เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม

เคยมีความคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนเลิกเล่นหวย แล้วนำเงินที่เสียไปกับการซื้อหวยมาเก็บออมแทน คิดอยากทำโมเดลเปรียบเทียบว่า หากนำเงินซื้อหวยไปเก็บออมหรือนำไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทน ผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกันอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อชี้ให้ผู้คนเห็นว่า การเลิกเล่นหวยมีผลดีกับการบริหารเงินส่วนบุคคลอย่างไร

แต่มาพบงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เขาเสนอให้เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม วิธีการที่เสนอคือ ให้รัฐจัดตั้ง “โครงการเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม” โดยนำเงินซื้อหวยบางส่วนไปลงทุนในตราสารการเงินที่อยู่ในรูปกองทุนรวม และคืนผลตอบแทนพร้อมเงินต้นให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการในวัยเกษียณอายุ แทนที่จะปล่อยให้เงินออมของประชาชนที่มีฐานะยากจนต้องสูญเปล่าไปกับการซื้อหวย โดยผลการศึกษายืนยันว่า กลุ่มเป้าหมายมีจำนวนมากพอที่จะนำเงินหวยมาก่อตั้งกองทุนเพื่อเก็บไว้เป็นเงินออมระยะยาวได้จริง

ผมว่าเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง การเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อหวยของประชาชนเป็นเรื่องซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ หากมุ่งแก้ที่จุดนั้นคงไม่ประสบผลสำเร็จ หากแต่ทำอย่างไรให้ลดผลกระทบและความสูญเสียจากเงินที่ต้องเสียไปเพื่อเสี่ยงโชคนั้นให้กลับคืนมาให้กับประชาชน เป็นลักษณะการเบี่ยงพฤติกรรมโดยมีเครื่องมือควบคุมและปกป้องประชาชนแทน คงคล้ายๆ กับวิธีการของธนาคารออมสินที่ออกสลากออมสินในรูปเงินฝาก ที่ได้ผลตอบแทนคล้ายๆ ดอกเบี้ย ในขณะเดียวกันก็ยังมีโอกาสได้ลุ้นเงินรางวัลจากการออกเลขสลากที่หากตรงกับเลขหมวดของผู้ฝากเงินแล้ว ก็จะได้รางวัลที่หนึ่ง สอง สาม ลดหลั่นกันไป เหมือนสลากกินแบ่งรัฐบาล

การศึกษากลุ่มตัวอย่าง เขาเลือกศึกษาประชากรที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี, อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป, ประกอบอาชีพอิสระ, สถานที่ทำงานอาจเป็นหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ ธุรกิจเอกชน เน้นเฉพาะผู้ที่พักอาศัยนอกเขตกรุงเทพมหานคร

โดยเก็บข้อมูลเรื่องรายได้ พฤติกรรมการออม การลงทุนในตราสารทางการเงิน และการซื้อสลากกินแบ่ง/หวย, การวางแผนการออมเพื่อใช้จ่ายในวัยชรา ลักษณะของตราสารทางการเงินที่จะสามารถใช้ทดแทนการซื้อหวย และความพร้อมในการยอมรับตราสารทางการเงินอื่นที่ไม่ใช่สลากกินแบ่ง/หวย กลุ่มคนที่เล่นหวยกลุ่มใหญ่ที่สุดนั้นเป็นชาวบ้านที่มีรายได้น้อยจนถึงปานกลาง มีผลการศึกษาที่ระบุว่า ผู้เล่นหวยบนดินเป็นผู้มีรายได้ตั้งแต่ 10,000 บาท ลงไป

นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า ล็อตเตอรี่เป็นเรื่องของการเสี่ยงโชคที่ถือเป็นการพนัน และมักใช้ทฤษฎีเกมในการอธิบายและพยากรณ์ความชอบเสี่ยงโชค (เราอาจจะเคยได้ยินทฤษฎีเกมจากเรื่องของ “จอห์น แนช” ผู้ซึ่งถูกนำชีวประวัติไปสร้างภาพยนตร์ A Beautiful Mind และได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์จากการศึกษาและพัฒนาเรื่องทฤษฎีเกมดังกล่าว)

ตามทฤษฎีแล้ว ล็อตเตอรี่ถือเป็นตราสารที่ใช้ระดมเงินชนิดหนึ่ง และใช้ระดมเงินได้ดีกว่าการจัดเก็บภาษี แต่มีข้อเสียในด้านความยุติธรรมต่อสังคม เป็นรูปแบบการเก็บภาษีทางอ้อม ทำให้ผู้ซื้อที่มีรายได้ต่างกันต้องจ่ายเงินเสียภาษีเท่ากัน

ตัวอย่าง การเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออมในต่างประเทศ

ในประเทศอังกฤษ มีการออกพรีเมี่ยมบอนด์ (Premium Bonds) โดยมีกติกาว่า รัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยบนพันธบัตร 1.5% เข้ากองทุนรางวัลแทนการจ่ายให้ผู้ถือพันธบัตร ในแต่ละเดือนมีการแจกรางวัลซึ่งไม่ต้องเสียภาษี ใช้วิธีจับหมายเลขพันธบัตรด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Electronic Random Number Indicator Equipment มีรางวัลตั้งแต่ 25 ปอนด์ ถึง 1 ล้านปอนด์ รัฐบาลจะซื้อคืนพันธบัตรตามราคาหน้าตั๋วทุกเวลาที่ผู้ถือพันธบัตรต้องการ พันธบัตรมีมูลค่าใบละ 1 ปอนด์ ขายเป็นจำนวนทวีคูณของ 10 ต้องซื้ออย่างต่ำ 100 ปอนด์ ซื้อได้สูงสุด 30,000 ปอนด์ ในปัจจุบัน คาดว่ามีคนอังกฤษถือพันธบัตรประเภทนี้อยู่ 1 ใน 3 ของประชากรอังกฤษ

ตราสารทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเงินรางวัลของสหรัฐอเมริกา เรียกว่า “Save to win” ก็เป็นอีกตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า การเชื่อมโยงการออมกับการเล่นล็อตเตอรี่สามารถไปด้วยกันได้ มีลักษณะคือ ทุกๆ เงินฝาก 25 เหรียญ จะได้รับสลากล็อตเตอรี่ 1 ใบ แต่จำกัดให้ผู้ฝากถือสูงสุดได้ไม่เกิน 10 ใบ ต่อเดือน และจำกัดผู้มีภูมิลำเนาในรัฐมิชิแกน เงินฝากมีดอกเบี้ยให้แต่จะต่ำกว่าอัตราปกติเล็กน้อย โดยมี National Credit Union Administration ค้ำประกันเงินฝากให้ รางวัลใหญ่มีมูลค่า 100,000 เหรียญ แต่ละเดือนมีการจับรางวัลมูลค่าตั้งแต่ 15-400 เหรียญ ทุกเดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม จะมีเพิ่มอีก 2 รางวัล รางวัลละ 400 เหรียญ และ 15 เหรียญ

ทำไม คนไม่สนใจซื้อสลากออมทรัพย์

สลากออมทรัพย์ที่ออกโดยธนาคารออมสิน และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นั้น มีลักษณะเชื่อมโยงระหว่างการเสี่ยงโชคและส่งเสริมการออม ซึ่งตรงกับแนวทางการเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม แต่ผลการสำรวจพบว่า สลากออมทรัพย์ไม่เป็นที่แพร่หลายในกลุ่มผู้มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี เพราะส่วนใหญ่ยังซื้อหวยใต้ดินและสลากกินแบ่งรัฐบาล

เหตุผลที่สลากออมทรัพย์ไม่เป็นที่นิยมนั้น กลุ่มตัวอย่างให้เหตุผลว่า มีโอกาสถูกรางวัลยาก ซื้อแล้วเงินจม ใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้คืน และไม่มีเงินก้อนไปซื้อ บางคนเห็นว่าการซื้อสลากออมทรัพย์แล้วรวยนั้นมีโอกาสน้อยกว่าการซื้อหวย ทั้งที่ปัจจุบัน สลากออมทรัพย์ได้จัดตั้งเงินรางวัลที่ 1 มากถึง 4 รางวัล รางวัลละ 5 ล้านบาท สลากออมทรัพย์ยังมีลักษณะที่เข้าถึงยาก และประชาชนไม่เข้าใจรูปแบบเงินฝากประเภทนี้

ทางเลือกของประเทศไทย ในการเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม

ในรายงานเสนอว่า ลักษณะของตราสารที่จะนำมาใช้ในการเปลี่ยนเงินหวยให้เป็นเงินออม ควรจะมีส่วนผสมระหว่างหวยใต้ดินกับสลากออมทรัพย์ และควรมีชื่อที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายสนใจ เช่น “ล็อตเตอรี่คืนเงินต้น” หรือ “สลากเพื่อวัยเกษียณ” มีลักษณะเสี่ยงโชค ราคาขั้นต่ำ 10 บาท สามารถซื้อเมื่อไหร่ก็ได้โดยสมัครใจ ความถี่ในการออกรางวัลคล้ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้ซื้อสามารถเลือกเลขหวยเองได้ มีช่องทางจำหน่ายที่หาซื้อได้ง่าย อาจมีตู้จำหน่ายไว้หน้าสาขาธนาคารใกล้กับตู้ ATM อาจมีลักษณะนำบัตรเครดิตเกษตรกรมาเชื่อมโยงได้ หรือทำเป็นแอพลิเคชั่นในลักษณะ “ออมออนไลน์” ผลตอบแทนควรใกล้เคียงกับสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลอาจจะไม่ต้องสูงมากแต่มีโอกาสถูกสูงกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นต้น

ในรายงานระบุว่า ไม่มีความตั้งใจจะให้รัฐยกเลิกการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลเพราะการออกล็อตเตอรี่ เป็นวิธีการระดมทุนที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง แต่การออกล็อตเตอรี่ไม่เหมาะกับสังคมที่มีคนจนจำนวนมากเช่นประเทศไทย

การเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออมนี้ ให้ประโยชน์จากการที่ประเทศจะมีเงินออมเพิ่มขึ้น และยังรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่จะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ทำให้มีเงินออมเพื่อการเกษียณอายุ นอกเหนือจากการที่รัฐช่วยไม่ให้คนที่นิยมซื้อหวยสูญเงินต้นไปทั้งก้อนเหมือนในปัจจุบัน

หมายเหตุ : ข้อมูลจาก โครงการศึกษาความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออมของประชาชนในต่างจังหวัด จัดทำโดย รศ.ดร. พรเพ็ญ วรสิทธา คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ตามหาของดีของชุมชน ตอน…กาดวัว ทุ่งฟ้าบด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เขียว สวย หอม กินได้

ตามหาของดีของชุมชน ตอน…กาดวัว ทุ่งฟ้าบด

ทุ่งฟ้าบด ชื่อเพราะมาก ฉันชอบชื่อนี้ หวังว่าจะไม่ถูกเปลี่ยนเป็นอื่น อีกชื่อหนึ่งที่ชอบคือ ร้อยจันทร์ ตอนมาอยู่เชียงใหม่แรกๆ อยากไปหาบ้านเช่าที่หมู่บ้านร้อยจันทร์ ชื่อหมู่บ้านเพราะ แต่หาไม่ได้ก็เลยไม่ได้อยู่หมู่บ้านร้อยจันทร์ ไปเช่าอยู่ที่บ้านหนองงู ชื่อมีความหมายว่าที่นั่นเป็นทุ่งนา มีหนองน้ำและมีงู แสดงถึงการเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และเป็นหมู่บ้านงานช่าง ทำจักสาน ทำร่ม ทำงานไม้ ทำกระดาษสา และมีการเพาะเห็ดด้วย อยู่นั้น 3 ปี ทั้งที่ตอนแรกจะอยู่แค่ 3 เดือน แสดงว่าเป็นพื้นที่มีความสุขและปลอดภัยระดับหนึ่ง

ไม่ได้อยู่หมู่บ้านชื่อเพราะ ทั้ง ร้อยจันทร์ ทุ่งฟ้าบด แต่ได้มาอยู่บ้านทุ่งเสี้ยว แสดงว่ามีเสี้ยวเยอะที่หมู่บ้านนี้ ดอกเสี้ยวเป็นทุ่ง และปลูกข้าวเหนียวมีชื่อ “ข้าวเหนียวสันป่าตอง” บ้านทุ่งเสี้ยวหมู่บ้านใหญ่ที่เราอยู่นั้นเป็นหมู่บ้านแห้งแล้งมาก เขาเรียกว่าป่าแพะ ซึ่งหมายความว่าแห้งแล้วมีแต่ไม้ไผ่ และพืชเฉพาะถิ่นที่ทนแล้งได้เท่านั้นที่ขึ้นได้ ทำบ้านเล็กๆ บนที่ดินของบรรพบุรุษของสามี ไม่ต้องไปหาซื้อที่ใหม่ ต้องขอบคุณบรรพบุรุษของตระกูลนี้ที่ดูแลที่ดินไว้ให้ลูกหลานอยู่อาศัยต่อไป

บ้านทุ่งเสี้ยว อันดับแรกต้องปลูกเสี้ยวเพิ่มเพราะว่าเสี้ยวไม่มีเลย ที่บ้านมีแต่ไผ่กับมะขาม ซึ่ง 2 อย่างนี้ก็ดี ช่วยกันลม มะขามเหนียว กิ่งไม่เปราะ ส่วนไผ่ก็ลู่ลม ปลูกเสี้ยวเพิ่มผ่านมาหลายปีเริ่มออกดอกให้ชื่นใจแล้ว

ฉันเชื่อว่าที่ดินที่แห้งแล้งบนดินเหนียว บนทรายนั้น เราจะปรับปรุงให้มันดีขึ้นได้ การปรับปรุงดินแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เช่น ปลูกอัญชัน ปลูกถั่ว เอาหญ้ามาสุมไว้ เอาฟางมาปู ปลูกไปเรื่อยๆ บางทีให้รก บางทีอยากสวยก็ให้สะอาดเกลี้ยงเกลาบ้างสลับกันไป เลี้ยงไส้เดือน เอาน้ำ เอาขี้มาใส่ไป เก็บขี้วัวข้างบ้านมาผสมกับใบไผ่ จนในที่สุดดินก็ดีขึ้นได้จริงๆ สามารถปลูกอะไรๆ ได้มากมาย

ฉันฝันถึงทุ่งเสี้ยวในเชิงบวกนั้นคือป่าที่มีดอกเสี้ยวเต็มไปหมด ซึ่งพบว่ามีอยู่ไม่กี่แห่ง ที่โรงเรียนบ้านทุ่งเสี้ยว มี 2 ต้น ออกดอกสวยทีเดียว ฉันไปถ่ายรูปบ่อยๆ อยู่ไปนานๆ พบว่าที่นี่ยังมีการทำกระดาษสาได้เอง มีการตีมีด และที่ตื่นตาตื่นใจคือตลาดใหญ่ริมถนน ซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่มากๆ มีข่าวว่าจะถูกซื้อเป็นห้างสรรพสินค้าแล้ว แต่เจ้าของกาดไม่ขาย (นี่แค่ได้ข่าวมาไม่ได้ไปถามใคร นับว่าโชคดีมากที่ยังคงอยู่)

กาดวัว หรือ กาดทุ่งฟ้าบด เป็นตลาดสำหรับซื้อ-ขาย วัว-ควาย จริงๆ ในสมัยก่อน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว มีขายทุกอย่าง กาดอยู่บนถนนสายหลัก ถนนเชียงใหม่-ฮอด ถ้ามาจากในเมือง ล่องมาเรื่อยๆ ก็จะเจอหางดง ผ่านหางดง มาถึงสันป่าตอง พบว่ามีตลาดอยู่ข้างถนน ตลาดที่ใหญ่มากๆ และใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งมีทุกวันเสาร์ จ่ายกันตั้งแต่ก่อนสว่าง แม่ค้าบางส่วนมากันตั้งแต่วันศุกร์ ตอนมาอยู่ใหม่ๆ ฉันไปทำเวิร์กช็อปอ่านเขียนในเยาวชนแกนนำเอดส์เน็ท เด็กๆ บอกว่า วันเสาร์พวกเขาไม่ว่างต้องไปกาดวัว โอ!…วัยรุ่นไม่ว่างต้องไปกาดวัว แสดงว่าไม่ใช่แค่กาดขายของธรรมดา ต้องมีอะไรมากกว่านั้น เพราะเป็นที่วัยรุ่นแถวนี้ไปด้วย

