เตือนความวุ่นวายครั้งใหญ่ในอาเซียน เมื่อราคาอาหารพุ่งไม่หยุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682732

วันที่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 13:00 น.เตือนความวุ่นวายครั้งใหญ่ในอาเซียน เมื่อราคาอาหารพุ่งไม่หยุด

นักเศรษฐศาสตร์เตือนอาเซียนเสี่ยงเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ หากราคาอาหารยังคงพุ่ง

โมฮัมหมัด ฟาอีซ นากูธา นักเศรษฐศาสตร์จาก Bank of America Securities บอกกับ CNBC ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับความวุ่นวายทางสังคมครั้งใหญ่ หากราคาอาหารยังพุ่งขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่หมดไปกับอาหารของผู้คนในประเทศต่างๆ ในภูมิภาค อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม คิดเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ

รายงานอ้างข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งฟิลิปปินส์พบว่าในปี 2021 ครัวเรือนชาวฟิลิปปินส์ใช้จ่ายเกือบ 40% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดไปกับอาหารและเครื่องดื่ม ไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อเปรียบเทียบกับครัวเรือนในสหรัฐพบว่าตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่เพียง 8.6%

นากูธาเสริมว่าแม้ภาวะเงินเฟ้อด้านอาหารในอาเซียนยังคงน้อยกว่า เนื่องจากมีการพึ่งพาการค้าขายในภูมิภาคปริมาณมาก และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในหารสกัดเงินเฟ้อด้านราคาอาหาร แต่อย่างไรก็ตาม นากูธาเตือนว่าในท้ายที่สุดแล้วราคาอาหารจะต้องปรับตัวสูงขึ้นอยู่ดี

ทั้งนี้ รายงานระบุว่าอัตราเงินเฟ้อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนากูธาคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเดือนและไตรมาสข้างหน้า

นากูธากล่าวว่าเมื่อเศรษฐกิจกลับมาเปิดใหม่และผู้คนใช้บริการมากขึ้น ความต้องการจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และเมื่อรวมกับอัตราเงินเฟ้อพลังงานและอาหารทั่วโลก จะผลักดันอัตราเงินเฟ้อโดยรวมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้สูงขึ้นไปอีก

ตามรายของ FocusEconomics ชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นจาก 3% ในเดือนก.พ. เป็น 3.5% ในเดือนมี.ค.

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเงินเฟ้อในระยะยาวยังคงไม่แน่นอน เนื่องจากยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ จะทรงตัวที่ใดบ้าง นากูธากล่าวเสริม

“แต่ในพื้นฐานแล้วเราคิดว่ายังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้น และสำหรับอาเซียนอัตราเงินเฟ้ออาจหลุดออกมาจากจุดสูงสุด แต่จะยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา และน่าจะอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับจุดที่ธนาคารกลางต้องการเห็น” นากูธากล่าว

Photo by REUTERS/Romeo Ranoco

ฟิลิปปินส์แห่ประท้วง! ลูกมาร์กอสวอนอย่าตัดสินตนจากอดีตที่พ่อเคยทำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682727

วันที่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 11:47 น.ฟิลิปปินส์แห่ประท้วง! ลูกมาร์กอสวอนอย่าตัดสินตนจากอดีตที่พ่อเคยทำ

ฟิลิปปินส์ประท้วงผลการเลือกตั้ง ทายาทเผด็จการจ่อนั่งเก้าอี้ผู้นำคนใหม่

วันที่ 11 พ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ว่าประชาชนหลายร้อยคนรวมตัวกันชุมนุมประท้วงบริเวณอาคารคณะกรรมการการเลือกตั้ง หลังจากที่ผลการนับคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างไม่เป็นทางการจากผู้ลงคะแนนเสียงกว่า 90% พบว่าเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ หรือบองบอง ลูกชายของอดีตผู้นำเผด็จการ มีคะแนนนำโด่งประมาณ 31 ล้านเสียง

ขณะที่คู่แข่งอย่างเลนี โรเบรโด รองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งได้เพียง 14.8 ล้านเสียง กล่าวว่าทีมของเธอกำลังตรวจสอบความโปร่งใสของการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้

จากการนับคะแนนเบื้องต้น มาร์กอส จูเนียร์ มีคะแนนนำโรเบรโดมากกว่า 2 เท่า ซึ่งนับว่าเป็นชัยชนะที่ใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ

อย่างไรก็ตาม The New York Times รายงานว่าสำหรับประชาชนหลายคนในประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นามสกุลมาร์กอสยังคงอยู่ในความทรงจำอันเจ็บปวดจากความโหดร้ายที่พ่อของบองบองก่อขึ้น

กลุ่มผู้ชุมนุมนับร้อยคนโดยเฉพาะ Young Voters รวมตัวกันในสวนสาธารณะตรงข้ามอาคารคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อประท้วงผลการเลือกตั้ง

“ฉันอายุ 27 แล้ว และฉันก็กลัวอนาคตของเรา โดยเฉพาะตอนนี้ที่ฉันเป็นผู้ใหญ่แล้ว ตอนเด็กๆ ฉันไม่สนใจการเมือง แต่ตอนนี้ฉันขนลุกเพราะความกลัว” พอลล่า ซานโตส หนึ่งในผู้ชุมนุมกล่าว

ด้านมาร์กอส จูเนียร์ กล่าวว่าขอให้สังคมอย่าตัดสินเขาจากสิ่งที่บรรพบุรุษของเขาเคยทำไว้ แต่ให้ตัดสินจากการกระทำของเขาเอง

ทั้งนี้ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ซีเนียร์ อดีตประธานาธิบดีเผด็จการของฟิลิปปินส์ถูกโค่นอำนาจหลังเกิดเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริต และลี้ภัยไปยังรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ในปี 1986 หลังจากที่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศเกือบ 21 ปี ต่อมาในปี 1989 หลังจากที่อดีตผู้นำเสียชีวิตลง ครอบครัวได้เดินทางกลับฟิลิปปินส์

ขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งเรียกร้องให้จำคุกอิเมลดา มาร์กอส ผู้เป็นภรรยา ซึ่งพัวพันกับคดีทุจริตด้วย นอกจากนี้ครอบครัวของมาร์กอสยังถูกตราหน้าว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก

Photo by REUTERS/Eloisa Lopez

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐเตือนจีนกำลังเสริมสร้างกองทัพให้มีศักยภาพยึดไต้หวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682725

วันที่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 10:55 น.เจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐเตือนจีนกำลังเสริมสร้างกองทัพให้มีศักยภาพยึดไต้หวัน

ข่าวกรองสหรัฐระบุทางการจีนพยายามอย่างหนักเพื่อเพิ่มแสนยานุภาพของกองทัพให้สามารถบุกยึดไต้หวันได้

สำนักข่าว CNN รายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองระดับสูงของสหรัฐเผยกับสภาคองเกรสว่า ประชาคมข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐเชื่อว่าจีนกำลังเสริมสร้างกองทัพให้มีศักยภาพในการบุกยึดไต้หวัน

แอฟริล เฮนส์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติเผยต่อคณะกรรมาธิการด้านอาวุธของวุฒิสภาว่า ภัยคุกคามต่อไต้หวันในขณะนี้จนถึงปี 2030 เป็นภัยคุกคาม “เฉียบพลัน”

“เรามองว่า (จีน) กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่กองทัพสามารถเข้ายึดไต้หวันได้อย่างมีประสิทธิภาพเหนือการแทรกแซงของเรา” เฮนส์กล่าวโดยปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมต่อสาธารณะเกี่ยวกับช่วงเวลาของประชาคมข่าวกรอง

ทว่าเฮนส์และ สกอตต์ แบร์ริเออร์ หัวหน้าสำนักข่าวกรองกลาโหมสหรัฐเตือนว่า สหรัฐยังไม่ทราบว่าประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนจะนำบทเรียนอะไรจากการทำสงครามของรัสเซียในยูเครนและความช่วยเหลือจากตะวันตกที่ส่งไปยังเคียฟมาใช้ และการตีความเหตุการณ์ในวิกฤตดังกล่าวของสีจิ้นผิงและพรรคคอมมิวนิสต์อาจกระทบกับช่วงเวลาและแนวทางต่อไต้หวัน

เฮนส์และแบร์ริเออร์กล่าวอีกว่า สหรัฐเชื่อว่าหากเป็นไปได้จีนจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารในไต้หวัน

“ผมเชื่อว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนจะไม่ใช้กำลัง” แบร์ริเออร์กล่าว “ผมว่าพวกเขาจะค่อยๆ ทำอย่างสันติ” และกว่าต่อว่า ไต้หวันก็ได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญจากความขัดแย้งในยูเครนซึ่งอาจทำให้ไต้หวันนำมาใช้ปกป้องตัวเองจากจีน

“มีบางอย่างที่เราสามารถทำได้กับไต้หวัน” แบร์ริเออร์เผย “ผมคิดว่าพวกเขากำลังเรียนรู้บทเรียนที่น่าสนใจมากจากความขัดแย้งในยูเครน เช่น ความเป็นผู้นำมีความสำคัญอย่างไร กลยุทธ์หน่วยย่อยมีความสำคัญเพียงใด หน่วยทหารชั้นประทวนสำคัญอย่างไร และการฝึกที่มีประสิทธิภาพจริงๆ กับระบบอาวุธที่เหมาะสม และมีอะไรบ้างที่ระบบเหล่านั้นกับคนที่เหมาะสมสามารถทำเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้น”

เมื่อวันเสาร์ บิลล์ เบิร์นส์ ผู้อำนวยการซีไอเอเผยว่า ความขัดแย้งของรัสเซียในยูเครนกระทบกับการคำนวณของจีนว่าจะเข้าควบคุมไต้หวันเมื่อไรและอย่างไร

“เห็นได้ชัดว่าผู้นำจีนพยายามมองบทเรียนที่ได้จากยูเครนอย่างรอบคอบเพื่อนำมาใช้กับเป้าหมายของตัวเองในไต้หวัน” เบอร์นส์กล่าว “ผมไม่คิดว่ามันจะกัดเซาะความมุ่งมั่นในการเข้าควบคุมไต้หวันของสีเมื่อเวลาผ่านไป แต่ผมคิดว่ามันเป็นอะไรบางอย่างที่ส่งผลต่อการคำนวณของพวกเขาเกี่ยวกับวิธีการและเวลาที่พวกจะลงมือทำ”

REUTERS/Kevin Lamarque   

บทเรียนแบนธุรกิจ Lazada จะยืนหยัด หรือการคว่ำบาตรจะล้มเหลว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682677

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 19:03 น.บทเรียนแบนธุรกิจ Lazada จะยืนหยัด หรือการคว่ำบาตรจะล้มเหลว

คิงสรุปว่า “มันสมเหตุสมผลที่จะอนุมานว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจขององค์กรมองว่าการบอยคอตเป็นภัยคุกคามต่อชื่อเสียงที่ร้ายแรงกว่าเป็นภัยคุกคามต่อยอดขาย”

กระแสการบอยคอตกลับมาร้อนระอุอีกครั้งในประเทศไทยเมื่อโฆษณาชิ้นหนึ่งของอีคอมเมิร์ซเจ้าดังอย่าง Lazada ถูกเผยแพร่ จนล่าสุดกองทัพไทยสั่งห้ามรถขนส่งของเจ้านี้เข้าหน่วยทหารทั่วประเทศ

การบอยคอตภาคธุรกิจในยุคนี้เกิดขึ้นมาเพื่อกดดันให้บริษัทปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติของตัวเองให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาการบอยคอตของผู้บริโภคก็มีทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว

ตัวอย่างกรณีที่สำเร็จที่เลื่องลือไปทั่วโลกคือ การบอยคอตรถโดยสารประจำทางในเมืองมอนต์โกเมอรีของคนผิวสีในปี 1955 (Montgomery Bus Boycott) หลังจากมีคนผิวสีถูกตำรวจลากลงจากรถเพราะไปนั่งในที่นั่งเฉพาะของคนผิวขาว และอีกครั้งหนึ่งคือ โรซา พาร์กส์ ไม่ยอมลุกให้คนผิวขาวนั่งจึงถูกจับกุม จนนำมาสู่การเคลื่อนไหวเรียกร้องความเท่าเทียมระหว่างคนผิวสีกับคนผิวขาวครั้งใหญ่ในสหรัฐ

