ตอลิบานประกาศนิรโทษกรรม ชวนสตรีร่วมรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660822

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 17:40 น.

ตอลิบานประกาศนิรโทษกรรม ชวนสตรีร่วมรัฐบาลกลุ่มตอลิบานยืนยันประชาชนทุกเพศทุกวัยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

สำนักข่าวเอพีรายงานว่ากลุ่มตอลิบานประกาศนิรโทษกรรมทั่วอัฟกานิสถาน และเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลชุดใหม่ นอกจากนี้ยังระบุว่าประชาชนทุกคนสามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ รวมไปถึงประชาชนผู้หญิงด้วย

อนามุลลาห์ ซาแมนกานี สมาชิกคณะกรรมการวัฒนธรรมของตอลิบานระบุว่า “เอมิเรตอิสลามอัฟกานิสถาน (The Islamic Emirate of Afghanistan) ไม่ต้องการให้ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ และสามารถมีส่วนร่วมในโครงสร้างของรัฐบาลภายใต้กฎหมายชารีอะห์” พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการบังคับเรื่องศาสนา

ขณะที่มุสตาฟา เบน เมสเซาด์ ตัวแทนจากองค์การยูนิเซฟได้กล่าวในการบรรยายสรุปของสหประชาชาติในกรุงเจนีวาว่าสมาชิกกลุ่มตอลิบานบางส่วนสนับสนุนให้เด็กผู้หญิงได้รับการศึกษา

เมาลาวี จานัต กุล อาซิซ เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการศึกษาของกลุ่มตอลิบานเผยว่า ตอลิบานไม่ได้ต่อต้านการศึกษาไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง ตราบใดที่พวกเขาไม่ละเมิดกฎหมายชารีอะห์ และยืนยันว่าเด็กผู้หญิงทุกวัยเข้ารับการศึกษาได้แต่ต้องสวมฮิญาบ

“เราสนับสนุนการศึกษาอย่างเต็มที่ เราต้องการให้ประเทศของเราได้รับการศึกษา” เขากล่าว

อย่างไรก็ตามกลุ่มตอลิบานยังคงอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับอดีตรัฐบาลอัฟกานิสถานซึ่งยังไม่มีการประกาศข้อตกลงในการถ่ายโอนอำนาจอย่างเป็นทางการ

รายงานระบุว่ากลุ่มตอลิบานแสดงท่าทีอ่อนลงมากกว่าเมื่อครั้งที่เข้ายึดครองอัฟกานิสถานอย่างโหดเหี้ยมคราวก่อนในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1990

หลังจากที่ก่อนหน้านี้เกิดความโกลาหลที่สนามบินเนื่องจากประชาชนจำนวนมากเกิดความหวาดกลัวกลุ่มตอลิบานและพยายามหนีออกนอกประเทศ

Photo by Hoshang Hashimi / AFP

ย้อนรอยการทำลายล้างของตอลิบานครั้งก่อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660804

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

ย้อนรอยการทำลายล้างของตอลิบานครั้งก่อนอีกสิ่งหนึ่งที่ชาวอัฟกันห่วงคือศิลปะและโบราณวัตถุของประเทศภายใต้การปกครองของตอลิบาน

ภายหลังจากที่กลุ่มตอลิบานเข้าควบคุมอัฟกานิสถานได้สำเร็จก็เกิดความกังวลจากชาวอัฟกันว่าการเข้ามาของกลุ่มตอลิบานครั้งนี้จะเหมือนครั้งก่อนหรือไม่

นอกจากความกังวลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนรวมถึงการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กและสตรีแล้ว ยังเกิดความกังวลต่อศิลปะ โบราณวัตถุ และวัตถุทางศาสนาทั่วประเทศด้วย

“เรามีความกังวลอย่างมากต่อความปลอดภัยของพนักงานและผลงานของพวกเรา” โมฮัมหมัด ฟาฮิม ราฮิมี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอัฟกานิสถานซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุกว่า 80,000 ชิ้นกล่าว

ย้อนกลับไปในปี 1996 เมื่อกลุ่มติดอาวุธตอลิบานเข้ายึดครองอัฟกานิสถานได้มีการบังคับใช้กฎหมายอิสลามสุดโต่งทั่วประเทศ รวมถึงพยายามลบเลือนอารยธรรมอื่นที่ขัดต่อศาสนาอิสลามให้หมดสิ้น รวมถึงการทำลาย “พระพุทธรูปแห่งบามียาน” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจชาวพุทธทั่วโลก

พระพุทธรูปแห่งบามียานเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ อายุราว 1,500 ปี ซึ่งเป็นการแกะสลักเป็นพระพุทธรูปหินทรายที่แกะสลักอยู่ในหุบเขาเมืองบามียาน (Bamiyan) ทางตอนกลางของอัฟกานิสถาน

