Evergrande เตรียมจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรเลี่ยงผิดนัดชำระหนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663758

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 11:34 น.Evergrande เตรียมจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรเลี่ยงผิดนัดชำระหนี้Evergrande ยอมเจรจาจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรให้เจ้าหนี้ในประเทศเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้

สำนักข่าว AFP รายงานว่า Evergrande บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีนได้บรรลุข้อตกลงกับเจ้าหนี้พันธบัตรในประเทศซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระดอกเบี้ยไปได้เปลาะหนึ่ง

ในแถลงการณ์ที่ส่งไปยังตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น บริษัท Hengda ซึ่งเป็นบริษัทลูกด้านอสังหาริมทรัพย์ของ Evergrande ระบุว่า บริษัทได้เจรจาแผนการจ่ายดอกเบี้ยของพันธบัตรที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2025 ซึ่งสำนักข่าว Bloomberg ประเมินว่ามีมูลค่า 35.9 ล้านเหรียญสหรัฐ

Hengda ระบุว่า นักลงทุนที่ซื้อและถือพันธบัตรก่อนวันที่ 22 ก.ย. 2021 มีสิทธิ์ได้รับดอกเบี้ยในครั้งนี้ ทว่ายังไม่พูดถึงการจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรต่างประเทศ

นักวิเคราะห์มองว่าการจ่ายดอกเบี้ยจะช่วยบรรเทาความวิตกกังวลของตลาดในระยะสั้น ทว่า แกรี ดูแกน ซีอีโอ Global CIO Office เผยกับ Bloomberg ว่า หากต้องการสร้างความมั่นใจให้ตลาดมากขึ้น Evergrande ต้องมีแผนปรับโครงสร้างองค์การในวงกว้างให้ตลาดเห็น

วิกฤตของ Evergrande ส่งผลให้นักลงทุนและซัพพลายเออร์พากันมาประท้วงด้านนอกสำนักงานของบริษัทเพื่อเรียกร้องให้คืนเงิน โดยหนี้ของบางคนสูงถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ

ก่อนหน้านี้ สวีเจียอิ้น ผู้ก่อตั้งบริษัทเผยกับพนักงานว่าเขาเชื่อว่าบริษัทจะก้าวออกจากความมืดมนในเร็วๆ นี้

Evergrande ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญรวมทั้ง Houlihan Lokey บริษัทผู้ให้บริการด้านการเงินที่เคยให้คำปรึกษาการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรแก่ Lehman Brothers วาณิชธนกิจของสหรัฐที่ล้มละลาย เข้ามาแก้ปัญหา

สัปดาห์ที่แล้ว Bloomberg รายงานว่า หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐส่งทีมที่ปรึกษาด้านการเงินลงพื้นที่เพื่อประเมิน Evergrande

Photo by Noel Celis / AFP

Pfizer เผยวัคซีนปลอดภัย-ได้ผลดีในเด็ก 5-11 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663754

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 11:00 น.Pfizer เผยวัคซีนปลอดภัย-ได้ผลดีในเด็ก 5-11 ปีPfizer เผยผลการทดลองวัคซีนโควิดกับเด็กได้ผลดี ลุยขออนุมัติ

บริษัท Pfizer ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 เผยลการทดลองวัคซีนในเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีพบว่าวัคซีนมีความปลอดภัยและสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้าขออนุมัติใช้ในเด็กจากหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐ ยุโรป และประเทศอื่นๆ โดยเร็วที่สุด

ผู้ผลิตวัคซีนเผยว่าจากการทดลองฉีดวัคซีน 2 โดสให้แก่เด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีพบว่ามีความปลอดภัยและการตอบสนองด้านภูมิคุ้มกันเช่นเดียวกับกลุ่มอายุ 16 ถึง 25 ปี

โดยคาดว่าจะได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ภายในสิ้นเดือนตุลาคม ท่ามกลาการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาในสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก โดยสถาบันกุมารแพทย์อเมริกันเผยว่ามีเด็กอเมริกันติดโควิด-19 แล้วมากกว่า 5 ล้านคน เสียชีวิตอย่างน้อย 460 คน

ทั้งนี้ ปัจจุบัน Pfizer ได้รับการอนุมัติในสหรัฐให้ใช้กับประชาชนอายุ 12 ปีขึ้นไป

โดยสหรัฐได้แจกจ่ายวัคซีนไปแล้วกว่า 386 ล้านโดส โดยมีประชากรราว 182 ล้านคนหรือคิดเป็น 55.4% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายวันยังคงทะลุหลักแสนคน

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

รัฐบาลจีนจะอุ้มหรือปล่อยให้ Evergrande ล้ม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663740

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 09:28 น.รัฐบาลจีนจะอุ้มหรือปล่อยให้ Evergrande ล้ม?วิเคราะห์สถานการณ์ที่กำลังเป็นที่จับตาทั่วโลกว่าอาจลุกลามต่อเศรษฐกิจโดยรวมของจีน

Evergrande มีชื่อบริษัทในภาษาจีนว่า “เหิงต้า” ที่แปลว่า “ยิ่งใหญ่ชั่วฟ้าดินสลาย” ชื่อของมันดูทรนงองอาจยิ่งนัก ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีก่อนมันก็ใหญ่สมชื่ออยู่เพราะอสังหาริมทรัพย์ของจีนนั้นแรงมาหลายปีแล้ว

แต่ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืนทั้งเหิงต้าและตลาดอสังหาฯ จีน

รัฐบาลจีนพยายามจะคุมตลาดอสังหาฯ มานับสิบปีแล้วเปลี่ยนผู้นำมา 2 ชุดก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ แม้คนจีนจะรวยขึ้นแต่ราคาบ้านแพงเกินรายได้จริง มันขึ้นสูงจนบางคนทำงานทั้งชาติก็มีบ้านไม่ได้