เบรย์เดน คิง (Brayden King) ศาสตราจารย์ด้านการบริหารและการจัดการองค์กรจาก Kellogg School of Management บอกว่า “นักเคลื่อนไหวที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงขององค์กรนั้นส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทที่ตกเป็นเป้า มันจะต้องเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงจึงจะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญใดๆ”

แล้วจะบอยคอตอย่างไรให้ได้ผล

คิงตั้งสมมุติฐานว่าบริษัทจะยอมอ่อนข้อให้กับการบอยคอตก็ต่อเมื่อ ยอดขายลด ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน และบริษัทมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีอยู่ก่อนแล้ว

คิงทดสอบสมมุติฐานนี้ด้วยการศึกษาข้อมูลการบอยคอตบริษัทขนาดใหญ่ที่รายงานในหนังสือพิมพ์แห่งชาติของสหรัฐระหว่างปี 1990-2005 แล้วแสวงหาคำตอบว่าทำไมบริษัท 53 จาก 144 แห่งที่ทำการศึกษาจึงยอมทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มคนที่บอยคอต

ผลลัพธ์ที่ได้แม้จะเป็นการยืนยันสมมุติฐานของคิงเกี่ยวกับความสำคัญของสื่อมวลชน แต่ที่น่าประหลาดใจคือ ยอดขายที่ลดลงไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้การบอยคอตสำเร็จ แต่บริษัทส่วนใหญ่มักยอมทำตามคำเรียกร้องของผู้บริโภคหากสื่อมวลชนให้ความสนใจค่อนข้างมาก ในทางกลับกันอำนาจที่แท้จริงของการบอยคอตขึ้นอยู่การสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กร

คิงพบว่าองค์กรที่มีภาพลักษณ์ย่ำแย่มีแนวโน้มที่จะยอมรับข้อเรียกร้องจากผู้บริโภคอย่างจริงจัง ในขณะที่บริษัทที่มีชื่อเสียงที่ดีจะไม่สะดุ้งสะเทือนต่อข้อเรียกร้อง และมีแนวโน้มที่จะ “ยึดมั่นในแนวทางของตัวเอง” โดยไม่สนใจยอดขาย

คิงสรุปว่า “มันสมเหตุสมผลที่จะอนุมานว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจขององค์กรมองว่าการบอยคอตเป็นภัยคุกคามต่อชื่อเสียงที่ร้ายแรงกว่าเป็นภัยคุกคามต่อยอดขาย” ซึ่งช่วยอธิบายได้อย่างดีว่าทำไมการบอยคอตจึงประสบความสำเร็จทั้งที่หลายครั้งมีผู้เข้าร่วมไม่มากและไม่ส่งผลกระทบกับยอดขายของบริษัทมากนัก

คิงระบุต่อว่า “การบอยคอตอาจไม่จำเป็นต้องส่งผลกระทบต่อยอดขายเลยเพื่อให้มีประสิทธิภาพ ในทางกลับกันอิทธิพลของผู้เรียกร้องเกิดจากความสามารถในการทำให้สาธารณชนรับรู้เกี่ยวกับบริษัทในเชิงลบ ดังนั้นบริษัทที่มีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีอยู่แล้วจึงมีแนวโน้มที่จะยอมแพ้ต่อการบอยคอตและระงับความเสียหายเพิ่มเติมใดๆ ที่การบอยคอตอาจส่งผลต่อชื่อเสียงของพวกเขา”

อย่างไรก็ดี คิงบอกว่าการศึกษานี้มีข้อสรุปที่น่าขันประการหนึ่งว่า “บริษัทที่มีชื่อเสียงตกต่ำอยู่แล้วตั้งแต่แรกมีความเสี่ยงน้อยกว่าที่จะถูกบอยคอต เพราะพวกเขาไม่มีอะไรจะเสียแล้ว”

ส่วน Harvard Business Review ระบุถึงปัจจัยที่จะทำให้การบอยคอตประสบความสำเร็จไว้ดังนี้

1.ผู้เรียกร้องต้องมีกลยุทธ์ ผู้เรียกร้องไม่เพียงแต่พยายามเปลี่ยนพฤติกรรมของบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น แต่ยังต้องการเปลี่ยนแนวปฏิบัติในอุตสาหกรรมโดยรวมด้วย และเมื่อนี่คือเป้าหมาย ผู้เรียกร้องมักเลือกบริษัทเดียวเป็นเป้าหมาย ซึ่งมักเป็นบริษัทที่มีความเปราะบางหรือมีโอกาสที่จะสร้างแรงกระเพื่อมได้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น แคมเปญ “McCruelty” เมื่อปี 2009 ขององค์กรพิทักษ์สัตว์ PETA ที่อ้างว่า McDonald’s เชือดไก่อย่างทารุณ เพราะเป็นเครือที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากและเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ด

2.ธุรกิจที่ทำการค้าระหว่างธุรกิจด้วยกันอาจไม่ตกเป็นเป้าโดยตรง แต่อาจได้รับผลกระทบจากการบอยคอตทางอ้อม อาทิ เมื่อ Apple ถูกโจมตีเกี่ยวกับการใช้แรงงานในจีน เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตของ Apple แต่อยู่ที่คู่สัญญาการผลิตอย่าง Foxconn การทำแคมเปญโจมตี Foxconn โดยตรงมีโอกาสล้มเหลวสูง การพุ่งเป้าไปที่ Apple ย่อมดีกว่า เพราะความเสียหายต่อชื่อเสียงของ Apple สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลงสภาพการทำงานในซัพพลายเชนได้

