‘ไม้ด่างฟีเวอร์’ จะตามรอยคลั่งทิวลิปเมื่อหลายร้อยปีก่อนหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658497

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

'ไม้ด่างฟีเวอร์' จะตามรอยคลั่งทิวลิปเมื่อหลายร้อยปีก่อนหรือไม่โลกเรียนรู้อะไรจากกระแสคลั่งทิวลิป (Tulip mania) เมื่อเกือบ 400 ปีก่อน

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การปลูกต้นไม้กลายมาเป็นกิจกรรมยอดฮิตในช่วง work from home ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้คนกำลัง “แสวงหาธรรมชาติ” อยากได้อะไรที่มองแล้วสบายตาสบายใจ นั่นทำให้เกิดเทรนด์ปลูกต้นไม้ฟอกอากาศจนยอดซื้อยอดจองพุ่งกระฉูด ฉุดราคาพุ่งทะยานเป็น 10 เท่าเลยทีเดียว

ยิ่งถ้าหากมีลวดลายด่างสวยงามแปลกตาก็ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก ไม้ด่างยอดฮิตที่หลายคนอยากจับจองเป็นเจ้าของไม่ว่าจะเป็นมอนสเตอร่า, ยางอินเดีย และฟิโลเดนดรอน พิงค์ ปรินเซส เป็นต้น รวมถึงต้นกล้วยหากมีใบด่างสวยงามก็ได้รับความสนใจอย่างมากเช่นกัน โดยสายพันธุ์ยอดนิยมก็อย่างเช่นแดงอินโด และกล้วยฟลอริดา

ต้นไม้เหล่านี้มีราคาตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลายแสนบาทหรือถึงหลักล้านก็มี ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ความหายาก ขนาด รวมถึงลายด่างของมัน เรียกได้ว่ามาถึงจุดที่กล้วยมีราคาแพงกว่าทองไปแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 400 ปีก่อนโลกเราเคยมีปรากฏการณ์ลักษณะนี้มาแล้วและรุนแรงกว่านี้ด้วยซ้ำเพราะกระแส “คลั่งทิวลิป” (Tulip mania) ครั้งนั้นทำให้เกิดฟองสบู่แตกครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก

ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 “ทิวลิป” ได้รับการนำเข้ามาในทวีปยุโรปจากจักรวรรดิออตโตมัน และกลายมาเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในสาธารณรัฐดัตช์ หรือเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน

ทิวลิปกลายมาเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยอย่างรวดเร็วและกลายเป็นของสะสมล้ำค่าของประดาชนชั้นสูง ซึ่งทำให้ความนิยมในการแสวงหาหัวทิวลิปมาเป็นเจ้าของกันยิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะทิวลิปสีผสม (broken tulip) ที่มีลวดลายหลายสีในดอกเดียวกันซึ่งเกิดจากการติดไวรัสโมเสก (mosaic virus หรือไวรัสใบด่าง) ที่มีพาหะคือเแมลงวันเขียว (Myzus persicae) ทำให้เกิดลวดลายคล้ายขนนกอันละเอียดอ่อน 

ฟังดูคล้ายๆ กับกระแส “ไม้ด่างฟีเวอร์” ในขณะนี้ที่เกิดจากความผิดปกติของมันไม่ว่าจะเป็นการขาดแสง ขาดสารอาหาร ความผิดปกติทางพันธุกรรม รวมถึงการเกิดโรค สีด่างของทิวลิปกับไม้ใบด่างยังถูกเรียกเหมือนกันคือ Variegated/Variegation ซึ่งหมายถึงภาวะที่พืชด่างหรือมีสีต่าง และยิ่งด่าง ยิ่งหายาก คนก็ยิ่งต้องการนั่นเอง

ยิ่งคนต้องการมากไม่ว่าราคาแพงแค่ไหนก็ยอมจ่าย จึงเกิดบรรดาพ่อค้าหัวใสปั่นราคาทิวลิปให้สอดคล้องกับความต้องการที่มีอย่างไม่จำกัด ซึ่งสัมฤทธิผลอย่างง่ายดาย เมื่อราคาดอกทิวลิปพันธุ์เด่นๆ ที่ราคาแตะหลายร้อยฟลอรินส์ (ค่าเงินของเนเธอร์แลนด์ขณะนั้น) อยู่แล้ว ถูกปั่นจนมีราคาเป็นหลายพัน บางพันธุ์ถูกปั่นราคาจนมากกว่าเดิมถึง 20 เท่า