พระพุทธรูป 2 องค์ ได้แก่ องค์ตะวันตก (สูง 55 เมตร) สร้างขึ้นราวค.ศ. 618 และองค์ตะวันออก (สูง 38 เมตร) สร้างขึ้นราวค.ศ. 570 เมื่อครั้งที่อัฟกานิสถานเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวพุทธขนาดใหญ่บนเส้นทางสายไหม

แต่แล้วเมื่อปี 1998 ตอลิบานเข้ายึดครองนครมะซาริชารีฟ (Mazar-i-Sharif) นครที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอัฟกานิสถาน เมืองบามียานก็อยู่ภายใต้ปกครองของตอลิบานนับแต่นั้น

ตอลิบานประกาศเจตจำนงว่าจะทำลายพระพุทธรูปเหล่านั้นในปี 2001 โดยอ้างว่าการกราบไหว้บูชารูปเคารพนั้นขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากทั่วโลกที่ไม่เห็นด้วยและประณามการกระทำดังกล่าวรวมไปถึงรัฐสมาชิกอิสลามด้วยกันเอง

ยูเนสโกยังได้ส่งจดหมายมายังรัฐบาลตอลิบานจำนวน 36 ฉบับเพื่อต่อต้านการระเบิดทำลายพระพุทธรูป ขณะที่หลายประเทศอย่างเช่นอินเดียและญี่ปุ่นเสนอทางออกว่าให้นำพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ที่ประเทศของตน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจตอลิบานได้เลย

ท้ายที่สุดพระพุทธรูปแห่งบามียานถูกทำลายทิ้งในวันที่ 2 มีนาคม 2001 ด้วยอาวุธต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระหน่ำยิงด้วยปืนหรือการใช้ระเบิดจนพระพุทธรูปพังทลายไปจนหมด

ในวันที่ 6 มีนาคม 2001 เดอะไทมส์ อ้างคำพูดของมุลเลาะห์ โอมาร์ นำกลุ่มตอลิบานว่า “มุสลิมทั้งหลายควรภูมิใจกับการทำลายรูปเคารพเพราะนี่คือการสรรเสริญอัลลอฮ์”

อีก 2 ปีถัดมายูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนพระพุทธรูปแห่งบามียานเป็นมรดกโลกทางวัฒธรรม และภายหลังได้มีความพยายามที่จะฟื้นฟูซ่อมแซมพระพุทธรูปดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามไม่สามารถลบล้างบาดแผลที่เกิดขึ้นในจิตใจใครหลายคนไปได้

นอกจากนี้ภายใต้การปกครองของตอลิบานตั้งแต่ปี 1996 ถึง 2001 การแสดงงานศิลปะรวมถึงดนตรีถือเป็นสิ่งต้องห้าม โดยในปี 2001 กลุ่มตอลิบานได้ทำลายงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์กรุงคาบูลไปนับไม่ถ้วน

มีรายงานว่าในระยะเวลาเพียงแค่ปีเดียวพวกเขาทำลายงานศิลปะโบราณไปอย่างน้อย 2,750 ชิ้น

ส่งผลให้ในปี 2003 ถึง 2006 อัฟกานิสถานต้องใช้เงินประมาณ 350,000 เหรียญสหรัฐเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมอาคารพิพิธภัณฑ์ที่พังเสียหาย

ซาห์รา คาริมี ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังและประธานขององค์กรภาพยนตร์อัฟกันเขียนจดหมายเปิดผนึกไปยังองค์กรสื่อระดับโลกเมื่อวันที่ 13 ส.ค. ส่วนหนึ่งของข้อความระบุว่า “หากกลุ่มตอลิบานเข้ายึดครองอัฟกานิสถานได้สำเร็จ พวกเขาจะแบนงานศิลปะทั้งหมด…พวกเขาทรมานและสังหารหนึ่งในนักแสดงตลกที่รักของเรา…ฉันและผู้สร้างภาพยนตร์คนอื่นๆ อาจเป็นเป้าหมายต่อไปของพวกเขา”

นอกจากนี้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมากลุ่มติดอาวุธตอลิบานได้สังหารอับดุลลาห์ อาเตฟี กวีและนักประวัติศาสตร์ชาวอัฟกันในจังหวัดอูรุซกันทางใต้ของอัฟกานิสถานด้วย

Photo by WAKIL KOHSAR / AFP

สิงคโปร์กำลังเป็นศูนย์กลาง Crypto คนถือ Ether มากกว่า Bitcoin #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660798

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

สิงคโปร์กำลังเป็นศูนย์กลาง Crypto คนถือ Ether มากกว่า Bitcoin Bitcoin ไล่ตามมาติดๆ บรรยากาศการลงทุนในสิงคโปร์ค่อนข้างคึกคักและเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่

Coindesk ชี้ว่าสิงคโปร์กำลังกลายเป็นศูนย์กลางการคริปโต (Cryptocurrency) ของเอเชีย ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย เช่น ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือ DBS Vickers (DBSV) หน่วยงานด้านโบรคเกอร์ของธนาคาร DBS ของสิงคโปร์ได้รับการอนุมัติ “ในหลักการ” จากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของประเทศเพื่อเริ่มให้บริการคริปโตแก่ผู้จัดการสินทรัพย์และบริษัทต่างๆ

Kapronasia ชี้ว่า คริปโต ยังไม่ถูกกฎหมายในสิงคโปร์ และคริปโต คิดเป็นน้อยกว่า 0.01% ของสินทรัพย์ในกองทุนที่จัดการโดยผู้จัดการกองทุนที่ควบคุมโดย The Monetary Authority of Singapore (MAS) ในขณะที่ปริมาณการซื้อขายสูงสุดต่อวันรวมของคริปโตสามอันดับแรกของสิงคโปร์นั้นมีเพียง 2% ของการซื้อขายหลักทรัพย์รายวันวันจากข้อมูลของสมาคมบล็อคเชนแห่งสิงคโปร์

“ถึงกระนั้น สิงคโปร์ยังถือว่าเปิดกว้างสำหรับนวัตกรรมทางการเงินและเป็นที่รู้จักกันดีในด้านการรักษาหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่อุตสาหกรรมการเงินชื่นชอบ การเปิดกว้างของ Monetary Authority of Singapore (MAS) ต่อการแลกเปลี่ยนคริปโตที่ได้รับการควบคุมอาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคริปโตเพื่อกลายเป็นระแสหลักในเอเชีย” Kapronasia ระบุ

ทั้งนี้ ในปี 2019 สิงคโปร์ได้ผ่านพระราชบัญญัติการชำระเงิน โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการชำระเงินดิจิทัลทั้งหมดต้องได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการ

ตามการสำรวจโดยบริษัทการแลกเปลี่ยนคริปโต Gemini, แพลตฟอร์มการเงิน Seedly และผู้ให้บริการข้อมูล CoinMarketCap พบว่า นักลงทุนคริปโตในสิงคโปร์เกือบ 4 ใน 5 หรือคิดเป็น 78% ถือ Ether เทียบกับ 69% ที่เป็นเจ้าของ Bitcoin และ Cardano มาที่ 3 ที่ 40%

การสำรวจกว่า 4,000 คนที่ดำเนินการในวันที่ 29 มิถุนายน-9 กรกฎาคม ยังพบว่า 67% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีการลงทุนส่วนตัวมีคริปโตในพอร์ตโฟลิโอของพวกเขา และสองในสามของผู้ถือคริปโตเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงการระบาดใหญ่

ในบรรดาผู้ที่ไม่ได้ลงทุนในคริปโตมากกว่าสองในสามอ้างว่าไม่มีความรู้ การตระหนักถึงความผันผวนของตลาดก็มีส่วนในการตัดสินใจที่ยังไม่ลงทุนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม 34% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่ได้เป็นเจ้าของคริปโตกล่าวว่าพวกเขาวางแผนที่จะเข้าสู่ตลาดภายใน 12 เดือนข้างหน้า

การสำรวจยังพบว่าเจ้าของคริปโตประมาณ 80% ในสิงคโปร์เป็นผู้ชายและอายุต่ำกว่า 34 ปี ส่วนผู้หญิงที่เป็นเจ้าของคริปโตมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าผู้ชาย

ในขณะที่ 64% ของผู้ถือคริปโตทั้งหมดมีพอร์ตการลงทุนมากกว่า 5% ในสินทรัพย์ดิจิทัล และ 1 ใน 5 ของผู้ที่มีอายุ 18-24 ปีกล่าวว่าการลงทุนมากกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในรูปของคริปโต

Photo by Ozan KOSE / AFP

จีนราวีธุรกิจเทคไม่เลิก ตั้งกฎใหม่คุมเข้มจนหุ้นเทคตกอีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660781

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 13:18 น.

จีนราวีธุรกิจเทคไม่เลิก ตั้งกฎใหม่คุมเข้มจนหุ้นเทคตกอีกคำสั่งของรัฐบาลจีนยังออกมาอยางต่อเนื่อง ตั้งเป้าควบคุมธุรกิจเทคโนโลยี-ออนไลน์เข้มงวดขึ้นอีก

หน่วยงานกำกับดูแลของจีนได้ออกร่างข้อบังคับสำหรับภาคอินเทอร์เน็ตเมื่อวันอังคาร โดยห้ามการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและจำกัดการใช้ข้อมูลผู้ใช้ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดในการปราบปรามบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลของประเทศ

จีนได้เข้มงวดกับแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต โดยอ้างถึงความเสี่ยงของการใช้อำนาจตลาดในทางที่ผิดเพื่อยับยั้งการแข่งขัน การใช้ข้อมูลของผู้บริโภคในทางที่ผิด และการละเมิดสิทธิผู้บริโภค

บริษัทได้สั่งปรับเป็นเงินจำนวนมากกับบริษัทต่างๆ ซึ่งรวมถึง Alibaba Group ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซและบริษัทโซเชียลมีเดีย Tencent Holdings ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

หุ้นในหุ้นทางอินเทอร์เน็ตที่จดทะเบียนในฮ่องกงตกลงหลังการประกาศกฎ แพลตฟอร์มวิดีโอ Bilibili Inc ลดลงมากกว่า 5% ในขณะที่ Tencent, Alibaba และบริการจัดส่งอาหาร Meituan ลดลง 3.5%, 2.6% และ 1.4% ตามลำดับ

หน่วยงานกำกับดูแลด้านการตลาดของรัฐ (SAMR) เปิดเผยร่างระเบียบบนเว็บไซต์โดยระบุว่า ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต “ต้องไม่ใช้หรือช่วยเหลือในการดำเนินการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมบนอินเทอร์เน็ต ขัดขวางความเป็นระเบียบในการแข่งขันในตลาด ยังให้เกิดผลกระทบต่อธุรกรรมที่เป็นธรรมในตลาด”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยงานกำกับดูแลระบุไว้ว่า ผู้ประกอบธุรกิจไม่ควรใช้ข้อมูลหรืออัลกอริธึมในการลักลอบรับส่งข้อมูลหรือมีอิทธิพลต่อตัวเลือกของผู้ใช้งาน พวกเขายังไม่สามารถใช้วิธีการทางเทคนิคในการจับภาพหรือใช้ข้อมูลของผู้ประกอบธุรกิจอื่นอย่างผิดกฎหมาย

บริษัทต่างๆ จะถูกห้ามไม่ให้ปลอมแปลงหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดเพื่อสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของคู่แข่ง และจำเป็นต้องหยุดธรรมเนียมทางการตลาดบางอย่าง เช่น บทวิจารณ์ปลอม การแจกคูปอง หรือ แจกอั่งเปาที่ใช้เพื่อดึงดูดการให้คะแนนรีวิวในเชิงบวก

ร่างกฎเกณฑ์ดังกล่าวยังเรียกร้องให้มีการแบน “มีสองเลือกแค่หนึ่ง” ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติของบริษัทอีคอมเมิร์ซที่ใช้ห้ามผู้ค้าไม่ให้จดทะเบียนบนแพลตฟอร์มของคู่แข่ง

กฎนี้เปิดให้แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะก่อนถึงเส้นตายวันที่ 15 กันยายน SAMR ได้กำหนดข้อจำกัดและการลงโทษต่างๆ กับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเพื่อพยายามจำกัดพฤติกรรมการต่อต้านการแข่งขันหรือการผูกขาด

ในเดือนเมษายน หลังจากการไต่สวนเป็นเวลานานหลายเดือน SAMR ได้ปรับ Alibaba เป็นประวัติการณ์ 2,500 ล้านดอลลาร์สำหรับการมีส่วนร่วมในการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

ในเดือนกรกฎาคม หน่วยงานกำกับดูแลได้สั่งให้ Tencent ยุติใบอนุญาตเฉพาะสำหรับเพลงบางเพลงในบริการสตรีมเพลงของตน และยังขัดขวางการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทสตรีมเกมสองแห่งที่ Tencent เป็นผู้นำ

Photo by NOEL CELIS / AFP

จีนซ้อมรบขู่ ไต้หวันกร้าวไม่มีวันถูกยึดเหมือนอัฟกานิสถาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660778

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 12:45 น.

จีนซ้อมรบขู่ ไต้หวันกร้าวไม่มีวันถูกยึดเหมือนอัฟกานิสถานกองกำลังจีนซ้อมรบใกล้ไต้หวันอีกครั้งหลังนายกฯ ไต้หวันกร้าวไม่มีใครสามารถยึดครองไต้หวันได้

รอยเตอร์สรายงานว่าวันนี้ (17 ก.ค.) จีนได้ดำเนินการซ้อมรับใกล้กับไต้หวันโดยมีการเคลื่อนเรือรบและเครื่องบินรบบริเวณนอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน

โดยกองกำลังจีนแถลงถึงการซ้อมรบทางทหารทั้งบนอากาศและในทะเลใกล้กับไต้หวันโดยระบุว่าทำไปเพื่อตอบโต้การแทรกแซงจากภายนอกและการยั่วยุโดยกองกำลังไต้หวัน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีซู เจิงชาง ของไต้หวันอภิปรายโดยอ้างถึงการยึดครองอัฟกานิสถานของกลุ่มตอลิบาน โดยเป็นการส่งสัญญาณถึงจีนว่าไต้หวันจะไม่ล่มสลายเหมือนอัฟกานิสถานหากถูกโจมตี และจีนจะไม่สามารถยึดครองไต้หวันได้

เมื่อถูกถามว่าประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีไต้หวันจะหลบหนีหรือไม่หากมีศัตรูเข้ามาบุดยึดเมืองเหมือนกับอัฟกานิสถาน ซูตอบว่า “ในวันนี้มีประเทศมหาอำนาจที่ต้องการกลืนกินไต้หวันโดยการใช้กำลัง และเราไม่กลัวที่จะถูกฆ่าหรือจำคุก เราต้องปกป้องประชาชนในดินแดนแห่งนี้”

พร้อมเสริมว่าการที่ทุกคนร่วมมือกันต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นว่าไต้หวันจะสามารถประสบความสำเร็จได้หากรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

นอกจากนี้ยังได้มีการส่งสัญญาณถึงกองกำลังต่างชาติว่าอย่าคิดว่าจะสามารถยึดครองไต้หวันได้

ขณะที่ไต้หวันได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธจากสหรัฐและประเทศตะวันตกอื่นๆ ท่ามกลางความไม่พอใจจากจีนซึ่งได้มีการออกแถลงการณ์เมื่อเร็วๆ นี้ว่าไต้หวันสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติเพื่อยั่วยุและละเมิดอธิปไตยของจีน ตลอดจนเป็นการบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพอย่างร้ายแรง

Photo by Sam Yeh / AFP

โรงพยาบาลฟิลิปปินส์ระส่ำหลังพยาบาลแห่ลาออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660774

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 12:21 น.

โรงพยาบาลฟิลิปปินส์ระส่ำหลังพยาบาลแห่ลาออก พยาบาลหลายพันคนของฟิลิปปินส์แห่ลาออกเพราะเหนื่อยจากโควิดแถมค่าตอบแทนน้อย

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า พยาบาลฟิลิปปินส์นับพันคนพากันลาออกหลังจากต้องเหน็ดเหนื่อยกับการรับมือ Covid-19แต่กลับได้ค่าตอบแทนน้อยและมีสภาพการทำงานแย่ โดยบางคนต้องการไปทำงานต่างประเทศที่ได้ค่าตอบแทนสูงกว่า

สมาคมโรงพยาบาลเอกชนของฟิลิปปินส์ (PHAPi) คาดว่าเมื่อปีที่แล้วพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนลาออกราว 40% และปีนี้จะมีพยาบาลลาออกเพิ่มอีกเนื่องจากการระบาดระลอกใหม่ ขณะที่โรงพยาบาลรัฐก็เผชิญปัญหาเดียวกัน

ลูอิ พยาบาลเอกชนประจำห้องไอซียูที่เพิ่งลาออกไปเมื่อเดือน มี.ค.เผยกับ Reuters ว่า “เราไม่สามารถมีวันหยุดที่เหมาะสม เพราะต้องถูกเรียกตัวไปแทนพยาบาลคนอื่นที่ต้องกักตัวหรือลาออกไปแล้ว” โดยพยาบาลรายนี้ได้ค่าตอบแทนเดือนละ 394 เหรียญสหรัฐ หรือ 13,167 บาทรวมค่าทำงานล่วงเวลา

โรงพยาบาลหลายแห่งกังวลว่า การขาดแคลนพยาบาลเดินมาถึงจุดวิกฤตแล้ว เนื่องจากสายพันธุ์เดลตาทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้น โดยกว่าหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์พบผู้ติดเชื้อมากกว่า 1.75 ล้านคน สูงเป็นอันดับสองของอาเซียน และเสียชีวิตอีกกว่า 30,000 คน

ด้าน เมลเบิร์ต เรเยส ประธานสมาคมพยาบาลฟิลิปปินส์เผยว่า เกรงว่าจะมีพยาบาลลาออกเพิ่มขึ้นหากข้อเรียกร้องเรื่องค่าตอบแทนที่เหมาะสมและสภาพการทำงานที่ดีขึ้นไม่ได้รับการตอบสนอง

โดยสัปดาห์ที่แล้วหัวหน้าสหภาพแรงงานในหลายโรงพยาบาลที่เป็นจุดแพร่ระบาดขู่ว่าจะหยุดงานประท้วง ขณะที่พยาบาลเตือนว่าหลายคนจะลาออกหากไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงที่ค้างจ่าย

นิวซีแลนด์ด่านแตก เจอโควิดเคสแรกในรอบครึ่งปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660768

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 11:45 น.

