร้างรายได้ ของ กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร ที่กาญจนบุรี

จังหวัดกาญจนบุรี เป็นพื้นที่ราบและเทือกเขา มีภูเขาที่ทอดตัวตั้งขนานกับเส้นพรมแดนประเทศพม่า มีความยาว 460 กิโลเมตร

เมื่อเอ่ยถึง จังหวัดกาญจนบุรี สิ่งที่ทุกคนนึกถึงคงจะหนีไม่พ้น การท่องเที่ยวพักผ่อนแบบสบายๆ ท่ามกลางธรรมชาติในบริเวณภูเขาใหญ่น้อยทั้งหลาย เพราะภูมิทัศน์ยังมีความหลากหลาย

จังหวัดกาญจนบุรี นับว่ายังมีแหล่งป่าไม้ที่เป็นทรัพยากรสำคัญ ที่เป็นแหล่งเกิดธารน้ำ และห้วยเล็กๆ ไหลมาบรรจบเป็นแม่น้ำ 3 สายที่สำคัญ คือ แม่น้ำศรีสวัสดิ์หรือแควใหญ่ แม่น้ำไทรน้อยหรือแควน้อย และแม่น้ำแม่กลอง

กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร อยู่บ้านเลขที่ 5/9 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาน้อย อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำแม่กลองทำการเลี้ยงปลากระชัง เพราะบริเวณแห่งนี้ยังมีน้ำที่สะอาดเหมาะสมกับการประกอบอาชีพด้านการประมง

ประสบความสำเร็จจากเลี้ยงโคนม

จึงมาทดลองเลี้ยงปลากระชังสร้างรายได้

กำนันเทียมศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะริเริ่มมาเลี้ยงปลากระชังนั้น ได้ทำการเกษตรด้านปศุสัตว์มาก่อน จากนั้นประมาณปี 2540 จึงมาเลี้ยงปลาในกระชัง

“เริ่มแรกเดิมทีผมเลี้ยงโคนม พอลูกชายผมเรียนจบมา ก็เลยให้เขาทำโคนมไป ผมก็มาทดลองเลี้ยงปลา สมัยนั้น ปี 40 ยังไม่มีคนรู้จักปลาทับทิมหรือปลานิลในกระชัง ผมก็ไปศึกษากับเกษตรกรที่เลี้ยงอยู่แล้วในพื้นที่อื่นๆ เพื่อมาทดลองเลี้ยงดู ช่วงนั้นก็หาตลาดเอง มันก็เหมือนเราต้องศึกษาอะไรอีกเยอะ เรียกว่าเริ่มแรกนี่เป็นบทเรียนราคาแพงกว่าจะประสบผลสำเร็จ แต่ผมคิดว่าถ้าเราจะทำเป็นอาชีพ ก็ต้องทำให้ได้ หาประสบการณ์ด้วยตัวเราเอง” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ในตอนนั้นทดลองเลี้ยง ประมาณ 40 กระชัง เมื่อประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจจึงขยายการเลี้ยงออกไปเรื่อยๆ จึงได้พบปะกับกลุ่มผู้เลี้ยงปลากระชังมากขึ้น ทำให้ได้รับแนวทางการแก้ปัญหาใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

การเลี้ยงปลา น้ำที่ใช้เลี้ยงนับว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากน้ำดีการเลี้ยงก็จะไม่เกิดปัญหามากนัก

“น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาที่นี่ จากสมัยก่อนมา ณ ตอนนี้นะ เรียกง่ายๆ ว่ายังสะอาดที่สุดในประเทศไทย น้ำก็ยังมีเยอะ แต่อนาคตก็ต้องดูต่อไป เพราะตอนนี้เริ่มจะไม่ค่อยมีกฎระเบียบกันมากนัก ซึ่งที่ผ่านมาผมก็ได้เข้าประชุมกับท่านผู้ว่าฯ จังหวัด และก็เกษตรกรอื่นๆ กับหน่วยราชการ ให้รวมกลุ่มกันเอากฎหมายมาบังคับใช้ จัดการกับคนที่ทำผิด ไม่อย่างนั้นน้ำมันก็จะเน่าเสีย อย่างน้อยเพื่อรักษาสภาพน้ำของที่นี่ให้สะอาดต่อไป” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าวถึงการช่วยกันดูแลรักษาแหล่งน้ำ

ปลาสวย ทรงดี

เป็นที่ต้องการของตลาด

มีวิธีเลี้ยง ดังนี้

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ตอนแรกที่เลี้ยงใหม่ๆ นำลูกปลาทับทิมและปลานิลมาปล่อยลงเลี้ยงในกระชังทันที แต่ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนนำมาอนุบาลในบ่อดินเสียก่อนแล้วค่อยนำมาเลี้ยงในกระชัง

“ตอนแรกที่เลี้ยงใหม่ๆ เอาลูกปลาไซซ์ใบมะขามมาปล่อยในกระชัง ขนาด 3×3 เมตร ลึก 2 เมตร คราวนี้เห็นปัญหาว่าเราควบคุมระดับน้ำไม่ได้ โดยเฉพาะหน้าฝน น้ำขุ่นลูกปลาจะตาย ก็เลยเอามาอนุบาลในบ่อดินก่อน ปล่อยลูกปลาประมาณหกหมื่นถึงหนึ่งแสนตัวลงในบ่อดินขนาดครึ่งไร่ อาหารที่ให้ช่วงนั้นมีเปอร์เซ็นต์โปรตีน ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ให้ 4 เวลา เช้า สาย บ่าย เย็น เวลาเลี้ยงในช่วงนี้ 70 วัน ลูกปลาจะมีขนาด ประมาณ 40-50 กรัม ก็จะนำมาปล่อยเลี้ยงในกระชังต่อ” กำนันเทียมศักดิ์ อธิบาย

ลูกปลานิลและปลาทับทิมที่นำมาปล่อยลงในกระชัง กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า มาปล่อยเลี้ยงในกระชัง ขนาด 3×6 เมตร ปล่อยลูกปลา ประมาณ 1,600 ตัว ต่อกระชัง อาหารให้ 3 เวลา คือ เช้า กลางวัน และเย็น อาหารในระยะนี้มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ เมื่อลูกปลามีขนาด ประมาณ 100 กรัมขึ้นไป จะเปลี่ยนสูตรอาหารที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าปลานิลและปลาทับทิมจะได้ขนาดที่จำหน่ายได้ ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง

การดูแลรักษาโรค กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ณ ปัจจุบันนี้ เมื่อเทียบกับสมัยก่อนมีโรคเยอะกว่ามาก เวลาเลี้ยงจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยจะติดเครื่องตีน้ำเข้ามาช่วย และมีการทำโปรแกรมการให้วิตามินอยู่เสมอ เพื่อให้ปลามีความแข็งแรง ช่วยลดปัญหาเรื่องโรค ซึ่งการระบาดของโรคมีตลอดทั้งปี จึงจำเป็นต้องป้องกันตลอดเวลา

“สมัยก่อนที่ผมเลี้ยงใหม่ๆ นั้นดี ไม่มีโรค อัตรารอด 90 เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวนี้อัตรารอดไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เช่น ลงเลี้ยง 100 ตัว เหลือ 30-40 ตัวเอง เพราะปีหนึ่งเราเลี้ยงได้ 2 ครั้ง การจัดการเดี๋ยวนี้ก็สิ้นเปลืองขึ้นมาก อย่างเครื่องตีน้ำ ใช้พลังงานไฟฟ้าเราก็จะเปลืองเรื่องค่าไฟมากขึ้น ซึ่งสมัยก่อนไม่ต้องมีเครื่องพวกนี้เลย หากเราไม่ทำ ประหยัดมากเกินไป ปลาไม่แข็งแรงเกิดโรคขึ้นมาก็ไม่ไหว การทำแบบนี้ก็จะช่วยให้เราได้ปลาที่ดี มีความแข็งแรง” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

คิดค้นถังให้อาหาร

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ได้คิดค้นถังการให้อาหารปลาขึ้นมา เพื่อที่เวลาปลากินอาหารจะทำให้มีขนาดที่เท่ากันไม่แตกไซซ์มากเกินไป

“ถังที่เห็นบนกระชังสีเหลืองสีขาว ผมดัดแปลงเอามาใช้ เพราะว่าพอเราใส่อาหารลงไป เดี๋ยวอาหารมันจะลงไปแบบเหมาะสม ทำให้เราลดเรื่องแรงงานไปได้มาก แล้วปลามันจะโตค่อนข้างเสมอกัน แต่ก่อนที่เราจะใช้ถังอาหารนี้ได้ เราต้องมีบันทึกการให้อาหารอยู่ก่อน ว่าปลาไซซ์ขนาดนี้ควรจะกินอาหารกี่กิโลกรัม เราจะได้รู้เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว หากเราไม่มีการจดบันทึกไว้ อยู่ดีๆ เอาถังไปใส่อาหารให้ไม่ได้ มันจะยิ่งเปลืองมากขึ้น” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

ขนาดของปลาที่ตลาดต้องการ

มีความแตกต่างกัน

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ความต้องการขนาดของปลาที่มีคนมาซื้อ นับว่าแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่ที่ว่าจะนำไปประกอบอาหารในรูปแบบใด

“จำหน่ายนี่ความต้องการของตลาดหลากหลายมาก ถ้าขึ้นโต๊ะจีนกับร้านปลาเผาก็จะใช้ปลาไซซ์ใหญ่ ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปก็จะซื้อขนาดประมาณ 600-700 กรัม ซึ่งส่งจำหน่ายก็มีทั้งที่ตลาดไท ตลาดทั่วๆ ไป และก็จะมีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ฟาร์มเป็นเจ้าประจำ ซื้อกันมามากกว่า 10 ปี” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

ปลาทับทิม จำหน่ายอยู่ที่ราคา 72 บาท ส่วนปลานิลอยู่ที่ราคา 62 บาท ซึ่งราคาขึ้นลงตามกลไกของตลาด กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ราคาของปลาที่จำหน่ายในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับสมัยก่อนนั้นราคาถือว่าต่ำกว่ามาก

“ราคาปลาเคยลงไปถึง 50 กว่าบาท เพราะว่าเดี๋ยวนี้คนเลี้ยงกันเยอะขึ้น ซึ่งตอนนี้เองราคาก็ยังไม่ดี กลัวว่าจะร่วง กำลังซื้อคนก็ไม่ค่อยมี แต่เทียบดูตอนนี้คนกินเยอะขึ้น สมัยก่อนที่ผมเริ่มใหม่ๆ ตลาดหายากอยู่ บางคนเขาก็ไม่รู้จักปลาทับทิม พอเขาได้มาลองกินก็ชอบ อีกอย่างปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติก็หายากขึ้น ปลาทับทิม ปลานิล เลยเป็นทางเลือกได้ดี ราคาเหมาะสม เรียกว่าหาซื้อกินได้ง่ายมีทั่วไปทุกจังหวัด” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

มุมมองการเลี้ยงสัตว์

ของ กำนันเทียมศักดิ์

“อยากจะบอกว่า อาชีพการเลี้ยงสัตว์ที่ผมผ่านมาทุกอย่าง อย่างที่ผมเลี้ยงโคนมนี่ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่ดีสำหรับครอบครัว ส่วนการเลี้ยงปลานี่ก็เป็นอาชีพที่ดีมาก เรามองดูสัตว์นะตอนนี้ อย่างสัตว์บก กับสัตว์น้ำ อย่าง ปลานิล ปลาทับทิม ในแง่ของการแลกเนื้อ เราให้อาหารประมาณ 1.5 กิโลกรัม เราก็จะได้เนื้อปลากลับมา 1 กิโลกรัม คือไม่มีสัตว์อะไรที่จะแลกเนื้อได้ดีกว่านี้ อีกอย่างการเลี้ยงปลาเป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับครอบครัว”

“สำหรับคนที่สนใจอยากเลี้ยงเป็นอาชีพ ก็จะแนะนำว่าอย่าทำใหญ่เกินในช่วงแรกๆ มันก็จะมีปัญหาเรื่องตลาด อีกอย่างเรื่องเงินทุนมันก็จะต้องใช้เงินสดด้วย เพราะบางทีเราไปซื้ออาหารที่มาเลี้ยงมันไม่มีเครดิตอะไรช่วยได้ หลักที่สำคัญคือ เกี่ยวกับด้านวิชาการ ต้องศึกษาให้ท่องแท้ โดยเตรียมตัวให้ดี ศึกษาให้พร้อม เราจะได้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ ปัญหาเรื่องโรคก็สำคัญ สายพันธุ์ปลา อาหารที่ให้ปลา และก็เรื่องการตลาด 4 อย่างนี้ ถือว่าสำคัญมาก สำหรับคนที่จะเริ่มเลี้ยง” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากเลี้ยงปลานิล ปลาทับทิม ในกระชัง กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร บอกว่า ยินดีให้คำปรึกษา พร้อมทั้งให้คำแนะนำการเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ติดต่อสอบถามได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 944-3454