3.บางครั้งข้อเรียกร้องก็ก่อให้เกิดการแบ่งขั้ว เช่น การสมรสของเพศเดียวกัน บริษัทจะต้องเผชิญกับความยุ่งยากไม่ว่าจะเลือกอยู่ข้างไหน เพราะจะถูกอีกฝ่ายหนึ่งวิจารณ์อยู่ดี การถูกดึงเข้าสู่การต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นอาจกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กร

ขณะที่ เมาริซ ชไวต์เซอร์ ศาสตราจารย์ด้านการปฏิบัติการและการจัดการข้อมูลจาก Wharton School มองว่า “การบอยคอตน้อยมากที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การบอยคอตส่วนใหญ่ขาดความพยายามอย่างต่อเนื่อง” จากนั้นผู้คนก็จะหมดความสนใจหรือหยุดให้ความสนใจไปเอง

สำหรับกรณีของ Lazada ในบ้านเราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าผลลัพธ์จะออกมาเหมือนอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้บอกไว้หรือไม่

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

REUTERS/Darren Whiteside

Marcos thanks supporters after landslide presidential election victory

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40015412


Ferdinand Marcos Jr, the son of the Philippines dictator deposed in a 1986 popular uprising, thanked his supporters on Monday after winning the presidential election by a huge margin, according to unofficial results, marking a stunning comeback for the country’s most famous political dynasty.

Marcos thanks supporters after landslide presidential election victory

An unofficial tally showed Marcos, popularly known as “Bongbong”, had surpassed the 27.5 million votes needed for a majority, setting the stage for a once-unthinkable return to power of the Marcos family, 36 years after its humiliating retreat into exile during a “people power” uprising.

Marcos trounced bitter rival Leni Robredo to become the first candidate in recent history to win a Philippines presidential election majority.

“Even if the voting is not yet done, my gratitude cannot wait. I extend my thanks to everyone. To all who helped out, to all who joined our cause, to your sacrifices, to your hard work, to your time, your abilities, your eagerness,” he said in a video message on his official Facebook page.

But Filipinos express mixed feelings about the election outcome.

While some voters in Manila were happy with the outcome, others like 22-year-old Lila Victoria Mortel expressed their concerns.

“My grandfather was held at gunpoint just for wanting to go to a clinic at night. So hearing that, with you know, like other country’s elections, it’s terrifying,” she said

Around 400 Filipinos staged a protest outside the Philippine Elections Commission in Manila

Demonstrators, mostly students, chanted slogans and waved Philippine national flags in protest against Marcos, citing election irregularities.

The elections commission, which said the poll was relatively peaceful, is due on Tuesday to rule on petitions seeking to overturn its dismissal of complaints trying to bar Marcos from the presidential race.

The 64-year-old’s runaway victory now looks certain with 96 per cent of the eligible ballots counted in an unofficial tally, showing he has more than 30 million votes, double that of Robredo.

The official result is expected around the end of the month.

Published : May 10, 2022

By : Reuters

โดรนยูเครนพิฆาตนาวี กับมิสไซล์เรือดำน้ำรัสเซีย ใครจะแน่กว่ากัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682646

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 14:40 น.โดรนยูเครนพิฆาตนาวี กับมิสไซล์เรือดำน้ำรัสเซีย ใครจะแน่กว่ากัน

ทั้งฝ่ายยูเครนและฝ่ายรัสเซียก็อ้างว่าอาวุธเด็ดของตัวเองโจมตีเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามจนเสียหายไปตามๆ กัน

เมื่อเร็วๆ นี้กระทรวงกลาโหมยูเครนเผยว่าโดรนติดอาวุธ Bayraktar TB2 ของยูเครนได้ทำลายเรือระบายพลของรัสเซียที่อยู่ใกล้กับเกาะงู (Snake Island) รวมถึงยังทำลายระบบป้องกันขีปนาวุธของรัสเซียที่อยู่บนเกาะนั้นด้วย และยังจมเรือตรวจการณ์ชั้น Raptor อีก 2 ลำในเวลาไล่เลี่ยกัน

โดรนติดอาวุธ Bayraktar TB2 เป็นอากาศยานต่อสู้ไร้คนขับแบบเพดานบินปานกลางระยะเวลาทำการนาน (MALE) ที่สามารถควบคุมได้จากระยะไกลหรืออาจปฏิบัติการได้แบบอัตโนมัติ ผลิตโดยบริษัท Baykar Makina Sanayive Ticaret ในตุรกี โดยยูเครนสั่งซื้อมาใช้งานตั้งแต่ปี 2019

Bayraktar TB2 มีสมรรถนะในการโจมตีเป้าหมายด้วยความแม่นยำสูง มาพร้อมความสามารถในการทำลายเป้าหมายที่หลากหลาย ทั้งบนบก ในผิวน้ำ ทำให้ได้รับความนิยมในกองทัพต่างๆ ทั่วโลก

มีประสิทธิภาพสูงด้านการสอดแนม การเฝ้าระวังและการลาดตระเวน (ISR) รวมถึงภารกิจโจมตีด้วยอาวุธประเภทขีปนาวุธระยะใกล้ ครองสถิติในประวัติศาสตร์ด้านการบินของตุรกีโดยบินอยู่บนอากาศได้นานถึง 27 ชั่วโมง 3 นาที ที่ระดับความสูง 25,030 ฟุต

Bayraktar TB2 ถูกออกแบบในลักษณะเป็นหางผีเสื้อ และมีการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นตัวขับเคลื่อนโดรน มีการใช้เส้นใยคาร์บอนเป็นวัสดุหลัก และที่สำคัญคือโดรนชนิดนี้มีระบบควบคุมและสนับสนุนภาคพื้นจากองค์กรนาโต ผู้ควบคุมโดรนชนิดนี้จะมีอยู่ 3 คนด้วยกันก็คือ ฝ่ายนักบิน ฝ่ายผู้ส่งข้อมูล และฝ่ายบัญชาการภารกิจ

มีระดับความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความเร็วในระดับมาตรฐาน (Cruise Speed) อยู่ที่ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แม้ว่าจะมีประสิทธิภาพด้อยกว่าโดรนทหารราคาแพงอย่าง Predator, Reaper หรือ Israeli Heron แต่ Bayraktar TB2 มีต้นทุนต่ำและมีขีดความสามารถในการทำลายล้างเป้าหมายเหมือนกันกับระบบโดรนทหารของสหรัฐที่ใหญ่และมีราคาแพงกว่า

เว็บไซต์เกี่ยวกับการทหาร Oryx ระบุว่า แม้ว่าโดรน Bayraktar TB2 จะขึ้นชื่อในเรื่องมือสังหารนักล่าที่ทำลายเป้าหมายที่อยู่บนพื้นดินด้วยขีปนาวุธที่ใช้เลเซอร์นำทางได้อย่างมีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง แต่ก็สามารถโจมตีเป้าหมายทางทะเลได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ถ้าจะให้ระบุเฉพาะเจาะจงก็คือ การทำหน้าที่เป็นคนชี้เป้าให้กับขีปนาวุธต่อต้านเรือ Neptune ของยูเครนที่เคยใช้จมเรือธง Moskva ของรัสเซีย

เมาโร จิลลิ นักวิจัยอาวุโสด้านเทคโนโลยีทางการทหารและความมั่นคงนานาชาติจาก ETH Zurich เผยกับ Al Jazeera ว่า “มันขึ้นอยู่กับระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียมากๆ โดรนอย่าง TB2 ถูกระบบต่อต้านขีปนาวุธทางอากาศตรวจจับได้ง่าย ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพจะต้องใช้ด้วยความเชี่ยวชาญร่วมกับระบบการสงครามอิเล็กทรอนิกอื่นที่ปิดปั้นเรดาร์ของศัตรู และต้องใช้ด้วยเทคติกที่เหมาะสม”

ส่วน The National Interest บอกว่า แม้จะมีข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับโดรนนี้ไม่มากเนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคง แต่เทคโนโลยีนี้ค่อนข้างมีผลกระทบกับการป้องกันชายฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยูเครนนำโดรน Bayraktar TB2 จำนวนมากมาใช้และสามารถสร้างเครือข่ายจุดเฝ้าระวังที่กระจายไปทั่วจุดที่ถูกคุกคาม

ขีปนาวุธ 3M-54 Kalibr รุ่นส่งออกของรัสเซีย ภาพ: wikipedia/Allocer

ส่วนทางฝั่งรัสเซียมีการประกาศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกว่า เรือดำน้ำที่อยู่ในทะเลดำโจมตีเป้าหมายทางการทหารของยูเครนด้วยขีปนาวุธร่อน Kalibr

ขีปนาวุธร่อน 3M-54 Kalibr หรือที่นาโตเรียกว่า SS-N-27 Sizzler และ SS-N-30A มีทั้งชนิดที่ยิงจากเรือ เรือดำน้ำ และยิงจากอากาศยาน บางรุ่นมีการขับเคลื่อน 2 สเตจซึ่งจะเร่งความเร็วให้อยู่ในระดับเหนือเสียงในช่วงสุดท้ายก่อนจะไปถึงเป้าหมาย เพื่อให้ระบบป้องกันของศัตรูมีเวลาในการตอบสนองน้อยลง และยังสามารถบรรจุหัวรบที่มีระเบิดหนัก 500 กิโลกรัมหรือหัวรบเทอร์โมนิวเคลียร์

ขีปนาวุธนี้สามารถยิงจากเรือที่แล่นอยู่บนผิวน้ำด้วยระบบการยิงในแนวตั้ง (VLS) จากนั้นจรวดจะพุ่งสู่ระดับความสูงที่ปลอดภัยกับตัวเรือแล้วจุดเครื่องยนต์เพื่อร่อนหลบหลีกสิ่งกีดขวาง ก่อนจะพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างแม่นยำด้วยระบบนำร่อง GNSS และระบบพิกัดสัญญาณดาวเทียม GLONASS หรือระบบ GPS เวอร์ชั่นรัสเซีย

ส่วนพิสัยสูงสุดนั้นหลายแหล่งข้อมูลระบุต่างกัน อาทิ กระทรวงกลาโหมสหรัฐประเมินว่าอยู่ที่ 1,400 กิโลเมตร ส่วน เซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่ามีพิสัย “เกือบ 1,500 กิโลเมตร” ขณะที่หลังการยิงครั้งแรกเมื่อเดือน ต.ค. 2015 กระทรวงกลาโหมรัสเซียบอกว่ามีพิสัย 2,000 กิโลเมตร

ขีปนาวุธรุ่นที่ใช้ในประเทศ (3M54T / 3M54K) และรุ่นส่งออก (3M54TE/3M54KE) เคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำกว่าเสียง ก่อนจะขยับเป็นความเร็วเหนือเสียงที่ 2.9 มัค (เร็วกว่าความเร็วเสียง 2.9 เท่า) เมื่อเคลื่อนเข้าใกล้เป้าหมาย ซึ่งความเร็วระดับนี้ทำให้ระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถตรวจจับได้

ภาพ: wikipedia/Bayhaluk

ลัทธิกินอึ มีอยู่จริง และมีมานานนับร้อยปีแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682667

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 17:41 น.ลัทธิกินอึ มีอยู่จริง และมีมานานนับร้อยปีแล้ว

ความเชื่อ รสนิยม หรือการแพทย์ ลัทธิประหลาดนี้เกิดขึ้นมานานหลายปีในหลายพื้นที่ทั่วโลก

• เรียกได้ว่าเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ หลังจากที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบสำนักปฏิบัติธรรมของฤาษีในจังหวัดชัยภูมิ ที่อ้างตัวว่าเป็นพระบิดา ผู้เป็นใหญ่กว่าทุกศาสดา ซึ่งจากการตรวจสอบภายในสำนักพบร่างผู้เสียชีวิต 11 รายที่มีการอ้างว่าบรรจุใส่โลงเก็บไว้ภายในสำนักฤาษีดังกล่าวเพื่อรอการขึ้นสวรรค์ นอกจากนี้เจ้าตัวยังให้ลูกศิษย์กินปัสสาวะ เสมหะ อุจจาระ รวมถึงขี้ไคล โดยอ้างเป็นยารักษาโรค