นิวซีแลนด์ด่านแตก เจอโควิดเคสแรกในรอบครึ่งปีนิวซีแลนด์พบโควิด-19 ระบาดในชุมชนเป็นครั้งแรกหลังคุมได้นาน 6 เดือน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่านิวซีแลนด์พบผู้ป่วยโควิด-19 จากภายในประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนโรคและหาต้นตอของการแพร่ระบาด

กรมอนามัยระบุว่าเคสดังกล่าวถูกพบในโอ๊คแลนด์ ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ หลังจากที่ไม่พบผู้ติดเชื้อจากภายในประเทศมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.

โดยในวันนี้ (17 ส.ค.) ทางการนิวซีแลนด์จะมีการประชุมเพื่อหาแนวทางการรับมืออย่างจริงจังและรวดเร็วเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้าง

เบื้องต้นยังไม่มีการให้รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อคนดังกล่าวว่าได้รับเชื้อมาจากที่ใด หรือเป็นเชื้อสายพันธุ์ใด ขณะที่เจ้าหน้าที่จะเร่งสอบสวนโรคและหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป

พร้อมขอให้ประชาชนทุกคนอย่าเพิ่งตื่นตระหนก และปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค โดยมีการขอความร่วมมือให้ประชาชนกลับมาสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะที่ไม่สามารถเว้นระยะห่างรวมถึงขนส่งสาธารณะ

ทั้งนี้ นิวซีแลนด์ได้รับการยกย่องจากนานาชาติว่าเป็นประเทศที่สามารถควบคุมและรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี โดยขณะนี้มีผู้ติดเชื้อสะสม 2,990 คน และมีผู้เสียชีวิตเพียง 26 คนจากประชากรทั้งหมด 5 ล้านคน

ขณะที่ประชากรประมาณ 20% ของประเทศได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบโดสแล้ว

ไบเดนยันคิดถูกแล้วที่ถอนทัพจากอัฟกานิสถาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660764

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 11:00 น.

ไบเดนยันคิดถูกแล้วที่ถอนทัพจากอัฟกานิสถานไบเดนแถลงครั้งแรกหลังถูกวิจารณ์ถอนกำลังทหารสหรัฐออกจากอัฟกานิสถาน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกหลังถอนกำลังทหารสหรัฐออกจากอัฟกานิสถาน ขณะที่กลุ่มตอลิบานเข้ายึดกรุงคาบูลได้สำเร็จ

ส่งผลให้ชาวอัฟกันจำนวนมากมารวมตัวกันที่สบามบินคาบูลเพื่อหวังหนีออกนอกประเทศ บางคนถึงขั้นเกาะไปกับเครื่องบินของกองทัพสหรัฐที่กำลังจะเทคออฟ สุดท้ายร่วงลงมาเสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ

โดยผู้นำสหรัฐยอมรับว่ากลุ่มตอลิบานเข้ายึดเมืองสำคัญได้อย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ยืนยันว่าสหรัฐให้โอกาสอัฟกานิสถานเป็นคนกำหนดอนาคตของตัวเอง

“กองทัพอเมริกันไม่สามารถและไม่ควรต่อสู้หรือตายในสงครามที่อัฟกันไม่เต็มใจจะต่อสู้เพื่อตนเอง” ไบเดนกล่าว

พร้อมยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้ถูกต้องแล้วหากต้องเลือกระหว่างการถอนกำลังทหารวันนี้ หรือส่งกำลังทหารเพื่อทำสงครามอีกเป็นทศวรรษที่ 3 ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความมั่นคงของสหรัฐ โดยสหรัฐได้เสียทหารไปอย่างน้อย 2,420 นายแล้ว

ดังนั้น การถอนกำลังทหารสหรัฐออกมาจากอัฟกานิสถานนั้นต้องเกิดขึ้นอยู่ดีไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว เพียงแต่เหตุการณ์เกิดขึนเร็วกว่าที่คาดไว้

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนและสื่อหลายสำนักของสหรัฐซึ่งมองว่าไบเดนตัดสินใจผิดพลาด และมีการนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์เวียดนามแตกที่ทหารอเมริกันอพยพหนีกองทัพเวียดนามเหนือ

ขณะที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ไบเดนลาออกตำแหน่ง เนื่องจากการถอนกำลังทหารสหัฐออกมานั้นส่งผลให้กลุ่มตอลิบานเข้ายึดครองอีฟกานิสถานได้สำเร็จ

นอกจากนี้ทรัมป์ยังตำหนิการรับมือกับโควิด-19 และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตลอดจนการบริหารประเทศในด้านอื่นๆ ของไบเดน รวมถึงย้ำคำกล่าวอ้างที่ว่าไบเดนชนะการเลือกตั้งมาด้วยความไม่โปร่งใส

Photo by Brendan Smialowski / AFP

แฉอดีต ปธน.อัฟกันขนเงินใส่รถ-ฮ.หนีออกนอกประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเด

https://www.posttoday.com/world/660763

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 10:45 น.