สนใจการใช้ถังให้อาหารปลานิลและปลาทับทิมแบบประหยัดแรงงานและเวลา ติดตามดูคลิป วิดีโอ ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

โรงเรียนบ้านเกาะพยาม ระนอง ทำเกษตรบนเกาะอย่างง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

โรงเรียนบ้านเกาะพยาม ระนอง ทำเกษตรบนเกาะอย่างง่าย

แค่คิดจะทำการเกษตรในจังหวัดระนอง พื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งฝน 8 แดด 4 ก็ไม่ใช่จะลงมือทำกันง่ายๆ แม้เกษตรกรชาวจังหวัดระนองเอง ยังต้องเข้าใจสภาพอากาศและสภาพภูมิประเทศในพื้นที่ ปรับการทำการเกษตรให้สอดคล้อง การเกษตรจึงเดินหน้าไปได้ด้วยดี

คอลัมน์ เยาวชนเกษตร ซึ่งโฟกัสไปที่การทำการเกษตรของเยาวชน เมื่อต้องลงพื้นที่จังหวัดระนอง โดยสารเรือข้ามไปยังเกาะพยาม อันเป็นเกาะหนึ่งที่อยู่ห่างจากตัวฝั่ง ประมาณ 30 กิโลเมตร ทำให้คิดไปว่า เด็กนักเรียนของโรงเรียนบ้านเกาะพยาม ซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวของตำบลเกาะพยาม ครอบคลุมประชากรทั้งตำบล รวมพื้นที่เกาะ 2 แห่ง คือ เกาะพยาม และ เกาะช้าง จะทำการเกษตรบนเกาะได้อย่างไร

โรงเรียนบ้านเกาะพยาม ตั้งอยู่บนเกาะพยาม ตำบลเกาะพยาม อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เปิดสอนระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนทั้งสิ้น 91 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวม 6 คน ด้วยพื้นที่ตั้งของโรงเรียนเป็นเกาะ ทำให้ไม่ได้อยู่ในเขตบริการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งการศึกษาของนักเรียนโรงเรียนบ้านเกาะพยาม เป็นการเรียนการสอนผ่านทางไกล มีโทรทัศน์และระบบไฟฟ้าเป็นพื้นฐาน หากไม่มีระบบไฟฟ้า การเรียนการสอนจะดำเนินไปไม่ได้

ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดย ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน ได้เห็นความสำคัญของพลังงานทดแทนทุกระดับ ทำให้เล็งเห็นความสำคัญของการใช้พลังงานบนเกาะพยาม ทางกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน จึงเข้าไปส่งเสริมพลังงานทดแทนในพื้นที่เกาะพยาม โดยการสำรวจพบว่า ตัวเกาะพยามได้รับอิทธิพลลมทะเลฝั่งอันดามันพัดผ่านตลอดปี จากการวัดแรงลมในพื้นที่ พ.ศ. 2527 พบว่า มีค่าความเร็วลม ประมาณ 2.7 เมตร ต่อนาที และข้อมูลของ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ระบุความเร็วลมเฉลี่ยบนเกาะพยามในปี พ.ศ. 2533 ที่ประมาณ 3.0 เมตร ต่อวินาที จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานจากลม เพื่อให้มีไฟฟ้าใช้ในโรงเรียน

กองทุนฯ จึงเข้าดำเนินโครงการเทคโนโลยีกังหันลมผลิตไฟฟ้า ภายใต้โครงการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในระดับชุมชน ให้กับโรงเรียนบ้านเกาะพยาม โดยสนับสนุนงบประมาณในการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า ขนาด 1 กิโลวัตต์ จำนวน 5 ชุด รวมกำลังผลิต 5,000 w ชนิดไม่เชื่อมสายส่ง (stand alone) โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกเก็บในแบตเตอรี่ ขนาด 130 แอมป์-ชั่วโมง จำนวน 8 ลูก เชื่อมต่อระบบอินเวอร์เตอร์ เพื่อแปลงไฟฟ้ากระแสตรงเป็นกระแสสลับ สำหรับนำมาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า และระบบแสงสว่างของอาคารเรียนและห้องพักครูของโรงเรียนบ้านเกาะพยาม ระบบดังกล่าว สามารถผลิตไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 3,300 หน่วย ต่อปี ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 12,000 บาท ต่อปี จากงบประมาณการลงทุน 960,000 บาท ระยะเวลาในการคืนทุน 20 ปี

เมื่อนำไฟฟ้าที่ได้จากกังหันลม เชื่อมต่อกับระบบไฟกับพลังงานทดแทนจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี 2545 โดยติดตั้ง 2 จุด กำลังการผลิต 2,100 w และ 3,000 w ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของโรงเรียน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องปั่นไฟฟ้าจากเครื่องยนต์

เนื่องจากระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านเกาะพยามเป็นระบบเรียนทางไกล การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ จึงจำเป็นสำหรับสื่อการเรียนการสอนมาก เพราะหากไม่มีไฟฟ้าแล้ว อุปกรณ์รับสัญญาณเชื่อมต่อการเรียนการสอนทางไกลจะไม่สามารถทำงานได้ เท่ากับว่านักเรียนไม่สามารถเรียนได้ การติดตั้งพลังงานทดแทนจากเซลล์แสงอาทิตย์และพลังงานลม จึงมีความจำเป็นยิ่ง

ครูสากล เยี่ยมไธสง ครูโรงเรียนบ้านเกาะพยาม บอกว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่สำคัญที่โรงเรียนจำเป็นต้องใช้ คือ โทรทัศน์ พัดลม หลอดไฟ โดยเปิดใช้เฉลี่ย วันละ 5 ชั่วโมง เวลาเรียนที่เหลือเป็นการเรียนการสอนนอกห้องเรียน และการทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เพื่อประหยัดพลังงาน แม้ว่าโรงเรียนจะตั้งอยู่บนเกาะ มีสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย รวมถึงสภาพดินที่ไม่เหมาะต่อการปลูกพืช แต่การส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีความรู้ในการทำเกษตร ก็ไม่ใช่สิ่งที่ครูจะละทิ้ง

“โรงเรียนมีพื้นที่ 20 ไร่ พื้นที่ที่จัดสรรเป็นแปลงเกษตรให้เด็กได้เรียนรู้ ประมาณ 5 ไร่ เมื่อสภาพดินไม่ดี จึงทำให้ปลูกพืชได้ไม่หลากหลาย ที่ทำได้คือ ปลูกผักเหลียง 100 ต้น ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ 5 วง พืชผักสวนครัว 5 แปลง ไม้ผลไม่สามารถปลูกได้”

อุปสรรคที่สำคัญที่สุดของการทำการเกษตรบนเกาะ คือ น้ำ ครูสากล บอกว่า น้ำที่ใช้ทำการเกษตรได้มาจากน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น เมื่อฝนตกจึงต้องมีที่เก็บน้ำไว้ใช้ให้ได้ตลอดปี ซึ่งปริมาณฝนจะมากระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคมของทุกปี

แม้ดินและน้ำจะเป็นปัญหาต่อการทำการเกษตร แต่ครูสากล ก็ไม่ละเลย พยายามสื่อการสอนให้ถึงนักเรียนให้มากที่สุด ที่เห็นชัดที่สุดคือการเลี้ยงปลาดุก ครูสากลพาเด็กนักเรียนขุดบ่อดิน ขนาด 5×3 เมตร ปูด้วยผ้าพลาสติกกักน้ำไว้ แล้วเลี้ยงปลาดุก 150 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 3 เดือน ก็จับขายให้กับโครงการอาหารกลางวัน นอกจากนี้ ยังทำโรงเห็ดนางฟ้า โรงปุ๋ยหมัก และปลูกชะอม ซึ่งเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีพอสมควรบนเกาะ และผลผลิตที่ได้จากการทำการเกษตรทั้งหมด เมื่อนำเข้าโครงการอาหารกลางวันแล้ว ช่วยลดต้นทุนการซื้อวัตถุดิบจากภายนอกมาทำอาหารกลางวันให้กับนักเรียนได้มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์

“โรงเรียนตั้งชุมนุมเกษตร ให้เด็กมาสมัครเข้าร่วม เด็กชอบ ชุมนุมเกษตรตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงภายในโรงเรียน มีเด็กนักเรียนมาสมัครเกือบทั้งหมด แต่เด็กที่ได้ลงมือทำจริงๆ จะเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 เพราะเป็นเด็กโต ที่รับผิดชอบตัวเองได้”

เด็กชายต่อ เกาะพยาม อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 บอกว่า ชอบการเกษตร เพราะทำให้รู้จักความรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งตนเองใช้เวลาในช่วงพักเที่ยงของทุกวัน ไปดูแลแปลงผักสวนครัว เมื่อถึงคราวต้องให้ปุ๋ย ก็นำขี้วัวที่ซื้อมาและปุ๋ยหมักที่ทำไว้มาใส่ให้กับแปลงผัก เมื่อเก็บผลผลิตได้ก็นำไปขายให้กับโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนในราคาถูก นอกจากนี้ ยังต้องดูแลปลาดุกในบ่อ เมื่อมีเวลาจากที่บ้านก็ช่วยพ่อแม่ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง

ด้าน เด็กชายกฤษณะ พึ่งจะแย้ม อายุ 11 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เล่าว่า กิจกรรมเกษตรที่มี ชอบการเลี้ยงปลาดุกมากที่สุด เพราะสนุกเมื่อได้จับปลา และได้ความรู้ในขั้นตอนของการเลี้ยงปลา ส่วนแปลงผักสวนครัวก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบรดน้ำทุกวันในตอนเช้าและเย็น ส่วนกลางวันต้องมาดูแลแปลงโดยการถอนวัชพืชและใส่ปุ๋ยหมัก สำหรับปุ๋ยหมักที่ตนได้รับความรู้จากโรงเรียน ก็เป็นการทำปุ๋ยหมักอย่างง่าย นำเศษปลาเหลือที่ได้จากการประมงในทะเล นำมาใส่ถังหมักรวมกับน้ำตาลและจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง หมักทิ้งไว้ ก็สามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยหมักและสารอินทรีย์ใช้รดน้ำต้นไม้ ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี

ครูสากล กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ว่าโรงเรียนบ้านเกาะพยามจะอยู่ห่างไกลความเจริญบนชายฝั่ง แต่โชคดีที่มีระบบไฟฟ้าใช้สำหรับการเรียนการสอน ส่วนความรู้ด้านการเกษตรจำเป็นอย่างยิ่งที่เด็กนักเรียนจะต้องมีความรู้ติดตัวไป เพราะเด็กนักเรียนที่เรียนจบประถมศึกษาปีที่ 6 ที่นี่ หากต้องศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาก็ต้องเข้าไปเรียนบนฝั่ง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับการเดินทางของเด็กชาวเกาะอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การทำการเกษตรภายในโรงเรียน เพื่อสอนให้กับเด็กนักเรียนมีพื้นฐานที่ดีก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่โรงเรียนบ้านเกาะพยามยังขาดพื้นฐานทางเกษตรที่สำคัญอีกหลายประการ จึงยินดี หากมีหน่วยงานต้องการส่งเสริมและสนับสนุนการทำการเกษตรของเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านเกาะพยาม ซึ่งที่สอบถามเด็กนักเรียน ทราบว่า เด็กนักเรียนต้องการเรียนรู้การปลูกผักไร้ดิน และการเลี้ยงไก่ไข่

ทั้งนี้ หากหน่วยงานใดมีข้อแนะนำในการส่งเสริม สนับสนุน การทำการเกษตรภายในโรงเรียนบ้านเกาะพยาม ติดต่อได้ที่ ครูสากล เยี่ยมไธสง โทรศัพท์ (088) 447-6144

“เปิดฉาก 10 ทีมสุดท้าย โครงการ “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7” ภายใต้แนวคิด คิดจริง ทำจริง ได้ผลผลิตจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05098010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เก็บมาเล่า

“เปิดฉาก 10 ทีมสุดท้าย โครงการ “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7” ภายใต้แนวคิด คิดจริง ทำจริง ได้ผลผลิตจริง

เมื่อเร็วๆ ณ โรงถ่ายกันตนา มูฟวี่ทาวน์ ศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เปิดบ้านเป็นที่เรียบร้อยสำหรับรายการเรียลลิตี้แข่งขันการเกษตรเพื่อเฟ้นหาเยาวชนที่มีใจรักในการเกษตร กับโครงการ “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7” เพื่อชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา 100,000 บาท และของรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย โดยได้คัดเลือกโรงเรียนจากทั่วประเทศ คัดสรรให้เหลือเพียง 10 ทีม จาก 10 โรงเรียน เพื่อมาปฏิบัติภารกิจภายใต้โจทย์ พื้นที่ 1 ไร่ เงินทุน 5,000 บาท ระยะเวลา 60 วัน เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ และเป็นการฝึกอาชีพที่มั่นคง เพื่อเป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพที่ดีในอนาคต

