ต่างชาติมองไทยและอาเซียนอาจยังไม่พร้อมเปิดประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663881

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 14:00 น.ต่างชาติมองไทยและอาเซียนอาจยังไม่พร้อมเปิดประเทศผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอัตราการฉีดวัคซีนในหลายพื้นที่ในอาเซียนยังไม่พร้อมสำหรับการเปิดประเทศ

CNN รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยระบุว่าไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนามกำลังละทิ้งนโยบาย “ปลอดโควิด” และเดินหน้าสู่มาตรการ “อยู่ร่วมกับโควิด” แทน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจเร็วเกินไปที่จะทำเช่นนั้น

รายงานชี้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงน่าเป็นห่วง โดยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมากในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเนื่องจากโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ส่งผลให้หลายประเทศประกาศล็อกดาวน์และข้อจำกัดที่เข้มงวดเพื่อพยายามควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก

หลังผ่านจุดพีคของการแพร่ระบาดไปได้ไม่นาน และอัตราการฉีดวัคซีนในบางพื้นที่ยังคงต่ำ แต่รัฐบาลบางประเทศในภูมิภาครวมถึงไทยกำลังมองหาแนวทางในการเปิดประเทศอีกครั้งเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการท่องเที่ยว

โดยเวียดนามวางแผนที่จะเปิดเกาะฟูโกว๊กสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนหน้า แม้ว่าจะประชากรที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วเพียง 7% จากทั้งประเทศ

ด้านอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรฉีดวัคซีนครบโดสแล้วกว่า 16% ก็ได้ผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงวางแผนเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในบางพื้นที่รวมถึงเกาะบาหลีภายในเดือนตุลาคม

สำหรับมาเลเซียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงสุดในภูมิภาคนี้ โดยมีประชากรกว่าครึ่งประเทศได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ได้เปิดเกาะลังกาวีอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวในประเทศ ขณะที่หลายรัฐได้เริ่มผ่อนคลายข้อจำกัดสำหรับผู้ได้รับวัคซีน รวมถึงการรับประทานอาหารในร้านอาหารและการเดินทางระหว่างรัฐ

ประเทศไทยเองก็มีแนวโน้มว่าจะเปิดรับนักท่องเที่ยวในบางพื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, ชลบุรี, เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

ทว่า ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งมองว่าหากอัตราการฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงยังคงไม่มากพอก่อนที่หลายประเทศจะยกเลิกข้อจำกัด หรือผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค อาจทำให้ระบบสาธารณสุขในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าสู่สภาวะตึงตัวอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงมากกว่าชาติตะวันตกที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงกว่ามาก จึงทำให้อัตราการเสียชีวิตและการรักษาในโรงพยาบาลยังคงต่ำแม้จะเปิดประเทศแล้ว

นายอภิเษก ริมาล ผู้ประสานงานด้านสาธารณสุขฉุกเฉินระดับภูมิภาคของสหพันธ์กาชาดสากล กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าประเทศต่างๆ ควรรักษาอัตราผู้ติดเชื้อให้ไม่เกิน 5% เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนเปิดประเทศ แต่ตัวเลขดังกล่าวในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ 20% ถึง 30%

พร้อมเสริมว่างค์การอนามัยโลกยังได้วางหลักเกณฑ์อื่นๆ สำหรับการเปิดประเทศเพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ รวมถึงมีระบบสาธารณสุขที่สามารถตรวจคัดกรองและรองรับผู้ป่วยได้อย่างเพียงพอ แต่บางประเทศไม่เป็นไปตามมาตรฐานเหล่านี้ หมายความว่า มีความเป็นไปได้ที่ผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ในทางกลับกันผู้ประกอบการมองว่าการเปิดประเทศและฟื้นฟูการท่องเที่ยวเป็นทางออกเดียวของพวกเขา

นายจีน การิโต ผู้ประกอบการโรงเรียนสอนดำน้ำแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ตเผยว่า ขณะนี้บรรดาธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางต่างหมดหวังแล้ว ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยจะอยู่รอดต่อไปได้นานแค่ไหน หากรัฐบาลไม่สามารถชดเชยความสูญเสียให้กับธุรกิจเหล่านี้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และหากยังไม่กลับมาเปิดการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ไบเดน-มาครงเคลียร์ใจปมดีลเรือดำน้ำ AUKUS #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663873

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 13:00 น.ไบเดน-มาครงเคลียร์ใจปมดีลเรือดำน้ำ AUKUSผู้นำสหรัฐและผู้นำฝรั่งเศสต่อสายเคลียร์ปมปัญหาดีลเรือดำน้ำของออสเตรเลีย

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ และประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกันครั้งแรกหลังจากฝรั่งเศสไม่พอใจกรณีการขายเรือดำน้ำให้ออสเตรเลีย ให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูความเชื่อใจระหว่างกันหลังฝรั่งเศสมองว่าถูกหักหลัง

สัปดาห์ที่แล้วมาครงไม่พอใจที่ออสเตรเลียตัดสินใจฉีกสัญญาซื้อเรือดำน้ำจากฝรั่งเศส 12 ลำแล้วหันไปพึ่งพาสหรัฐและอังกฤษซึ่งเพิ่งร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม AUKUS ในการจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์และมีการเจรจากันอย่างลับๆ โดยที่ฝรั่งเศสไม่ระแคะระคาย

แถลงการณ์ร่วมที่ประกาศหลังการพูดคุยระบุว่า ผู้นำทั้งสองประเทศให้สัญญาว่าจะเดินหน้าปรึกษาหารือในเชิงลึกเพื่อสร้างความมั่นใจ และเตรียมจะพบปะหารือกันอีกครั้งในสิ้นเดือน ต.ค.นี้ในยุโรป แต่ยังไม่ระบุสถานที่ เพื่อบรรลุความเข้าใจร่วมกันซึ่งจะนำมาสู่การฟื้นฟูความมั่นใจ

แถลงการณ์จากทำเนียบขาวระบุว่า สถานการณ์จะได้รับประโยชน์หากมีการปรึกษาหารือกันอย่างเปิดเผยในหมู่พันธมิตรในประเด็นเกี่ยวกับผลประโยชน์ของฝรั่งเศสและหุ้นส่วนในยุโรป ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการแสดงว่าสหรัฐรับรู้ความไม่พอใจของฝรั่งเศส

แต่แถลงการณ์ร่วมที่มาจากทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสในภาษาฝรั่งเศสระบุอย่างชัดเจนว่า การหารืออย่างเปิดเผยจะไม่ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้

แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า สหรัฐตระหนักถึงความจำเป็นของกองทัพยุโรปที่เข้มแข็งเพื่อเติมเต็มความร่วมมือทางทหารของ NATO

ขณะที่ประธานาธิบดีมาครงส่งสัญญาณแรกของการผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศด้วยการตกลงส่งเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสหรัฐกลับไปประจำที่กรุงวอชิงตันดีซีในสัปดาห์หน้า หลังจากเรียกตัวกลับเพื่อประท้วงทางการทูตเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

Photo by Ludovic MARIN / AFP

ผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ของ Evergrande เตรียมขายหุ้นทั้งหมดทิ้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663863

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 12:00 น.ผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ของ Evergrande เตรียมขายหุ้นทั้งหมดทิ้งผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของ Evergrande ขายหุ้นทิ้งไปแล้ว 32 ล้านเหรียญสหรัฐ และกำลังจะขายที่เหลือทั้งหมด

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า บริษัท Chinese Estates Holdings ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 ของ Evergrande บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีนที่มีหนี้สินกว่า 305,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขายหุ้นไปแล้วมูลค่า 32 ล้านเหรียญสหรัฐ และเตรียมจะขายหุ้นที่เหลืออยู่ทั้งหมด

เอกสารที่ Chinese Estates Holdings แจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงระบุว่า กรรมการบริษัทมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของ Evergrande รวมทั้งการเปิดเผยเกี่ยวกับสภาพคล่องของบริษัท

Chinese Estates Holdings ซึ่งจนถึงวันที่ 10 ก.ย. มีหุ้นอยู่ใน Evergrande ราว 6.50% จากข้อมูลของ Refinitiv Eikon เผยว่า ได้สั่งขายหุ้นของ Evergrande ทั้งหมดหรือบางส่วนที่เหลือ 5.66% ในตลาดหรือผ่านการซื้อขายล่วงหน้าผ่านนายหน้า 

Chinese Estates Holdings เผยว่า บริษัทได้ขายหุ้นของ Evergrande ไปแล้ว 108.91 ล้านหุ้น หรือ 0.82% ของหุ้นที่ Evergrande ออกตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค.-21 ก.ย. มูลค่า 32 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังบอกอีกว่าหากขายหุ้นของ Evergrande ที่มีทั้งหมดอาจต้องขาดทุนราว 1,220 ล้านเหรียญสหรัฐ

REUTERS/Aly Song

มาเลเซียเล็งคุยจีนเรื่อง AUKUS ชูความร่วมมืออาเซียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663862

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 11:08 น.มาเลเซียเล็งคุยจีนเรื่อง AUKUS ชูความร่วมมืออาเซียนมาเลเซียวางแผนเจรจาประเด็น AUKUS กับจีน หวั่นสะเทือนเสถียรภาพอินโด-แปซิฟิก

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่านายฮิชามมุดดิน ฮุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของมาเลเซียมีแผนที่จะเยือนประเทศจีนในเร็ววันนี้เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลง AUKUS ของสหรัฐ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร

ฮุสเซนกล่าวว่า “เราจำเป็นต้องได้รับมุมมองจากผู้นำของจีน โดยเฉพาะด้านการป้องกันประเทศของจีนเกี่ยวกับข้อตกลง AUKUS ตลอดจนแนวทางการดำเนินการของจีนหลังจากนี้”

โดยก่อนหน้านี้จีนได้กล่าวว่าแผนดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงแก่สันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

นอกจากนี้ ฮุสเซนยังได้เสนอแนะให้ปีเตอร์ ดัตตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของออสเตรเลียเจรเจากับบรูไน ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ตลอดจนหารือกับประเทศเพื่อนบ้านของจีนอย่างกัมพูชา เมียนมา ลาว และเวียดนาม เพื่อจัดการกับความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาค

ฮุสเซนทิ้งท้ายว่า “ความแข็งแกร่งจะเกิดขึ้นเมื่อประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อปกป้องเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค”

ขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียกังวลว่า AUKUS จะนำไปสู่การแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาค แต่ในทางกลับกันฟิลิปปินส์ได้ออกมาสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว

ทั้งนี้ สหรัฐ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ประกาศว่าความร่วมมือด้านความมั่นคง AUKUS มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจะเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังแผ่อิทธิพลในภูมิภาคนี้

โดยข้อตกลงดังกล่าวจะเอื้อให้ทั้ง 3 ประเทศแบ่งปันเทคโนโลยีทางทหาร ซึ่งจะส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก

เปิดชีวิตพลิกผันของเจ้าหญิงพม่า อดีตภรรยานายพล เน วิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663812

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 18:40 น.เปิดชีวิตพลิกผันของเจ้าหญิงพม่า อดีตภรรยานายพล เน วินเปิดชีวิตเจ้าหญิงพม่าผู้เลอโฉมกับโชคชะตาที่ผกผัน จากเจ้าหญิงสู่สามัญชนสู่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของนายพล เน วิน สู่สามัญชนอีกครั้ง  

จูน โรส เบลลามี ในฐานะเจ้าหญิงเธอเป็นที่รู้จักในชื่อ ยะดะหน่า นะ เม ที่แปลว่าเทพีแห่งนพรัตน์ เกิดเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 1932 ที่เมืองเมเมียวทางตอนกลางของพม่า ในสมัยที่พม่าตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษและอังกฤษยกเลิกระบบกษัตริย์ของพม่า

บิดาของเธอคือ เฮอร์เบิร์ต เบลลามี นักสะสมกล้วยไม้ชาวออสเตรเลียที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในพม่า ส่วนมารดาคือ เจ้าหญิงไทติน มะ ละ พระธิดาในเจ้าชายลินปินที่ลี้ภัยหลังจากพระเจ้าสีป่อ หรือพระเจ้าธีบอขึ้นครองราชบัลลังก์

เจ้าชายลินปินคือพระโอรสในเจ้าชายกะนองมินตา พระราชอนุชาของพระเจ้ามินดง กษัตริย์พระองค์ที่ 10 แห่งราชวงศ์อลองพญา เจ้าชายกะนองมินตาเป็นรัชทายาทโดยชอบธรรมของราชบังลังก์และเป็นเจ้าชายที่มีปรีชาสามารถมาก ทรงพยายามทำให้พม่าทันสมัยขึ้นด้วยการส่งนักเรียนไปเรียนในประเทศตะวันตกและก่อตั้งอุตสาหกรรมอาวุธ และปฏิรูปหลายอย่าง เช่น รวมการบริหารเข้าสู่ศูนย์กลาง แนะนำระบบเงินเดือนกับข้าราชการเพื่อลดอำนาจของข้าราชการ เป็นต้น

ภาพ: wikipedia เจ้าชายกะนองมินตา

เจ้าชายกะนองมินตาถูกปลงพระชนม์หลังจากที่หนึ่งในพระโอรสของพระเจ้ามินดงก่อกบฏในปี 1866 ต่อมาหลังจากพระเจ้ามินดงสวรรคตในปี 1878 เจ้าชายธีบอขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา และในเดือน พ.ย. 1885 พระเจ้าธีบอยอมจำนนต่ออังกฤษหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่ 3 จากนั้นพระเจ้าธีบอถูกส่งตัวไปลี้ภัยที่อินเดีย

เจ้าชายกะนองมินตาถือเป็นไอดอลสำหรับชาวเมียนมา จนถึงทุกวันนี้ชาวเมียนมาหลายคนยังเชื่อว่าหากเจ้าชายกะนองมินตาไม่ถูกปลงพระชนม์และได้ขึ้นเป็นกษัตริย์พม่า เมียนมาอาจไม่แย่เหมือนทุกวันนี้

ย้อนกลับมาที่ จูน โรส เบลลามี เธอเป็นหลานสาวของเจ้าชายลินปินและเหลนของเจ้าชายกะนองมินตาแห่งราชวงศ์อะลองพญา หรือราชวงศ์คองบอง ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า

จูน โรส เบลลามีพูดได้ถึง 3 ภาษา คือ พม่า อังกฤษ และฮินดี ตอนที่ญี่ปุ่นโจมตีย่างกุ้งในปี 1941 ซึ่งขณะนั้นเธออายุเพียง 9 ขวบ ครอบครัวต้องย้ายไปอยู่ที่อินเดียนาน 5 ปี ก่อนจะย้ายกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้งตอนที่เธออายุ 14 ปี

จูน โรส เบลลามีมีหน้าตางดงามในแบบสาวลูกครึ่ง เธอแต่งงานกับ มาริโอ ลูเซีย โพสติญโญเน ชาวอิตาลีที่ทำงานในองค์การอนามัยโลกในปี 1954 ต่อมาจูน โรส เบลลามีต้องย้ายตามสามีที่ไปปฏิบัติงานที่ฟิลิปปินส์ โดยเธอทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวที่นั่น ทั้งคู่หย่ากันในปี 1963 หลังมีลูกชายด้วยกัน 2 คน

ต่อมา จูน โรส เบลลามี ย้ายไปใช้ชีวิตที่เมืองฟลอเรนซ์ของอิตาลีกับลูกชาย จนกระทั่งปี 1963 โชคชะตานำพาให้เธอพบกับนายพล เน วิน ที่ทำการปฏิวัติยึดอำนาจและขึ้นเป็นผู้นำทหารเมื่อปี 1962

นายพล เน วิน ซึ่งเคยเป็นเพื่อนกับครอบครัวเบลลามีตั้งแต่ จูน โรส เบลลามี ยังเด็กๆ พยายามโน้มน้าวให้เธอกลับพม่าหลายต่อหลายครั้งแต่เธอไม่อยากจากอิตาลี จนกระทั่งนายพล เน วิน เดินทางไปอิตาลีอีกครั้ง เขาจึงขอเธอแต่งงาน

ภาพ: Myanmar Historical Archive หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเมียนมารายงานข่าวการแต่งงานของนายพล เน วิน กับจูน โรส เบลลามี

จูน โรส เบลลามีแต่งงานเป็นภรรยาคนที่ 4 ของนายพล เน วิน และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของพม่าในปี 1976 ทว่าชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ไม่ได้ราบรื่นและต้องหย่ากันหลังผ่านไปเพียง 5 เดือนเท่านั้น

จูน โรส เบลลามีซึ่งสนิทชิดใกล้กับขิ่นเมตาน ภรรยาของนายพล เน วิน ตัดสินใจแยกทางกับสามีหลังจากเขาขว้างที่เขี่ยบุหรี่ใส่เธอ และกล่าวหาว่าเธอเป็นสายลับของ CIA

เธอเผยกับผู้สื่อข่าวในภายหลังว่า การตัดสินใจแต่งงานของเธอ “เป็นบาปของความทะนงตน” เธอเชื่อว่าการปรากฏตัวของเธอในฐานะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งอาจส่งผลดีต่อพม่าและได้ช่วยเหลือชาวบ้าน (นี่เป็นเหตุผลที่เธอตัดสินใจรับคำขอแต่งงานของนายพล เน วิน) ส่วนนายพล เน วิน ก็คิดว่าสายสัมพันธ์กับสมาชิกราชวงศ์พม่าจะเป็นการพีอาร์ที่ดี

ภาพ: Facebook/Between two worlds

เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่คิด จูน โรส เบลลามี ตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองฟลอเรนซ์ของอิตาลีอีกครั้ง เลี้ยงชีพด้วยการเป็นครูสอนทำอาหารและทำงานการกุศลผ่านหมอที่ย่างกุ้งเพื่อช่วยให้นักศึกษาเมียนมาได้เข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต เธอเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2020 ในวัย 88 ปี

ภาพ: Myanmar Historical Archive เจ้าหญิงไทติน มะ ละ และเจ้าหญิงยะดะหน่า นะ เม หรือจูน โรส เบลลามี

ย้อนกลับมาที่เจ้าหญิงไทติน มะ ละ มารดาของจูน โรส เบลลามี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความงามไม่แพ้ลูกสาวเพียงคนเดียว เจ้าหญิงเป็นพระธิดาองค์ที่ 2 ของเจ้าชายลินปิน และพระสนมขิ่นเมเจ้าหญิงแห่งลินปิน

เมาริซ คอลลิส ผู้พิพากษาของอาณานิคมและนักเขียนเล่าถึงเจ้าหญิงไทติน มะ ละไว้ในหนังสือ “Trials in Burma” ในปี 1938 ว่า “เธอนั่งบนโซฟา ผู้หญิงสวยสวมกระโปรงผ้าไหมสีฟ้าและเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีขาว ผิวสีเหลืองเหมือนเมล็ดข้าวโพด ตาเธอโตและเป็นประกายแวววาว และมือที่อ่อนช้อย”

มกุฎราชกุมารวิลเลมของเยอรมนี มกุฎราชกุมารองค์สุดท้ายของจักรวรรดิเยอรมัน บรรยายความงามของเจ้าหญิงไทติน มะ ละหลังได้พบเธอที่ Allahabad Club ระหว่างเดินทางทัวร์ตะวันออกไกลไว้ว่า “ผู้หญิงที่โดดเด่น”

ก่อนแต่งงานกับพ่อของจูน โรส เบลลามี เจ้าหญิงไทติน มะ ละ เกือบจะได้เป็นพระราชานีของสิกขิมของอินเดีย เจ้าหญิงชอบพอกับเจ้าชายสิดคอง ตุลกู นัมเกล พระโอรสของกษัตริย์สิกขิม และเตรียมจะเข้าพิธีแต่งงานกันในปี 1913 แต่ต้องเลื่อนออกไปก่อนเนื่องจากสุขภาพของพระบิดาของเจ้าชายไม่ค่อยดี

เจ้าชายสิดคอง ตุลกู นัมเกลขึ้นป็นกษัตริย์องค์ใหม่ในปี 1914 หลังจากพระบิดาสวรรคต และมีกำหนดเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงไทติน มะ ละในวันที่ 10 ก.พ. 1915 ทว่าในเดือน ธ.ค. 1914 กษัตริย์สิดคองถูกพบสวรรคตอยู่ในห้องบรรทมซึ่งคาดว่าเกิดจากหัวใจล้มเหลวขณะพระชมมายุ 35 พรรษา ทว่าอังกฤษมองว่าการสวรรคตนี้มีเงื่อนงำ

โดย จารุณี นาคสกุล

ซีอีโอผุดไอเดียค่าจ้างขั้นต่ำ 2 ล้านต่อปี ผลที่ได้สุดคุ้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663804

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 17:00 น.ซีอีโอผุดไอเดียค่าจ้างขั้นต่ำ 2 ล้านต่อปี ผลที่ได้สุดคุ้มDan Price ซีอีโอที่หั่นเงินเดือนตัวเองเพื่อเพิ่มให้พนักงาน แต่ผลที่ได้บอกเลยว่าคุ้ม

เมื่อ 6 ปีก่อนชายคนนี้ประกาศบางอย่างที่เรียกเสียงฮือฮาให้กับบริษัท Gravity Payments ของเขาเป็นอย่างมาก นั่นคือการเพิ่มเงินเดือนให้พนักงานทุกคนจากเดิมที่ได้ประมาณ 20,000 ถึง 45,000 เหรียญสหรัฐต่อปี เป็นอย่างน้อย 70,000 เหรียญสหรัฐ (กว่า 2 ล้านบาท) ต่อปี

แดน ไพรซ์ (Dan Price) ซีอีโอบริษัทบริการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตในซีแอตเทิล ตัดสินใจลดเงินเดือนของตัวเองลง 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เพื่อให้สามารถขึ้นเงินเดือนให้บรรดาพนักงานของเขาได้

ตามข้อมูลจากสถาบันนโยบายเศรษฐกิจชี้ว่าค่าตอบแทนของซีอีโอโดยเฉลี่ยแล้วสูงกว่าเงินเดือนของพนักงานทั่วไปถึง 320 เท่า ขณะที่เดิมทีค่าตอบแทนของไพรซ์สูงกว่าพนักงานเกือบ 40 เท่า จึงเกิดไอเดียนี้ขึ้นมา

บางคนก็ยกย่องว่าเขาเป็นฮีโร่ แต่บางคนก็วิพากษ์วิจารณ์ว่านั่นเป็นความคิดที่เสี่ยงมาก และบริษัทของเขาอาจต้องล้มละลาย

แต่ตอนนี้บริษัทของเขากำลังเฟื่องฟู มีลูกค้าใหม่ๆ ติดต่อเข้ามา และมีพนักงานเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า แต่ยังคงจ่ายเงินเดือนให้พนักงานตามเดิม

การลดเงินเดือนของตัวเองทำให้ไพรซ์ต้องประหยัดและเก็บเงินมากขึ้น รวมถึงมีการขายบ้านหลังที่ 2 ไปด้วย แต่เมื่อเทียบกับผลตอบแทนของบริษัทเพิ่มขึ้น ตลอดจนศักยภาพการทำงานและความภักดีของพนักงานแล้วเขามองว่ามันคุ้มค่ามาก

นอกจากนี้ไพรซ์ยังเผยว่าอัตราการลาออกของพนักงานลดลงไปกว่าครึ่งหนึ่ง นั่นหมายความว่าพนักงานทำงานกับเขานานขึ้นเป็น 2 เท่า ทำให้ความรู้ความสามารถในการทำงานของพนักงานเพิ่มขึ้นไปด้วยตามประสบการณ์การทำงาน

“พนักงานของผมทำเพื่อผมมากกว่าที่ผมทำเพื่อพวกเขาเสียอีก พวกเขามอบของขวัญสุดพิเศษให้กับผม ไม่รู้จะบรรยายเป็นคำพูดอย่างไรเลย” ไพรซ์กล่าวถึงรถยนต์ราคาแพงที่พนักงานร่วมกันซื้อให้เขาเป็นของขวัญ

เมื่อปีที่แล้วบริษัทได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นอย่างมาก แต่บรรดาพนักงานของเขายอมถูกลดค่าจ้างชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือบริษัท ไม่นานพวกเขาก็กลับมาได้รับค่าจ้างตามปกติรวมถึงได้เงินชดเชยที่เคยสูญเสียไปด้วย

ตอนนี้บริษัท Gravity เติบโตขึ้นกว่า 70% พร้อมพนักงานกว่า 200 คนที่ดูแลยอดชำระเงินผ่านบัตรเครดิตไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่รายได้ของบริษัทอยู่ที่เกือบ 5,000 ล้านบาท

การขึ้นเงินเดือนจากไพรซ์นอกจากจะเป็นผลดีต่อบริษัทแล้วยังเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับพนักงานของเขา โดยพนักงานของ Gravity กล่าวว่าการปรับฐานเงินเดือนไม่ใช่แค่ช่วยให้พวกเขาอยู่ได้ แต่มันช่วยให้พวกเขาเติบโต

พร้อมเล่าว่าพนักงานหลายคนที่นี่สามารถสร้างครอบครัวและซื้อบ้านได้เพราะการขึ้นเงินเดือนจากไพรซ์ โดยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาพนักงานคลอดลูกรวมแล้วถึง 60 คน นั่นเพราะพวกเขามีเงินเพียงพอที่จะสร้างครอบครัว

“ผมมีความสุขกับที่เป็นอยู่ตอนนี้มากกว่าแต่ก่อนเสียอีก” ไพรซ์กล่าว

ที่มา CBS News

ภาพโดย instagram.com/danpriceseattle/

ลิทัวเนียแนะปชช.เลิกใช้มือถือจีน อ้างมีระบบตรวจจับข้อความ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663778

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 14:18 น.ลิทัวเนียแนะปชช.เลิกใช้มือถือจีน อ้างมีระบบตรวจจับข้อความหน่วยงานด้านไซเบอร์ของรัฐบาลลิทัวเนียพบสมาร์ทโฟนจากจีนสามารถตรวจจับและเซ็นเซอร์ข้อความ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ากระทรวงกลาโหมของลิทัวเนียแนะนำให้ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการซื้อสมาร์ทโฟน Xiaomi ของจีน สำหรับผู้ที่ใช้งานอยู่แล้วแนะนำให้เลิกใช้ หลังรัฐบาลรายงานพบข้อกังวลเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์

โดยหน่วยงานรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของรัฐบาลลิทัวเนียแถลงว่าสมาร์ทโฟนระดับเรือธงของยักษ์ใหญ่อย่าง Xiaomi มีความสามารถในการตรวจจับและเซ็นเซอร์บางคำ อาทิ “Free Tibet”, “Long live Taiwan independence” ซึ่งเป็นการสนับสนุนอิสรภาพของทิเบตและไต้หวัน ตลอดจนคำว่า “democracy movement” หรือขบวนการประชาธิปไตย

รายงานดังกล่าวเผยว่าแม้ความสามารถข้างต้นของสมาร์ทโฟนรุ่น Mi 10T 5G จาก Xiaomi นั้นถูกปิดสำหรับภูมิภาคสหภาพยุโรป แต่สามารถเปิดใช้งานจากระยะไกลได้ทุกเมื่อ

มาร์กิริส อาบูเควิซิอุส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมลิทัวเนียกล่าวว่า “คำแนะนำของเราคืออย่าซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่จากจีน และหากมีอยู่แล้วให้กำจัดโดยเร็วที่สุด”

ด้านบริษัท Xiaomi ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างลิทัวเนียและจีนไม่ค่อยดีนัก โดยเมื่อเดือนที่แล้วจีนเรียกร้องให้ลิทัวเนียถอนเอกอัครราชทูตในกรุงปักกิ่ง และกล่าวว่าจะเรียกคืนทูตจีนประจำกรุงวิลนีอุสด้วย หลังจากที่ไต้หวันประกาศว่าจะเปิดสำนักงานผู้แทนในลิทัวเนีย โดยใช้ชื่อว่า “สำนักงานผู้แทนไต้หวัน” ซึ่งตามปกติแล้วการตั้งสำนักงานของไต้หวันในยุโรปและสหรัฐจะใช้ชื่อว่า “ไทเป”

ส่งผลให้รัฐบาลจีนไม่พอใจและมองว่าเป็นการบ่อนทำลายอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนของจีน เนื่องจากจีนกล่าวมาตลอดว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน

ก่อนที่จีนจะออกมาตรการคว่ำบาตรสินค้านำเข้าหลายรายการจากลิทัวเนีย โดยอ้างว่าสินค้าได้รับการจัดการเกี่ยวกับแมลงศัตรูพืชที่ไม่ได้มาตรฐาน

ด้านเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีอิงกริดา ซิโมนีเต ของลิทัวเนียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พร้อมเน้นย้ำว่าจะให้การสนับสนุนเมื่อลิทัวเนียเผชิญแรงกดดันจากจีน

REUTERS/Valentyn Ogirenko

ลูกค้าแห่อุดหนุนหลังเจ้าของร้านขอโทษที่ใส่ไส้ขนมน้อยลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663768

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 13:35 น.ลูกค้าแห่อุดหนุนหลังเจ้าของร้านขอโทษที่ใส่ไส้ขนมน้อยลงร้านขนมแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นมีลูกค้าอุดหนุนแน่นร้านหลังคำขอโทษและยอมรับอย่างตรงไปตรงมาของเจ้าของร้านกลายเป็นไวรัล 

ร้านที่ว่านี้คือร้านขายขนมไทยากิ หรือขนมรูปปลาสอดไส้ถั่วแดงในเมืองเกียวดะในจังหวัดไซตะมะของญี่ปุ่นที่มี จุนยะ ฮะชิโมะโตะ เป็นเจ้าของ 

ร้าน Taiyaki no Bunfukuya ของฮะชิโมะโตะเริ่มขายไม่ค่อยดีในช่วงฤดูร้อน เพราะขนมไทยากินิยมทานกันในช่วงฤดูหนาวมากกว่า บวกกับมาตรการสกัดการระบาดของ Covid-19 ทำให้ยอดขายของร้านลดลงไปถึง 70% 

เพื่อให้ร้านอยู่รอดฮะชิโมะโตะจึงตัดสินใจขึ้นราคาขนมไทยากิ แต่ตอนหลังเจ้าตัวเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีกับลูกค้าจึงปรับเปลี่ยนอีกครั้งด้วยการเพิ่มไส้ถั่วแดงกวนลงไปในขนมเพื่อชดเชยที่ทางร้านขึ้นราคา

ทำไปทำมาเจ้าตัวเริ่มเพิ่มไส้มากเกินไปจนขาดทุนหนักกว่าเดิม ส่อเค้าว่าอาจจะต้องปิดกิจการ สถานการณ์นี้ทำให้ฮะชิโมะโตะไม่มีทางเลือกจึงต้องลดปริมาณไส้ขนมลงอีกครั้ง

การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เจ้าของร้านวัย 45 ปีรู้สึกผิดกับลูกค้ามากๆ เข้าจึงลงมือเขียนป้ายขอโทษลูกค้าและนำไปทวีตลงทวิตเตอร์

ป้ายขอโทษของฮะชิโมะโตะมีข้อความว่า “พูดตามตรงเลยนะ ผมเคยใส่ไส้ถั่วแดงกวนเยอะมากแต่มันทำให้ผมขาดทุน ต่อไปนี้ผมจะลดปริมาณถั่วแดงกวน เพราะร้านกำลังจะถังแตก โปรดอภัยให้ผมด้วยครับ”

ปรากฏว่าคำขอโทษอย่างจริงใจของฮะชิโมะโตะทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประทับใจ ทวีตขอโทษนี้มีคนเข้ามาไลค์ถึงกว่า 65,700 ครั้ง รีทวีตอีกกว่า 27,400 ครั้ง นับตั้งแต่ทวีตเมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา

และยังมีคอมเม้นต์ให้กำลังใจอีกมากมาย อาทิ “คุณคิดราคาเพิ่มตามปริมาณไส้ที่ใส่ได้นะ”, “ร้าน Bunfukuya ใช้ถั่วแดงคุณภาพดีแล้วขึ้นราคา ดังนั้นฉันเข้าใจนะถ้าคุณจะใส่ไส้น้อยลง”, “จะไปอุดหนุนสัก 5 ชิ้นเดี๋ยวนี้เลย”, “ให้ตายเถอะ ถึงไม่ใส่ไส้ก็ยังจะกินอยู่ดี”

นอกจากนี้ ทวีตที่กลายเป็นไวรัลนี้ยังทำให้ร้านไทยากิของฮะชิโมะโตะกลายเป็นข่าวดัง ส่งผลให้ลูกค้าพากันมาอุดหนุนขนมจนแน่นร้าน แม้ว่าจะต้องต่อคิวนานเพราะขนม 1 ชิ้นต้องใช้เวลาราว 6 นาทีก็ตาม

ส่วนฮะชิโมะโตะที่กลัวว่าลูกค้าที่รอคิวจะเบื่อได้นำโปสเตอร์ ข้อความต่างๆ โฆษณา หรืออะไรก็ตามมาติดไว้ที่กำแพงของร้านให้ลูกค้าอ่านฆ่าเวลา นับว่าทางร้านใส่ใจลูกค้าสุดๆ ตามสไตล์การบริการลูกค้าของชาวญี่ปุ่น

ภาพ: YouTube/ANN News

สีจิ้นผิงแสดงท่าทีคัดค้าน Quad-AUKUS #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663761