แฉอดีต ปธน.อัฟกันขนเงินใส่รถ-ฮ.หนีออกนอกประเทศอดีตผู้นำอัฟกานิสถานขนเงินใส่รถยนต์ 4 คันและเฮลิคอปเตอร์ก่อนหนีออกนอกประเทศ

สำนักข่าว RIA ของรัสเซียรายงานโดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของ นิกิตะ อิชเชงโก โฆษกสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงคาบูลของอัฟกานิสถานว่า อดีตประธานาธิบดี อัชราฟ ฆานี ของอัฟกานิสถานขนเงินเต็มรถยนต์ 4 คันแลเฮลิคอปเตอร์อีก 1 ลำหนีออกจากอัฟกานิสถาน

“รถยนต์ 4 คันเต็มไปด้วยเงิน พวกเขาพยายามยัดเงินอีกส่วนหนึ่งใส่เฮลิคอปเตอร์ แต่ใส่ได้ไม่หมด และเงินบางส่วนที่เหลือถูกทิ้งไว้บนรันเวย์ของสนามบิน” อิชเชงโกเผยโดยอ้างพยานบุคคลหลายคนเป็นแหล่งข้อมูลของตัวเอง และยังกล่าวอีกว่า การล่มสลายของรัฐบาลอัฟกันแสดงให้เห็นโดยวิธีการหนีของฆานี

คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก ดิมิทรี ชอร์นอฟ ทูตรัสเซียประจำอัฟกานิสถานเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า สถานการณ์ของกรุงคาบูลภายใต้การปกครองของตอลิบันดีกว่าอยู่ภายใต้อดีตประธานาธิบดีฆานี

ด้าน ซามีร์ คาบูลอฟ ตัวแทนพิเศษในอัฟกานิสถานของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน เผยกับสถานีวิทยุ Ekho Moskvy ของรัสเซียก่อนหน้านี้ว่า ยังไม่ทราบชัดเจนว่าอดีตประธานาธิบดีฆานีเหลือเงินไว้เท่าไร “ผมหวังว่ารัฐบาลที่หนีไปไม่ได้เอาเงินของประเทศไปจนหมด ถ้ามีอะไรเหลืออยู่บ้างมันจะเป็นเงินก้นถุง”

ชีวิตลำเค็ญของผู้หญิงอัฟกันใต้การปกครองของตอลิบาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660702

วันที่ 16 ส.ค. 2564 เวลา 20:27 น.

ชีวิตลำเค็ญของผู้หญิงอัฟกันใต้การปกครองของตอลิบานชีวิตของผู้หญิงในอัฟกานิสถานที่กำลังอยู่อย่างหวาดกลัวและสิ้นหวัง

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มตอลิบานเข้าควบคุมจังหวัดต่างๆ ในอัฟกานิสถาน ผู้คนหลายร้อยคนอพยพมายังคาบูลเพื่อเอาชีวิตรอด และวันนี้เมื่อตอลิบานมาถึงคาบูลและประกาศชัยชนะ ทำให้ผู้หญิงรู้สึกราวกับว่าพวกเขากำลังจะตกเป็นทาส

“พวกเขาสามารถเล่นกับชีวิตของฉันได้ตามที่พวกเขาต้องการ”

ภายใต้การปกครองของตอลิบานก่อนหน้านี้ เด็กผู้หญิงถูกกีดกันไม่ให้เข้าเรียน โดยผู้หญิงต้องสวมบุรเกาะอ์ปิดบังทั้งร่างกาย และไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ โดยผู้ที่ฝ่าฝืนกฎจะถูกเฆี่ยนตีในที่สาธารณะหรืออาจถึงประหารชีวิต

The Guardian รายงานว่าเมื่อกลุ่มตอลิบานมาถึงคาบูลบรรดาสตรีชาวอัฟกันต่างพากันรีบกลับบ้านด้วยความหวาดกลัว หญิงวัย 24 ปีคนหนึ่งที่ต้องรีบกลับบ้านหลังเลิกงานเผยว่า เธอปิดคอมพิวเตอร์ด้วยความเจ็บปวด บอกลาเพื่อนร่วมงานทั้งน้ำตา เพราะรู้ดีว่านี่คือการทำงานวันสุดท้ายของเธอ

“ในฐานะผู้หญิงฉันรู้สึกเหมือนเป็นเหยื่อของสงครามการเมืองที่ผู้ชายเป็นคนก่อขึ้นมา ฉันไม่สามารถหัวเราะ ไม่สามารถฟังเพลงโปรด ไม่สามารถไปทำงานหรือพบปะกับเพื่อนที่ร้านประจำได้อีกต่อไป ไม่สามารถสวมชุดสีเหลืองหรือทาลิปสติกสีชมพูที่ฉันชอบได้ด้วยซ้ำ”

“วันนี้ระหว่างทางกลับบ้านฉันเหลือบมองร้านเสริมสวยที่ฉันเคยไปทำเล็บ หน้าร้านที่เคยตกแต่งด้วยภาพผู้หญิงสวยๆ ถูกทาสีทับในชั่วข้ามคืน”

