วิกฤตแล้ว จีนเตือนเขื่อนอีกแห่งพร้อมพังทุกเมื่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658609

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 15:35 น.

วิกฤตแล้ว จีนเตือนเขื่อนอีกแห่งพร้อมพังทุกเมื่อ ทางการจีนประกาศเตือนเขื่อนอี้เหอถานพร้อมพังได้ทุกเมื่อ หลังเขื่อนแตกไปแล้ว 2 แห่ง

หลังจากที่มีรายงานว่าเขื่อน 2 แห่งแตกในเมืองฮูหลุนเป้ยเอ่อร์ ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียทางตอนเหนือของประเทศจีนเนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่

ล่าสุดมีรายงานว่ากองทัพจีนประกาศเตือนเขื่อนอี้เหอถาน เขื่อนอีกแห่งในเมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน อาจพังถล่มได้ทุกเมื่อหลังได้รับความเสียหายอย่างหนักจนเกิดรอยรั่วยาว 20 เมตร และยังมีอ่างเก็บน้ำอีก 16 แห่งที่มีปริมาณน้ำสูงจนถึงระดับที่เป็นอันตราย

ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระบุว่ารัฐบาลกำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้เพิ่มเป็น 16 คนและอีกราว 2 แสนคนต้องอพยพ

โดยทางการจีนประกาศยกระดับการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติฉุกเฉินทางสภาพอากาศให้ถึงระดับสูงสุดแล้วพร้อมเตรียมรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นตามมา

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงคือเมืองเจิ้งโจว ในมณฑลเหอหนาน ซึ่งมีรายงานระดับน้ำสูงประมาณเอวไปจนถึงหน้าอก ขณะที่รถไฟใต้ดินกว่า 160 ขบวนต้องหยุดให้บริการ ส่งผลให้มีผู้โดยสารจำนวนมากติดค้างอยู่ในสถานี

แม้ว่าน้ำท่วมจะเป็นเรื่องปกติในช่วงฤดูฝนของจีน แต่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาระบุว่าครั้งนี้มีฝนตกหนักที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 1,000 ปี โดยปริมาณน้ำฝนสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติเมื่อราว 60 ปีก่อน

ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 17 ก.ค. ไปจนถึงวันที่ 20 ก.ค. เมืองเจิ้งโจวมีปริมาณน้ำฝนอยู่ที่ 617.1 มิลลิเมตร ซึ่งเกือบเท่ากับปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดทั้งปีซึ่งอยู่ที่ 640.8 มิลลิเมตร

นอกจากนี้พายุฝนที่กระหน่ำรุนแรงมาหลายวันส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายกว่า 57,000 ไร่ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นเงินเกือบ 73 ล้านหยวนหรือกว่า 300 ล้านบาท

Netflix กำลังเสื่อมมนต์ขลัง เพราะไม่มีหนังฮิต-คู่แข่งแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658586

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

Netflix กำลังเสื่อมมนต์ขลัง เพราะไม่มีหนังฮิต-คู่แข่งแรงNetflix มีผู้ใช้เพิ่มกว่า 1.5 ล้านคนในไตรมาส 2 ของปีนี้ แต่นักวิเคราะห์มองอาจถึงช่วงขาลง

Netflix ผู้ให้บริการสตรีมมิงรายใหญ่จากสหรัฐอเมริกาเปิดเผยผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งพบว่ามียอดสมัครสมาชิกใหม่ถึง 1.54 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีผู้ใช้ใหม่เพิ่มเพียง 1 ล้านคน

ส่งผลให้ปัจจุบัน Netflix มีผู้สมัครสมาชิกรวมประมาณ 209 ล้านคน แต่สูญเสียสมาชิกจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดาไปราว 430,000 คน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่สามารถทำกำไรได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามในภูมิภาคดังกล่าวยังคงมีผู้ใช้ Netflix อยู่ถึง 73.9 ล้านคน โดย 66 ล้านคนมาจากสหรัฐอเมริกา

สำหรับรายได้ในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 7,340 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 2.97 เหรียญสหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

Netflix คาดว่าจะมีผู้ใช้ใหม่ประมาณ 3.5 ล้านคนในไตรมาสที่ 3 ซึ่งต่ำกว่าที่นักลงทุนคาดไว้ที่ประมาณ 5.5 ล้านคน ขณะที่หุ้นของบริษัทลดลง 4% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการวานนี้ (20 ก.ค.) ก่อนจะดีดตัวขึ้นเล็กน้อย