กรมส่งเสริมการเกษตร, คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรมพัฒนาที่ดิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, สถานีโทรทัศน์ฟาร์ม แชนแนล และสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องมิราเคิล แชนแนล ได้จัดงานเปิดบ้าน “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7” รายการเฟ้นหาเยาวชนที่มีใจรักในการเกษตร เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผสมผสานความรู้ด้านการเกษตรแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด คิดจริง ทำจริง ได้ผลผลิตจริง โดยได้รับเกียรติจาก คุณโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ผศ.ดร. สุดเขตต์ นาคะเสถียร คณบดี คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณศศิกร ฉันท์เศรษฐ์ ประธานบริหารสายธุรกิจรายการโทรทัศน์ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ คุณสุรศักดิ์ ซิมตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์ม แชนแนล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมแถลงข่าวและเปิดโครงการ “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7 โดยมี 10 ทีม จาก 10 โรงเรียน ที่ถูกคัดสรร ได้แก่ 1. โรงเรียนมัธยมพระราชทานนายาว จังหวัดฉะเชิงเทรา (LF1) 2. โรงเรียนชาติตระการวิทยา จังหวัดพิษณุโลก (LF2) 3. โรงเรียนศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี (LF3) 4. โรงเรียนประชามงคล จังหวัดกาญจนบุรี (LF4) 5. โรงเรียนนครบางยางพิทยาคม จังหวัดพิษณุโลก (LF5) 6. โรงเรียนโพธิธรรมสุวัฒน์ จังหวัดพิจิตร (LF6) 7. โรงเรียนชุมแสงชนูทิศ จังหวัดนครสวรรค์ (LF7) 8. โรงเรียนท่าชัยวิทยา จังหวัดสุโขทัย (LF8) 9. โรงเรียนมัธยมสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ กรุงเทพฯ (LF9) 10. โรงเรียนตลุกดู่วิทยาคม จังหวัดอุทัยธานี (LF10) พร้อมการเปิดเวทีเสวนา “ทริคการเกษตรเพื่อผลผลิตที่งอกงาม” โดยผู้สนับสนุนโครงการจากภาคเอกชน

คุณโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ประธานในพิธี กล่าวว่า “การดำเนินโครงการ My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร นับว่าเป็นโครงการที่สำคัญและมีความน่าสนใจ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร ในด้านพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ และการฝึกอาชีพที่มั่นคง เพราะจะเป็นหนทางหนึ่งที่กระตุ้นให้เยาวชนไทยหันมาใส่ใจภาคเกษตรกรมากขึ้น”

ด้าน ผศ.ดร. สุดเขตต์ นาคะเสถียร คณบดี คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า “ความรู้ต่างๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มอบให้ จะมุ่งเน้นไปทางด้านวิทยาศาสตร์เกษตร อันเป็นการสร้างสรรค์ วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ให้สอดคล้องกับการเกษตรในอนาคต โดยเยาวชนในโครงการจะได้รู้และเข้าใจว่า วิทยาศาสตร์เกษตรคืออะไร เป็นการปูพื้นฐานให้กับเยาวชนที่สนใจเรียนต่อด้านการเกษตรในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกทั้งยังนำองค์ความรู้ที่ได้รับ นำไปต่อยอดพัฒนาการบริหารจัดการด้านเกษตรต่อไป”

ซึ่งกติกาในการแข่งขัน “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7” ทั้ง 10 ทีม จะได้รับพื้นที่สำหรับทำการเกษตร 1 ไร่ พร้อมเงินทุน 5,000 บาท เพื่อซื้อปัจจัยการผลิต โดยใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 60 วัน ที่จะรังสรรค์พื้นที่ของแต่ละทีม ให้กลายเป็นแปลงการเกษตรที่สามารถสร้างผลกำไร ตามที่วางแผนไว้ เกณฑ์การให้คะแนนจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน 1. การบริหารจัดการพื้นที่ 40% 2. ผลประกอบการทางบัญชี 25% 3. ผลโหวตจากผู้ชมทางบ้าน 20% และ 4. คะแนนจากการตอบปัญหาเชาว์ 15% โดยโรงเรียนที่ชนะเลิศ จะได้รับรางวัลถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท

มาร่วมเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ ทั้ง 10 โรงเรียน ได้ในปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ในรายการ My Little Farm 7 ออกอากาศทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-10.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องมิราเคิล แชนแนล และชมไฮไลต์ได้ใน รายการคนไทยหัวใจเกษตร ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 05.00-05.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ http://www.farmchannelthai.com ร่วมโหวตให้คะแนนแต่ละทีม โดยส่ง SMS พิมพ์ LF ตามด้วยหมายเลขทีม แล้วส่งมาที่ 4221606 เริ่มโหวตได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนจบ)

ต้นชมพู่ไต้หวัน 4-6 เดือน

เริ่มออกดอกติดผล ให้ผลผลิต

หลังจากปลูกและดูแล บำรุงต้นชมพู่ไต้หวันได้ราว 4-6 เดือน ต้นชมพู่ไต้หวันก็จะพร้อมให้ผลผลิตได้เก็บเกี่ยวได้บ้าง 5-10 กิโลกรัม แต่จะเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่ในปีที่ 2 เป็นต้นไป เพราะด้วยขนาดต้นและทรงพุ่มที่โตมากพอควรแล้ว โดยต่อการออกดอก 1 รุ่น สามารถห่อผลได้ครั้งละ 40-80 ถุง (ขึ้นอยู่กับขนาดของทรงพุ่ม) หรือเป็นน้ำหนักก็ประมาณ 30-50 กิโลกรัม ต่อต้น ซึ่ง 1 ถุงห่อ จะเลือกไว้ผล 3-5 ผล จะเหมาะสมที่สุด จะได้ชมพู่ที่มีคุณภาพ ทรงผลสวยและผลใหญ่

ซึ่งการห่อผลชมพู่นั้น การปลิดผลที่มากเกินไปจึงมีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นการกำหนดขนาดและน้ำหนักของผลชมพู่ว่าจะมีผลเล็กหรือใหญ่เพียงใด โดยหลักการง่ายๆ ยิ่งไว้ผลมาก ผลยิ่งเล็ก อย่างการไว้ผล 5 ผล ต่อช่อขึ้นไป ย่อมทำให้ชมพู่มีขนาดผลเล็ก ไว้ผลน้อยก็ยิ่งจะได้ชมพู่ผลใหญ่ ดังนั้น ต้องเลือกไว้ผลอย่างเหมาะสม ซึ่งการออกดอกของชมพู่จะออกบริเวณกิ่งในทรงพุ่มและส่วนยอด (แล้วแต่สายพันธุ์) หลังจากดอกได้รับการผสมแล้วก็จะติดเป็นผลที่มีขนาดเล็ก มีลักษณะคล้ายถ้วย หลังจากนั้น ผลจะขยายใหญ่มีสีเข้มขึ้นเป็นทรงผลชมพู่ขนาดเล็ก เกษตรกรควรปลิดผลที่ถูกโรคแมลงทำลาย โดยเฉพาะผลชมพู่ที่แมลงวันทองเจาะทำลายและเพลี้ยไฟทำลายผิว คนห่อต้องเลือกปลิดทิ้งไป ผลที่มีขนาดเล็กหรือรูปร่างผิดปกติออก โดยเหลือไว้ ช่อละ 3-5 ผล เท่านั้น กรณีที่มีช่อผลหลายๆ ช่อ อยู่มากในกิ่งเดียวกัน ไม่ควรเก็บไว้ ให้เลือกปลิดช่อที่มากเกินไปออก อย่างการออกดอกของชมพู่ไต้หวัน ทั้งชมพู่ยักษ์ไต้หวันและชมพู่สตรอเบอรี่ นิสัยจะออกดอกเป็นจำนวนมาก เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งอาหารกันเอง ทำให้ผลมีขนาดเล็ก และจำนวนการห่อไม่ควรมากเกินไป โดยให้สัมพันธ์กับทรงพุ่มและความสมบูรณ์ของต้น

การห่อผล ทำให้ผิวสวย

ป้องกันการทำลาย

จากแมลงวันทอง

ก่อนห่อผล แนะนำให้ฉีดพ่นฮอร์โมนช่วยบำรุงดอก เช่น โบร่า หรือ โบรอน (B) เพื่อช่วยผสมเกสรง่ายและติดผลดก ฉีดพ่นสัก 2-3 ครั้ง คือช่วงเริ่มออกดอก ดอกเริ่มบาน และหลังเกสรดอกเริ่มโรย การห่อผลชมพู่ จะทำควบคู่กับการปลิดเลยในเวลาเดียวกัน ในการห่อผลนี้เกษตรกรจะเลือกถุงพลาสติกแบบมีหูหิ้วสีขาวขุ่น เจาะรู 3-5 รู หรือใช้มีดกรีดก้นถุง เพื่อให้เป็นรูระบายน้ำออกและระบายอากาศ ก่อนห่อจะใช้วิธีฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงคือ เมกก้า (ไซเพอร์เมทริน) อัตรา 10 ซีซี เพื่อฆ่าแมลงศัตรูที่อาจจะเกาะที่ผล เช่น เพลี้ยไฟ+ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน อัตรา 2 ซีซี เพื่อทำให้ทรงผลชมพู่ยาวและขยายขนาดผล+เทรนเนอร์ 10 ซีซี เพื่อช่วยบำรุงผล ผสมทั้งหมดในน้ำ 5 ลิตร โดยจะแบ่งใส่ในกระบอกฉีดน้ำหรือฟ็อกกี้ เมื่อปลิดผลเสร็จ จะฉีดด้วยสารและฮอร์โมนดังกล่าว แล้วจึงห่อด้วยถุงพลาสติกมีหูหิ้ว ขนาด 7×15 นิ้ว โดยจะผูกปากถุงด้วยเงื่อนชั้นเดียว อาจจะผูกโยงถุงด้วยเชือกฟางเพื่อไม่ให้กิ่งฉีกหักเมื่อผลชมพู่โตน้ำหนักก็จะมากขึ้น หลังจากห่อผลได้ราว 1 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวชมพู่ขายได้ ซึ่งรวมเวลาตั้งแต่แทงช่อดอกจนเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาราวๆ 3 เดือน การเก็บเกี่ยวหากทิ้งชมพู่ไว้เกินอายุการเก็บเกี่ยว จะทำให้ผลชมพู่แตกหรือร่วงเสียหายได้ การเก็บนั้นควรใช้กรรไกรตัดขั้ว จะสะดวกและรวดเร็ว จะเก็บมาทั้งถุงที่ห่อชมพู่ แล้วใส่เข่งที่กรุด้วยกระสอบปุ๋ย เพื่อป้องกันความคมของภาชนะที่จะทำให้ผิวชมพู่บอบช้ำได้ จากนั้นจึงคัดเลือกชมพู่ โดยเริ่มที่แกะถุงห่อชมพู่ออก คัดคุณภาพ โดยคัดผลแตก ผลเป็นโรคและแมลงทำลาย ทั้งนี้รวมทั้งผลที่มีรูปร่างผิดปกติออก คัดขนาดบรรจุลงตะกร้าพลาสติกที่ด้านข้างกรุด้วยใบตองหรือกระดาษ แล้วปิดทับด้านหน้าด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เพื่อรักษาความชื้นของชมพู่ไว้ รอให้แม่ค้ามารับไปขายต่อ

การผลิตชมพู่ยักษ์ไต้หวัน

ให้มีคุณภาพดี และมี

รสชาติหวานกรอบ

ก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต 15 วัน ควรจะใส่ปุ๋ยเพิ่มความหวาน สูตร 14-14-21 อัตรา ต้นละ 500 กรัม ต่อต้น (ต้นชมพู่อายุ 2-3 ปี) แต่ถ้าต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันมีอายุต้น 5 ปีขึ้นไป ให้ใส่ต้นละ 1 กิโลกรัม ด้วยชมพู่จัดเป็นไม้ผลที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น คือหลังจากดอกโรยและถอดหมวกมีขนาดผลเท่าหัวนิ้วโป้ง

จะใช้เวลาเลี้ยงผลเพียง 25-30 วัน ก็จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ดังนั้น ในช่วงเลี้ยงผลก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 15 วัน ควรจะฉีดพ่นนูแทค ซุปเปอร์-เค อัตรา 75-100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