สิ่งที่เธอทำมาตลอด 24 ปีจบลงแล้ว ใบปริญญา รางวัลที่ได้จากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่บัตรประชาชนไม่มีค่าอะไรเลย เพราะเธอใช้ทำอะไรไม่ได้ และไม่มีงานให้พวกเธอทำอีกต่อไปแล้วในอัฟกานิสถาน

เธอเผยว่าหญิงชาวอัฟกันต้องเสียสละอย่างมากเพื่อแลกกับอิสรภาพเพียงเล็กน้อย ในฐานะเด็กกำพร้าเธอต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียน และเผชิญกับความท้าทายทางการเงินมากมาย แต่เธอวางแผนสำหรับอนาคตของตัวเองไว้อย่างดีและไม่ได้คาดคิดว่าทุกอย่างจะจบลงเช่นนี้

สิ่งที่ทำให้เธอผิดหวังที่สุดคือเห็นบรรดาผู้ชายหลายคนดูมีความสุขกับการล้อเลียนผู้หญิง แทนที่จะยืนเคียงข้างกันแต่พวกเขากลับยืนข้างกลุ่มตอลิบาน

ผู้ชายบริเวณนั้นต่างหัวเราะเยาะและล้อเลียนด้วยคำพูกต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็น “ไปสวมบุรเกาะอ์ซะ” “นี่เป็นวันสุดท้ายของพวกเธอแล้วที่จะได้ออกมาข้างนอก” “ฉันจะแต่งงานกับผู้หญิง 4 คนในวันเดียวเลย”

เธอเผยว่ารอบตัวที่เธอเห็นเต็มไปด้วยใบหน้าน่ารังเกียจของผู้ชายพวกนั้นที่เกลียดผู้หญิง พวกเขาไม่ชอบให้ผู้หญิงมีการศึกษา ทำงาน หรือมีอิสระ

โดยกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (United Nations Population Fund) ระบุว่า 87% ของผู้หญิงอัฟกานิสถานเผชิญกับการถูกทำร้ายร่างกายหรือล่วงละเมิดทางเพศอย่างน้อย 1 ครั้ง

ผู้หญิงในอัฟกานิสถานกลายเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุดในประเทศเมื่อกลุ่มตอลิบานร่วมกับบรรดาผู้ที่ไม่พอใจที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

นัสรีน สุลตานี ครูใหญ่ของโรงเรียนมัธยมศึกษาหญิงแห่งหนึ่งในกรุงคาบูลเผยต่อ NBC ว่าเธอใช้เวลาหลายปีในการต่อสู้เพื่อสิทธิของเด็กหญิงชาวอัฟกัน แต่ตอนนี้เธอต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวเพื่อปกป้องนักเรียนของเธอ

เธอเล่าว่าเธอเคยถูกคุกคามโดยกลุ่มติดอาวุธตอลิบานซึ่งบอกกับเธอว่ามีรถทีติดระเบิดและพวกเธอทุกคนจะต้องตาย

ก่อนที่กลุ่มตอลิบานจะยึดครองอัฟกานิสถานได้ เคยมีรายงานว่ากลุ่มตอลิบานบุกเข้าบ้านต่างๆ ในจังหวัดที่ยึดครองได้เพื่อนำตัวผู้หญิงมาบังคับให้แต่งงานด้วยหรือเป็นทาสบำเรอ โดยผู้หญิงเหล่านั้นที่ถูกบังคับให้แต่งงานมีตั้งแต่เด็กอายุ 12 ปี

ทั้งนี้ กลุ่มตอลิบานก่อเหตุรุนแรงต่อเด็กและสตรีมาแล้วหลายครั้ง โดยเมื่อหลายปีก่อน มาลาลา ยูซุฟไซ เด็กนักเรียนหญิงวัย 14 ปี ถูกยิงระหว่างนั่งรถโรงเรียนกลับบ้าน โดยมือปืนตอลิบาน 2 คน ได้เรียกหยุดรถโรงเรียน และถือปืนขึ้นมาบนรถก่อนจะลั่นไกยิงเข้าที่ที่ศีรษะและคอของเธอ เพราะเธอเคยเขียนบล็อกต่อต้านกลุ่มตอลิบานและรณรงค์ให้เด็กผู้หญิงได้เรียนหนังสือ

บรรดาผู้หญิงในอัฟกานิสถานกำลังรู้สึกว่าชีวิตของพวกเธอกำลังตกอยู่ในอันตรายและมองไม่เห็นอนาคตเมื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของตอลิบาน แม้กลุ่มตอลิบานจะยืนยันว่าจะคุ้มครองสิทธิสตรีหากยึดอำนาจได้สำเร็จ

Photo by ADEK BERRY / AFP