เพื่อให้รู้ก็ลองตามเด็กไปดู

พบตลาดใหญ่จริงๆ สองฟากถนนเลย คนเดินข้ามถนนไปมา และมีวัยรุ่นด้วยจริงๆ ตลาดมี 2 ฝั่ง เขาเรียกฝั่งเก่ากับฝั่งใหม่ ฝั่งใหม่เพิ่งเปิด มีของสมัยใหม่ มีเสื้อผ้า ทั้งเสื้อผ้ามือสอง เสื้อผ้าใหม่ และร้านหนังสือเก่า

คนรักของฉันชอบไปที่ร้านหนังสือเก่า เขาเลือกหนังสือเก่าที่น่าสนใจได้ทุกครั้ง ฉันชอบไปดูต้นไม้แต่ไม่ค่อยได้ซื้อ ดูไปเรื่อยๆ เหมือนไปชมมากกว่า เรามีกิจกรรมทุกเช้าวันเสาร์คือ ไปดูหนังสือ ไปดูต้นไม้ แต่หลังจากที่เขาตายจากไป ฉันไปที่ร้านหนังสือเจ้าประจำอีกครั้งหนึ่งเพื่อบอกว่าลูกค้าคนสำคัญได้จากไปแล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้กล่าวคำใด เขาก็ถามว่า ทำไมมาคนเดียวพี่เขาไปไหน “เขาเดินทางไกลไปซื้อที่ร้านอื่นแล้ว…ก็ไม่รู้นะว่าที่นั่นจะมีร้านหนังสือไหม”

ฉันยังคงไปดูต้นไม้อยู่ทุกวันเสาร์ ไปหาของกินมื้อเช้าที่นั่น มีอยู่ร้านหนึ่งที่ชอบคือ ขนนจีนน้ำยาอีสาน เจ้านี้เขามาจากอีสานแท้ๆ มีปลาร้ามาขายเป็นถุงๆ มองให้เห็นปลาร้าเป็นตัวๆ เขาไม่ใช้น้ำปลาร้าแบบเป็นขวด ที่มีข่าวว่าเป็นของปลอม ทุกครั้งได้รู้ว่าอะไรเป็นของปลอมแล้วฉันรู้สึกเป็นห่วงคนทำอาหารดีๆ เช่น ข่าวว่าน้ำผึ้งปลอม โดยเฉพาะพวกที่หาบน้ำผึ้งขาย ที่แท้เป็นแค่น้ำตาล และของที่ทำให้เกิดความเหนียว และการแต่งกลิ่น แต่งสี ฉันคิดถึงคนขายน้ำผึ้งแท้ๆ ที่อุตส่าห์ไปตีมาจากป่าจริงๆ หรือคนเลี้ยงผึ้งจะพลอยขายน้ำผึ้งไม่ได้ไปด้วย เช่นเดียวกับเรื่องปลาร้าที่ผ่านมา มีข่าวปลาร้าปลอม คือเอาอย่างอื่นมาหมักแทนปลา มีการปรุงแต่งรส กลิ่น ที่น่ากลัวเกินกว่าคนจะกินได้ ฉันเคยซื้อน้ำปลาร้าเป็นขวดๆ มากินเหมือนกัน แต่ไปซื้อที่ร้านอาหารอีสานที่มีชื่อ จำไม่ได้แล้วว่าเป็นปลาร้าจากไหน แต่เมื่ออ่านข่าวก็รู้สึกทันทีว่า เราเคยกินไหมนะ มันกลายเป็นว่าต้องคอยดูคอยระวังเอาเอง

แต่เชื่อว่าของปลอมก็ต้องหายไป ของจริงยังคงอยู่

ขณะที่นั่งกินขนมจีน และลูกค้ามีน้อย ทำให้ได้รู้เรื่องราวชีวิตของคนขาย เขาบอกว่า เขาย้ายมาอยู่ที่นี่นานแล้ว มีลูกเรียนมหาวิทยาลัยใกล้จะจบ ดูเขามีความสุขยามที่เล่าถึงลูกอย่างชื่นชม ต่างจากแม่ของลูก เธอกับเขาแยกทางกันนานแล้ว เธอทิ้งลูกไปให้เขาเลี้ยง และเขาก็สู้ชีวิตเลี้ยงลูก เร่ขายขนมจีนวันเสาร์อยู่ที่กาดวัว วันอาทิตย์อยู่อีกที่หนึ่ง ปลาร้าส่งมาจากบ้านเขาที่อีสานเป็นของแท้ๆ

ฉันชอบขนมจีนและฟังเรื่องเล่าของเขา ใบหน้าภาคภูมิใจในของที่ขาย เสาร์ที่ผ่านมาฉันชวนเพื่อนเดินผ่านไปที่ร้านขนมจีนของเขา เขาฟุบหน้าอยู่ใกล้ๆ หม้อน้ำยา

“ปลาร้าน่ากิน” เสียงเพื่อนดังพอที่จะทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมา “ปลาร้าก็มียี่ห้อด้วยนะ” เธอพูดต่อ

“วันนี้ผมไม่สบาย กินยาไป 2 เม็ดแล้ว ไม่ตักขาย แต่ถ้าคุณจะกินก็ตักให้”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“เอาไปทำกินเองที่บ้านก็ได้” เขาเสนอให้ซื้อปลาร้า

เช้านี้ฉันไม่ได้กินขนมจีนน้ำยาอีสานของเขาเพราะดูเขาป่วย และเขาคงไม่อยากแกะถุงใส่น้ำยาขนมจีนที่เขามัดปากถุงไว้แล้ว อีกทั้งตลาดก็ใกล้วาย และการกินขนมจีนน้ำยา ต้องน้ำยาร้อนๆ เดือดอยู่บนเตาไฟยิ่งดี กินแบบร้อนๆ ไว้ก่อนดีกว่า

ชวนเพื่อนข้ามถนนกลับไปที่ฝั่งเก่า ตลาดฝั่งเก่ายังมีของขายแบบเดิมๆ ที่นี่มีร้านเตี้ยๆ ไม่ได้ตกแต่งร้านให้ดูสวยงาม และบางส่วนยังมีวางขายแบบแบกับดิน และมีทุกอย่างจริงๆ เดินเล่นดูของเก่าๆ ถ้าเพื่อนมาจากที่อื่นนานๆ มาเยี่ยมที ฉันก็จะพาไปดูที่ขายวัวซึ่งอยู่ด้านหลังสุด มีวัวมากมาย เสียงร้องมอๆ เราแค่ผ่านไปดูเท่านั้น เห็นคนนั่งออกตั๋ววัวอยู่ เคยคุยกับเขาเหมือนกัน เขาบอกว่า ออกตั๋วกำกับไว้ว่าออกไปจากกาดวัว

บ้านเจ้าของกาดวัวอยู่ใกล้ๆ เดินผ่านกาดทะลุไปบ้านเขาได้เลย ฉันเคยเข้าไปครั้งกับเพื่อนที่ไปทำสารคดี ซึ่งนานมาแล้ว เธอบอกว่า เธอเป็นรุ่นหลานแล้วที่ดูแลกิจการ ส่วนที่ขยายออกไปก็เป็นของญาติๆ เมื่อก่อนตลาดมีอยู่นิดเดียว แต่เดี๋ยวนี้ขยายไปมาก

จากที่ซื้อ-ขาย วัว ตอนนี้มีทุกอย่าง ใกล้ๆ ที่ขายวัวก็มีไก่ชน เลยผ่านมาโซนนั้นมีเครื่องมือการเกษตรทุกอย่าง ทั้งแบบเก่า แบบใหม่ และมีโซนขายมอเตอร์ไชค์ จักรยานด้วย โซนขายเครื่องเทศ มีพริกขี้หนูเป็นกองๆ แดงไปเป็นแถบๆ ฉันคนชอบกินพริก ต้องไปซื้อที่นี่ซึ่งถูกกว่าที่อื่น มีให้เลือกจะเอาแบบพริกขี้หนูเม็ดเล็กๆ เม็ดกลาง เม็ดใหญ่ เรียกว่าสารพัดชนิดของพริกทีเดียว อีกที่หนึ่งที่ฉันไปเสมอ หรือเรียกว่าไปทุกครั้งคือที่ขายผักอินทรีย์ เข้าใจว่ามีอยู่หลายเจ้า แต่ฉันซื้ออยู่ประจำเจ้าหนึ่งเพราะเดินเข้าไปไม่ไกล เป็นพ่อกับลูกสาวมาขาย ผักสลัดกับข้าวกล้อง ถั่วงอกที่เพาะแบบธรรมชาติ อยู่ใกล้ๆ กับร้านขายเครื่องจักสาน ฉันวนเวียนอยู่แถวๆ นี้

ก่อนกลับ เสาร์นี้พาเพื่อนจากเมืองหลวงไปกินปิ้ง ย่าง และอาหารเมืองๆ ร้านนี้มีทุกอย่างและขายดีมากๆ มี ไส้ปิ้ง ตับย่าง เนื้อย่าง หมูย่าง เรียกว่าสารพัดย่าง แกงอ่อมเนื้อที่น้ำข้นและเดือดอยู่บนเตาไฟ ลาบคั่ว ลาบดิบ พร้อม

เพื่อนสาวกินทุกอย่าง โดยเฉพาะแกงอ่อม เธอกินถึง 2 ถ้วย แกงออมที่อร่อยต้องเนื้อเปื่อย นุ่ม (อ่อม หมายถึงเอาไปต้มจนเปื่อย เรียกว่าอ่อมเอาไว้ คือเปิดไฟอ่อนๆ ไปเรื่อยๆ)

กินแกงอ่อม ปิ้ง ย่าง กับข้าวเหนียวแล้ว ก็ไปเดินชื่นชมดอกไม้อีกครั้งก่อนกลับบ้าน มุมหนึ่งของกาดเดิมเป็นที่ขายต้นไม้ เพาะมาเป็นกระถางให้เอาไปปลูกต่อ มีพวกสมุนไพร ผักคาวตอง ผักไผ่ สะระแหน่ใส่กระถางห้อย สวยงาม เป็นไม้ประดับและเก็บกินได้เลย มีที่เป็นมัดๆ พร้อมลงดิน พวกพริก มะเขือ ผักกาด แบบขายต้นกล้า แต่ดูแล้วปลูกยาก แบบที่ใส่ถุงดำหรือกระถางห้อยอยู่นั้นปลูกง่ายกว่า

ช่วงนี้ฉันชอบกุหลาบต้นเตี้ยๆ พวกกุหลาบหนู กุหลาบหนูเดี๋ยวนี้มีหลายพันธุ์มาก ดูเหมือนว่าพันธุ์พื้นเมืองจะหายไปแล้ว พันธุ์ที่มีกลีบบาง ดอกตูมคล้ายดอกบัว ยามเมื่อบานก็ไม่บานแฉ่ง ฉันพยายามหาดอกกุหลาบหนูแบบเดิมๆ ที่เคยปลูกสมัยเด็กแต่ยังหาไม่ได้ เข้าใจว่าเป็นการผสมใหม่ จนพันธุ์เดิมหายไป แต่มีกุหลาบหลากหลายมากให้ชื่นชม เสาร์นี้ได้ของมาพอสมควร ได้เปลมาผูกไว้ต้อนรับเพื่อนที่มาเยือน ได้เมล็ดพันธุ์ดาวเรืองที่ใส่ถุงเล็กๆ คนขายบอกว่า เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เก็บมาจากต้นพันธุ์บ้านๆ นี่แหละ

อะไรที่มันเป็นเดิมๆ ฉันว่ามันดีนะ และที่ดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนบ้างก็ได้

พระยาเลี้ยง หรือจะสู้พ่อค้า (ตลาดนัดอาเซียน)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

พระยาเลี้ยง หรือจะสู้พ่อค้า (ตลาดนัดอาเซียน)

ฉันเดินเข้าไปในบริเวณตลาดนัดอาเซียนที่คนไทยเป็นผู้จัดอย่างคุ้นเคย ด้วยว่าเคยตามเพื่อนเจ้าแม่ตลาดนัดอาเซียน ไปเที่ยวตามเมืองที่เธอไปเปิดตลาดนัดมาหลายครั้ง ครานี้เธอมาติดตลาดที่ท่าแขก แขวงคำม่วน ซึ่งฉันเดินทางข้ามแม่น้ำโขงมาจากนครพนมอย่างสะดวกดาย

วันนี้เป็นวาระพิเศษที่ไม่ได้เพียงมาเดินโฉบผ่านตลาดนัดเหมือนอย่างเคย ฉันตั้งใจมาคุยกับพ่อค้าชาวไทยคนหนึ่ง ที่ประสบความสำเร็จจากการค้าขาย จะว่าไปแล้วฉันเคยพบเขาเมื่อแรกๆ ที่เพื่อนทำตลาดนัด ครานั้นฉันผ่านตาว่าเขานั่งปั่นสายไหมสีสวยๆ ขายเด็กๆ ที่มามุงล้อม ขนมสายไหมสวยงามฟุ้งฝันเข้ากับบรรยากาศตลาดนัดเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อประกอบส่วนเข้ากับเครื่องเล่นจำพวกชิงช้าสวรรค์และอื่นๆ ที่ชวนสนุกสนาน

เขาชื่อเต็มว่า วีรวัฒน์ มุขยวงศ์ เพื่อนๆ เรียกเขาว่า วัฒน์ แต่สำหรับชาวตลาดนัดใน สปป. ลาว ใครๆ ต่างเรียกเขาว่า “พี่วัด” ในตลาดนัดแห่งนี้หากใครมีปัญหาอะไรมักจะต้องเรียกหาพี่วัดให้มาจัดการ ด้วยว่านอกจากจะค้าขายไม่ต่างพ่อค้าแม่ค้าคนอื่น เขายังเป็นคนจัดการแทนเจ้าของตลาดนัดชาวไทยเพื่อนของฉัน ซึ่งมีงานส่วนอื่นต้องจัดการดูแล ก็ได้พึ่งพาวีรวัฒน์คนนี้แหละเป็นหูเป็นตาดูแลแทน ตลาดนัดนั้นเห็นค้าขายกันง่ายๆ ก็เถอะ มีปัญหาให้ตามแก้กันไม่เว้นวันเลยทีเดียว

วีรวัฒน์ เริ่มต้นจากการค้าขายสายไหมตามที่ต่างๆ ในเมืองไทย กระทั่งวันหนึ่งขายอยู่ที่งานเกษตรแม่โจ้ เชียงใหม่ ได้ใบปลิวโฆษณาตลาดนัดในประเทศลาว ก็ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นครั้งแรกที่แขวงไชยะบุรี ครั้งนั้นเสมอตัวไม่ได้กำไร แต่เขาถือว่าเป็นการหาโอกาสให้ตัวเอง เช่นเดียวกับทุกครั้งที่เริ่มต้นใหม่ กำไร คือโอกาสที่จะได้มาใหม่

จากนั้น เดินสายไปเชียงขวาง 20 วัน แล้วกลับไปตระเวนขายตามตลาดในเมืองไทยเหมือนเดิม เป็นเวลา 1 ปี จนวันหนึ่งไปขายที่ขอนแก่น พบคนที่อยากเข้าไปขายของในลาว เขาจึงเป็นคนนำทางพาเข้าประเทศลาวพร้อมกับขายสายไหมของตัวเองไปด้วย หลังจากนั้น เขาก็วนเวียนค้าขายอยู่ในประเทศลาวมาจนถึงวันนี้

“ผมมองตลาดลาวว่า พอมีโอกาส เมื่อมองย้อนไปเมืองไทยราวสิบยี่สิบปีที่แล้วว่า สังคมยุคนั้นต้องการอะไร คนลาวตอนนี้ที่เขาเพิ่งเปิดประเทศไม่นานก็ต้องการอย่างนั้น สมัยก่อนคนไทยมักพูดว่า สิบพ่อค้า ไม่เท่าพระยาเลี้ยง คนลาวตอนนี้ก็เหมือนกัน มีแต่คนอยากรับราชการมากกว่าค้าขาย”

วีรวัฒน์ มองไปถึงสังคมลาวยุคนี้ที่ไล่หลังไทยมานับสิบสิบปี คนลาวต้องการรับราชการเป็นเจ้าคนนายคนมากกว่าค้าขาย ดังนั้น คนลาวจึงจับจ่ายใช้สอยมากกว่าค้าขายเอง นี่คือจุดที่เขาพบว่าเป็นโอกาสของคนค้าขายอย่างเขา แต่เมื่อผ่านมาถึงยุคนี้ คนลาวเริ่มลืม คำว่า พระยาเลี้ยง หันมาค้าขายกันมากขึ้น และพัฒนาการค้าขายได้เร็ว ด้วยมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ในตลาดนัดที่ชาวไทยได้สัมปทานก็มีพ่อค้าแม่ค้าชาวลาวอยู่ไม่น้อย