นูแทค ซุปเปอร์-เค จัดเป็นปุ๋ยพ่นทางใบชนิดผงแบบสเปรย์-ดรายด์ ที่มีโพแทสเซียมสูง และช่วยเพิ่มความหวานให้แก่ชมพู่ และอีกเทคนิคในการเพิ่มรสหวานให้ผลชมพู่มีรสชาติหวานนั้น จะต้องมีการงดน้ำแก่ต้นชมพู่ ร่วมกับการให้ปุ๋ยตัวท้ายสูง ก่อนการเก็บเกี่ยว 3-5 วัน ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับสภาพดินด้วย ถ้าเป็นดินเหนียวควรงดการให้น้ำนานกว่านี้ อาจเป็น 5-7 วัน แต่ที่สวนคุณลี ดินร่วนปนทราย จะหยุดให้น้ำก่อนเก็บ 3 วัน เท่านั้น เพราะแปลงปลูกชมพู่ไม่ได้ยกร่อง หรือมีน้ำขัง ต้นจึงไม่ได้แช่อยู่ในน้ำ แม้ชมพู่จะเป็นต้นไม้ที่ชอบน้ำมาก แต่ช่วงก่อนเก็บผลผลิตเราควรงดน้ำ ก็จะทำให้ชมพู่มีรสหวาน เพราะการที่ชมพู่ได้น้ำอยู่ตลอดเวลา จะทำให้ผลชมพู่ใหญ่ขึ้นก็จริง แต่ก็จะทำให้ความหวานลดลงไปด้วยเช่นกัน

การผลิตชมพู่นอกฤดู

ชมพู่ จะออกดอกเป็น 2 รุ่นใหญ่ๆ คือ ช่วงประมาณปลายเดือนธันวาคม-มกราคม เก็บผลในเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม และจะออกดอกในเดือนกุมภาพันธ์และเก็บผลในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งถือว่าเป็นชมพู่ที่ออกตามฤดูกาล โดยเฉพาะชมพู่ที่ออกสู่ตลาดในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะเป็นช่วงที่ชมพู่มีราคาถูกที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ผลไม้ในตลาดมีมาก เช่น มะม่วง ทุเรียน เงาะ มังคุด เป็นต้น ชาวสวนจึงต้องพยายามบังคับให้ชมพู่ออกดอกและมีผลผลิตช่วงนอกฤดูกาล เช่น บังคับให้ออกดอกมากช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปและไปเก็บผลผลิตในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งในช่วง 3 เดือนนี้ ชมพู่จะมีราคาสูง

โรคและแมลงศัตรูชมพู่

“โรคชมพู่” สำหรับโรคที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชมพู่ ได้แก่

โรคแอนแทรกโนส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา โดยจะพบการทำลายบนผลชมพู่ที่ห่อไว้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่ต้นและใบไม่ค่อยพบร่องรอยการทำลาย ลักษณะที่ปรากฏบนผลจะมีการเน่าสีดำ แผลจะยุบตัวเล็กน้อย มีวงสปอร์สีดำเป็นวงๆ ซ้อนกัน บางครั้งอาจพบเมือกสีแสดด้วยการป้องกันกำจัด ควรฉีดพ่นผลก่อนห่อด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนโนมิล แคบแทน คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ เป็นต้น

“แมลงศัตรูชมพู่” แมลงที่พบบ่อย เช่น

แมลงค่อมทอง เป็นด้วงงวงชนิดงวงสั้น ลำตัวสีเขียวเหลืองทอง รูปไข่ ขนาดลำตัวกว้าง 0.5 มิลิเมตร ยาว 1.30-1.50 เซนติเมตร มักพบอยู่เป็นคู่ๆ การทำลายตัวแก่ชอบกัดกินใบอ่อน ยอดอ่อน ทำให้เว้าแหว่ง การป้องกันกำจัด โดยเขย่าต้น เก็บตัวแก่ทำลาย กรณีระบาดอย่างรุนแรง พ่นสารเคมีคาร์บาริล (เซฟวิน 85% WP) อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

ด้วงม้วนใบ เป็นด้วงงวงชนิดส่วนคอยาว ขนาดเล็ก ลำตัวสีน้ำตาล มีจุดสีเหลืองบนปีกทั้ง 2 ข้าง ส่วนงวงยาวเกือบเท่าลำตัว การทำลาย ตัวเมียจะกัดใบเป็นรูเล็กๆ แล้ววางไข่ 2-3 ฟอง ในใบม้วน ตัวอ่อนเจริญกัดกินในใบ และเข้าเป็นดักแด้ในใบม้วน การป้องกันกำจัด เก็บใบม้วนเผาทำลาย กรณีระบาดรุนแรง ควรพ่นด้วยสารเคมีคาร์บาริล (เซฟวิน 85% WP) อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

เพลี้ยไฟ เป็นแมลงปากดูดขนาดเล็กมาก รูปร่างคล้ายเข็ม ตัวแก่มีปีก มักจะเข้าทำลายยอดอ่อน ใบอ่อน โดยดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ใบแห้งตาย หรือหงิก บิดเบี้ยว แคระแกร็น การป้องกันกำจัด โดยการใช้ สารอิมิดาคลอพริด ฟิโปรนิล คาร์โปซัลแฟน ไซเพอร์เมทริน ฉีดสลับกัน เป็นต้น

แมลงวันทอง เป็นแมลงวันที่ทำลายผลไม้ชนิดหนึ่ง ลำตัวมีสีดำปนเหลือง การทำลาย ตัวเมียจะวางไข่ไว้ที่มีผลแก่ และตัวหนอนเข้ากัดกินเนื้อในผล ทำให้ผลเน่าและร่วงหล่นในที่สุด การป้องกันกำจัด ห่อผลด้วยถุงพลาสติก หรือใช้เมทิลยูจินอล ล่อแมลงวันตัวผู้ หรือใช้เหยื่อพิษ โปรตีนไฮโดรไลเสท

การขยายพันธุ์ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน

ทำได้หลายวิธี เช่น

การตอนกิ่งชมพู่ เลือกกิ่งที่มีสีเขียวอมน้ำตาล หรือกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน ใช้มีดควั่นรอบกิ่ง 2 รอย โดยให้รอยควั่นทั้ง 2 รอย อยู่ห่างกันประมาณ 2-3 เซนติเมตร ใช้มีดกรีดเปลือกระหว่างรอยควั่นทั้ง 2 รอย ใช้มีดลอกเปลือกชมพู่ออก ขูดเนื้อเยื่อเจริญออกให้หมด นำขุยมะพร้าวที่แช่น้ำมาอัดถุงพลาสติกแล้วผ่าครึ่ง นำถุงขุยมะพร้าวมาหุ้มรอบแผล ใช้เชือกปอฟางมัดหัวและท้ายถุงขุยมะพร้าว มัดเสร็จ ทิ้งไว้ประมาณ 30-45 วัน กิ่งตอนชมพู่จะเริ่มออกราก เมื่อรากแก่เป็นสีน้ำตาลแล้ว จึงตัดไปชำต่อได้ กิ่งตอนชมพู่ที่ชำอนุบาลไว้ 1 เดือน พร้อมปลูกลงดินต่อไป

การปักชำกิ่งชมพู่ เลือกยอดหรือกิ่งชมพู่ที่มีสีเขียว ที่มีใบประมาณ 3 คู่ แล้วปลิดใบคู่ล่างออก และตัดใบออกครึ่งใบ ก่อนนำมาปักชำให้นำกิ่งชมพู่แช่ในน้ำยาเร่งราก เช่น “รีเฟซ” ประมาณ 5 นาที แล้ววางผึ่งลมให้แห้ง แล้วปักชำในถุงดำ นำถุงปักชำเรียงในถุงร้อนใบใหญ่ เพื่ออบ นำถุงกิ่งชำไปอนุบาล โดยการแขวนไว้ใต้ร่มซาแรนดำ อบในถุงร้อนราว 45 วัน กิ่งชำจะเริ่มออกราก แตกใบอ่อน นำกิ่งปักชำออกจากถุงอบ (ในช่วงเวลาเย็น) กำลังแตกใบอ่อน อนุบาลใต้ร่มซาแรนอีก 1 เดือน ก็พร้อมย้ายปลูก

การเปลี่ยนยอดชมพู่บนต้นใหญ่ เลือกเปลือกต้นบริเวณที่ต้องการเปลี่ยนยอด กรีดเปลือกต้นเป็น 2 รอย ขนานกัน ความยาว 3-4 เซนติเมตร กรีดด้านบนเพื่อลอกเปลือกออก ใช้มีดช่วยลอกเปลือกตัดเปลือกส่วนบนออก หลังตัดเปลือกส่วนบนออกเพื่อเป็นช่องเสียบยอดชมพู่พันธุ์ใหม่ เลือกยอดพันธุ์ชมพู่ที่มีความสมบูรณ์ ลิดใบออก เลือกยอดที่มีตาโผล่ออกมา ปาดยอดพันธุ์เป็นรูปปากฉลามทั้ง 2 ด้าน แผลด้านที่หนึ่ง แผลจะยาว ซึ่งแผลส่วนนี้จะถูกแนบกับลำต้น แผลด้านที่สองแผลจะสั้นกว่า ซึ่งแผลด้านนี้จะถูกแนบกับผิวเปลือก นำยอดพันธุ์มาเสียบลงไป แล้วพันพลาสติก จากด้านล่างขึ้นด้านบน พันพลาสติกจนมิดยอด เพื่อไม่ให้น้ำเข้า อีกประมาณ 1 เดือน เมื่อสังเกตเห็นว่ายอดพันธุ์ดีแตกยอดออกมาต้องกรีดพลาสติกให้ยอดใหม่แทงออกมา เมื่อยอดพันธุ์ดีแตกยอดออกมามากพอสมควร จึงตัดยอดต้นชมพู่พันธุ์เดิมทิ้งไป

สนใจต้นพันธุ์ “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760

พฤกษานาปรัง ถูกหยุดยั้ง รอความหวังจาก…น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05025150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษานาปรัง ถูกหยุดยั้ง รอความหวังจาก…น้ำ

“ฤดูแล้ง มีความหมายชัดเจนในตัวเอง หมายถึงฤดูกาลที่แห้งแล้ง ไม่มีฝน หากจะตกบ้างก็เล็กน้อยมาก คนไทยต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เช่น หันไปปลูกพืชทนแล้งที่ใช้น้ำน้อย น้ำกิน น้ำใช้ ในครัวเรือน ส่วนหนึ่งอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติที่ยังหลงเหลืออยู่ หรือบ่อน้ำที่ขุดไว้ อีกส่วนใช้น้ำในตุ่ม หรือในโอ่ง ที่รองเก็บไว้ในช่วงหน้าฝน อาหารการกินก็ปรุงจากภูมิปัญญาที่มุ่งหมายให้ร่างกายเย็นลง เป็นต้น

ในสังคมเกษตรกรรมอย่างประเทศไทย ที่ผ่านมามีข้อพิสูจน์ชัดแจ้งแล้วว่า ระหว่างพื้นที่ชลประทาน กับพื้นที่นอกเขตชลประทาน มีความแตกต่างกันอย่างมากมาย ไม่ว่าผลผลิต รอบการผลิต ระดับรายได้ความเป็นอยู่ ก็ด้วยปัจจัยความมั่นคงด้านน้ำเป็นเครื่องชี้ขาด…ฯลฯ”

เป็นส่วนหนึ่งของข้อความ จากหัวข้อ “เครื่องค้ำประกันฤดูแล้ง” โดยกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เขียนไว้ในหนังสือ “น้ำเพื่อชีวิตเพื่อเศรษฐกิจไทย” ซึ่งเป็นเอกสารย้ำให้เห็นความสำคัญของน้ำ และความจำเป็นในการพัฒนาแหล่งน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม เพราะตระหนักดีว่า ทรัพยากรน้ำสำคัญต่อทุกชีวิตบนผืนแผ่นดินไทย และจำเป็นต้องเข้าไปจัดการมากกว่าปล่อยตามยถากรรม

หน้าแล้ง เป็นวัฏจักรธรรมชาติ เป็นมาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นในช่วงที่ประชากรยังน้อย สภาพทั่วไปยังอุดมสมบูรณ์ ความเดือดร้อนจึงไม่สู้มากนัก จนเมื่อประชากรขยายตัวมากขึ้น ความเดือดร้อนจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องหาทางแก้ไข มนุษย์จึงต้องสั่งสม เรียนรู้การเอาชีวิตรอดมาเป็นลำดับ เช่น การเก็บสะสมอาหารจำพวกเมล็ดธัญพืช หรือเนื้อสัตว์จากป่า จนพัฒนามาเป็นการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ แทนการอาศัยธรรมชาติฝ่ายเดียว และเพื่อความมั่นคงอยู่รอดในระยะยาว มนุษย์ยังเพียรพยายามสร้างความมั่นคงด้านน้ำควบคู่กับอาหาร

เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ระบบชลประทาน คือนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงของชีวิตที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการน้ำที่มีอย่างจำกัด ควบคู่กับการผลิตอาหารที่มนุษย์เองมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อย และด้วยเหตุนี้ ในด้านเกษตรกรรม ก็มีเหตุผลว่า ทำไม เกษตรกร หรือผู้คนในชนบท จึงอยากได้นวัตกรรมความมั่นคงของชีวิต อย่าง เขื่อน อ่างเก็บน้ำ และระบบชลประทาน กันนักหนา และนับวันความต้องการมากขึ้น แม้ว่าทางด้านกระแสอนุรักษ์จะมีเหตุผลในการคัดค้านตามมาก็ตามที นี่คือข้อคิดจากหัวข้อ “เครื่องค้ำประกันฤดูแล้ง” ที่กลุ่มประชาสัมพันธ์ฯ เขียนไว้ ตั้งแต่ 20 มกราคา 2557