เมื่อหัวทิวลิปมีค่าเท่าคฤหาสน์หรืออาจเท่าเมืองทั้งเมืองด้วยซ้ำ ผู้คนจากชั้นต่างๆ ของสังคมจึงถูกดึงดูดเข้าสู่วังวนของความโลภ ประชาชนยอมขายบ้าน ขายทรัพย์สินเพื่อแลกกับทิวลิป ตลาดทิวลิปหลายแห่งผุดขึ้นทั่วประเทศ แม้กระทั่งประชาชนชนชั้นล่างสุดต่างก็หันมามีส่วนร่วมในการค้าขาย

แต่ใครจะไปคาดคิดว่าในปี 1637 หลังจากที่ทิวลิปพุ่งขึ้นสูงสุด บรรดาผู้ใช้เงินอย่างชาญฉลาดพากันเทขายทิวลิปในทันทีทันใด ทำให้ราคาที่เคยแพงลิบลิ่วดิ่งฮวบอย่างน่าใจหาย บางพันธุ์ไร้ราคาไปโดยปริยาย บางพันธุ์เหลือมูลค่าเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น

รัฐบาลดัตช์ต้องพยายามกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพินาศ ด้วยการจัดคณะกรรมการไกล่เกลี่ย และขออำนาจศาลสั่งให้การซื้อขายบางช่วงถือเป็นโมฆะ และกระแสคลั่งทิวลิปครั้งนั้นทำให้ประเทศต้องพบกับความบอบช้ำไปอีกนานนับปี

เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายต่อหลายที่ อย่างเมื่อราว 10 ปีก่อนชาวอินโดนีเซียเกิดกระแสอิต “หน้าวัวใบ” ยอมสละบ้านสละรถจนท้ายที่สุดราคาของมันก็ตกฮวบลงมา

สิ่งสำคัญคือต้องลงทุนด้วยความระมัดระวัง เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าราคาของมันจะตกลงเมื่อไรและหากกระแสปลูกต้นไม้ไม่เป็นที่นิยมมากเช่นนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

ภาพโดย Bozejmonstera/Wikipedia และ Fanghong/Wikipedia

ยอดตายจากโควิดในอินเดียมากกว่าที่รายงานถึง 10 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658523

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 18:03 น.

ยอดตายจากโควิดในอินเดียมากกว่าที่รายงานถึง 10 เท่าการศึกษาเผยผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในอินเดียอาจแตะ 4 ล้านคน

เอเอฟพีรายงานว่าศูนย์เพื่อการพัฒนาโลก (Center for Global Development) กลุ่มวิจัยของสหรัฐเผยยอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในอินเดียสูงกว่าตัวเลขที่ทางการรายงานไว้ที่ 414,000 คนถึง 10 เท่ากล่าวคือมีผู้เสียชีวิตจริงกว่า 4 ล้านคนจากประชากรในประเทศทั้งหมด 1,300 ล้านคน

อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงมากในอินเดีย โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม

ทีมวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้นการแพร่ระบาดไปจนถึงเดือนมิถุนายนปีนี้ซึ่งชี้ว่ามีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในอินเดียอยู่ที่ระหว่าง 3.4 ล้านถึง 4.7 ล้านคน

ทั้งนี้ ยอดผู้เสียชีวิตที่ทางการรายงานไว้ที่ 414,000 คนนั้นเป็นยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐ (609,000 คน) และบราซิล (542,000 คน) ซึ่งหากรายงานการศึกษาจากทีมวิจัยของสหรัฐเป็นจริงอินเดียจะเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 มากที่สุดในโลก

โดยทีมวิจัยรวมถึง อาร์วินด์ สุบรามาเนียน นักเศรษฐศาสตร์อดีตหัวหน้าที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอินเดียร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดประมาณการอัตราการเสียชีวิตส่วนเกินโดยเทียบกับจำนวนผู้เสียชีวิตก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทีมวิจัยยอมรับว่าการประมาณอัตราการเสียชีวิตด้วยข้อมูลทางสถิตินั้นสามารถทำได้ยาก แต่การวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ายอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในอินเดียน่าจะมีจำนวนมากกว่าที่ทางการรายงาน

ด้านคริสตอฟ กิลโมโต ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ชาวอินเดียจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาของฝรั่งเศส (Research Institute for Development) ประเมินว่ายอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในอินเดียจะใกล้จะถึง 2.2 ล้านคนในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม โดยมองว่าตัวเลขที่ทางการรายงานนั้นต่ำเกินไปซึ่งขัดแย้งกับวิกฤตที่รุนแรงทั่วอินเดีย

ขณะที่สถาบันการวัดและประเมินผลด้านสุขภาพในสหรัฐ (Institute for Health Metrics and Evaluation) ประเมินว่ายอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในอินเดียอาจมากกว่า 1.25 ล้านคน

นิตยสาร The Economist ก็เคยตีพิมพ์ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตส่วนเกินนั้นสูงกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่ทางการรายงาน 5 ถึง 7 เท่า ก่อนที่กระทรวงสาธารณสุขอินเดียจะออกมาประณามบทความดังกล่าว

Photo by Sajjad HUSSAIN / AFP

พบ Moderna ใช้จริงมีประสิทธิภาพสูงต่อเชื้ออัลฟา-เบตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658514

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 17:40 น.