ทำไมจึงเป็นแบบนี้? เพราะคนจีนมักนำเงินออมไปลงทุนในตลาดอสังหาฯ ซื้อบ้านเก็บไว้บ้าง ลงทุนในโครงการต่างๆ บ้าง มันป็นไม่กี่หนทางที่จะเก็บผลกำไรจากการลงทุน ขณะที่ดีมานด์สูงขึ้นไม่เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด แลรัฐซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินก็มักตั้งราคาปล่อยที่ดินให้ผู้พัฒนาสูงๆ ผลก็คืออสังหาริมทรัพย์ของจีนคิดเป็น 28% ของ GDP ของจีน บริษัทอสังหาต่างๆ ต้องใช้เงินกู้มหาศาลมาขับเคลื่อนภาคส่วนนี้

แต่มันมีอันตราย 2 อย่างคือ หนึ่งบ้านจะแพงเกินจริงจนประชาชนเดือดร้อน และสองฟองสบู่จะระเบิดเข้าสักวัน

แล้ว Evergrande ก็กลายเป็นชนวนของการล่มสลาย

ด้วยความที่มันใหญ่มากจนโยงใยหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจทำการให้การสั่นคลอนของมันเป็นที่จับตา

วิกฤตนี้มาจาก “หนี้” เพราะ Evergrande ขาดสภาพคล่อง สาเหตุมีหลายประการ เช่น การขายผลิตภัณฑ์ความมั่งคั่งของบริษัทเอง

แต่หลักๆ คือการนำเงินไปลงทุนกระจายหลายสาขานอกเหนือจากภาคอสังหาฯ บางธุรกิจที่ลงทุนเป็นการขายฝันชัดๆ เช่น บริษัทลูกที่ผลิตรถยนต์พลังงานแนวใหม่ (Evergrande New Energy Auto) ที่เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อหุ้นตกไป 80,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งๆ ที่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้หุ้นแรงถึง 600,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ทั้งๆ ที่ไม่มีผลิตภัณฑ์อะไรออกมาด้วยซ้ำ

มันเริ่มชัดเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน เมื่อลูกค้า/ผู้รับเหมาเริ่มไปทวงเงินจาก Evergrande และเริ่มทวงหนักเข้าตามสำนักงานของบริษัทในเมืองต่างๆ

ในเดือนสิงหาคม ยอดขายของ Evergrande ลดลง 26% เมื่อเทียบเป็นรายปี จากกว่า 800 โครงการของ Evergrande มากกว่า 500 โครงการถูกปิดตัวลง

สถานการณ์ตอนนี้มันแย่ขนาดที่ “เพื่อนวงใน” ของบอสใหญ่แห่ง Evergrande ก็ยังสละเรือกันเป็นพัลวัน

“เพื่อนวงใน” ของ สวี่เจียอิ้น (อดีต) ประธานของ Evergrande ที่เคยค้ำชูกันมา บางคนเป็นแฟนฮาร์ดคอร์ของสวี่เจียอิ้นมาโดยตลอด เช่น หลิวหลวนสฺยง มหาเศรษฐีฮ่องกง หลิวเป็นอดีตประธานบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ Chinese Estates ที่ในเดือนมกราคมของปีนี้ยังสนับสนุน Evergrande New Energy Auto อย่างแข็งขัน ตอนนี้ได้ลดการถือครองหุ้นส่วนใหญ่ของ Evergrande ไปแล้ว

นี่เป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่ธรรมดา Chinese Estates เป็นนักลงทุนรายสำคัญในการเข้าจดทะเบียนบริษัท China Evergrande ในฮ่องกงในปี 2552 และได้เพิ่มการถือครองหุ้น Evergrande หลายครั้งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ตอนนี้ลมเปลี่ยนทิศซะแล้ว

ใครเป็นนักลงทุนแล้วเจอสถานการณ์แบบนี้มีแต่เอามือก่ายหน้าผาก เพราะขนาดเพื่อนฮาร์ดคอร์ยัง “เฉือนเนื้อ” ทิ้งกันแล้ว

คำถามที่ว่ามันมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรมีคนเล่าไปมากแล้ว คำถามสำคัญกว่าตอนนี้ก็คือ “จีนจะปล่อยให้มันล่มหรือไม่?”

Evergrande มีความโยงใยกับภาคส่วนต่างๆ ที่สำคัญมาก เช่น การจ้างงาน บริษัทกล่าวว่ามีพนักงาน 200,000 คน แต่สร้างงานทางอ้อมมากกว่า 3.8 ล้านตำแหน่งทุกปี ถ้ามันล้มขึ้นมาคนจะว่างงานกันเพียบ

แต่เรื่องว่างงานยังไม่ใช่เรื่องใหญ่เมื่อเทียบกับความเกี่ยวพันกับธนาคารต่างๆ และลูกค้าผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่จะเสียเงินไปเปล่าๆ

หากธนาคารหนึ่งล้มกลัวว่าจะล้มเป็นพรวนเพราะเจ้าหนี้ของ Evergrande มีเป็นร้อย แต่กรณีที่น่าสนใจคือ “ธนาคารเซิ่งจิง” เพราะเรื่องราวของมันมันลึกลับดำมืดเสียเหลือเกินน่าจะสะท้อนการก่อหนี้ของ Evergrande ได้เป็นอย่างดี

ในปี 2016 Evergrande กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของธนาคารเซิ่งจิงผ่าน Evergrande Nanchang โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 17.28% ในปี 2019 Evergrande Nanchang ใช้เงิน 13,200 ล้านหยวนอีกครั้งเพื่อจองซื้อหุ้นในประเทศ 2,200 ล้านหุ้นที่ออกโดยธนาคารเซิ่งจิงทำให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 36.40%