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 2-3 ทศวรรษ ประเทศไทยมีชื่อเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวเป็น อันดับ 1 ของโลก เนื่องจากมีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวมากมายอีกครั้งหนึ่งของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งประเทศ และด้วยรอบการผลิตบางพื้นที่ทำนาปลูกข้าว ได้ผลผลิต 2-3 ครั้ง ต่อปี ทั้งๆ ที่ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคนี้ แต่ผลผลิตโดยรวมก็เป็นผู้นำ

พื้นที่เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญที่สุด ทั้งความเหมาะสมตามธรรมชาติเป็นที่ราบลุ่ม มีปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำหลักถึง 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน แต่ความสมบูรณ์ที่ไม่เหมาะสม หรือความเกินพอก็เกิดขึ้นได้จากการใช้โอกาสที่มีความขัดแย้งกับความเป็นจริง เมื่อมีการปลูกข้าว ปีละ 3 ครั้ง และนอกเหนือจากนาปีแล้ว ยังมีนาปรัง ครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 ทำให้ไม่มีเวลาพักดิน ชาวนาอาจจะตระหนักดีว่า การทำนาปรัง ครั้งที่ 2 มีโอกาสขาดทุนสูง ทั้งปริมาณน้ำต้นทุนที่จำกัดจนถึงขั้นขาดแคลน การระบาดของโรคและแมลงศัตรู แต่จากนโยบายข้าวของประเทศ ก็ผลักดันให้ชาวนาโหมปลูกข้าวมากมายและต่อเนื่อง ก็เท่ากับการปิดโอกาสการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยหรือพักฟื้นดิน

ในหนังสือ น้ำเพื่อชีวิตเพื่อเศรษฐกิจไทย กล่าวไว้ในหัวข้อ “รักษาสมดุลอู่ข้าว อู่น้ำ” เมื่อวันจันทร์ที่ 3 มีนาคม 2557 ตอนหนึ่ง สรุปความว่า การทำนามากครั้ง ยังกระทบต่อทรัพยากรอื่นๆ เช่น การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินที่มากเกินพอ ส่งผลเสียต่อความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดิน และสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ในดิน ซ้ำยังสร้างโรคและแมลงศัตรูข้าว ซึ่งล้วนมีผลต่อผลผลิตเฉลี่ยที่ลดลง และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น นอกจากนั้น ข้าว เป็นพืชที่สิ้นเปลืองน้ำมากกว่าพืชอื่น ทำให้ละเลยความจริงที่ว่า เบื้องหลังของน้ำในนาข้าวล้วนแบกต้นทุนมหาศาล เพราะน้ำปริมาณเดียวกันนี้ สามารถใช้ผลิตพืชอื่นได้ไม่น้อยค่ากว่าข้าว แถมยังเพิ่มทางเลือกให้ชาวนาแทนการปลูกข้าวด้วยความเคยชิน และแรงจูงใจเพียงครั้งคราว

แหล่งน้ำและปริมาณน้ำกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากหลายเหตุปัจจัย เช่น ปริมาณน้ำฝนบางครั้งลดน้อยลงมากจากสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างมากในทุกกิจกรรม ทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ปัญหาของประเทศไทยเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่า เพราะปมประเด็นสำคัญเกี่ยวข้องกับการทำนาปรัง ซึ่งเป็นการทำนาในฤดูแล้ง โดยเริ่มลงมือเพาะปลูกปลายปีก่อน แล้วมาเก็บเกี่ยวราวๆ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนมีนาคมของปีถัดไป ซึ่งต้นทุนน้ำถูกใช้ไปในกิจกรรมต่างๆ แล้วรอน้ำฝนเติมตามฤดูกาล

กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน เขียนไว้ในหนังสือ น้ำเพื่อชีวิตเพื่อเศรษฐกิจไทย ในหัวข้อเรื่อง “ทำไมถึงห้ามทำนาปรัง ครั้งที่ 2” สรุปความว่า ลำพังนาปรังครั้งแรกก็ดูดซับน้ำต้นทุนโขอยู่แล้ว และเป็นตัวการที่ทำให้เกิดภาวะน้ำเค็มรุกล้ำขึ้นสูงด้วย เพราะน้ำที่กรมชลประทานปล่อยจากอ่างเก็บน้ำลงมาสำหรับทุกกิจกรรมนั้น ล้วนอยู่ในลำน้ำเดียวกัน เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อทำนาปรังกันเกินกว่าแผนที่กำหนดไว้มากเกือบเท่าตัว ย่อมเท่ากับดึงน้ำต้นทุนจากลำน้ำเข้าสู่นาจำนวนมหาศาล ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงไปรักษาระบบนิเวศ หรือไล่น้ำเค็มในลำน้ำด้านท้ายลงไปย่อมร่อยหรอลง น้ำเค็มจึงดันไหลย้อนเข้ามาได้เป็นระยะทางไกล ประเทศไทยก็เริ่มมีข่าวน้ำทะเลรุกน้ำจืด จนน้ำประปาในบางพื้นที่มีรสเค็มแปร่งปร่า ในขณะเดียวกัน หลายพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแห้งแล้งที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน

จากข้อมูลที่บันทึกไว้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม 2557 ระบุไว้ว่า มีตัวอย่างเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ค่าความเค็มบริเวณตำบลสำแล อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ที่เป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตประปาของการประปานครหลวง มีค่าสูงถึง 1.95 กรัม/ลิตร อันเนื่องจากน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาถูกดึงไปใช้เพื่อทำนาปรังมาก สังเกตได้จากปริมาณการไหลของน้ำบริเวณอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดิมเคยมีถึง 150 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ลดเหลือเพียง 80 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เท่านั้น เมื่อใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง การใช้น้ำน้อยลง บวกกับการผันน้ำจากลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง ลงมาช่วยผลักดันน้ำเค็ม ทำให้ปริมาณน้ำบริเวณบางไทร กลับคืนอยู่ในระดับ 100 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ทำให้ความเค็มบริเวณตำบลสำแล ค่อยๆ ลดลง จนไม่เป็นอุปสรรคต่อคุณภาพการผลิตน้ำประปา

การทำนาปรังครั้งแรก ยังส่งผลกระทบถึงการรุกล้ำของน้ำเค็มได้ถึงเช่นนี้ จึงเป็นเหตุผลที่กรมชลประทานรณรงค์ให้มีการงดการทำนาปรัง ครั้งที่ 2 โดยขอให้เกษตรกรรอทำนาปีพร้อมกันทีเดียว ในช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปริมาณฝนจะมากพอ แต่การพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนไม่ได้สัดส่วน หรือสมดุลต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกกิจกรรม โอกาสที่จะเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำก็เป็นไปได้สูงเช่นกัน ในทางกลับกันหากมีการทำนาปรัง ครั้งที่ 2 ที่เผชิญความเสี่ยงสูงจากฝนทิ้งช่วง ขาดน้ำในระบบชลประทานแล้ว ถ้าหากคิดว่าโชคดีจะมีฝน แต่ช่วงการเก็บเกี่ยว ถ้าหากเป็นช่วงมรสุมพัดผ่านเข้ามาและมีปริมาณน้ำฝนสูงมาก โอกาสที่จะถูกน้ำท่วมเสียหายของผลผลิตก็เกิดขึ้นได้อีกเช่นกัน

มีข้อมูลตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ในหัวข้อ “งดนาปรังสู่สมดุลน้ำ” ขออนุญาตสรุปนำเสนอเพื่อเป็นเหตุและผลที่จะพิจารณาการได้มาของผลผลิตและผลกระทบเมื่อใช้น้ำในปริมาณที่เกินกว่าขีดความสามารถของปริมาณน้ำ หรือแหล่งเก็บกักน้ำที่มีอยู่ รวมทั้งปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยที่ควรจะเป็นตามฤดูกาล สืบเนื่องมาจากการตัดสินใจของรัฐบาลที่ประกาศงดทำนาปรังในฤดูการผลิต 2557/2558 นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไป ด้วยมีข้อจำกัดหลายประการ

ประการแรก ปริมาณน้ำต้นทุน หรือน้ำใช้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางร่อยหรอลงมาก สอดคล้องกับข้อสมมติฐานก่อนถึงฤดูฝน ในปี 2557 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายว่ามีปริมาณฝนน้อย และไม่มีพายุไต้ฝุ่นพาดผ่านประเทศไทย ปริมาณน้ำใช้การในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเมื่อหักลบจากน้ำที่ต้องสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูฝน ปี 2558 การอุปโภค บริโภค การรักษาระบบนิเวศ และอื่นๆ แล้ว จะมีน้ำเหลือพอสำหรับที่จะส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยได้ 8 แสนกว่าไร่เท่านั้น ซึ่งพอๆ กับปริมาณน้ำใช้การของลุ่มน้ำแม่กลอง

ประการที่สอง ประเทศไทยเผชิญปัญหาข้าวล้นสต๊อก จากนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ซึ่งทำให้มีสต๊อกข้าวเกินอยู่หลายล้านตัน กว่าจะระบายหมดก็ต้องใช้เวลานาน รวมทั้งราคาข้าวโลกตกต่ำ หากมีการทำนาปรังตามปกติ มีปริมาณข้าวล้นเติมเข้าสต๊อกเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งนั่นหมายถึงจะต้องทำให้ต้นทุนน้ำสำรองลดลงอีกเช่นกัน

รัฐบาลจึงมีทางออกเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก จ่ายเงินชดเชยชาวนาตามข้อกำหนด ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ แนวทางที่สอง จ้างงานเกษตรกรขุดลอกคู คลอง แหล่งน้ำ เพิ่มเสริมรายได้

การงดทำนาปรัง นอกจากจัดระเบียบการผลิตข้าวให้เข้าสู่จุดสมดุลแล้ว ยังเป็นการจัดสมดุลให้น้ำต้นทุนด้วย เพราะการงดทำนาปรังจะเป็นการประหยัดน้ำต้นทุนสำหรับรองรับการเริ่มต้นทำนาปีในฤดูกาลต่อไปได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลว่าฝนในต้นฤดูกาลปลูกจะตกหรือไม่ตกก็ตาม รวมทั้งลดความเสี่ยงได้

การประกาศลดการทำนาปรังไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก จากต้นเหตุที่เป็นผลทำให้ปริมาณต้นทุนน้ำเหลือน้อย ปัจจัยหลักที่ต้องสงวนไว้เชื่อมโยงการผลิตครั้งต่อๆ ไป เคยถูกประกาศงดรอบการผลิตนาปรังในปี 2536/2537 และปี 2541/2542 ในลุ่มน้ำเจ้าพระยามาแล้ว จนมาครั้งล่าสุดจากวิกฤติน้ำ 2 ปีนี้

ผลกระทบจากวิกฤติน้ำที่คาดว่าต้องเกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งรัฐบาลได้มีมาตรการรณรงค์ให้เกษตรกรงดทำนาปรังมาแล้ว ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2557-เมษายน 2558 กลายเป็นบูมเมอแรง บ่งบอกการตอบรับสถานการณ์เพียงใด จากบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2558 เขียนไว้ในหัวข้อเรื่อง “บูมเมอแรงจากนาปรัง” สรุปความได้ว่า พื้นที่นอกเขตชลประทาน กรมชลประทานไม่สามารถกำหนดกะเกณฑ์ให้ทำนาปรังหรือไม่ทำนาได้ แต่จากที่คาดหมายว่าคงจะมีการทำนาปรังไม่เกิน 4 ล้านไร่ กลายเป็นมีการทำนาปรังเพียงไม่ถึง 1 ล้านไร่ ก็สะท้อนให้เห็นการตอบรับที่พึงรู้เจียมรู้พอเรื่องน้ำพอควร

แต่สำหรับในเขตชลประทาน เขตบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ซึ่งตั้งเป้าคาดหมายว่าจะมีการทำนาปรังไม่เกิน 1.8 ล้านไร่ ทั่วประเทศ ถึงเวลาจริงกลับมีตัวเลขทำนาปรังมากกว่า 3 ล้านไร่ โดยส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งกรมชลประทานประกาศงดส่งน้ำโดยสิ้นเชิง แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรม และความเคยชิน และไม่มีการหยุดพักดิน รวมทั้งส่งผลให้มีการใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระทบทั้งต้นทุนการผลิตข้าว และเกิดโรคระบาดศัตรูข้าว เนื่องจากมีหลายปัจจัย และส่วนสนับสนุนเป็นแรงจูงใจให้ชาวนาลุ่มเจ้าพระยาทำนามากครั้ง แม้ว่ากรมชลประทานจะงดส่งน้ำ แต่ชาวนาก็เสี่ยงอาชีพโดย ขุดบ่อ สูบบาดาล หรือแอบสูบจากลำน้ำหลายสาย ที่เป็นเหตุให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา แต่ที่แน่ๆ ก็ถือว่าเป็นตัวบูมเมอแรงหมุนทวนกระทบหลายปัจจัยโดยถ้วนหน้ากัน

