ทรัมป์ไม่เอาด้วย ลั่น Bitcoin คือหายนะที่รอวันเกิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662197

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 18:00 น.ทรัมป์ไม่เอาด้วย ลั่น Bitcoin คือหายนะที่รอวันเกิดอีกครั้งที่ทรัมป์กล่าวว่าคริปโตเคอร์เรนซีเป็นเรื่องหลอกลวง และทำร้ายเงินดอลลาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐให้สัมภาษณ์กับรายการ Varney & Co ของ Fox Business เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาโดยมีการเปิดเผยถึงมุมมองของเขาที่มีต่อสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งทรัมป์กล่าวว่ามันคือ “หายนะที่รอวันเกิด”

“มันอาจจะเป็นเรื่องหลอกลวงก็ได้ ใครจะไปรู้ว่าจริงๆ แล้วพวกมันคืออะไร มูลค่าแท้จริงเท่าไร ปลอดภัยไหม แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่คนไม่ค่อยรู้จักมากนัก” ทรัมป์ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งเขามองว่าเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ พร้อมกล่าวว่าชาวอเมริกันควรลงทุนในสกุลเงินของตัวเองมากกว่า

ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่าคริปโตเคอร์เรนซีจะทำร้ายสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเขาชอบสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมากกว่าสกุลเงินดิจิทัล

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเปิดเผยทัศนคติเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเขากล่าวกับ Fox’s Varney ว่า Bitcoin ดูเหมือนจะเป็นสิ่งหลอกลวง และเขาไม่ชอบมันเพราะมันกำลังแข่งขันกับสกุลเงินดอลลาร์ และทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง ในขณะที่ทรัมป์ต้องการให้ดอลลาร์เป็นสกุลเงินของโลก

ย้อนกลับไปในปี 2019 ก่อนที่ทวิตเตอร์ของทรัมป์จะถูกระงับไป เขาเคยโพสต์วิพากษ์วิจารณ์ Bitcoin และคริปโตเคอร์เรนซีว่า เขาไม่ใช่แฟนของ Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ที่เขามองว่าไม่ใช่เงิน เพราะมูลค่าของพวกมันผันผวนมาก

ในทางกลับกันรัฐบาลของโจ ไบเดน ดูเหมือนจะให้ความสนใจการเติบโตของคริปโตเคอร์เรนซี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐได้ให้ความสนใจกับคริปโตเคอร์เรนซีมากขึ้น หลังจากที่มันได้รับความนิยมจากบรรดานักลงทุนรายย่อยแม้ว่าจะมีความผันผวนสูง

โดยขณะนี้ ภาพรวมของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีมีแนวโน้มในทิศทางที่ดี โดยในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาราคา Bitcoin ขยับขึ้นกว่า 4% อยู่ที่ประมาณ 1,607,000 บาท ขณะที่ Ethereum พุ่งขึ้นอยู่ที่ราว 120,800 บาท และ Dogecoin อยู่ที่ประมาณ 9.7 บาท

Photo by Brandon Bell/Getty Images/AFP

จีนสั่งห้ามออกอากาศรายการเรียลลิตี้เฟ้นหาไอดอล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662183

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 16:50 น.จีนสั่งห้ามออกอากาศรายการเรียลลิตี้เฟ้นหาไอดอลทางการจีนสั่งห้ามออกอากาศรายการเรียลลิตี้เฟ้นหาไอดอลหลังขยับเข้ามาจัดระเบียบวงการบันเทิง  

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ทางการสั่งมีคำสั่งแบนรายการเรียลลิตี้เฟ้นหาไอดอล ย้ำผู้ผลิตรายการให้ส่งเสริมภาพลักษณ์ของผู้ชายที่บึกบึนแข็งแรง ท่ามกลางการเข้ามาจัดระเบียบวัฒนธรรมป็อปที่ผิดทำนองคลองธรรมที่ทางการมองว่าอาจทำให้เยาวชนหลงผิด 

รายการประกวดที่นำเยาวชนนับร้อยคนมาแสดงความสามารถผ่านการเข้าค่ายฝึกหัดแล้วให้ผู้ชมทางบ้านโหวตขึ้นแท่นเป็นรายการยอดฮิตในจีน ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ตามมาเกี่ยวกับแฟนคลับที่หมกมุ่นจนเกินไปและการเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี 

คณะกรรมการวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติจีนระบุว่า “ผู้ผลิตรายการและสถานีโทรทัศน์ต้องไม่ออกอากาศรายการที่แสดงพัฒนาการของไอดอล หรือวาไรตี้โชว์และเรียลลิตี้โชว์”

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้ผู้ผลิตรายการไม่นำเสนอภาพลักษณ์ที่ผิดปกติ อาทิ ผู้ชายที่มีลักษณะเหมือนผู้หญิง อินฟลูเอนเซอร์ที่หยาบคาย คนดังที่ค่าตัวสูงเกินไป และนักแสดงที่ละเลยศีลธรรม โดยให้โปรโมทวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนที่โดดเด่นและวัฒนธรรมสังคมนิยมที่ทันสมัย

จีนกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลง ทางการจีนจึงพยายามปลูกฝังคูรค่าของความเป็นชายให้เยาวชนด้วยการส่งเสริมคลาสออกกำลังกายและวิจารณ์ผู้ชายในวงการบันเทิงที่มีลักษณะอ้อนแอ้นเหมือนผู้หญิงตามแบบไอดอลเคป็อป

สัปดาห์ที่แล้วบัญชี Douyin หรือที่รู้จักกันนอกจีนในชื่อ TikTok ของ เฟิงเสี่ยวอี้ บล็อกเกอร์ชายชื่อดังถูกระงับ ในข้อหาส่งเสริมคุณค่าที่ไม่ดีหลังจากผู้ใช้งาน Douyin บางคนร้องเรียนว่าเจ้าตัวมีบุคลิกสำอางเหมือนผู้หญิง

ด้าน iQiyi เผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะยกเลิกรายการเฟ้นหาไอดอลที่มีแผนออกอากาศในอนาคตซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ทั้งหมด

ทั้งนี้ ทางการจีนเริ่มเข้ามาปราบปรามวิธีปฏิบัติด้านการเงินที่น่าสงสัยและความประพฤติผิดศีลธรรมในวงการบันเทิงหลังจากคนในวงการบันเทิงหลายคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับข่าวฉาวในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อาทิ เจิ้งส่วง ที่ถูกปรับกว่า 46 ล้านเหรียญสหรัฐในข้อหาเลี่ยงภาษีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และคริส อู๋ ที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

REUTERS/Jason Lee/File Photo

เผยสหรัฐทิ้งวัคซีนกว่า 15 ล้านโดสภายในไม่กี่เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662159

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 15:40 น.เผยสหรัฐทิ้งวัคซีนกว่า 15 ล้านโดสภายในไม่กี่เดือนสหรัฐทิ้งวัคซีนโควิด-19 ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 15.1 ล้านโดสนับตั้งแต่เดือนมี.ค.

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. สำนักข่าวเอเอฟพีอ้างอิงรายงานของเอ็นบีซีนิวส์ระบุว่าสหรัฐทิ้งวัคซีนโควิด-19 ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 15.1 ล้านโดส นับตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มาก

รายงานยังกล่าวอีกว่าจำนวนวัคซีนที่ถูกทิ้งไปอาจมีมากกว่านี้ เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวนับรวมเฉพาะที่ได้รับรายงานจากบรรดาร้านขายยา รัฐต่างๆ และผู้ให้บริการวัคซีนรายอื่นๆ ขณะที่มีอย่างน้อย 7 รัฐ และหน่วยงานรัฐที่สำคัญอีกหลายแห่งไม่ปรากฏในข้อมูลดังกล่าว

สาเหตุที่จำเป็นต้องทิ้งวัคซีนเหล่านั้นมีหลายประการด้วยกัน อาทิ ขวดวัคซีนมีรอยแตก, ความผิดพลาดในการเจือจางวัคซีน, ตู้แช่วัคซีนทำงานผิดปกติ และปริมาณวัคซีนเหลือในขวดมากกว่าจำนวนผู้เข้ารับการฉีดวัคซีน ซึ่งไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน เนื่องจากวัคซีนต้องใช้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังเจาะฝาแล้ว

ข่าวดังกล่าวมีขึ้นขณะที่อีกหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนวัคซีน โดยข้อมูลจาก Our World in Data ชี้ว่าประชากรในทวีปแอฟริกาได้รับวัคซีนครบโดสแล้วเพียง 2.8% เท่านั้น

ในทางกลับกันสหรัฐได้ให้วัคซีนแก่ประชาชนไปแล้วราว 440 ล้านโดส โดยมีผู้ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วราว 53% ของประชากรทั้งประเทศกว่า 3 ร้อยล้านคน

