กฎหมายว่าด้วยการขอทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา VIROJCH@Yahoo.com

กฎหมายว่าด้วยการขอทาน

มีร่างกฎหมายที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและนำเข้าพิจารณาในสภา เรียกว่า “ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน” เพื่อใช้ทดแทนกฎหมายฉบับเดิมที่ใช้กันมา 74 ปี ซึ่งมีชื่อกฎหมายเหมือนกัน และใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม

สาระสำคัญในกฎหมายฉบับนี้ ออกมาเพื่อจัดระเบียบเกี่ยวกับการสงเคราะห์และควบคุมขอทานให้ชัดเจน และเหมาะสมยิ่งขึ้น กฎหมายฉบับใหม่จะมีส่วนที่เพิ่มเติมจากเดิมที่สำคัญ คือ กำหนดโทษอาญาสำหรับผู้ที่กระทำการให้ผู้อื่นขอทานตามสถานที่ต่างๆ กฎหมายใช้คำว่า “ผู้ใดใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริม หรือกระทำการด้วยวิธีการอื่นใดให้ผู้อื่นขอทาน หรือนำบุคคลอื่นมาเป็นประโยชน์ในการขอทาน มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 30,000 บาท”

และสำหรับผู้ที่กระทำการต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ผู้สูงอายุ ผู้เจ็บป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ หญิงมีครรภ์ บุคคลที่มาจากภายนอกราชอาณาจักร และที่สำคัญคือ กระทำโดยผู้ปกครองดูแลของผู้ซึ่งขอทาน (เข้าใจว่าหมายถึง พ่อ แม่ ผู้ปกครองของเด็ก) กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำต่อบุคคลในครอบครัว มีโทษจำคุก ไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ส่วนที่เพิ่มเติมที่สำคัญในร่างกฎหมายนี้ระบุว่า กรณีทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เพื่อนำผู้อื่นนั้นไปใช้ประโยชน์ในการขอทาน มีระวางโทษประหารชีวิต

เนื้อหาสาระส่วนของบทลงโทษทางอาญานี้ เดิมทีไม่มีกำหนดไว้ กฎหมายเพิ่มส่วนนี้เพื่อแก้ปัญหา “การค้ามนุษย์” ที่ส่งผลให้เกิดการลักลอบขโมยเด็ก หรือนำคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา โดยทำให้บุคคลเหล่านั้นพิการ ทุพพลภาพ เพื่อนำมาขอทาน การกระทำของคนเหล่านี้ทำให้เราได้ยินข่าวเด็กสูญหาย คนหายสาบสูญกันเป็นประจำ

ส่วนที่แตกต่างไปจากกฎหมายเดิมอีกส่วนหนึ่ง คือ การกำหนดว่า “วณิพก” ไม่ถือเป็นการขอทาน แต่ถือเป็นวณิพก หรือนักแสดงสาธารณะ โดยหากวณิพกจะเล่นหรือแสดงจะต้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน (กฎหมายเดิมกำหนดว่า วณิพก เป็นการขอทาน) ไม่เช่นนั้นจะมีโทษปรับ

การแก้ปัญหา “ขอทาน” นั้น ในกฎหมายระบุว่า “ห้ามมิให้บุคคลทำการขอทาน โดยถ้าผู้ใดขอทานและเป็นคนชรา คนวิกลจริต พิการ หรือเป็นคนมีโรคที่ไม่สามารถประกอบอาชีพใด และไม่มีทางเลี้ยงชีพ ไม่มีญาติมิตรอุปการะเลี้ยงดู ให้เจ้าพนักงานส่งตัวไปสถานสงเคราะห์ เพื่อให้ความช่วยเหลือ”

ประเด็นชวนคิดจากร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ การกำหนดโทษไว้ชัดเจนนั้น เป็นสิ่งที่ดี และเปิดช่องให้สามารถเอาผิดกับผู้กระทำความผิดได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายที่รวดเร็ว ทันเวลา จะเป็นจุดสำคัญที่สุด เช่น หากมีการกระทำความผิดแล้ว มีเจ้าหน้าที่ของรัฐจับกุมและนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ในเวลาอันรวดเร็ว จะช่วยป้องปรามผู้ที่คิดจะกระทำการในอนาคต ให้ได้ผลยิ่งขึ้น

มีผลการสำรวจวิจัยในต่างประเทศระบุว่า หากเกิดอาชญากรรมขึ้น และเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถติดตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีได้รวดเร็ว จะส่งผลให้อัตราการเกิดอาชญากรรมลดลง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ความรวดเร็วในการจับกุม เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อัตราการเกิดอาชญากรรมลดลงมากกว่าปัจจัยอื่นๆ ยกตัวอย่าง เช่น หากกฎหมายกำหนดโทษไว้หนักจริง แต่กระบวนการจับกุมล่าช้า อัตราการลดลงของอาชญากรรมจะไม่ลดลง หรือลดลงในอัตราที่น้อย

กลไกที่เราจะเตรียมไว้บังคับใช้กฎหมายข้อนี้ จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานไหน จะทำงานตอบสนองการติดตามจับกุมได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพหรือไม่ เจ้าหน้าที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้หรือเปล่า

ประเด็นชวนคิดอีกข้อหนึ่งคือ ระบบสวัสดิการ และการสงเคราะห์ที่จะมีขึ้นเพื่อรองรับ การนำตัวขอทานที่เจ้าหน้าที่พบเห็นมารับการสงเคราะห์นั้น เรามีแผนรองรับอย่างไร และเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของผู้เข้ารับการสงเคราะห์ในลักษณะที่จะไม่ทำให้บุคคลนั้นกลับไปขอทานอย่างเดิมอีก รวมทั้งจูงใจให้ผู้อื่นที่คิดจะใช้วิธีการขอทานเป็นทางออก หรือที่เพิ่งเข้ามาสู่กระบวนการรับการสงเคราะห์จากรัฐแทน

คุณภาพของการสงเคราะห์จะต้องดีพอที่คนทั่วไปพึงหวังจะพึ่งพิงได้ ไม่อยากให้ออกมาในลักษณะที่มีคนพูดว่า สถานสงเคราะห์มีสภาพไม่ต่างจากคุก

ในส่วนของ “วณิพก” นั้น ผมเข้าใจว่าจะมีปะปนกันอยู่ 2 กลุ่ม คือ คนที่ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการขอทาน โดยคิดว่า ดีกว่าการขอเปล่าๆ และอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ผู้ที่มีความต้องการแสดงออกทางดนตรีและแสวงหาความหมายในชีวิต โดยการเป็น “วณิพก” ซึ่งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของวณิพกกลุ่มที่ 2 นี้ อาจจะแตกต่างจากกลุ่มแรกโดยสิ้นเชิง กฎหมายฉบับนี้พยายามแยก “วณิพก” ออกจากขอทาน โดยให้ผู้ที่ต้องการเล่นดนตรีในที่สาธารณะต้องไปขออนุญาตก่อน ซึ่งก็คงต้องทดลองดูว่าจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่

ในประเทศเรา ดูเหมือนจะมีคำที่ใช้หลักๆ คือคำว่า “ขอทาน” ในขณะที่ในต่างประเทศมักจะเป็น “คนไร้บ้าน” (Homeless) อยากชวนให้คิดต่อว่า “ขอทาน” ในบ้านเรา มีบ้านอยู่อาศัยหรือไม่ ปัญหาของคนเหล่านี้ครอบคลุมถึงการขาด “ปัจจัย 4” ซึ่งรวมถึง “บ้าน” สำหรับอยู่อาศัยอย่างเหมาะสมด้วยหรือไม่ การสงเคราะห์ของรัฐนั้น คิดครอบคลุมการแก้ปัญหาในลักษณะใดบ้าง

ยังมีประเด็นเรื่องขอทานในอีกมิติหนึ่ง คือ ที่ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ คนในตำบลนี้มีคนมาขอทานเป็นจำนวนมาก และเป็นค่านิยมของคนในชุมชนว่าเป็นสิ่งที่ไม่ผิด และมีรายได้มาก หากเราดูร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว ดูเหมือนจะยังไม่สามารถตอบสนองหรือแก้ไขปัญหานี้ได้ รัฐอาจจะต้องหาข้อมูลหรือศึกษาประเด็นเหล่านี้ เพื่อหาทางแก้ไขที่ครอบคลุมสภาพปัญหามากยิ่งขึ้น

เรามีการประชาพิจารณ์เรื่องต่างๆ มากมาย จะเป็นอย่างไร หากเรามีพื้นที่ให้คนยากไร้เหล่านี้มาบอกเล่าความรู้สึกนึกคิดของเขาให้เรารู้บ้าง

นานๆ จะได้เห็นกฎหมายสำหรับคนเล็กๆ ที่ไม่มีที่ยืนที่เหยียบในสังคมเป็นข่าวสักครั้ง อยากถือโอกาสนี้ชวนกันคิดต่อ และส่งเสียงออกไปให้รัฐได้ยิน ผมเชื่อว่า หากคนส่งเสียงเป็นเราๆ ท่านๆ ในสังคม บางทีรัฐอาจจะได้ยินเสียงเหล่านี้บ้าง เพราะคงเป็นเรื่องยากที่จะให้คนที่ยากไร้เป็นคนส่งเสียงความต้องการของตัวเองออกไปให้ใครได้ยินด้วยตัวเขาเอง

รักสุขภาพ ต้องอ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05125151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

วิถีชาวบ้าน

อาจินต์ ศิริวรรณ

รักสุขภาพ ต้องอ่าน

ปรกติไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้สูงวัยเลยสักนิด ด้วยอายุอานามกำลังอยู่ในช่วงวัยทำงาน แต่จากการสังเกตสภาพของร่างกาย ถึงแม้จะออกกำลังกายบ้างด้วยการวิ่งเหยาะๆ หรือทำกายบริหารท่าต่างๆ ตามที่จะทำได้ แต่ก็รู้สึกว่าหลายสิ่งหลายอย่างในร่างกายมันเปลี่ยนไป…

เปลี่ยนไปตามวันและเวลา

หนังสือเกี่ยวกับสุขภาพจึงไม่เคยหยิบมาอ่าน

แต่พอได้เห็นหนังสือ “พรุ่งนี้ก็ 60 แล้ว” มีหน้าปกเป็นรูปการ์ตูนป้าแก่ๆ น่ารักๆ กำลังออกกำลังกาย จึงหยิบมาดู