วัฏจักรหมุนเวียนเปลี่ยนสถานการณ์ทุกอย่าง ก็ต้องผ่านพ้นเพราะมีเหตุผลในตัวเอง

เพลง อ้อนชาวนา

อย่าเพิ่งทำนาเลยนะคุณอาป้าลุง เดี๋ยวเรื่องจะยุ่งเพราะว่าน้ำท่าไม่ดี ถ้าหากเสี่ยงทำ แล้วน้ำในนาไม่มี เสียหายหมดเงินเป็นหนี้ ต้องชอกต้องช้ำ

รอให้กลางเดือนหน้าเสียก่อน ฝนตกแน่นอน น้ำมาค่อยหว่านค่อยทำ โปรดลองตรองดู เสี่ยงแล้วต้องมาผิดหวัง พักรอว่ากันวันหลัง ตอนนี้แล้งจังเลยหนา

*จากชลประทาน ห่วงท่านเสียจังพี่น้องเอ๋ย อย่ามองผ่านเลย นิ่งเฉยลงทุนทำนา น้ำเขื่อนไม่มี ดูคลองแห้งเห็นเต็มตา ค่อยๆ คำนวณดูหนา คุ้มค่ากันไหม

กระทรวงเกษตรขอมาร้องบอก บ้านในบ้านนอก ไม่หลอกให้ท่านปวดใจ ถ้าหากทำนา น้ำยังไม่มาไม่ไหล พักรออีกเดือนได้ไหม ห่วงใยพี่น้องชาวนา

(* ซ้ำอีก 1 รอบ จนจบ)

จากแผ่น ซีดี เพลงชลประทาน งานเพื่อแผ่นดินไทย ในอัลบั้ม “รวมบทเพลงชลประทาน” ซึ่งรวบรวมโดย กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน บันทึกไว้ตั้งแต่ มิถุนายน 2554 มีหลายกลุ่มเพลง เช่น A : เพลงเทิดพระเกียรติ B : เพลงชลประทาน C, D, E, F, : เพลงชลประทานแต่ละภาค ทั้ง 4 ภาค และ G : ดนตรีบรรเลง สำหรับเพลง “อ้อนชาวนา” อยู่ในกลุ่มเพลงชลประทาน ลำดับที่ 19 เสียดายที่ไม่ได้บอกชื่อผู้ขับร้อง แต่เมื่อได้ฟังทั้งเสียงและท่วงทำนองแล้ว น้ำเสียงของ “แมนชล” ท่านนี้ ถ้าออกอากาศเผยแพร่สื่อต่างๆ แล้วไม่ต้อง “อ้อนชาวนา” หรอก เพราะเหล่าเกษตรกรอาจจะออดอ้อนหลงเสียง คิดว่าเป็นเสียงของน้องชาย “ก๊อต จักรพรรณ์” จนลืมสูบน้ำทำนา

ขอขอบคุณ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ ที่กรุณาเผยแพร่เอกสารและสื่อสารบทเพลงที่เป็นประโยชน์ รณรงค์ให้รู้คุณค่าของน้ำ ทรัพยากรของชาติ ที่เป็นดั่งสายโลหิตชีวิตและผู้คน ดังจะกล่าวได้ว่า “คนรักน้ำต้องรักษ์ชล เกษตรกรทุกคน รัก…ชลประทาน”

เกษตรกรรุ่นใหม่พะเยา เปลี่ยนนาข้าวเป็นทุ่งดาวเรืองตัดดอก ขายรายได้หลักแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ไม้ดอกไม้ประดับ

การุณย์ มะโนใจ

เกษตรกรรุ่นใหม่พะเยา เปลี่ยนนาข้าวเป็นทุ่งดาวเรืองตัดดอก ขายรายได้หลักแสน

เกษตรกรรุ่นใหม่ของจังหวัดพะเยาประสบปัญหาภัยแล้ง พลิกวิกฤติเป็นโอกาส หันไปปลูกดาวเรืองตัดดอก จำนวน 5 ไร่ ทำรายได้ไร่ละแสน

จากการลงพื้นที่กับ คุณนิรชรา วงศ์ไชย เกษตรอำเภอเมืองพะเยา ไปที่แปลงปลูกดอกดาวเรือง ของ คุณชวิศ รักไทยดี เกษตรกรรุ่นใหม่ วัย 27 ปี หรือ น้องไผ่ ที่ไร่ไผ่ทิพย์ บ้านเกษตรสุข ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา น้องเล่าให้ฟังว่า หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ แล้วได้ไปทำงานกับคุณลุง ซึ่งผลิตปุ๋ยอินทรีย์จำหน่ายที่จังหวัดสุพรรณบุรี ทำหน้าที่ฝ่ายตลาดและส่งเสริมการขาย มีโอกาสลงพื้นที่ติดตามการใช้ปุ๋ยดังกล่าวของเกษตรกร และพบเกษตรกรบางรายปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอกขาย มีความสนใจ จึงศึกษาค้นคว้าจากสื่อทางอินเตอร์เน็ต และจากเกษตรกรรายอื่นที่ปลูกอยู่แล้ว ศึกษาช่องทางตลาด พบว่า มีตลาดรองรับแน่นอนที่ปากคลองตลาด กรุงเทพฯ

ในส่วน คุณนิรชรา เกษตรอำเภอเมืองพะเยา ได้ให้ข้อมูลทางวิชาการว่า ดาวเรือง มีชื่ออื่น เช่น คำปู้จู้ คำปู้จู้หลวง (พายัพ) บ่วงสิ่วเก็ก เฉาหู้ยัง กิมเก็ก (จีน) ดาวเรืองนิยมปลูกตัดดอก เป็นดาวเรืองในกลุ่ม African หรือ American marigold เป็นพันธุ์ดอกใหญ่ พันธุ์ที่ใช้เป็นการค้าในประเทศไทย ได้แก่ พันธุ์ซอเวอเรน นอกจากนี้ ยังมีสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่นำเข้ามา ได้แก่ พันธุ์จาไมก้า (jamaica) และอื่นๆ อีกหลายพันธุ์

ดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่คนไทยนิยมปลูกกันมาก เนื่องจากเมล็ดมีขนาดใหญ่ ปลูกง่าย งอกเร็ว ต้นโตเร็ว และแข็งแรง ไม่ค่อยมีโรคหรือแมลงรบกวน ให้ดอกเร็ว ดอกดก มีหลายชนิดและหลายสี รูปทรงของดอกสวยงาม สีสันสดใส บานทนนานหลายวัน สามารถปักแจกันได้นาน 1-2 สัปดาห์ ให้ดอกในระยะเวลาสั้น คือประมาณ 60-70 วัน หลังปลูก ดังนั้น ในการปลูกดาวเรืองสามารถกำหนดระยะเวลาการออกดอกให้ตรงกับเทศกาลสำคัญได้ จึงมีผู้นิยมปลูกและใช้ดาวเรืองกันมาก นอกจากนี้ ยังสามารถปลูกได้ตลอดปี และปลูกได้ทุกจังหวัดในประเทศไทย ดาวเรืองเป็นไม้ดอกที่ทำรายได้ให้กับผู้ปลูกสูง ในปัจจุบันการปลูกดาวเรืองนอกจากปลูกเพื่อตัดดอกขายแล้ว ยังนิยมปลูกในกระถางหรือถุงพลาสติก เพื่อประดับตกแต่งอาคารสถานที่ และปลูกเพื่อตัดดอกส่งโรงงานอาหารสัตว์อีกด้วย

การปลูกดาวเรืองในประเทศไทย เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ทราบเพียงว่า ดาวเรือง ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทย แต่มีการนำเข้าพันธุ์ดาวเรืองจากต่างประเทศมาปลูกเป็นเวลานาน จนสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในประเทศไทยได้ดี มีการกระจายตัวของสายพันธุ์มาก ทั้งทางด้านรูปทรงดอก ขนาดดอก ลักษณะการเจริญเติบโต ตลอดจนการต้านทานต่อโรคและแมลง ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกดาวเรือง ประมาณ 4,000 ไร่ มีแหล่งปลูกที่สำคัญคือ จังหวัดพะเยา ลำปาง นนทบุรี กรุงเทพฯ ราชบุรี สมุทรสาคร สุพรรณบุรี และอุดรธานี

ดาวเรืองที่ปลูกกันอยู่โดยทั่วไป แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

ดาวเรืองอเมริกัน (American Marigolds) เป็นดาวเรืองที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกา ลำต้นสูง ตั้งแต่ 10-40 นิ้ว ดอกสีเหลือง ส้ม ทอง และขาว กลีบดอกซ้อนกันแน่น ดอกมีขนาดใหญ่ ประมาณ 3-4 นิ้ว ดาวเรืองชนิดนี้มีหลายพันธุ์ ได้แก่

พันธุ์เตี้ย สูงประมาณ 10-14 นิ้ว ได้แก่ พันธุ์ปาปาย่า (papaya) ไพน์แอปเปิล (pineaple) ปัมพ์กิน (Pumpkin) เป็นต้น

พันธุ์สูงปานกลาง สูงประมาณ 14-16 นิ้ว ได้แก่ พันธุ์อะพอลโล (Apollo) ไวกิ้ง (Ziking) มูนช็อต (Moonshot) เป็นต้นพันธุ์สูง สูงประมาณ 16-36 นิ้ว ได้แก่ พันธุ์ดับเบิล อีเกิล ดับบลูน ซอเวอเรน เป็นต้น

ดาวเรืองฝรั่งเศส เป็นดาวเรืองต้นเล็ก ต้นเป็นพุ่มเตี้ยๆ สูงประมาณ 6-12 นิ้ว ดอกสีเหลือง ส้ม ทอง น้ำตาลอมแดง และสีแดง ดอกมีขนาดเล็ก ประมาณ 1.5 นิ้ว นิยมปลูกประดับในแปลงมากกว่าปลูกเพื่อตัดดอก เนื่องจากมีก้านดอกสั้น นอกจากนี้ ยังเป็นดาวเรืองที่สามารถลดปริมาณไส้เดือนฝอยที่ทำให้เกิดอาการรากปมในรากพืชได้ ตัวอย่าง ดาวเรืองฝรั่งเศส ได้แก่

พันธุ์ดอกชั้นเดียว ดอกมีขนาด 1.5-2 นิ้ว ได้แก่ พันธุ์เรด มาเรตต้า, น็อธตี้ มาเรตต้า, เอสปานา, ลีโอปาร์ด เป็นต้น

พันธุ์ดอกซ้อน ดอกมีขนาดตั้งแต่ 1.5-3 นิ้ว ได้แก่ พันธุ์ควีน โซเฟีย, สการ์เลต โซเฟีย, โกลเด้น เกต เป็นต้น

ดาวเรืองพันธุ์ลูกผสม เป็นดาวเรืองลูกผสมระหว่างดาวเรืองอเมริกันและดาวเรืองฝรั่งเศส โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำลักษณะความแข็งแรง ดอกใหญ่ และมีกลีบซ้อนมากของดาวเรืองอเมริกัน รวมเข้ากับลักษณะต้นเตี้ยทรงพุ่มกะทัดรัดของดาวเรืองฝรั่งเศส ดาวเรืองลูกผสมให้ดอกเร็วมาก คือเพียง 5 สัปดาห์ หลังจากเพาะเมล็ด ดอกมีขนาด 2-3 นิ้ว ดอกดก และอยู่กับต้นได้ดี ดาวเรืองชนิดนี้มีข้อเสียก็คือ เมล็ดจะลีบ ไม่สามารถนำมาเพาะให้เป็นต้นใหม่ได้ จึงเรียกว่า ดาวเรืองล่อ เช่นเดียวกับการผสมม้ากับลา มีลูกออกมาเรียกว่า ล่อ ซึ่งเป็นหมัน จึงทำให้เมล็ดมีราคาแพงมาก และการปลูกดาวเรืองด้วยเมล็ดชนิดนี้ จึงควรใช้เมล็ดเป็นปริมาณ 2 เท่า ของจำนวนที่ต้องการ เนื่องจากเมล็ดมีเปอร์เซ็นต์ความงอกต่ำ ดาวเรืองลูกผสมที่นิยมปลูกมีอยู่หลายพันธุ์คือ พันธุ์นักเก็ต ไฟร์เวิร์ก, เรด เซเว่น สตาร์ และโชว์โบ๊ต

