CNN ชี้สหรัฐอาจพาทั้งโลกเผชิญวิกฤตหากผิดนัดชำระหนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664627

วันที่ 02 ต.ค. 2564 เวลา 16:15 น.CNN ชี้สหรัฐอาจพาทั้งโลกเผชิญวิกฤตหากผิดนัดชำระหนี้หากไม่ปรับเพิ่มเพดานหนี้สหรัฐกำลังเดินหน้าลงเหวและพาทั้งโลกลงไปด้วยกัน

รายงานการวิเคราะห์โดยสำนักข่าว CNN เตือนว่า การผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐที่อาจเกิดขึ้น จะนำไปสู่ผลกระทบและวิกฤตระดับโลกหลายประการ หากสหรัฐไม่มีการปรับเพิ่มเพดานหนี้ โดยบทความระบุว่า “สหรัฐกำลังเดินหน้าลงเหวและพาทั้งโลกลงไปด้วยกัน”

เมื่อวันอังคาร (28 ก.ย.) เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐกล่าวว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติสหรัฐจะต้องเพิ่มหรือระงับเพดานหนี้ก่อนวันที่ 18 ต.ค. ก่อนที่ประเทศจะผิดนัดชำระหนี้แห่งชาติ

บทความระบุว่าหากสหรัฐผิดนัดชำระหนี้ รัฐบาลจะไม่สามารถชำระดอกเบี้ยที่เกิดจากหนี้ของประเทศได้ นำไปสู่การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่สหรัฐต้องจ่ายเพื่อการกู้ยืม ซึ่งหมายความว่า สินเชื่อ สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิตจะเพิ่มสูงขึ้น และชาวอเมริกันหลายล้านคนอาจจะตกงาน รวมถึงการฟื้นตัวจากโรคระบาดจะล้มเหลว

CNN ชี้ว่า เงินเดือนทหาร เงินบำนาญจากรัฐบาล และสวัสดิการอื่นๆ จะร่อยหรอลงเช่นกัน พร้อมเสริมว่า “การที่สหรัฐผิดนัดชำระหนี้ สามารถทำให้เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในวิกฤตได้ เนื่องจากเสถียรภาพด้านหนี้ของสหรัฐเป็นรากฐานของเศรษฐกิจโลก”

เมื่อวันพฤหัสบดี (30 ก.ย.) ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ลงนามในกฎหมายจัดสรรงบระยะสั้นฉบับหนึ่ง หลังสภาคองเกรสอนุมัติ ทำให้สหรัฐสามารถหลีกเลี่ยงการปิดทำการรัฐบาลบางส่วน หรือชัตดาวน์ ซึ่งเดิมมีกำหนดเริ่มตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 30 ก.ย. โดยพรรคเดโมแครตจะต้องดำเนินการด้านเพดานหนี้อย่างเร่งด่วนในไม่กี่วันนี้ หลังมีการอนุมัติกฎหมายดังกล่าว

ทั้งนี้ เพดานหนี้ของสหรัฐคือปริมาณเงินทั้งหมดที่รัฐบาลสหรัฐได้รับอนุมัติให้กู้ยืมเพื่อจัดสรรแก่ภาระงานตามกฎหมาย เช่น ระบบประกันสังคมและสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล ดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

REUTERS/Evelyn Hockstein/File Photo

Bitcoin ราคาพุ่งขานรับท่าที FED ไม่แบนคริปโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664622

วันที่ 02 ต.ค. 2564 เวลา 14:36 น.Bitcoin ราคาพุ่งขานรับท่าที FED ไม่แบนคริปโต ธนาคารกลางสหรัฐแย้มอาจไม่แบน Bitcoin ส่งผลให้ในไม่กี่นาทีราคาพุ่งแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค.

ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุน Bitcoin ที่มีสัญญาณบวกโดยเฉพาะในช่วงที่ทางการจีนเพิ่งจะประกาศแบนธุรกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลและการทำเหมืองคริปโต เพราะจู่ๆ ราคา Bitcoin ก็ทะยานขึ้นอีก 10% ไปแตะที่ 47,884 เหรียญสหรัฐภายในเวลาไม่กี่นาที

ตัวเลขราคานี้เกิดขึ้นหลังจากที่ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) เผยกับคณะกรรมาธิการด้านบริการทางการเงินของสภาว่า สหรัฐอาจไม่แบนสกุลเงินดิจิทัล 100% แบบจีน แต่ต้องมีการควบคุมบ้าง

บรรดากูรูและนักลงทุนพากันวิเคราะห์เหตุผลที่ทำให้ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นในเวลาไม่กี่นาที อาทิ ไรอัน นาวแมน นักกลยุทธ์การตลาดจาก Zephyr หยิบยกความเป็นไปได้หลายอย่าง รวมทั้งภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น การถกเถียงกันอย่างดุเดือดเกี่ยวกับเพดานหนี้ของสหรัฐ และท่าทีของประธาน FED