อย่างไรก็ตามสมาชิกใหม่ 1.54 ล้านคนนั้นยังคงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.75 ล้านคน ขณะที่บริษัทกล่าวว่าเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้การผลิตภาพยนตร์และรายการทั่วโลกต้องหยุดชะงัก

นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการ เนื่องจากในปีก่อนมีการเติบโตที่สูงขึ้นแต่ปีนี้กลับช้าลง

ขณะที่ก่อนหน้านี้การวิจัยของ Parrot Analytics บริษัทวิเคราะห์ความต้องการผู้ชมชั้นนำระดับโลกซึ่งรายงานโดย New York Times ระบุว่าแม้ Netflix ยังคงเป็นราชาแห่งการสตรีมวิดีโอแต่ผู้ชมกำลังค่อยๆ ขยับเข้าหาคู่แข่งรายใหม่อย่าง Disney+ ของบริษัท Walt Disney Company

Parrot วิเคราะห์ว่าความนิยมและแนวโน้มที่จะดึงดูดสมาชิกใหม่ของ Netflix นั้นลดลงต่ำกว่า 50% เป็นครั้งแรกในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เนื่องจากขาดภาพยนตร์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ และมีการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการเติบโตและการรักษาสมาชิกในท้ายที่สุด

อย่างไรตามการศึกษาล่าสุดจาก Nielsen บริษัทชั้นนำด้านการวิเคราะห์การตลาดชี้ว่าการสตรีมคิดเป็น 26% ของการดูโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกาโดย Netflix ครองส่วนแบ่ง 6% ขณะที่น้องใหม่อย่าง Disney+ ยังคงตามหลังอยู่ที่ 1%

The Guardian ชี้ว่าท่ามกลางการขาดแคลนภาพยนตร์และรายการใหม่ๆ ที่น่าสนใจประกอบกับการแข่งขันที่เข้มข้นจากบรรดาคู่แข่งไม่ว่าจะเป็น Amazon Prime Video, HBO Max และ Disney+ นั้น

Netflix ไม่ได้นอนใจและกำลังพยายามสร้างความแปลกใหม่และน่าสนใจเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยบริษัทเผยว่ามีความตั้งใจที่จะเข้าสู่วงการเกม นั่นอาจทำให้ Netflix ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

Photo by Olivier DOULIERY / AFP

มาเลเซียชี้ Sinovac กับ Pfizer ต้านโควิดได้พอกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658590

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 14:00 น.

มาเลเซียชี้ Sinovac กับ Pfizer ต้านโควิดได้พอกันอธิบดีควบคุมโรคมาเลเซียเผยวัคซีนของ Sinovac กับ Pfizer ป้องกันอาการรุนแรงได้พอกัน

นูร์ ฮิชาม อับดุลเลาะห์ อธิบดีกรมควบคุมโรคมาเลเซียโพสต์ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวเมื่อวันที่ 20 ก.ค.ว่า ข้อมูลทางการแพทย์จากการใช้งานจริงพบว่าวัคซีนของ Sinovac จากจีน และ Pfizer-BioNTech มีประสิทธิภาพพอกันในการป้องกันการป่วย Covid-19 แบบอาการหนัก

อธิบดีกรมควบคุมโรคอ้างถึงรายงานที่ตีพิมพ์ใรวารสารการแพทย์ New England Journal of Medicine เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ระบุถึงรายละเอียดการใช้วัคซีนของ Sinovac ในชิลีระหว่างเดือน ก.พ.-พ.ค.

“Sinovac ช่วยลดการติด Covid-19 ได้ 65.9% ลดการเข้าโรงพยาบาลได้ 87.5% ลดการเข้ารักษาในไอซียูได้ 90.3% และลดการเสียชีวิตได้ 86.3%” นูร์ ฮิชาม อับดุลเลาะห์ระบุในเฟซบุ๊ค

นูร์ ฮิชาม อับดุลเลาะห์กล่าวอีกว่า การวิจัยข้างต้นทำในประชาชนที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว 4.2 ล้านคน และที่ยังไม่ได้รับวัคซีน 5.5 ล้านคน โดยมีเคสการติดเชื้อ 218,784 เคส

“ขณะที่การทดลองของ Pfizer ที่รายงานว่ามีประสิทธิภาพ 95% ทำในกลุ่มเล็กๆ และวิเคราะห์เคสการติดเชื้อเพียง 170 เคส ในจำนวนนี้ 8 เคสเกิดในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนแล้ว และอีก 162 เคสในกลุ่มที่ยังไม่ได้รับวัคซีน” นูร์ ฮิชาม อับดุลเลาะห์กล่าว

และยังเผยอีกว่า รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลชี้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer-BioNTech ลดลงเหลือ 64% นับตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย. แม้ว่าจะป้องกันการเข้าโรงพยาบาลและอาการป่วยหนักได้ 93%

อธิบดีกรมควบคุมโรคของมาเลเซียสรุปว่า “ดังนั้น จึงมีความแตกต่างกันไม่มากระหว่าง Sinovac และ Pfizer ในการใช้งานจริง วัคซีนทั้งสองมีประสิทธิภาพมากในการป้องกันการป่วยหนักและการเข้ารักษาในโรงพยาบาล แต่ประสิทธิภาพลดลงในการป้องกันอาการป่วยเล็กน้อยและการป่วยแบบไม่แสดงอาการ”

Photo by Mohd RASFAN / AFP

เร็วสุดในโลก! ‘รถไฟแมกเลฟ’ วิ่งฉิว 600 กม./ชม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658582

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 13:01 น.

เร็วสุดในโลก! ‘รถไฟแมกเลฟ’ วิ่งฉิว 600 กม./ชม.  เผยโฉมรถไฟแมกเลฟที่จะเป็นตัวเลือกการเดินทางภายในระยะ 1,500 กิโลเมตรที่ดีที่สุด

ชิงเต่า, 20 ก.ค. (ซินหัว) — วันอังคาร (20 ก.ค.) รถไฟพลังงานแม่เหล็กหรือรถไฟแมกเลฟ (maglev) ความเร็วสูงขบวนใหม่ของจีน ซึ่งมาพร้อมความเร็วออกแบบสูงสุด 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ออกจากสายการผลิตในนครชิงเต่า มณฑลซานตงทางตะวันออกของจีน โดยถือเป็นยานพาหนะภาคพื้นดินรวดเร็วที่สุดของโลกในปัจจุบัน

บริษัท ไชน่า เรลเวย์ โรลลิง สตอก คอร์เปอร์เรชัน (CRRC) ระบุว่ารถไฟดังกล่าวเป็นฝีมือการพัฒนาของจีน โดยเป็นความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีล่าสุดในวงการขนส่งทางรางของประเทศ

บริษัทฯ เผยว่าความก้าวหน้าครั้งใหม่นี้สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญที่ครบถ้วนสมบูรณ์ของจีนด้านเทคโนโลยีวิศวกรรมรถไฟแม็กเลฟความเร็วสูง อันได้แก่การบูรณาการระบบ การผลิตยานพาหนะ การจ่ายพลังงานไฟฟ้า รางรถไฟ ตลอดจนการควบคุมการขนส่งและการสื่อสาร

ทั้งนี้ จีนเปิดตัวโครงการรถไฟความเร็วสูงแมกเลฟในเดือนตุลาคม 2016 และพัฒนาต้นแบบรถไฟที่มีความเร็วออกแบบสูงสุด 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในปี 2019 ก่อนจะทดสอบวิ่งสำเร็จในเดือนมิถุนายน 2020

ขณะนี้คณะวิศวกรจีนบูรณาการระบบขนส่งแมกเลฟเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยรถไฟจำนวน 5 ตู้โดยสารสามารถวิ่งบริการได้ดีบนสายทดสอบภายในโรงงาน

ติงซานซาน หัวหน้าวิศวกรของโครงการฯ ระบุว่ารถไฟแมกเลฟสามารถเดินทางพร้อมตู้โดยสาร 2-10 ตู้  แต่ละตู้รองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 100 คน พร้อมเสริมว่ารถไฟรุ่นนี้จัดเป็นตัวเลือกการเดินทางภายในระยะ 1,500 กิโลเมตรที่ดีที่สุด โดยจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างด้านความเร็ว ระหว่างการเดินทางทางอากาศและการเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง

เนื้อหาข่าวและภาพข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

อังกฤษเตรียมส่งเรือรบมาปักหลักน่านน้ำเอเชียถาวร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658579

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 12:00 น.