ทั้งๆ ที่ยังอีกมีเวลาอีกตั้งเกือบ 10 ปี ถึงจะครบ 60

แต่พอเปิดเข้าไปข้างในเล่ม อ้ะ! นี่มันหนังสือ เพื่อสุขภาพที่ให้ความรู้ในเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายนี่…ไม่จำเป็นต้องอายุ 60 หรือเกือบๆ 60 ก็อ่านได้

เพราะเพื่อรักตัวเอง จึงอ่าน “พรุ่งนี้ก็ 60 แล้ว” จนจบ

หนังสือเล่มนี้ แม้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนที่มีอายุหลัก 5 ปลายๆ ไปจนถึง 60 หรือมากกว่านั้น

แต่ขอบอกตรงๆ ว่า คนวัยไหนก็อ่านหนังสือเล่มนี้ได้

อ่านสนุก ได้ทั้งสุขภาพและความรู้ หากนำไปปฏิบัติ

พรุ่งนี้ก็ 60 แล้ว โดย ฐนิต วินิจจะกูล และ รุ่งฉัตร อำนวย เป็นผู้เขียน สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์เสนอ ในราคา 195 บาท

ไม่แพงเลย เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

เป็นคนรักสุขภาพ ต้องซื้อ “พรุ่งนี้ก็ 60 แล้ว” มาอ่าน จะรู้ถึงวิธีการกินอย่างไร ออกกำลังกายอย่างไร ถึงจะดีต่อสุขภาพจริงๆ

ขอนำเสนออีกสักเล่ม “รู้งี้ผอมไปนานแล้ว!” โดย สาธิก ธนะทักษ์ (โค้ชเป้ง)

บอกลาความอ้วนด้วยการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี

รู้งี้ผอมไปนานแล้ว! อธิบายถึงการกิน การออกกำลังกายอย่างไร ถึงจะเหมาะสม เช่น การออกกำลังกายแล้วนั่ง จะทำให้ก้นใหญ่จริงหรือ? กินแต่ผลไม้ ลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

อยากผอมหาซื้อมาอ่านกัน ในราคา 200 บาท

หนังสือทั้ง 2 เล่ม จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ โทรศัพท์ (02) 580-0021 ต่อ 1232, 1242, 1246

จัดจำหน่ายโดย บริษัท งานดี จำกัด โทร. (02) 589-0020 ต่อ 3350-3360

ส่งท้ายด้วย ทางอีศาน ฉบับเดือนธันวาคม ที่เนื้อหายังคงแน่นไปด้วยกรุ่นไออีสาน เล่มนี้ วัฒนธรรมข้าว : ประเพณีสิบสองเดือน หนังขายยา เรื่องเล่าในวัยเยาว์

เข้าไปดูเพิ่มเติมที่ http://e-shann.com/

เรื่อง – นกชีวิต

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – ปณิธาน นวการพาณิชย์

เปิดประตูความรู้สึก…

ให้หัวใจผนึกความเข้มแข็ง

เพื่อความรักปรับเปลี่ยนเป็นเรี่ยวแรง

และใจเราได้แสดงแล้วร่วมกัน

หลับอยู่ในทิพย์วิมาน

ทิพย์แห่งอนันตกาล ผ่านผัน

ตื่นทักทายวิญญาณแห่งคืนวัน

นอกหน้าต่างสีสันของดวงตา

ครื้นเครงบทเพลงของใบไม้

อวลแดดไล้เย้าหยอกยิ้มดอกหญ้า

เห่ผสมลมพัดทัศนา

นาฬิกาลมหายใจ ยังไหววับ

ต่อบางคราวสาธกถึงนกชีวิต

เนรมิตนาฏการณ์ให้ขานขับ

ราวเส้นทางคุ้นเคยเอื้อนเอ่ยรับ

ระยิบระยับแสงแห่งหวังทุกครั้งไป

ความรู้สึกเปิดประตู

นกชีวิตยังอยู่ไม่ไปไหน?

ร่ายทำนองของตัวเองบทเพลงไพร

พร้อมจะไกวปีกสู่ ประตูชีวิต!

กำเนิด “ประเทศไทย” ภายใต้เผด็จการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

กำเนิด “ประเทศไทย” ภายใต้เผด็จการ

แล้ว ปารีส ก็เกิดโศกนาฏกรรมจากกลุ่มคนที่มีความผิดสุดโต่ง

ความเชื่อที่ขาดสติกำกับและปัญญาไตร่ตรอง เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อตัวเอง และต่อผู้อื่น

มนุษย์ เมื่อเกิดมานั้น การรับรู้สิ่งต่างต่างจะได้จากครอบครัว และคนรอบข้าง

พอคิดได้ก็ใฝ่หาสิ่งที่ชื่นชอบ และเชื่อว่ามีอยู่จริง ทั้งที่สิ่งนั้นเป็นมายา

คุณหมอท่านหนึ่ง ท่านมองว่า ผู้ที่มีความคิดสุดโต่งคือผู้ที่เป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง

คือมองผู้ที่คิดและเชื่อไม่เหมือนตน จะเป็นภัยต่อตัวเอง หรือจะเรียกว่าโรคหวาดระแวง

คุณหมอยังบอกอีกว่า โรคนี้ เป็นแล้วโอกาสจะหายนั้นยาก

ได้ฟังคุณหมอพูดแล้ว ก็คิดถึงเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งเป็นโรคนี้ และเคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

ทุกวันนี้ก็ยังไม่หาย

เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บนั้น คุณหมอยังย้ำอีกว่า โรคบางอย่างดูจากภายนอกเหมือนคนปกติ แต่ภายในกลับมีสิ่งผิดปกติ

มาคลายความเครียดด้วยการหาความรู้จากหนังสือเสริมสร้างความจำให้สมอง เหมือนกินยารักษาอาการไม่สบาย

ความรู้เรื่องนี้คือ กำเนิด “ประเทศไทย” ภายใต้เผด็จการ ค้นคว้าหามาให้รู้ โดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

และก็อย่างที่ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ได้เขียนคำนำเสนอ ที่ว่า

“…หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่แค่หนังสือประวัติศาสตร์ ที่จะทำให้คนอ่านรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในอดีตเท่านั้น

“หากแต่เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงข้อมูลปลีกๆ ที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความหมายใหม่ขึ้นมา จนสร้างความเข้าใจอย่างชัดเจนต่อการเกิดขึ้นของ “พื้นที่ประเทศไทยในยุคพัฒนา…”

ประเทศไทย ช่วง “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก” กับนัยยะ “ซ่อนเร้น” ในยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

การเรียนรู้ประวัติศาสตร์นั้นดีต่อปัจจุบัน และสำคัญต่ออนาคต

ขอเพียงเข้าใจว่า เมื่อวานคือประวัติศาสตร์ วันนี้คือปัจจุบัน พรุ่งนี้คืออนาคต

สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์ในรูปเล่ม ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ จำหน่ายในราคา 220 บาท

ใกล้ปีใหม่แล้ว จะซื้อของขวัญ ของฝาก ก็อยากให้เป็นความรู้ เพื่อจะได้ใช้ทำมาหาเลี้ยงชีพได้

ส่วนจะเลี้ยงฉลองกัน ก็ขอให้พอประมาณ เอาแต่พอหอมปากหอมคอ

ที่สำคัญ กินเหล้าแล้วอย่าได้ขับรถโดยเด็ดขาด เพราะสติ สมาธิที่จะควบคุมรถนั้นจะไม่เต็มที่

แต่ถ้าอยากกลับบ้านเก่าก่อนกำหนด ก็ตามใจ

เรื่อง – ส.ค.ส. เศรษฐีรับปีลิง

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – เพียงใจ ชื่นเงิน

ปฏิทินปีเก่าโยนเผาทิ้ง ไม่เหลือสิ่งประทับใจในใบเก่า

สิบสองเดือนไม่พอหน้างอเง้า ต้องรุกเข้าปีลิงหวังชิงชัย

เปิดดูเงินในบัญชีไม่มีเก็บ มันยิ่งเจ็บซาบซึ้งจนถึงไส้

ไม่พอกินไม่เหลือเก็บยิ่งเจ็บใจ ไม่ว่าใครเพ้อบ่นหลงกลปี

ปฏิทินปีใหม่ที่ใหญ่กว่า แขวนรอท่าให้เห็นรูปเด่นสี

เปิดปีลิงจริงจังหวังจะดี เออีซี หลายประเทศสังเกตการ

ชนพม่าพูดฝรั่งแปลอังกฤษ คนไทยติดพูดไทยเพี้ยนไม่ผ่าน

แอบหนักใจในคนด้อยผลงาน ห่วงบุตรหลานของเราไม่เอาจริง

สิบสองเดือนขอจงดีเถิดปีใหม่ ฝันเอาไว้ถ้าเกิดประเสริฐยิ่ง

เปิดตลาดการค้าดีรับปีลิง อีกหลายสิ่งเคลื่อนขับขยับตาม

ส.ค.ส. ปีใหม่เลือกใบสวย ขอโชคช่วยค้าขายคล่องเงินทองหาม

ผลผลิตมากมายขยายความ เงินงอกงามมั่งคั่งสุขยั่งยืน

ใจร้อนโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

ใจร้อนโลกร้อน

ขณะที่นักอนุรักษ์ธรรมชาติน้อยใหญ่กำลังให้ความสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนและรณรงค์กันอย่างต่อเนื่อง ภาวะใจร้อนที่จะทำให้โลกใบนี้ร้อนรุ่มกำลังกระจายไปทุกหัวระแหง มีผลกระทบอย่างแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์เหลือคณานับ

ขณะที่ชาติมหาอำนาจกำลังบุกกวาดล้างทำลายกลุ่มไอซิสที่ก่อการร้ายอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อเย็น วันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ตามเวลาท้องถิ่นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

มีข่าวร้อนเขย่าโลกออกมาทางสื่อทุกสื่อในเวลาไล่เลี่ยกันว่า ได้มีการจับตัวประกันและจู่โจมผู้ก่อการร้ายในฝรั่งเศสกลางกรุงปารีสหลายจุด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตตามรายงานล่าสุดขณะเขียนบทความนี้ถึง 150 กว่าคนแล้ว ส่วนผู้ก่อการร้ายเองที่นำระเบิดมาผูกรอบๆ ตัวเอง และถูกทางการฝรั่งเศสจู่โจมสังหารไปแล้ว 8 คน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยังเหลือผู้ก่อการร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่ในที่ต่างๆ อีกเท่าไร

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่นั่งดูฟุตบอลนัดกระชับมิตร ระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศสทราบเหตุก่อการร้ายก็รีบเดินทางไปที่กระทรวงมหาดไทย แล้วประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นการด่วน สั่งการให้ตำรวจตรวจตราอย่างละเอียดทุกจุด ปิดด่านคนเข้าเมืองชายแดนทุกด่าน เพื่อสกัดผู้ก่อการร้ายที่จะหลบหนี

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เขย่าโลกสะเทือนขวัญ ไม่แพ้เหตุการณ์เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิล์ดเทรดและแพนตากอนในสหรัฐอเมริกา เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว

ผู้นำเยอรมนี อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา กล่าวประณามการก่อการร้ายครั้งนี้ และยืนยันที่จะร่วมมือกับฝรั่งเศสต่อต้านการก่อการร้ายที่คุกคามมนุษยชาติอย่างเต็มที่ เพราะการก่อการร้ายครั้งนี้มิใช่เป็นเพียงการฆ่าคนฝรั่งเศสเท่านั้น แต่หมายถึงการคุกคามคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์และความสงบของมนุษย์ เป็นปัญหาสากลที่ต้องช่วยกันสกัดกั้นแก้ไขอย่างถึงที่สุด

สาเหตุของปัญหาในครั้งนี้คือ ความใจร้อน พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ และไฟคือโมหะไหม้มนุษย์มากมายกว้างขวางยาวนานกว่าไฟธรรมดาจะพึงไหม้

ไฟที่ไหม้ในฝรั่งเศสครั้งนี้เป็นไฟโทสะ ที่ผู้ก่อการร้ายคงสะสมความแค้นมาเป็นเวลานาน แค้นทุกวันเวลาจนหาทางแก้แค้น สาเหตุสำคัญที่เห็นง่ายๆ คือ เวลาประเทศมหาอำนาจประกาศร่วมมือกันกวาดล้างผู้ก่อการร้าย ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกๆๆ ที่เข้าร่วมทันทีระดับแนวหน้า

เมื่อพูดถึงผู้ก่อการร้าย เครือข่ายกว้างขวางทั่วโลก เมื่อผู้ก่อการร้ายหมายตาประเทศใดไว้ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ล้วนตกอยู่ในห้วงอันตราย เพราะประเทศนั้นๆ จะกลายเป็นเป้านิ่งที่ผู้ก่อการร้ายพยายามหาช่องดำเนินการ เมื่อสบช่องจะไม่รอช้าลงมือปฏิบัติการทันที

การทำลายล้างแบบนี้ เมื่อเริ่มแล้วก็ทำร้ายกันไปทำร้ายกันมา ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นการจองเวร พระพุทธเจ้าตรัสว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร กล่าวคือ ฝ่ายที่ถูกทำร้ายต้องกล้าที่จะหยุดโต้ตอบ แต่สถานการณ์โลกที่เป็นมาเมื่อเกิดเหตุก่อการร้าย ประเทศมหาอำนาจจะไม่ยอมลดราวาศอก มีแต่จะเดินหน้าทำลายล้างสร้างเวรต่อเนื่อง เมื่อเป็นอย่างนี้สถานการณ์จะเร่าร้อนมากขึ้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร

หากดูตามสถานการณ์โลกขณะนี้ โลกร้อนด้วยสงครามทุกหย่อมหญ้าทุกหัวระแหง เพราะแรงแห่งความโกรธแค้น

เมื่อมองสถานการณ์โลกแล้วกลับมามองบ้านเรา ก็เห็นการรบราฆ่าฟันอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่นักวิชาการทั้งหลายบอกว่าที่ฆ่ากันไม่เว้นแต่ละวันมาจากหลายสาเหตุ ทั้งค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติด และความโกรธแค้นชิงชังที่สะสมสืบต่อกันมาจนกลายเป็นการจองเวรที่ยากแก่การระงับเช่นกัน

นอกจากจะมีการทำลายล้างชีวิตอย่างเหี้ยมโหดแล้ว การปะทะกันทางความคิดระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม และชาวพุทธกับชาวพุทธเองในประเทศไทยกำลังดำเนินไปด้วยความดุเดือดไม่น้อย ท่านผู้รู้ทั้งหลายพยายามระงับศึกวิวาทะด้วยวาทะที่แสนจะสุนทรีย์และถูกต้องว่า ศาสนาทุกศาสนาดีเหมือนกัน แต่คนของศาสนานี่ซิ มีดีบ้างไม่ดีบ้าง ไม่ควรจะเหมารวมกันว่าศาสนาใดเป็นอย่างไรไปทางเดียว ดีชั่วอยู่ที่ตัวคนว่าจะนำเอาศาสนธรรมมาปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน

หากตระหนักและแยกแยะกันอย่างนี้ได้จริง แยกศาสนิกชั่วออกจากศาสนิกดีได้เด็ดขาดจริงๆ ก็จะถึงบทสรุปร่วมกันที่ว่า แต่ละศาสนาล้วนมีทั้งคนดีและคนชั่ว

ทำอย่างไร ให้คนดีรวมตัวกัน ช่วยกันลดจำนวนคนชั่วที่เบียดเบียนตนและผู้อื่นให้น้อยลง และศาสนาทุกศาสนาจะต้องบรรลุข้อตกลงความดีสากลร่วมกันสักข้อหนึ่งเป็นอย่างน้อยว่า ความดี คือ การทำ การพูด และการคิด ที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น หน้าที่ของศาสนิกทุกศาสนาต้องร่วมกันแสวงหาสันติภาพภายในผ่านการปฏิบัติธรรม กิจกรรมและพิธีกรรมทางศาสนาของตนๆ

หากทุกศาสนามีหลักจริยธรรมร่วมเช่นนี้ เชื่อมั่นว่าศาสนธรรมและกิจกรรมของทุกศาสนาจะช่วยลดภาวะใจร้อน อันเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อนลงได้ จนบรรลุถึงสภาวะโลกสงบเย็นเป็นสันติสุขได้ในอนาคตที่ไม่ไกลเกินฝัน

ดันแผนพัฒนาสหกรณ์ระยะเร่งด่วน กู้วิกฤติสหกรณ์ไทย ภายใน 2 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ดันแผนพัฒนาสหกรณ์ระยะเร่งด่วน กู้วิกฤติสหกรณ์ไทย ภายใน 2 ปี

จากนโยบายนายกรัฐมนตรีที่ต้องการพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในบทบาทหน้าที่ ในการช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการหนึ่งที่จะช่วยให้สหกรณ์ในทุกประเภทสหกรณ์มีการพัฒนาตัวเองไปสู่ระดับมาตรฐานคือ การเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา วิเคราะห์ กำหนดเกณฑ์การจัดระดับสหกรณ์และประเมินสถานภาพสหกรณ์ เพื่อจัดทำแผนพัฒนาสหกรณ์ตามสถานภาพ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ ระหว่างปี 2559-2560 ขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนขบวนการสหกรณ์ไทยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นรองรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือการผลักดันให้กลไกของสหกรณ์เป็นที่พึ่งของสมาชิกอย่างแท้จริง

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า แผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ ได้จัดทำขึ้นประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก คือ

1. การสร้างความเข้มแข็งของสมาชิกให้เป็นฐานรากที่มั่นคงของสหกรณ์

2. เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจแบบสหกรณ์

3. พัฒนาการบริหารจัดการและเสริมสร้างธรรมาภิบาล

4. มาตรการในการกำกับ และตรวจสอบ

5. มาตรการสนับสนุน เช่น การพัฒนาบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูล เป็นต้น

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนสหกรณ์ทุกประเภทสหกรณ์ให้รุกพัฒนาตัวเองให้เข้มแข็งและไปสู่ระดับมาตรฐานได้นั้น จำเป็นจะต้องกำหนดเกณฑ์การจัดระดับความเข้มแข็งขึ้นมา ซึ่งในแผนได้วางไว้ 4 ข้อ ด้วยกัน ได้แก่

1. ความสามารถในการให้บริการสมาชิก เนื่องจากหลักการตั้งสหกรณ์ขึ้นมาเพื่อให้บริการสมาชิกเป็นหลัก เช่น การรับฝากเงิน ให้เงินกู้ จัดหาสินค้ามาจำหน่าย การแปรรูปผลผลิต การรวบรวมผลผลิต สหกรณ์ต้องให้ความสำคัญดูแลสมาชิกในฐานะที่เขามีความเป็นเจ้าของสหกรณ์คนหนึ่ง ต้องให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมกับสหกรณ์มากขึ้น ไม่ใช่เป็นแค่ลูกหนี้มากู้เงินหรือมาซื้อขายสินค้าเท่านั้น

2. ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ดูจากสัดส่วนการเงินของสหกรณ์มีการพึ่งพาตนเอง มีความมั่นคงทางการเงินมากน้อยแค่ไหน ตัวบ่งชี้อย่างแรกคือ อัตราหนี้สินต่อทุน ถ้าสหกรณ์มีทุนมากกว่าหนี้สินก็คือพึ่งพาตนเองได้มาก มีกำไรก็เท่ากับมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

3. ประสิทธิภาพในการจัดการองค์กร ระบบควบคุมภายในของสหกรณ์ เนื่องจากปัญหาการทุจริตหรือการละเมิดกติกาหรือดำเนินการออกนอกกรอบวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ส่วนใหญ่เกิดจากระบบควบคุมภายในสหกรณ์ไม่ดีพอ หรือบางแห่งมีระบบควบคุม แต่ก็ไม่ถูกนำไปปฏิบัติ และ

4. ประสิทธิภาพของการบริหารงาน จะประเมินจากข้อบกพร่องในการบริหารงานของคณะกรรมการสหกรณ์

จากนั้นนำเกณฑ์มาจัดระดับชั้นของสหกรณ์แต่ละประเภท แบ่งออกเป็น ชั้น (Class) 1 เป็นสหกรณ์ที่มีความสามารถในการบริการสมาชิกได้มากกว่าร้อยละ 70 และมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับมาตรฐานขึ้นไป มีชั้นคุณภาพการควบคุมภายในดีถึงดีมาก และไม่มีข้อบกพร่องในการบริหารงาน ชั้น 2 เป็นสหกรณ์ที่มีความสามารถในการบริการสมาชิกได้ ระหว่างร้อยละ 60-70 มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและการควบคุมภายในอยู่ในระดับพอใช้ หรือสหกรณ์ที่เคยเกิดข้อบกพร่อง แต่ได้รับการแก้ไขแล้ว ชั้น 3 เป็นสหกรณ์ที่ให้บริการสมาชิกต่อ กว่าร้อยละ 60 มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับต้องปรับปรุง มีชั้นคุณภาพการควบคุมภายในต้องปรับปรุงหรือไม่มีระบบการควบคุมภายใน หรือเป็นสหกรณ์ที่เกิดข้อบกพร่องซึ่งยังแก้ไขไม่ได้แล้วเสร็จ ส่วน ชั้น 4 เป็นสหกรณ์ที่นายทะเบียนสหกรณ์สั่งยกเลิกกิจการแล้ว อยู่ในระหว่างการชำระบัญชี

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้วางเป้าหมายการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ เมื่อสิ้นสุด ปี 2560 ไว้ดังนี้ สหกรณ์ชั้นที่ 1 ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2,252 แห่ง คิดเป็น 27% จะต้องพัฒนาในปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 3,083 แห่ง หรือคิดเป็น 41% และจำนวน 4,629 แห่ง คิดเป็น 65% ในปี 2560 สหกรณ์ชั้นที่ 2 ปัจจุบันมีอยู่ 4,201 แห่ง 50% จะต้องลดลงเหลือ 3,428 แห่ง หรือคิดเป็น 46% ในปี 2559 และเหลือ 2,173 แห่ง คิดเป็น 30% ส่วนปี 2560 สหกรณ์ชั้นที่ 3 ปัจจุบันมีอยู่ 788 แห่ง หรือ 10% จะต้องลดลงเหลือ 631 แห่ง หรือ 8% ในปี 2559 และเหลือ 340 แห่ง หรือ 5% ในปี 2560 และชั้นที่ 4 ที่มีอยู่ 1,088 แห่ง คิดเป็น 13% จะลดเหลือเพียง 291 แห่ง หรือ 4% และต้องชำระบัญชีเสร็จสิ้นทั้งหมดภายในปี 2560″

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาความเป็นอยู่ของสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรอย่างมาก โดยเห็นว่าสหกรณ์เป็นกลไกสำคัญในการเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้น จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยเมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ในปี 2560 เราจึงได้ตั้งเป้าหมายว่า จะมีสหกรณ์ชั้น 1 เพิ่มขึ้นเป็น 4,629 แห่ง สหกรณ์ชั้น 2 จำนวน 2,173 แห่ง สหกรณ์ชั้น 3 จำนวน 340 แห่ง ส่วนสหกรณ์ชั้น 4 จะต้องเป็น 0 ให้ได้ เพื่อผลักดันให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งเป็นที่พึ่งของสมาชิกและเกษตรกรให้มากที่สุด” นายพิเชษฐ์ กล่าว

นายพิเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจะขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเป้าหมายในการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ภายใน 2 ปีนั้น ต้องมีแผนการพัฒนาและมาตรการต่างๆ มารองรับ เช่น มาตรการสร้างความเข้มแข็งของสมาชิก เน้นการพัฒนากลุ่มอาชีพให้แก่สมาชิกเพื่อหารายได้เพิ่ม ควบคู่กับส่งเสริมการออม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกิจกรรมสหกรณ์มากขึ้น มาตรการพัฒนาการบริหารจัดการและระบบธรรมาภิบาล เสริมสร้างความโปร่งใสให้สหกรณ์ ยกระดับมาตรฐานการควบคุมภายใน ยกระดับมาตรฐานความมั่นคงทางการเงิน มาตรการกำกับและตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น ด้านการกำกับ มีการแก้ไขกฎหมาย เพิ่มอำนาจให้นายทะเบียนสหกรณ์ในการออกระเบียบ มีอำนาจฟ้องร้องบุคคลภายนอกที่มาสร้างความเสียหายต่อสหกรณ์ได้

สำหรับด้านตรวจสอบ จะให้สหกรณ์รายงานธุรกรรมทางการเงินทุกเดือน รวมถึงตั้งทีมตรวจสอบระดับจังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบสหกรณ์ทุกแห่งอย่างเข้มงวด และมีทีมตรวจการสหกรณ์เฉพาะกิจจากส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบกรณีที่สหกรณ์ดำเนินการส่อไปในทางทุจริต โดยประสานความร่วมมือกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมกันนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุน อย่างการพัฒนาบุคลากรที่อยู่ในขบวนการสหกรณ์ให้มีองค์ความรู้และความเข้าใจอย่างท่องแท้ในหน้าที่ของตนเอง โดยการตั้งสถาบันพัฒนากรรมการสหกรณ์ โรงเรียนผู้ตรวจการสหกรณ์ โรงเรียนผู้ตรวจสอบบัญชี รวมถึงมีเครือข่ายสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรนำของขบวนการสหกรณ์ ได้แก่ สันนิบาตสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์ สถาบันการศึกษา สถาบันทางการเงิน หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยยกระดับความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ทั้งสิ้น

ซึ่งในโอกาสหน้าจะขอนำเสนอแผนการดำเนินงานในรายละเอียดของสหกรณ์แต่ละประเภทในแต่ละลำดับชั้นความเข้มแข็งต่อไป ทั้งนี้ ถ้าสามารถขับเคลื่อนได้ตามแผนที่กำหนดไว้ สหกรณ์จะเป็นระบบที่เข้มแข็งและสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศได้ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างแน่นอน

เก็บตกจาก การประชุมสภาศาสนาโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128151158&srcday=&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 611

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

เก็บตกจาก การประชุมสภาศาสนาโลก

การประชุมสภาศาสนาโลก (The Parliament of the World”s Religions.) มีขึ้น เมื่อ วันที่ 15-19 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมใหญ่ (The Salt Palace Convention Center) เมือง Salt Lake City รัฐ Utah มีนักการศาสนาและผู้สนใจเรื่องศาสนา พากันมาประชุม มีจำนวนถึง 9,000 กว่าคน จาก 80 ประเทศ 50 ศาสนาและความเชื่อ

เมื่อเปิดประชุม วันที่ 15 ตุลาคม 2558 วันต่อๆ มา ก็มีรายการประชุมกลุ่มย่อยยาวเหยียดถี่ยิบตลอดเวลา ตั้งแต่ 07.00-21.00 น. เพื่อให้ศาสนิกแต่ละกลุ่ม ศาสนาทั้งจากศาสนาเดียวกันและต่างศาสนาได้ร่วมกันศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของตนและของเพื่อนร่วมโลกให้ลึกซึ้งมากขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญนักวิชาการหรือนักการศาสนาของแต่ละศาสนา โดยการจับประเด็นทางวิชาการที่ยกขึ้นมาอภิปรายกัน แล้วไม่กระทบกระทั่งกัน

ทางฝ่ายจัดรายการจะจัดห้องประชุมกลุ่มย่อยไว้อย่างเพียงพอ ไม่ขาดตกบกพร่อง มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครจำนวนมากสวมเสื้อสีเขียว เขียนตัวหนังสือสีขาวว่า สภาศาสนาโลก (The parliament of the World”s Religions.) ซึ่งใครต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด อาสาสมัครเหล่านี้สามารถช่วยเหลือได้ทันที โดยใช้วิธีประสานงาน ประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การมีโอกาสมาประชุมระดับโลก สิ่งที่ได้รับคือ ความรู้และประสบการณ์ด้านการจัดการที่ทำได้อย่างดีเยี่ยม ปลุกเร้าแรงบันดาลใจในการใฝ่รู้ เพิ่มพลังงานด้านจิตใจที่จะทำให้ใฝ่หาความรู้ต่างๆ ต่อไป

คณะสงฆ์ไทยที่เข้าร่วมประชุมในคราวนี้มี 14 รูป มีพระราชพุทธิวิเทศประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ พระภิกษุสงฆ์ที่ไปร่วมส่วนใหญ่เป็นพระธรรมทูตที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา เวลาเข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อยเรื่องใดๆ มักจะไปกันเป็นกลุ่ม สีผ้ากาสาวพัสตร์ หรือธงชัยพระอรหันต์นั้นโดดเด่นสะดุดตาชาวโลกที่ได้พบเห็น วันหนึ่งขณะที่รอการประชุมภาคเย็นอีกรอบหนึ่ง พระภิกษุสงฆ์นั่งกันเป็นกลุ่ม ไม่นานนักก็เริ่มมีคนมาขออนุญาตถ่ายภาพ

พระภิกษุสงฆ์ไทยก็อนุญาตให้ถ่ายภาพด้วยดี พร้อมกันนี้ก็นั่งกันเป็นแถว ในชั่วพริบตาช่างถ่ายภาพทั้งกล้องน้อยกล้องใหญ่ ทีวีช่องต่างๆ พากันมาเก็บภาพกันเป็นการใหญ่

กระแสการเก็บภาพพระภิกษุสงฆ์ไทยยังมีอย่างไม่ขาดสาย พระสงฆ์จึงพากันสวดกรณียเมตตสูตรดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณนั้น คราวนี้ใครๆ ก็ทยอยมาฟังสวด มาถ่ายภาพกันมากกว่าเดิม

เมื่อพระภิกษุสงฆ์สวดมนต์จบ ก็มีคนมาถ่ายภาพไม่ขาดสาย พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดส่งยิ้มทักทายด้วยมิตรภาพแก่ทุกคนที่ผ่านมา เสียงสวดมนต์สะกดคนที่เดินผ่านไปมาให้มีทีท่าอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด บ้างก็นั่งลง บ้างก็พนมมือด้วยศรัทธา ที่นั่งหลับตาฟังนิ่งๆ ก็มี คนที่ต้องเดินผ่านก็เดินผ่านไปด้วยความระมัดระวังยิ่งขึ้น

เมื่อถ่ายภาพกันค่อนข้างจะทั่วถึงแล้ว พระภิกษุสงฆ์ก็ขอตัวมิตรสหายธรรมจากทั่วโลกเดินเข้าห้องประชุมรอบต่อไปที่จะเปรียบเทียบพุทธศาสนากับศาสนาเชน ซึ่งวิทยากรได้แสวงหาจุดร่วมอย่างสวยงามว่า ทั้งศาสนาพุทธและศาสนาเชนล้วนสอนเรื่องการไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตและสอนเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติพืชและสัตว์อย่างครบถ้วน

อาตมาได้ร่วมเสริมธรรม เสริมปัญญาว่า ศาสนาที่มีกำเนิดในอินเดีย มีคำว่า ธรรมะเป็นคำร่วม ซึ่งมีความหมายมากมาย ในที่นี่ขอยกความหมายของธรรมะที่หลวงพ่อพุทธทาสได้ให้ไว้สี่ความหมายว่า

1. ธรรมะ คือ ธรรมชาติ

2. ธรรมะ คือ กฎของธรรมชาติ

3. ธรรมะ คือ หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรมชาติ

4. ธรรมะ คือ ความรอดทั้งกายและจิตอันเกิดจากการปฏิบัติถูกต้องในทุกขั้นตอนของชีวิต

ศาสนาที่ตั้งอยู่บนฐานแห่งธรรมชาติเช่นนี้ ย่อมเห็นคุณค่าของสรรพชีวิต ธรรมชาติ ว่ามีความเชื่อมโยงกันอาศัยกันและกันอย่างใกล้ชิดในระบบอิทัปปัจจยตา แล้วจะช่วยกันดูแลรักษาชีวิต ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อย่างจริงจัง เพราะชีวิต คือธรรมชาติ ธรรมชาติ คือชีวิต ผลแห่งการมองเห็นเช่นนี้จะนำไปสู่ความสามัคคี มีเอกภาพ และความยั่งยืนของโลกสืบไป

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ได้ข้อคิดว่า บุคลิกที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ความสำรวมระวังและความเมตตากรุณา เป็นที่สะดุดตาของคนที่ได้พบเห็น ทุกคนที่เข้ามาสนทนาล้วนรู้สึกดีใจตื่นเต้น เพราะอาจจะเคยได้ทราบข้อมูลว่า ในพระพุทธศาสนามีพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา แต่ยังไม่เคยพบสนทนา ครั้นได้พบสนทนากันจริงๆ ก็น่าสนใจ ให้ความเคารพ มีความรู้สึกเป็นสุขผ่อนคลายไม่เครียด

ทำให้นึกถึงพระปฐมพุทธโองการว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก จงประกาศพรหมจรรย์ งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก

การที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เพื่อการอนุเคราะห์ชาวโลกนั้น เป็นการแสดงถึงอนาคตังสญาณ (คือญาณหยั่งรู้เหตุการณ์ต่างๆ ในอนาคตได้) โดยแท้

เพราะพระองค์ตรัสว่า ชาวโลกตั้งแต่คนในโลกยังมิได้ติดต่อหรือไปมาหาสู่กันง่ายดายอย่างปัจจุบันนี้ แสดงว่าพระองค์ทราบชัดว่า ในอนาคต พระพุทธศาสนาจะได้รับการเผยแผ่ไปทั่วโลก เพื่อดับทุกข์ดับโศกแก่มหาชนมากขึ้นๆ ทุกวัน

การที่พระภิกษุสงฆ์มาประชุมคราวนี้ เป็นการมาประชุมเป็นส่วนบุคคลที่มิได้มาในนามตัวแทนพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการ แต่พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปก็ภูมิใจในนามของคนไทยที่เข้ามาประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักปราชญ์ราชบัณฑิตจากทั่วโลก และได้ช่วยกันแจกรอยยิ้มสยามแก่ทุกคนที่ได้เข้ามาพบปะสนทนาด้วยจนหลายคนบอกว่า อยากจะมาเที่ยวเมืองไทย เพราะเมืองไทยมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีสันติ ทั้งเนื้อหาและรูปแบบพร้อมมูล

แม้ตรรกะเช่นนี้จะขัดกับความจริงอยู่บ้าง แต่มีส่วนจริงไม่น้อย เพราะหากมองโดยโครงสร้างทั่วๆ ไป ชาวพุทธก็มิได้กระหายสงครามหรือมุ่งร้ายแก่ใครๆ จริงๆ ความขัดแย้งที่มีอยู่บ้างก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ฝึกฝนตนเองยังไม่ถึงที่สุดก็ฝึกฝนกันต่อไป ก็ขอขอบใจเพื่อนร่วมโลกที่มองประเทศไทย อันเป็นที่รักของเราบนพื้นฐานแห่งความเมตตากรุณาต่อกัน

บรรยากาศการประชุมกลุ่มย่อยและปฏิสัมพันธ์จากเพื่อนร่วมโลก เต็มไปด้วยความสุภาพอ่อนโยน ปราศจากความรู้สึกตึงเครียดหรือขัดแย้ง หัวข้อที่ตั้งขึ้นมาเสวนากัน ล้วนเป็นการแสวงหาจุดร่วมที่จะนำความสงบเยือกเย็นสู่จิตใจของเพื่อนร่วมโลก

วลีเด็ดที่ทุกวงสัมมนาหรือแม้แต่วันเปิดงานที่ประธานเปิดงาน รวมทั้งแขกรับเชิญต้องพูดกันแบบขาดไม่ได้คือ Friendship มิตรภาพ Harmony สามัคคี Unity เอกภาพ Many faiths – One family, หลายศาสนา ครอบครัวเดียวกัน Justice ความยุติธรรม Peace สันติภาพ และ Global sustainability ความยั่งยืนของโลก Blissfulness and happiness ความสุข

หรือ ก่อนจะถึงวันปิดงาน 1 วัน มีรายการร้องเพลงศาสนาจากศาสนาต่างๆ ทั่วโลก ก็มีการแต่งเพลงให้เด็กจากทุกศาสนามาร้องร่วมกัน โดยขึ้นต้นและย้ำหลายๆ ครั้งว่า I am the one. We are the one. ฉันเป็นหนึ่งเดียวกับเธอ หรือ พวกเราล้วนเป็นหนึ่งเดียว

เนื้อหาที่ผู้ใหญ่นำมาพูดกัน หรือเนื้อเพลงที่เด็กจากทั่วโลกมาร้องร่วมกัน มุ่งไปสู่ความสามัคคีและสันติภาพ บรรยากาศจึงอบอวลไปด้วยความรู้สึกสันติและเป็นสุขท่ามกลางความแตกต่างในทุกๆ ด้าน

การประชุมสภาศาสนาโลก น่าจะเป็นอีกหนึ่งความหวังที่มนุษย์เห็นโทษของสงครามที่เกิดมาจากความเกลียดชัง เอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัว แล้วเปลี่ยนมาขุดค้นของดีๆ ของตนๆ ที่มีอยู่ในจิตวิญญาณผ่านศาสนธรรม วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อที่ล้วนแต่ส่งเสริมสันติภาพและการอยู่ร่วมกันด้วยสันติได้เป็นอย่างดี

มีการพูดกันมากว่า จะต้องปฏิรูปจิตวิญญาณขนานใหญ่ที่เปลี่ยนความเกลียดชังให้เป็นความรัก จากความรู้สึกแบ่งแยกเป็นความรู้สึกร่วมกัน จากความเห็นแก่ตัวสู่ความเห็นแก่ส่วนรวม จากความดูหมิ่นเหยียดหยาม เป็นความเข้าใจ เห็นใจและอภัยในข้อจำกัดของมนุษย์แต่ละคนที่ต่างกัน เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้น ความรู้สึกเห็นใจและอภัยก็ตามมา การอยู่ร่วมกันแบบไม่ต้องสะดุ้งผวาก็ขยายกว้างออกไป

จากการสัมผัสบรรยากาศการประชุมและบรรยากาศแห่งการพูดคุยปฏิสัมพันธ์กันแบบอิสระตามอัธยาศัยพบว่า มนุษย์ทั่วโลกมีพื้นฐานแห่งจิตที่ดีงาม หากช่วยกันนำศาสนธรรมในแง่มุมที่แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างได้มาเป็นวิถีหรือวัฒนธรรมโลกร่วมกัน มนุษย์ยังมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่า โลกใบนี้จะมีวันสงบ มนุษย์ทั้งผองล้วนเป็นพี่น้องกัน มาจากธรรมชาติเดียวกัน ดำรงอยู่ด้วยธรรมชาติและสุดท้ายก็ต้องจากไปรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

เมื่อมนุษย์ที่ใจมีศาสนา ทำความเข้าใจศาสนาของตนให้ถ่องแท้ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ ทั้งในส่วนตน ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติแล้วขยายไปทั่วโลก ศาสนธรรมของทุกศาสนาต้องนำพาความสงบสุขมาสู่ศาสนิกของตนตามสมควรแก่ธรรมอย่างแน่นอน

KUBOTA Farmer Academy กับภารกิจสร้างชาวนายุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129151158&srcday=&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 611

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

KUBOTA Farmer Academy กับภารกิจสร้างชาวนายุคใหม่

KUBOTA Farmer Academy 2015 เป็นการจัดกิจกรรมที่เกิดจากความร่วมมือ ระหว่าง บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างชาวนายุคใหม่ สานต่ออาชีพเกษตรกรรมของครอบครัว

โดย คุณสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ การจัดการโครงการ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ในฐานะผู้นำเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทย บริษัทได้ให้ความสำคัญในการทำกิจกรรมตอบแทนสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้มุ่งมั่นสร้างเยาวชนในระดับอุดมศึกษา ให้มีทัศนคติที่ดีในเรื่องการทำการเกษตรภายใต้โครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp โดยจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเกษตร พร้อมลงมือปฏิบัติจริง เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

“ในปีนี้เราจึงได้จัดกิจกรรม KUBOTA Farmer Academy ขึ้นเป็นปีแรก เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้แก่บุคคลทั่วไปในวัยทำงาน ที่มีพื้นที่ไร่นาเป็นของตัวเองเข้ามาร่วมทำกิจกรรม เรียนรู้การทำนาแบบครบวงจรอย่างถูกวิธี พร้อมทั้งการทดลองใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปต่อยอดในการเป็นเกษตรกรได้อย่างสมบูรณ์ในอนาคต ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มคนวัยทำงานในหลากหลายอาชีพ” คุณสมศักดิ์ กล่าว

กิจกรรม KUBOTA Farmer Academy จัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้อยู่ร่วมกันทำกิจกรรม ทั้งสัมมนาสร้างความรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูล ลงพื้นที่แปลงนาทดลองขับเครื่องจักรกลการเกษตร ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่ม การทำตลาด และการหาช่องทางจัดจำหน่ายผลผลิตจากข้าว ล้วนเป็นกิจกรรมที่อัดแน่นไปด้วยความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์

คุณพีรภัสร์ แย้มมา “ม่อน” อายุ 31 ปี ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมโครงการที่มีความฝัน และความมุ่งมั่นที่จะกลับบ้านมาทำนาบนพื้นที่ของบรรพบุรุษอย่างแน่วแน่ เล่าว่า ได้เรียนจบมาในสาย ไอที ซึ่งจะหางานทำในต่างจังหวัดค่อนข้างยาก และด้วยพื้นฐานที่เป็นคนต่างจังหวัด จึงอยากกลับไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดมากกว่าการอยู่ในเมือง

“การที่บ้านของผมทำนา ทำไร่อ้อยอยู่แล้ว และด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้ที่มีความทันสมัย ผมจึงมีความคิดที่จะกลับไปทำนาที่บ้าน ซึ่งจากการที่ได้เข้าร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ ผมมองว่าการทำเกษตรกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็พร้อมที่จะลองทำ”

“ผมตั้งเป้าที่จะกลับไปทำนาอย่างเต็มที่ภายใน 2 ปี ข้างหน้า โดยจะทำให้เป็นอาชีพหลักควบคู่ไปกับอาชีพที่ทำอยู่ในปัจจุบัน และนำข้าวที่ได้ไปแปรรูปให้เหมือนกับที่ประเทศญี่ปุ่นทำ ที่สำคัญผมจะพิสูจน์ให้ที่บ้านเห็นว่า ผมสามารถทำนาได้จริงๆ” คุณม่อน เล่าถึงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการเตรียมพร้อมกลับไปทำอาชีพเกษตรกรรมของเขา

ส่วน คุณมยุรี เหลืองวิไล “จู” อายุ 29 ปี พนักงานมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่พร้อมจะเรียนรู้ เพื่อกลับไปทำนาบนพื้นที่ของตนเอง คุณจู เล่าถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่า ที่บ้านมีนาอยู่ประมาณ 20 กว่าไร่ แต่ปัจจุบันปล่อยให้เช่า เนื่องจากที่นานั้นมีมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ และที่บ้านไม่มีใครทำนาเป็น พอเห็นที่บ้านแฟนทำ จึงได้เกิดแรงบันดาลใจที่อยากกลับมาทำนาบนที่นาของตนเอง ซึ่งจากการเข้าร่วมกิจกรรมทำให้ได้ความรู้มากมาย

“ก่อนหน้านี้ความรู้สึกแรกต่ออาชีพเกษตรกรรม คือ เป็นอาชีพที่เหนื่อย ร้อน ใช้เวลานานกว่าจะเก็บเกี่ยว และกว่าจะได้เงินมาต้องลงเงินก่อน แต่พอเราเข้ามาร่วมกิจกรรม ทำให้เห็นว่า ถ้าเราทำนาอย่างถูกต้อง มีหลักการ และอุปกรณ์ช่วยที่ดีนั้น เราก็จะได้ผลผลิตที่ดีตามมา และถึงแม้ไม่ใช่อาชีพหลัก แต่ถ้าเป็นอาชีพเสริม ถ้าทำได้อย่างที่ได้เรียนรู้มาตลอดทั้ง 3 วัน มันอาจจะดีกว่าอาชีพหลักที่เราทำอยู่ก็ได้ เราเลยตัดความคิดว่าทำนาแล้วเหนื่อยไปได้เลย” คุณจู เล่าถึงมุมมองต่ออาชีพเกษตรกรรมที่เปลี่ยนไปหลังจากที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม

คงถึงเวลาที่หนุ่มสาวรุ่นใหม่เริ่มหันมาตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมที่บรรพบุรุษได้ส่งต่อมายังรุ่นต่อรุ่น เพื่อให้ลูกหลานได้มีอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริมในยามว่าง ที่จะคอยอยู่เคียงคู่กับเราไปตราบนานเท่านาน

Artificial intelligence rules on agenda for G-7 tech ministers

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/business/Artificial-intelligence-rules-on-agenda-for-G-7-te-30284060.html

TECHNOLOGY

pic

TOKYO – The government will propose the establishment of common international rules on research and development of Artificial Intelligence (AI) at the Group of Seven information and communication technology ministers’ meeting to be held in Takamatsu city in Japan on April 29 and 30.

Some experts in the field predict that AI will have higher-level capabilities than human brains by 2045. An increasing number of people say it is necessary to establish systems to prevent AI programmes from running out of control and harming humans, and to prevent AI programmes from leaking personal information.

The government wishes to establish international rules with which AI developers will have to comply, and to encourage AI development while also securing safety for humans.

At the G-7 ministers’ meeting, Internal Affairs and Communications Minister Sanae Takaichi will present Japan’s draft of guidelines for the development of AI, and then call for cooperation from other countries in making the rules.

The participants in the meeting are planning to share information about the possible effects of AI on societies and economies. The Japanese government expects ministers at the meeting will confirm their position that as many countries as possible should continue to discuss the issue at international conferences.

The government will propose about eight principles as guidelines for national governments and private companies to follow when they develop AI programmes.

Practically, the guidelines will likely include the following points:

■ AI programmes should be designed to not pose dangers to human lives and physical safety;■ When AI programmes get out of control, it must be possible to make emergency stops and correct wrong trains of thought;■ AI programmes should be able to protect themselves from cyber-attacks so that people with malicious intentions cannot take control.

The information-processing capabilities of AI programmes have been rapidly rising, as was seen in one AI programme’s victory over the world’s top Go player recently.

AI programmes are expected to play active roles in the future in various fields, such as industrial and medical work.

The Internal Affairs and Communications Ministry’s expert panel estimated that economic effects from AI in Japan will be worth 121 trillion yen around 2045.

Many countries, including Japan, the United States, European nations and China, are fiercely competing in AI development. But as yet there are no international rules to help humans and AI programmes coexist safely.

(US$1 = 109 yen)

“ข้อมูลใหม่ ของการปลูกมันเทศเนื้อสีม่วงโอกินาวา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ข้อมูลใหม่ ของการปลูกมันเทศเนื้อสีม่วงโอกินาวา”

เป็นที่สังเกตว่า ในอดีตการบริโภคอาหารของประชากรโลกส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเรื่องของรสชาติและความอร่อยเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาว โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันหรือโปรตีนสูง ปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้วมีประชากรเริ่มหันมาเน้นบริโภคอาหารสุขภาพกันมากขึ้น เน้นในเรื่องคุณค่าของอาหารและประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับเป็นหลัก อย่างกรณีของ มันเทศ ซึ่งเป็นพืชหัวที่คนไทยหลายคนยังมองว่าด้อยค่าและเป็นอาหารสำหรับคนยากจนเท่านั้น แต่ในทางการแพทย์ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบันได้มีการวิเคราะห์สารที่มีประโยชน์ในมันเทศซึ่งมีอยู่มากมายในประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ได้มีงานศึกษา วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์มันเทศที่มีความก้าวหน้ากว่าประเทศไทยมาก ในขณะเดียวกัน ประชากรทางแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็หันมาบริโภคมันเทศกันมากขึ้นเป็นลำดับ ในบางประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ให้ความสนใจมากกว่าบริโภคมันฝรั่งด้วยซ้ำไป

ปกติแล้วแหล่งคาร์โบไฮเดรตของคนไทยจะได้จากการบริโภคข้าวเป็นหลัก ในกลุ่มของผู้สูงอายุในทางการแพทย์แผนไทยได้มีคำแนะนำให้ผู้สูงอายุบริโภคมันเทศทดแทนข้าวในบางมื้อ เนื่องจากในหัวมันเทศจะมีแป้งแล้วยังมีวิตามินและสารที่เป็นประโยชน์อีกหลายชนิด อาทิ สารเบต้าแคโรทีน สารแอนโทไซยานิน และสารสเตอรอยด์ที่มีประโยชน์อยู่สูง (ในวงการแพทย์เชื่อว่า สารสเตอรอยด์ มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและช่วยป้องกันโรคถุงโป่งพองในลำไส้ได้) ในรายละเอียดของการวิเคราะห์สารที่มีประโยชน์ในหัวมันเทศพบว่า สารสำคัญที่มีอยู่อย่างน้อย 2 ชนิด คือ สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอที่ช่วยในการบำรุงสายตาและมีส่วนช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งได้ มันเทศเนื้อสีม่วงจะมีสารแอนโทไซยานินมากกว่ามันเทศสายพันธุ์อื่นๆ เช่นกัน เชื่อว่าสารแอนโทไซยานินนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ ทำหน้าที่เป็นตัวล้างพิษและช่วยชะลอความแก่ชรา ในต่างประเทศมีรายงานว่า มีการใช้มันเทศเนื้อสีม่วง เป็นคาร์โบไฮเดรตแทนข้าวสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมมันเทศเนื้อสีม่วงจึงมีราคาค่อนข้างแพง ในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าใหญ่ในบ้านเราจะขายมันเทศเนื้อสีม่วงถึงผู้บริโภคในราคาที่แพง

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่เกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกาะแห่งนี้นับเป็นแหล่งผลิตเกษตรกรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น ถ้าเป็นไม้ผล มะม่วง ที่เกาะแห่งนี้ผลิตส่งขายทั่วประเทศญี่ปุ่นและปลูกในสภาพโรงเรือน ในกลุ่มพืชผัก “มะระขี้นกยักษ์” ของโอกินาวา มีชื่อเสียงระดับโลก ในกลุ่มพืชไร่ “อ้อย” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ส่วนพืชหัวที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ มันเทศ โดยเฉพาะมันเทศเนื้อ “สีม่วง” มีรสชาติอร่อยระดับโลก ด้วยการปรับปรุงพันธุ์ให้มีเนื้อสีม่วงเข้ม และเนื้อมีความนุ่มนวล ในขณะที่มันเทศเนื้อสีม่วงของที่อื่นส่วนใหญ่จะพบเนื้อแข็งกว่านี้ ที่ญี่ปุ่นโดยเฉพาะที่โอกินาวา นิยมนำมันเทศไปทำเป็นมันทอด โดยหั่นเป็นชิ้นหนา 1 นิ้ว นำไปทอดด้วยน้ำมันมะกอก หรือใช้มันเทศทั้งหัวไปเผาสุมในกองใบไม้แห้ง ไว้กินเล่นในฤดูหนาว สวนคุณลี ได้หัวพันธุ์มันเทศเนื้อสีม่วงมาจากเกาะโอกินาวา มาทดลองปลูกในอำเภอเมืองพิจิตร ผลปรากฏว่า มีการลงหัวที่ดีและมีคุณภาพไม่แตกต่างจากที่ปลูกบนเกาะโอกินาวาเลย

สิ่งที่ต้องยอมรับและเกษตรกรไทยควรนำมาเป็นแบบอย่างจากเกษตรกรรมญี่ปุ่น ยกตัวอย่าง มันเทศเนื้อสีม่วง หรือคนไทยที่ไปเที่ยวเกาะโอกินาวา จะเรียก มันแดง นั้นนอกจากจะมีการจำหน่ายเพื่อการบริโภคสดแล้วยังมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขบเคี้ยว สินค้าขึ้นชื่อ ขนมมันเทศ และ KITKAT มันเทศ ซึ่งหาซื้อได้ที่ โอกินาวา ที่เดียวเท่านั้น และยังมีกูลิโกะมันเทศสีม่วง ฯลฯ โดยที่เกาะโอกินาวามีโรงงานขนมเค้กมันเทศ Okashi Goten ซึ่งเป็นโรงงานผลิตขนมเค้กมันเทศชื่อดังแห่งโอกินาวา ที่นักท่องเที่ยวจะต้องซื้อขนมเค้กที่ทำจากมันเทศในหลากหลายรสชาติ

ข้อเสนอแนะที่สำคัญสำหรับผู้ปลูกมันเทศ

เกษตรกรไทยจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมจากการปลูกมันเทศในอดีตที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษา โดยเฉพาะเรื่องของการให้น้ำ น้ำมีผลต่อการลงหัวของมันเทศ ถ้าต้นมันเทศได้น้ำสม่ำเสมอในช่วงระยะเวลาลงหัว จะได้มันที่ได้น้ำหนักและหัวขนาดใหญ่

ท่อนพันธุ์มันเทศที่ตัดจากต้นมันเทศมาขยายพันธุ์ต่อ ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกตัดจากยอดมาเพียง 1 ท่อน เท่านั้น ถ้าตัดยอดที่ 2-3 จากต้นเดียวกันจะมีผลต่อการให้ผลผลิต และยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมว่า เมื่อใช้ยอดมันเทศเป็นท่อนพันธุ์นั้นควรจะใช้เพียง 3 รุ่น ควรจะเปลี่ยนมาขยายพันธุ์จากหัวเพื่อปลูกในรุ่นต่อไป

แมลงและโรคศัตรูมันเทศ ถึงแม้ว่าจะมีการระบาดไม่มากเท่ากับพืชอีกหลายชนิด แต่ที่เห็นว่าเป็นศัตรูที่มีความสำคัญยิ่งก็คือ “ด้วงงวงมันเทศ” เกษตรกรจะต้องเน้นในการป้องกันการระบาดจะดีกว่าพบการระบาดแล้วถึงจะมีการฉีดพ่นสารเคมี เมื่อพบการระบาดแล้วจะควบคุมได้ยากมาก สิ่งที่ต้องพิจารณาและระมัดระวังเป็นพิเศษ ที่เสี่ยงต่อการระบาดของแมลงชนิดนี้ก็คือ การปลูกมันเทศซ้ำที่เดิม และการป้องกันและกำจัดในช่วงระยะเวลาที่ต้นมันเทศลงหัว การปลูกมันเทศไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม เมื่อปลูกมันเทศไปแล้ว 1 รุ่น พื้นที่นั้นควรปลูกพืชหมุนเวียน เช่น ถั่วเขียว หรือปอเทือง ทดแทนหลังจากที่ต้นถั่วเขียวมีอายุต้นได้ 45 วัน หรือระยะที่ออกดอกให้ไถกลบทั้งต้น จะได้ปุ๋ยพืชสดอย่างดีแล้วค่อยปลูกมันเทศต่อไป

เทคนิคในการฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดโรคแมลงสำหรับการปลูกมันเทศโดยเฉพาะ ถ้าฉีดเพื่อป้องกันและกำจัด “ด้วงงวงมันเทศ” จะต้องฉีดน้ำยาให้ชุ่มโชกถึงดิน

การเตรียมแปลงปลูกมันเทศสีม่วง

ปลูกมันเทศให้ลงหัวได้ดีนั้น ปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เรื่องโครงสร้างของดิน ถึงแม้ว่ามันเทศจะปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด แต่ดินร่วนปนทรายมีความเหมาะสมที่สุด สภาพดินที่ปลูกมีผลต่อการลงหัวของมันหรือรูปร่างของหัวมัน เช่น ดินร่วนปนทรายจะทำให้ได้หัวมันเทศทรงยาวตามสายพันธุ์ แต่ถ้าดินเหนียวอาจจะได้หัวมันเทศทรงกลม ป้อม เป็นต้น พื้นที่ดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยคอกเก่า เช่น มูลวัว มูลไก่ ฯลฯ ในอัตรา 1-2 ตัน หรือใส่ปุ๋ยคอกหลังการเตรียมแปลงเสร็จแล้วโดยหว่านบนสันร่องแปลง ยกตัวอย่าง พื้นที่แปลงปลูกมันเทศที่เคยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดต่อเนื่องมาหลายปี ทางสวนคุณลี ได้มีการหว่านเมล็ดปอเทืองลงไปในแปลงก่อนที่จะเตรียมแปลงปลูกมันเทศ หลังจากต้นปอเทืองเริ่มออกดอกจะไถกลบทันทีเป็นปุ๋ยพืชสด

ในการเตรียมแปลงปลูก ให้ไถดะก่อน 1 ครั้ง และทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นไถพรวนแปลง 1-2 รอบ หรือใช้โรตารี่ติดรถไถตีดินให้ดินมีความละเอียดยิ่งขึ้น หลังจากนั้นให้ยกร่องแปลงปลูกขึ้นเป็นรูปสามเหลี่ยม กว้างประมาณ 60-100 เซนติเมตร สูง 30-40 เซนติเมตร (ความสูงของแปลงปลูกยิ่งมีความสูงยิ่งส่งผลต่อการลงหัวมันดี) ส่วนความยาวของแปลงปลูกขึ้นกับสภาพพื้นที่ ถ้าจะให้เหมาะสมควรจะปลูกแบ่งเป็นแปลงเล็กๆ โดยแปลงมีความกว้างของแปลง 40 เมตร และความยาวของแปลง 80 เมตร เพื่อสะดวกและง่ายต่อการจัดการ

การจัดระบบน้ำในแปลงปลูกมันเทศ และการใช้ยาคุมหญ้า

โดยปกติทั่วไปสำหรับเกษตรกรที่ปลูกมันเทศทั่วประเทศ มักจะไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของระบบน้ำในแปลงปลูก ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนอาจจะพึ่งเพียงน้ำฝนจากธรรมชาติเท่านั้น ถ้าปลูกในฤดูแล้งอาจจะมีการให้น้ำแบบท่วมแปลงบ้างเท่านั้น แต่การปลูกมันเทศสมัยใหม่ควรจะมีการจัดระบบน้ำที่ดี ในแปลงปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศของสวนคุณลี จะมีการวางระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ ซึ่งมีรัศมีกระจายน้ำได้ 3-4.5 เมตร ระบบน้ำดังกล่าวมีข้อดีตรงที่ต้นมันเทศได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้ต้นมันเทศที่ปลูกใหม่ตั้งตัวได้เร็ว พบเปอร์เซ็นต์การรอดตายสูง แต่จะพบข้อเสียตรงวัชพืชจะขึ้นเร็วทำให้มีต้นทุนในการกำจัดวัชพืชเพิ่มขึ้น อาจจะต้องใช้ยาคุมหญ้าช่วยเพื่อลดปัญหาวัชพืชในแปลงปลูกมันเทศ วิธีการคือ หลังการให้น้ำแปลงปลูกไว้ก่อนล่วงหน้า 1 วัน ให้แปลงมีความชื้นอีกวันจะปลูกมันเทศ หลังจากการปลูกท่อนพันธุ์มันเทศโอกินาวาเสร็จให้ฉีดยาคุมหญ้าเลยให้ทั่วแปลงปลูก โดยไม่เป็นอันตรายกับท่อนพันธุ์ ให้ฉีดสารกำจัดวัชพืช ใช้ก่อนวัชพืชงอก คือ สารโคลมาโซน อัตรา 25 ซีซี ผสมกับสารอะลาคลอร์ 75 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดให้ทั่วแปลงหลังจากปลูกมันเทศเสร็จ ซึ่งสามารถฉีดทับยอดพันธุ์มันเทศที่ปลูกเสร็จได้เลย ซึ่งจะสามารถคุมหญ้าวัชพืชทั้งใบแคบและใบกว้างได้นาน 6-10 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยลดการจัดการวัชพืชได้มากหากปลูกมันเทศพื้นที่ขนาดใหญ่ หากปลูกเล็กน้อยก็สามารถใช้การถอน สำหรับการให้น้ำแบบอื่นๆ อย่างกรณีของการให้น้ำแบบท่วมร่อง ถ้าสภาพดินปลูกเป็นดินเหนียว เมื่อดินแห้งจะแข็งและจับตัวกันแน่น มีผลต่อการลงหัวของมันเทศ จะทำให้ผลผลิตลดลง

การเตรียม

ท่อนพันธุ์มันเทศ

ในการตัดท่อนพันธุ์ ควรจะตัดให้มีความยาวราว 30 เซนติเมตร จะไม่ลิดใบทิ้ง หรือลิดทิ้งก็ได้ เนื่องจากยอดมันเป็นพืชที่แตกยอดออกมาใหม่ได้ง่าย ถ้าลิดใบทิ้งก็จะทำให้เสียเวลาเล็กน้อย แต่ยอดมันเทศเมื่อลงปลูกจะตั้งตัวได้เร็วกว่าไม่ลิดใบ การตัดยอดใช้ส่วนที่เป็นยอดปลายจะดีที่สุด สำหรับท่อนที่ 2-3 ลงไป สามารถปลูกให้ได้ผลผลิตเช่นกัน แต่การให้หัวจะน้อยลงไปตามลำดับ เมื่อตัดท่อนพันธุ์มาแล้วควรจะมัดรวมกันเป็นกำ เอาใบตองหรือกระสอบปุ๋ยห่อมัดเอาไว้ ควรนำท่อนพันธุ์แช่น้ำยาฆ่าแมลงในกลุ่ม “คาร์โบซัลแฟน” เช่น ไฟท์ช็อต จุ่มแช่ไว้นานราว 5-10 นาที จะช่วยลดเรื่องแมลงที่จะติดไปกับท่อนพันธุ์ได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นให้นำมัดท่อนพันธุ์วางไว้ในที่ร่ม รดน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 2-3 วัน ยอดท่อนพันธุ์ก็จะมีรากออกมาตามข้อ แสดงว่าท่อนพันธุ์พร้อมปลูกแล้ว ถ้าจะให้ดีท่อนพันธุ์มันเทศที่จะตัด ควรตัดจากต้นที่มีอายุไม่เกิน 45-60 วัน หรือก่อนที่จะมีการฉีดพ่นปุ๋ยหรือสารเคมีเพื่อหยุดยอด

การปลูกมันเทศโอกินาวา

ก่อนที่เกษตรกรจะลงมือปลูก ควรจะมีการให้น้ำในแปลงปลูกอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้นและปลูกได้ง่ายและรวดเร็ว วิธีการเตรียมหลุมปลูก แบ่งได้ 3 วิธี คือ ปลูกแบบใช้จอบขุด ปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำไปก่อน หรือจะปลูกแบบนำท่อนพันธุ์เสียบลงแปลงปลูกเลย จากการทดลองปลูกทั้ง 3 วิธี พบว่าวิธีปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำไปก่อนได้ผลดีกว่าวิธีการอื่น เพราะทำได้ง่าย รวดเร็ว ไม่เสียแรงในการขุดดินและท่อนพันธุ์ไม่ช้ำ ระยะปลูกระหว่างต้น ประมาณ 25-30 เซนติเมตร หากใช้จอบขุดปลูกบนสันร่อง หลุมที่ปลูกควรมีความลึก ประมาณ 10-15 เซนติเมตร ควรจะวางยอดท่อนพันธุ์ทำมุม 45 องศา ฝังลึกลงดิน 2-3 ข้อ ของท่อนพันธุ์มันเทศ และให้ข้อโผล่พ้นดินขึ้นมา ประมาณ 2-3 ข้อ หลังจากนั้นกลบดินให้แน่นเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ท่อนพันธุ์โยกคลอน แต่หากปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำจะปลูกท่อนพันธุ์มันเทศให้เป็นคู่บนสันร่อง โดยใช้ไม้แหลมกระทุ้งนำไปก่อน ทำมุม 45 องศา จากนั้นเสียบท่อนพันธุ์ลงดิน 2-3 ข้อ ของท่อนมันเทศ ในพื้นที่ปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศ 1 ไร่ ทางสวนคุณลีจะใช้ท่อนพันธุ์มันเทศ ประมาณ 10,000-12,000 ยอด ซึ่งพบว่าเป็นจำนวนที่ให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างสูง ซึ่งเทคนิคการดูแลรักษามันเทศโอกินาวา ทางสวนคุณลีจะนำเสนอในโอกาสต่อไป

สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับ พันธุ์มันเทศสีม่วงโอกินาวา ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

โป๊ยเซียน นครพนม ไม้ดอกสร้างเงิน สร้างงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ไม้ดอกไม้ประดับ

ชนะ วสุรักคะ chanawasu@gmail.com

โป๊ยเซียน นครพนม ไม้ดอกสร้างเงิน สร้างงาน

จังหวัดนครพนม มีพื้นที่ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มีพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิมีชื่อเสียงระดับประเทศหลายปีซ้อน เกษตรกรจะนิยมเพาะปลูกข้าวนาปีและนาปรังเป็นพืชหลัก เพราะมีระบบส่งน้ำชลประทานในหลายพื้นที่ รองลงมาเป็นใบยาสูบ ที่ปลูกกันตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำโขง และปลูกต้นยางพารากระจายในหลายอำเภอ

แต่ยังมีเกษตรกรคุณลุงวัยกว่า 70 ปี คนขยัน เพาะชำต้นโป๊ยเซียน ไม้ดอกไม้ประดับกว่า 100 สายพันธุ์ จำนวนมากกว่า 20,000 กระถาง ทำเงินในช่วงต้นฤดูฝน มีพ่อค้า แม่ค้า จากหลายจังหวัดในภาคอีสาน และชาวลาวมารับซื้อถึงสวน ทำเงินเป็นล่ำเป็นสัน สร้างงาน สร้างอาชีพให้ชาวบ้าน 15 คน ที่มารับจ้างหลังเพาะชำพืชผักสวนครัวไว้ขายอีกด้วย

คุณลุงสมชาติ ปิ่นทอง อายุ 72 ปี กล่าวว่า พื้นเพตนเป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ เรียนจบจากแม่โจ้ รุ่น 26…มารับราชการเป็นหัวหน้าอนุรักษ์ดินและน้ำ ศูนย์พัฒนาที่ดินนครพนม ตั้งแต่ปี 2509 จนปัจจุบันอาศัยอยู่ที่นครพนม นาน 50 ปี หลังลาออกจากราชการได้ 10 ปี เพื่อมาทำสวน โดยตนจะเปิดอินเตอร์เน็ต กลูเกิ้ล ศึกษาการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักสวนครัว ลองผิดลองถูก จนปัจจุบันมีความชำนาญ จนรู้แทบจะทุกเรื่องในการเพาะชำ ขั้นตอนดูแลรักษาพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ

คุณลุงสมชาติ เล่าว่า ช่วงที่โป๊ยเซียนกำลังฮิต ตนซื้อมาแต่ละพันธุ์ต่ำสุดตกกระถางละ 1,000 บาท บางพันธุ์ที่หายากซื้อราคาสูงถึงต้นละ 20,000 บาท เพาะเลี้ยงและปลูกมาเรื่อยมากกว่า 20 ปีแล้ว พันธุ์โป๊ยเซียนมีมากหลายสายพันธุ์ มีทั้งดอกเล็ก ดอกใหญ่ และมีทุกสี ยกเว้นโป๊ยเซียนดอกสีดำ และสีน้ำเงิน

หากเพาะพันธุ์โดยการใช้เมล็ด จะใช้เวลานานถึง 1 ปี ส่วนใหญ่ตนจะใช้วิธีคัดต้นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ตัดต่อยอดเสียบกิ่ง

นักเพาะเลี้ยงมืออาชีพจะอาศัยแมลงผสมเกสร เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่

คุณลุงสมชาติ กล่าวด้วยว่า ตนเช่าที่ดินเนื้อที่กว่า 10 ไร่ เลขที่ 136 หมู่ที่ 3 บ้านขามเฒ่า ตำบลขามเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ริมถนนทางหลวง 212 สายนครพนม-ธาตุพนม ในชื่อสวนโป๊ยเซียน นครพนม ไว้เพาะเลี้ยง โป๊ยเซียน อาทิ พันธุ์นครพิงค์ กำไรเพิ่มพูน ระฆังทอง เพชรน้ำหนึ่ง บัลลังก์เงิน เป็นต้น ปัจจุบันมีมากกว่า 20,000 กระถาง แต่ที่เพาะพันธุ์โป๊ยเซียนเพิ่มใหม่ในชื่อ “สาวนครพนม”

โป๊ยเซียนที่นี่จะเลี้ยงโดยธรรมชาติ ไม่ฉีดพ่นยา วางไว้กลางแจ้ง ชอบอากาศลมโชย ทนต่อสภาพแดดจัด เพาะเลี้ยงในกระถางโดยซื้อดินใบก้ามปูมาจากจังหวัดอ่างทอง ครั้งละ 1 รถสิบล้อ ผสมกับวัสดุมะพร้าวสับที่ซื้อมาจากจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กิ่งที่ชำจะใช้แกลบดำกับทราย จุ่มปูนขาวกันรากเน่า 1 เดือน ก็จะติดราก ก่อนต้นแข็งแรงจึงย้ายไปปลูกในกระถาง ใช้เวลาเพาะเลี้ยงนาน 3-4 เดือน ก่อนให้ผลผลิตดอกใหญ่ ก็จะขายได้ในราคาส่ง ต้นละ 25 บาท ขายปลีก กระถางละ 40 บาท

ที่ผ่านมา มีพ่อค้า แม่ค้า จากจังหวัดอุบลราชธานี หนองคาย อุดรธานี และจากเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) นำรถกระบะมารับซื้อถึงสวน ครั้งละ 700-1,000 ต้น ทำเงินให้เดือนละกว่า 100,000 บาท ขณะเดียวกันยังจ้างแรงงานไว้ 15 คน ตกคนละ 300 บาท ต่อวัน แบ่งกันทำหน้าที่ กรอกดินใส่ถุง เพาะถุงชำ ตอนกิ่งพันธุ์ ทาบตา รดน้ำ ใส่ปุ๋ย เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้เพาะชำพืชผักสวนครัวแทบทุกชนิด อาทิ ต้นแมงลัก สะระแหน่ โหระพา พริก ลงถุงดำ ขายส่ง ต้นละ 8-10 บาท และมะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร ขายกระถางละ 100-250 บาท ตามแต่ขนาด ซึ่งขายดีสุดๆ ในช่วงนี้ โดยจะมีพ่อค้า แม่ค้า ขับรถมารับถึงสวน

พร้อมกันนี้ยังมีรถกระบะ 2 คัน ตระเวนขายตามตลาดนัดไทย-ลาว ในอำเภอธาตุพนม และตลาดนัดคลองถม หน้าค่ายพระยอดเมืองขวาง (จทบ. นครพนม) เพื่อนำเงินส่วนนี้มาเลี้ยงแรงงาน 15 คน ซึ่งมีค่าแรงตกเดือนละ 45,000 บาท

“ถึงแม้ผมจะมีอายุล่วงเลยไม้ใกล้ฝั่ง มีบ้านอยู่ในตัวเมือง และมีธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร แต่ก็รักต้นไม้และรักความเป็นธรรมชาติ จึงได้สร้างเพิงเต็นท์พักอาศัยอยู่ภายในกลางสวนแห่งนี้ สะดวก และดูแลคนงานได้ทั่วถึง พร้อมกับซื้อที่อีกกว่า 20 ไร่ เพื่อไว้ทดลองปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ระยองไว้ด้วย” คุณลุงสมชาติ กล่าว

ผู้สนใจ จะแวะมาเยี่ยมชมสวน เพื่อขอคำแนะนำในเรื่องพันธุ์ไม้ การอนุรักษ์ดิน หรือต้องการรับพันธุ์ไม้ พืชผักสวนครัวไปจำหน่าย ติดต่อโดยตรงได้ที่ สวนโป๊ยเซียน นครพนม โทร. (081) 872-1913 ทางเฟซบุ๊ก พิมพ์ว่า Somchart Pintong