วิธีการขยายพันธุ์

ทำได้โดยการใช้เมล็ดและการปักชำ แต่วิธีที่นิยมทำคือ การใช้เมล็ด เพราะได้จำนวนมากกว่า โดยนำเมล็ดดาวเรืองมาเพาะในกระบะเพาะ ซึ่งมีวัสดุเพาะ คือ ขุยมะพร้าว ทราย ขี้เถ้าแกลบ ปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 1:1:1:1 หรือแปลงเพาะที่มีดินร่วนซุยค่อนข้างละเอียด คราดดินให้ผิวดินเรียบสม่ำเสมอ ทำร่องบนกระบะเพาะหรือแปลงเพาะให้ลึก ประมาณ 0.5 เซนติเมตร กว้าง 1 เซนติเมตร แต่ละร่องห่างกัน 5 เซนติเมตร หยอดเมล็ดลงร่องห่างกัน 1-2 นิ้ว แล้วกลบแต่ละร่องด้วยวัสดุเพาะ หรือดินละเอียดเพียงบางๆ รดน้ำด้วยฝักบัวฝอยให้ชุ่ม แล้วคลุมกระบะเพาะด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือคลุมแปลงเพาะด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง ควรรดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เพื่อรักษาความชื้น เมล็ดดาวเรืองจะงอกภายใน 3-5 วัน เป็นต้นกล้า

วิธีการปลูก

ไถเตรียมดิน หว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไป ประมาณ 1 ตัน ต่อไร่ ยกร่องแปลงปลูก กว้าง 1 เมตร รดน้ำแปลงไว้ล่วงหน้า 1 วัน ขุดหลุมกว้าง 15 เซนติเมตร แปลงละ 3 แถว ระยะระหว่างแถว 30 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 30 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยทริปเปิ้ลซุปเปอร์ฟอสเฟต หรือสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนชา รองก้นหลุม แล้วเกลี่ยดินข้างหลุมมากลบปุ๋ยเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้รากดาวเรืองสัมผัสปุ๋ยโดยตรง นำต้นกล้าที่มีอายุ 7-10 วัน (นับจากวันเพาะเมล็ด) โดยแยกต้นกล้าให้มีวัสดุเพาะ หรือดินหุ้มติดรากมาด้วย เพื่อป้องกันรากกระทบกระเทือน นำมาปลูกในแต่ละหลุมที่เตรียมไว้ รดน้ำให้ชุ่ม หลังจากนั้น ต้องรดน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 7 วัน ซึ่งต้นกล้าจะตั้งตัวได้ดี แล้วจึงรดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้ง ในตอนเช้า ในช่วงที่ดอกดาวเรืองเริ่มบาน ไม่ควรรดน้ำให้โดนดอก เพื่อป้องกันดอกเป็นโรค เมื่อดาวเรืองอายุ 15 วัน และ 25 วัน ควรใส่ปุ๋ย 15-15-15 ในอัตรา 1 ช้อน : ต้น เมื่ออายุ 35 วัน และ 45 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 ในอัตราเดียวกัน โดยวิธีฝังลงในดินตื้นๆ ห่างโคนต้น 6 นิ้ว แล้วรดน้ำให้ชุ่มทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ย ช่วงดาวเรืองอายุ 21-25 วัน ซึ่งเป็นระยะที่ต้นมีใบจริงขนาดใหญ่ ประมาณ 4 คู่ และส่วนยอดมีใบเล็กๆ 1-2 คู่ จะต้องปลิดยอดทิ้ง เพื่อให้แตกกิ่งข้าง โดยใช้มือซ้ายจับคู่ใบบนสุดที่จะเหลือไว้ แล้วใช้มือขวาดึงส่วนยอดลงทางด้านข้างจนหลุดออกมา หลังจากนั้น 5-7 วัน ตาข้างจะเริ่มแตกและเจริญเป็นกิ่งใหม่ ซึ่งจะติดตุ่มดอกทั้งที่ตายอดปลายกิ่งและตาข้าง หลังจากปลูก 40-45 วัน ในแต่ละกิ่ง เมื่อดอกยอดมีขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพด ดอกข้างมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว ต้องรีบปลิดดอกข้างออกให้หมดภายใน 2-3 วัน คงเหลือดอกยอดไว้ดอกเดียว เพื่อให้ดอกมีขนาดใหญ่ หลังจากนั้น ประมาณ 20 วัน (อายุ 60-65 วัน) ก็ตัดดอกไปจำหน่ายได้ ซึ่งจะได้ประมาณ 10-12 ดอก ต่อต้น

หลังจากย้ายปลูกลงแปลงครบ 10 วัน หรือสังเกตจากดาวเรืองมีใบจริง จำนวน 3 คู่ ให้เด็ดยอดดาวเรืองออก เพื่อให้เกิดการแตกของกิ่งข้างของดาวเรือง โดยวิธีการเด็ดยอดคือ ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งจับตรงโคนของยอดดาวเรือง ยอดบนสุด แล้วเด็ดยอดออก พยายามเด็ดยอดให้ชิดโคนยอดและให้ยอดหลุด อย่าให้เกิดบาดแผลจากการเด็ดยอด (การเด็ดยอดดาวเรือง ควรเด็ดยอดในช่วงเช้า เนื่องจากดาวเรืองจะอวบน้ำอยู่ และหลังจากเด็ดยอดควรพ่นยาป้องกันกำจัดเชื้อรากลุ่มไดเทน) หลังจากเด็ดยอดแล้ว ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-0-0 อัตรา 2 กรัม (1 ช้อนชา) ต่อต้น โดยหว่านปุ๋ยรอบโคนต้น ห่างจากโคนต้นประมาณ 20 เซนติเมตร (หนึ่งฝามือ) พร้อมกับพูนโคนและกำจัดวัชพืช (ในช่วงนี้หากเป็นฤดูฝนให้เริ่มทำค้างสำหรับป้องกันต้นดาวเรืองล้ม เพราะหากทำค้างดาวเรืองเกินไปจากช่วงนี้ รากของดาวเรืองจะเจริญเติบโตมาก จะทำให้การทำไม้หลักปักค้างดาวเรืองโดนใส่รากดาวเรือง หลังจากย้ายปลูก 35-40 วัน (เริ่มเห็นตุ่มดอก) ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-0-0 อัตรา 2 กรัม (1 ช้อนชา) ต่อต้น ร่วมกับปุ๋ยสูตร 0-0-60 อัตรา 1 กรัม (ครึ่งช้อนชา ต่อต้น) โดยหว่านปุ๋ยรอบโคนต้น ห่างจากโคนต้นประมาณ 20 เซนติเมตร (หนึ่งฝามือ) พร้อมกับพูนโคนและกำจัดวัชพืช ในกรณีที่ต้องใช้ปุ๋ย 2 สูตร รวมกัน ให้ผสมก่อนแล้วค่อยใส่ลงในแปลง เช่น ผสมปุ๋ย 15-0-0 อัตรา 1,000 กรัม (1 กิโลกรัม) รวมกับปุ๋ย สูตร 0-0-16 อัตรา 500 กรัม (ครึ่งกิโลกรัม) สามารถนำไปใช้กับต้นดาวเรืองได้ทั้งหมด 500 ต้น ต้นละ 3 กรัม ในกรณีที่ไม่สามารถหาปุ๋ย สูตร 15-0-0 หรือ 0-0-60 ได้ ให้ใช้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 แทนโดยใช้ในอัตรา 3 กรัม (ครึ่งช้อนโต๊ะ) ต่อต้น ทั้ง 2 ระยะ หลังการให้ปุ๋ยจะต้องให้น้ำตามทุกครั้งเสมอ การพ่นปุ๋ยทางใบและอาหารเสริม ช่วงหลังจากย้ายปลูก 35-40 วัน (ช่วงเป็นตุ่มดอก) ให้เริ่มพ่นอาหารเสริมพวกแคลเซียมโบรอน และอาหารเสริมต่างๆ ยกเว้นธาตุอาหารเสริมกลุ่มที่เป็นธาตุเหล็ก (Fe) โดยพ่นทุกๆ 3-4 วัน ก่อนที่ตุ่มดอกจะเริ่มเห็นสีดอก ช่วงหลังจากย้ายปลูกแล้ว ประมาณ 70-75 วัน (เก็บดอกแล้ว ประมาณ 3-4 มีด) ให้พ่นปุ๋ยทางใบ สูตร 2:2:3 (N:P:K) เช่น ปุ๋ยทางใบ สูตร 20:20:30 โดยพ่นทุก 5-7 วัน ประมาณ 2-3 ครั้ง หลังจากพ่นครั้งแรก การให้น้ำ ดาวเรืองเป็นพืชที่ชอบการให้น้ำในลักษณะให้น้อยๆ แต่บ่อยๆ ครั้ง หรือชอบชื้นแต่ไม่ชอบแฉะและน้ำท่วมขัง

ประโยชน์

ดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากชนิดหนึ่ง นอกจากจะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย การนำดาวเรืองไปใช้ประโยชน์ สรุปได้ดังนี้

ปลูกประดับเพื่อความสวยงาม ดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่มีความสวยงาม กลีบดอกสีเหลืองเรียงอัดกันแน่น และมีอายุการใช้งานนาน ดังนั้น จึงเหมาะสำหรับปลูกเพื่อประดับอาคารบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินตา สบายใจ

ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ในการป้องกันแมลง เนื่องจากดาวเรืองเป็นสารที่มีกลิ่นเหม็น (ฉุน) แมลงไม่ชอบ จึงสามารถใช้เป็นเกราะป้องกันแมลงให้แก่พืชอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ รากของดาวเรืองยังมีสารชนิดหนึ่งที่ช่วยลดปริมาณไส้เดือนฝอยในดินได้

ปลูกเพื่อจำหน่าย

ใช้ทำพวงมาลัย ปัจจุบัน นิยมนำดาวเรืองมาร้อยพวงมาลัยกันมาก ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยไหว้พระ หรือพวงมาลัยสำหรับคล้องคอในงานพิธีต่างๆ การตัดดอกดาวเรือง สำหรับใช้ประโยชน์ในด้านนี้จะต้องให้มีก้านดอกสั้น หรือเหลือเฉพาะดอก

ใช้ปักแจกัน เนื่องจากดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่มีลักษณะกลมเรียงตัวกันแน่นเป็นระเบียบและมีสีสันสวยงาม จึงมีคนนิยมนำมาปักแจกันมาก ไม่ว่าจะเป็นแจกันตั้งตามโต๊ะรับแขก ตามหิ้งพระ หรือแจกันประกอบโต๊ะหมู่บูชา การตัดดอกดาวเรืองเพื่อนำมาปักแจกันนี้ควรตัดให้มีก้านดอกยาว ประมาณ 18-20 นิ้ว มัดดอกดาวเรืองเป็นกำๆ แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อเพื่อให้ดอกดาวเรืองคงความสดอยู่ได้นานๆ

การปลูกลงกระถางหรือถุง เพื่อประดับอาคารสถานที่ ปัจจุบัน มีการนำกระถางหรือถุงดาวเรืองมาประดับอาคารสถานที่กันมากขึ้น เพราะสามารถใช้ประดับไว้เป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นงานพิธีต่างๆ เช่น งานนิทรรศการ งานพระราชทานปริญญาบัตร หรือแม้แต่งานพิธีตามอาคารบ้านเรือน การปลูกดาวเรืองเพื่อใช้ประโยชน์ ในด้านนี้ก็เหมือนกับการปลูกดาวเรือง โดยทั่วไป เพียงแต่เป็นการปลูกลงในกระถางหรือถุง แทนที่จะปลูกลงในแปลงดอก ดาวเรืองเริ่มบานก็นำไปใช้ประโยชน์หรือ จำหน่ายได้

จำหน่ายให้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ เนื่องจากดาวเรืองเป็นพืชที่มีสารแซธโธฟีลสูง เมื่อตากให้แห้งจะสามารถนำไปเป็นส่วนผสมอาหารสัตว์ได้ดี โดยเฉพาะอาหารของไก่ไข่ จะทำให้ไข่แดงมีสีแดงสดใสน่ากินยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพันธุ์ที่มีดอกสีส้มแดง