อังกฤษเตรียมส่งเรือรบมาปักหลักน่านน้ำเอเชียถาวรทางการอังกฤษเตรียมส่งเรือรบ 2 ลำมาปักหลักถาวรในน่านน้ำของเอเชียแข่งกับอิทธิพลจีน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า อังกฤษเตรียมส่งเรือรบ 2 ลำมาประจำที่น่านน้ำของเอเชียอย่างถาวร หลังจากเรือบรรทุกเครื่องบินควีนอลิซาเบธและเรือคุ้มกันที่ออกเดินทางไปญี่ปุ่นตั้งแต่เดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แล่นผ่านน่านน้ำที่จีนขยายอิทธิพลแข่งกับสหรัฐและญี่ปุ่น

แผนการส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปเยือนญี่ปุ่นเกิดขึ้นในช่วงที่อังกฤษเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับท่าทีของจีนในภูมิภาค รวมทั้งไต้หวันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

“หลังจากการเข้าประจำการของกองเรือบรรทุกเครื่องบิน สหราชอาณาจักรจะส่งเรือรบอีก 2 ลำมาประจำการถาวรในภูมิภาคนี้ในอนาคต” เบน วอลเลซ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของอังกฤษกล่าวระหว่างการแถลงร่วมกับ โนบุโอะ คิชิ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นในกรุงโตเกียว

หลังจากเรือบรรทุกเครื่องบินควีนอลิซาเบธเดินทางถึงญี่ปุ่นคิชิเผยว่า เรือควีนอลิซาเบธและเรือคุ้มกันที่มาพร้อมกันจะแยกกันไปเทียบท่าที่ฐานทัพเรือของสหรัฐและฐานทัพเรือของญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในหมู่เกาะต่างๆ ของญี่ปุ่น

ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐแสดงความยินดีกับอังกฤษสำหรับความมุ่งมั่นต่อเครือข่ายพันธมิตรและหุ้นส่วนซึ่งร่วมมือและสนับสนุนเสรีภาพในการเดินเรือและกฎเกณฑ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐ เป็นที่ตั้งของกองทัพเรือสหรัฐที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่นอกสหรัฐ โดยมีการส่งเรือรบ เครื่องบินรบ และเจ้าหน้าที่นาวกโยธินหลายพันนายเข้ามาประจำการในญี่ปุ่น

เรือบรรทุกเครื่องบินควีนอลิซาเบธซึ่งบรรทุกเครื่องบินเจ็ต F-35B จะเทียบท่าที่ท่าเรือโยโกสุกะซึ่งเป็นที่จอดเรือบัญชาการของญี่ปุ่นและเรือรบยูเอสเอส โรนัลด์ เรแกนของสหรัฐ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังสถานทูตอังกฤษในกรุงโตเกียวว่าเรือรบทั้ง 2 ลำ ของอังกฤษจะเข้าประจำการที่ท่าเรือใดในเอเชียก็ได้รับคำตอบว่าเรือรบของอังกฤษจะไม่มีท่าเรือที่ประจำการถาวร

นอกจากเรือรบที่จะส่งมาประจำการในน่านน้ำเอเชียแล้ว อังกฤษยังมีแผนจะส่งกองกำลัง Littoral Response Group ซึ่งเป็นหน่วยนาวิกโยธินของกองทัพที่ได้รับการฝึกฝนสำหรับภารกิจบางอย่างเป็นพิเศษ อาทิ ปฏิบัติการอพยพ และปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย เข้ามาในพื้นที่เอเชียในอนาคตด้วย

ศรีลังกาพบวัคซีน Sinopharm มีประสิทธิภาพต้านเดลตาสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658578

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 11:15 น.

ศรีลังกาพบวัคซีน Sinopharm มีประสิทธิภาพต้านเดลตาสูงข้อมูลของซิโนฟาร์มรูปแบบดังกล่าวไม่เคยเผยแพร่ในโลกมาก่อน และข้อมูลการใช้งานจริงเช่นนี้มีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นด้านวัคซีนทั้งในและต่างประเทศ

โคลอมโบ, 21 ก.ค. (ซินหัว) — คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีชยวรรธนปุระ หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของศรีลังกา พบว่าวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ของซิโนฟาร์ม (Sinopharm) บริษัทเภสัชภัณฑ์สัญชาติจีน มีประสิทธิภาพสูงในการต้านเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์เดลตา (Delta) ซึ่งกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดทั่วโลกในขณะนี้

“เราพบวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพป้องกันสายพันธุ์เดลตาในระดับสูง โดยการตอบสนองของแอนติบอดีต่อสายพันธุ์เดลตาและแอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์มีระดับคล้ายคลึงหลังการติดเชื้อตามธรรมชาติ” มหาวิทยาลัยฯ เปิดเผยผ่านเว็บไซต์เมื่อวันจันทร์ (19 ก.ค.)

การศึกษาพบว่าร้อยละ 95 ของผู้ฉีดวัคซีนของซิโนฟาร์มครบโดสพัฒนาแอนติบอดีคล้ายผู้ติดเชื้อไวรัสฯ ตามธรรมชาติ อีกทั้งพบว่าวัคซีนซิโนฟาร์ม จำนวน 2 โดส สร้างแอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์ในผู้รับร้อยละ 81.25 ใกล้เคียงกับกลุ่มคนที่มีประวัติป่วยโรคโควิด-19 ตามธรรมชาติ

ทีมวิจัยประกอบด้วยศาสตราจารย์นีลิกา มาลาวิก นักวิทยาศาสตร์ชาวศรีลังกา หัวหน้าแผนกภูมิคุ้มกันวิทยาและเวชศาสตร์โมเลกุลจากมหาวิทยาลัยฯ ดอกเตอร์จันทิมา จีวรรณดารา รวมถึงนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้แก่ ศาสตราจารย์เกรแฮม ออกก์ และศาสตราจารย์อเลน ทาวเซนด์

มาลาวิกเปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัวว่าวัคซีนของซิโนฟาร์มเป็นวัคซีนที่ใช้กันมากที่สุดในศรีลังกาขณะนี้ สืบเนื่องจากปริมาณวัคซีนที่มีสำรองอยู่ภายในประเทศ โดยศรีลังกาดำเนินการฉีดวัคซีนของซิโนฟาร์ม โดสแรก ให้ประชาชน 4.63 ล้านคนแล้ว และมีผู้ฉีดวัคซีนโดสสอง 1.29 ล้านคน โดยไม่มีรายงานกรณีผลข้างเคียงร้ายแรงเชื่อมโยงกับวัคซีนแต่อย่างใด

มาลาวิกกล่าวว่าการศึกษาข้างต้นเป็นงานวิจัยด้านข้อมูลวัคซีนของซิโนฟาร์มชิ้นแรกที่มีการเผยแพร่ในโลก โดยผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณาทุกแง่มุมที่เป็นไปได้ของระบบภูมิคุ้มหลังการฉีดวัคซีนตัวนี้ ซึ่งถูกนำไปศึกษาประสิทธิภาพการป้องกันสายพันธุ์อัลฟา (Alpha) เบตา (Beta) ตลอดจนเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์ดั้งเดิมด้วย

“ข้อสรุปของรายงานนี้คือเมื่อเป็นสายพันธุ์เดลตาและสายพันธุ์อื่นๆ วัคซีนของซิโนฟาร์มสามารถกระตุ้นการตอบสนองของแอนติบอดีในระดับใกล้เคียงกับคนที่ติดเชื้อไวรัสฯ ตามธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีมาก” มาลาวิกระบุ “ร้อยละ 98 ของกลุ่มคนอายุ 20-40 ปีมีการพัฒนาแอนติบอดี ขณะสัดส่วนดังกล่าวในกลุ่มคนอายุมากกว่า 60 ปี อยู่ที่ร้อยละ 93 ซึ่งไม่น่าแปลกใจเนื่องจากคนสูงอายุมีแนวโน้มตอบสนองต่อวัคซีนน้อยกว่า”

ทั้งนี้ มาลาวิกเสริมว่าข้อมูลของซิโนฟาร์มรูปแบบดังกล่าวไม่เคยเผยแพร่ในโลกมาก่อน และข้อมูลการใช้งานจริงเช่นนี้มีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นด้านวัคซีนทั้งในและต่างประเทศ

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ภาพประกอบข่าว – ชายชาวตูนิเซียได้รับวัคซีน Sinopharm ที่ Palais des Congres ในเมืองหลวงตูนิสเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 – ตูนิเซียซึ่งสต๊อกวัคซีนยังคงมีจำกัด จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้ มีผู้รับวัคซีนครบจำนวน 913,000 คน หรือประมาณ 8% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นอัตราที่ยังคงสูงที่สุดในแอฟริกา (ภาพโดย FETHI BELAID / AFP) 

พบวัคซีน J&J สร้างแอนติบอดีสู้สายพันธุ์เดลตาได้น้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658571

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 10:46 น.

พบวัคซีน J&J สร้างแอนติบอดีสู้สายพันธุ์เดลตาได้น้อยวัคซีนเข็มเดียวของ Johnson & Johnson สร้างแอนติบอดีสู้สายพันธุ์เดลตาได้น้อย

ผลการศึกษาของทีมนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยนิวยอร์กพบว่าวัคซีนเข็มเดียวของ Johnson & Johnson สร้างแอนติบอดีสู้เชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาได้ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ คือต่ำกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับแอนติบอดีที่สร้างขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับสายพันธุ์ก่อนหน้านี้

การศึกษาในห้องปฏิบัติการซึ่งเผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ bioRxiv นี้ยังไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ และมุ่งเน้นศึกษาเฉพาะภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า neutralizing antibodies หรือแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อเท่านั้น

การวิจัยพบอีกว่า แม้ว่าวัคซีนชนิด mRNA จาก Pfizer และ Moderna ก็สร้างแอนติบอดีที่สู้กับเชื้อสายพันธุ์เดลตาได้ลดลงเช่นเดียวกัน ทว่าลดลงน้อยกว่าของ Johnson & Johnson

ขณะที่ Johnson & Johnson ชี้แจงเรื่องนี้ผ่านอีเมลว่า งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาการปกป้องเพียงด้านเดียวเท่านั้น และไม่ได้พิจารณาการตอบสนองของเซลล์ภูมิคุ้มกันในระยะยาวที่เกิดจากวัคซีนของ Johnson & Johnson

“ข้อมูลไม่ได้พูดถึงการปกป้องจากภูมิคุ้มกันเต็มรูปแบบจากวัคซีน” เจค ซาร์เจนท์ ตัวแทน Johnson & Johnson เผย และกล่าวอีกว่า วัคซีนของ Johnson & Johnson สร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงซึ่งคงอยู่อย่างน้อย 8 เดือนหลังจากฉีด

ก่อนหน้านี้ นักวิจัยของ Johnson & Johnson เผยว่า ข้อมูลของพวกเขาบ่งบอกว่าวัคซีนสามารถลบล้างฤทธิ์ของเดลตาได้และไม่จำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้น

นาธาเนียล แลนเดา หนึ่งในทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กเผยว่า ผลลัพธ์ของการวิเคราะห์แอนติบอดีในการวิจัยของเขาและการวิจัยของ Johnson & Johnson ไม่ได้ต่างกันโดยสิ้นเชิง งานวิจัยทั้งสองชิ้นต่างพบว่าระดับแอนติบอดีลดลง เพียงแต่งานวิจัยของเขาพบว่าแอนติบอดีลดลงมากกว่า

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

จีนเจอน้ำท่วมหนักในรอบพันปี อพยพนับแสนหนีภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658570

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 10:45 น.

จีนเจอน้ำท่วมหนักในรอบพันปี อพยพนับแสนหนีภัยฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในมณฑลเหอหนานของจีน เสียชีวิตแล้ว 12 คน

สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนานของจีน ล่าสุดมีผู้สียชีวิตแล้ว 12 คน และพลเมืองกว่าแสนคนต้องอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย

ขณะที่รถไฟใต้ดินกว่า 160 ขบวนต้องหยุดให้บริการ ส่งผลให้มีผู้โดยสารจำนวนมากติดค้างอยู่ในสถานี โดยระดับน้ำสูงประมาณเอวไปจนถึงหน้าอก

สื่อท้องถิ่นจีนรายงานว่าปริมาณน้ำสะสมอยู่ที 449 มิลลิเมตรในช่วงบ่ายวันที่ 18 ก.ค. ถึงวันที่ 20 ก.ค. และพยากรณ์อากาศคาดว่าฝนจะตกหนักไปจนถึงคืนวันนี้ (21 ก.ค.)

ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนประกาศว่าน้ำท่วมร้ายแรงในมณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของจีนครั้งนี้รุนแรงอย่างยิ่ง นับว่าเป็นระยะวิกฤตแล้วเมื่อน้ำเอ่อล้นตลิ่งในแม่น้ำหลายสายและเขื่อนแตก ซึ่งส่งผลให้ประชาชนบาดเจ็บสาหัส เสียชีวิต และทรัพย์สินเสียหาย

ทางการจีนประกาศยกระดับการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติฉุกเฉินทางสภาพอากาศให้ถึงระดับสูงสุดแล้วพร้อมเตรียมรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นตามมา

นอกจากนี้พายุฝนที่กระหน่ำรุนแรงมาหลายวันส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายกว่า 57,000 ไร่ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นเงินเกือบ 73 ล้านหยวนหรือกว่า 300 ล้านบาท

Photo by STR / AFP

Jeff Bezos มุ่งสู่อวกาศ ทำความฝันวัย 5 ขวบสำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658483

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 20:35 น.

Jeff Bezos มุ่งสู่อวกาศ ทำความฝันวัย 5 ขวบสำเร็จ เจฟฟ์ เบโซส ทัวร์อวกาศกับ New Shepard ทำความฝันวัย 5 ขวบสำเร็จ

เจฟฟ์ เบโซส ชายที่มั่งคั่งที่สุดในโลกทะยานขึ้นสู่อวกาศด้วยยานนิวเชพเพิร์ด (New Shepard) ของบริษัท บลูออริจิน (Blue Origin) ในวันนี้ เมื่อเวลา 08.22 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับ 20.22 น.ตามเวลาประเทสไทย นับเป็นการเดินทางสู่อวกาศที่ไม่มีนักบิน มีเพียงลูกเรือที่เป็นพลเรือนครั้งแรกของโลก และยังตรงกับวันครบรอบ 52 ปีที่ยานอวกาศอะพอลโล 11 (Apollo 11) ลงจอดที่ดวงจันทร์ด้วย 

ยานนิวเชพเพิร์ดทะยานขึ้นไปสู่ระดับความสูงราว 106 กิโลเมตรเหนือฟื้นโลก ซึ่งถือเป็นเขตอวกาศตามการรับรองของสหรัฐ หลังจากนั้นเบโซสและผู้ร่วมทางอีก 3 คนคือ มาร์ก เบโซส น้องชาย, แมรี วอลเลซ ฟังก์ และโอลิเวอร์ แดเมน ปลดเข็มขัดและอยู่ในภาวะไร้น้ำหนัก รวมทั้งได้เห็นความสวยงามของโลกและความมืดมิดของอวกาศราว 3-4 นาทีผ่านกระจกหน้าต่างของแคปซูล ก่อนกลับมายังพื้นโลก 

การเดินทางทั้งหมดนี้กินเวลาทั้งสิ้น 10.20 นาที หลังจากพุ่งออกจากจุดปล่อยยาน Launch Site One ในทะเลทรายเท็กซัสห่างจากเมืองแวนฮอร์นราว 32 กิโลเมตร จนกระทั่งแคซูลลงจอดที่พื้นโลก

หลังจากแคปซูลลงแตะพื้นโลกแล้วเบโซสพูดว่า “นักบินเบโซส วันที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา!”

ก่อนหน้านี้ Blue Origin ได้เปิดประมูลที่นั่งเพื่อร่วมทริปนี้ โดยมีบุคคลนิรนามคว้าตั๋วไปในราคา 28 ล้านเหรียญสหรัฐ ทว่าบุคคลคนนี้ไม่ได้ร่วมทริปนี้ เนื่องจากไม่ว่าง แต่จะเดินทางไปอวกาศกับ Blue Origin ในครั้งต่อไป ที่นั่งนี้จึงตกไปอยู่ที่ โอลิเวอร์ แดเมน หนุ่มวัย 18 ปีจากเนเธอร์แลนด์ที่เป็นหนึ่งในผู้ประมูลในลำดับถัดลงมา

แดเมนจึงกลายเป็นนักบินอวกาศที่อายุน้อยที่สุด (องค์การนาซาของสหรัฐและกองทัพอากาศสหรัฐนิยามคำว่านักบินอวกาศไว้ว่าคือผู้ที่บินขึ้นไปสูงกว่า 80 กิโลเมตร) ส่วนแมรี วอลเลซ ฟังก์ นักบินหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยผ่านเกณฑ์ที่นาซาใช้เลือกสรรนักบินอวกาศมาแล้วเมื่อช่วงทศวรรษ 1960 เป็นนักบินอวกาศที่อายุมากที่สุด