ด้าน แอนโทนี เทรนเชฟ ผู้ร่วมก่อตั้ง Nexo ที่ให้บริการกู้ยืมสกุลเงินดิจิทัลเผยว่า “ณ จุดนี้ดูเหมือนจะไม่มีตัวกระตุ้นที่ชัดเจนที่ดันให้ขยับขึ้นไปถึง 3,000 เหรียญสหรัฐในพริบตา Bitcoin มักจะมีเหตุผลของตัวเองและเหตุผลจะเปิดเผยในภายหลัง ตอนนี้เราเปลี่ยนจากข่าวร้าย (การควบคุมของจีนและสหรัฐ) มาสู่ข่าวดีที่เกิดจากคอมเม้นต์ของพาวเวลล์ จากมุมมองทางเทคนิค การยืนอยู่ในจุด 40,000 เหรียญสหรัฐเป็นจุดสำคัญและเป็นพื้นฐานให้ราคาพุ่งขึ้นไปอีก”

ราคาที่พุ่งขึ้นยังปลุกกระแสคาดการณ์ว่า Bitcoin จะทะยานผ่านจุดราคาที่เคยขึ้นสูงที่สุดที่เกือบ 65,000 เหรียญสหรัฐ

เจสซี พราวด์แมน ซีอีโอ Makara เผยว่า “ตลาดตอบรับคอมเม้นต์ในแง่บวกของประธาน FED ที่บอกว่าสหรัฐจะไม่แบนสกุลเงินดิจิทัลเหมือนที่รัฐบาลจีนทำ เมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อรตลาดค่อนข้างวิตกจากสัญญาณที่ยังไม่แน่ชัดจาก FED และตลาดหลักทรัพย์ ความชัดเจนล่าสุดนี้เลยกระตุ้นให้ราคาพุ่ง และราคาขาขึ้นที่พวกเรารอคอยให้เกิดขึ้นในสิ้นปีนี้กำลังจะเป็นจริง”

ขณะที่โลกทวิตเตอร์ก็คึกคักไม่แพ้กัน บรรดานักลงทุนพากันโพสต์ภาพมีมที่คาดว่า Bitcoin จะพุ่งไปแตะ 100,000 เหรีญสหรัฐ บางคนถึงกับบัญญัติคำใหม่สำหรับแวดวงคริปโตอย่างคำว่า “Uptober” ที่มาจากคำว่า up ที่แปลว่าขึ้น และ October ที่แปลว่า เดือนตุลาคม

บางคนก็ดีใจที่เดือนกันยายนสิ้นสุดลงเสียที เนื่องจากเดือนที่แล้วเดือนเดียว Bitcoin ร่วงไปเกือบ 8%

Photo by Ozan KOSE / AFP

จีนส่งฝูงบินชุดใหญ่เป็นประวัติการณ์ป้วนเปี้ยนน่านฟ้าไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664613

วันที่ 02 ต.ค. 2564 เวลา 12:40 น.จีนส่งฝูงบินชุดใหญ่เป็นประวัติการณ์ป้วนเปี้ยนน่านฟ้าไต้หวันจีนส่งฝูงบินชุดใหญ่ 38 ลำบินเข้าน่านฟ้าไต้หวัน นับว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในวันชาติปีที่ 72

กระทรวงกลาโหมไต้หวันเปิดเผยรายงานว่า กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ส่งฝูงบินรวม 38 ลำบินเหนือเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (ADIZ) ของไต้หวันเมื่อวันศุกร์ (1 ต.ค.) ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 72 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนับว่ามากที่สุดในคราวเดียวนับตั้งแต่ไต้หวันเริ่มรายงานการกระทำดังกล่าวของจีนเมื่อปีที่แล้ว

รายงานของกระทรวงกลาโหมระบุว่า เครื่องบินของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนบินเข้าน่านฟ้าของไต้หวัน 2 ระลอก โดยระลอกแรกเกิดขึ้นเหนือน่านฟ้าทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขต ADIZ ในช่วงกลางวัน มีทั้งหมด 25 ลำ ประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ J-16 จำนวน 18 ลำ, เครื่องบินขับไล่ Su-30 4 ลำ, เครื่องบินทิ้งระเบิด H-6 2 ลำ และเครื่องบินต่อต้านเรือดำน้ำ 1 ลำ

ระลอกที่สองเกิดขึ้นช่วงกลางคืนเหนือน่านฟ้าทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขต ADIZ โดยบินในเขต ADIZ ก่อนจะมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วย้อนกลับ ก่อนจะกลับไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ โดยมีทั้งหมด 13 ลำ ประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ J-16 10 ลำ, เครื่องบินทิ้งระเบิด H-6 2 ลำ และเครื่องบินเตือนภัยและควบคุมทางอากาศ KJ-500 1 ลำ

กระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุว่า เครื่องบินลาดตระเวนทางอากาศของไต้หวันได้วิทยุเตือนให้เครื่องบินของจีนย้อนกลับสู่น่านฟ้าของตัวเอง รวมทั้งเปิดระบบต่อต้านขีปนาวุธทั้งสองระลอก

การจู่โจมครั้งใหญ่ก่อนหน้านี้ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อจีนส่งเครื่องบินทหาร 28 ลำเข้ามาในเขต ADIZ รวมทั้ง 25 ลำเมื่อวันที่ 12 เม.ย. และ 24 ลำเมื่อวันที่ 23 ก.ย.