คุณชวิศ ได้ให้ข้อมูลการปลูกดาวเรืองว่า หลังจากที่ทราบแหล่งรับซื้อแล้ว จึงตัดสินใจกลับมาบ้านที่เกษตรสุข ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาพื้นที่การเกษตรของแม่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ ข้าวที่ปลูกไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงตัดสินใจพลิกผืนนาปลูกดาวเรืองแทน จำนวน 5 ไร่ ดาวเรืองสามารถเจริญเติบโตได้ดีทั้งในสภาพอากาศหนาวและร้อน แล้วแต่สายพันธุ์ หลังจากเพาะกล้าได้ 15 วัน ก็นำลงปลูกในแปลงใส่ปุ๋ยอินทรีย์ของคุณลุงที่ผลิตขายลงผสมในแปลงปลูก การให้น้ำใช้ระบบน้ำหยด ซึ่งสามารถใช้น้ำได้ประหยัด จนอายุครบ 45 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน ราคาเริ่มที่ 30 สตางค์ ถึง 1 บาท ต่อดอก ต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าแรงงาน ค่าปุ๋ย ค่าน้ำ ค่าไฟ ราวๆ 60,000 บาท ต่อไร่ สามารถเก็บดอกขายได้เฉลี่ย ไร่ละ 100,000 บาท กำไร ต่อไร่ ประมาณ 40,000 บาท สร้างรายได้รวมระยะเวลาตลอดอายุของต้นดาวเรือง 4 เดือน จำนวน 200,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกับการทำนาแล้ว ถือว่าสร้างรายได้งดงามหลายเท่าตัว สำหรับตลาด ทางคุณชวิศ ส่งขายที่ปากคลองตลาด โดยตัดดอกช่วงเช้า บ่ายคัดเกรดบรรจุกล่อง ฝากส่งทางรถขนส่งไปที่ปากคลองตลาด และจังหวัดใกล้เคียง โดยปัจจุบันผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ปัญหาการปลูกดอกดาวเรือง คือในช่วงที่ดาวเรืองออกดอก หากประสบกับฝนตกและลมแรง จะทำให้ดอกหักเสียหาย เน่า ขายไม่ได้ ระยะต่อไปจะปรับไปปลูกในโรงเรือนเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว และจะปลูกในระบบอินทรีย์ งดการใช้สารเคมี เพื่อความปลอดภัยของคนปลูกและผู้ที่นำดอกดาวเรืองไปใช้ประโยชน์

ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ตามที่อยู่ หรือ โทร. (089) 266-2499

นาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ที่นครราชสีมา ทำชาวนายิ้ม ลดต้นทุนสูบน้ำ ข้าวแตกกอดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนฯ เกษตร

นาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ที่นครราชสีมา ทำชาวนายิ้ม ลดต้นทุนสูบน้ำ ข้าวแตกกอดี

การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง เป็นเทคโนโลยีการจัดการน้ำในนาข้าวเพื่อให้เกิดความประหยัด สามารถผลิตข้าวได้แม้น้ำชลประทานมีจำกัด และสามารถนำมาใช้กับการเพาะปลูกข้าวได้ทั้งนาปีและนาปรัง โดยพบว่า สามารถลดปริมาณการใช้น้ำลงได้ถึง ร้อยละ 20-50 ขึ้นอยู่กับชนิดของดินและสภาพอากาศ อีกทั้งยังช่วยลดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการสูบน้ำได้อย่างน้อย ร้อยละ 30 นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มจำนวนรากของต้นข้าวให้มากขึ้น ทำให้สามารถดูดซับธาตุอาหารได้ดีขึ้น ส่งผลให้ลดจำนวนการใส่ปุ๋ยน้อยลง ทำให้ประหยัดต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง

เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนที่จัดเก็บในเขื่อน และปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้หลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งทั้งในและนอกเขตชลประทาน ส่งผลให้ต้องมีการบริหารน้ำอย่างเคร่งครัด ดังนั้น กรมการข้าว จึงมีโครงการขยายผลการส่งเสริมการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ เพิ่มในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังที่ดำเนินการส่งเสริมในพื้นที่ภาคกลาง บริเวณ 22 จังหวัด ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จนมีผลออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า สำหรับการขยายผลการส่งเสริมการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ มีเป้าหมายจะดำเนินการในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ อุดรธานี หนองคาย ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ และนครราชสีมา ซึ่งจะเน้นเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ที่มีแหล่งน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ด้วยการจัดทำเป็นแปลงสาธิตการทำนาเปียกสลับแห้ง แปลงละ 5 ไร่ จำนวน 100 แปลง รวมพื้นที่ 500 ไร่ เกษตรกรที่เข้าร่วม ประมาณ 6,000 คน

ปีแรกและครั้งแรก ปลูกเปียกสลับแห้ง

นครราชสีมา เป็นหนึ่งในจังหวัดนำร่องตามโครงการขยายผลที่กรมการข้าวจะดำเนินการ ที่สำคัญนับเป็นปีแรกและครั้งแรกของชาวนาในพื้นที่ที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ โดยมีศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมาเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ

นายธีระพงษ์ พุทธรักษา ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวว่า พื้นที่ดำเนินการของจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย 2 อำเภอ ได้แก่อำเภอเมือง มีเกษตรกรเข้าร่วม 16 ราย พื้นที่ 278 ไร่ จัดทำแปลงสาธิต จำนวน 2 แปลง และอำเภอปักธงชัย มีเกษตรกรเข้าร่วม 24 ราย พื้นที่ 450 ไร่ จัดทำแปลงสาธิต จำนวน 3 แปลง โดยพันธุ์ข้าวที่ส่งเสริมให้เกษตรกรภายในโครงการปลูก เป็นพันธุ์ข้าวไม่ไวแสง พันธุ์ชัยนาท 1

ขณะที่ นายประสงค์ ศรีอ่อนหล้า นักวิชาการชำนาญการพิเศษ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในพื้นที่อำเภอเมืองนั้น ได้ดำเนินการส่งเสริมในพื้นที่บ้านท่ากระสัง ตำบลหัวทะเล อำเภอเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ โดยได้เข้ามาจัดตั้งเป็นกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านท่ากระสัง สำหรับน้ำที่นำมาใช้ในการทำนาของบ้านกระสังนั้น จะใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียของเทศบาลเมืองนครราชสีมา

“โดยทางศูนย์ได้เข้ามาจัดประชุมในลักษณะเวทีชาวบ้าน ชี้แจงทำความเข้าใจ และรับผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ โดยจนถึงขณะนี้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 ที่ปลูกในแปลงสาธิต คาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณปลายเดือนเมษายนนี้

ขณะที่ นายวิรุจน์ ทาดี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวเสริมว่า การปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งสำหรับในภาคกลางนั้น มีการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้กันมานานแล้ว แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องบอกว่าเป็นปีแรกที่เริ่มมีการนำองค์ความรู้นี้มาเผยแพร่ให้ชาวนาในพื้นที่ได้ลองปฏิบัติ ซึ่งการที่ชาวนาในพื้นที่จะให้การยอมรับนั้น คงต้องรอประมวลจากผลที่เกิดขึ้น ว่า ต้นทุนเป็นเท่าไร ประหยัดน้ำจริงหรือไม่ และได้ปริมาณผลผลิตข้าวมาน้อยแค่ไหน เมื่อเปรียบเทียบกับการทำนาตามปกติที่เคยทำกันมา

สำหรับเทคโนโลยีการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งที่นำมาทดลองดำเนินการในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาจนถึงขณะนี้ นายวิรุจน์ กล่าวว่า จากระยะเวลาที่ดำเนินการมาเป็นประมาณ 2 เดือน ได้เห็นถึงข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจ และอาจจะนำไปสู่การใช้เป็นแนวทางในการปรับวิธีการเพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่นาของจังหวัดนครราชสีมา

“ที่เห็นชัดตอนนี้ คือ ในพื้นที่นาของสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ 2 ราย ที่นาห่างกัน ประมาณ 1 กิโลเมตร ลักษณะดินในนาเหมือนกันคือ เป็นดินเหนียว แต่เมื่อไปดูน้ำใต้ดินจากท่อดูน้ำแล้วพบว่าแตกต่างกัน โดยรายหนึ่งเมื่อปล่อยน้ำออกจะพบว่ามีน้ำใต้ดินอยู่เหมือนกับในข้อแนะนำของการทำนาเปียกสลับแห้ง และเป็นลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในพื้นที่นาภาคกลาง แต่ขณะที่ชาวนาอีกรายพบว่า เมื่อน้ำในนาแห้ง แต่หน้าดินยังแสดงให้เห็นว่ายังเปียกอยู่ พอไปดูที่ท่อดูน้ำกลับไม่พบว่ามีน้ำใต้ดินอยู่เลย ตรงนี้หากชาวนาไม่ได้ดูและยึดตามข้อแนะนำ ก็จะคิดว่าในนาของตนเองยังมีน้ำใต้ดินอยู่ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่า ไม่มี ดังนั้น คงต้องมาดูว่าอาจต้องมีการปรับรอบการนำน้ำเข้านาให้เร็วขึ้นและมากกว่าเดิม เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีความแตกต่างกันนั้น อาจจะจากสภาพที่ตั้งของพื้นที่นา เพราะของรายหนึ่งอยู่บนที่ดอนและไม่มีนาข้างๆ แต่อีกรายหนึ่งอยู่ในที่ลุ่มและมีนาข้างเคียงโดยรอบ”

นายวิรุจน์ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับอุปกรณ์สำคัญในการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง คือ ท่อดูน้ำ ซึ่งภายใต้การส่งเสริมตามโครงการได้มีการสนับสนุนท่อดูน้ำให้กับชาวนาที่เข้าร่วม โดยท่อดูน้ำนี้เป็นท่อ พีวีซี ขนาดความกว้าง 4 นิ้ว ยาว 25 เซนติเมตร ด้านข้างท่อเจาะด้วยสว่าน ห่างกันรูละ 5 เซนติเมตร

ท่อดูน้ำจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการสังเกตระดับน้ำใต้ดินในแปลง ซึ่งจะมีการฝังท่อไว้ตามจุดต่างๆ ของแปลงนา ให้ลึกลงไปในดิน ประมาณ 20 เซนติเมตร โดยให้ปากท่อโผล่พ้นดิน ประมาณ 5 เซนติเมตร จากนั้นควักดินภายในท่อออกให้หมด และใช้เป็นเครื่องสังเกตว่าชาวนาควรทดน้ำลงที่นาได้หรือยัง

“สำหรับจุดที่ฝังท่อดูน้ำ ทางศูนย์แนะนำให้ชาวนาสมาชิกฝัง จำนวน 6 จุด ต่อแปลง เหตุเพราะอยู่ที่สภาพการปรับพื้นที่นา ว่าทำได้ดีมีความเรียบเสมอกันทั้งพื้นที่หรือไม่ ถ้าเรียบสม่ำเสมอกันหมด จะฝังท่อเพียง 2-4 จุด ก็เพียงพอ แต่หากยังปรับพื้นที่ไม่เรียบ การฝังท่อประมาณ 6 จุด จะทำให้สามารถมองดูปริมาณน้ำใต้ดินได้ชัดเจนมากกว่า” นายวิรุจน์ กล่าว

ที่เห็นชัดๆ ชาวนาลดต้นทุนค่าสูบน้ำ ลดโรค

นายประเสริฐ แสนสุข ชาวนาเจ้าของแปลงสาธิตการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งของบ้านท่ากระสัง กล่าวเพิ่มเติมว่า จากที่ทำมาเป็นเวลาประมาณ 2 เดือนนี้ ที่เห็นชัดเลยจากวิธีการนี้คือ ต้นข้าวที่ปลูกด้วยวิธีเปียกสลับแห้งนี้ มีการแตกกอที่ดีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รากมีจำนวนมาก ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตดี อีกทั้งสามารถลดจำนวนการสูบน้ำลง หากทำในระบบปลูกข้าวแบบเดิมมาถึงตอนนี้ต้องสูบน้ำเข้านาแล้วไม่ต่ำกว่า 4-5 ครั้ง แต่การปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งจนถึงขณะนี้ เพิ่งสูบน้ำเข้านาไปตอนเริ่มปลูกครั้งแรกครั้งเดียว

“ค่าสูบน้ำแต่ละครั้งนั้น จะเสียค่าน้ำมัน ประมาณ 200 บาท ดังนั้น ที่ชัดเจนตอนนี้เลยผมลดต้นทุนค่าน้ำมันลงไปได้แล้วประมาณ 1,000 กว่าบาท” นายประเสริฐ กล่าว

นอกจากนี้ นายประเสริฐ ยังบอกว่า ต้นข้าวที่ปลูกด้วยวิธีเปียกสลับแห้งนี้ มีการแตกกอที่ดีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ขณะที่ นายชม แก้วบุญพะเนา ชาวนาเจ้าของแปลงสาธิตการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งของบ้านท่ากระสัง กล่าวว่า อีกสิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ตั้งแต่มาปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง จนถึงขณะนี้ยังไม่พบปัญหาการเกิดขึ้นของโรคที่สำคัญในข้าว อย่างโรคไหม้ข้าวเลย อีกทั้งดินในนาก็ไม่เป็นหล่ม ซึ่งเป็นดินที่ยุบเพราะมีขี้โคลนเยอะ ทำให้รถไถไม่อยากเข้ามารับจ้างไถ เพราะต้องเปลืองน้ำมันมากขึ้น

ทั้งนี้ จากคำอธิบายของชาวนาแปลงสาธิตทั้ง 2 ต่างมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง ที่กรมการข้าวนำเข้ามาส่งเสริมนี้ จะทำให้ได้รับผลผลิตที่ดีแน่นอน และน่าจะเป็นทางเลือกใหม่ของการทำนาในพื้นที่ภาคอีสาน