การค้าขายที่ไม่ได้สักแต่ว่าหาของมาขายไปวันๆ ทว่าได้วิเคราะห์สภาพสังคมไปด้วย ดูเหมือนจะทำให้วีรวัฒน์พัฒนาการค้าขายของตนให้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ

วันนี้จึงไม่มีพ่อค้าขนมสายไหมอีกแล้ว ด้วยว่าพี่วัดของชาวตลาดนัดเปลี่ยนมาขายกระเป๋าสตางค์หลากแบบแทน และไม่ได้ขายคนเดียวอีกแล้ว เขามีภรรยาสาวชาวลาวเป็นหุ้นส่วนชีวิตที่อยู่เคียงข้างเขาทุกที่ เป็นแม่ค้ากระเป๋าสตางค์และมือขวาพี่วัดผู้ช่วยดูแลชาวตลาดนัด ฉันถามว่า ทำไมเปลี่ยนสินค้า วัฒน์ บอกว่า คนค้าขายเมื่อมีทุนมากขึ้นก็ต้องลงทุนให้มีรายได้มากขึ้นเป็นธรรมดา เขาเริ่มค้าขายจากทุนแค่ 2,000 บาท ก็ลงทุนได้แค่สายไหม เมื่อมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้น เขาก็ต้องมองหาสินค้าตัวใหม่ที่ทำรายได้มากขึ้น

“สายไหม ขายได้แค่ไหนก็แค่นั้น คือเรานั่งปั่นเช้าจรดค่ำได้สูงสุดอาจจะ 20,000 บาท แต่พอมาลงทุนขายกระเป๋าทั้งวันเคยขายได้สูงสุด 70,000-80,000 บาท แล้วไม่ต้องมานั่งปั่นทั้งวันด้วย อีกหน่อยอาจจะเปลี่ยนสินค้าอีกก็ได้”

วีรวัฒน์ บอกว่า เขาจะดูสินค้าที่คนลาวยังขาดอยู่ แล้วพยายามเฟ้นหาของดีราคาไม่แพงมาตอบสนองความต้องการ ต้องรู้จักลูกค้าก่อนว่าเป็นใคร เรียกได้ว่าเวลาจะซื้อของมาขายเขา จะเห็นหน้าลูกค้าลอยมาก่อนเลยว่าเป็นใคร นั่นคือ การรู้จักกลุ่มเป้าหมายที่จะเสนอสินค้า และที่สำคัญการค้าขายสิ่งใดก็ตาม ต้องเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบด้วย ถ้าไม่ชอบก็เท่ากับฝืนใจขาย

“เราต้องชอบสิ่งที่เราขายอยู่ เวลาขายเราจะได้ขายไปยิ้มไป ไม่ใช่ขายไปหน้าบึ้งตึงไป ลูกค้าไม่มีใครชอบซื้อของกับคนขายหน้าบอกบุญไม่รับ” วีรวัฒน์ หัวเราะขำเมื่อพูดถึงตรงนี้ “เมื่อเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองชอบ เวลาคุยกับลูกค้าเขาจะได้รู้สึกว่าเขาได้สิ่งที่ดีไป”

เห็นจะจริงอย่างที่เขาว่า เท่าที่ฉันนั่งคุยและดูผู้คนที่เข้ามาเลือกกระเป๋าร้านนี้ ทั้งวีรวัฒน์และภรรยาจะพูดคุยตอบลูกค้าด้วยสีหน้าแจ่มใส ไม่บูดบึ้ง คนที่เข้ามาลูบๆ คลำๆ กระเป๋าส่วนใหญ่ไม่พ้นที่จะยื่นเงินกีบแลกกับกระเป๋าอย่างเต็มใจ

ตัวชี้วัดความสำเร็จของแต่ละอาชีพอาจจะต่างกัน ความสำเร็จของคนค้าขายคงไม่พ้นจำนวนเงินที่ได้มาในกำมือ และสิ่งที่พิสูจน์ความสำเร็จของพ่อค้าตลาดนัดอาเซียนอย่างวีรวัฒน์ก็คงไม่พ้นรายได้ที่พอกพูน จากเงิน 2,000 บาท กับเครื่องทำสายไหมเก่าๆ รถปิกอัพบุโรทั่ง ตอนนี้เขาเป็นพ่อค้าเงินล้าน สามารถซื้อรถหกล้อขนของ ซื้อที่ดินในเวียงจันทน์และมีบ้านอยู่เชียงใหม่

“คนค้าขายในตลาดนัดประสบความสำเร็จก็มาก ล้มเหลวก็เยอะ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีสูตรสำเร็จอะไรบ้าง แต่ละคนอาจต้องใช้เวลาในการลองผิดลองถูกต่างกัน สำหรับผมถือว่าตลาดนัดเป็นธุรกิจที่ทำให้ผมอยู่ได้อย่างดี มีอาจารย์ที่เคยสอนหนังสือมาเจอผมที่ตลาดนัด บอกว่า เห็นมั้ย ถ้าขยันเรียนหนังสือก็ไม่ต้องมาเหนื่อยขายของ ผมไม่ได้โต้ตอบอะไร ใจคิดว่านี่คือ สิ่งที่ผมรักและผมก็ประสบความสำเร็จที่น่าพอใจ”

วีรวัฒน์ มุขยวงศ์ ตบท้ายว่า เขาอาจจะเป็นนายวีรวัฒน์ของที่อื่นๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก แต่สำหรับตลาดนัดใน สปป. ลาว เขาคือ “พี่วัด” ที่ใครๆ ก็รู้จัก นี่กระมังความสำเร็จในชีวิตที่ไม่ต้องเป็นพระยาเลี้ยง

บันทึกไว้ เมื่อวัย 57 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

ธรรมะจากวัด

บันทึกไว้ เมื่อวัย 57 ปี

อาตมา เกิดเมื่อ วันที่ 2 มกราคม 2502 ณ บ้านเขาม่วง ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เป็นบุตรคนสุดท้องของ นายจ่าง นางเขียน คงจินดา เมื่อกงล้อแห่งกาละหมุนมาในวันที่ 2 มกราคม 2559 อาตมาจึงมีอายุ 57 ปีเต็ม และกำลังเดินหน้าสู่อายุ 58 ปี ต่อไป

นับว่า อาตมาย่างเข้าสู่วัยผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว มีเพื่อนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่แต่งงานตั้งแต่วัยหนุ่มสาวมาถึงวันนี้มีลูกมีหลานผ่านการเป็นพ่อ แม่ และปู่ ย่า ตา ยายแล้ว ส่วนอาตมาไม่มีครอบครัว มีคนเรียกขานตามวัยว่า หลวงปู่ หลวงตา หลวงอา หลวงน้า หลวงลุง ตามความรู้สึกสนิทสนมว่า จะเรียกกันอย่างไรดี เป็นการเรียกขานจากใจบวกวัยที่กำลังชรา

ความรู้สึกกับวันเวลาที่ผ่านไป อาตมารู้สึกว่า วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่วัยต้นจนกระทั่งบัดนี้ เพราะตั้งแต่เล็กจนโต ชีวิตมักอยู่กับการเรียนและการงานอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อบวชแล้วสอนตนเองเสมอๆ ว่า จงปฏิบัติตนให้คุ้มค่าข้าวสุกที่ชาวบ้านเลี้ยงดู จึงไม่พอใจในความเกียจคร้านมากนัก

หลายปีมาแล้วเคยฟังคำบรรยายธรรมของหลวงพ่อพุทธทาสในวันล้ออายุที่ว่า ในวันเกิดท่านงดรับประทานอาหาร 1 วัน เพื่อระลึกถึงพระคุณแม่ การที่แม่มิได้รับประทานอะไรในวันที่ให้กำเนิดลูกคงนอนซมด้วยความเจ็บปวด และลูกเองที่เพิ่งคลอดออกมาก็มิได้รับประทานอะไร นอกจากดื่มนมแม่แล้วนอนหลับตื่นขึ้นมาก็ดื่มนมแม่แล้วหลับอีก

ด้วยความประทับใจในความคิดอันแหลมคมของท่านนี้ จึงได้งดรับประทานอาหาร 1 วัน มาเป็นเวลาหลายปี กิจกรรมที่ทำมาตลอดคือ ดื่มนมจืดๆ เวลาที่รู้สึกหิวมาก รวมแล้วดื่มนมทั้งวัน ประมาณ 3 แก้ว หากง่วงก็หลับตื่นขึ้นมาก็ฟังธรรมต่อ หรือนั่งสมาธิ เป็นการบำเพ็ญกุศลกันแบบตรงๆ

แต่ปีนี้เนื่องจากต้องเดินทางแรมคืน ในคืน วันที่ 1-2 มกราคม 2559 คือ ออกเดินทางจากวัดพุทธปัญญาที่แคลิฟอร์เนียเวลา 3 ทุ่มกว่า ของวันที่ 1 แล้วมาต่อเครื่องบินไปวัดพุทธธรรม ชิคาโก้ วันที่ 2 เวลา 01.35 น. คือต้องเดินทาง 2 วันเต็ม เครื่องบินจอดสนามบินนานาชาติโอแฮ เวลา 05.68 น. คุณฉลาด บันลือภพ ไปรับที่สนามบิน แล้วถวายนมจืดไร้ไขมัน 1 แกลลอน

เมื่อกลับถึงกุฏิวัดพุทธธรรม คุณฉลาดอุ่นนมถวายและสนทนาธรรมกันไปจนสายๆ ดร. วิสัน มาเยี่ยมสนทนาธรรมต่อจนถึง 12.00 น. ทั้งคุณฉลาด และ ดร. วิสัน จึงลากลับ

เนื่องจากความเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียกับการเดินทางที่ยาวไกลไม่ได้หลับได้นอน จึงรู้สึกง่วงนอนและหลับไปจนถึง 2 ทุ่ม จึงตื่นขึ้นมา ดื่มนมอีก 1 แก้ว แล้วหลับต่อไปจนสว่าง

ตื่นเช้าขึ้นมาจึงคิดได้ว่า วันเกิดปีนี้ จัดวันเกิดได้คล้ายวันแรกเกิดจริงๆ เพราะดื่มนมแล้วหลับยาวนาน ตื่นขึ้นมาดื่มนมแล้วหลับต่ออีก

ข้อคิดที่ได้จากใจคือ ชอบพุทธภาษิตที่ว่า สติ สัพพัตถะ ปัตถิยา แปลว่า สติจำปรารถนาในที่ทั้งปวง ทั้งนี้ เนื่องจากเวลาที่ทำงานท่ามกลางความขัดแย้งสูง บางคราวขาดสติมักลุแก่โทสะ แสดงท่าทางและคำพูดที่น่าเกลียดมากๆๆ ออกมา แม้จะไม่กี่ครั้งในรอบปี แต่ต้องระมัดระวังที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังพระพุทธพจน์ในมงคลสูตรที่ว่า อัปปมาโท จะ ธัมเมสุ เอตัมมังคลมุตตมัง แปลว่า ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลายเป็นมงคลอันสูงสุด

ความไม่ประมาทคือ การมีสติ กำกับทุกความเคลื่อนไหว ในการทำ การพูด และการคิด ยิ่งมีสติทุกครั้งทุกที่ยิ่งดีนัก เวลาที่จะต้องเผชิญกับบุคคลที่รักหรือชัง ต้องตั้งสติประดุจว่ากำลังเจริญอานาปานสติ หรือกำลังเดินจงกรมขั้นละเอียดสุดอันก่อให้เกิดจิตอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง

ทุกคำพูดกลั่นกรองเสียก่อนจะปล่อยออกไป เมื่อปล่อยออกไปแล้วอย่าได้กระทบใครหรือเบียดเบียนใครให้ต้องเป็นทุกข์เลย ความคิดใดที่คิดทางให้ใครเดือดร้อนเจ็บปวดพึงหยุดเสีย ไม่แสดงท่าทางที่บ่งบอกถึงความพอใจและไม่พึงพอใจแก่ใครๆ พึงวางตนตามปกติตามธรรมชาติที่มีสติคอยติดตามอย่างใกล้ชิด

เพิ่มการฝึกสติอย่างเป็นรูปแบบและในวิถีชีวิตให้มากขึ้น มีปฏิสัมพันธ์กับคนทั่วไปด้วยเมตตาและมิตรภาพ มีความกล้าหาญในการให้อภัยและขอโทษ

ประสบการณ์จากการเจริญสติมากๆๆ ทำให้ปัญญา การหาทางออกจากปัญหาต่างๆ เกิดเร็วขึ้น ทางออกแต่ละทางที่คิดออกมาล้วนเป็นทางออกแบบสันติแบบไม่มีตัวตน

ทั้งนี้ทั้งนั้น การพบทางออกจากปัญหาที่ดีๆ ล้วนมาจากการสะสมสติ ทั้งที่เป็นรูปแบบ เช่น การเจริญสมาธิภาวนาและการใช้สติยามต้องเผชิญกับอารมณ์ชอบชัง

จิตที่เป็นอิสระจากความชอบชังชนิดฝังใจย่อมเป็นจิตที่เบาสบายสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีสติสัมปชัญญะ ถอนความชอบชังในโลกเสียได้ อยู่ปกติสุข

อายุมากขึ้น ต้องเจริญสติมากขึ้น เพราะประสบการณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นเหตุปัจจัยให้ปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ ได้มากขึ้น

การใช้สติสำรวมระวัง เวลา ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ อย่างจริงก็ยังไม่เพียงพอ ต้องระวังจิตเวลารับธรรมารมณ์ที่น้อมนึกขึ้นมาหรือปรุงแต่งจนกลายเป็นสิ่งบีบคั้นใจให้เครียดเอง ทั้งๆ ไม่มีอะไรมากระทบกระทั่ง นอนหลับตาห่มผ้าอยู่บนเตียงที่แสนสบายหากจิตรับธรรมารมณ์แล้วปรุงแต่ง จะหาความสบายมิได้เลย

การใช้สติคอยระวังเวลาใจรับธรรมารมณ์จึงเป็นเวลาหรือขณะที่สำคัญที่สุดที่จะออกผลมาว่า เป็นทุกข์หรือไม่ทุกข์

สติและปัญญา ที่เกิดจากภาวนาจะเป็นยานพาหนะให้ผู้สูงอายุเดินก้าวผ่านวัยทองได้อย่างสงบ ไม่มีพิษมีภัยกับใคร แต่จักกลายเป็นคนมีบุคลิกภาพดีสำหรับทุกคนที่ได้พบและคบหาสมาคมด้วย

การสวดมนต์บทต่างๆ และการทำวัตรเช้า-เย็น เป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุควรทำยิ่ง เพราะเป็นกระบวนการเจริญสติและปลุกสมองให้ตื่นอย่างดีเยี่ยม จะทำให้จิตผ่องใส สุขสบาย ความจำดี ไม่เลอะเลือน

การสนทนาธรรมที่บริสุทธิ์ไม่กระทบกระทั่งใคร จะเป็นพลังเสริมให้จิตใจมีพลังอันบริสุทธิ์อีกทางหนึ่ง เช่น สนทนาหรือพิจารณากันเรื่องสมาธิภาวนา การเจริญอริยมรรคมีองค์แปด จะช่วยให้จิตใจสดชื่นเบิกบาน สนุกสนานกับการขบคิดได้มาก

บันทึกปีนี้คงมีแค่นี้ เพราะคิดได้แค่นี้ เขียนตามที่ใจสั่งมา แบ่งปันให้มิตรสหายทั้งหลายที่อ่านบทความเป็นประจำหรือเพิ่งจะพบได้ทราบว่า ผู้สูงวัยคนหนึ่งเมื่ออายุมากขึ้นมีความคิดอย่างไร เป็นเพียงความคิดของคนๆ หนึ่งจากมุมหนึ่งและการดำเนินชีวิตอีกแบบหนึ่ง

ขออวยพรให้เพื่อนผู้สูงอายุทั้งหลาย ก้าวผ่านพ้นวัยทองเข้าสู่วัยธรรมอย่างสงบสุขทุกท่านทุกคนเทอญ

“มะม่วงไต้หวัน” ทางเลือกใหม่ ของ การปลูกมะม่วงในประเทศไทย ปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“มะม่วงไต้หวัน” ทางเลือกใหม่ ของ การปลูกมะม่วงในประเทศไทย ปี 2559

