ดูไบเปิดงาน Expo 2020 สุดอลังการ หวังคนแน่นแม้มีโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664528

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 13:10 น.ดูไบเปิดงาน Expo 2020 สุดอลังการ หวังคนแน่นแม้มีโควิด‘Expo 2020 Dubai’ มหกรรมใหญ่ที่สุดในโลกนับตั้งแต่เกิดโควิด-19 คาดหวังนักท่องเที่ยว 25 ล้านคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจัดพิธีเปิดงาน “Expo 2020 Dubai” ไปอย่างยิ่งใหญ่อลังการเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยนับว่าเป็นงานมหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเป็นระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันนี้ (1 ตุลาคม) ไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคมปีหน้า ซึ่งมีการคาดหวังว่าจะสามารถดึงดูดผู้มาเยี่ยมชมได้ถึง 25 ล้านคน ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศที่ซบเซาในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย

Expo 2020 เป็นงานเวิร์ลแฟร์ระดับโลก ซึ่งจะมีการแสดงสินค้า เทคโนโลยี นวัตกรรม ตลอดจนวัฒนธรรมจากเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก บนพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ 4.3 ตารางกิโลเมตร

นับเป็นงานเวิร์ลแฟร์ระดับโลกครั้งแรกที่จัดขึ้นนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่บรรดาบริษัทจากหลากหลายประเทศต่างกำลังมองหางานจัดแสดงสินค้า เพื่อกระตุ้นการค้าและการลงทุน

โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “เชื่อมต่อทางความคิด และสร้างสรรค์อนาคต” ซึ่งดูไบได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพต่อจาก Expo 2015 ที่จัดขึ้นที่มิลาน ประเทศอิตาลี สำหรับงานครั้งหน้าหรือ Expo 2025 จะจัดขึ้นที่โอซากา ประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้ เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงทำให้งาน Expo 2020 ล่าช้าไปหนึ่งปี

Reem Al Hashimy ผู้อำนวยการงาน Expo 2020 Dubai กล่าวกับรอยเตอร์สว่าค่อนข้างมั่นใจในมาตรการและความรับผิดชอบในการจัดการกับสถานการณ์โรคระบาด โดยการจัดมหกรรมสุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้จะคำนึงถึงความปลอดภัยของสาธารณะเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย จึงได้มีการเตรียมถ่ายทอดสดงานในรูปแบบออนไลน์ไว้ด้วยเช่นกัน

Photo by Giuseppe CACACE / AFP

คิมจองอึนดันน้องสาวนั่งตำแหน่งคณะทำงานสูงสุด  #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664527

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 12:30 น.คิมจองอึนดันน้องสาวนั่งตำแหน่งคณะทำงานสูงสุด คิมยอจอง น้องสาวคิมจองอึนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่นั่งเก้าอี้คณะทำงานสูงสุด 

สำนักข่าวกลางของเกาหลีเหนือ (KCNA) รายงานว่า คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือแต่งตั้งคิมยอจอง น้องสาวเป็นหนึ่งในสมาชิกของคณะกรรมาธิการกิจการแห่งรัฐ (SAC) ซึ่งเป็นตำแหน่งคณะทำงานสูงสุดของเกาหลีเหนือ 

การแต่งตั้งครั้งนี้ยังมีเจ้าหน้าที่คนอื่นอีก 7 คน รวมทั้งนายพลพัคจองชอนที่ดูแลการพัฒนาอาวุธใหม่ของเกาหลีเหนือ แต่คิมยอจองเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในคณะทำงานนี้

คิมยอจองเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญทางการเมืองของเกาหลีเหนือและที่ปรึกษาคนสำคัญของคิมจองอึนอยู่แล้ว แต่ตำแหน่งล่าสุดใน SAC เป็นตำแหน่งสูงที่สุดของคิมยอจองในขณะนี้ และยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้ข้อสันนิษฐานของหลายฝ่ายว่าเป็นการปูทางไปสู่การสืบทอดตำแหน่งต่อจากคิมจองอึน

นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่าคิมยอจองเป็นหนึ่งในบุคคลใกล้ชิดที่คิมจองอึนไว้วางใจมากที่สุด โดยปีที่แล้วหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ประเมินว่าเธอคือผู้นำหมายเลขสองโดยพฤตินัยของเกาหลีเหนือ ทว่าตำแหน่งอย่างเป็นทางการของเธอยังคลุมเครือ

ในช่วงที่ผ่านมา คิมยอจองมีบทบาทสำคัญในเวทีต่างประเทศหลายครั้ง อาทิ การเข้าร่วมชมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวเมื่อปี 2018 ที่เกาหลีใต้ซึ่งทำให้เธอได้พบกับประธานาธิบดี มุนแจอิน ของเกาหลีใต้ รวมทั้งได้รับความไว้วางใจให้ช่วยเตรียมการการพบปะกันครั้งแรกระหว่างคิมจองอึนกับมุนแจอินซึ่งเธอได้ร่วมโต๊ะด้วย

นอกจากนี้ยังปรากฏตัวเคียงข้างคิมจองอึนระหว่างการประชุมสุดยอดกับอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐที่สิงคโปร์

Photo by PATRICK SEMANSKY / POOL / AFP

สหรัฐรอดชัตดาวน์ กฎหมายงบประมาณชั่วคราวลงนามแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664521

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 11:20 น.สหรัฐรอดชัตดาวน์ กฎหมายงบประมาณชั่วคราวลงนามแล้วไบเดนลงนามรับรองกฎหมายงบประมาณชั่วคราวแล้ว เตรียมพิจารณาเพิ่มเพดานหนี้ต่อ

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ลงนามรับรองร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเมื่อช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งทำให้หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐมีงบประมาณใช้จ่ายจนถึงวันที่ 3 ธ.ค.นี้ หลีกเลี่ยงการปิดดำเนินการ หรือชัตดาวน์ ครั้งแรกในสมัยของไบเดน

การลงนามดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสภาผู้แทนราษฎรลงมติอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวด้วยคะแนนเสียง 254 ต่อ 175 จากนั้นวุฒิสภาลงมติอนุมัติด้วยคะแนน 65 ต่อ 35 ซึ่งเกิดขึ้นอย่างฉิวเฉียดในนาทีสุดท้ายคือช่วงเที่ยงคืนของวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดปีงบประมาณปัจจุบันของสหรัฐ

กฎหมายงบประมาณระยะสั้นนี้ยังรวมถึงงบประมาณฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากพายุเฮอร์ริเคนไอดาและไฟป่าจำนวน 28,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับผู้อพยพชาวอัฟกันอีก 6,300 ล้านเหรียญสหรัฐ

หลังจากนี้สมาชิกรัฐสภาและทำเนียบขาวจะเจรจาต่อรองงบประมาณฉบับใหม่สำหรับปีงบประมาณ 2022 ซึ่งจะเริ่มขึ้นในที่ 1 ต.ค.นี้ รวมถึงการเพิ่มเพดานการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐด้วย

REUTERS/Evelyn Hockstein/File Photo

จำคุก 1 ปี อดีตผู้นำฝรั่งเศสใช้เงินหาเสียงเกินกำหนด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664519

วันที่ 01 ต.ค. 2564 เวลา 10:50 น.จำคุก 1 ปี อดีตผู้นำฝรั่งเศสใช้เงินหาเสียงเกินกำหนดศาลตัดสินจำคุก 1 ปี อดีตผู้นำฝรั่งเศสใช้เงินหาเสียงเลือกตั้งเกินกำหนด

เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ศาลกรุงปารีสมีคำพิพากษาว่าอดีตประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี มีความผิดจริงฐานใช้เงินหาเสียงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 1 ปี

โดยทีมหาเสียงของซาร์โกซีใช้เงินไม่ต่ำกว่า 54 ล้านเหรียญสหรัฐในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งปี 2012 คิดเป็นเกือบ 2 เท่าของเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้อยู่ที่ 26 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังพบว่ามีการปลอมใบเสร็จ

ทั้งนี้ ศาลอนุญาตให้ซาร์โกซีสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ตลอด 24 ชั่วโมง และกักตัวในบ้านพักได้ ขณะที่เขาเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อไป

นี่เป็นคดีที่ 2 ของซาร์โกซีหลังจากที่เขาถูกตัดสินจำคุก 3 ปีเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาในคดีคอร์รัปชัน ซึ่งซาร์โกซีได้ยื่นขออุทธรณ์เช่นกัน

Photo by IAN LANGSDON / POOL / AFP

ตระกูลแวนเดอร์บิลต์ โคตรเศรษฐีอเมริกัน จากชาวนา คนรับใช้ กลายเป็นมหาเศรษฐี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664491

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 21:15 น.ตระกูลแวนเดอร์บิลต์ โคตรเศรษฐีอเมริกัน จากชาวนา คนรับใช้ กลายเป็นมหาเศรษฐีเปิดเส้นทางความมั่งคั่งของตระกูลแวนเดอร์บิลต์ที่สร้างเนื้อสร้างตัวจากศูนย์จนผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดของสหรัฐ

ในยุคก่อนหากเอ่ยถึงตระกูลที่โด่งดังและมั่งคั่งในสหรัฐ ผู้คนมักจะนึกถึงตระกูลแวนเดอร์บิลต์ (Vanderbilt family) ที่เป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมทางรถไฟและการขนส่งทางเรือของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคที่สหรัฐอเมริกาก้าวเข้าสู่ความมั่งคั่ง (Gilded Age) จนสามารถก้าวขึ้นเป็นตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดของสหรัฐ

หลักฐานความมั่งคั่งของตระกูลนี้คือ ถนนสายที่ 5 (Fifth Avenue) อันมีชื่อเสียงของเกาะแมนฮัตตันของเมืองนิวยอร์ก ที่เป็นที่ตั้งของแมนชันหรู 10 หลัง คฤหาสน์ฤดูร้อนที่เมืองนิวพอร์ต รัฐโรดไอส์แลนด์ บ้านบิลมอร์ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา และบ้านหรูอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งงานศิลปะชิ้นโบแดง

ต้นตระกูลของตระกูลแวนเดอร์บิลต์คือ แยน อาร์ตเซิน (Jan Aertson) ชาวนาชาวดัตช์จากหมูบ้านเดอบิลต์ เมืองอูเทรคต์ของเนเธอร์แลนด์ที่อพยพไปยังนิวเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นอาณานิคมของดัตช์ในฐานะคนรับใช้ตามสัญญา (indentured servant) ของตระกูลฟานเกาเวินโฮเฟนในปี 1650

ที่มาของชื่อตระกูลมาจากคำว่า “van der” ในภาษาดัตช์ซึ่งแปลว่า “ของ” บวกกับคำว่า “Bilt” ซึ่งเป็นชื่อหมู่บ้านที่เป็นบ้านเกิดของบรรพบุรุษของตระกูล เป็นคำว่า van der Bilt ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น Vanderbilt ในภาษาอังกฤษ

ความมั่งคั่งของตระกูลแวนเดอร์บิลต์เริ่มขึ้นในยุคของ คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิลต์ (Cornelius Vanderbilt) เขาเริ่มทำงานในธุรกิจเรือเฟอร์รีข้ามฝั่งที่ท่าเรือนิวยอร์กของพ่อตั้งแต่เด็กๆ และลาออกจากโรงเรียนขณะอายุเพียง 11 ปี