ทั้งนี้ สหรัฐกำหนดนิยามของเขต ADIZ ไว้ว่า ขอบเขตน่านฟ้าเหนือพื้นดินและพื้นน้ำที่อากาศยานซึ่งอยู่ภายใต้เขตจะต้องพร้อมแสดงตน (identification) ระบุตำแหน่งที่อยู่ (location) และอยู่ใต้การควบคุมการบิน

ข่าวดี! ยาเม็ดต้านโควิดของ Merck ลดป่วยหนัก-เสียชีวิตได้ครึ่งหนึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664605

วันที่ 02 ต.ค. 2564 เวลา 10:47 น.ข่าวดี! ยาเม็ดต้านโควิดของ Merck ลดป่วยหนัก-เสียชีวิตได้ครึ่งหนึ่งMerck เผยยาเม็ดต้าน Covid-19 ช่วยลดอาการป่วยหนักและเสียชีวิตได้ 50%

บริษัท Merck และ Ridgeback Biotherapeutics ที่ร่วมกันพัฒนายาเม็ดต้าน Covid-19 เผยผลการทดลองทางคลินิกของยาโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ว่าสามารถลดอาการป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตจาก Covid-19 ได้ครึ่งหนึ่ง

การทดลองดังกล่าวทำในผู้ป่วย 770 คนที่มีผลแล็บยืนยันว่าทุกคนมีอาการป่วยภายใน 5 วันหลังจากถูกจัดเข้ากลุ่มทดลอง โดยราวครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยได้รับยา molnupiravir เป็นเวลา 5 วัน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งได้รับยาหลอก

ผลออกมาว่า 7.3% ของผู้ที่ได้รับยา molnupiravir มีอาการป่วยจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตภายในวันที่ 29 ของการทดลอง เมื่อเทียบกับ 14.1% ของกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงที่จะต้องเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตลดลงราว 50%

เมื่อการทดลองผ่านไป 29 วัน กลุ่มที่ได้รับยา molnupiravir ไม่มีใครเสียชีวิต ขณะที่กลุ่มที่ได้รับยาหลอกเสียชีวิต 8 คน

นอกจากนี้ยังพบว่า ยา molnupiravir มีประสิทธิภาพกับสายพันธ์กลายพันธุ์ที่น่ากังวล รวมทั้งสายพันธุ์เดลตาที่เป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลก

Merck เผยว่า ทางบริษัทจะยื่นขออนุญาตใช้ยาดังกล่าวในกรณีฉุกเฉินกับสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) เร็วๆ นี้

ด้าน แอนโธนี ฟาวซี หัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านการรับมือ Covid-19 ของรัฐบาลสหรัฐเผยว่า ประทับใจกับข้อมูลของ Merck และย้ำว่าผลการทดลองไม่พบผู้เสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา molnupiravir

หาก FDA อนุมัติ molnupiravir จะเป็นยาต้าน Covid-19 ที่ใช้รับประทานตัวแรกที่ถูกนำมาใช้ในกรณีฉุกเฉิน

Molnupiravir เป็นยาต้านไวรัสชนิด polymerase inhibitors ซึ่งทำงานโดยการยับยั้งเอนไซม์ที่เชื้อไวรัสใช้ในการคัดลอกพันธุกรรมของตัวเอง แล้วทำให้พันธุกรรมของไวรัสกลายพันธุ์จนไม่สามารถแบ่งตัวได้ ซึ่งรับมือสายพันธุ์กลายพันธุ์ได้ดีกว่ายาชนิด monoclonal antibody หรือแอนติบอดีที่สร้างจากเม็ดเลือดขาว ซึ่งจะเข้าจัดการกับโปรตีนพื้นผิวของไวรัสที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

Merck & Co Inc/Handout via REUTERS

จากวังสู่ทาวน์เฮาส์ ชีวิตตกระกำลำบากของดัชเชสรัสเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664582

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 19:00 น.จากวังสู่ทาวน์เฮาส์ ชีวิตตกระกำลำบากของดัชเชสรัสเซียชีวิตผลิกผันของแกรนด์ดัชเชสคนสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ

แกรนด์ดัชเชสโอลก้า อเล็กซานดรอฟนาแห่งรัสเซีย (Grand Duchess Olga Alexandrovna of Russia) เป็นแกรนด์ดัชเชสคนสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ เธอเป็นธิดาคนสุดท้องของจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 3 และเป็นน้องสาวของจักรพรรดินิโคลัสที่ 2