สำหรับ ตลาด ในประเทศไทย พฤติกรรมการบริโภคมะม่วงในตลาดเมืองใหญ่ๆ ที่มีกำลังซื้อสูง มะม่วงต่างประเทศที่มีผิวสีแดง รสชาติอร่อย ไม่มีกลิ่นเหม็นขี้ไต้ ได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ และขายได้ราคาดีกว่ามะม่วงสายพันธุ์ไทย เพราะมีความแปลก คนซื้ออยากลองกินหรือซื้อไปเป็นของฝาก ดังนั้น มะม่วงสายพันธุ์ต่างประเทศแปลกและหายาก จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการปลูกมะม่วงในอนาคต โดยแหล่งสายพันธุ์มะม่วงที่กำลังได้รับความนิยมและนำเข้ามาปลูกเป็นจำนวนมากในขณะนี้คือ มะม่วงจากไต้หวัน ที่ในแต่ละปีไต้หวันจะมีมะม่วงสายพันธุ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะไต้หวันมีหน่วยงานรัฐที่มุ่งเน้นปรับปรุงไม้ผลอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นทางเลือกของผู้ซื้อและมองถึงตลาดส่งออกที่ในอนาคตรสนิยมของตลาดอาจจะเปลี่ยนไป เช่น เมื่อตลาดต้องการมะม่วงผลกลมหรือผลยาวหรือผลใหญ่หรือผลเล็ก ทางภาครัฐของไต้หวันเองก็มีสายพันธุ์ตามที่ตลาดมีความต้องการไว้รองรับ และพร้อมที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกมะม่วงสายพันธุ์ใหม่ที่ตลาดมีความต้องการ เป็นต้น

มะม่วงลูกผสม “ไต้หวัน T1”

ในแปลงปลูกมะม่วงของศูนย์ปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลเมืองไทนัน เกาะไต้หวัน มีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงให้สีผิวมีสีแดงมากขึ้น มีพันธุ์มะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่หลายสายพันธุ์ มะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่บางสายพันธุ์ของศูนย์แห่งนี้ได้ปรับปรุงพันธุ์ให้ผลมีสีแดงออกม่วงตั้งแต่ระยะผลอ่อน ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้ยอดมะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่จากแปลงทดลองของศูนย์แห่งนี้มาหลายสายพันธุ์ และเมื่อกลับมาถึงเมืองไทยได้นำยอดพันธุ์มะม่วงเหล่านั้นมาเสียบฝากยอดไว้กับต้นมะม่วง R2 E2 และมะม่วงน้ำดอกไม้ ที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร เวลาผ่านไป 3 ปี มะม่วงลูกผสมของไต้หวันหลายสายพันธุ์ได้เจริญเติบโตและพร้อมที่จะให้ผลผลิต โดยหนึ่งในนั้นทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ได้ตั้งชื่อมะม่วงลูกผสมว่า T1 (T ย่อมาจาก Taiwan) ฤดูกาลที่ผ่านมา มะม่วง T1 ได้มีการออกดอกและติดผล สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนว่า ในระยะที่ผลมะม่วง T1 มีการติดผลเท่ากับนิ้วก้อย ผิวที่ผลจะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวมาเป็นสีม่วงแดง โดยเมื่อผลมีขนาดใหญ่ขึ้นสีของผิวจะออกสีม่วงเข้มขึ้น และเมื่อผลแก่จะมีสีม่วงทั้งผล มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 0.8-1.5 กิโลกรัม จัดเป็นมะม่วงกินสุกที่รสชาติหวาน กินอร่อย เนื้อมีสีเหลืองละเอียดเนียน ไม่มีเสี้ยน มะม่วงไต้หวันพันธุ์ T1 (TAIWAN เบอร์ 1) เมื่อผลแก่และนำมาวางขายด้วยผิวผลที่มีสีม่วงเข้มจะดึงดูดผู้ซื้อได้เป็นอย่างดี และคาดว่าจะเป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่ง ที่จะมีชาวสวนมะม่วงไทยขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้นในอนาคต ปัจจุบัน ทางสวนคุณลี ได้ขยายพื้นที่ปลูกมะม่วงไต้หวัน T1 มากขึ้น ด้วยมั่นใจว่าปลูกและสามารถบังคับให้ออกนอกฤดูในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการบริโภคมะม่วงในประเทศไทย และต่อมาไม่นานยอดมะม่วงลูกผสมสายพันธุ์อื่นที่เสียบฝากยอดไว้ที่สวนคุณลีก็ออกดอกและติดผล โดยตั้งชื่อว่า มะม่วงลูกผสมไต้หวัน T2 (TAIWAN เบอร์ 2) ที่กำลังจะเปิดตัว ซึ่งเป็นมะม่วงลูกผสมที่โดดเด่นเรื่องของสีผิวที่มีสีแดงอมม่วงเข้มสลับกับสีเหลืองสด ผิวมันเงา ดึงดูดสายตาเป็นอย่างมาก สีผิวยิ่งบ่มสุกแล้วยิ่งสีสวยมาก จากที่ปลูกที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร พบว่าเป็นสายพันธุ์มะม่วงที่ออกดอกและติดผลง่าย ติดผลเป็นพวงและติดผลดกมาก ขนาดผล ประมาณ 3-4 ผล ต่อกิโลกรัม เนื้อสุกมีสีเหลืองเข้ม รสชาติหวานจัด เนื้อละเอียด มีกลิ่นหอม ไม่เหม็นขี้ไต้เลยกินกับข้าวเหนียวมะม่วงได้อร่อยมาก ไม่แพ้มะม่วงอกร่องทีเดียว เนื้อหนา เมล็ดลีบ สามารถชะลอการเก็บเกี่ยวโดยปล่อยให้แก่อยู่บนต้นได้นานพอสมควร และจุดเด่นอีกประการคือ สามารถเก็บรักษาผลสุกในอุณหภูมิปกติได้นานมากแม้ผิวผลข้างนอกจะสุกเหี่ยวย่นแล้ว แต่เนื้อมะม่วงลูกผสมไต้หวัน T2 ยังไม่เน่า เป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจ และขยายพื้นที่ปลูกเป็นเชิงการค้าเป็นอย่างมาก

“ไข่มุกแดง” มะม่วงยักษ์พันธุ์ใหม่ ที่มีน้ำหนักผลถึง 3 กิโลกรัม

ขณะนี้ไต้หวันได้เริ่มมีการเผยแพร่มะม่วงพันธุ์ใหม่ ที่มีชื่อว่า “พันธุ์หงจู” หรือถ้าแปลและเรียกชื่อเป็นภาษาไทย มีชื่อว่า “พันธุ์ไข่มุกแดง” เป็นมะม่วงประเภทกินสุกเหมือนกับพันธุ์อี้เหวิน เบอร์ 6 และเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดผลใหญ่มาก มีน้ำหนักผลเฉลี่ย ตั้งแต่ 1.5-3.0 กิโลกรัม ลักษณะผลทรงกลมใหญ่ เมื่อสุกเนื้อละเอียดเนียน รสชาติหวาน โดยผิวผลมีสีแดงเข้ม สีสวยมาก และกำลังได้รับความนิยมปลูกแพร่หลายมากขึ้น และมีการปรับปรุงมะม่วงสายพันธุ์นี้และส่งเสริมเผยแพร่ให้เกษตรกรไต้หวันปลูกมานานประมาณ 5 ปี เกษตรกรไต้หวันเริ่มขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น เพราะตลาดมีความต้องการมะม่วงสายพันธุ์นี้มากขึ้น ซึ่งทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ได้ซื้อผลมะม่วงพันธุ์ไข่มุกแดงดิบกลับมาประเทศไทย และนำมาบ่มให้สุกและกิน ผลปรากฏว่า มีรสชาติหวานและมีเนื้อละเอียดเนียน ที่สำคัญจัดเป็นสายพันธุ์มะม่วงที่เมล็ดลีบ เนื้อเยอะมาก ปัจจุบัน เกษตรกรไต้หวันนำยอดมะม่วงพันธุ์ไข่มุกแดงไปเสียบฝากท้องต้นมะม่วงอ้ายเหวินกันมากขึ้น

มะม่วงไต้หวัน พันธุ์ “อี้เหวิน เบอร์ 6”

มะม่วงพันธุ์ “อี้เหวิน เบอร์ 6” มีถิ่นกำเนิดที่ไต้หวัน และเป็นมะม่วงลูกผสมระหว่างพันธุ์ “จินหวง” กับมะม่วงพันธุ์ “อ้ายเหวิน” (มะม่วงอ้ายเหวิน เป็นมะม่วงสายพันธุ์เดียวกับ พันธุ์เออร์วิน) มะม่วงลูกผสมพันธุ์ “อี้เหวิน เบอร์ 6” สายพันธุ์นี้ได้มีการนำยอดพันธุ์มาเสียบยอดในประเทศไทย ประมาณ 4-5 ปี มาแล้ว ได้นำมาเผยแพร่ให้เกษตรกรได้ขยายพื้นที่ปลูก เนื่องจากต้นพันธุ์ที่ปลูกในสวนได้เริ่มให้ผลผลิตแล้ว ผลปรากฏว่าเป็นมะม่วงที่มีลักษณะเด่นและรสชาติดี คือมีผลขนาดใหญ่ น้ำหนักผลเฉลี่ย 1.0-1.5 กิโลกรัม บริโภคได้ทั้งดิบและสุก ในระยะผลดิบหรือห่ามจะมีรสชาติหวานมัน (ไม่มีเปรี้ยวปน) ระยะผลสุกเนื้อจะมีรสชาติหวานหอม ไม่เละ ไม่มีเสี้ยน และไม่มีกลิ่นขี้ไต้ ที่สำคัญสีของผลมีสีม่วงดึงดูดใจแก่ผู้พบเห็น จัดเป็นมะม่วงแปลกและหายาก ปลูกและให้ผลผลิตได้ในประเทศไทย มะม่วงพันธุ์อี้เหวิน เบอร์ 6 เป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ปลูกง่ายและเริ่มให้ผลผลิตเมื่อต้นมีอายุเฉลี่ยได้ 3-4 ปี จากการสังเกตพบว่าออกดอกและติดผลดีทุกปี

พันธุ์ “จินหวง” และ พันธุ์ “อ้ายเหวิน”

ประวัติความเป็นมาการปลูกมะม่วงของไต้หวัน เริ่มจากมีการนำพันธุ์มะม่วงจากประเทศเนเธอร์แลนด์มาปลูกเป็นครั้งแรก (แต่ไม่ทราบรายละเอียดว่านำเข้ามาในปีใด) ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ไต้หวัน ได้มีการนำพันธุ์มะม่วงจากสหรัฐอเมริกา จำนวน 100 ต้น มาปลูกทางภาคใต้ของไต้หวัน ผลปรากฏว่าต้นมะม่วงตายไป 96 ต้น เหลือรอดตายเพียง 4 ต้น เท่านั้น (ซึ่งมีพันธุ์เออร์วินรอดตายด้วย) เนื่องจากต้นมะม่วงปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่หนาวเย็นของไต้หวันไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมาไต้หวันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงจนปัจจุบันและปลูกในเชิงพาณิชย์อยู่ 2 สายพันธุ์หลักๆ คือ พันธุ์ “จินหวง” และ พันธุ์ “อ้ายเหวิน” ซึ่งเป็นพันธุ์เดียวกับ พันธุ์เออร์วิน ไต้หวันปลูกมะม่วงพันธุ์เออร์วินเพื่อการส่งออก คนไต้หวันเรียกมะม่วงพันธุ์เออร์วินว่า “อ้ายเหวิน” และเป็นสายพันธุ์มะม่วงที่ไต้หวันมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในปัจจุบันนี้ เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ถูกใจคนญี่ปุ่นและส่งออกไปขายญี่ปุ่นมากที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ของทุกปีผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือนกรกฎาคม มะม่วงสายพันธุ์นี้จัดเป็นมะม่วงที่มีผลขนาดปานกลาง ความยาวของผลประมาณ 12 เซนติเมตร น้ำหนัก 300-350 กรัม ต่อผล โดยประมาณ รูปร่างค่อนข้างยาวรีหรือรูปไข่ ติดผลดกมาก ระยะผลดิบจะมีจุดประสีแดงบริเวณไหล่และแก้มผลผิวผลสุกมีสีแดงประสีเลือดนก จัดเป็นมะม่วงกินสุก เมื่อสุกเนื้อมีสีเหลืองทอง ไม่มีเสี้ยน กลิ่นไม่แรง รสชาติหวานประมาณ 11-12 บริกซ์ ความจริงแล้วมะม่วงพันธุ์เออร์วินนิยมมากที่สุดในไต้หวัน ประกอบกับสีผิวเปลือกมีสีแดงเข้ม ซึ่งคนจีนจะชอบมากเป็นพิเศษ และมะม่วงอ้ายเหวินยังถูกนำไปแปรรูปเป็นขนม น้ำผลไม้ เบียร์มะม่วง และอีกมากมายที่ไต้หวันพยายามคิดค้นเพิ่มมูลค่าจากมะม่วง รวมถึงผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่ปลูกและผลิตขึ้นในไต้หวัน

ในส่วนของมะม่วง พันธุ์ “จินหวง” นั้น ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า มะม่วงพันธุ์จินหวงเป็นสายพันธุ์มะม่วงของไต้หวันเอง โดยตั้งชื่อตามชื่อของเกษตรกรที่พบ ซึ่งเป็นมะม่วงสายพันธุ์ที่เกิดจากการผสมตามธรรมชาติระหว่างพันธุ์ไวท์และพันธุ์ไคท์ของสหรัฐอเมริกา ต่อมาได้มีการนำพันธุ์มาปลูกในประเทศไทย โดย รองศาสตราจารย์ฉลองชัย แบบประเสริฐ บอกว่า มูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้มะม่วงพันธุ์จินหวง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นำเข้าจากไต้หวัน ลักษณะทรงผลกลมยาว ก้นผลงอนและค่อนข้างแหลม ผลมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักผลประมาณ 600-1,300 กรัม ต่อผล ประกอบด้วยเนื้อ ประมาณ 83% กินได้ทั้งดิบและสุก เมื่อผลแก่จัดจะมีรสชาติมัน และเมื่อผลสุกสีของผลจะมีสีเหลืองอมส้ม รสชาติหวานและได้ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “พันธุ์นวลคำ” ต่อมาได้มีการนำมะม่วงสายพันธุ์นี้มาปลูกในสภาพพื้นที่ราบของประเทศไทย ทำให้ผลผลิตแก่และเก็บเกี่ยวได้ก่อนบนพื้นที่สูง และได้มีการตั้งชื่อสายพันธุ์ใหม่อีกหลายชื่อ ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับพันธุ์จินหวงของไต้หวัน ความจริงแล้วมะม่วงจินหวงที่ห่อผลด้วยถุงห่อคาร์บอนชุนฟง จะทำให้สีผิวมีสีเหลืองสวยเหมือนกับมะม่วงน้ำดอกไม้ และถ้าจะบริโภคให้มีรสชาติหวานอร่อยที่สุด ควรจะเก็บผลผลิตมะม่วงพันธุ์จินหวงที่ความแก่ ประมาณ 80% นอกจากการกินสุกแล้ว มะม่วงจินหวงดิบที่แก่จัดจะมีรสเปรี้ยวอมมันเล็กน้อย ที่ถนนคนเดินที่ไต้หวันจะนำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ กินกับผงน้ำจิ้มบ๊วยอีกด้วย

ช่วงเดือนสิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานที่เกาะไต้หวันอีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งที่ 5 และในครั้งนี้ได้เข้าชมแปลงปลูกมะม่วงของศูนย์ปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลเมืองไทนันอีกครั้งหนึ่ง มีโอกาสได้เห็นมะม่วงพันธุ์ “งาช้างแดง” ซึ่งมีขนาดผลใหญ่และยาวมาก รูปทรงของผลยาวงอนคล้ายงาช้าง เปลือกผลขณะยังดิบเป็นสีเขียวปนม่วง เมื่อสุกเป็นสีแดงอมชมพูตลอดทั้งผิวเปลือก วัดความยาวผลได้ถึง 25 เซนติเมตร มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 1.5-3.0 กิโลกรัม เนื้อสุกมีสีเหลืองส้ม มีรสชาติหวานหอม เนื้อหนามาก เมล็ดลีบบางเพียง 1 เซนติเมตร เท่านั้นเอง เมื่อชั่งเมล็ดหนักไม่ถึง 100 กรัม โดยน้ำหนักเนื้อสุกมากกว่า 1 กิโลกรัม เลยทีเดียว ซึ่งทางสวนคุณลี จังหวัดพิจิตร ได้ต้นพันธุ์มะม่วง “งาช้างแดง” มาปลูกในประเทศไทยแล้ว และให้ผลผลิตออกดอกติดผลขนาดใหญ่มากเช่นเดียวกันกับไต้หวันเมื่อปลูกที่จังหวัดพิจิตร

สนใจกิ่งพันธุ์มะม่วงสายพันธุ์ไต้หวันแท้ ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760

พฤกษาเฉพาะถิ่นที่ เป็นราชินี…แห่งสายน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาเฉพาะถิ่นที่ เป็นราชินี…แห่งสายน้ำ