การเดินทางของเบโซสเกิดขึ้น 9 วันหลังจาก ริชาร์ด แบรนสัน ขึ้นไปท่องโลกนอกชั้นบรรยากาศด้วยยาน VSS Unity ที่ความสูง 86 กิโลเมตร แต่เบโซสยืนยันว่าทั้งคู่ไม่ได้แข่งขันกันเช่นเดียวกับที่แบรนสันเคยบอก

“มีคนหนึ่งที่เป็นคนแรกที่เดินทางไปอวกาศ ชื่อของเขาคือ ยูริ กาการิน และมันเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว” เบโซสเผยกับ TODAY show ของ NBC เมื่อวันจันทร์ (19 ก.ค.) โดยอ้างถึงความสำเร็จของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1961 “นี่ไม่ใช่การแข่งขัน นี่คือการกรุยทางสู่อวกาศเพื่อให้คนรุ่นหลังสามารถทำสิ่งที่น่าทึ่งในอวกาศได้”

เบโซสยังให้สัมภาษณ์กับ CBS ก่อนวันแถลงข่าวก่อนขึ้นบินว่า “ผู้คนมักจะถามว่าผมกังวลไหม ผมไม่กังวล ผมตื่นเต้น ผมอยากรู้อยากเห็น ผมอยากรู้ว่าเราจะได้รู้อะไรบ้าง” และเผยอีกว่า “เราได้รับการฝึก ยานพร้อมแล้ว ลูกเรือพร้อมแล้ว ทีมนี้ยอดเยี่ยมมาก เรารู้สึกดีมาก”

และเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาเจ้าตัวโพสต์ในอินสตาแกรม @jeffbezos ว่า “ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ผมมีความฝันที่จะออกเดินทางไปทัวร์อวกาศมาโดยตลอด และในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ ผมจะออกเดินทางไปอวกาศพร้อมกับน้องชายของผม การผจญภัยที่ยอดเยี่ยมที่สุดกับเพื่อนสนิทของผม (อุปมาเปรียบเทียบน้องชาย)” 

เบโซสก่อตั้งบริษัท Blue Origin ตั้งแต่ปี 2000 ด้วยเป้าหมายว่าวันหนึ่งจะสร้างอาณานิคมอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงเทียมเพื่อให้ผู้คนนับล้านอาศัยและทำงาน

ส่วนยานนิวเชพเพิร์ดเคยทดลองขึ้นบินโดยไม่มีผู้โดยสารมาแล้ว 15 ครั้งเพื่อทดสอบระบบความปลอดภัย ยานนี้ตั้งชื่อตามชื่อของ อลัน เชพเพิร์ด ชาวอเมริกันคนแรกที่เดินทางขึ้นไปเหนือชั้นบรรยากาศ (suborbital flight) ในปี 1961 ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเมอร์คิวรีของนาซา

ด้าน บ็อบ สมิธ ซีอีโอ Blue Origin เผยว่า ทริปต่อไปอาจจะเป็นปลายเดือน ก.ย. หรือต้นเดือน ต.ค.

สถานทูตสหรัฐยืนยันจะบริจาค Pfizer 1.5 ล้านโดสให้ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658533

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 19:07 น.

สถานทูตสหรัฐยืนยันจะบริจาค Pfizer 1.5 ล้านโดสให้ไทยสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทยยืนยันจะบริจาควัคซีน Pfizer ให้ไทย 1.5 ล้านโดส

เฟซบุ๊คสถานทูตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยโพสต์ข้อความว่า สหรัฐฯ จะบริจาควัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์จำนวน 1.5 ล้านโดส มูลค่า 30 ล้านเหรียญให้กับไทย การบริจาคครั้งนี้ รวมถึงวัคซีนหลายล้านโดสที่สหรัฐฯ มอบให้กับประเทศเพื่อนบ้านของไทย จะช่วยให้ไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเร่งการฉีดวัคซีนเพื่อให้พลเมืองของตนปลอดภัย ตลอดจนฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว

ด้าน ไมเคิล ฮีธ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยกล่าวว่า “ผมภูมิใจที่จะประกาศว่าสหรัฐฯ จะบริจาควัคซีนไฟเซอร์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจำนวน 1.5 ล้านโดสให้กับไทย สหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนด้านสาธารณสุขกับไทยมากว่า 60 ปี เมื่อร่วมมือกันเราสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้”