เมื่อเร็วๆ นี้ ไฉซิน สื่อจีนสายสืบสวนเผยว่า ลูกค้าที่ไม่ใช่ธนาคารรายเดียวที่ใหญ่ที่สุดของธนาคารเซิ่งจิงกู้เงินไปสูงถึง 155,232 ล้านหยวนต่อมาลดลงแต่ก็ยังคงเกิน 90,000 ล้านหยวน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจ และยังพบในบัญชีฯ ของธนาคารว่าสินเชื่ออสังหาฯ นั้นเพิ่มขึ้นทุกปี

ผลคือเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม Lianhe Credit Rating ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหลักของธนาคารเซิ่งจิงจาก AAA เป็น AA+ ในรายงานยังชี้ให้เห็นว่าธนาคารเซิ่งจิงมีความเสี่ยงสูงจากลูกหนี้ที่ไม่ระบุชื่อ

คำถามก็คือผู้กู้รายนี้คือใคร? คำถามที่สำคัญกว่าก็คือถ้าผู้กู้รายนี้ใช้หนี้ไม่ทันธนาคารเซิ่งจิงล้มเอาง่ายๆ

เบื้องต้นทางการเมืองเสิ่นหยาง (ที่ตั้งของธนาคารเซิ่งจิง) ระคะระคายและสั่งให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ช่วงนั้น แต่จะแก้ไขทันหรือไม่นั้นก็อีกเรื่อง เพราะปรากฎว่ามีรัฐวิหสากิจหลายแห่งในมณฑลเหลียวหนิงเสี่ยงที่จะเจอปัญหาจากแบงก์นี้

นี่นำไปสู่คำถามว่า “สมมติว่า” Evergrande ไปพัวพันกับหนี้สินของธนาคารขนาดนั้นแล้วเกิดล้มละลายขึ้นมา จะลากธนาคารไปกี่แห่ง รัฐวิสาหกิจ บริษัทรับเหมา บริษัทซัพพลายเออร์ ฯลฯ กี่รายลงหลุมไปด้วย?

นำไปสู่ประเด็นที่ทุกคนอยากรู้ก็คือ จีนจะปล่อย Evergrande ล้มหรือไม่?

ขณะนี้มีเพียงหูซีจิ้น บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนเตือน Evergrande ว่า บริษัทไม่ควรเดิมพันกับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลโดยทึกทักเอาว่าบริษัท “ใหญ่เกินกว่าที่จะล้ม”

คำว่า “ใหญ่เกินกว่าที่จะล้ม” นั้นก็คือ Too big to fail ยืมมาจากวิกฤตซับไพร์มของสหรัฐ เพราะตอนนี้มีบางคนเชื่อว่า “เหิงต้า” (ที่แปลว่ายิ่งใหญ่ชั่วฟ้าดินสลาย) มันเข้าเค้ากรณีซับไพร์ม

Too big to fail ก็คือบริษัทนั้นค้ำยันเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้ หากปล่อยให้มันล้มเศรษฐกิจของประเทศจะพังพินาศไปด้วย ซึ่ง Evergrande ก็น่าจะเข้าข่ายนั้น และถ้า “สมมติว่า” Evergrande ไปพัวพันกับการกู้มโหฬารขอธนาคารเซิ่งจิง มันจะเข้าข่ายนี้ทันที

แต่บางคนก็เชื่อว่ามันคนละเรื่องกันเลยและจะไม่พังครืนแบบนั้น เช่น Citi กับ Barclays ที่บอกว่ามันไม่ใช่ “Lehman moment” หรือสถานการณ์เดียวกับที่เกิดขึ้นกับบริษัท Lehman ที่นำไปสู่วิกฤตซับไพร์ม

เท่าที่กะด้วยสาตาจากการสำรวจคร่าวๆ ผู้เชี่ยวชาญในวงการเชื่อว่าจีนจะไม่ปล่อยให้ล้มแน่นอน แต่ในความเห็นกลุ่มนี้ก็ยังเสียงแตกออกเป็น 2 กลุ่มคือ จีนจะอุ้ม Evergrande กับจีนไม่อุ้ม Evergrande แต่จะอุ้มภาคส่วนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ

ขนาดสหรัฐอเมริกาทุนนิยมตัวพ่อ ตามหลักการแล้วจะต้องปล่อยไปตามยถากรรม แต่สุดท้ายก็ยังมี “มือที่มองเห็น” เข้าไปช่วยอุ้มไม่ให้ Too big to fail จนบัดนี้ก็ยังเป็นเรื่องครหาของประชาชนอยู่ว่าเอาเงินภาษีประชาชนไปอุ้มคนรวย

ย้ำอีกครั้งว่าเราจะลืมไม่ได้ว่าจีนคือสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ไม่ใช่ทุนนิยมเต็มรูปแบบ ดังนั้นจีนจะไม่ปล่อยกรณีนี้ไปตามยถากรรมแน่ๆ เพราะจีนจะใช้ “มือที่มองเห็น” มาสกัดไม่ให้มันลุกลามไป แต่จะช่วยใครบ้างนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง

อย่างเช่นบริษัท S&P เชื่อว่าแม้ว่า Evergrande จะผิดนัด แต่คาดว่าผลกระทบทางลบโดยตรงต่อโครงการพัฒนาขนาดใหญ่อื่นๆ สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพสินทรัพย์ของระบบธนาคารจีนนั้นค่อนข้างดีอาจรองรับแรงกระแทกได้ และรัฐบาลกลางจะเต็มใจที่จะปล่อยสภาพคล่องเพื่อตอบสนองปัญหาสภาพคล่องระยะสั้นในตลาด

แต่ถึงที่สุดแล้วจีนจะสกัดวิธีไหนนั้นยังจนด้วยเกล้า เพราะแม้แต่กูรูและนักการเงินชั้นนำก็ยังเถียงกันไม่จบ ยิ่งรัฐบาลจีนมักอมพะนำด้วยแล้วยิ่งคาดเดายาก