ขณะที่ชาวอเมริกันกว่าล้านคนได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 แล้ว โดยสหรัฐพิจารณาฉีดให้แก่ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงเป็นกลุ่มแรก และวางแผนจะฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนทุกคนในปลายเดือนนี้

อย่างไรก็ตาม สหรัฐให้คำมั่นว่าจะบริจาควัคซีนประมาณ 600 ล้านโดสให้แก่ประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำ โดยได้บริจาคไปแล้ว 110 ล้านโดสเมื่อต้นเดือนส.ค. ที่ผ่านมา

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

จีนไล่เช็กบิล Didi-Meituan สั่งหยุดใช้แท็กติกสกัดคู่แข่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662150

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 14:28 น.จีนไล่เช็กบิล Didi-Meituan สั่งหยุดใช้แท็กติกสกัดคู่แข่ง จีนเรียกแอพเรียกรถเจ้าใหญ่ รวมทั้ง Didi-Meituan เข้าพบสั่งเร่งแก้ไขข้อบกพร่องภายในสิ้นปี 

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องของจีนเรียกผู้บริหารแอพพลิเคชั่นเรียกรถสาธารณะ 11 บริษัท รวมทั้ง Didi, Meituan, Alibaba และ Amap ผู้ให้บริการแผนที่และระบบนำทางเข้าพบ เพื่อแจ้งว่าบริษัทเหล่านี้ขัดขวางการแข่งขันที่เป็นธรรม และละเมิดผลประโยชน์ของพนักงานขับรถและผู้โดยสาร ทั้งยังผลักภาระความเสี่ยงในการดำเนินการไปยังพนักงานขับรถ 

กระทรวงคมนาคมเน้นย้ำว่าผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกรถสาธารณะละเมิดกฎหลายข้อ รวมทั้งการรับคนขับที่ไม่มีใบขับขี่เข้าทำงาน และยังออกคำสั่งให้บริษัทเหล่านี้ปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ให้มากขึ้น ปรับลดการหักเงินจากการทำรายการ โดยทั้งหมดนี้ต้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องภายในสิ้นปีนี้

เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทางการจีนสั่งตรวจสอบบริษัท Didi หลังจากที่บริษัทระดมเงินลงทุนจากการ IPO ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้กว่า 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยการสั่งห้ามบริษัทเทคโนโลยีที่ครอบครองข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ไว้จำนวนมากทำ IPO ในตลาดหุ้นต่างประเทศ

การให้บริการผ่านแอพพลิเคชันในจีนมีบทบาทในแทบจะทุกแง่มุมชีวิตของชาวจีน ทั้งยังแข่งขันกันอย่างดุเดือดด้วยการแจกส่วนลดและโปรโมชันเพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจากคู่แข่ง

ญี่ปุ่นพบโควิดสายพันธุ์ ‘มิว’ ครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662130

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 13:00 น.ญี่ปุ่นพบโควิดสายพันธุ์ 'มิว' ครั้งแรก โควิด-19 สายพันธุ์ ‘มิว’ มาถึงญี่ปุ่นแล้ว หลังระบาดในอเมริกาใต้และยุโรป

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. Japan Times รายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นแถลงถึงการตรวจพบโควิด-19 สายพันธุ์มิว (Mu) ซึ่งองค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่ที่น่าจับตามอง (variant of interest) จากผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 2 ราย

ผู้ป่วยรายแรกเป็นหญิงวัย 40 ปีซึ่งเดินทางมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. และอีกรายเป็นหญิงวัย 50 ปี เดินทางมาจากสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 5 ก.ค. โดยทั้งคู่ไม่แสดงอาการป่วย

ทั้งนี้ โควิด-19 สายพันธุ์มิวหรือ B.1.621 พบครั้งแรกในประเทศโคลอมเบียเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดในแถบอเมริกาใต้และยุโรป ซึ่งขณะนี้พบการแพร่ระบาดของมิวแล้วอย่างน้อย 40 ประเทศ

โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่าสายพันธุ์ดังกล่าวมีการกลายพันธุ์ที่บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มที่จะมีคุณสมบัติในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน หรือดื้อต่อวัคซีน

อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการแพร่เชื้อ และความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าว

Photo by Yuki IWAMURA / AFP

เกาหลีเหนือ บอกปัดไม่เอา ‘ซิโนแวค’ 3 ล้านโดส จากยูนิเซฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662142