โอ อัว โอ๊ย แล้วกันโอ๊ย โอ๊ย…โอย โอ…ละหน่าย

น้องอ้อนแอ้น แม้นมิ่งสวรรค์ สาละวันตาคม สง่าสม แท้น้อ…น้อ…ละหน่าย

เตี้ยลง สาละวันเตี้ยลง เตี้ยลง…สาละวันเตี้ยลง เตี้ยลงหน่อยสาละวันเอ๊ย เตี้ยลงแล้ว ฟังพี่ซิเดี่ยวเพลง

พลับพลึงกำลังช่อใหม่ ปลูกเอาไว้อยู่ในแดนดง รูปหล่อเขาออกมาโค้ง รำวง รำวง สาละวัน

สาละวันลุกขึ้น ลุกขึ้น ลุกขึ้นสาละวัน ลุกขึ้นหน่อย สาละวันเอ๋ย…ลุกขึ้นแล้ว อ้ายขอเว้าสาว ถามบ้านเจ้านั้นอยู่ที่ใด๋…ฯลฯ

บทเพลงรำวงชมสาว แต่กล่าวถึง พลับพลึง บ้านป่าที่งามปานแต้ม สองพวงแก้วสีชมพู ขับร้องโดย ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ไม่ทราบว่าเรียกหาพลับพลึงบนดิน หรือพลับพลึงในสายน้ำ เพราะยังไม่รู้ว่า บ้านสาวเจ้าอยู่ที่ไหน ลูกสาวผู้ใด ได้เห็นเพียงความงามจากพวงแก้ม ก็ขอฝากรักแล้ว

พลับพลึง ที่กล่าวถึงกันโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะกล่าวถึง พลับพลึงที่ปลูกอยู่บนแปลงดิน หรือในกระถางทั่วไป รอบรั้ว รอบบ้าน หรือประดับศาลาไทย

เคยได้อ่านบทกลอนที่กล่าวถึง ต้น ใบ ดอกพลับพลึง ในอุทยานดอกไม้ โดย “เมย์วิสาข์” สรุปความรู้สึกว่า “จิตประหวั่นแต่ไม่พรั่นพรึง เมื่อเจอพลับพลึง” และกล่าวไว้ในบทกลอน ว่า

ประหวั่นจิตให้คิดถึงพลับพลึงสวย

อวบอิ่มด้วยกาบอ่อนร่วม รวมกอใหญ่

ดอกขาวแดง ก้านช่อยาว เคล้าซอกใบ

ทัดดอกไว้ กลีบหกริ้ว ดั่งนิ้วมือ

ลองค้นหารูปพลับพลึง พบเห็นดังที่บทกลอนพรรณนาไว้ เพียงแต่เป็นพลับพลึงที่ปลูกไว้บนแปลงดิน สำหรับที่ปลูกในกระถาง ที่พ่อค้า แม่ค้า ตามแหล่งขายต้นไม้นำมาวางให้เลือก ส่วนใหญ่เป็นกอใหญ่ ปลายใบโค้งคลุมไม่เห็นปากกระถาง รัศมีปลายใบครอบคลุมเนื้อที่ไปยังกระถางอื่นๆ ได้ สอบถามว่า ทำไมไม่ค่อยมีมามากๆ ให้เลือก คำตอบคือ ราคาต้นละไม่กี่บาท แต่เปลืองเนื้อที่ อยากได้สีอะไร สั่งได้

พลับพลึง มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ลิลัว ไม้หัว ดอกสีขาว หรือบางชนิดมีสีม่วงแดง มีช่อดอกขนาดใหญ่ ออกเป็นกระจุกที่ปลายช่อ หรือเรียกปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก อาจจะมีตั้งแต่ 10-30 ดอก ก้านช่อดอกอวบใหญ่ กลีบดอกตอนโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ยาว 7-10 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 6 กลีบ เป็นริ้วๆ กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร แต่ยาวได้ถึง 6-8 เซนติเมตร ดอกทยอยบาน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ พลับพลึงดอกสีแดง จะมีช่อดอกและดอกใหญ่กว่าพลับพลึงสีขาว

ชนิดพันธุ์ของพลับพลึง จะมีทั้งพลับพลึงด่าง พลับพลึงแดง พลับพลึงสีทอง แต่ส่วนใหญ่ที่พบเห็นมักจะเป็นสีขาว เป็นไม้หัว พืชล้มลุกที่มีอายุอยู่ได้หลายฤดู มีลำต้นใต้ดิน ส่วนที่อยู่เหนือดิน ประกอบด้วย กาบใบสีขาวหุ้มซ้อนกันเป็นชั้นๆ ส่วนของใบอวบน้ำ เป็นใบเดี่ยวรูปหอก กว้างมากที่สุดได้ถึง 15 เซนติเมตร และส่วนใบที่ยาวได้มากกว่า 1 เมตร หรือยาวได้ถึง 120 เซนติเมตร มีเมล็ดกลมเล็กๆ สีน้ำตาล แล้วมีผลเมื่อแห้งจะเป็นสีดำ แต่ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ ได้ต้นใหม่ที่งอกเร็วและตายยาก

หัว หรือต้นพลับพลึงใต้ดิน หากมีสัตว์เลี้ยงขุดคุ้ยกันกินอาจจะเป็นอันตรายได้ โดยมีอาการเซื่องซึม ชัก หรือบางชนิดอาจถึงตาย สำหรับอันตรายที่มีต่อคน ทำให้ระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหาร คลื่นไส้ ท้องเสีย เนื่องจากมีสารในกลุ่มอัลคาลอยด์ เป็นสารออกฤทธิ์ และหัวสดจะมีพิษมากกว่าหัวแห้ง

พลับพลึง พืชปลูกง่าย ชอบขึ้นในดินที่ชื้น หรือทนดินแฉะได้ดี แต่ก็ทนทาน ไม่ต้องดูแลบำรุงรักษามากนัก และเหมาะกับสภาวะดินฟ้าอากาศในเมืองไทยได้เหมาะ ประโยชน์และคุณสมบัติจากใบพลับพลึงมีมาก ในความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือหมอพื้นบ้าน นิยมนำใบพลับพลึงมาลนไฟให้ตายนึ่ง แล้วพันรอบอวัยวะที่เคล็ด ขัดยอก หรือบวมได้ ในพื้นที่บางท้องถิ่นใช้ใบลนไฟถอนพิษ และใช้ใบลนไฟรักษาโรคไส้เลื่อน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมทั้งใช้ประคบหน้าท้องคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ สำหรับกาบใบที่อวบ หนา และยาว นั้น นำมาทำกระทงใส่ธูป เทียน ลอยกระทงแทนใบตองได้ และสามารถนำไปแกะสลักตกแต่งในงานพิธีต่างๆ ด้วย

ก็ถือว่าไม้ดอกใหญ่ ก้านช่อยาว เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นไม้ประดับได้ทั้งต้น หรือแยกส่วนดอก ใบ ไปเป็นชิ้นส่วนร่วมประดับช่อแจกันได้ด้วย ความงามสดได้นาน หากมีพื้นที่ให้พลับพลึงกางใบได้กว้าง ก็จะตะลึงได้แน่นอน

ยังมีพลับพลึงอีกเทือกเถาเหล่ากออีกสายพันธุ์หนึ่ง แม้ไม่เป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง แต่เป็นที่หวงแหนกันในระดับโลก ที่จะต้องร่วมมือกันอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่ท้องถิ่น ให้สมกับคำว่า “ราชินีแห่งสายน้ำ” ก็คือ “พลับพลึงธาร” พรรณไม้น้ำไทย หนึ่งเดียวในโลก

พลับพลึงธาร เป็นพรรณไม้น้ำชนิดที่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการ แต่ยังไม่มีการเพาะขยายพันธุ์ในระดับฟาร์ม เนื่องจากผลผลิตที่ชาวต่างประเทศได้รับหรือรู้จักนั้น ได้จากการเก็บรวบรวมจากธรรมชาติ ดังนั้น สถานการณ์ปัจจุบันของพลับพลึงธาร จึงไม่ใช่มีผลผลิตมากมายในระดับที่จะส่งออกเป็นอุตสาหกรรม จะมีเพียงที่จะต้องรณรงค์ให้ร่วมอนุรักษ์ ปลูกเพิ่ม ขยายพื้นที่ สงวนแหล่งน้ำให้พลับพลึงธารที่มีอยู่ให้คงอยู่เพื่อลูกหลานในอนาคตได้รู้จัก รู้เห็น ต่อไป

กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เผยแพร่ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของพลับพลึงธาร เพื่อให้เป็นที่รู้จักและเข้าใจในธรรมชาติความเป็นอยู่ของพรรณไม้น้ำหายากนี้ พร้อมภาพพื้นที่ท้องถิ่นแหล่งอาศัยในสายน้ำ สายธาร ที่จะส่งเสริม รณรงค์ อนุรักษ์ผ่านชมชม และจิตสำนึกของบุคคลในท้องถิ่นที่หวงแหนทรัพยากรดั้งเดิม ที่นับวันกำลังใกล้จะสูญพันธุ์

สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง ได้ให้ความรู้พื้นฐานเผยแพร่เพื่อให้พลับพลึงธารเป็นที่รู้จักแก่ประชาชนทั่วไป จัดป้ายนิทรรศการในกิจกรรมเกี่ยวข้อง ทั้งในสื่อออนไลน์ และกิจกรรมการเกษตร เช่น ในงานวันเกษตรแห่งชาติ ว่า พลับพลึงธาร หรือมีเรียกอีกชื่อ หอมน้ำ Crinum thaianum Schulze มีชื่อสามัญว่า Onion plant จัดเป็นพืชมีดอก ในวงศ์พลับพลึง (Amary llidaceae) เป็นพรรณไม้น้ำประเภทครึ่งบกครึ่งน้ำ เจริญเติบโตในลำธาร และคลองสายสั้นๆ ที่มีสภาพน้ำใส และเป็นแหล่งน้ำไหล จัดเป็นพืชถิ่นเดียว (endemic specie) ที่พบเฉพาะทางภาคใต้ ในแหล่งน้ำของจังหวัดระนอง และพังงา ของประเทศไทยเพียงเท่านั้น ลักษณะเด่นของหอมน้ำ คือ ลำต้นอยู่ใต้ดิน มีใบเกล็ด ทำหน้าที่หุ้มห่อ ป้องกันตาและใบอ่อน ซ้อนกันจนมีลักษณะเป็นหัว รากเป็นระบบรากฝอย ใบเดี่ยวของต้นพลับพลึงธาร มีลักษณะเป็นแถบยาวคล้ายริบบิ้น ช่อดอกมีลักษณะเป็นซี่ร่ม มีจำนวนดอกย่อย 4-14 ดอก จะเกิดดอกจำนวนมากในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม ดอกของพลับพลึงธารจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ส่วนผลมีสีแดง จัดเป็นประเภทที่มีหลายเมล็ด เมล็ดมีสีเขียว ผิวไม่เรียบ ลักษณะบิดเบี้ยวและเป็นเหลี่ยม

ปัจจุบัน การพัฒนาอาชีพ การเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศธรรมชาติ ทำให้พลับพลึงธารในแหล่งน้ำธรรมชาติมีจำนวนลดลงจำนวนมาก การพัฒนาแหล่งน้ำโดยการขุดลอกคลอง และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ยังทำให้เกิดการชะล้างและพังทลาย ทำให้สภาพน้ำที่เคยใส ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่เดิมเปลี่ยนสภาพเป็นตะกอนโคลนตม เป็นสาเหตุให้พลับพลึงธารมีจำนวนลดลง ใกล้จะสูญพันธุ์ไปจากแหล่งเจริญเติบโตในธรรมชาติ ปัจจุบัน องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้จัดจำแนกให้สถานภาพของพลับพลึงธารอยู่ในบัญชีพืช Red data plant ซึ่งหมายถึง พืชที่หาได้ยาก และจัดเป็นพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered plant)

สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยชีววิทยา และการเพาะขยายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และการผ่าแบ่งหัวพลับพลึงธารรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดหัวย่อย แล้วนำต้นอ่อนที่ได้ออกปลูกเลี้ยงในโรงเรือนเพาะชำ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และสามารถนำไปปลูกคืนถิ่นในธรรมชาติได้ โดยการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2553 ได้รับอนุมัติจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินการฝึกอบรมโครงการอนุรักษ์พรรณไม้น้ำพลับพลึงธาร เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน บริเวณพื้นที่คลองนาคา อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในการเพาะขยายพันธุ์ และการอนุรักษ์พรรณไม้น้ำ ทำให้เยาวชน ประชาชน และชุมชนเข้าใจถึงสภาพนิเวศวิทยาบริเวณแหล่งเจริญเติบโต วิธีการเพิ่มผลผลิตและการใช้ประโยชน์ ตลอดจนสร้างจิตสำนึกในการหวงแหนทรัพยากร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากร และในอนาคตสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติไม้น้ำพลับพลึงธารภายในชุมชนได้อย่างเหมาะสม

พลับพลึงธาร “ราชินีแห่งสายน้ำ” พืชน้ำที่มีความเป็นมาเทือกเถาเหล่ากอจากธรรมชาติ เป็นพฤกษาชี้วัดจัดระดับคุณภาพน้ำได้ จะมีเหลือไว้ให้ชื่นชมเท่าใด หรือจะขยายพันธุ์รุกล้ำยึดครองสายน้ำลำธารได้เพียงใด ไม่มีใครสามารถกำหนดได้ชัดเจน แต่ด้วยจิตสำนึกของชุมชนในการจัดกิจกรรม ให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรท้องถิ่นชุมชนของตัวเองนั้น เป็นส่วนที่น่าภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ดังที่มีกิจกรรมร่วมกันปลูกพลับพลึงธาร พืชประจำท้องถิ่น ที่คลองบางปรุ อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง ในลำคลองธรรมชาติ และเรียนรู้วิธีการอนุรักษ์ รักษาพลับพลึงธาร แล้วกลายเป็นทั้งแหล่งที่อยู่ และอนุบาลสัตว์น้ำไปพร้อมกันด้วย

ปัจจุบัน พลับพลึงธารในคลองบางปรุ มีให้พบเห็นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีการขุดลอกคลอง รวมทั้งการถอนทำลายพลับพลึงธารอย่างผิดวิธี ดังนั้น การจัดกิจกรรมปลูกลงสู่คลองบางปรุ จึงเป็นกุศโลบายที่จะฟื้นฟูทรัพยากรที่มีคนในชุมชนใช้ในการรักษา และดูแลธรรมชาติในท้องถิ่นของตนเอง โดยมีจุดมุ่งหวังว่า จะเป็นการสร้างจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่ร่วมสานฝันต่อไปว่า วันข้างหน้าพวกเขาจะช่วยดูแลความงดงามแห่งนี้ให้คงอยู่ชุมชนต่อไป

ระนอง เมือง “ฝนแปดแดดสี่” ไม่มีผลที่จะทำให้ถูกเรียกว่าเป็นฆาตกรสำหรับพลับพลึงธาร ลมหายใจของพลับพลึงธารยังคงต้องมีอยู่ต่อไป เมืองติดชายฝั่งทะเลอันดามัน พลับพลึงธารไม่ชอบน้ำเค็ม แต่ก็มีน้ำป่าไหลมาทำลายตามธรรมชาติไปบ้าง หากมีสถานการณ์อุทกภัยยิ่งใหญ่ แต่มาตรการใกล้ตัวที่หลงใหลความสวยงามจากดอกพลับพลึงธารน่ากลัวยิ่งกว่า เพราะการที่นักท่องเที่ยวล่องเรือ ถ่อแพชมความงามนั้น บางกลุ่มไม่ได้ชื่นชมด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว แต่รักมากระดับเก็บเกี่ยว ดึง ถอนไปชื่นชม นั่นแหละคือฆาตกรตัวจริงที่ตัวเองไม่รู้ตัว

“ชมรมเพลินไพรศรีนาคา” รณรงค์ชวนร่วมอนุรักษ์พลับพลึงธาร ดอกไม้พิเศษ หนึ่งเดียวในโลก ราชินีแห่งสายน้ำ แตกกออยู่ใต้น้ำ ส่งใบยาวส่ายพลิ้วสยายไปตามกระแสธาร ราวกับปลายหางนางเงือก ที่จะโบกต้อนรับการกลับมาเป็นราชินีแห่งสายน้ำคงเดิม ดังปณิธานของชาวชมรมเพลินไพรศรีนาคา ที่ร่วมกันเรียกหา วันคืนพลับพลึงธารกลับถิ่น คู่คลองนาคา เป็นราชินีแห่งสายธาร ซึ่งชาวชมรมพร้อมที่จะเป็นองครักษ์พิทักษ์นางงามแห่งธรรมชาติตลอดไป