แต่มีความเห็นที่น่าสนใจจาก Epoch Times ภาคภาษาจีน (ซึ่งเป็นสื่อสายตรงกันข้ามกับรัฐบาลจีน) ในความคิดของผู้เขียนสื่อนี้มีทัศนะต่อสถานการณ์นี้ที่แหลมคมที่สุด อาจเป็นเพราะเป็น “อริ” กับรัฐบาลจีนจึงทำให้มองคนละมิติจากคนอื่นๆ

Epoch Times ชี้ว่ารัฐบาลจีนรู้ปัญหาของ Evergrande มาตั้งแต่ปีที่แล้ว หลังจากที่รัฐบาลจีนออกกฎ “เส้นตายสีแดง 3 เส้น” คือ กำหนดอัตราส่วนหนี้และเงินสดที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์จะต้องมี นัยว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัยหาสภาพคล่อง

ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2020 สื่อทางการจีนเปิดเผยว่า Evergrande ล้ำเส้นสีแดงทั้งสามทุกข้อ ถึงเดือนกันยายนในโลกโซเชียลจีนมีการเผยแพร่จดหมาย “ร้องทุกข์” ของ Evergrande ถึงรัฐบาลมณฑลกวางตุ้งของพรรคคอมมิวนิสต์จีนลงวันที่ 24 สิงหาคม 2020

จดหมายระบุว่า Evergrande กำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้มากกว่า 8 แสนล้านหยวน หากรัฐบาลไม่ช่วย Evergrande จะเจอปัญหาผิดนัดชำระหนี้และห่วงโซ่ทุนพังทะลาย ในหนี้สินจำนวนนี้ 5 – 6 แสนล้านเป็นหนี้ธนาคารและสถาบันการเงินในประเทศจีนหลายร้อยแห่ง ส่วนที่เหลือเป็นเงินที่เป็นหนี้นักลงทุนต่างประเทศ

ตอนนั้น Evergrande ปฏิเสธเรื่องจดหมาย แต่ข้อมูลเรื่องตัวเลขนั้นกลับถูกต้อง

Epoch Times ชี้ว่า รัฐบาลจีนน่าจะรู้มาเป็นปีแล้วว่า Evergrande เจอวิกฤต แต่เลือกที่จะไม่ช่วย ไม่ใช่ช่วยช้า และอาจจะเตรียมการตัดสินใจเอาไว้แล้ว โดยทำเป็นขั้นๆ ไป

เพียงแต่บทวิเคราะห์ของ Epoch Times มองในแง่ทฤษฎีสมคบคิดมาเกินไปจึงจะไม่ขอเอ่ยถึงในจุดนั้น แต่จุดที่น่าสนใจคือพวกเขาตั้งข้อสังเกตว่าถ้ารัฐบาลจะช่วยก็คงช่วยแบบกรณีบริษัทหัวหรง (China Huarong Asset Management) ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ทางการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ที่เจอวิกฤตในเวลาไล่เลี่ยกัน และแบบเดียวกันคือปัญหาหนี้

หัวหรงนั้นเป็นรัฐวิสาหกิจและพัวพันกับ “คนใหญ่คนโต” ทางการจีนจึงเข้ามาช่วยและบอกให้ธนาคารต่างๆ ปล่อยเงินกู้ให้ กรณีหัวหรงนั้นแดงขึ้นมาก่อนเหิงต้าเสียอีก แต่คนภายนอกไม่ค่อยรับทราบกัน

ย้ำว่าจุดที่น่าสนใจก็คือรัฐบาลจีนรู้เรื่อง Evergrande มานานแล้วและมีทางออกแล้วโดยไม่ให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

เป็นไปได้หรือไม่ว่าทางออกนี้อาจไม่ใช่ทางรอดของ Evergrande แบบที่จีนช่วยหัวหรง?

เรื่องนี้ถึงที่สุดแล้วไม่มีใครล่วงรู้ เพราะแม้แต่คนวงในกว่าเราๆ ก็ยังไม่รู้ อย่างที่รายงานของ Bloomberg ระบุว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารของรัฐแย้มเป็นการลับว่าพวกเขายังคงรอคำแนะนำจากผู้นำระดับสูงของรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ปัญหาระยะยาว

เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์คนอื่นๆ Epoch Times มีทัศนะในทำนองว่ารัฐบาลจีนจะไม่อุ้ม Evergrande แต่จะช่วยผู้เสียหายจากกรณีนี้ จะหาวิธีๆไม่ให้มันลุกลามไป หากทฤษฎีข้างต้นเป็นจริง แสดงว่าคงได้เตรียมการบางอย่างเอาไว้แล้ว

ย้อนกลับไปที่ข้างต้น กรณีของธนาคารเซิ่งจิงนั้น มีรายงานจากไฉซินว่า “เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงของ Evergrande แพร่กระจายไปยังธนาคารเซิ่งจิง รัฐบาลท้องถิ่นของมณฑลเหลียวหนิงจึงตั้งใจที่จะค่อยๆ ควบคุมธนาคารแห่งนี้” วิธีการก็คือให้รัฐวิสาหกิจไปซื้อหุ้นของเซิ่งเจียงที่ถือโดยบริษัทลูกของ Evergrande

นี่อาจเป็นทางออกสำหรับกรณีของ Evergrande หรือไม่ คือปล่อยบริษัทตามยถากรรม แต่จะช่วยภาคส่วนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ

จึงไม่น่าแปลกใจที่หูซีจิ้น กระบอกเสียงของรัฐบาลจะแย้มว่าบริษัทนี้อย่เข้าใจผิดว่าตัวเอง “ใหญ่เกินกว่าที่จะล้ม” นั่นหมายความว่า จีนอาจจะปล่อยให้มันล้มได้ แต่จะล้มก็ต่อเมื่อมันไม่ใช่ตัวปัญหาของประเทศไปแล้ว

อย่างไรเสียปัญหานี้จะต้องจบก่อนการประชุมสมัชชาแห่งชาติของพรรคคอมมิวนิสต์ในปีหน้า เพราะหากแก้ไม่ทันรัฐบาลจีน หรืออย่างน้อยสีจิ้นผิงมีหวัง “เสียหน้า” ในการประชุมใหญ่ และพานจะเสียดุลอำนาจในพรรคไปด้วยซ้ำ