ในวัยเด็กแกรนด์ดัชเชสและพี่น้องของเธออาศัยอยู่ในพระราชวังแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กประมาณ 80 กิโลเมตร พวกเขาได้รับการเรียนหนังสือโดยครูสอนพิเศษส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นวิชาประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ภาษารัสเซีย อังกฤษ และฝรั่งเศส รวมถึงการวาดภาพและเต้นรำ ตลอดจนกีฬาอย่างการขี่ม้า

แกรนด์ดัชเชสโอลก้าพร้อมด้วยจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 3 (พ่อ), จักรพรรดินีมาเรีย (แม่), จักรพรรดินิโคลัสที่ 2, แกรนด์ดัชเชสเซเนีย, แกรนด์ดยุกจอร์จ และแกรนด์ดยุกไมเคิล (1888) ภาพโดย Sergey Lvovich Levitsky/Wikipedia

โอลก้า และน้องชายคนสุดท้อง แกรนด์ดยุกไมเคิล สนิทกับพ่อมาก และทั้งสามมักไปเดินป่าด้วยกันอยู่บ่อยๆ แต่ในทางตรงกันข้ามความสัมพันธ์ระหว่างเธอและแม่ค่อนข้างห่างเหิน

จนกระทั่งที่ 1894 จักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 3 พ่อของโอลก้าเริ่มป่วยหนักและเสียชีวิตลงเมื่อเธออายุได้เพียง 12 ปีเท่านั้น นับว่าเป็นเรื่องที่สะเทือนใจเด็กน้อยคนนี้เป็นอย่างมาก

เมื่ออายุได้ 18 ปีโอลก้าได้พบกับเจ้าชายปีเตอร์ ดยุกแห่ง โฮเดนเบิร์ก ที่อายุแก่กว่าเธอถึง 14 ปี และเป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องการพนัน และชายรักชาย ไม่เคยมีใครเห็นเขาแสดงความสนอกสนใจผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลย

ทว่า ในปีถัดมาเขากลับมาขอเธอแต่งงาน ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับเธอ เพื่อนๆ และครอบครัวเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายการแต่งงานของทั้งคู่ก็เกิดขึ้นเพราะความเหมาะสม แม้จะดูเหมือนว่าทั้งคู่ไม่ได้รักกันเลยแม้แต่น้อย

โอลก้าใช้เวลาในคืนวันแต่งงานของเธอคนเดียวทั้งน้ำตา ขณะที่สามีของเธอออกไปเล่นการพนัน และกลับมาในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอเชื่อว่าปีเตอร์เองก็ไม่ได้ต้องการแต่งงานกับเธอ แต่เป็นแม่ของเขาต่างหากที่บังคับให้เขามาขอเธอแต่งงาน ซึ่งเธอเองก็ยอมเพราะเป็นโอกาสที่จะได้รับอิสรภาพจากแม่ของเธอเอง

ทั้งสองใช้ชีวิตเหมือนเพื่อนไม่ใช่คู่รัก แยกห้องนอนกันด้วยซ้ำ แม้ว่าปีเตอร์จะดีกับเธอมาก แต่เธอโหยหาความรัก ชีวิตครอบครัว และการมีลูก

จนกระทั่ง 3 ปีต่อมา (1904) โอลก้าได้รู้จักกับนิโคไล คูลิคอฟสกี นายทหารคนหนึ่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะชอบพอกันและต้องการที่จะแต่งงาน แต่โอลก้าถูกปฏิเสธในการขอหย่ากับปีเตอร์เพราะกลัวว่าจะเป็นข่าวเสียหายต่อราชวงศ์ แต่ได้ให้นิโคไลมาเข้ามาประจำการในฐานะผู้ช่วยของเธอแทน

เรื่องราวผ่านไปจนกระทั่งปี 1916 จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ผู้เป็นพี่ชายประกาศการหย่าของโอลก้าและปีเตอร์ และอนุญาตให้เธอแต่งงานกับนิโคไล งานแต่งงานจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายในโบสถ์เล็กๆ แต่อบอวลไปด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ของทั้งสอง

ไม่นานหลังจากนั้น การปฎิวัติรัสเซียก็เริ่มต้นขึ้นซึ่งได้ทำลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปกครองโดยจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ถือเป็นจุดจบของราชวงศ์โรมานอฟ และนำไปสู่การก่อตั้งสหภาพโซเวียต

จักรพรรดินิโคลัสที่ 2, พระมเหสีอเล็กซานดรา ฟอโดรอฟนา, พระธิดา 4 พระองค์ คือ โอลกา นิโคเลฟนา, ทาเทียนา นิโคเลฟนา, มาเรีย นิโคเลฟนา, อานาสตาเซีย นีคาไลยีฟนา และพระโอรส คือมกุฏราชกุมารอเล็กซี รวมถึงแพทย์ประจำราชวงศ์ คนทำครัว แม่บ้าน และคนใช้ ถูกบอลเชวิคสังหารหมู่อย่างเลือดเย็น

ครอบครัวของโอลก้าต้องระหกระเหินจนสุดท้ายไปอาศัยอยู่ที่บ้านพักของแม่ในเดนมาร์ก แม้ว่าแม่จะไม่พอใจที่เธอแต่งงานกับสามัญชน

หลังจากที่แม่ของโอลก้าเสียชีวิตลงในปี 1928 เธอและสามีพร้อมด้วยลูกชายอีก 2 คนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในฟาร์มแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากโคเปนเฮเกนประมาณ 24 กิโลเมตร

แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สหภาพโซเวียตได้เข้ายึดครองเกาะบอร์นโฮล์มของเดนมาร์ก พร้อมเขียนจดหมายถึงรัฐบาลเดนมาร์กว่าโอลก้าและบาทหลวงคาทอลิกชาวเดนมาร์กสมรู้ร่วมคิดต่อต้านรัฐบาลโซเวียต

ด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกจับตัวหรือถูกสังหาร โอลก้าจึงตัดสินใจพาครอบครัวย้ายไปในอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก ไปอยู่ที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในชนบทของแคนาดา

ในปี 1952 ลูกๆ ของโอลก้าย้ายออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง ส่วนเธอและนิโคไลเริ่มอายุมากและไม่มีกำลังที่จะดูแลฟาร์มแห่งนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นสามีของเธอเริ่มป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เครื่องประดับมีค่าของเธอบางส่วนก็ถูกขโมย

ท้ายที่สุด พวกเขาตัดสินใจขายฟาร์มแห่งนั้นและย้ายไปอยู่ที่บ้านหลังเล็กๆ ในชานเมืองโตรอนโต ไม่กี่ปีหลังจากนั้น นิโคไลอาการทรุดหนักจนแทบเป็นอัมพาต ขณะที่เงินทองของพวกเขาเริ่มร่อยหรอ โอลก้าต้องขายเครื่องประดับที่เหลืออยู่เพื่อหาเงินรักษาสามี

หลังจากสามีของเธอจากไปในปี 1958 โอลก้าเองก็เริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล จากนั้นเธอก็ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ จนต้องมาอาศัยอยู่กับเพื่อนชาวรัสเซียในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในเมืองโตรอนโต ก่อนที่จะเสียชีวิตลงในปี 1960 ด้วยวัย 78 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเธอจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในบั้นปลายชีวิตด้วยการทำสวนทำไร่ของตัวเอง และซื้อข้าวของเสื้อผ้าราคาถูก แต่ภายหลังมีการตีราคาว่าที่ดินของเธอมีมูลค่ามากกว่า 200,000 ดอลลาร์แคนาดา โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเธอเป็นหุ้นและพันธบัตร ขณะที่ทรัพย์สินทางวัตถุรวมกันได้เพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์เท่านั้น

จีนพบซากเหล้า-เส้นไหมอายุ 5,000 ปี พร้อมเครื่องหยกโบราณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664571

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 18:00 น.จีนพบซากเหล้า-เส้นไหมอายุ 5,000 ปี พร้อมเครื่องหยกโบราณนักโบราณคดีจีนพบซากแอลกอฮอล์และเส้นไหมโบราณอายุกว่า 5,000 ปีในมณฑลเหอหนาน

คณะนักโบราณคดีจีนเปิดเผยการค้นพบซากแอลกอฮอล์และเส้นไหมโบราณ ซึ่งมีความเก่าแก่มากกว่า 5,000 ปี ระหว่างการขุดค้นแหล่งโบราณคดีหมู่บ้านหย่างเสาครั้งที่ 4 ในมณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน

เหล่านักโบราณคดีจีน ซึ่งทำงานร่วมกับสถาบันทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐฯ และพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมแห่งชาติจีน ตรวจพบโปรตีนไหมตกค้างในตัวอย่างดินของกระดูกมนุษย์ที่หมู่บ้านหย่างเสา และพบสุราทำจากเมล็ดพืชหมักในขวดก้นแหลมที่สามารถสืบอายุย้อนกลับถึงวัฒนธรรมหย่างเสาตอนกลางและตอนปลาย

หลี่ซื่อเหว่ย ผู้ดูแลสถานที่ขุดค้นแห่งดังกล่าว ระบุว่าการค้นพบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โบราณเป็นหลักฐานโดยตรงที่บ่งชี้ถึงการกลั่นและการบริโภคแอลกอฮอล์จากเมล็ดพืช ณ บริเวณพื้นที่อยู่อาศัยหลักของวัฒนธรรมหย่างเสา

ด้านหลิวไห่วั่ง หัวหน้าสถาบันมรดกทางวัฒนธรรมและโบราณคดีมณฑลเหอหนาน เผยว่าเส้นไหมที่หลงเหลืออยู่และถูกพบในช่วงไม่กี่ปีมานี้สะท้อนว่าบรรพบุรุษแถบตอนกลางแม่น้ำเหลืองเพาะเลี้ยงหนอนไหมและผลิตเส้นไหมตั้งแต่กว่า 5,000 ปีก่อนแล้ว

นอกจากนั้นคณะนักโบราณคดียังขุดพบสิ่งประดิษฐ์จากหยกหลายชิ้นเป็นครั้งแรกในหมู่บ้านหย่างเสา อาทิ ขวานหยก ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจทางทหาร

การขุดค้นแหล่งโบราณคดีหมู่บ้านหย่างเสา ครั้งที่ 1 ในอำเภอเหมี่ยนฉือของเหอหนาน เมื่อปี 1921 นับเป็นจุดกำเนิดของโบราณคดีจีน และเป็นที่มาของชื่อวัฒนธรรมหย่างเสา วัฒนธรรมทางโบราณคดีที่เป็นที่รู้จักแห่งแรกของจีน ขณะการขุดค้นครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 มีขึ้นในปี 1951 และปี 1980

ทั้งนี้ วัฒนธรรมหย่างเสามีต้นกำเนิดบริเวณตอนกลางของแม่น้ำเหลือง ถือเป็นต้นธารสำคัญของอารยธรรมจีน และเป็นที่รู้จักกว้างขวางจากเทคโนโลยีทำเครื่องปั้นดินเผาขั้นสูง ส่วนการขุดค้นแหล่งโบราณคดีหมู่บ้านหย่างเสา ครั้งที่ 4 เริ่มต้นเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2020 และยังคงอยู่ระหว่างดำเนินการในปัจจุบัน

*หมายเหตุ ภาพจากสถาบันมรดกทางวัฒนธรรมและโบราณคดีมณฑลเหอหนาน : กลุ่มไมโครฟอสซิล อาทิ เม็ดแป้ง ไฟโตลิธ รา และยีสต์ ซึ่งสกัดจากตัวอย่างที่พบในแหล่งโบราณคดีหมู่บ้านหย่างเสา มณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน

ญี่ปุ่นชี้ Moderna ปนเปื้อนมาจากความผิดพลาดของคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664564

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 17:00 น.ญี่ปุ่นชี้ Moderna ปนเปื้อนมาจากความผิดพลาดของคนวัคซีน Moderna ล็อตที่พบสิ่งปนเปื้อนที่ญี่ปุ่นเกิดจากความผิดพลาดของคน

ทะเคดะ ฟาร์มาซูติคอล (Takeda Pharmaceutical) บริษัทด้านเวชภัณฑ์ของญี่ปุ่นเผยว่า กรณีที่พบโลหะปนเปื้อนในวัคซีนป้องกันCovid-19 ของ Moderna จนต้องเรียกคืนนั้น มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดของมนุษย์

Takeda Pharmaceutical ซึ่งนำเข้าและกระจายวัคซีนของ Moderna ในญี่ปุ่น และบริษัท Moderna ระบุในรายงานฉบับใหม่ว่า Rovi บริษัทผู้ผลิตในสเปนพบการปนเปื้อนในวัคซีนบางขวดเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา แต่วัคซีนที่ผลิตในชุดเดียวกันได้รับอนุญาตให้ส่งมาที่ญี่ปุ่น

เมื่อเดือน ส.ค.ทางการญี่ปุ่นสั่งระงับการใช้วัคซีน 3 ชุดจำนวน 1.63 ล้านโดสหลังพบการปนเปื้อน จากนั้น Moderna สอบสวนเรื่องดังกล่าวร่วมกับ Takeda และ Rovi ที่เป็นผู้ดำเนินการโรงงานที่พบวัคซีนปนเปื้อน

รายงานฉบับใหม่ระบุอีกว่า ปัญหาการปนเปื้อนเกิดจากการประกอบขิ้นส่วนที่ไม่ถูกต้อง และเป็นความผิดพลาดของมนุษย์ที่กะระยะด้วยสายตาผิดพลาดในการเว้นช่องว่าง 1 มิลลิเมตรระหว่างอุปกรณ์ของเครื่องจักรที่ปิดฝาขวดวัคซีน

การตรวจสอบทำในวัคซีน 5 ล็อตที่ผลิตในโรงงานของ Rovi ระหว่างวันที่ 27 มิ.ย.-3 ก.ค. โดย 3 ล็อตแรกถูกส่งมาที่ญี่ปุ่นและต่อมาถูกเรียกคืนหลังพบการปนเปื้อนที่ภายหลังพบว่าเป็นสเตนเลสสตีลในวัคซีน 39 ขวด

แต่วัคซีนล็อตที่ 4 ไม่ผ่านมาตรฐานหลังจากทางโรงงานตรวจพบสิ่งปนเปื้อนเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ส่วนล็อตที่ 5 ถูกโรงงานระงับการส่งเช่นกัน

ปัญหาของวัคซีนล็อตที่ 4 และ 5 ถูกรายงานไปยัง Moderna, Takeda และกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น แต่วัคซีน 3 ล็อตแรกถูกนำออกมาใช้เนื่องจากผ่านการตรวจสอบแล้วและพิจารณาแล้วว่าไม่ส่งผลกระทบใดๆ