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 12:50 น.เกาหลีเหนือ บอกปัดไม่เอา 'ซิโนแวค' 3 ล้านโดส จากยูนิเซฟองค์กรยูนิเซฟ (UNICEF) ได้ออกมาเปิดเผยว่า เกาหลีเหนือปฏิเสธข้อเสนอของยูนิเซฟ ในการจัดส่งวัคซีนซิโนแวค (Sinovac) จากจีนราว 3 ล้านโดส โดยระบุว่า ควรนำวัคซีนไปให้กับกลุ่มประเทศอื่น ๆ ที่กำลังประสบปัญหาดีกว่า 

ทั้งนี้ ในช่วงที่วัคซีนอยู่ในภาวะขาดแคลนไปทั่วโลก ยูนิเซฟได้รับหน้าที่จัดสรรวัคซีนของโครงการโคแวกซ์ (COVAX) ให้กับกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ ขณะเดียวกันในเวลานี้ เกาหลีเหนือ เป็นประเทศที่ไม่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เลยแม้แต่รายเดียว จากการปิดพรมแดน และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดในประเทศ

สถาบันกลยุทธ์ด้านความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้ เปิดเผยท่าทีของเกาหลีเหนือในช่วงที่ผ่านมา ระบุว่าเกาหลีเหนือไม่ต้องการวัคซีนจากประเทศจีนเนื่องจากประเด็นเรื่องประสิทธิภาพที่อาจไม่เพียงพอ แต่แสดงความสนใจวัคซีนจากรัสเซีย ขณะที่ในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา รัฐบาลโสมแดงเคยปฏิเสธการจัดส่งวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า (Astrazenega) มาแล้ว เนื่องจากกังวลเรื่องผลข้างเคียง

นอกจากนี้สำนักข่าว Reuter ยังระบุว่า หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยและอุรุกวัย เริ่มใช้วัคซีนตัวอื่นมาฉีดกระตุ้นให้กับผู้ที่รับวัคซีนของซิโนแวคไปแล้ว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันให้มากขึ้นกว่าการฉีดซิโนแวค 2 เข็ม

อ้างอิง

https://www.reuters.com/world/asia-pacific/north-korea-turns-down-sinovac-covid-19-vaccine-doses-wsj-2021-09-01/?fbclid=IwAR1dEcBG2HXtqy1GA6jmXGwj7gzQKvhuAGpOe-LNgrD_8rKv9VvOZn9yDAY

ภาพ KIM Won Jin / AFP

เจ้าหญิงมาโกะเตรียมแต่งงานสิ้นปี ไม่รับเงินราชวงศ์ 44.2 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662125

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 12:30 น.เจ้าหญิงมาโกะเตรียมแต่งงานสิ้นปี ไม่รับเงินราชวงศ์ 44.2 ล้านบาทเจ้าหญิงมาโกะของญี่ปุ่นเตรียมเสกสมรสสิ้นปีนี้โดยจะไม่จัดงานและไม่รับเงินราชวงศ์กว่า 44 ล้านบาท

สำนักข่าว Kyodo รายงานว่า เจ้าหญิงมาโกะ พระธิดาของมกุฎราชกุมารฟุมิฮิโตะ อากิชิโนะ ซึ่งเป็นพระอนุชาของจักรพรรดินารุฮิโตะแห่งญี่ปุ่น จะเข้าพิธีเสกสมรสกับ เคอิ โคมุโระ แฟนหนุ่มซึ่งเป็นสามัญชนในสิ้นปีนี้ จากนั้นจะพากันไปใช้ชีวิตที่นิวยอร์กของสหรัฐ

การเสกสมรสครั้งนี้จะไม่มีการจัดงานพิธีตามธรรมเนียมนั่นคือ การแลกเปลี่ยนของหมั้นและเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี ซึ่งเจ้าหญิงมาโกะจะเป็นสมาชิกราชวงศ์หญิงคนแรกของญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามที่ตัดพิธีดังกล่าวออกไป

แหล่งข่าวเผยว่า เจ้าหญิงมาโกะจะไม่รับเงินช่วยเหลือจากราชวงศ์ราว 150 ล้านเยน หรือราว 44.28 ล้านบาท ที่มอบให้กับสมาชิกราชวงศ์หญิงหลังจากเสกสมรสออกจากราชวงศ์แล้ว

ตามกฎที่ใช้ในปัจจุบันเจ้าหญิงมาโกะต้องสละฐานันดรศักดิ์กลายเป็นสามัญชนหลังเสกสมรสสามัญชน

ทว่าคณะผู้เชี่ยวชาญกำลังพิจารณาเกี่ยวกับการอนุญาตให้สมาชิกหญิงของราชวงศ์ญี่ปุ่นไม่ต้องสละฐานันดรหากสมรสกับสามัญชน เพื่อให้เชื้อพระวงศ์หญิงยังสามารถปฏิบัติภารกิจในฐานะพระราชวงศ์ได้ 

AFP PHOTO / POOL / Shizuo Kambayashi

Pfizer ทดลองยาเม็ดต้านโควิดขั้นสุดท้าย คาดได้ใช้สิ้นปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662120

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 11:30 น.Pfizer ทดลองยาเม็ดต้านโควิดขั้นสุดท้าย คาดได้ใช้สิ้นปีจับตา 3 บริษัทเดินหน้าทดลองยาเม็ดต้านโควิดโค้งสุดท้าย เล็งขออนุมัติสิ้นปีนี้

บริษัท Pfizer ผู้ผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 เผยถึงความคืบหน้าในการพัฒนายา PF-07321332 ซึ่งเป็นยาต้านโควิด-19 ชนิดเม็ด สำหรับผู้ป่วยที่แสดงอาการแต่ไม่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล

โดยขณะนี้ยาดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการทดลองระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะยื่นขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

Pfizer เผยว่าในการทดลองมีอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 1,140 คน ที่ได้รับยา PF-07321332 ซึ่งออกแบบมาเพื่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่สำคัญของไวรัสโคโรนา ควบคู่กับยาริโทนาเวียร์ (ritonavir) ในปริมาณเล็กน้อย ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ป่วยจะได้รับยาตัวนี้ร่วมกับยาต้านไวรัสตัวอื่นๆ

บริษัทผู้ผลิตคาดว่าหากการทดลองประสบความสำเร็จจะสามารถยื่นขออนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

ด้านบริษัท Merck & Co Inc จากสหรัฐก็กำลังอยู่ระหว่างการทดลอง molnupiravir ยาเม็ดต้านโควิด-19 ในระยะสุดท้ายเช่นกัน

โดยจะทำการประเมินว่าตัวยาจะช่วยลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ได้หรือไม่ โดยคาดการณ์ว่าจะยื่นขออนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินภายในสิ้นปีนี้

เช่นเดียวกับ Roche Holding AG บริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติสวิสซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดลองยาเม็ดต้านโควิด-19 ในระยะที่ 3 เช่นกัน

โดยมีการเปิดเผยข้อมูลการทดลองเบื้องต้นเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมาว่า AT-527 ยาต้านโควิด-19 ชนิดเม็ดของบริษัทช่วยลดปริมาณไวรัสในร่างกายของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ทั้ง Pfizer, Merck และ Roche Holding AG เป็นบริษัทที่มีความคืบหน้ามากที่สุดในการพัฒนายาเม็ดต้านโควิด-19 ท่ามกลางการจับตามองว่าบริษัทใดจะสามารถพัฒนายาเม็ดรักษาโควิด-19 ได้สำเร็จเป็นเจ้าแรกของโลก

AFP PHOTO / HENNY RAY ABRAMS

เตือนยอดติดเชื้อไทยจะพุ่งอีกเพราะรีบคลายล็อกทั้งที่ฉีดวัคซีนน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662115

วันที่ 02 ก.ย. 2564 เวลา 10:47 น.เตือนยอดติดเชื้อไทยจะพุ่งอีกเพราะรีบคลายล็อกทั้งที่ฉีดวัคซีนน้อยผู้เชี่ยวชาญเตือนตัวเลขผู้ติดเชื้อไทยกับอินโดนีเซียจะกลับมาพุ่งอีก เพราะรีบคลายล็อกดาวน์ทั้งที่ยังฉีดวัคซีนน้อย

ในขณะที่ไทยกับอินโดนีเซียเริ่มผ่อนคลายมาตรการสกัด Covid-19 หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่าตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนของทั้งสองประเทศนี้ยังน้อย

Reuters ระบุว่า แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในหลายประเทศในภูมิภาคกำลังเพิ่มขึ้น แต่อินโดนีเซียและไทยซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่สุดในอาเซียนเริ่มผ่อนคลายข้อจำกัดการนั่งรับประทานอาหารในร้านและเปิดห้างสรรพสินค้าเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการล็อกดาวน์

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการผ่อนคลายมาตรการมีความเสี่ยงเนื่องจากอันตราการฉีดวัคซีนต่ำและมีการตรวจหาเชื้อน้อย อีกทั้งอัตราการตรวจพบเชื้อยังสูงกว่า 5% ของจำนวนที่ตรวจทั้งหมด ซึ่งเป็นอัตราที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าปลอดภัย

อภิเษก ริมาล ผู้ประสานงานด้านสุขภาพฉุกเฉินประจำเอเชียแปซิฟิกของสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศเผยกับ Reuters ว่า “เรากังวลมากเกี่ยวกับการกลับมาเปิดประเทศอีกครั้งทั้งที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ทุกข้อที่องค์การอนามัยโลกกำหนด”

“ขณะนี้ด้วยการระบาดของเดลตาซึ่งแพร่เชื้อได้สูง และอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ เราอาจเห็นการเพิ่มขึ้นของ Covid-19 ในอีกไม่กี่วันนี้”

ด้าน ตรี ยูนิส มิโก วาฮโยโน นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซียเผยว่า “การเฝ้าระวังไม่ได้ดีขนาดนั้น เรายังต้องระมัดระวัง”

ทั้งนี้ สัดส่วนการตรวจหาเชื้อที่มีผลเป็นบวกของอินโดนีเซียอยู่ที่ 12% และไทยอยู่ที่ 34%

Reuters ระบุอีกว่า ทั้งสองประเทศมีอัตราการฉีดวัคซีนเข็มแรกอยู่ที่ราว 30% โดยอินโดนีเซียมีผู้ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว 17% ส่วนไทยอยู่ที่ 11% ในเมืองหลวงคือกรุงจาการ์ตาและกรุงเทพมหานครมีอัตราการฉีดวัคซีนสูงกว่าพื้นที่อื่น

ในกรุงจาการ์ตาและบางพื้นที่ของเกาะชวา ร้านอาหารที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าสามารถนั่งทานในร้านได้ 50% ของที่นั่งทั้งหมด ส่วนห้างสรรพสินค้าสามารถเปิดได้ถึง 21.00 น. และโรงงานสามารถเดินเครื่องได้ 100%  

ขณะที่ในกรุงเทพมหานครและ 28 จังหวัดอื่นที่อยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีการระบาดรุนแรงที่สุดสามารถนั่งทานในร้านอาหารได้ 50-75% โดยต้องปิดร้าน 20.00 น. เช่นเดียวกับห้างสรรพสินค้า

เดล ฟิชเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์เผยว่า ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจากการคลายล็อกดาวน์เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ แต่ฟิชเชอร์ย้ำว่าจะต้องรีบฉีดวัคซีนให้ประชาชนด้วย

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

Vietnam braces for long battle as Covid-19 cases, deaths rise in Asean #SootinClaimon.Com.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40005689

Vietnam braces for long battle as Covid-19 cases, deaths rise in Asean


New Covid-19 cases and related deaths were up for the second successive day in Southeast Asia on Friday, collated data showed.

Asean reported 81,459 new cases on Friday, higher than Thursday’s 79,055 and deaths increased to 1,809 from the previous day’s 1,731.

Cumulative cases in the region crossed 10.3 million, and the death toll rose to 228,885.

Indonesia reported 7,797 new cases and 574 deaths on Friday, bringing cumulative cases in the country to 4,116,890 and 134,930 deaths. The government aimed to increase vaccination rate to 2.3 million doses per day in September from the current 2 million doses per day recorded in August in order to achieve herd immunity. In August alone, Indonesia has received over 43 million doses from various sources, while President Joko Widodo promised that the country would receive up to 331.67 million doses of vaccine before the year-end.

Meanwhile, Vietnam’s Prime Minister Pham Minh Chinh has warned that the country could face a lengthy battle against the coronavirus and it could not rely on lockdown and quarantine measures indefinitely, as that would cause difficulties for the people and the economy. The country would continue using aggressive testing, strict disease control measures and would vaccinate as many people as possible to keep the outbreak under control he said.

According to the health ministry, only 2.9 per cent of Vietnam’s population have been inoculated, while its fatality rate of 2.5 per cent is higher than the global rate of 2.1 per cent.

Published : September 04, 2021