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Noel Celis / AFP

คนจีนทุ่มลงทุนอสังหาฯ หวังฟันกำไรสุดท้ายได้หนี้มาแทน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663717

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 18:40 น.คนจีนทุ่มลงทุนอสังหาฯ หวังฟันกำไรสุดท้ายได้หนี้มาแทนวิกฤตหนี้ของ Evergrande ทำนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์จีนสูญเงินก้อนโต

ในปีที่สิ้นสุดในเดือน มิ.ย. 2020 มีเม็ดเงินกว่า 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐถูกนำไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในจีน และปัจจุบันนี้อสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนถึง 29% ของจีดีพีของจีน และสินทรัพย์ของครอบครัวคนจีนมากกว่า 70% อยู่ในรูปแบบของอสังหาริมทรัพย์ ในแต่ละปีมีการสร้างบ้านราว 15 ล้านหลัง มากกว่าของสหรัฐและยุโรปรวมกันถึง 5 เท่า

ขณะที่ข้อมูลของธนาคารแห่งชาติจีนพบว่า การกู้เงินซื้ออสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 27% ของเงินกู้ทั้งหมด จากที่มีสัดส่วนน้อยกว่า 20% เมื่อกว่า 10 ปีก่อน แต่ กัวซู่ชิง ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลการธนาคารและการประกันภัยแห่งประเทศจีนบอกไว้เมื่อปีที่แล้วว่า เงินกู้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนถึง 39% หรือ 70 ล้านล้านหยวน

ทำไมชาวจีนถึงหันมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์กันอย่างหนัก

ชาวจีนส่วนใหญ่มองว่าอสังหาริมทรัพย์คือการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากมีแนวคิดว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะไม่ยอมให้ราคาบ้านลดลง เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้แหล่งความมั่งคั่งของชาวจีนหายไปและอาจทำให้เกิดความไม่พอใจ บวกกับความเชื่อที่ว่าจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเองก่อนแต่งงาน และดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่น้อยกว่าการเฟ้อของค่าเงิน ทำให้ชาวจีนหันมาลงทุนซื้อบ้านกันมากขึ้น

หลังจากปี 2007-2008 เป็นต้นมาคนจีนส่วนใหญ่เปลี่ยนผ่านจากการฝากเงินในธนาคาร ไปสู่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่นับวันเริ่มที่จะร้อนแรงมากขึ้น และในรอบ 40 ปีที่ผ่านมาราคาอสังหาริมทรัพย์ในจีนมีแต่เพิ่มไม่มีลง ทำให้ชาวจีนมีความเชื่อมั่นในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์

ข้อมูลจาก Wangyi Fangchan พบว่า ราคาเฉลี่ยของอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ๆ ของจีนเติบโตแบบก้าวกระโดดในรอบ 10 ปี เช่น ในกรุงปักกิ่ง ปี 2018 อยู่ที่ตารางเมตรละ 12,479 หยวน แต่ในปี 2018 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 62,957 หยวน, เมืองเซินเจิ้นปี 2018 อยู่ที่ตารางเมตรละ 10,987 หยวน แต่ในปี 2018 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 54,689 หยวน

ล่าสุดข้อมูลจาก Reuters ที่คำนวณจากข้อมูลของรัฐบาลจีนพบว่า ปีที่แล้วในระดับประเทศราคาบ้านยังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยตัวเลขราคาบ้านใน 70 เมืองใหญ่ของจีนพุ่งขึ้นเฉลี่ย 4.9%

การมีบ้านในเมืองสำคัญอย่างกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว เซินเจิ้นถือเป็นเรื่องยากมากๆ สำหรับคนวัยหนุ่มสาวไม่ว่าจะทำงานอะไรหรือเงินเดือนสูงเพียงใดก็ตาม และท้ายที่สุดคนกลุ่มนี้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินจากครอบครัวหรือญาติพี่น้องสำหรับการมีบ้านเป็นของตัวเอง

ยกตัวอย่างการมีบ้านในเมืองเซินเจิ้นที่ถูกขนานนามว่าเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งเมืองจีน การบูมของอสังหาริมทรัพย์ดันให้ราคาที่พักอาศัยในเมืองนี้สูงขึ้นจนเกินเอื้อมสำหรับชาวจีนหลายคน และทำให้เซินเจิ้นกลายเป็นเมืองที่อัตราการมีบ้านเป็นของตัวเองต่ำที่สุดในประเทศ โดยราคาเฉลี่ยของอพาร์ทเม้นต์ 2 ห้องนอนอยู่ที่ 900,000 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ชาวเมืองรายได้เฉลี่ยต่อหัวเฉลี่ยเพียง 20,000 เหรียญสหรัฐ

ด้วยราคาอพาร์ทเม้นต์ที่สูงกว่าเงินเดือนเฉลี่ยต่อปีของชาวเมืองถึง 43.5 เท่า ความสามารถในการซื้อที่พักอาศัยของเซินเจิ้นต่ำเป็นอันดับ 2 รองจากฮ่องกงเท่านั้นจากข้อมูลของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ E-House (China) Enterprise Holdings ส่งผลให้ชาวเมืองเซินเจิ้นที่มีอพาร์ทเม้นต์ของตัวเองเพียง 1 ใน 3 ซึ่งไม่ถึงครึ่งของเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ และต่ำกว่าตัวเลขของซานฟรานซิสโกและซีแอตเทิลของสหรัฐที่ขึ้นชื่อเรื่องอสังหาริมทรัพย์ราคาสูง

การเติบโตที่รวดเร็วเกินไปของตลาดอสังหาริมทรัพย์ทำให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง ทั้งเงินเฟ้อ ความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ทวีคูณ และความเสี่ยงของการเกิดฟองสบู่แตก ทำให้ที่ผ่านมารัฐบาลจีนออกมาตรการร้อยแปดมายับยั้งพฤติกรรมการเก็งกำไรบ้านของคนจีน