• แน่นอนว่าการรับประทานของเสียเหล่านี้มีความอันตรายที่จะรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย แต่พฤติกรรมกินของเสียรวมถึงอุจจาระของนั้นมีมานานแล้วซึ่งเรียกว่า Coprophagia

 Coprophagia คือการรับประทานอุจจาระซึ่งเกิดขึ้นทั้งในมนุษย์และสัตว์ เป็นการรวมกันของคำว่า copros ที่แปลว่าอุจจาระ และ phagein ที่แปลว่ากิน จากภาษากรีกโบราณ ซึ่งหมายถึงการรับประทานอุจจาระในหลากหลายรูปแบบรวมทั้งของสัตว์สายพันธุ์อื่น ของบุคคลอื่น และของตัวเอง

• เมื่อไม่นานมานี้ เว็บไซต์ Parrots UG เปิดเผยเรื่องราวของอินฟลูเอนเซอร์ชาวกานาคนหนึ่งที่เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อเธอกินอุจจาระของเศรษฐีชาวดูไบแลกกับเงิน 50,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งวิดีโอนี้กลายเป็นไวรัลทั้งบนทวิตเตอร์และอินสตาแกรม

• การรับประทานอุจจาระของมนุษย์นั้นได้รับการอธิบายมานานมากแล้ว ในบุคคลที่มีอาการป่วยทางจิต และในกิจกรรมทางเพศบางอย่าง รวมถึงการรักษาทางการแพทย์ในบางทฤษฎี ฟร็องซัว ราเบอแล แพทย์และนักเขียนนิยายแนวเสียดสีและพิลึกพิลั่นชางฝรั่งเศส อ้างว่าแพทย์เมื่อหลายศตวรรษก่อน (ช่วงกลางศตวรรษที่ 16) ได้ชิมอุจจาระของผู้ป่วย เพื่อวินิจฉัยสุขภาพร่างกายของผู้ป่วย

• และในบางแวดวงเชื่อว่าการบริโภคมูลสัตว์บางชนิดสามารถเป็นยาได้ โดยราล์ฟ เอ. เลวิน นักชีววิทยากล่าวว่าการบริโภคมูลอูฐสดๆ ได้รับการแนะนำโดยชาวเบดูอินว่าเป็นยาสำหรับรักษาโรคบิด

• เมื่อปี 2015 VICE ได้นำเสนอการทำไวน์อุจจาระในเกาหลีใต้ที่เรียกว่า Ttongsul โดยดร.อี ชาง ซู แพทย์แผนโบราณเกาหลีซึ่งเคลมว่าเขาคือคนสุดท้ายในเกาหลีที่รู้ว่าไวน์อุจจาระนี้ทำอย่างไร กล่าวว่าไวน์อุจจาระนี้ถูกใช้เป็นเครื่องดื่มทางการแพทย์มานานแล้ว

• เขาเผยว่าผู้คนใช้อุจจาระและปัสสาวะมาทำเป็นปุ๋ยก่อนที่ปุ๋ยเคมีจะถูกคิดค้นขึ้น และไวน์อุจจาระก็เป็นที่รู้จักมาหลายรุ่นอายุแล้ว ยาแผนโบราณของเกาหลีจำนวนไม่น้อยที่ใช้อุจจาระ อาทิ ใช้มูลค้างคาวรักษาโรคพิษสุราเรื้อรัง มูลไก่สำหรับโรคกระเพาะ เป็นต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป สังคมเปลี่ยนไป แทบจะไม่มีใครใช้ยานี้แล้ว “ผมรู้สึกเศร้านะที่อุจจาระมนุษย์ไม่ถูกใช้ในยาตะวันออกอีกต่อไปแล้ว”

• ดร.อี ชาง ซู กล่าวว่าการทำ Ttongsul นั้นจะใช้อุจจาระเด็กอายุระหว่าง 4-7 ปีซึ่งบริสุทธิ์และไม่มีกลิ่น และเก็บไว้ในตู้เย็น 3-4 วัน ก่อนที่จะนำมาใช้เป็นส่วนผสมร่วมกับไวน์ข้าว โดยในระยะยาวไวน์จะช่วยรักษาอาการเจ็บปวดให้หายเร็วขึ้น

• “โดยปกติแล้วผู้คนที่ได้รับบาดเจ็บจากการล้มอย่างหนักที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 20 วันถึง 1 เดือน ไวน์อุจจาระจะช่วยร่นเวลารักษาตัวลงไปครึ่งหนึ่ง” ดร.อี ชาง ซู กล่าว

• Coprophagia ยังถูกพูดถึงในงานเขียนหลายชิ้น รวมถึงหนังสือเรื่อง Gravity’s Rainbow ของทอมัส พินชอน ในปี 1973 ซึ่งมีฉากที่มีการบรรยายถึง Coprophagia อย่างละเอียด นอกจากนี้ยังมีนวนิยายเรื่อง Norma ของวลาดิมีร์ โซโรกิน นักเขียนชาวรัสเซียที่บรรยายถึง Coprophagia เช่นกัน

• บางครั้งการรับประทานอุจจาระถูกใช้เป็นสิ่งปลุกเร้าทางเพศ และปรากฏอยู่ในภาพลามกอนาจาร ตัวอย่างที่โด่งดังเช่นวิดีโอ 2 Girls 1 Cup และนวนิยายเรื่อง 120 Days of Sodom โดยมาร์กี เดอ ซาด ที่เขียนขึ้นในปี 1785 และภาพยนตร์ผู้ใหญ่อีกหลายเรื่อง

• นวนิยายเรื่องเรื่อง 120 Days of Sodom ของมาร์กี เดอ ซาด ซึ่งเป็นเจ้าของคำว่าซาดิสม์ (sadism) ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง Salò ในปี 1975 ซึ่งมีฉากที่ตัวละครต้องรับประทานอุจจาระ

• ทั้งนี้ Coprophagia เกิดขึ้นเป็นปกติในสัตว์รวมถึงสุนัขและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด โดยบางการศึกษาชี้ว่าสัตว์เหล่านั้นกำลังป่วย หรือขาดสารอาหารและวิตามิน ตลอดจนเป็นวิธีหนึ่งในการช่วยย่อย สำหรับสัตว์จำพวกแมลงเป็นเรื่องปกติที่จะกินมูลสัตว์อื่นซึ่งประกอบด้วยสารอาหารกึ่งย่อยจำนวนมาก

Photo by REUTERS/Thilo Schmuelgen

ปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาคลี่คลายแล้ว นักวิทย์อ้างไขความลับได้ในที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682633

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 13:09 น.ปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาคลี่คลายแล้ว นักวิทย์อ้างไขความลับได้ในที่สุด

นักวิทย์ออสเตรเลียไขปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (Bermuda Triangle) หรือที่เรียกกันว่า สามเหลี่ยมปิศาจ (Devil’s Triangle) พื้นที่ทางตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ อยู่ระหว่างฟลอริดา เปอร์โตริโก และเกาะเบอร์มิวดา ซึ่งเรือและเที่ยวบินหลายสิบลำหายสาบสูญไปอย่างลึกลับเมื่อมาถึงที่นี่

หลายคนต่างหาหลักฐานและทฤษฎีมาถกเถียงกันเพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น โดยบางทฤษฎีอ้างถึงปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติหรือฐานทัพของสิ่งมีชีวิตนอกโลก ความลึกลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาดึงดูดความสนใจผู้คนนับล้านมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ซึ่งปริศนาทั้งหมดยังคงไขไม่กระจ่าง

แต่ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา The Mirror รายงานว่าคาร์ล ครุสเซลนิค นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลีย อ้างว่าเขาได้ไขปริศนานี้สำเร็จแล้ว และมันไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมขาติแต่อย่างใด คาร์ลเชื่อว่าการหายตัวไปของเครื่องบินและเรือไม่มีอะไรไปมากกว่าสภาพอากาศที่เลวร้ายและความผิดพลาดของมนุษย์

“เครื่องบินและเรือหลายลำที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยในพื้นที่นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวหรือเมืองแอตแลนติสที่สาบสูญ…พื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ใกล้กับส่วนที่มั่งคั่งของโลกนั่นก็คืออเมริกา ดังนั้นจึงมีการจราจรหนาแน่น” คาร์ลกล่าว

พร้อมเสริมว่า จากข้อมูลของ Lloyd’s of London และ US Coastguard จำนวนเรือและอากาศยานที่หายไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้นไม่ต่างจากที่อื่นๆ ของโลกหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์

คาร์ลยกตัวอย่างเที่ยวบินที่ 19 เครื่องบินทิ้งระเบิดของกองทัพเรือสหรัฐที่หายไปอย่างลึกลับเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 1945 เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั่วโลก รวมถึงสตีเวน สปีลเบิร์ก ที่นำไปใส่ในภาพยนตร์เรื่อง Close Encounters of the Third Kind ซึ่งบรรยายภาพลูกเรือของเที่ยวบิน 19 ว่าถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไป

เที่ยวบินดังกล่าวเดินทางจากรัฐฟลอริดา โดยมีลูกเรือ 14 คนบนเครื่อง แต่ขาดการติดต่อและหายไปโดยไม่พบร่างลูกเรือหรือซากเครื่องบิน ขณะที่เครื่องบินค้นหาที่ส่งไปหาเที่ยวบิน 19 ก็หายไปในคืนนั้น

คาร์ลมองว่าการหายตัวไปของเที่ยวบินที่ 19 มีแนวโน้มว่าจะเกิดจากคลื่นที่สูง 15 เมตรกระทบมหาสมุทรแอตแลนติกในวันนั้น โดยเสริมว่านักบินที่มีประสบการณ์ในเครื่องบินลำนั้นมีเพียงคนเดียวคือร้อยโทชาร์ลส์ เทย์เลอร์ ซึ่งความผิดพลาดของมนุษย์อาจมีส่วนในโศกนาฏกรรมนี้เช่นกัน

ในปี 2010 โจเซฟ โมนาแกน เสนอว่าสาเหตุที่เรือล่มและเครื่องบินตกอาจมาจากการก่อตัวของแก๊สมีเทน โดยแก๊สดังกล่าวอยู่ใต้ท้องทะเลในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ซึ่งเมื่อแก๊สขึ้นสู่พื้นผิวจะทะยานสู่อากาศ และขยายตัวเป็นวงกว้าง ก่อนที่จะก่อตัวเป็นฟองแก๊สขนาดใหญ่ เมื่อเรือลำใดผ่านเข้าไปในบริเวณนั้น ก็จะเข้าไปสู่ฟองแก๊สมีเทนขนาดยักษ์ จนทำให้เรือเหล่านี้สูญเสียการควบคุม และจมลงในที่สุด

ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ที่หนาแน่นที่สุดในโลก โดยมีเรือผ่านพื้นที่นี้เป็นประจำทุกวันมุ่งหน้าไปยังเมืองท่าในทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป และหมู่เกาะแคริบเบียน เรือสำราญที่ผ่านพื้นที่นี้ก็มีมากเช่นกัน เรือเที่ยวเองก็มักจะมุ่งหน้าไปและกลับระหว่างฟลอริดากับแคริบเบียนอยู่เป็นปกติ นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ซึ่งมีการสัญจรทางอากาศอย่างหนาแน่น ทั้งอากาศยานพาณิชย์และส่วนตัว ซึ่งมุ่งหน้าไปยังฟลอริดา แคริบเบียน และทวีปอเมริกาใต้

Photo by Nilfanion/NASA/Wikipedia

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Bitcoin ทิ้งตัว 50%  ในช่วง 6 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682628

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 11:40 น.อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Bitcoin ทิ้งตัว 50%  ในช่วง 6 เดือน

สาเหตุที่ Bitcoin ร่วงต่ำว่าระดับ 30,000 เหรียญสหรัฐ

วันที่ 10 พ.ค. Bloomberg รายงานว่าราคา Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลกร่วงลงสู่ระดับต่ำกว่า 30,000 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน นับตั้งแต่เดือนก.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งลดลงจากระดับสูงสุดตลอดกาลที่ทำไว้เมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมามากกว่า 55% โดยขณะนี้ทำราคาไว้ที่ประมาณ 69,000 เหรียญสหรัฐ