คอร์เนเลียสในวัย 16 ปีตัดสินใจเริ่มกิจการเรือข้ามฟากระหว่างเกาะสแตเทนและแมนฮัตตันของตัวเองในปี 1810 ด้วยการยืมเงินทุนตั้งต้นจากแม่ราว 100 เหรียญสหรัฐเพื่อซื้อเรือ แต่บันทึกเกี่ยวกับชีวิตของเขาครั้งแรกซึ่งเผยแพร่เมื่อปี 1853 ระบุว่า เรือลำนี้เป็นของพ่อและคอร์เนเลียสได้ส่วนแบ่งกำไรครึ่งหนึ่ง

ความขยันขันแข็งของคอร์เนเลียสทำให้คนขับเรือที่รู้จักคุ้นเคยกันพากันเรียกเขาว่า “ผู้บังคับการเรือ” จนกลายเป็นชื่อเล่นที่ติดตัวคอร์เนเลียสไปตลอดชีวิต

กิจการเรือข้ามฟากของคอร์เนเลียสเริ่มต้นจากเรือเพียงลำเดียวก่อนจะค่อยๆ ขยับขยายมาใช้เรือยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไอน้ำ จนกลายเป็นเจ้าแห่งลำน้ำนิวยอร์ก

ปี 1813 คอร์เนเลียสในวัย 19 ปีแต่งงานกับ โซเฟีย จอห์นสัน ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง แล้วพากันย้ายมาอยู่ที่หอพักในแมนฮัตตัน โดยทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 13 คน

ปี 1817 โธมัส กิบบอนส์ เจ้าของกิจการเรือข้ามฟากว่าจ้างให้คอร์เนเลียสเป็นกัปตันเรือที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไอน้ำของเขาที่เดินเรือระหว่างนิวเจอร์ซีย์และนิวยอร์ก ก่อนจะขยับให้คอร์เนเลียสเป็นผู้จัดการธุรกิจเดินเรือในขณะที่คอร์เนเลียสยังทำธุรกิจของตัวเองควบคู่ไปด้วย

การทำงานกับกิบบอนส์ทำให้คอร์เนเลียสเรียนรู้การทำธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนซึ่งจะเป็นประโยชน์กับกิจการของเขาในอนาคต

ภาพ: Wikipedia คฤหาสน์ฤดูร้อน The Breakers ของคอร์เนเลียส แวนเดอร์บิลต์ที่ 2 ในเมืองนิวพอร์ต รัฐโรดไอส์แลนด์ สร้างเมื่อปี 1893 ถูกขึ้นทะเบยนเป็นสิ่งสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติเมือปี 1971 และเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติในปี 1994

จากนั้นคอร์เนเลียสก้าวเข้าไปลงทุนสร้างทางรถไฟและเป็นเจ้าของ New York Central Railroad ซึ่งแผ่ขยายไปทั่วสหรัฐ ทำให้คอร์เนเลียสผูกขาดธุรกิจรถไฟเข้าออกเมืองนิวยอร์กแต่เพียงผู้เดียวในช่วงศตวรรษที่ 19

ครั้งหนึ่ง New York Central Railroad เคยเป็นทางรถไฟที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสหรัฐ โดยมีรางระยะทาง 17,703 กิโลเมตรแผ่ขยายใน 11 รัฐของสหรัฐและอีก 2 มณฑลของแคนาดา

กิจการของคอร์เนเลียสเติบโตแบบก้าวกระโดด ทรัพย์สินงอกเงย ส่งผลให้เข้าขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้ชายที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

ที. เจ. สไตลส์ ผู้เขียนชีวประวัติของคอร์เนเลียสพูดถึงเขาว่า “เขาปรับปรุงและขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศอย่างมากมาย ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์ของสหรัฐ เขานำเทคโนโลยีใหม่และรูปแบบองค์กรธุรกิจใหม่มาใช้ในการแข่งขัน เขาช่วยสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยองค์กรธุรกิจที่ช่วยนิยามสหรัฐในศตวรรษที่ 21”

ก่อนที่คอร์เนเลียสจะเสียชีวิตในปี 1877 ขณะอายุ 82 ปี เขาบริจาคทรัพย์สินถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซีของสหรัฐ

ขณะที่มีรายงานว่าจนถึงปี 1877 คอร์เนเลียสสั่งสมความมั่งคั่งไว้ราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าทรัพย์สินของกระทรวงการคลังของสหรัฐในขณะนั้น

คอร์เนเลียสทิ้งทรัพย์สินส่วนใหญ่ (95%) ไว้ให้ วิลเลียม เฮนรี แวนเดอร์บิลต์ (William Henry Vanderbilt) บุตรชายคนโต ซึ่งวิลเลียมเป็นลูกไม้ใต้ต้น สามารถเพิ่มผลกำไรให้กิจการต่างๆ ของพ่อ ขยายการให้บริการทางรถไฟ New York Central Railroad ซึ่งมีหุ้นอยู่ 87% ส่งผลให้ทรัพย์สินของตระกูลแวนเดอร์บิลต์เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัว

วิลเลียมคือทายาทคนแรกในตระกูลแวนเดอร์บิลต์ที่สร้างแมนชันหรูแห่งแรกซึ่งจะกลายเป็นแมนชันอีกหลายหลังของตระกูลบนถนนสายที่ 5 (Fifth Avenue) ที่บ้านเลขที่ 640 Fifth Avenue

คอร์เนเลียสเคยสั่งเสียไว้ว่าให้ส่งมอบทรัพย์สินของตระกูลให้กับทายาทเพียง 1 คน ทว่าหลังจากวิลเลียมเสียชีวิตในปี 1885 เขามอบหุ้นของบริษัทให้กับลูกชายทั้งสองคนคือ คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิลต์ที่ 2 (Cornelius Vanderbilt II) และวิลเลียม คิสซัม แวนเดอร์บิลต์ (William Kissam Vanderbilt) โดยการแบ่งทรัพย์สินของตระกูลให้ทายาทรุ่นที่ 3 นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผลกำไรใน New York Central Railroad ลดลงก่อนจะขาดทุนในที่สุด

คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิลต์ที่ 2 บริหารกิจการรถไฟกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 1899 จากนั้นวิลเลียม คิสซัม แวนเดอร์บิลต์เข้ามารับช่วงต่อเป็นระยะสั้นๆ ก่อนจะลาออกแล้วหันไปสนใจการเพาะพันธุ์ม้าและเรือยอชต์แทน

จากหนังสือ Fortune’s Children: The Fall of the House of Vanderbilt ที่เล่าประวัติของครอบครัวแวนเดอร์บิลต์ที่เขียนโดย อาร์เธอร์ ที. แวนเดอร์บิลต์ที่ 2 วิลเลียม คิสซัม แวนเดอร์บิลต์ เคยพูดไว้ว่า “ทรัพย์สมบัติที่รับสืบทอดมาเป็นอุปสรรคขัดขวางความสุข…มันทำให้ฉันไม่มีอะไรให้คาดหวัง ไม่มีอะไรให้แสวงหาหรือมุ่งมั่นทำให้มันเกิดขึ้น”

นอกจากนี้ คนของตระกูลแวนเดอร์บิลต์ยังขึ้นชื่อเรื่องความใจบุญสุนทาน วิลเลียม คิสซัม แวนเดอร์บิลต์ บริจาคเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างตึกแถวให้คนเข้ามาพักในเมืองนิวยอร์ก รวมทั้งบริจาคเงินอีกหลายแสนเหรียญสหรัฐให้มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย องค์กร YMCA แวนเดอร์บิลต์คลินิก และมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์

และในเจนเนอเรชันที่ 3 อีกเช่นกันที่ทายาทตระกูลแวนเดอร์บิลต์หยุดสร้างความมั่งคั่งเพิ่มเติม การบริจาคเงินและการใช้จ่ายของวิลเลียม คิสซัม แวนเดอร์บิลต์ ทำให้ทรัพย์สินของตระกูลที่สั่งสมมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษลดลงเหลือเท่ากับจำนวนที่เขารับมรดกต่อจากพ่อเมื่อปี 1885

ภาพ: Wikipedia คฤหาสน์ของเฟเดอริก วิลเลียม แวนเดอร์บิลต์ สร้างเมื่อปี 1895-1898 ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสต์แห่งชาติ ตั้งอยู่ในย่านไฮด์ปาร์ก นิวยอร์ก

ทายาทแวนเดอร์บิลต์รุ่นที่ 4 ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคือ เรจินัลด์ เคลย์พูล แวนเดอร์บิลต์ (Reginald Claypool Vanderbilt) นักเสี่ยงโชคและเพลย์บอยตัวยง ซึ่งเป็นพ่อของ กลอเรีย แวนเดอร์บิลต์ (Gloria Vanderbilt) ทายาทรุ่นที่ 5 และตาของ แอนเดอร์สัน คูเปอร์ (Anderson Cooper) ผู้ประกาศข่าวชื่อดังของ CNN ทายาทรุ่นที่ 6

ทรัพย์สินของตระกูลแวนเดอร์บิลต์กระจายไปยังทายาทหลายต่อหลายรุ่น ในที่สุดด็เกิดความเปลี่ยนแปลงกับ New York Central Railroad โดยธรุกิจขนส่งพุ่งสู่จุดสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1920 แต่หลังจากนั้นธุรกิจขนส่งสินค้าก็เริ่มเข้าสู่ขาลงหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีเรือท้องแบน เครื่องบิน รถบัสเข้ามาแทนที่

ในที่สุดตระกูลแวนเดอร์บิลต์ก็ขายหุ้น New York Central Railroad ก่อนที่องค์การขนส่งมวลชนแห่งชาติ หรือ Amtrak จะเข้ามาเทกโอเวอร์กิจการในปี 1971

ความหรูหรามั่งคั่งของตระกูลแวนเดอร์บิลต์ยืนยาวจนถึงกลางศตวรรษที่ 20 ก็เริ่มเกิดการล่มสลายที่ถูกขนานนามว่าเป็น “การล่มสลายของราชวงศ์แวนเดอร์บิลต์” (Fall of the House of Vanderbilt) เมื่อบ้านที่ถนนสายที่ 5 ในเขตแมนฮัตตันทั้งหมดต้องถูกทำลายลงในปี 1947

เช่นเดียวกับบ้านหรูอื่นๆ ของตระกูลต้องขายและกลายเป็นพิพิธภัณฑ์หรือกิจการอื่นๆ อาทิ ประตูที่ทำจากเหล็กบริสุทธิ์ของแมนชันแวนเดอร์บิลต์กลายเป็นทางเข้าของสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ก หรือบ้านของอลิซ แวนเดอร์บิลต์บนถนนสาย 57 ของแมนฮัตตันที่ตอนนี้กลายเป็นของห้างสรรพสินค้าหรู Bergdorf Goodman

เมื่อมาถึงทายาทรุ่นที่ 5 อย่างกลอเรีย แวนเดอร์บิลต์ ทรัพย์สินที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูลก็ร่อยหรอลงไปมาก เว็บไซต์ Page Six รายงานว่า กลอเรียได้รับกองทุนทรัสต์ที่มีมูลค่า 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 35 ล้านเหรียญสหรัฐหากคิดตามค่าเงินในปัจจุบัน

และเมื่ออายุ 21 ปีเธอก็ได้ครอบครองทรัพย์สินมรดกมูลค่า 4.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 53 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อคิดตามค่าเงินในปัจจุบัน