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ถึงกับต้องเน้นย้ำว่า “บ้านมีไว้อยู่ ไม่ได้มีไว้เก็งกำไร” และเริ่มออกมาตรการปราบปรามการเก็งกำไรของชาวจีน

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้นักลงทุนถอย เห็นได้จากหลายคนที่ออกมาประท้วงที่สำนักงานใหญ่ของ Evergrande ในเมืองเซินเจิ้นเพื่อเรียกร้องเงินลงทุนคืนจากบริษัท หลังจาก Evergrande ส่งสัญญาณว่าอาจไม่สามารถชำระหนี้คืนเจ้าหนี้ได้

TikTok เวอร์ชันจีนห้ามเด็กเล่นเกินวันละ 40 นาที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663711

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 17:00 น.TikTok เวอร์ชันจีนห้ามเด็กเล่นเกินวันละ 40 นาทีDouyin หรือ TikTok เวอร์ชันประเทศจีนเปิดตัวโหมดใหม่สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 14 ปี

หลังจากที่ก่อนหน้านี้จีนกำหนดให้เยาวชนเล่นเกมได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ล่าสุด แอปพลิเคชัน Douyin หรือ TikTok เวอร์ชันประเทศจีนจากบริษัท ByteDance ได้เปิดตัวโหมดเยาวชน สำหรับผู้ใช้ที่อายุต่ำว่า 14 ปี เพื่อให้ใข้งานได้ไม่เกินวันละ 40 นาที ในช่วงเวลาระหว่าง 06.00 ถึง 22.00 น.

Bytedance กล่าวว่า ผู้ใช้ที่ลงทะเบียนซึ่งมีอายุต่ำกว่า 14 ปีจะสามารถใช้งานแอปพลิเคชัน Douyin ในโหมดเยาวชนโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนใช้งานอินเทอร์เน็ตมากเกินไปสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนี้ยังระบุว่าจะส่งเสริมเนื้อหาด้านการศึกษา และสาระความรู้สำหรับเด็กและเยาวชนให้มากขึ้นด้วย

Bytedance ยังได้ออกแบบแอปพลิเคชัน Xiao Qu Xing ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับ Douyin ในโหมดเยาวชน เพื่อนำเสนอเนื้อหาวิดีโอที่ส่งเสริมความรู้ ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลปะ ไปจนถึงวรรณกรรม โดยผู้ใช้ไม่สามารถอัพโหลดหรือแชร์คลิปวิดีโอได้ ซึ่งสามารถตั้งเวลาใช้งานได้สูงสุด 40 นาทีต่อวันเช่นกัน

ซึ่งนอกจาก Douyin แล้วยังมีแอปพลิเคชันอื่นๆ อย่างเช่น WeChat รวมถึงแอปพลิเคชันคู่แข่งอย่าง Kuaishou ที่พัฒนาโหมดการใช้งานสำหรับเยาวชนเช่นเดียวกัน

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ยุคตอลิบานงานเดียวที่หญิงอัฟกันทำได้คือล้างห้องน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663703

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 16:46 น.ยุคตอลิบานงานเดียวที่หญิงอัฟกันทำได้คือล้างห้องน้ำเมืองหลวงอัฟกานิสถานสั่งห้ามผู้หญิงทำงาน ยกเว้นงานล้างห้องน้ำ

CNN รายงานว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานายฮัมดุลเลาะห์ โนห์มานี รักษาการนายกเทศมนตรีกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานออกคำสั่งห้ามผู้หญิงทำงานในหน่วยงานรัฐบาลของกรุงคาบูล โดยงานเดียวที่สามารถทำได้คือล้างห้องน้ำหญิงเท่านั้น

โนห์มานีเผยว่ามีประชาชน 2,930 ที่ทำงานให้กับเขตเทศบาลกรุงคาบูล ซึ่งร้อยละ 27 เป็นผู้หญิง คำสั่งดังกล่าวจึงส่งผลให้ผู้หญิงหลายร้อยคนต้องตกงาน

โนห์มานียังกล่าวอีกว่า “ในตอนแรกผู้หญิงในกรุงคาบูลได้รับการอนุญาตให้ทำงานได้ ก่อนที่กลุ่มตอลิบานจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงซึ่งอนุญาตให้พวกเขาทำงานเฉพาะงานที่ผู้ชายทำไม่ได้ หรือไม่ใช่งานของผู้ชาย อย่างเช่น การล้างห้องน้ำหญิง”

ขณะที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิตรีออกมารวมตัวกันเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง ซึ่งรวมไปถึงการทำงานและการศึกษาด้วย

ล่าสุด (21 ก.ย.) กลุ่มตอลิบานกล่าวว่าเด็กผู้หญิงชาวอัฟกันจะได้รับอนุญาตให้กลับไปเรียนหนังสือได้โดยเร็วที่สุด หลังจากที่มีการประกาศให้ครูและนักเรียนชายกลับกลับเข้าโรงเรียนมัธยมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้เอ่ยถึงนักเรียนหญิง

นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารโดยกลุ่มตอลิบานทำให้ในหลายพื้นที่มีการไล่พนักงานหญิงออกจากงาน ตลอดจนมีข้อจำกัดด้านการศึกษาของเด็กผู้หญิง แม้ก่อนหน้านี้กลุ่มตอลิบานยืนยันว่าจะเคารพสิทธิสตรี และระบุว่าประชาชนทุกคนสามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ รวมไปถึงประชาชนผู้หญิงด้วย

นอกจากนี้ยังเคยกล่าวว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลชุดใหม่ ก่อนที่จะออกมายอมรับภายหลังว่าอาจไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลที่กำลังวางตัว