รายงานระบุอีกว่า การปรับปรุงกระบวนการผลิตและการใช้เครื่องมือที่มีความแม่นยำจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นอีก ขณะที่ทางบริษัทและกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเผยว่า เศษสเตนเลสสตีลที่พบในขวดวัคซีนไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ

REUTERS/Mike Segar/File Photo

เจ้าหญิงมาโกะเตรียมเสกสมรสเดือนนี้ หลังปฏิเสธรับเงินราชวงศ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664550

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 16:00 น.เจ้าหญิงมาโกะเตรียมเสกสมรสเดือนนี้ หลังปฏิเสธรับเงินราชวงศ์วังญี่ปุ่นเผยเจ้าหญิงมาโกะเตรียมเสกสมรส 26 ต.ค. นี้ หลังถูกเลื่อนมานาน 3 ปี ขณะที่เจ้าหญิงปฏิเสธรับเงินเงินช่วยเหลือกว่า 44 ล้านบาทจากราชวงศ์

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า วันนี้ (1 ต.ค.) สำนักงานพระราชวังญี่ปุ่นเผยว่าเจ้าหญิงมาโกะ พระธิดาของมกุฎราชกุมารฟุมิฮิโตะ อากิชิโนะ ซึ่งเป็นพระอนุชาของจักรพรรดินารุฮิโตะแห่งญี่ปุ่น จะเข้าพิธีเสกสมรสกับ เคอิ โคมุโระ คู่หมั้นซึ่งเป็นสามัญชนในวันที่ 26 ต.ค. ที่จะถึงนี้ หลังจากที่ถูกเลื่อนออกมาตั้งแต่ปี 2018 โดยหลังจากเสกสมรสทั้งคู่จะย้ายไปใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกา

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าเจ้าหญิงมาโกะจะไม่รับเงินช่วยเหลือ 150 ล้านเยนหรือราว 44.28 ล้านบาทจากราชวงศ์ที่มอบให้กับสมาชิกราชวงศ์หญิงหลังจากเสกสมรสออกจากราชวงศ์แล้ว

นอกจากนี้พระองค์ยังเป็นสมาชิกราชวงศ์หญิงคนแรกของญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามที่ตัดพิธีตามธรรมเนียมนั่นคือ การแลกเปลี่ยนของหมั้นและเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี

ทั้งนี้ พิธีเสกสมรสของทั้งคู่ถูกเลื่อนออกมาเกือบ 3 ปีแล้วหลังมีรายงานว่าแม่ของโคมุโระและอดีตคู่หมั้นมีปัญหาด้านการเงิน รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาของลูกชาย โดยโคมุโระจะต้องแก้ไขปัญหาทางการเงินที่ค้างคาให้เรียบร้อยเสียก่อน

ทว่า โคมุโระปฏิเสธว่าครอบครัวของเขาไม่มีปัญหาด้านการเงินแต่อย่างใด โดยเขาเข้าศึกษาที่โรงเรียนกฎหมายของมหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม ในนิวยอร์ก และมีแผนจะเข้าสอบเรียนต่อในสหรัฐอเมริกาหลังจากจบการศึกษา

ภายใต้กฎปัจจุบันเจ้าหญิงมาโกะจะต้องกลายเป็นสามัญชนหากสมรสกับโคมุโระ ซึ่งคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสืบราชบัลลังก์กำลังหารือกันอยู่ว่าจะยินยอมให้พระองค์ไม่ต้องสละฐานันดรได้หรือไม่

เพื่อให้การสืบทอดราชบัลลังก์จักรพรรดิมีเสถียรภาพ เนื่องจากพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะมีรัชทายาทเพียง 3 พระองค์ ได้แก่ มกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ พระอนุชาของจักรพรรดิพระชนมายุ 55 พรรษา, เจ้าชายฮิตาชิพระปิตุลาของจักรพรรดิพระชนมายุ 85 พรรษา และเจ้าชายฮิซาฮิโตะพระโอรสของมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะพระชนมายุ 14 พรรษา

ขณะที่พระจักรพรรดิทรงมีพระธิดา 1 พระองค์คือเจ้าหญิงไอโกะพระชนมายุ 19 พรรษา

อย่างไรก็ตาม เมื่อปลายปีที่ผ่านมามีรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณามอบตำแหน่งเกียรติยศที่สถาปนาขึ้นมาใหม่ให้กับสมาชิกราชวงศ์หญิงที่สูญเสียสถานะราชวงศ์หลังสมรสกับสามัญชน เพื่อให้พระราชวงศ์หญิงยังสามารถปฏิบัติภารกิจในฐานะพระราชวงศ์ได้

Photo by SHIZUO KAMBAYASHI / POOL / AFP

กูรูฟันธงคริปโตส่วนใหญ่จะร่วง มีแต่ Bitcoin ที่รอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664539

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 15:30 น.กูรูฟันธงคริปโตส่วนใหญ่จะร่วง มีแต่ Bitcoin ที่รอด ซีอีโอบริษัทลงทุนคริปโตชื่อดังฟันธง Bitcoin จะอยู่ตลอดไป แต่คริปโตอื่นส่วนใหญ่จะร่วง 