ถึงจะมีเงินมรดกกลอเรียก็ยังทำงานอยู่ตลอด เริ่มจากการเป็นนางแบบในช่วงวัยรุ่น รวมทั้งเป็นศิลปิน นักแสดง และนักเขียน เธอสร้างอาณาจักรแฟชั่น จำหน่ายเสื้อผ้าของดีไซเนอร์และน้ำหอมซึ่งมีมูลค่าถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทว่าต่อมาธุรกิจแฟชั่นเริ่มเข้าสู่ขาลง ส่วนกลอเรียต้องเจอทั้งคดีและมีปัญหาทางการเงิน รวมทั้งคดีที่เธอฟ้องทนายความส่วนตัวและจิตแพทย์ว่าขโมยเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐและจำหน่ายทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาตในปี 1993

ต่อมากลอเรียต้องขายแมนชัน 7 ห้องนอนในย่านเซาท์แธมตันและทาวน์เฮ้าส์ 5 ชั้นในแมนฮัตตันเพื่อจ่ายภาษีย้อนหลังและหนี้สินอื่นๆ ทว่าแม้จะมีปัญหาการเงินแต่กลอเรียก็ยังใช้เงินก้อนโตไปกับการบริจาคและจับจ่ายใช้สอยส่วนตัว ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินมรดกร่อยหรอ

REUTERS/Brian Losness แอนเดอร์สัน คูเปอร์

เมื่อมาถึงทายาทรุ่นที่ 6 อย่าง แอนเดอร์สัน คูเปอร์ บุตรชายของกลอเรีย เขาได้รับมรดกจากแม่เพียง 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับคนทั่วไปอาจเป็นตัวเลขที่น่าพึงพอใจ แต่สำหรับทายาทของตระกูลแวนเดอร์บิลต์ที่เคยร่ำรวยที่สุดในสหรัฐ อีกทั้งบรรพบุรุษยังเคยเป็นหนึ่งในชายที่มั่งคั่งที่สุดในโลก เคยมีการคาดการณ์กันว่าแอนเดอร์สันน่าจะได้รับมรดกถึง 200 ล้านเหรียญสหรัฐ

ถึงอย่างนั้นตัวแอนเดอร์สันซึ่งมีรายได้ราว 11 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีจากการเป็นผู้ประกาศข่าวก็ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจในเรื่องนี้ เขาเคยให้สัมภาษณ์กับ ฮาเวิร์ด สเติร์น เมื่อปี 2014 ว่า “แม่ผมบอกไว้ชัดเจนว่าไม่มีกองทุนทรัสต์ ไม่มีอะไรทั้งนั้น”

และบอกอีกว่า “ผมไม่เชื่อเรื่องการรับมรดก…มันคือคำสาป…ตั้งแต่โตมา ถ้าผมรู้สึกว่ามีทรัพย์สมบัติรอผมอยู่ ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีแรงจูงใจอย่างนี้ไหม”

อย่างไรก็ดี แม้ว่ามรดกตกทอดของตระกูลแวนเดอร์บิลต์จะเหลือไม่มากพอให้ทายาทได้ติดอันดับตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในสหรัฐของนิตยสารฟอร์บส์ แต่ยังมีทรัพย์สินของตระกูลที่ยังเป็นประโยชน์กับสาธารณชนอย่างมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ และถนนแวนเดอร์บิลต์ (Vanderbilt Avenue) ในแมนฮัตตันและบรูคลิน

ซึ่งบ่งบอกว่าครั้งหนึ่งตระกูลแวนเดอร์บิลต์เคยโด่งดังและมั่งคั่งที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

อดีตนักโทษอังกฤษเล่านาทีแหกคุกครองเปรม ขนานนาม ‘บางกอกฮิลตัน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664481

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 18:10 น.อดีตนักโทษอังกฤษเล่านาทีแหกคุกครองเปรม ขนานนาม 'บางกอกฮิลตัน'อดีตนักโทษอังกฤษเล่าประสบการณ์แหกคุกครองเปรมด้วยเลื่อย หนังสือโป๊ และร่ม

The Sun เปิดเผยบทสัมภาษณ์ของนายเดวิด แมคมิลแลน (David McMillan) อดีตนักโทษชาวอังกฤษซึ่งถุกระบุว่าเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่หลบหนีออกมาจากเรือนจำครองเปรม หรือที่ได้รับการขนานนามจากสื่อต่างประเทศว่า “Bangkok Hilton” (บางกอกฮิลตัน)

นายเดวิด อดีตผู้ต้องหาลักลอบขนยาเสพติดซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมในปี 1993 และต้องโทษประหารชีวิตในเวลาต่อมา เปิดเผยว่า

ในขณะนั้นเรือนจำแห่งนี้มีผู้ต้องขังมากถึง 20,000 คน มีผนังกำแพงที่ใช้ไฟฟ้า และถูกห้อมล้อมด้วยคูน้ำขนาด 16 เมตร นับว่ามีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงมาก ยากที่นักโทษจะหลบหนีออกไปได้ จึงถูกเรียกว่า “บางกอกฮิลตัน” เพราะรักษาความปลอดภัยแน่นหนาเหมือนโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว

แต่ในเรื่องของสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังนั้น เดวิดเผยว่าห้องขังของเขามีผู้ต้องขังอยู่รวมกันถึง 150 คน โดยมีห้องน้ำเพียงแค่ห้องเดียวเท่านั้น ขณะที่สภาพเรือนจำในตอนนั้นค่อนข้างสกปรก มีการเปิดไฟตลอด 24 ชั่วโมง และมีเสียงเจี๊ยวจ๊าวตลอดเวลา

“ที่นี่ไม่มีเตียง และผู้ต้องขังทุกคนถูกล่ามโซ่ตรวนที่ข้อเท้า หนทางเดียวที่จะอยู่รอดคือการติดสินบนผู้คุม หรือผู้ดูแลซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าหน้าที่เรือนจำให้ทำหน้าที่ดูแลผู้ต้องขังคนอื่นๆ ” เดวิดกล่าว พร้อมเล่าว่าเขาจ่ายเงิน 200 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 6,700 บาทเพื่อย้ายไปอยู่ในห้องขังที่กว้างขวางขึ้น