ทั้งนี้ อัฟกานิสถานภายใต้การปกครองของตอลิบานในปี 1996 ถึง 2001 ผู้หญิงชาวอัฟกันถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษาและการทำงาน ตลอดจนไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านโดยลำพัง และต้องสวมบุรเกาะอ์ปิดบังทั้งร่างกาย โดยผู้ที่ฝ่าฝืนกฎจะถูกเฆี่ยนตีในที่สาธารณะหรืออาจถึงประหารชีวิต

Photo by Hoshang Hashimi / AFP

อินเดียส่อแววถูกทิ้ง สหรัฐหันผนึกกำลังออสเตรเลีย-อังกฤษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663691

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 14:42 น.อินเดียส่อแววถูกทิ้ง สหรัฐหันผนึกกำลังออสเตรเลีย-อังกฤษหรืออินเดียจะถูกลอยแพ หลังสหรัฐจ่อช่วยออสเตรเลียสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ต้านจีน

สืบเนื่องจากการที่สหรัฐร่วมมือกับสหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ประกาศความร่วมมือด้านความมั่นคง “AUKUS” เพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจะเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังแผ่อิทธิพลในภูมิภาคนี้

โดยความร่วมมือดังกล่าวจะเอื้อให้ทั้ง 3 ประเทศแบ่งปันเทคโนโลยีทางทหาร ตลอดจนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งจะส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก

ทว่า อรุณ ประกาศ (Arun Prakash) อดีตผู้บัญชาการทหารเรืออินเดียทวีตเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าความร่วมมือดังกล่าวอาจทำให้รัฐบาลอินเดียไม่พอใจ

“เป็นเวลาหลายปีแล้วที่สหรัฐ บอกอินเดียว่ากฎหมายของอเมริกาทำให้ไม่สามารถแบ่งปันเทคโนโลยีขับเคลื่อนนิวเคลียร์กับใครได้ รวมถึงประเทศพันธมิตร” เขากล่าว

ย้อนกลับไปในปี 2008 อินเดียและสหรัฐได้ลงนามในข้อตกลง ซึ่งสหรัฐตกลงที่จะร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับอินเดีย แต่ข้อตกลงนี้ไม่ครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ทางทหาร

ในปีถัดมา ทั้งสองประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาซึ่งครอบคลุมความร่วมมือทางทหารอย่างลึกซึ้งและการเข้าถึงอาวุธที่ซับซ้อน ทว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทางการทหารเช่นเคย

แต่ตอนนี้ AUKUS จะทำให้สหรัฐแบ่งปันเทคโนโลยีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์กับออสเตรเลีย ท่ามกลางความพยายามตอบโต้อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

จึงเกิดคำถามว่าทำไมที่ผ่านมาอินเดียจึงไม่ได้รับการเข้าถึงเทคโนโลยีของสหรัฐในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นาวเตช สารนา (Navtej Sarna) เอกอัครราชทูตอินเดียประจำกรุงวอชิงตันระหว่างปี 2016 ถึง 2018 มองว่า ไม่ควรเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอินเดีย และออสเตรเลีย เนื่องจากมีประวัติศาสตร์และพลวัตที่แตกต่างกัน

พร้อมกล่าวอีกว่าอินเดียควรพิจารณาความหมายของสนธิสัญญา AUKUS ซึ่งหากมันช่วยต่อต้านจีนในภูมิภาคได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่ออินเดียไปด้วย

เศขระ สิงหะ (Shekhar Sinha) อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรืออินเดียกล่าวว่าการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของออสเตรเลียจะมี “ผลกระทบสำคัญ” ต่อความสมดุลของอำนาจในอินโด-แปซิฟิก

ด้านรัฐบาลอินเดียยังไม่ได้ตอบโต้หรือแสดงความเห็นใดๆ อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อตกลง AUKUS

โดยรัชนาถ สิงห์ (Rajnath Singh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอินเดียกล่าวว่ารัฐบาลอินเดียกำลังศึกษาเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว

หลังจากที่ได้พุดคุยกับลอยด์ ออสติน (Lloyd Austin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐซึ่งยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐจะยังคงร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับอินเดียเช่นเคย และข้อตกลง AUKUS จะไม่ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างสหรัฐและอินเดีย

รวมไปถึงความร่วมมือกลุ่มจตุภาคีด้านความมั่นคง (Quad) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐ อินเดีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาค

โดยนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมที (Narendra Modi) ของอินเดียมีกำหนดเยือนวอชิงตันเพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำกลุ่มจตุภาคีด้านความมั่นคง (Quad) ร่วมกับสหรัฐ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ในวันที่ 24 กันยายนที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายกังวลว่าข้อตกลง AUKUS จะลดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มจตุภาคี Quad ลงไปได้

ที่มา Times of India, South China Morning Post

ภาพโดย REUTERS/Tom Brenner

ประธาน Evergrande ยืนยันจะผ่านพ้นวิกฤตหนี้ครั้งใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663677

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 11:58 น.ประธาน Evergrande ยืนยันจะผ่านพ้นวิกฤตหนี้ครั้งใหญ่พร้อมระบุว่าจะส่งมอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามคำมั่นสัญญา และจะรับผิดชอบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

รอยเตอร์สรายงานว่า สวี่เจียอิ้น ประธานบริษัท Evergrande บริษัทอสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 ของจีนซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้มูลค่ามากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐในขณะนี้ กล่าวว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่มืดมนที่สุด และยืนยันว่าจะส่งมอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามคำมั่นสัญญา

ข้อความดังกล่าวถูกระบุในจดหมายถึงพนักงานบริษัทซึ่งได้รับการรายงานโดยสื่อท้องถิ่นจีน นอกจากนี้ประธานยังยืนยันว่าบริษัท Evergrande จะรับผิดชอบต่อผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ นักลงทุน หุ้นส่วน และสถาบันการเงินทั้งหมด