พบ Moderna ใช้จริงมีประสิทธิภาพสูงต่อเชื้ออัลฟา-เบตาการใช้งานจริงในการ์ตาพบวัคซีน mRNA ของ Moderna มีประสิทธิภาพสูง ป้องกันสายพันธุ์อัลฟาได้ 100% ป้องกันสายพันธุ์เบตาได้ 96.4%

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine โดยทีมนักวิจัยของการ์ตาระบุว่า วัคซีนชนิด mRNA ของ Moderna (mRNA-1273) มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันเชื้อสายพันธุ์สายพันธุ์อัลฟา (B.1.1.7) ซึ่งพบครั้งแรกในอังกฤษ และสายพันธุ์เบตา (B.1.351) ซึ่งพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อแบบแสดงหรือไม่แสดงอาการ รวมทั้งป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตได้อย่างดี แม้จะฉีดเพียงเข็มเดียวก็ตาม

หลังจากฉีดเข็มแรก 2 สัปดาห์ประสิทธิภาพยังไม่มากนัก แต่กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ที่ 3 และ 4 ทันทีก่อนการฉีดเข็มที่ 2

ประสิทธิภาพของวัคซีนต่อสายพันธุ์อัลฟาอยู่ที่ 88.1% หลังฉีดเข็มแรก และเพิ่มเป็น 100% หลังฉีดเข็มที่ 2 ส่วนสายพันธุ์เบตาอยู่ที่ 61.3% หลังฉีดเข็มแรก และเพิ่มขึ้นเป็น 96.4% หลังฉีดเข็มที่ 2 ป้องกันอาการป่วยหนัก ป่วยวิกฤต และเสียชีวิตได้ 81.6% และ 95.7% หลังจากฉีดเข็มแรกและเข็มที่ 2 ตามลำดับ

การ์ตาเริ่มฉีดวัคซีนของ Moderna เข็มแรกเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2020 แต่การฉีดวัคซีนดังกล่าวแก่คนหมู่มากเริ่มต้นเมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อสายพันธุ์อัลฟาและเบตาระบาดหนักในการ์ตา นับเป็นโอกาสดีในการประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนในการใช้งานจริงต่อสายพันธุ์ที่น่ากังวลทั้งสองสายพันธุ์

โดยระหว่างวันที่ 28 ธ.ค. 2020-10 พ.ค. 2021 ชาวการ์ตา 256,037 คนได้รับวัคซีนของ Moderna อย่างน้อย 1 เข็ม และ 181,304 คนได้รับครบทั้งสองเข็ม

Photo by Joseph Prezioso / AFP

เมียนมาตกงานกว่าล้านคนหลังรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658508

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 16:48 น.

เมียนมาตกงานกว่าล้านคนหลังรัฐประหารจากการประมาณการที่เผยแพร่โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ชี้ว่าสภาพตลาดแรงงานในเมียนมาถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้

จ้กข้อมูลของ ILO พบว่าการจ้างงานหดตัวประมาณ 6% ในไตรมาสที่สองของปี 2564 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สี่ของปี 2020 ซึ่งสะท้อนถึงการสูญเสียงาน 1.2 ล้านตำแหน่ง ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ชั่วโมงการทำงานหายไปประมาณ 14 % ซึ่งเทียบเท่ากับเวลาทำงานของผู้ทำงานเต็มเวลาอย่างน้อย 2.2 ล้านคน

ในแง่ของการสูญเสียชั่วโมงทำงานและการจ้างงาน ผู้หญิงได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ชาย

“เมียนมาร์กำลังเผชิญกับความเครียดทางเศรษฐกิจจากงานและการดำรงชีวิตภายใต้การคุกคามอันเป็นผลมาจากการระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม การประมาณการแสดงให้เห็นว่าการจ้างงานลดลงอย่างร้ายแรงและรวดเร็วในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ (หรือหลังการก่อรัฐประหาร) ในระดับที่สามารถผลักดันให้คนจำนวนมากในเมียนมาร์เข้าสู่ภาวะยากจนอย่างสุดซึ้ง” ตงหลิน หลี่ เจ้าหน้าที่ประสานงาน/ตัวแทนของ ILO สาขาเมียนมา กล่าว

ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ โดยการก่อสร้าง เสื้อผ้า การท่องเที่ยว และการบริการบุคคล ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 การจ้างงานในภาคส่วนเหล่านี้ลดลงประมาณ 35%, 31% และ 25% ตามลำดับ โดยมีจำนวนชั่วโมงการทำงานที่สัมพันธ์กันลดลง

Photo by STR / AFP

วิจัยพบแอนติบอดีต้านโควิดคงอยู่ 9 เดือนหลังติดเชื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658492

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 15:40 น.

วิจัยพบแอนติบอดีต้านโควิดคงอยู่ 9 เดือนหลังติดเชื้อทีมวิจัยอิตาลีและอังกฤษพบแอนติบอดีที่ต่อสู้กับ Covid-19 คงอยู่อย่างน้อย 9 เดือนหลังติดเชื้อ

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications เมื่อวันจันทร์ (19 ก.ค.) พบว่า ระดับแอนติบอดีที่ร่างกายใช้ต่อสู้กับ Covid-19 ยังมีระดับสูงต่อไปอีกอย่างน้อย 9 เดือนหลังจากติด Covid-19 ไม่ว่าจะเป็นแบบแสดงอาการหรือไม่แสดงอาการก็ตาม

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปาดัวของอิตาลี และราชวิทยาลัยลอนดอนของอังกฤษตรวจหา Covid-19 ในประชากร85% ของประชากรทั้งหมด 3,000 คนในเมืองโวของอิตาลี ระหว่างเดือน ก.พ.-มี.ค. 2020 และตรวจคนกลุ่มนี้อีกครั้งเพื่อหาแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มกันในเดือน พ.ค. และ พ.ย. 2020

พบว่า 98.8% ของประชากรที่มีผลตรวจ Covid-19 เป็นบวกเมื่อเดือน ก.พ.-มี.ค. 2020 มีระดับแอนติบอดีที่ตรวจพบได้ในการตรวจในเดือน พ.ย. 2020 หรือราว 9 เดือนหลังจากติดเชื้อ

อย่างไรก็ดี อิลลาเรีย โดริกัตติ หัวหน้าทีมวิจัยจากราชวิทยาลัยลอนดอนเผยว่า การศึกษาชี้ให้เห็นว่าระดับแอนติบอดีแตกต่างกัน บางครั้งก็ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจ

ทีมวิจัยใช้วิธีตรวจหาแอนติบอดี 3 แบบเพื่อตรวจหาแอนติบอดีที่ตอบสนองต่อส่วนต่างๆ ของไวรัส ผลปรากฏว่าแอนติบอดีทุกชนิดลดลงระหว่างเดือน พ.ค. และ พ.ย. อัตราการลดลงจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจ

ขณะที่ในประชาชนบางรายมีแอนติบอดีเพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้ว่าคนเหล่านี้ติดเชื้ออีกครั้ง ร่างกายจึงสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาอีก

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาการติดเชื้อในครัวเรือนเพื่อประเมินแนวโน้มที่ผู้ติดเชื้อ 1 คนจะแพร่เชื้อให้สมาชิกในครอบครัว ซึ่งพบความน่าจะเป็น 1 ใน 4 ที่ไวรัสจะแพร่กระจายในครัวเรือน และยังพบว่าการแพร่เชื้อส่วนใหญ่ (79%) เกิดจากการติดเชื้อ 20%

ทีมวิจัยเผยว่า ข้อมูลดังกล่าวยืนยันว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่ได้ก่อให้เกิดการติดเชื้อรายใหม่ และมีเพียงการติดเชื้อส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำให้เกิดการติดเชื้อกลุ่มใหญ่และยังชี้ให้เห็นว่า การเว้นระยะห่างระหว่างกัน การจำกัดจำนวนคน และการสวมหน้ากากอนามัยยังเป็นมาตรการที่ควรทำต่อไปเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อแม้ประชากรจะฉีดวัคซีนจำนวนมากแล้วก็ตาม

รวมไปถึงชี้ให้เห็นว่าการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาด หากไม่แยกกักตัวและล็อกดาวน์ระยะสั้นร่วมด้วย

Photo by Khaled DESOUKI / AFP

นายกฯ-รมต.เกาหลีใต้ขอโทษ สกัดวิกฤติโควิดในรั้วของชาติไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658485

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 14:40 น.

นายกฯ-รมต.เกาหลีใต้ขอโทษ สกัดวิกฤติโควิดในรั้วของชาติไม่ได้ เป็นการขอโทษจากผู้นำรัฐบาลถึง 2 คนในคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนที่รุนแรงขึ้น

สำนักข่าวรอยเตอร์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมของเกาหลีใต้กล่าวขอโทษหลังเกิดกรณีลูกเรือขงกองทัพเรือเกาหลีใต้ที่ปฏิบัติการในน่านน้ำทวีปแอฟริกาติดโควิด-19 เกือบยกลำ จนต้องอพยพลายร้อยคนบินกลับมากรุงโซลในวันอังคาร

ลูกเรือเกือบ 250 คนจากทั้งหมด 301 คนที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนที่ปฏิบัติหน้าที่บนเรือพิฆาต Munmu the Great ติดเชื้อ จนกลายเป็นเคสติดเชื้อทางทหารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ก่อให้เกิดความเดือดดาลในหมู่สาธารณชนต่อความล้มเหลวของรัฐบาลในการปกป้องทหารผู้ที่รับใช้ชาติในต่างประเทศ

“ผมขอโทษที่ล้มเหลวในการดูแลสุขภาพทหารของเราที่อุทิศตนเพื่อประเทศให้ดีขึ้น” นายกรัฐมนตรี คิม บู-คยอม บอกกับที่ประชุมเกี่ยวกับโควิด-19 ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในขณะที่เขาให้คำมั่นว่าจะรักษาและช่วยเหลือลูกเรือให้หายขาด ซึ่งรวมถึง 12 รายที่อยู่ในสภาพวิกฤต

รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ซอ อุก ขอโทษที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกเรือก่อนที่พวกเขาจะออกเดินทางไปอ่าวเอเดนในต้นเดือนกุมภาพันธ์ในภารกิจต่อต้านโจรสลัดในน่านน้ำทวีปแอฟริกาเป็นเวลา 8 เดือน และกล่าวว่าเขาจะตรวจสอบนโยบายต่อต้านไวรัสของหน่วยทหารในต่างประเทศทั้งหมด

กรณีนี้เป็นการแสดงความขอโทษพร้อมกันถึง 2 ครั้งที่เกิดขึ้นได้ยากตอกย้ำความโกรธที่เดือดพล่านในหมู่ประชาชนชาวเกาหลีใต้เกี่ยวกับการจัดการกับโรคระบาดใหญ่ ขณะที่การติดเชื้อระลอกที่ 4 กระจายไปทั่วประเทศ โดยมีเพียง 13% ของประชากร 52 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนครบสมบูรณ์ท่ามกลางการขาดแคลนวัคซีน

กระทรวงกลาโหมกล่าวว่าเรือพิฆาตออกจากเกาหลีใต้เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเริ่มโครงการฉีดวัคซีนระดับชาติ เจ้าหน้าที่ตัดสินใจว่าการฉีดวัคซีนในทะเลจะไม่สามารถทำได้เนื่องจากการตอบสนองด้านภาวพฉุกเฉินที่จำกัด และมีข้อจำกัดเรื่องห้องเย็นสำหรับวัคซีนบางชนิด

แต่ฝ่ายค้านกล่าวว่ารัฐบาลควรขอความช่วยเหลือจากประเทศอื่นหรือสับเปลี่ยนบุคลากรที่ได้รับวัคซีนแล้วให้ปฏิบัติงานแทน และเรียกร้องให้ประธานาธิบดีมุนแจอินขอโทษและไล่รับมนตรีกลาโหมออก

คิม กี-ฮยอน หัวหน้าพรรค People Power ที่เป็นฝ่ายค้านหลักกล่าวว่า “รัฐบาลเผยให้เห็นถึงความไร้ความสามารถของตนเองโดยใช้ข้อแก้ตัวที่ไร้น้ำหนัก เช่น ปัญหาด้านการขนส่ง และว่าพวกเขาไม่มีอำนาจทางการทูตเพื่อรักษาความร่วมมือจากประเทศใกล้เคียง”

มุนกล่าวว่าเขาจะยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดการปัญหาที่ “ไม่เพียงพอและน่าพอใจ” และสั่งมาตรการปรับปรุงเพื่อรับรองสุขภาพและความปลอดภัยของทหารและนักการทูตที่ประจำการในต่างประเทศ

ฝ่ายนิติบัญญัติฝ่ายค้านยังตำหนิการตอบสนองในช่วงแรกที่ไม่ดีต่อการระบาดของโรคบนเรือพิฆาต เนื่องจากกะลาสีเรือที่รายงานอาการครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมได้รับแค่ยาแก้หวัดเท่านั้น

ลูกเรือทั้งหมด 301 คน ซึ่งเป็นสมาชิกของหน่วยชองแฮที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีกำหนดเดินทางถึงกรุงโซลในวันอังคารนี้ หลังจากที่รัฐบาลดำเนินการอพยพทางอากาศฉุกเฉิน

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าผู้ป่วยวิกฤตจะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและผู้ติดเชื้อรายอื่นๆ ถูกนำตัวส่งศูนย์บำบัดรักษา และกลุ่มส่วนน้อยมีผลตรวจเป็นลบจะถูกทดสอบซ้ำและถูกกักขังที่หน่วยงานทางทหาร

เบื้องต้นมีการสับเปลี่ยนกำลังโดยส่งลูกเรือที่ได้รับภูมิคุ้มกัน 200 คนไปปฏิบัติหน้าที่แทน ซึ่งจะนำเรือกลับบ้านภายใน 50 วันข้างหน้า

รายงานข่าวของเกาหลีบางฉบับระบุว่าลูกเรือติดเชื้อไวรัสจากอาหารปนเปื้อนที่นำเข้ามาในขณะที่เรือจอดอยู่ที่ท่าเรือที่ไม่ระบุรายละเอียดใกล้อ่าวเอเดนเพื่อซื้อเสบียงตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม

อี ซัง-วอน เจ้าหน้าที่ของสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลี (KDCA) กล่าวเมื่อวันอังคารว่าทหารเหล่านี้มีโอกาสติดเชื้อจากการกินหรือสัมผัสอาหารต่ำ โดย KCDC จะเริ่มการสอบสวนเมื่อลูกเรือกลับมาถึงเกาหลีใต้

เกาหลีใต้กำลังต่อสู้กับคลื่นโควิด-19 ที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในขณะที่พยายามเพิ่มการรณรงค์การฉีดวัคซีนท่ามกลางปัญหาการขาดแคลนอุปทานทั่วโลกและความล่าช้าในการจัดส่ง

เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการจัดการกับคลื่นการระบาด ก่อนหน้านี้ โดยได้รับความช่วยเหลือจากระบบติดตามและตรวจเชื้อในวงกว้าง แต่มีเพียง 31.7% ของประชากร 52 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ณ วันจันทร์ ซึ่งต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อีกมาก

KDCA รายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,278 รายในวันจันทร์ ทำให้ยอดรวมของประเทศอยู่ที่ 180,481 ราย เสียชีวิต 2,059 ราย

Photo by – / YONHAP / AFP

สหรัฐระดมพันธมิตรประณามจีนแฮกระบบไมโครซอฟต์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658472

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 12:23 น.

สหรัฐระดมพันธมิตรประณามจีนแฮกระบบไมโครซอฟต์สหรัฐกล่าวหาจีนสนับสนุนการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ พร้อมดึงประเทศพันธมิตรร่วมประณามด้วย

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่นเอเอฟพีรายงานว่าสหรัฐกล่าวหาว่าจีนทำการแฮกไมโครซอฟต์ครั้งใหญ่ พร้อมตั้งข้อหาชาวจีน 4 คน ขณะที่ประเทศพันธมิตรของสหรัฐออกมาประณามสิ่งที่เรียกว่าเป็นกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นอันตรายจากประเทศจีน

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐยิ่งสั่นคลอนเมื่อแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน หรือ MSS ให้การสนับสนุนแฮกเกอร์และอาชญรากรรมทางอินเทอร์เน็ตเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินของตนเอง

โดย การแฮก Microsoft Exchange ซึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์อีเมลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมอันขาดความรับผิดชอบ ก่อกวน และบั่นทอนเสถียรภาพของโลกไซเบอร์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของสหรัฐ

การแฮกดังกล่าวส่งผลกระทบต่อองค์กรในสหรัฐอย่างน้อย 30,000 แห่งรวมถึงรัฐบาลท้องถิ่นและองค์กรทั่วโลก ซึ่งบลิงเคนระบุว่ารัฐบาลและภาคส่วนธุรกิจสูญเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ตั้งข้อหาชาวจีน 4 คนว่าทำการแฮกคอมพิวเตอร์ของบริษัทหลายสิบแห่ง ตลอดจนมหาวิทยาลัย และหน่วยงานของรัฐในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศระหว่างปี 2011 ถึง 2018

ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดนกล่าวว่าสหรัฐจะดำเนินการสอบสวนให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะดำเนินการใดๆ พร้อมระบุว่าแม้รัฐบาลจีนจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือก่อเหตุโดยตรงแต่กำลังปกป้องผู้กระทำความผิด

รัฐบาลสหรัฐภายใต้การบริหารของไบเดนยังได้ประสานเรื่องนี้ไปยังพันธมิตรต่างๆ ได้แก่ สหภาพยุโรป อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และ NATO

พันธมิตรร่วมประณาม

เมื่อทราบเรื่องโดมินิก ราบ รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีทางไซเบอร์บน Microsoft Exchange โดยกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนในทันที

ด้านสหภาพยุโรปไม่ได้กล่าวโทษรัฐบาลจีนโดยตรงแต่เรียกร้องให้รัฐบาลจีนดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสมเพื่อปราบปรามผู้กระทำผิด

เช่นเดียวกับ NATO ซึ่งออกแถลงการณ์ประณามกิจกรรมทางไซเบอร์ที่เป็นอันตรายและชี้ให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยระบุว่าประเทศพันธมิตรของสหรัฐ ทั้งอังกฤษและแคนาดามองว่ารัฐบาลจีนต้องรับผิดชอบ ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งกล่าวว่านับเป็นครั้งแรกที่ NATO ซึ่งมีสมาชิกรวมถึงฮังการีและตุรกีซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับจีนออกมาประณามกิจกรรมทางไซเบอร์จากประเทศจีน

ขณะที่นอร์เวย์ซึ่งได้รับผลกระทบจากการโจมตีบน Microsoft Exchange ด้วยเช่นกันได้เรียกเอกอัครราชทูตจีนเข้าพบเมื่อวันที่ 19 ก.ค. โดยเชื่อว่าการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นจากประเทศจีน แต่ไม่ได้กล่าวโทษรัฐบาลจีนโดยตรง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างนอร์เวย์และจีน

จีนปฏิเสธ

ในวันที่ 20 ก.ค. ทางการจีนปฏิเสธการแฮก Microsoft Exchange โดยสถานทูตจีนประจำนิวซีแลนด์ระบุว่าคำกล่าวหาของสหรัฐและประเทศพันธมิตรนั้น “ไร้เหตุผล ขาดความรับผิดชอบ และเป็นการมุ่งใส่ร้าย” พร้อมเรียกร้องหลักฐานที่ชัดเจน

ขณะที่สถานทูตจีนประจำออสเตรเลียกล่าวว่าคำพูดของสหรัฐเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ พร้อมเสริมว่าสหรัฐต่างหากที่เป็นแชมป์โลกด้านการโจมตีทางไซเบอร์

Photo by SAUL LOEB / AFP

Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่า $30,000 ครั้งแรกในรอบเดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658462

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 11:32 น.

Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่า $30,000 ครั้งแรกในรอบเดือนอาการของคริปโตยักษ์ใหญ่ยังไม่สู้ดี ตอนนี้หล่นลงมาหนักในรอบเดือน

มูลค่าของ Bitcoin ลดลงต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์ นับเป็นการอ่อนค่าลงมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน Bloomberg รายงานว่า Bitcoin อ่อนค่า 2.7% ส่วนข้อมูลของ CoinDesk ระบุว่าลดลงเกือบ 6% ในขณะที่ ether ลดลง 8% และ XRP ลดลงเกือบ 10% 

ตามข้อมูล CoinMarketCap ตลาดคริปโตสูญเสียไปถึงประมาณ 90,000 ล้านดอลลาร์หมดภายใน 24 ชั่วโมง ณ เวลา 23:34 น. ตามเวลาภาคตะวันออกของสหรัฐ

การลดลงของ Bitcoin เกิดขึ้นหลังจากการเทขายครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นทั่วโลกในวันจันทร์ ดัชนี Dow Jones Industrial Average มีการซื้อขายที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าตอนนี้ Bitcoin กำลังอยู่ในช่วงขาลง และกังวลว่าหากลงไปต่ำกว่าแรงหนุนเชิงจิตวิทยาอาจสูญเสียมากกว่านี้

Photo by Ozan KOSE / AFP

กระแสต้านวัคซีนที่ฝรั่งเศสลามหนักถึงขั้นบุกทำลายศูนย์ฉีด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658459

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 11:29 น.

กระแสต้านวัคซีนที่ฝรั่งเศสลามหนักถึงขั้นบุกทำลายศูนย์ฉีดชาวฝรั่งเศสไม่พอใจรัฐบาลบังคับฉีดวัคซีน รวมตัวประท้วง บุกทำลายศูนย์ฉีดวัคซีน เปรียบตัวเองเหมือนเป็นชาวยิวที่ถูกนาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

มาตรการบังคับให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนต้องฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 และข้อกำหนดให้แสดงใบรับรองการฉีดวัคซีน หรือมีผลตรวจ Covid-19 เป็นลบ หรือเพิ่งหายจากโรค สำหรับประชาชนทั่วไปก่อนเข้าใช้บริการในร้านอาหาร หรือสถานที่สาธารณะต่างๆ ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันพุธ (14 ก.ค.) สร้างความไม่พอใจให้ชาวฝรั่งเศสจำนวนหนึ่ง

นอกจากจะมีการรวมตัวประท้วงมาตรการดังกล่าวกว่า 100,000 คนทั่วประเทศเมื่อวันเสาร์ (17 ก.ค.) ยังมีรายงานว่าศูนย์ฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 แห่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศถูกคนที่ไม่พอใจทำลายเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยศูนย์ฉีดแห่งหนึ่งใกล้กับเมืองเกรอน็อบล์ถูกทำลายและใช้สายฉีดน้ำดับเพลิงฉีดใส่จนน้ำท่วม ถัดมาเพียง 1 วัน ศูนย์ฉีดใกล้กับเมืองบิอาร์ริตซ์ถูกจุดไฟเผา และบริเวณใกล้เคียงกันยังมีการพ่นสีกราฟฟิติโดยใช้สัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่นาซีบุกยึดฝรั่งเศสในอดีต

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่ามาตรการคุมเข้มของประธานาธิบดร เอ็มมานูเอล มาครง ละเมิดเสรีภาพ

โจเซฟ สวาร์ช ชายวัย 94 ปีที่รอดชีวิตจากการถูกนาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ไม่พอใจมาตรการดังกล่าวเปรียบเทียบตัวเองที่ถูกบังคับฉีดวัคซีนเป็นชาวยิวที่ถูกนาซีเยอรมนีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ผู้ประท้วงบางคนยังสวมดาวเหลืองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่นาซีบังคับใช้ชาวยิวสวม บางคนถือป้ายที่เกี่ยวข้องกับค่ายกักกันตัวเอาช์วิตซ์และการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ โดยผู้ประท้วงอ้างว่ารัฐบาลฝรั่งเศสปฏิบัติกับพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรมด้วยมาตรการสกัดการแพร่ระบาดของ Covid-19

ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง อาทิ เสิร์จ กลาสเฟลด์ นักประวัติศาสตร์และอดีตนักล่านาซีมองว่า ดาวเหลืองเป็นสัญลักษณ์ของความตายที่แยกชาวยิวออกจากสังคมแล้วนำไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ขณะที่การฉีดวัคซีนเป็นการช่วยชีวิต ดังนั้นการนำทั้งสองอย่างนี้มาเปรียบเทียบกันเป็นเรื่องน่ารังเกียจ

อย่างไรก็ดี ชาวฝรั่งเศสอีกนับแสนคนพากันลงทะเบียนรับการฉีดวัคซีนหลังจากมาครงออกคำสั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทีมนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าฝรั่งเศสจะเผชิญกับการระบาดระลอกที่ 4 ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ทว่า ชาวฝรั่งเศสได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้วเพียง 50% และไม่ถึง 40% ที่ได้รับครบโดสแล้ว

Photo by Sebastien SALOM-GOMIS / AFP

เวียดนามรับถ่ายทอดเทคโนโลยีวัคซีนจากรัสเซีย-สหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658455

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 10:40 น.

เวียดนามรับถ่ายทอดเทคโนโลยีวัคซีนจากรัสเซีย-สหรัฐ เวียดนามหวังเป็นฮับการผลิตวัคซีน mRNA จากสหรัฐ และเตรียมรับเทคโนโลยีผลิตวัคซีนรัสเซีย

รอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลเวียดนามแถลงบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการถ่ายโอนเทคโนโลยีสำหรับผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 ของรัสเซียและสหรัฐ ด้วยความพยายามที่จะเพิ่มขีดความสามารถด้านวัคซีนของประเทศ โดยไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเป็นวัคซีนตัวใด

ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขของเวียดนามกำลังเจรจากับรัสเซียเพื่อผลิตวัคซีน Sputnik V และองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่ากำลังทบทวนข้อเสนอของผู้ผลิตในเวียดนามเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการผลิตวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA

นอกจากนี้รายงานยังระบุว่าเวียดนามจะได้รับวัคซีนจาก Pfizer อีกจำนวน 20 ล้านโดส ส่งผลให้เวียดนามจะมีวัคซีนดังกล่าวรวมเป็น 51 ล้านโดส และจะได้รับวัคซีน Moderna ผ่านโครงการ COVAX

จนถึงขณะนี้เวียดนามได้รับวัคซีนแล้วประมาณ 10.6 ล้านโดส โดยได้บรรลุข้อตกลงสั่งซื้อวัคซีนทั้งหมด 105 ล้านโดส และอยู่ในระหว่างการเจรจาอีก 70 ล้านโดสซึ่งคาดว่าจะได้รับภายในปีนี้หรือต้นปีหน้า

สำหรับวัคซีน NanoCovax ที่พัฒนาเองในประเทศนั้นกระทรวงสาธารณสุขเวียดนามคาดว่าจะได้ใช้ภายในสิ้นปีนี้

โดยขณะนี้เวียดนามกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกที่หนักที่สุด โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลในการเร่งฉีดวัคซีน ซึ่งได้ฉีดไปแล้วประมาณ 4.3 ล้านโดส โดยมีประชากรได้รับวัคซีนครบโดสแล้วอยู่ที่ประมาณ 310,000 คน จากประชากรทั้งหมด 98 ล้านคน

Photo by Patrick T. FALLON / AFP