ระหว่างการไลฟ์พูดคุยในรายการ Foreseeable Future ของสำนักข่าว CNN ไมค์ โนโวกราตซ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Galaxy Digital บริษัทที่ลงทุนด้านสกุลเงินดิจิทัล ให้กำลังใจให้นักลงทุนมองข้ามการผันผวนรายวันครั้งใหญ่ของ Bitcoin แล้วหันมามองในภาพใหญ่แทน  

โนโวกราตซ์เผยอีกว่า กระแสความสนใจ Bitcoin ส่วนใหญ่นั้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง แต่เขาคิดว่าวงการคริปโตเป็นตัวแทนของนักลงทุนใหม่ๆ ที่มองข้ามเรื่องผลตอบแทน การเดิมพันใน Bitcoin เกี่ยวกับความเชื่อที่ว่าการทำเงินให้งอกเงยเปลี่ยนไปแล้ว

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคา Bitcoin อยู่ที่ 43,000 เหรียญสหรัฐ แต่โนโวกราตซ์คาดว่าราคาจะพุ่งไปแตะ 500,000 เหรียญสหรัฐภายใน 10 ปี

ทว่าในขณะที่ Bitcoin เป็นเหรียญที่ใหญ่และได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้ ยังมีเหรียญอื่นๆ ที่มีมูลค่าน้อยกว่าและอาจต้องล้มหายตายจากไปก่อน

“ผมพนันว่าคริปโต 75% จะอยู่ไม่รอดจนถึงทศวรรษหน้า” โนโวกราตซ์กล่าว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ CoinDesk ปีนี้มูลค่าของ Bitcoin พุ่งขึ้น 45% และเกือบ 300% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

มาเลเซียอนุมัติฉีด Sinovac ให้เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664536

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 14:30 น.มาเลเซียอนุมัติฉีด Sinovac ให้เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปหลายประเทศเริ่มทยอยอนุมัติใช้วัคซีน Sinovac กับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า วันนี้ (1 ต.ค.) กระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียแถลงถึงการอนุมัติใช้วัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตโดยบริษัท Sinovac กับเด็กอายุ 12 ถึง 17 ปี

หลังจากที่มาเลเซียได้ดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปเกิน 80% แล้ว หรือครอบคลุมกว่า 62% ของประชากรทั้งหมด 32 ล้านคน

ทั้งนี้ มาเลเซียได้อนุมัติวัคซีนของ Sinovac, Pfizer, AstraZeneca, Moderna, Sinopharm, CanSino และ Johnson & Johnson

โดยเมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลมาเลเซียประกาศว่าจะไม่สั่งซื้อวัคซีนของ Sinovac เพิ่มอีกหากวัคซีนล็อตสุดท้ายหมดลง เนื่องจากมีวัคซีนยี่ห้ออื่นเพียงพอสำหรับฉีดให้แก่ประชาชนแล้ว

ทว่า มาเลเซียยังคงได้รับบริจาควัคซีนดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยในสัปดาห์นี้กระทรวงต่างประเทศจีนเผยว่าจะบริจาควัคซีนจำนวน 1 ล้านโดสให้แก่มาเลเซีย หลังจากที่ได้บริจาคไปแล้ว 500,000 โดสในเดือนก.ค.

นอกจากมาเลเซียแล้วยังมีอีกหลายประเทศที่อนุมัติฉีดวัคซีน Sinovac กับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี รวมถึงกัมพูชาและชิลีซึ่งได้อนุมัติฉีดให้เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป และอินโดนีเซีย อนุมัติฉีดกับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป

ขณะที่จีนได้อนุมัติฉีดวัคซีนดังกล่าวกับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป หลังจากต้นปีที่ผ่านมาบริษัทผู้ผลิตได้มีการทดลองฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 3 ถึง 17 ปี ซึ่งพบว่ามีอัตราความปลอดภัยเทียบเท่ากับการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมาหัวหน้าทีมวิจัยวัคซีนโควิด-19 ของ Sinovac ในการทดลองในชิลีแนะนำว่าควรมีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

เนื่องจากการทดลองพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac ในการต่อสู้กับสายพันธุ์เดลตามีแอนติบอดีที่ยับยั้งไวรัสลดลงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับแอนติบอดีที่สร้างขึ้นเพื่อยับยั้งเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในจีน และยังพบว่าปริมาณแอนติบอดีลดลงหลังจากฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้ว 6 เดือน

ก่อนหน้านี้ หลิวเพ่ยเฉิง โฆษกของ Sinovac เผยว่า วัคซีนเข็มที่ 3 จะกระตุ้นแอนติบอดีที่แข็งแรงและคงอยู่ยาวนานเพื่อสู้กับสายพันธุ์เดลตา ทว่าไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม

Photo by RYAD KRAMDI / AFP