หลังจากที่ก่อนหน้านี้การก่อสร้างสังหาริมทรัพย์หยุดชะงักไป โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า Evergrande มีโครงการที่มีการชำระเงินล่วงหน้ามากกว่าหนึ่งล้านยูนิตแต่ยังไม่ได้รับการสร้าง ซึ่งสร้างความวิตกกังวลในหมู่นักลงทุนชาวจีนที่ทุ่มเงินซื้ออสังหาริมทรัพย์ไปแล้ว

โดยผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้รวมตัวกันประท้วงที่สำนักงานของบริษัท Evergrande อย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกร้องคำตอบที่ชัดเจนจากบริษัท ตลอดจนต้องการให้ภาครัฐเข้ามาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้มีการยืนยันจากพนักงานว่าการก่อสร้างจะเริ่มดำเนินการในปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน แต่นักลงทุนส่วนหนึ่งยังคงไม่วางใจ

ขณะที่วิกฤตหนี้ของบริษัทยักษ์ใหญ่ยังสะเทือนถึงตลาดหุ้นและตลาดคริปโตเคอร์เรนซีอีกด้วย อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลและการขาดความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุนที่หวั่นว่าบริษัทจะผิดนัดชำระหนี้ และจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ

Photo by STR / AFP

ตลาดหุ้นร่วง กังวลวิกฤตหนี้ Evergrande #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663673

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 11:03 น.ตลาดหุ้นร่วง กังวลวิกฤตหนี้ Evergrandeนักลงทุนจับตาวิกฤตการเงินบริษัท Evergrande ทำตลาดหุ้นปรับลบ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าวันนี้ (21 ก.ย.) ตลาดหุ้นเอเชียผันผวนหนัก ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์อย่าง Evergrande ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้สินมูลค่ามากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐท่ามกลางความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วภูมิภาค ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าบริษัทจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ในเวลาที่กำหนด และความวิตกกังวลส่วนใหญ่มาจากความไม่ชัดเจนของบรรดาผู้นำในประเทศจีน

ติง ซวง จาก Standard Chartered มองว่า “คนส่วนใหญ่ไม่ได้คาดหวังให้ Evergrande ล้มละลายในทันที แต่ความเงียบและขาดการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมของผู้กำหนดนโยบายทำให้ทุกคนตื่นตระหนก” พร้อมคาดหวังว่ารัฐบาลจีนจะออกมาดำเนินการบางอย่างเพื่อรักษาเสถียรภาพทางอารมณ์

ในช่วงเช้าวันนี้ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ 30,021.25 จุด ร่วงลง 478.8 จุด หรือ -1.57% ขณะที่ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ 23,867.16 จุด ร่วงลง 231.98 จุด หรือ -0.96%

สำหรับดัชนีดาวโจนส์อยู่ที่ 33970.48 จุด ร่วงลง 614.41 จุด หรือ 1.78%, NASDAQ อยู่ที่ 14713.9 จุด ลดลง 330.06 จุด หรือ 2.19% มาอยู่ที่ 14713.9 และ S&P 500 อยู่ที่ 4,357.73 จุด ลดลง 75.26 จุด หรือ 1.7%

ด้านตลาดจีนและเกาหลีใต้ปิดทำการเนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันขอบคุณพระเจ้า

Photo by GREG BAKER / AFP

คริปโตราคาร่วงต่อเนื่องจากความกังวลวิกฤตหนี้ Evergrande #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663671

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 10:40 น.คริปโตราคาร่วงต่อเนื่องจากความกังวลวิกฤตหนี้ Evergrandeความกังวลเกี่ยวกับ Evergrande ของจีนส่งแรงสะเทือนทั่วตลาดโลกฉุดราคาคริปโตร่วงตามๆ กัน

ราคาคริปโตเคอร์เรนซี หรือสกุลเงินดิจิทัลยังร่วงต่อเนื่องหลังจากนักลงทุนพากันเทขาย เพราะความกังวลเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ของ Evergrande ยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาดโลก

ช่วงเปิดตลาดในช่วงเช้าของเอเชีย ราคา Bitcoin ร่วง 7.6% ลงมาอยู่ที่ 40,237 เหรียญสหรัฐ ถือเป็นราคาต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะดีดกลับมาอยู่ในระดับเดิม

จากข้อมูลของ CoinGecko.com Ether ร่วงไปอยู่ต่ำกว่า 3,000 เหรียญสหรัฐ ส่วน Cardano ร่วงราว 10% ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ราคาที่ต่ำลงสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นในตลาดหุ้นเนื่องจากนักลงทุนกำลังชั่งน้ำหนักความเสี่ยงที่มาจากวิกฤตหนี้สินของ Evergrande และการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐในสัปดาห์นี้

ส่วนดัชนี S&P 500 ตกลง 1.7% แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา และวันนี้นักลงทุนยังเทขายหุ้นในตลาดเอเชียต่อเนื่อง

โจนาส ลูธี จากบริษัทนายหน้าซื้อขายทรัพย์สินดิจิทัล GlobalBlock ในอังกฤษเผยว่า “บางคนมองว่าการร่วงอย่างกะทันหันของคริปโตเป็นผลมาจากสถานการณ์ของ Evergrande ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดหลักทรัพย์มาก่อนแล้ว นักวิเคราะห์มองว่าสัปดาห์นี้ยังมีความไม่แน่นอน (Bitcoin) อาจกลับมาอยู่ที่ 41,000 เหรียญสหรัฐ”

แม้ว่าราคาของ Bitcoin จะไม่ได้ขึ้นลงตามตลาดการเงิน ทว่าแนวโน้มในช่วง 30 วันกับฟิวเตอร์สในตลาด Nasdaq 100 เป็นไปในเชิงบวกอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ก.พ.ปีที่แล้ว

แต่เมื่อ Bitcoin เริ่มผสมผสานเข้ากับตลาดการเงินโลกมากขึ้น มันอาจตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงที่กระตุ้นความเชื่อมั่นทั่วโลกมากขึ้น

Photo by Ozan KOSE / AFP