เพลง พลับพลึงธาร (ราชินีแห่งสายน้ำ)

คำร้อง-ทำนอง โดย ผอ. ประยูร แทนบุญ

Intro ราชินี…ราชินีแห่งสายน้ำ

พลับพลึงธารชูดอกบานในสายน้ำ

กับสายน้ำที่หลั่งไหลใสสะอาด

สีดอกขาวใบเรียวยาว ชมชื่นใจ

มีผู้คนมากมาย ให้นามว่าราชินี

*ราชินี ราชินีแห่งสายน้ำ

ช่างงดงาม งามหนึ่งเดียวในโลก

ถิ่นพังงา คุระบุรีนี่คือโชค

หอมน้ำงามงอกบอกถึงถิ่นอุดมสมบูรณ์

**เราช่วยกันดูแลพลับพลึงธาร

ดอกขาวเปล่งบานในสายธารชูช่อ

ถึงหน้าแล้ง ราชินีงามละออ

ได้ชมละก็ ประทับใจในความงาม

บทเพลงจากความจริงใจ กลั่นความรู้สึก ทั้งอารมณ์รักในธรรมชาติ และเจตนาบริสุทธิ์ ที่อยากจะให้ผู้ได้ยิน จินตนาถึงความงามที่คงคุณค่า สมญา “ราชินี” แม้จะไม่ดังถึงเหล่านักนิยมไพร หรือนักล่องแพทุกสายธารก็ตาม แต่ก็หวังว่า เสียงเพลงบทนี้คงจะล่องทวนกระแสน้ำ มาร่วมมือกับต้นสายแห่งลำธาร เพื่อความใสสะอาด ที่จะให้กลายเป็นฐานบัลลังก์พิทักษ์องค์ราชินีครองมงกุฎ ทั้งคลองบางปรุ และคลองนาคา

หากเข้าไปดูกิจกรรมจากชมรม กิจกรรมจากชาวบ้านบุคคล และนักเรียน นักศึกษา ในชุมชนท้องถิ่นแห่งมงกุฎราชินีนี้ จากสื่อออนไลน์ต่างๆ พบว่า มีการรณรงค์ด้วยความตั้งใจที่จะให้ราชินีสายธารนี้ แผ่ขยายฐานันดรยืนยาวต่อไป

เหลืองจันทบูร ไม้งาม แห่งภาคตะวันออก ราชินีกล้วยไม้ แห่งจันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

เหลืองจันทบูร ไม้งาม แห่งภาคตะวันออก ราชินีกล้วยไม้ แห่งจันทบุรี

โมงยามของอรุโณทัย ผู้เขียนกำลังมุ่งสู่ภาคตะวันออก รถยนต์แล่นอยู่บนถนนกรุงเทพฯ-ชลบุรี (มอเตอร์เวย์) เพื่อเดินทางไปยังจังหวัดจันทบุรี เมื่อมองภาพบรรยากาศภายนอก เห็นสุริยาทอแสงสีทอง ค่อยๆ พ้นขอบฟ้าเป็นสัญญาของการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ รถยนต์หลายๆ คันบนถนนสายนี้ล้วนมีจุดปลายทางที่แตกต่างกัน อาจเรียกได้ว่า การเดินทางก็เหมือนชีวิต ที่ทุกชีวิตคือการก้าวไปให้ถึงจุดหมายที่ตนมุ่งหวังก้าวไป

เมื่อเข้าสู่ อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี สังเกตสองข้างทางของพื้นที่บริเวณนี้ นอกจากจะปลูกไม้ผลแล้ว ยังมีการปลูกสวนยางพารา ตั้งต้นยืนแถวเรียงราย ผ่านเข้ามาภายในสวนยางพาราและไม้ผลต่างๆ ภายในสวนไม้ยืนต้นเหล่านี้ ได้แอบซ่อนโรงเรือนเพาะเลี้ยงกล้วยไม้เหลืองจันทบูรไว้ข้างใน ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 97/3 หมู่ที่ 8 ตำบลนายายอาม ซึ่งมี คุณสุเทพ สุขสถิตย์ เป็นเจ้าของ

เหลืองจันทบูร เป็นกล้วยไม้สกุลหวาย พบทั่วไปในป่าแถบจังหวัดจันทบุรี และตราด จะเกาะอยู่ตามต้นไม้ เป็นกล้วยไม้ระบบรากอากาศ เหลืองจันทบูรเป็นกล้วยไม้ที่เจริญเติบโตแบบแตกกอ แต่ละข้อปล้องจะมีตาเพื่อเกิดเป็นหน่อใหม่ จะขยายหน่อออกมาเรื่อยๆ

รูปร่างของใบเป็นรูปหอก ยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร แผ่นใบมีลักษณะบาง เรียงตัวสลับกัน ตลอดทั้งลำต้น

ดอกของกล้วยไม้เหลืองจันทบูรออกเป็นช่อ ช่อละ 3-6 ดอก มีลักษณะเป็นช่อสั้น ดอกมีสีเหลืองสด ดอกกว้างประมาณ 4-6 เซนติเมตร ออกดอกปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ดอกบางครั้ง สามารถออกนอกฤดูกาลได้ แต่อาจไม่ดกเหมือนในช่วงฤดูกาล แต่สำหรับผู้ที่หลงใหลในความงามของกล้วยไม้เหลืองจันทบูรแล้ว แม้ดอกออกช้าแต่คุ้มค่ากับสิ่งที่เฝ้าคอย

ชาวสวนผลไม้ ผู้ชื่นชอบกล้วยไม้เหลืองจันทบูร

คุณสุเทพ ชายผู้มีอัธยาศัยดี ใบหน้ามากด้วยรอยยิ้ม เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวคือ ทำสวนผลไม้และยางพารา แต่การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เกิดจากความชอบส่วนตัว ซึ่งมีลูกชาย คือ คุณธเนศ สุขสถิตย์ ที่ชอบเหมือนกันกับเขาช่วยดูแลด้วย

“กล้วยไม้ที่ผมปลูกนี่ เพราะว่าผมชอบ ต่อมาก็ทำเพื่อเข้าประกวด พอทำแล้วประสบผลสำเร็จดี ผมก็เลยมาทำเป็นอาชีพเสริม ส่วนมากที่ทำก็จะพวกหวาย เอื้องสายเสริฐ และก็เหลืองจันทบูร ลูกชายผมก็ชอบและสนใจด้วย คอยช่วยทำอยู่ตลอด” คุณสุเทพ กล่าว

จากการเข้าร่วมงานประกวดกล้วยไม้เหลืองจันทบูรในสมัยก่อน คุณสุเทพ เล่าว่า ได้เห็นถึงความสวยงามที่ชวนหลงใหล ถึงกับคลั่งไคล้มาก จึงหาต้นพันธุ์มาปลูกที่บ้าน ในสมัยก่อนได้รับมาจากรุ่นน้องที่สนิทนำมาปลูกเลี้ยง

ปัจจุบันกล้วยไม้เหลืองจันทบูรมีการพัฒนาพันธุ์และนำมาปรับปรุงพันธุ์ที่ดีขึ้น จึงสามารถหาซื้อได้จากแหล่งจำหน่ายทั่วไป และที่สำคัญได้มีการเพาะพันธุ์เพื่อนำกล้วยไม้เหลืองจันทบูรกลับคืนสู่ป่าดังเดิม ซึ่งทางสวนของคุณสุเทพก็ได้เข้าร่วมในโครงการนี้กับทางชมรมด้วย

ต้นสวย ดอกสวย ปลูกเลี้ยงอย่างไร

คุณสุเทพ เล่าว่า เมื่อได้กล้วยไม้เหลืองจันทบูรมาปลูกเลี้ยงที่บ้านแล้ว ทำการเลี้ยงดูขยายพันธุ์ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม้ที่มีนี้จัดว่าเป็นรุ่นหลาน ซึ่งไม่ใช่พ่อแม่พันธุ์ นำพันธุ์มาผสมกัน จากนั้นนำเมล็ดเพาะในขวดเลี้ยงเนื้อเยื่อ ก็จะได้ต้นที่มีลักษณะที่ดีเพียงไม่กี่ต้น นำต้นจำนวนนั้นมาปลูกเลี้ยงเพื่อเก็บรักษาไว้ จากนั้นหาสายพันธุ์ของต้นอื่นๆ นำมาผสมต่อ เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ให้ดียิ่งขึ้น แล้วทำการเพาะแบบนี้จนกว่าจะได้สายพันธุ์ที่สวยตามต้องการ

เมล็ดที่ได้จากการผสม เมื่อได้ระยะที่ใช้ได้ นำส่งเข้าแล็บเพื่อเพาะในขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต่อไป

เมื่อกล้วยไม้ที่อยู่ในขวดเจริญเติบโตได้ระยะที่กำหนด นำกล้วยไม้ออกจากขวด ล้างทำความสะอาด จากนั้นนำมาปลูกลงในมอสส์

“ไม้ที่ออกจากขวดนี่ไม่ต้องผึ่งครับ เอามอสส์มาพันรากได้เลย แล้วใส่กระถาง 1 นิ้ว เหลืองจันทบูรเป็นไม้ป่า ไม่จำเป็นต้องผึ่ง เดี๋ยวรากจะแห้ง ทำให้ต้นโทรม ทำให้เราปลูกเลี้ยงได้ไม่ดี ต้องระวังเรื่องนี้ให้ดี” คุณสุเทพ อธิบาย

กล้วยไม้เหลืองจันทบูรที่ปลูกด้วยมอสส์ใส่ลงในกระถางขนาด 1 นิ้ว วางใต้ตาข่ายพรางแสงที่ 60 เปอร์เซ็นต์ ไม้ในช่วงนี้ใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน จากนั้นจึงย้ายไปปลูกที่กระถางขนาด 3 นิ้ว ดูแลอีกประมาณ 6 เดือน ก็สามารถขายได้

การรดน้ำ วันเว้นวัน คุณสุเทพ บอกว่า ต้องดูตามสภาพอากาศ เนื่องจากจังหวัดจันทบุรีเป็นพื้นที่เขตฝน ถ้าฝนตกทุกวันอาจไม่จำเป็นต้องรดน้ำบ่อย

การใส่ปุ๋ย ใช้สูตรเสมอ 16-16-16 จำนวน 500 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ให้ทุก 7 วัน ถ้าหากหาปุ๋ยสูตร 16-16-16 ไม่ได้ สามารถใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ได้ในอัตราส่วนเท่ากัน นอกจากนี้ ที่สวนของคุณสุเทพ ยังมีการให้อาหารเสริม จำพวกสาหร่ายและธาตุอาหารรองต่างๆ

ด้านการตลาด

คุณสุเทพ เล่าว่า ตลาดที่ส่งจำหน่ายส่วนใหญ่ ณ ปัจจุบัน มีพ่อค้ามารับถึงที่สวนของเขา และมีออกร้านเพื่อจัดแสดงบ้าง ซึ่งเมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่เริ่มจำหน่าย คุณสุเทพบอกว่า สบายกว่ามาก เพราะไม่ต้องนำไปขายตามตลาดนัด หรือไปส่งให้กับร้านที่สั่ง

ราคาของกล้วยไม้เหลืองจันทบูรที่ย้ายปลูกในกระถาง 3 นิ้ว พร้อมมีดอกช่อแรก ถ้าหากนำไปออกงานที่จัดแสดง ราคาอยู่ที่ 100-150 บาท แต่ถ้ามารับซื้อถึงที่บ้าน ราคาอยู่ที่กระถางละ 80 บาท

ดอกจะใหญ่ต้องพัฒนาพันธุ์

จากความรักความหลงใหลในกล้วยไม้เหลืองจันทบูร ทำให้ความสำเร็จที่มีของคุณสุเทพ สามารถปรับปรุงพันธุ์ให้มีดอกที่ใหญ่ขึ้น ดอกมีขนาดประมาณ 9 เซนติเมตร โดยคัดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ดี นำมาผสมเข้าด้วยกันจนได้ดอกที่สวยและใหญ่ ซึ่งแต่เดิมดอกโดยทั่วไปของเหลืองจันทบูรจะมีขนาดประมาณ 4-6 เซนติเมตร เท่านั้น

ความสุขหาได้จากสิ่งที่รัก

เมื่อเอ่ยถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง กับการที่ได้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เหลืองจันทบูร และขอให้ช่วยแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจในการปลูกเลี้ยงเพื่อสร้างเป็นอาชีพควรทำอย่างไรบ้าง

คุณสุเทพ มีรอยยิ้มบนใบหน้า พร้อมกับตอบคำถามปนเสียงหัวเราะเล็กน้อยว่า “จากสิ่งที่ผมทำ ผมรู้สึกอย่างไร ถ้าในเชิงของผลตอบแทนที่ผมได้รับ พอใจไหม ผมว่าผมพอใจครับ เพราะว่าผมเริ่มจากศูนย์ คือกล้วยไม้ทั้งหมดนี่ เราค่อยๆ เริ่มสะสมทีละนิดละหน่อย ซื้อมาขายไป บางทีก็เอาไปส่งเขา ขายตามตลาด แล้วเอากำไรที่ได้มาทำโรงเรือน ค่อยๆ ขยายไป ค่อยเป็นค่อยไป จนผมมีวันนี้”

“ส่วนคนที่อยากทำ ก็อยากบอกว่า ถ้าทำหวังกำไร คุณจะขาดทุน แต่ถ้าทำด้วยใจรัก ไม่มีวันขาดทุน เพราะว่าเราจะอดทน เพราะพวกนี้มันใช้เวลา ถามว่าคุ้มค่าไหมกับการรอเวลา สำหรับผม ผมว่าคุ้มค่า อันนี้สำหรับผมนะ กำไรได้แน่นอน ถ้าทำด้วยใจรัก โดยไม่ต้องไปตั้งเป้าหมายเรื่องผลตอบแทน ว่าเราจะต้องได้เงินกลับมาเท่านั้นเท่านี้ แต่อยากให้ทำเพราะเกิดจากความสุขของเรา แล้วการผสมเพื่อพัฒนาพันธุ์เราก็จะสุขใจ ทำไปเถอะครับเรารักมัน เดี๋ยวสิ่งที่เราทำมันจะกลับมาหาเราเอง” คุณสุเทพ กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่สนใจกล้วยไม้เหลืองจันทบูร ที่ปลูกด้วยใจรัก เลี้ยงดูแลเอาใจใส่อย่างดี หรือสนใจข้อมูลสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณสุเทพ สุขสถิตย์ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 940-2231

เฉลา ปลาดุกร้ากางมุ้ง บ้านน้ำโงก พัทลุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

เฉลา ปลาดุกร้ากางมุ้ง บ้านน้ำโงก พัทลุง

14 จังหวัดภาคใต้ มีการปลูกข้าวกันอยู่บ้างแต่ปริมาณไม่เพียงพอสำหรับบริโภค จังหวัดที่ทำนากันมากที่สุดเป็นจังหวัดพัทลุงและจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากมีพื้นที่เหมาะสม น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ในอดีตเกษตรกรในจังหวัดพัทลุงทำนากันเป็นส่วนใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตข้าวมีมากมาย ถึงแม้นาในจังหวัดพัทลุงไม่ได้อยู่ในพื้นที่ภาคกลางที่มีที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่อุดมสมบูรณ์ จนเรียกว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวก็จริง จังหวัดพัทลุงและนครศรีธรรมราชก็ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของทางภาคใต้ แต่ก็ยังน่าเศร้าที่ว่า 2 จังหวัดนี้ ปลูกข้าวเพียงพอสำหรับบริโภคในจังหวัดเท่านั้น แต่อีก 12 จังหวัดในภาคใต้ ต้องอาศัยข้าวจากนาของภาคอื่น จังหวัดพัทลุงมี 10 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ บนพื้นที่ทำการเกษตรถึง 1,425,413 ไร่ มีพื้นที่ทำนาถึง 586,161 ไร่ คิดเป็น 41% อำเภอเมืองและอำเภอควนขนุน ปลูกข้าวมากที่สุด

คุณเฉลา ด้วงเรือง เล่าให้ฟังว่า เดิมมีอาชีพทำสวนยาง แต่ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นชาวนา โดยยายขำซึ่งเป็นยายแท้ๆ ของตัวเองมีฝีมือในด้านการทำปลาดุกร้า เนื่องจากในอดีตน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ข้าวในนา ปลาในหนองมีมากมาย ได้มาแต่ละทีทำกินกันไม่หมด สมัยก่อนยังไม่มีตู้เย็นให้แช่ จึงจำเป็นต้องถนอมอาหารไว้ สมัยนั้นไม่ใช่มีเฉพาะปลาดุก แต่มีปลาช่อน ปลาโสด ส่วนปลาทะเล มี ปลาจวดและปลากระบอก ปลาเหล่านี้ชาวบ้านจับมากันเอง เมื่อกินไม่หมดก็เอามาทำปลาดุกร้า และยายขำเป็นคนที่ทำปลาดุกร้าได้อร่อยในละแวกบ้านโงกน้ำ ตามภูมิปัญญาชาวบ้านที่ถ่ายทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ และได้รักษากันมาจนถึงรุ่นลูกหลาน ส่วนผสมต่างๆ มีไม่มากและมาจากธรรมชาติ