โดยขณะนี้ราคาเหรียญดังกล่าวเริ่มขยับขึ้นมาแล้วที่ 30,743 เหรียญสหรัฐ

จอช ลิม จากบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในนิวยอร์ก Genesis Global Trading กล่าวว่าเรากำลังเห็นราคาของ Bitcoin ปรับตัวลงอย่างช้าๆ โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเทขายของผู้ที่ถือครองเหรียญมาเป็นเวลานาน

ภาวะเงินฝืดในตลาดคริปโตเกิดขึ้นเนื่องจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของสถาบันการเงินเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อและควบคุมสภาพคล่อง ทำให้บรรดานักลงทุนต่างหันหนีออกจากสินทรัพย์เก็งกำไรในตลาดทั่วโลก

BBC รายงานว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วธนาคารกลางทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขณะที่พวกเขาพยายามจัดการกับภาวะเงินเฟ้อ โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

สร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนว่าอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก

นอกจากนี้นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามในยูเครนที่มีต่อเศรษฐกิจโลกด้วย

การลดลงของมูลค่า Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เกิดขึ้นขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงเช่นกันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น, FTSE 100 ของอังกฤษ, ดัชนีดาวโจนส์, ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ในตลาดสหรัฐ

รายงานระบุว่า Ethereum ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ก็มีมูลค่าลดลงเช่นกัน โดยลดลงมากกว่า 20% ในสัปดาห์ที่แล้ว

นอกจากนี้ รายงานระบุว่าตลาดคริปโตเข้าถึงผู้คนในวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมืออาชีพ อาทิ กองทุนป้องกันความเสี่ยง และผู้จัดการการเงิน มีความกระตือรือร้นในการซื้อขายมากขึ้น จากที่เคยเป็นโดเมนของนักลงทุนรายย่อยและผู้ที่ชื่นชอบเท่านั้น

NextAdvisor อ้างคำพูดของเวนดี้ โอ ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตซึ่งกล่าวว่า “Bitcoin อาจสามารถตีกลับขึ้นมาเล็กน้อยที่ 35,000 เหรียญสหรัฐ แต่หากไม่ทำลายเส้นแนวโน้มที่ประมาณ 37,000 เหรียญสหรัฐ ฉันคิดว่าราคาของมันอาจร่วงมาถึง 29,000 เหรียญสหรัฐในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า”

อย่างไรก็ตาม ไมเคิล โนโวแกรตซ์ มหาเศรษฐีนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีเชื่อว่าตลาดคริปโตจะค่อยดีขึ้นหลังจากที่ผ่านจุดนี้ไปได้

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

ไบเดนฟื้นกฎหมายยุคสงครามโลก เตรียมส่งอาวุธให้ยูเครนไม่จำกัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/682624

วันที่ 10 พ.ค. 2565 เวลา 10:28 น.ไบเดนฟื้นกฎหมายยุคสงครามโลก เตรียมส่งอาวุธให้ยูเครนไม่จำกัด

กฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้สหรัฐเร่งการส่งมอบอาวุธไปช่วยยูเครนรบกับรัสเซีย

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ลงนามร่างกฎหมายให้ยืม-เช่า (Lend-Lease Act of 2022) ที่เคยใช้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายล่าสุด ซึ่งเป็นการเปิดทางให้สหรัฐเร่งการส่งอาวุธไปให้ยูเครนได้อย่างไม่จำกัด

ไบเดนให้คำมั่นระหว่างลงนามกฎหมายดังกล่าวที่ทำเนียบขาวว่า จะเดินหน้าติดอาวุธให้ยูเครนต่อไป “ในการต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศและประชาธิปไตยของพวกเขา” และว่า “ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ไม่ถูกเลย แต่การยอมก้มหัวให้กับการรุกรานมีค่าใช้จ่ายมากกว่า”

ร่างกฎหมายฉบับนี้ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากสภาคองเกรสเมื่อเดือนที่แล้วด้วยคะแนนเสียง 417-10 ส่วนวุฒิสภาเห็นชอบด้วยทั้งหมด เป็นการยกเลิกการจำกัดปริมาณอาวุธและอุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ ที่รัฐบาลสหรัฐสามารถส่งไปให้ยูเครนหรือประเทศแถบยุโรปตะวันออกอื่นๆ โดยกฎหมายนี้จะระบุด้วยว่ายูเครจะต้องจ่ายเงินค่าอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ได้รับในภายหลัง

อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ส่งไปตามกฎหมายฉบับนี้แยกต่างหากจากความช่วยเหลือทางการทหารมูลค่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่สหรัฐส่งไปช่วยยูเครนนับตั้งแต่รัสเซียรุกรานเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา และแยกจากความช่วยเหลือทางการทหารอีก 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่ไบเดนเพิ่งขอให้สภาคองเกรสอนุมัติเมื่อเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ กฎหมายให้ยืม-เช่าบังคับใช้ครั้งแรกในสมัยประธานาธิบดี แฟรงคลิน เดลาโน รูสเวลต์ เมื่อเดือน มี.ค. 1941 9 เดือนก่อนที่สหรัฐจะเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อติดอาวุธให้กับพันธมิตร ซึ่งจนถึงเดือน ก.ย. 1945 สหรัฐส่งมอบอาวุธรวมมูลค่า 50,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (980,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน) และแม้ว่าพันธมิตรรวมถึงสหภาพโซเวียตจะต้องจ่ายเงินค่าอาวุธ แต่สหรัฐยอมรับการให้เช่าพื้นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐแทนเงิน

การลงนามของไบเดนได้รับการต้อนรับจากยูเครนโดยประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประกาศว่าเป็น “ก้าวแห่งประวัติศาสตร์” ที่จะช่วยให้ยูเครนและสหรัฐ “คว้าชัยชนะด้วยกันอีกครั้ง…เหมือนเมื่อ 77 ปีก่อน”

REUTERS/Kevin Lamarque