ต่อมา เมื่อเดวิดทราบว่าจะมีการเลื่อนประหารชีวิตนักโทษต่างชาติ ทำให้เขาเริ่มกังวลและคิดที่จะหลบหนี

เดวิดใช้เวลาร่วม 18 เดือนเพื่อคิดแผนการต่างๆ นานา เขามองหาสิ่งของรอบตัวและคิดว่าจะใช้มันเพื่อแหกคุกได้อย่างไรบ้าง

เดวิดเล่าว่าาเขาลักลอบนำใบเลื่อยตัดเหล็กเข้าไปในเรือนจำ โดยสั่งให้ผู้สมรู้ร่วมคิดแอบซ่อนมันเข้ามาด้วยเทปพันสายไฟ ม้วนกระดาษ และห่อไว้ในกล่องที่เต็มไปด้วยสเปรดและแยม เขารู้ว่าผู้คุมจะต้องตรวจสอบของเหล่านั้นก่อน จึงหาวิธีดึงความสนใจโดยสั่งให้ผู้สมรู้ร่วมคิดนำหนังสือโป๊เด็ดๆ มาด้วย

จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 1996 เดวิดใช้ใบเลื่อยที่แอบลักลอบนำเข้ามาตัดลูกกรงหน้าต่างเรือนจำ และใช้บันไดที่เขาต่อขึ้นเองจากไม้ไผ่และเชือกผูกรองเท้าปีนข้ามกำแพงไปโดยมีเพื่อนที่อยู่นอกเรือนจำคอยช่วยเหลือ

เดวิดเล่าว่าเมื่อข้ามกำแพงไฟฟ้ามาได้เขาตกลงไปในคูน้ำ ก่อนที่จะว่ายน้ำขึ้นมาและสวมกางเกงสีกากีเพื่อให้เหมือนกับเจ้าหน้าที่เรือนจำมากที่สุด โดยกางร่มไว้เพื่อปิดบังใบหน้า และรีบออกจากเรือนจำก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

เมื่อออกจากเรือนจำมาได้หลังใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี เขาก็รีบหนีออกจากประเทศไทยทันที โดยก่อนหลบหนีเขาได้เตรียมหนังสือเดินทางปลอมจากเพื่อนนักโทษชาวจีน-ลาว ที่ได้มาในราคา 1,200 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 40,000 บาท

ก่อนที่จะได้เดินทางกลับสหราชอาณาจักร เดวิดมีรายชื่ออยู่ในบัญชีอาชญากรของตำรวจสากล จึงต้องกบดานอยู่ในปากีสถานเป็นเวลา 2 ถึง 3 ปี และหลังจากนั้นเขาถูกจับกุมในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดอีกหลายครั้ง

ปัจจุบัน เดวิดในวัย 65 ปี กล่าวว่าเมื่อนึกย้อนกลับไปแล้วรู้สึกละอายใจที่ไม่ได้ใช้ชีวิตในวัยเยาว์ให้เป็นประโยชน์เลย และไม่น่าเข้าไปพัวพันกับยาเสพติดที่เกือบทำให้เขาต้องเสียชีวิตในคุก

นับตั้งแต่นั้นมา เดวิดเริ่มต้นชีวิตใหม่ลบล้างอดีตทั้งหมด ผันตัวเป็นนักเขียนบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาผ่านหนังสือ และออกรายการสารคดีทางโทรทัศน์ เช่น Danny Dyer’s Deadliest Men

“แน่นอน..ถ้าผมไม่ได้ใช้เวลา 40 ปีไปกับการพัวพันกับยาเสพติดและตาราง ผมคงไม่ได้พบกับประสบการณ์ที่น้อยคนนักจะได้เจอแบบผม บางมุมมองผมก็ซาบซึ้งกับมันนะ” เดวิดกล่าว

Merck หุ้นพุ่งรับข่าวดี ยาเม็ดต้านโควิดได้ทุกสายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664468

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 16:00 น.Merck หุ้นพุ่งรับข่าวดี ยาเม็ดต้านโควิดได้ทุกสายพันธุ์Merck & Co เผยยาเม็ด molnupiravir ต้านโควิด-19 ได้ทุกสายพันธุ์

รอยเตอร์สรายงานว่า บริษัท Merck & Co ผู้ผลิตยารายใหญ่ของสหรัฐเปิดเผยผลการวิจัยให้ห้องปฏิบัติการพบว่า “molnupiravir” (โมลนูพิราเวียร์) ยาเม็ดสำหรับรักษาโควิด-19 มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสได้ทุกสายพันธุ์ รวมถึงสายพันธฺุ์เดลตา

เจย์ โกรเบลอร์ หัวหน้าฝ่ายโรคติดเชื้อและวัคซีนของ Merck เผยว่ายาเม็ดดังกล่าวแตกต่างจากวัคซีนโควิด-19 ทั่วไปตรงที่ไม่ได้กำหนดเป้าหมายไปที่โปรตีนหนาม (spike protein) ของไวรัส ซึ่งเป็นตัวกำหนดสายพันธุ์ของไวรัส จึงมีแนวโน้มว่า molnupiravir จะสามารถยับยั้งโควิด-19 ได้แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์

ทั้งนี้ molnupiravir กำหนดเป้าหมายไปที่ viral polymerase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่จำเป็นของไวรัสที่ในการคัดลอกเชื้อ โดยตัวยาจะทำให้รหัสพันธุกรรมของไวรัสผิดพลาดจนไม่สามารถขยายจำนวนขึ้นได้

โดยบริษัทผู้ผลิตอ้างอิงข้อมูลที่ได้จากการวิจัยพบว่า ยาจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อผู้ป่วยได้รับตั้งแต่ช่วงแรกของการติดเชื้อ

Merck ได้ทำการทดลองยาดังกล่าวกับตัวอย่างเชื้อที่ได้จากการ swab โพรงจมูกของผู้เข้าร่วมการทดลอง โดยในช่วงนั้นโควิด-19 สายพันธุ์เดลตายังไม่แพร่ระบาดในวงกว้าง แต่ต่อมาได้ทำการทดลองเพิ่มเติมในห้องปฏิบัติการโดยใช้ตัวอย่างเชื้อเดลตา

แถลงจากบริษัทเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ระบุว่า จากการทดลองในระยะกลางพบว่าผู้ป่วยทุกคนมีผลตรวจเชื้อเป็นลบ หลังจากที่ได้รับยา molnupiravir ไปแล้วเป็นเวลา 5 วัน ขณะที่ 24% ของผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกยังตรวจพบเชื้อ

โดยขณะนี้ molnupiravir กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลองระยะที่ 3 เพื่อทำการประเมินว่าตัวยาช่วยลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ได้หรือไม่ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยื่นขออนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินภายในสิ้นปีนี้

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัท Merck & Co ที่จดทะเบียนในตลาดนิวยอร์กดีดตัวขึ้น 2.39% โดยขณะนี้อยู่ที่ระดับ 75.09 เหรียญสหรัฐ

นอกจาก Merck แล้วยังมียาต้านโควิด-19 ชนิดเม็ด PF-07321332 จากบริษัท Pfizer ของสหรัฐ และ AT-527 จาก Roche Holding AG บริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติสวิส ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดลองระยะที่ 3 เช่นเดียวกัน ท่ามกลางการจับตามองว่าบริษัทใดจะสามารถพัฒนายาเม็ดรักษาโควิด-19 ได้สำเร็จเป็นเจ้าแรกของโลก

Photo by Merck & Co Inc/Handout via REUTERS

จีนเดินหน้าคุมอัลกอริทึมยกระดับเซ็นเซอร์เนื้อหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664462

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 15:30 น.จีนเดินหน้าคุมอัลกอริทึมยกระดับเซ็นเซอร์เนื้อหาจีนเดินหน้าปราบปรามธุรกิจอินเทอร์เน็ตไม่หยุด ล่าสุดเตรียมควบคุมการใช้อัลกอริทึม

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า รัฐบาลจีนเผยแผนระยะเวลา 3 ปีในการควบคุมการใช้อัลกอริทึม ซึ่งถือเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลในการทำให้อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตเข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ

ประกาศของทางการซึ่งออกร่วมกันระหว่าง 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานกำกับดูแลไซเบอร์สเปซของจีน (CAC) กรมโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์ กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศระบุว่า ภายใต้แนวทางใหม่นี้ รัฐบาลท้องถิ่นต้องเข้มงวดเรื่องกฎระเบียบเกี่ยวกับอัลกอริทึม ส่วนบริษัทเอกชนต้องรับผิดชอบต่อการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในทางที่ผิด

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อัลกอริทึมมีบทบาทสำคัญในการแพร่กระจายข้อมูล ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และสนับสนุนการพัฒนาสังคม ในขณะเดียวกันการใช้อัลกอริทึมไม่เหมาะสมก็ทำให้การแพร่กระจายข้อมูลสะดุด เช่นเดียวกับความสงบเรียบร้อยของตลาดและสังคม ท้าทายการปกป้องอุดมการณ์ ความยุติธรรมทางสังคม และสิทธิ์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต” ประกาศระบุ

อัลกอริทึมกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของบริษัทเทคโนโลยีของจีน แอพพลิเคชัน TikTok หรือ Bilibili แพลตฟอร์มสตรีมมิงอะนิเมะยอดฮิต ต่างก็พึ่งพาอัลกอริทึมพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับความสนใจส่วนบุคคลของผู้ใช้ แล้วแนะนำเนื้อหาที่ผู้ใช้คนนั้นๆ สนใจ

นโยบายเกี่ยวกับอัลกอริทึมล่าสุดของจีนมีขึ้นหลังจาก CAC เผยแพร่ร่างระเบียบเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์ที่จะให้ผู้ใช้มีสิทธิ์ในการปฏิเสธการแจ้งเตือนจากแอพพลิเคชันหรือแพลตฟอร์ม

กฎเกณฑ์ใหม่นี้ยังเพิ่มความรับผิดของเจ้าของอัลกอริทึมที่นำมาใช้กับข่าว การค้นหาในเว็บไซต์ เกม อีคอมเมิร์ซ และการเผยแพร่คลิปวิดีโอสั้น

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลจีนพยายามจัดระเบียบการใช้อัลกอริทึมเพื่อควบคุมสิ่งที่ชาวจีนจะได้อ่านและดู

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการขยายวงการควบคุมคอนเท้นต์ในโลกออนไลน์ของรัฐบาลจีน โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์และคณะมนตรีแห่งรัฐร่วมกันออกแนวทาง “อารยธรรมไซเบอร์สเปซ” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าทางการจีนจะปราบปรามและความพยายามในการโฆษณาชวนเชื่อในโลกออนไลน์มากขึ้นก่อนเหตุการณ์สำคัญในปีหน้า รวมทั้งโอลิมปิกฤดูหนาวที่กรุงปักกิ่ง

Photo by Greg Baker / AFP

มาเลเซียตั้งเป้าเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2025 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664457

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 14:30 น.มาเลเซียตั้งเป้าเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2025มาเลเซียตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูง-พัฒนาแล้ว ภายในปี 2025

นายกรัฐมนตรีอิสมาอิล ซาบรี ยาค็อบ ของมาเลเซียเปิดเผยแผนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ 5 ปี โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2025 มาเลเซียจะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศรายได้สูงและประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยีไฮเทค

แผนยุธศาสตร์ดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ประเทศรอดพ้นจากหายนะทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

การเติบโตทางเศรษฐกิจ: รัฐบาลมาเลเซียตั้งเป้าในอีก 5 ปีข้างหน้า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 4.5% ถึง 5.5% ต่อปี

ทั้งนี้ ปัจจุบันเศรษฐกิจของมาเลเซียยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่หลังจากหดตัว 5.6% ในปีที่แล้ว ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งนับว่าได้สร้างความเสียหายมากที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินในปี 1998

แม้ว่าจีดีพีจะขยายตัวขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้อยู่ที่ 16.1% แต่ธนาคารกลางปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้เหลือ 3% ถึง 4% จากเดิมที่ 6% ถึง 7.5% เนื่องจากการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์และจำนวนป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอีกครั้งนับตั้งแต่เดือนส.ค.

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมาเลเซียคาดว่าเศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นตัวในปี 2023 โดยขณะนี้มีชาวมาเลเซียที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มแล้วประมาณ 71%

กลายเป็นประเทศรายได้สูง: ธนาคารโลกได้กำหนดเกณฑ์สำหรับปี 2021 ถึง 2022 ไว้ว่าประเทศรายได้สูงต้องมีรายได้ประชาชาติต่อหัวมากกว่า 12,695 เหรียญสหรัฐ ซึ่งขณะนี้มาเลเซียมีรายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ 10,111 เหรียญสหรัฐ นับว่ายังต่ำกว่าเกณฑ์อยู่ 20.3%

เพิ่มรายได้ครัวเรือน: ภายใต้แผนดังกล่าวมีการตั้งเป้าว่ารายได้ครัวเรือนโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็น 10,065 ริงกิตต่อเดือน จากประมาณการปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 7,089 ริงกิตต่อเดือน

ลดการว่างงาน: อัตราการว่างงานคาดว่าจะลดลงเหลือ 4% โดยมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 1.1 ล้านตำแหน่ง แม้ว่าตอนนี้อัตราการว่างงานของมาเลเซียลดลงจากระดับสูงสุดที่ 5.3% ในเดือนมี.ค. 2020 ซึ่งสูงที่สุดในรอบสามทศวรรษ แต่ก็ยังสูงกว่าระดับก่อนเกิดโรคระบาดที่ 4.8%

นอกจากนี้รัฐบาลยังให้คำมั่นว่าจะเพิ่มงบประมาณพัฒนาท้องถิ่นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และตั้งเป้าที่จะควบคุมการปล่อยคาร์บอน ส่งเสริมพลังงานสะอาด ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทค

Photo by Arif KARTONO / AFP

เมียนมาอ่วม! เดือนเดียวค่าเงินจัตร่วง 60% ราคาอาหารพุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664454

วันที่ 30 ก.ย. 2564 เวลา 13:20 น.เมียนมาอ่วม! เดือนเดียวค่าเงินจัตร่วง 60% ราคาอาหารพุ่งรัฐประหารส่งผลให้เมียนมาเกิดภาวะเงินเฟ้อ ค่าเงินจัตร่วงหนัก ราคาอาหารพุ่งสูง 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เมียนมาเกิดภาวะเงินเฟ้อหนัก โดยนับตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาค่าเงินจัตตกลงไปกว่า 60% ส่งผลให้ราคาอาหารและน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่แย่ลงนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อ 8 เดือนก่อน  

บรรดาร้านทองและร้านแลกเปลี่ยนเงินตราปิดทำการเมื่อวันพุธ (30 ก.ย.) เนื่องจากความวุ่ยวายนประเทศ ขณะที่คำว่า “ค่าเงินจัตร่วง” ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ โดยคอมเม้นต์มีตั้งแต่คำเตือนไปจนถึงการพยายามหาสร้างความตลกขบขันท่ามกลางวิกฤตในประเทศที่แตกแยกอย่างหนัก

ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาจาก International Crisis Group เผยว่า “สิ่งนี้จะทำให้พวกนายพลสั่นคลอน เนื่องจากพวกเขาใช้ค่าเงินจัตเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจซึ่งจะสะท้อนตัวพวกเขาอีกทอดหนึ่ง”

เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางเมียนมาพยายามประคองไม่ให้ค่าเงินจัตร่วงแต่ต้องยอมแพ้เมื่อวันที่ 10 ก.ย. เนื่องจากแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น

เมียนมาขาดแคลนเงินดอลลาร์อย่างหนักจน Northern Breeze Exchange Service ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต้องปิดทำการสาขาทั่วประเทศชั่วคราว

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 2,700 จัตต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับวันที่ 1 ก.พ. ค่าเงินจัตอยู่ที่ 1,695 จัตต่อ 1 เหรียญสหรัฐ

ขณะที่เมื่อวันจันทร์ (27 ก.ย.) ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าปีนี้เศรษฐกิจเมียนมาจะทรุดตัว 18% และการจ้างงานจะหดตัวมากที่สุดในภูมิภาค ตัวเลขคนยากจนจะเพิ่มขึ้น

แรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นในช่วงที่เหตุการณ์นองเลือดในเมียนมาสูงขึ้น เนื่องจากกลุ่มติดอาวุธกับทหารปะทะกันอย่างหนัก

ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารในเมียนมารายหนึ่งเผยว่า ยิ่งสถานการณ์ทางการเมืองแย่ลง ค่าเงินก็ยิ่งแย่ลงตามไปด้วย

ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อส่งผลให้ราคาอาหารและน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น โดยขณะนี้ข้าวกระสอบละ 48 กิโลกรัม ราคา 48,000 จัต หรือราว 18 เหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นถึง 40% นับตั้งแต่เหตุรัฐประหาร ส่วนแก๊สโซลีนเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่ามาอยู่ที่ 1,445 จัตต่อลิตร

Alexander Zemlianichenko/Pool via REUTERS/File Photo