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 12:30 น.สีจิ้นผิงแสดงท่าทีคัดค้าน Quad-AUKUSด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการสร้างสงครามกับจีน

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมารัฐบาลจีนเผยแพร่คลิปวิดีโอถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ซึ่งได้มีการเรียกร้องให้ผู้นำโลกเจรจาและร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศ

แม้จะไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์สหรัฐโดยตรงแต่ผู้นำจีนเรียกร้องให้นานาชาติหยุดรวมกลุ่มที่ไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์โดยรวม หรือมุ่งเป้าไปที่จีน ซึ่งอาจหมายถึง Quad ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินเดีย ตลอดจน AUKUS ความร่วมมือระหว่างสหรัฐ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร

สี จิ้นผิง ยังเรียกร้องให้มีการเสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และส่งเสริมการเคารพซึ่งกันและกัน ตลอดจนความร่วมมือแบบ win-win ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐ

นอกจากนี้ยังได้ให้คำมั่นว่าจีนจะยุติการสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินแห่งใหม่ในต่างประเทศ และยกระดับการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการปฏิรูปพลังงานในประเทศให้เป็นพลังงานสะอาด

ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐยืนยันว่าไม่ได้ต้องการสร้างสงครามเย็นครั้งใหม่กับจีน หรือทำให้เกิดการแบ่งแยก พร้อมยืนยันว่าสหรัฐพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศ และแสวงหาทางออกอย่างสันติวิธีสำหรับความท้าทายต่างๆ

ตลอดจนแสดงความกังวลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในเขตปกครองตนองซินเจียง ซึ่งเชื่อว่ามีการคุมขังและบังคับใช้แรงงานชาวมุสลิมอุยกูร์รวมถึงชนกลุ่มน้อยอื่นๆ มากกว่าล้านคน

ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศคาดการณ์ว่าการประชุมแบบต่อตัวตัวระหว่างผู้นำทั้งสองจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

Photo by Spencer Platt/Pool via REUTERS

ฝรั่งเศสหันมาจับมืออินเดียในอินโด-แปซิฟิกหลังถูกลอยแพทั้งคู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663755

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 12:00 น.ฝรั่งเศสหันมาจับมืออินเดียในอินโด-แปซิฟิกหลังถูกลอยแพทั้งคู่ผู้นำฝรั่งเศสยกหูโทรศัพท์คุยผู้นำอินเดียร่วมมือในอินโด-แปซิฟิก หลังดีลเรือดำน้ำฝรั่งเศสถูกฉีก อินเดียถูกสหรัฐลอยแพ

ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ต่อสายโทรศัพท์หารือกับนายกรัฐมนตรี นเรนทระ โมดี ของอินเดีย กรณีร่วมมือกันในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก หลังจากออสเตรเลียยกเลิกสัญญาต่อเรือดำน้ำ 12 ลำมูลค่า 40,000 เหรียญสหรัฐกับฝรั่งเศสแล้วไปรับความช่วยเหลือจากสหรัฐและอังกฤษโดยตั้งกลุ่ม AUKUS ขณะที่อินเดียส่อแววจะถูกสหรัฐลอยแพเช่นกัน

แถลงการณ์ของทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุว่า ประธานาธิบดีฝรั่งเศสและนายกรัฐมนตรีอินเดียให้คำมั่นว่าจะ “ร่วมมือกันในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เปิดกว้างและครอบคลุม”

มาครงยังย้ำกับโมดีว่าฝรั่งเศสจะเดินหน้าเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองในเชิงยุทธศาสตร์ของอินเดีย รวมทั้งในด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อใจและความเคารพซึ่งกันและกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพของภูมิภาคและหลักกฎหมาย และขจัดอิทธิพลในทุกรูปแบบ

ด้านนายกรัฐมนตรีอินเดียทวีตข้อความว่า อินเดียวางคุณค่าอันยิ่งใหญ่ในการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับฝรั่งเศส โดยเรียกผู้นำฝรั่งเศสว่า “เพื่อน”

ส่วนแถลงการณ์จากทำเนียบรัฐบาลอินเดียระบุว่า ทั้งสองประเทศมีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาฝรั่งเศสพยายามกระชับความสัมพันธ์กับอินเดีย โดยในปี 2016 ทั้งสองประเทศลงนามในสัญญาซื้อขายเครื่องบินรบ French Rafale 36 ลำให้อินเดีย ทว่าขณะนี้ฝรั่งเศสกำลังตรวจสอบสัญญานี้หลังมีข้อกล่าวหาเรื่องสินบน

ขณะที่สื่ออินเดียคาดเดาว่า การยกเลิกสัญญาต่อเรือดำน้ำของออสเตรเลียอาจทำให้เกิดการลงนามต่อเรือดำน้ำระหว่างฝรั่งเศสกับอินเดีย

AFP PHOTO / POOL / Ludovic MARIN