ในปี พ.ศ. 2550 ทางภาครัฐได้เปิดศูนย์เรียนรู้ ที่บ้านโงกน้ำ ตำบลนาขยาด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง โดยได้รวบรวมภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่นมาฟื้นฟูเพื่อถ่ายทอดให้รุ่นต่อไปไม่ให้สาบสูญ คุณเฉลาจึงได้รับอาสามาเป็นวิทยากรถ่ายทอดการทำปลาดุกร้าของยายขำให้รุ่นลูกหลาน ทำให้การทำปลาดุกร้าแพร่หลาย สามารถนำไปประกอบอาชีพกันได้หลายราย ต่อมาพบว่าชาวบ้านที่มาอบรมหรือดูงานที่ศูนย์เรียนรู้ฯ เมื่อได้ชิมปลาดุกร้าก็ติดใจในรสชาติ ทำให้เกิดความคิดว่าควรจะทำจำหน่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่ศูนย์เรียนรู้ฯ เพื่อให้ได้ซื้อไปกินที่บ้านกัน จนเกิดความมั่นใจเพราะมีคนติดต่อนำปลาดุกร้าไปจำหน่ายหลายราย จึงคิดนำปลาดุกร้านี้มาทำเป็นธุรกิจจนประสบความสำเร็จ

ขั้นตอนการทำปลาดุกร้า

ปลาดุกที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่เลี้ยงในบ่อของชาวบ้านในบริเวณอำเภอควนขนุนนี้เอง เพราะการทำปลาดุกร้าของคุณเฉลา จึงทำให้เกษตรกรหลายรายในท้องที่หันมาทำบ่อเลี้ยงปลากันเพื่อขายให้ ปลาดุกที่ซื้อมาต้องกำหนดขนาด ประมาณ 5-6 ตัว ต่อกิโลกรัม จึงจะเป็นขนาดที่เหมาะสม ซึ่งจะมีราคารับซื้อตั้งแต่กิโลกรัมละ 50-55 บาท ปลาดุกที่ได้มาจะถูกบรรจุถุง ถุงละ 50 กิโลกรัม แล้วจะนำมาใส่เกลือแกงถุงเล็ก 1 ถุง ปิดปากถุงไว้ให้สนิทปลาก็จะตาย หลังจากนั้น นำปลาดุกมาตัดหัวและล้วงเครื่องในออกทั้งหมดให้เกลี้ยง แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง ทิ้งพักไว้ในภาชนะที่มิดชิดเป็นเวลา 12 ชั่วโมง แล้วนำมาล้างให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจะเอาปลามาเคล้าเกลือและน้ำตาลให้ทั่วตัวปลาและบริเวณในท้องปลาด้วย โดยผสมเกลือและน้ำตาลให้เข้ากันก่อน ในอัตราส่วน ปลา 5 กิโลกรัม เกลือ 100 กรัม และน้ำตาล 300 กรัม หมักทิ้งไว้ในภาชนะที่มิดชิดเป็นเวลาอีก 12 ชั่วโมง

หลังจากนั้น จึงนำมาตากเรียงกันให้เป็นระเบียบไม่ทับซ้อนกันบนโต๊ะซึ่งมีตาข่ายพลาสติกรองรับ การตากในโรงเรือนที่ 1 อุณหภูมิจะไม่ร้อนมากนัก เนื่องจากหลังคาเป็นกระเบื้องทึบสลับกับกระเบื้องใส จะต้องมีการกลับปลาวันละ 1 ครั้ง เพื่อให้โดนแดดได้ทั่วถึง จนครบ 3 วัน จึงเอามือกดตัวปลาให้แบนทุกตัว แล้วย้ายไปสู่โรงเรือนที่ 2 ซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่า เนื่องจากเป็นหลังคาใสทั้งหมด ในช่วงนี้ก็ต้องมีการกลับปลาทุกวันจนครบ 4 วัน รวมเวลาการผลิตใช้เวลาประมาณ 8-9 วัน แต่ในช่วงฝนตกชุก แสงแดดค่อนข้างน้อยอาจทำให้ยืดเวลาการผลิตไปอีก เมื่อผ่านขั้นตอนนี้ปลาก็จะเป็นอันเสร็จกระบวนการผลิต หลังจากนี้ ปลาจะถูกเก็บในภาชนะที่มิดชิดแล้วจึงนำมาบรรจุถุงพลาสติกแบบสุญญากาศ เพื่อเป็นการถนอมอาหาร ทำให้สามารถเก็บไว้ได้นาน 3 เดือน โดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น แต่ถ้าแช่ตู้เย็นจะเก็บไว้ได้นาน 6 เดือน

ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง

การผลิตของคุณเฉลาตอนเริ่มต้นทำปลาดุกทุก 5 วัน โดยใช้ปลาดุกรอบละร้อยกว่ากิโลกรัม ปัจจุบันการทำปลาดุกร้าจะทำโดยเริ่มขั้นตอนใหม่ทุกๆ 4 วัน โดยใช้ปลาดุกรอบละประมาณ 1,200 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อทำเป็นปลาดุกร้าแล้วจะเหลือเพียง 350 กิโลกรัม โรงเรือนที่ใช้ในการผลิตมีถึง 3 โรงเรือน มีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 18 เมตร โดยมีโรงเรือน 1 หลัง ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงาน การใช้โรงเรือนพลังงานแสงอาทิตย์นี้ มีส่วนดีที่ประหยัดพลังงานและถูกสุขอนามัย

เดิมการกินปลาดุกร้าในอดีตใช้ใบขมิ้นมาห่อปลาดุกร้าแล้วย่างไฟอ่อนๆ ซึ่งจะมีกลิ่นขมิ้นสมุนไพรที่ชาวปักต์ใต้ชอบนำมาปรุงอาหารหลายๆ ชนิด แต่ปัจจุบันครัวเรือนหันมาใช้เตาแก๊ส การย่างโดยเตาถ่านเป็นการยุ่งยาก จึงเปลี่ยนมาเป็นการทอดน้ำมันแทน ปลาดุกร้าจะมีลักษณะคล้ายปลาเค็มหรือปลาแห้ง แต่จะมีที่แตกต่างกันคือ ปลาดุกร้าจะมีรสชาติเฉพาะตัว คือรสเค็มปนหวาน และเมื่อนำไปทอดจะมีกลิ่นหมัก แต่การย่างจะมีกลิ่นหอมจากการหมักมากกว่า ในการทอดจะต้องทอดด้วยไฟอ่อนและหมั่นกลับปลาอยู่เสมอหลายครั้งจนสุกทั่วกัน อย่าปล่อยให้สุกด้านใดด้านหนึ่งแล้วค่อยพลิก ซึ่งนี่เป็นเคล็ดลับที่คุณเฉลาแนะนำไว้ หลังจากนั้นก็ซอยพริกขี้หนู หอมแดง บีบมะนาวใส่ก็กินกับข้าวสวยอร่อยมาก ถ้าไม่ทอดด้วยน้ำมัน สามารถนำมาเว็บก็ได้ ที่จริงแล้วปลาหลายชนิดสามารถนำมาทำแบบนี้ได้ แต่เนื่องจากปัจจุบันปลาดุกค่อนข้างหาง่ายและมีราคาถูกกว่าปลาชนิดอื่น

ปลาดุกร้าถูกบรรจุในถุงสุญญากาศ ถุงละ 2 ตัว 4 ตัว และ 6 ตัว ราคาจำหน่ายปลีก 50 บาท 100 บาท และ 150 บาท ตามลำดับ มีจำหน่ายตามร้านทั่วไปแทบทุกจังหวัดในภาคใต้ ปลาดุกร้าของคุณเฉลาไม่มีหน้าร้านขายเอง โดยปกติจะขายส่งให้แม่ค้ารับไปขายอีกที ถ้าจะขายปลีกก็ในกรณีที่มีการออกร้านของส่วนงานราชการหรืองานสินค้าโอท็อป

ปัจจุบันนอกจากปลาดุกร้าแล้ว ยังมีน้ำพริกปลาดุกร้า ซึ่งทำจากปลาดุกร้า โดยนำปลาดุกร้ามาทอดให้สุก มีส่วนผสมของพริกคั่ว กระเทียมเจียวและหอมเจียว นำมาบดผสมกัน แล้วจึงนำมาคั่วใหม่ให้แห้งอีกที จึงสามารถเก็บไว้ได้นานในอุณหภูมิห้อง น้ำพริกปลาดุกร้าจำหน่ายขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ กระปุกละ 20 บาท และ 40 บาท ลูกค้าในจังหวัดพัทลุงจะมารับสินค้าเองที่บ้าน ส่วนลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัด จะจัดส่งทางรถตู้ รถทัวร์ บริษัทขนส่ง และไปรษณีย์ สนใจสินค้า เฉลาปลาดุกร้ากางมุ้ง ติดต่อได้ที่ คุณเฉลา รอดเรือง เบอร์โทรศัพท์ (086) 075-5203

ภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีอยู่ตามครัวเรือนทั่วไป ถูกซุกซ่อนไว้หลายสิบปี เนื่องจากถูกเทคโนโลยีที่ทันสมัยเบียดจนตกขอบ ปัจจุบันภูมิปัญญาเหล่านี้ถูกนำขึ้นมาพัฒนาต่อยอดอย่างเหมาะสม จึงทำให้สามารถทำเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้อย่างสบายจากภูมิปัญญาเดิมที่มีอยู่แล้ว ภูมิปัญญาเหล่านี้เท่าที่สังเกตจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเกษตรหรือเกี่ยวเนื่องจากการเกษตร

มะละกอ แปลงใหญ่กว่า 300 ไร่ ที่สกลนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05033150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

มะละกอ แปลงใหญ่กว่า 300 ไร่ ที่สกลนคร

วันนี้ได้รับแจ้งจาก คุณไพจิตร กุลตั้งวัฒนา ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดสกลนคร และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร ชวนไปชมสวนมะละกอ สวนทองการเกษตร หรือ สวน “เสี่ยทอง” โดยมี ท่านอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร นำชมด้วย จึงได้มีโอกาสได้รับความอนุเคราะห์ติดรถไปกับท่านประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร

ในช่วงเช้าได้มีการนัดหมายไปรวมตัวกันที่จวนท่านผู้ว่าฯ โดยการเดินทางวันนี้ ท่านอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร แต่งตัวทะมัดทะแมงมีหมวกพร้อม มุ่งหน้าไปตามถนนสายสกลนคร-อุดรธานี ราว 50 กิโลเมตร พอมาถึงสี่แยกอำเภอพังโคน…ชาวบ้านเรียกว่าแยก 2 วา คือ อำเภอวาริชภูมิ และอำเภอวานรนิวาส

เลี้ยวขวามุ่งหน้าไปตามถนนสายพังโคน-บึงกาฬ และวิ่งรถมาประมาณ 15 กิโลเมตร ก็มาถึงบ้านโนนอุดม หรือหน้าสถานีตำรวจ สภ. ศรีวิขัย อำเภอวานรนิวาส ก็เลี้ยวขวาแยกเข้าถนนหมู่บ้าน ที่เป็นลาดยางและคอนกรีตสลับกัน ราว 5 กิโลเมตร ก็จะเข้าหมู่บ้าน พบป้ายขนาดใหญ่ “สวนเกษตรทอง” พอเลี้ยวเข้าไปได้พบกับพื้นที่กว้างกว่า 300 ไร่ มีทั้งยางพาราและมะนาว ตลอดจน มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ ปลูกเกือบเต็มพื้นที่

เวลาประมาณ 5 โมงเช้าเล็กน้อย ก็พบกับเจ้าของสวนที่มองเห็นครั้งแรกแทบไม่เชื่อว่า จะเป็นผู้รับเหมามาก่อน คุณอานนท์ คูสกุลธรรม หรือ เสี่ยทอง อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 9 ตำบลศรีวิชัย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ออกมาคอยต้อนรับด้วยท่าทีที่ตื่นเต้นเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครมาเยี่ยมชมสวน

คุณอานนท์ เล่าว่า แม่บ้าน คุณศศิธร คูสกุลธรรม ดูแลกิจการอยู่ที่จังหวัดมุกดาหาร มีบุตรสาว 2 คน คือ คุณพรธิดา คูสกุลธรรม อายุ 27 ปี และ คุณอรอุมา คูสกุลธรรม อายุ 25 ปี

เมื่อก่อนทำอาชีพอะไร

ก่อนจะมาทำการเกษตร คุณอานนท์ มีธุรกิจส่วนตัว คือ ร้านสถิตย์ธรรมการไฟฟ้า จังหวัดมุกดาหาร เป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน จำหน่ายปลีก-ส่ง ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2530 ดำเนินการก่อตั้งมาถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 28 ปี บริหารและดูแลกิจการโดย คุณศศิธร (ภรรยา)

นอกจากนี้ ยังมี ห.จ.ก. เอส ที มุกดาหาร จำกัด ดำเนินกิจการนำเข้า-ส่งออก ไม้แปรรูป ไม้ซุง ก่อตั้งขึ้น เมื่อ ปี พ.ศ. 2532 บริหารและดูแลกิจการโดย คุณพรธิดาและคุณอรอุมา (บุตรสาว)

จัดทำบ้าน หมู่บ้านทองสิริ โครงการบ้านจัดสรร ตั้งอยู่ที่ ตำบลนาสีนวล อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร สร้างบ้านเดี่ยวชั้นเดียว และบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขณะนี้อยู่ในการดำเนินงานสร้างบ้านตัวอย่าง บริหารและดูแลโดย คุณอรอุมา

สวนเกษตรทอง ตั้งอยู่ที่ ตำบลศรีวิชัย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ เมื่อ วันที่ 1 ตุลาคม 2557 บนเนื้อที่ 374 ไร่ ปลูกมะละกอ 300 ไร่ หรือประมาณ 60,000-70,000 ต้น ซึ่งตลาดมะละกอฮอลแลนด์ส่วนใหญ่จะจัดส่งให้ บริษัท โกลบอล ออร์แกนิคส์ ดีเวลลอปเปอร์ จำกัด พ่อค้าคนกลางในตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง

ส่วนที่มาของชื่อ สวนมะนาวทอง คือก่อนจะปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ ได้ปลูกมะนาวมาก่อน ซึ่ง คำว่า “ทอง” นั้นคือ ชื่อเล่นของเจ้าของสวน เลยได้ชื่อสวนมะนาวทอง ต่อมามะนาวราคาตก ราคาถูกลง ผลผลิตได้น้อย และใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง เป็นจำนวนมาก ในช่วงนั้นปลูกมะนาวนับร้อยไร่ ปรากฏว่าขายไม่ได้ ต้องขาดทุนยับ

“คิดดูว่า แม่ค้าขายไข่เป็ด ไข่ไก่ ขายไข่ 1 แผง แถมมะนาวให้ 5 ลูก แทบไม่มีราคา ได้ทั้งหมดราว 3 ล้านบาท จึงคิดว่ามะนาวไปไม่ไหวแน่ในช่วงนั้น”

จึงเปลี่ยนมาปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ และได้เปลี่ยนจากชื่อ สวนมะนาวทอง เป็นชื่อ สวนเกษตรทอง ซึ่งมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์มีการใช้สารเคมีน้อย ผลผลิตดี มีการควบคุมสารเคมีอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จึงคิดว่าการปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

แรงจูงใจในการทำเกษตร

เสี่ยทอง บอกว่า ด้วยความที่เป็นคนรักธรรมชาติ รักความสงบ ไม่ชอบความวุ่นวายในตัวเมือง และชอบกิจกรรมการทำเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีเวลาอ่านหนังสือศึกษาหาความรู้ เมื่อมีโอกาสจึงได้หันมาทำการเกษตรและเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว

ที่มาของการปลูก

มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์

เนื่องจากเป็นคนชอบค้นคว้าหาความรู้อยู่ตลอด เมื่อได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเกษตรเล่มหนึ่ง เห็น บริษัท โกลบอล ออร์แกนิคส์ ดีเวลลอปเปอร์ จำกัด รับลูกสวนปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ จึงได้ติดต่อกับ คุณหมี (จากบริษัท) ก่อนที่คุณหมีจะรับให้เป็นลูกสวน คุณหมีต้องการดูพื้นที่ สภาพดิน และแหล่งน้ำ ว่าจะเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ เมื่อคุณหมีได้ลงพื้นที่ ได้มาสำรวจพื้นที่ สภาพดิน และแหล่งน้ำ ทำให้คุณหมีพอใจและรับเป็นลูกสวนทันทีอย่างไม่ลังเล

จากนั้น จึงขอคำแนะนำและสอบถามเกี่ยวกับการปลูกมะละกอ ซึ่งก็ได้คำแนะนำเป็นอย่างดี รวมทั้งจัดหานักวิชาการทางการเกษตรมาคอยแนะนำให้ด้วย

โดยลงครั้งแรกจำนวนกว่า 300 ไร่ เต็มพื้นที่ กว่า 60,000-70,000 ต้น ปัจจุบัน สามารถเก็บขายได้แล้ว เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 4-5 ตัน

การรับซื้อ ลูกค้าเดินทางมารับซื้อถึงสวน ในราคาตันละ 23,000 บาท (สองหมื่นสามพันบาท) หรือกิโลกรัมละ 23 บาท

เสี่ยทอง บอกว่า ครั้งแรกตั้งใจจะให้เป็นสวนยาง เพราะในช่วงนั้นยางมีราคาสูงมาก และในช่วงดังกล่าวจึงได้หันมาปลูกมะละกอฮอลแลนด์แซม โดยการปลูกเป็นไปตามหลักวิชาการที่มีการแนะนำ และความรู้ส่วนหนึ่งมาจากการค้นคว้า อ่านมากๆ แล้วก็ลงมือทำ ขณะนี้ได้ซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นมาอีก และกำลังลงแปลงปลูกมะละกออย่างเดียว เพราะทุกวันนี้ตลาดมะละกอยังกว้างไกล ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดแทบไม่พอขาย ในแต่ละวันจะมีรถวิ่งเข้าออกจำนวนมาก เพราะมารับมะละกอ

นอกจากนี้ พืชอย่างอื่นก็มีการปลูกเช่นกัน กล้วยน้ำว้า รวมทั้งมะม่วงและลำไย

เสี่ยทอง บอกอีกว่า ที่ดินที่ตนมาปลูกเบื้องต้นจากไม่กี่สิบไร่ในช่วงนั้น มีชาวบ้านรายหนึ่ง มีปัญหาเรื่องเงินแล้วนำมาขายให้ และเป็นป่าขาดแหล่งน้ำ จึงได้ขุดอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ ต่อมาเห็นว่า น้ำดี จึงทดลองปลูกพืชอื่นๆ ก่อนที่จะมาเป็นสวนมะละกอทอง

วันนี้ เสี่ยทอง ได้หันมาทำเกษตรอย่างจริงจัง และเต็มตัว ส่วนงานดูแลธุรกิจต่างๆ ให้ภรรยาและลูกๆ ทำ ส่วนตัวเองก็ถือว่ามีความสุขเพียงพอแล้ว

อย่างไรก็ตาม “เสี่ยทอง” บอกว่า สวนมะละกอทอง ที่นี่พร้อมเปิดรับเป็นแหล่งเรียนรู้ ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรที่สนใจ โดยไม่ปิดกั้น ปลูกมะละกออย่างไรให้ได้ผล ใช้ทุนน้อย ที่นี่จะมีทั้งการปลูกด้วยการเพาะกล้า และการปลูกมะละกอจากกิ่งทาบ หากเกษตรกรหรือหน่วยงานใดสนใจอยากศึกษาดูงาน สามารถติดต่อได้ที่ โทร. (098) 660-8464 หรือติดต่อได้ที่บ้านจังหวัดมุกดาหาร เลขที่ 42/5 ถนนพิทักษ์พนมเขต อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร (เสี่ยทอง จะประจำที่สวนเกษตรทอง) ทุกวัน

………………………………….

มะละกอ สร้างเงิน

– พื้นที่ปลูกมะละกอทั้งสิ้น 374 ไร่

– รายได้ ต้นละ 1,000 บาท

– จำหน่าย ตันละ 23,000 บาท หรือ กิโลกรัมละ 23 บาท

– ใช้การปลูกระบบน้ำหยด ทั้งเพาะกล้า-กิ่งทาบ

– ปัจจุบัน ให้ผลผลิตแล้ว กว่า 60,000 ต้น ปีหนึ่งเก็บผลผลิตได้ 3 รอบ มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท (เฉพาะมะละกอ) ตลาดไท สี่มุมเมือง ห้างต่างๆ ในประเทศ…

“ลิ้นจี่ นพ.1” ไม้ผลทำเงิน ของ “ลุงสวัสดิ์ ภาษา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036010559&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนฯ การเกษตร

พิงค์บุ๊ก

“ลิ้นจี่ นพ.1” ไม้ผลทำเงิน ของ “ลุงสวัสดิ์ ภาษา”

“ลิ้นจี่ นพ.1” นับเป็นไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้สะพัดไม่ต่ำกว่าปีละ 30 ล้านบาท ให้แก่ชาวบ้าน 150 ครัวเรือน ที่พักอาศัยอยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำโขง ในเขตพื้นที่บ้านนาโดน หมู่ที่ 4 หมู่ที่ 11 และบ้านขามเฒ่า หมู่ที่ 1 หมู่ที่ 2 ตำบลขามเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 ที่ปลูกในตำบลนี้มีคุณลักษณะเด่นคือ รสชาติอร่อย ผลใหญ่ น้ำไม่เยอะ ไม่ฉ่ำ จึงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเฉพาะจีน ผลผลิตคุณภาพดีเหล่านี้ ตลาดจีนประกาศรับซื้อไม่อั้น

“ลุงสวัสดิ์ ภาษา” นับเป็นผู้บุกเบิกในการนำ ลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 มาปลูกในท้องถิ่นแห่งนี้ ปัจจุบัน ลุงสวัสดิ์ อาศัยอยู่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลขามเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ในอดีตลุงสวัสดิ์มีอาชีพทำนาปลูกข้าว ทำไร่ยาสูบ สลับกับปลูกพืชหมุนเวียนหลายชนิด เช่น ข้าวโพด หอมแดง ฯลฯ บนเนื้อที่ทำกิน 20 ไร่ มาโดยตลอด

ปี 2535 ชีวิตของลุงสวัสดิ์เดินมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อลุงสวัสดิ์ได้เจอ ต้นลิ้นจี่ “นครพนม 1 (นพ.1)” ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม ก็รู้สึกประทับใจกับผลผลิตของลิ้นจี่พันธุ์นี้ ที่มีลักษณะผลใหญ่ สีเด่นสะดุดตา รูปทรงสวยงาม น่ารับประทาน จังหวะนั้น ทางศูนย์ได้เปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้สนใจเข้ามีส่วนร่วมในการทดสอบเทคโนโลยีการผลิต ลิ้นจี่ นพ.1 ลุงสวัสดิ์ จึงติดต่อขอซื้อกิ่งพันธุ์ลิ้นจี่ นพ.1 มาทดลองปลูกที่บ้าน จำวน 50 ต้น

จุดเริ่มต้นของลิ้นจี่พันธุ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เมื่อญาติโยมรายหนึ่งได้นำลิ้นจี่พันธุ์ดีมาถวาย หลวงปู่จันทร์ เขมิโย วัดศรีเทพประดิษฐาราม จังหวัดนครพนม หลวงปู่ได้ฉันลิ้นจี่แล้วก็เกิดความประทับใจรสชาติความอร่อยของลิ้นจี่ จึงมอบเมล็ดพันธุ์ลิ้นจี่ให้ญาติโยมในพื้นที่บ้านนาโดน ตำบลขามเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ได้นำไปปลูก

ต่อมาเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม ไปพบลิ้นจี่พันธุ์ดังกล่าวปลูกในบ้านเรือนเกษตรกร ในพื้นที่บ้านนาโดน พบว่า ลิ้นจี่พันธุ์นี้มีลักษณะพิเศษที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ทั้งด้านคุณภาพและรสชาติ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินพื้นที่ภาคอีสาน จึงนำมาปลูกขยายพันธุ์ และคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม จนกลายเป็น “ลิ้นจี่นครพนม 1 (นพ.1)” จึงประกาศให้ลิ้นจี่ชนิดนี้ เป็นพันธุ์แนะนำสำหรับปลูกในแหล่งจังหวัดแถบริมฝั่งแม่น้ำโขง

ต้นลิ้นจี่ นพ.1 ที่ลุงสวัสดิ์นำมาปลูกล้วนให้ผลผลิตคุณภาพดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วไป ลุงสวัสดิ์จึงตัดสินใจหันมาลงทุนทำสวนลิ้นจี่ นพ.1 อย่างจริงจัง กลายเป็นอาชีพหลักสำหรับเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างมั่นคงในเวลาต่อมา เรียกว่า ลุงสวัสดิ์เลือกอาชีพได้ถูกโฉลก ทำให้เส้นทางชีวิตก้าวสู่ความเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวย และสร้างชื่อเสียงให้สวนลุงสวัสดิ์ตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา ความสำเร็จในเส้นทางอาชีพของลุงสวัสดิ์ สร้างแรงจูงใจให้เพื่อนเกษตรกรในท้องถิ่นหันมาปลูกลิ้นจี่ตามลุงสวัสดิ์กันอย่างกว้างขวาง

การปลูกดูแล

ปัจจุบัน ต้นลิ้นจี่ที่ปลูกในสวนลุงสวัสดิ์มีอายุเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ยังให้ผลผลิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะลุงสวัสดิ์จะทำ “สาวต้นลิ้นจี่” โดยตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มต้นลิ้นจี่ทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยว พร้อมบำรุงอาหารให้ต้นลิ้นจี่เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ทำให้มีผลผลิตคุณภาพดีจำนวนมาก ทุกวันนี้ ลิ้นจี่ นพ.1 เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศตลอดทั้งปี ลุงสวัสดิ์จึงวางแผนปลูกลิ้นจี่ให้ได้ปีละ 3 รุ่น โดยวางแผนให้ผลผลิตรุ่นแรกเข้าสู่ตลาดช่วงปลายเดือนธันวาคม-ต้นเดือนมกราคม รุ่นที่ 2 มีผลผลิตเข้าตลาดช่วงกลางเดือนมกราคม-ต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยทั่วไป ต้นลิ้นจี่ นพ.1 มักมีผลผลิตจำนวนมาก ในรุ่นที่ 3 ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม ของทุกปี

ลุงสวัสดิ์ บอกว่า ต้นลิ้นจี่ นพ.1 ปลูกดูแลง่าย ควรปลูกในระยะห่าง 8×8 เมตร ดูแลให้น้ำทุกๆ 7 วัน เมื่อต้นลิ้นจี่ติดดอกได้ 40-50 เปอร์เซ็นต์ จึงค่อยเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้น หลังให้น้ำครั้งแรก ควรพักการให้น้ำระยะหนึ่งก่อน รอจนกิ่งที่ติดผลคล้อยลงต่ำ จึงเริ่มให้น้ำอีกครั้ง พร้อมให้ปุ๋ย สูตร 8-24-24 หรือ ปุ๋ยสูตร 13-21-21 สำหรับบำรุงต้น ครั้งละ 1 กำมือ หว่านรอบต้นลิ้นจี่ ในรัศมี 1 เมตร

ลิ้นจี่ นพ.1 เป็นที่ต้องการของ

ตลาดในประเทศ-ส่งออก

ทุกวันนี้ ลุงสวัสดิ์ มีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 มากถึง 100 ไร่ เก็บผลผลิตออกขายได้ประมาณปีละ 200 ตัน ผลผลิตส่วนใหญ่จะวางขายในห้างสรรพสินค้าท็อปส์ แม็คโคร ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท และส่งขายตลาดจีน ส่วนสินค้าตกเกรด จำหน่ายในตลาดท้องถิ่น

“ลิ้นจี่ พันธุ์ นพ.1 เป็นลิ้นจี่สายพันธุ์เบา เก็บผลผลิตออกขายได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเมษายน ทำให้ผลผลิตไม่ชนกับลิ้นจี่ภาคเหนือ ที่สำคัญลิ้นจี่พันธุ์นี้ติดผลง่าย ไม่ต้องรอให้มีอากาศหนาว ลิ้นจี่พันธุ์นี้มีผลผลิตเข้าตลาดเร็วกว่าพันธุ์ฮงฮวยและพันธุ์จักรพรรดิ แถมมีจุดเด่นสำคัญในเรื่องรสชาติหวานอร่อย เนื้อแห้ง ผลใหญ่ ประมาณ 22-26 ผล ต่อกิโลกรัม มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวนิดๆ ทำให้ ลิ้นจี่ นพ.1 ขายดีมาก ผลผลิตมีมากเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย” ลุงสวัสดิ์ กล่าว

แห่ปลูก “ลิ้นจี่ นพ.1” ทดแทน

สวนยาง ในภาคเหนือ-อีสาน

ครอบครัวลุงสวัสดิ์นอกจากจำหน่ายผลลิ้นจี่ให้แก่ผู้สนใจแล้ว ยังมีรายได้เสริมจากการจำหน่ายกิ่งตอนคุณภาพดี ในราคา ต้นละ 100-200 บาท ลุงสวัสดิ์ตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง 1-2 ปีนี้ เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานแห่มาสนใจปลูก ลิ้นจี่ นพ.1 กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ส่วนใหญ่ต้องการซื้อกิ่งพันธุ์ ลิ้นจี่ นพ.1 ไปปลูกทดแทนสวนยางพาราที่ถูกโค่นทิ้งในช่วงที่ภาวะราคายางตกต่ำ

กิ่งพันธุ์ต้นลิ้นจี่ที่ซื้อขายในท้องตลาดทั่วไป มักเป็นกิ่งตอนขนาดเล็ก หากเกษตรกรซื้อไปปลูก ต้นลิ้นจี่จะให้ผลผลิตค่อนข้างช้า ต้องรอถึงปีที่ 4 จึงจะเก็บผลผลิตออกขายได้ แต่ลุงสวัสดิ์ได้นำเทคนิคใหม่มาใช้ในการขยายกิ่งพันธุ์ เพื่อให้ได้กิ่งตอนขนาดใหญ่ เมื่อนำไปปลูก ต้นลิ้นจี่จะติดผลได้เร็วขึ้น สามารถเก็บผลลิ้นจี่ไปขายได้ หลังจากลงปลูกเพียง 2 ปีเท่านั้น

เคล็ดลับการตอนกิ่งของลุงสวัสดิ์ อยู่ที่การเลือกกิ่งที่มีขนาดใหญ่เท่าลำแขน หรือเป็นกิ่งกระโดง ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้วครึ่ง ควั่นกิ่งโดยรอบให้แผลด้านบนและด้านล่างห่างกัน เท่ากับเส้นรอบวงของกิ่ง ใช้มีดถากเปลือกออก หลังจากนั้น ต้องขูดเยื่อเจริญออกให้หมด ระวังไม่ให้แผลช้ำแล้วหุ้มด้วยถุงพลาสติกที่บรรจุขุ่ยมะพร้าว ที่แช่น้ำจนชุ่ม มัดให้แน่น หากขุยมะพร้าวในถุงแห้งก็ให้รดน้ำบ้าง

หลังจากตอนกิ่งไปได้ประมาณ 45 วัน กิ่งที่ตอนจะออกรากและสมบูรณ์พอที่จะตัดไปชำลงถุง การตอนอย่างถูกวิธี ช่วยให้ได้ผลเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นเลี้ยงไว้อีก 1 เดือน นำไปลงปลูกในแปลงได้ ในระยะแรก ควรใช้ไม้ค้ำเป็นแนวทแยงเพื่อป้องกันต้นล้ม เมื่อต้นลิ้นจี่อายุ 2 ปี ก็จะเริ่มให้ผล ครั้งแรกเฉลี่ย ต้นละ 5 กิโลกรัม และเพิ่มเป็น 20 กิโลกรัม เมื่อต้นลิ้นจี่มีอายุมากขึ้น ผลผลิตก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

หากใครสนใจอยากได้กิ่งพันธุ์ลิ้นจี่ นพ. 1 ไปทดลองปลูก สามารถติดต่อสั่งซื้อกับ ลุงสวัสดิ์ ภาษา ได้ที่เบอร์โทร. (081) 320-6447 หรือติดต่อกับลูกสาวลุงสวัสดิ์ ชื่อ คุณต่าย ได้ที่เบอร์โทร. (081) 058-9664 หรือติดต่อทางเฟซบุ๊ก “ต่ายลิ้นจี่นครพนม” ได้ทุกวัน รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน