สื่อนอกตีข่าวสถานทูตในไทยเล่นมุก mRNA แต่ชาวออสเตรเลียไม่ขำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658162

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

ขณะที่สถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยร่วมเล่นมุก mRNA แต่ชาวออสเตรเลียไม่ตลกด้วย

สืบเนื่องจากมุกอักษรย่อ mRNA ที่คนไทยเล่นกันเมื่อไม่กี่วันก่อน ทางสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยก็ได้ออกมาโพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊กในประเด็นนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

โดยเมื่อวันที่ 14 ก.ค. เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยโพสต์ข้อความระบุว่า “แต่ละคนอาจจะเข้าใจคำย่อต่างกันไป นี่คือสิ่งที่เพจเราเข้าใจว่า mRNA ย่อมาจากอะไร และนั่นคืออาหารและขนมอันเป็นที่รักของคน #ออสเตรเลีย โดย

M ย่อมาจาก Meat Pie พายเนื้อแบบออสเตรเลีย

R ย่อมากจาก Rocky Road ขนมช็อกโกแลตแท่งแบบไม่อบผสมมาร์ชเมลโลว์

N ย่อมาจาก Neenish Tart ทาร์ตใส่ครีมรสเปรี้ยวอมหวานเคลือบน้ำตาลที่ด้านบน

A ย่อมาจาก Avocado Toast ขนมปังปิ้งทาด้านบนด้วยอะโวคาโดสับ” ท่ามกลางความคิดเห็นนับร้อยรายการที่แตกต่างกันออกไป

แต่เมื่อวันที่ 16 ก.ค. เว็บไซต์ข่างต่างประเทศ Daily Mail รายงานถึงประเด็นดังกล่าวโดยระบุว่าโพสต์นี้ส่งผลให้ชาวออสเตรเลียจำนวนมากไม่พอใจ

หนึ่งในนั้นคือ Sam Needham ชาวออสเตรเลียจากนครแอดิเลดซึ่งขณะนี้ประกอบอาชีพครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในประเทศไทยกล่าวกับสำนักข่าว AAP ว่าตนมองว่าโพสต์ดังกล่าวสร้างความผิดหวังและไม่นึกถึงผู้อื่น

“มันน่าโมโหเพราะเรากำลังอยู่ในภาวะโรคระบาดใหญ่ทั่วโลกซึ่งมีความตึงเครียดอยู่แล้ว ขณะที่ประเทศไทยมีผู้ป่วยโควิด-19 มากกว่า 9,000 รายต่อวัน แต่ในฐานะชาวออสเตรเลียเราไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ หรือกระทั่งสอบถามเรื่องวัคซีนต่อสถานทูต”

Needham เผยพร้อมระบุว่าเขายังโชคดีที่ได้ฉีดวัคซีนผ่านโรเรียนเอกชนที่เขาทำงานอยู่

เช่นเดียวกับ Steve Pettman อดีตแพทย์จากรัฐเซาท์ออสเตรเลียซึ่งขณะนี้อาศัยอยู่ในภูเก็ตกล่าวว่า ชาวออสเตรเลียต้องหาวัคซีนด้วยตนเองโดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตออสเตรเลีย และเขาเชื่อว่าชาวออสเตรเลียคนอื่นๆ ก็รู้สึกเช่นเดียวกันว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นและไร้สาระ

Pettman เผยว่าเขาได้รับวัคซีนเข็มแรกไปแล้วเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูการท่องเที่ยวในภูเก็ตของรัฐบาลไทย แต่ชาวออสเตรเลียที่อาศัยอยู่ที่อื่นนั้นไม่เหมือนกัน โดยเพื่อนชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่ที่เขารู้จักกำลังดิ้นรนเพื่อลงทะเบียนฉีดวัคซีนด้วยตนเอง

ขณะที่ Allan McKinnon เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยอธิบายว่าโพสต์ดังกล่าวทำขึ้นเพื่อความบันเทิง เนื่องจากในช่วงเวลานั้นโซเชียลมีเดียของไทยกำลังเล่นมุกอักษรย่อ mRNA

พร้อมยอมรับว่าชาวออสเตรเลียบางส่วนอาจมองว่าสถานทูตกำลังเล่นสนุกในสถานการณ์การการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามทางสถานทูตไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังพยายามเร่งดำเนินการเพื่อให้ชาวออสเตรเลียได้รับวัคซีน

ผู้สร้าง Dogecoin ลั่นคริปโตเป็นเรื่องหลอกลวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658155

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

Jackson Palmer เผยสาเหตุที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับวงการคริปโตอีกต่อไป

Jackson Palmer ผู้สร้างเหรียญดิจิทัล Dogecoin ปรากฏตัวบน Twitter อีกครั้งหลังจากที่ตั้งค่าเป็นบัญชีส่วนตัวตั้งแต่ช่วงกลางปี 2019 และไม่ค่อยออกมาเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียเลยแม้กระทั่งตอนที่เหรียญ Dogecoin ของเขาแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นปีนี้

แต่การปรากฎตัวครั้งนี้ของเขาเพื่อออกมาพูดถึงแวดวงคริปโตและเตือนว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวง และเป็นระบบทุนนิยมที่คนรวยกำลังควบคุมทุกอย่างแม้กระทั่งสกุลเงินดิจิทัล

“ผมมักถูกถามว่าจะกลับสู่วงการคริปโตหรือไม่ คำตอบของผมคือ “ไม่” และเพื่อที่จะไม่ต้องออกมาพูดซ้ำอีกผมจะอธิบายตรงนี้ว่าทำไม”

Palmer กล่าวพร้อมอธิบายว่าหลังจากที่ได้ศึกษาคริปโตมาหลายปี เขาเชื่อว่ามันเป็นเทคโนโลยีทุนนิยมแบบฝ่ายขวาอย่างสุดโต่ง ซึ่งทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้นไปอีกเพราะสามารถหลบเลี่ยงภาษี และแทบจะไม่ถูกตรวจสอบ รวมถึงความขาดแคลนของอุปทานที่ผู้สร้างตั้งใจทำขึ้นมาเอง

แม้จะอ้างว่าเป็นการกระจายอำนาจ แต่อุตสาหกรรมคริปโตถูกควบคุมโดยกลุ่มคนรวยเพียงไม่กี่คน ท้ายที่สุดก็จะนำเอาสถาบันทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ตลอดจนมีการซื้อสื่อและอินฟลูเอนเซอร์เพื่อสร้างค่านิยม “รวยทางลัด” หลอกเอาเงินจากผู้คนที่ต้องการเงินหรือคนที่ไม่รู้อะไรเลย

มันเปรียบเสมือนการนำเอาส่วนที่เลวร้ายที่สุดของระบบทุนนิยมในปัจจุบัน (เช่น การทุจริต การฉ้อโกง ความไม่เท่าเทียม) และใช้ซอฟต์แวร์เพื่อจำกัดการแทรกแซง การตรวจสอบ ระเบียบข้อบังคับ และภาษี

แม้การแสวงหาประโยชน์ทางการเงินจะมีมาก่อนที่จะเกิดสกุลเงินดิจิทัล แต่สกุลเงินดิจิทัลเป็นอีกเครื่องมือที่เพิ่มช่องทางการแสวงหาผลประโยชน์ของพวกคนรวย และไม่มีการป้องกันอะไรเลยสำหรับคนทั่วไป

“ลืมรหัสผ่านบัญชี? นั่นเป็นความผิดของคุณ

ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง? นั่นเป็นความผิดของคุณ

มหาเศรษฐีควบคุมตลาด? พวกเขาเป็นอัจฉริยะ”

Palmer ยังกล่าวต่อว่าในทุกวันนี้การวิพากษ์วิจารณ์สกุลเงินดิจิทัลก็จะถูกโจมตีโดยผู้มีอำนาจและบรรดานักลงทุนรายย่อยที่โดนขายฝันว่าวันหนึ่งพวกเขาจะได้เป็นมหาเศรษฐี นั่นทำให้เขาไม่อยากจะออกมาพูดอะไรเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลอีกต่อไป เพราะมันไม่สอดคล้องกับความเชื่อของเขา

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

วัคซีน BioNTech สร้างภูมิคุ้มกันได้มากกว่า Sinovac 10 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658151

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 12:06 น.

วิจัยชี้วัคซีนชนิด mRNA สร้างภูมิคุ้มกันได้มากกว่าวัคซีนชนิดเชื้อตายอย่างเห็นได้ชัด

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ผลการวิจัยจากฮ่องกงพบว่า ปริมาณแอนติบอดีที่เกิดจากวัคซีนชนิด mRNA และวัคซีนชนิดเชื้อตายที่ช่วยป้องกัน Covid-19 มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน เป็นการค้นพบล่าสุดว่าอะไรที่ส่งผลต่อผลลัพธ์หลากหลายที่เกิดขึ้นหลังการระดมฉีดวัคซีนโดยใช้วัคซีนต่างชนิดกัน

งานวิจัยซึ่งตพิมพ์ในวารสาร Lancet เมื่อวันพฤหัสบดี (15 ก.ค.) พบว่า ระดับแอนติบอดีของบุคลากรสาธารณสุขในฮ่องกงที่ฉีดวัคซีนชนิด mRNA ของ BioNTech ครบทั้งสองโดสแล้วสูงกว่าถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับของบุคลกรทางการแพทย์ที่ฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตายของ Sinovac

งานวิจัยระบุว่า แม้ว่าในการตรวจวัดความสามารถในการสร้างภูมิตุ้มกันและประสิทธิภาพของวัคซีนของวัคซีนแต่ะชนิดจะไม่ได้รวมถึงแอนติบอดีที่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคในภาพรวมด้วย แต่ความแตกต่างของปริมาณภูมิคุ้มกันที่พบในการศึกษาครั้งนี้สามารถบ่งบอกได้ถึงความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดของประสิทธิภาพของวัคซีน

ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันความยอดเยี่ยมของวัคซีนในการปกป้องเชื้อโคโรนาไวรัสทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์กลายพันธุ์อย่างเต็มที่และครอบคลุม เมื่อเทียบกับวัคซีนชนิดเชื้อตาย

หลายประเทศตั้งแต่อิสราเอลไปจนถึงสหรัฐที่ใช้วัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer-BioNTech และ Moderna เป็นวัคซีนหลัก มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงชัดเจน ขณะที่ประเทศที่ใช้วัคซีนชนิดเชื้อตายจากจีนอย่าง Sinovac และ Sinopharm ตัวเลขยังลดลงไม่มาก

อย่างไรก็ดี วัคซีนทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการหนักและการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ

ประสิทธิภาพที่ลดลงของวัคซีนชนิดเชื้อตายส่งผลให้หลายประเทศ อาทิ ไทย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เสนอให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบทั้งสองโดสแล้วฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 เนื่องจากเชื้อสายพันธุ์กลายพันธุ์ทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

ลอสแอนเจลิสบังคับสวมแมสก์อีกครั้งหลังเดลตาเล่นงานหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658139

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

ลอสแอนเจลิสและอีกหลายเมืองในสหรัฐกลับมาบังคับสวมหน้ากากอนามัยอีกครั้งหลังผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นเพราะสายพันธุ์เดลตา

สำนักงานสาธารณสุขนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กำหนดใช้มาตรการบังคับสวมหน้ากากอนามัยภายในอาคารอีกครั้งแม้กระทั่งผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วก็ตาม หลังจากที่มีผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่าพันรายต่อวันต่อเนื่องกันมาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันพรุ่งนี้ (17 ก.ค.)

ดร.มุนตู เดวิส เจ้าหน้าที่สาธารณสุขลอสแอนเจลิสเสริมว่าประชาชนยังสามารถออกไปทำกิจกรรมหรือรับประทานอาหารข้างนอกได้ แต่อนุญาตให้ถอดหน้ากากอนามัยเฉพาะเวลารับประทานอาหารเท่านั้น

หลังจากที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของสหรัฐประกาศเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมาว่าประชาชนที่ได้รับวัคซีนครบแล้วไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยทั้งกลางแจ้งหรือในร่ม

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมาลอสแอนเจลิสรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่อยู่ที่ 1,537 รายซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในรอบ 4 เดือน ขณะที่ผู้ป่วยรายใหม่ทั่วรัฐแคลิฟอร์เนียอยู่ที่ 3,622 รายซึ่งเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่สามารถแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว

ส่งผลให้หลายเมืองในสหรัฐอเมริกายกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันโรค โดยนอกจากลอสแอนเจลิสแล้วยังมีนครแซคราเมนโตและเฟรสโนในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งประกาศในวันเดียวกันว่าประชาชนควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในอาคารรวมถึงผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว

เช่นเดียวกับรัฐเท็กซัสซึ่งเรียกร้องให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือมีความเสี่ยงสูงหลีกเลี่ยงการเดินทางหรือการพบปะกันในที่ร่ม รวมถึงการทานอาหารนอกบ้าน และกำชับให้สวมหน้ากากอนามัย

Photo by VALERIE MACON / AFP

อียูปลดไทยออกจากกลุ่มประเทศปลอดภัย ถูกจำกัดการเดินทางเข้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658140

วันที่ 16 ก.ค. 2564 เวลา 10:55 น.

ไทยถูกถอดจากบัญชีประเทศปลอดภัยที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าอียูได้โดยไม่มีข้อจำกัดหลังสถานการณ์ติดเชื้อไม่ดีขึ้น  

คณะมนตรียุโรป (European Council) ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ทั้ง 27 ประเทศออกแถลงการณ์เพิ่มชื่อยูเครนเข้าไปในบัญชีประเทศปลอดภัย (White List) ที่ชาติสมาชิกยกเลิกข้อจำกัดด้านการเดินทางเข้า EU ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากประเทศนั้นๆ ขณะที่ไทยและรวันดาถูกถอดออกจากบัญชีดังกล่าว

ขณะนี้มีประเทศและดินแดนที่อยู่ใน White List ทั้งหมด 26 แห่ง ได้แก่ ยูเครน แอลเบเนีย อาร์เมเนีย ออสเตรเลีย อาเซอร์ไบจาน บอสเนีย บรูไน แคนาดา อิสราเอล ญี่ปุ่น จอร์แดน โคโซโว เลบานอน มอนเตเนโกร นิวซีแลนด์ กาตาร์ มอลโดวา มาซิโดเนียเหนือ ซาอุดีอาระเบีย เซอร์เบีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน สหรัฐ รวมทั้งฮ่องกงและมาเก๊า

อย่างไรก็ดี ประเทศสมาชิกยังมีอิสระในการตัดสินใจว่าจะยกเลิกข้อจำกัดหรือไม่ หรืออาจกำหนดให้นักท่องเที่ยวจากประเทศใน White List มีผลตรวจ Covid-19 เป็นลบ หรือต้องกักตัวได้

ทั้งนี้ สหภาพยุโรปเริ่มปิดพรมแดนตั้งแต่เดือน มี.ค.ปีที่แล้ว โดยจะอนุญาตเฉพาะการเดินทางที่จำเป็นเท่านั้น แต่ก็มีการปรับเพิ่มหรือลดประเทศหรือดินแดนที่สามารถเดินทางเข้า EU ได้โดยไม่ต้องฉีดวัคซีนเรื่อยมา ส่วนผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วจากประเทศนอก EU สามารถเดินทางเข้าได้

บรรดาประเทศและดินแดนที่จะได้รับการพิจารณาให้อยู่ในลิสต์ดังกล่าวจะต้องมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่น้อยกว่า 75 รายต่อจำนวนประชากร 100,000 ราย ในช่วง 14 วันที่ผ่านมา ซึ่งลิสต์นี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายในของแต่ละประเทศ ความคืบหน้าในการฉีดวัคซีน และการตัดสินใจของ EU ว่าข้อมูลของแต่ละประเทศน่าเชื่อถือเพียงใด

จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ผู้ติดเชื้อรายใหม่ของยูเครนอยู่ที่ 18 รายต่อจำนวนประชากร 100,000 ราย ของไทยอยู่ที่ 97.3 ราย และรวันดาอยู่ที่ 90.9 ราย

สาเหตุที่ FBI เตือนภัยคุกคามร้ายแรงในตลาดคริปโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658108

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

FBI เตือนระวังภัยคุกคามในตลาด Bitcoin และคริปโตเพิ่มสูงขึ้น

Forbes ระบุว่าราคา Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ที่พุ่งสูงขึ้นในปีนี้ส่งผลให้ตลาดคริปโตมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีนักลงทุนรายใหม่ๆ หลั่งไหลเข้ามาในตลาดคริปโตและสร้างมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างกะทันหัน นั่นดึงดูดให้เกิดอาชญากรไซเบอร์จำนวนมากจนการหลอกลวงบนโซเชียลมีเดียกลายเป็นเรื่องธรรมดา

ขณะที่สำนักสอบสวนกลางของสหรัฐอเมริกา (FBI) ออกคำเตือนถึงบรรดานักลงทุนทั้งใน Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ เกี่ยวกับภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้นจากอาชญากรไซเบอร์

โดยระบุว่าอาชญากรไซเบอร์พุ่งเป้าไปที่นักลงทุน และแพลตฟอร์มการชำระเงินในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงินจำนวนมากแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ และเมื่อสินทรัพย์ดิจิทัลถูกโอนไปยังบัญชีของอาชญากร นั่นทำให้การใช้กฎหมายเพื่อกู้คืนสินทรัพย์ดังกล่าวอาจทำได้ยาก

การแจ้งเตือนของ FBI ซึ่งถูกรายงานครั้งแรกโดย Bleeping Computer ได้ออกมาเตือนผู้ใช้ให้ระวังการโจมตีโดยเทคนิคต่างๆ เช่น SIM swap ซึ่งมิจฉาชีพจะสามารถกู้รหัสเว็บเทรดคริปโตผ่านเบอร์โทรของเหยื่อ นับเป็นวิธีที่นิยมมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

FBI ยังได้แนะนำให้บริษัททางการเงินและสกุลเงินดิจิทัลตรวจสอบที่มาของอีเมลและจับตาดูบัญชีต่างๆ ขณะที่ผู้ซื้อควรเข้าถึงอุปกรณ์หรือบัญชีอย่างน้อย 2 บัญชีที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม

โดยก่อนหน้านี้ FBI ดำเนินการตรวจสอบอาชญากรรมทางไซเบอร์และปราบปรามแฮ็กเกอร์อย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนให้ความสำคัญ

ทั้งนี้ อาชญากรในตลาด Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นหลังจากที่ราคา Bitcoin พุ่งแตะ 65,000 เหรียญสหรัฐในเดือนเมษายนที่ผ่านมาซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 10,000 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว ก่อนที่จะร่วงลงมาอยู่ที่ประมาณ 32,000 เหรียญสหรัฐ

ขณะที่สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ อย่าง Ethereum และ Dogecoin ก็มีราคาสูงขึ้นเช่นกัน

Photo by JACK GUEZ / AFP

มาเลเซียประกาศไม่สั่ง Sinovac เพิ่มแล้ว หันพึ่ง Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658113

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 18:20 น.

กระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียเผยจะหยุดใช้วัคซีน Sinovac หากหมดล็อต และหันไปใช้ Pfizer แทน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าวันนี้ (15 ก.ค.) อัดดัม บาบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียแถลงว่าจะหยุดใช้วัคซีนต้านโควิด-19 ของ Sinovac เมื่อล็อตสุดท้ายหมดลง เนื่องจากมีวัคซีนชนิดอื่นๆ เพียงพอต่อสำหรับฉีดให้ประชากรในประเทศแล้ว โดยมาเลเซียจะใช้วัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer มากขึ้น

ทั้งนี้ มาเลเซียได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ของ Sinovac จำนวน 12 ล้านโดสซึ่งเพียงพอสำหรับประชากร 18.75%

Photo by Ted ALJIBE / AFP

Pfizer เผยเจรจาซื้อขายวัคซีนกับหน่วยงานรัฐบาลไทยเท่านั้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658111

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 17:55 น.

Pfizer เคลื่อนไหวกรณีเครือธนบุรีของไทยเจรจาซื้อขายวัคซีนกับ BioNTech

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า บริษัท Pfizer ของสหัฐซึ่งร่วมพัฒนาวัคซีน Pfizer-BioNTech ร่วมกับบริษัท BioNTech ของเยอรมนีเผยว่า Pfizer เจรจากับรัฐบาลไทยเท่านั้น หลังจากบริษัท ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป ของไทยเผยว่ากำลังเจรจาซื้อวัคซีนชนิด mRNA กับบริษัท BioNTech

“เรากำลังเจรจากับกรมควบคุมโรคและกระทรวงสาธารณสุขของไทยเท่านั้น” ตัวแทนของ Pfizer เผยกับ Reuters “ทั้ง Pfizer และบริษัทในเครือใดๆ ทั่วโลกไม่ได้อนุฐาตให้ผู้ใดนำเข้า ทำการตลาด และจัดจำหน่ายวัคซีนป้องกัน Covid-19 Pfizer-BioNTech”

ก่อนหน้านี้ BioNTech ยืนยันว่าไม่ได้เจรจากับ ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป ตามที่เป็นข่าว

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

BioNTech โต้ข่าวเจรจาซื้อขายวัคซีนกับเครือธนบุรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658098

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 16:20 น.

บริษัทยา BioNTech ของเยอรมนียืนยันไม่ได้เจรจาซื้อขายวัคซีนกับเครือธนบุรีของไทย

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า Reuters ได้อีเมล์ไปสอบถามบริษัท BioNTech ของเยอรมนี ซึ่งร่วมผลิตวัคซีนชนิด mRNA กับบริษัท Pfizer ของสหรัฐเกี่ยวกับกรณีการเจรจาซื้อขายวัคซีน 20 ล้านโดสกับบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ของไทย

ทาง BioNTech ตอบกลับว่า “เราไม่ได้อยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัท (ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป)” และยังยืนยันว่าไม่ได้เจรจากับหน่วยงานใดๆ ของไทย

ขณะที่ตัวแทนของบริษัท Pfizer เผยว่า บริษัทเจรจาเจรจากับกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคของไทยเท่านั้น

“ทั้ง Pfizer และบริษัทในเครือใดๆ ทั่วโลกไม่ได้อนุฐาตให้ผู้ใดนำเข้า ทำการตลาด และจัดจำหน่ายวัคซีนป้องกัน Covid-19 Pfizer-BioNTech” ตัวแทนของ Pfizer ระบุ

ส่วนนายแพทย์ บุญ วนาสิน ประธานกรรมการธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป เผยกับ Reuters ว่า จะมีการเซ็นสัญญากับ BioNTech ในวันนี้ (15 ก.ค.) และเมื่อถูกถามถึงการปฏิเสธจาก BioNTech นายแพทย์บุญตอบว่า “เราไม่ได้ทำโดยตรง”

ทั้งนี้ ข่าวการเจรจาซื้อขายวัคซีนจาก BioNTech ส่งผลให้หุ้นของธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป พุ่งขึ้น 13.45%

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

ฝรั่งเศสวุ่น! ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาปราบม็อบต้านวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658085

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

ชาวฝรั่งเศสประท้วงต่อต้านวัคซีนและกฎโควิดที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม

เจ้าหน้าที่ตำรวจในปารีสใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านการฉีดวัคซีนที่รวมตัวกันเดินขบวนไปทั่วเมือง เนื่องจากไม่พอใจการประกาศของทางการที่ให้ประชาชนฉีดวัคซีน และต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนเมื่อเข้าไปในสถานที่สาธารณะ หรือผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนต้องแสดงผลตรวจเชื้อเป็นลบ

นอกจากนี้โอลิวิเยร์ เวอราน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยังกล่าวว่านับตั้งแต่เดือนก.ย. เป็นต้นไปบุคลากรทางการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขคนใดที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนจะไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติงานและไม่ได้รับค่าจ้างด้วยส่งผลให้ชาวฝรั่งเศสแห่จองวัคซีนสูงเป็นประวัติการณ์

แม้ว่าประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง จะชี้ว่าการประกาศดังกล่าวไม่ใช่การบังคับเสียทีเดียวแต่ก็ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่พอใจ โดยเกิดการประท้วงขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าวานนี้ (14 ก.ค.) ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการจัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันชาติฝรั่งเศส

ในปารีสมีผู้ประท้วงกว่า 2 พันคน นอกจากนี้ยังมีประชาชนนัดรวมตัวชุมนุมประท้วงราว 53 แห่งทั่วประเทศทั้งในตูลูส บอร์กโดซ์ มงต์เปลลิเย่ร์ น็องต์ และอื่นๆ

รายงานระบุว่ากลุ่มผู้ประท้วงจำนวนมากไม่สวมหน้ากากอนามัยต่อต้านคำสั่งของสาธารณสุข นอกจากนี้ยังมีการขว้างปาสิ่งของและจุดประทัด ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมและใช้แก๊ส้ำตาเพื่อสลายการชุมนุม

Al Jazeera ระบุว่านับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ไม่มั่นใจในวัคซีนมากที่สุดในบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหมด

โดยในเดือนธ.ค. ปีที่แล้วการสำรวจที่จัดทำโดย Odoxa และหนังสือพิมพ์ Le Figaro ของฝรั่งเศสพบว่ามีชาวฝรั่งเศสเพียง 42% ที่ต้องการเข้ารับการฉีดวัคซีน

ขณะที่การสำรวจในเดือนเม.ย. ปีนี้ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 70% ในขณะที่อีก 14% ยังคงต่อต้านวัคซีนอย่างรุนแรง โดยขณะนี้มีประชาชนประมาณ 35.5 ล้านคนหรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของชาวฝรั่งเศสทั้งหมดได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสแล้ว