ลาวจ่อสร้างโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำระบบไฮบริดใหญ่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658079

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 15:13 น.

รัฐบาลลาวร่วมกับยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานจากฝรั่งเศสสร้างโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำระบบไฮบริดใหญ่สุดในโลก

รัฐบาลลาวและผู้ถือหุ้นโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเทิน 2 (Nam Theun 2) บรรลุข้อตกลงพัฒนาน้ำเทิน 2-โซลาร์ (Nam Theun 2-Solar) โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำแบบลูกผสมที่คาดว่าจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะสร้างขึ้นบนอ่างเก็บน้ำน้ำเทิน 2 ด้วยกำลังการผลิตติดตั้งสูงสุด 240 เมกะวัตต์

รัฐบาลลาวและอีดีเอฟ (EDF) ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของฝรั่งเศส ลงนามข้อตกลงการพัฒนาโครงการข้างต้นเมื่อวันจันทร์ (12 ก.ค.) ในนครหลวงเวียงจันทน์ของลาว เพื่อเริ่มดำเนินงานพัฒนาโครงการฯ ในแขวงคำม่วน ซึ่งอยู่ห่างจากเวียงจันทน์ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 250 กิโลเมตร

กลุ่มผู้พัฒนาโครงการฯ นำโดยอีดีเอฟ ร่วมกับรัฐวิสาหกิจถือหุ้นลาว (LHSE) และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ของไทย กำหนดเป้าหมายเริ่มการก่อสร้างในปี 2022 และจะเริ่มเปิดใช้งานในปี 2024

บริษัทพลังงานน้ำเทิน 2 (Nam Theun 2 Power Company) คาดการณ์ว่าน้ำเทิน 2-โซลาร์ จะเป็นโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำแบบลูกผสมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่ 3.2 ตารางกิโลเมตร ซึ่งน้อยกว่าร้อยละ 1 ของระดับความจุเต็มของพื้นที่อ่างเก็บน้ำ

ฌอง ฟิลลิปป์ บุยซง รองประธานอีดีเอฟประจำภูมิภาคเอเชีย เผยว่า “โครงการน้ำเทิน 2-โซลาร์ จะส่งมอบไฟฟ้าพลังงานสะอาด ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และแข่งขันได้ โดยไม่สร้างผลกระทบใหญ่ต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคม”

“แนวคิดการประหยัดน้ำข้างต้น ซึ่งเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์สู่ไฟฟ้าพลังน้ำที่มีเสถียรภาพ เป็นนวัตกรรมการผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนในรูปแบบที่น่าเชื่อถือมากขึ้น” บุยซงกล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: xinhuathai

เศรษฐกิจจีนยังโตได้ จีดีพีไตรมาส 2 โต 7.9% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658074

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 14:15 น.

เศรษฐกิจของจีนยังคงเติบโตได้แต่น้อยกว่าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้

สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) เผยว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดี ประจำไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ (เม.ย.-มิ.ย.) ของจีนขยายตัว 7.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ดี ตัวเลขจีดีพีล่าสุดนี้ลดลงมากกว่าครึ่งของจีดีพีของไตรมาสแรกที่เติบโดตแบบก้าวกระโดด 18.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และน้อยกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดย Reuters คาดการณ์ว่าจีดีพีใตรมาส 2 จะขยายตัว 8.1%

การขยายตัวที่ลดลงเป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตในช่วงที่ Covid-19 ระบาด

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตน้อยกว่าที่คาดไว้ แต่เศรษฐกิจของจีนยังอยู่ในเส้นทางของการฟื้นตัวซึ่งคาดว่าจะเกินเป้าอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 6%

สถิติในไตรมาสที่สองยังคงบ่งชี้ว่า วิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอก และสร้างความไม่แน่นอนเป็นลูกโซ่ได้อย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจของจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเติบโตติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 เป็นการตอกย้ำว่าจีนฟื้นตัวจาก Covid-19 อย่างมั่นคง

มาเลย์ทุบสถิติต่อเนื่อง ปิดศูนย์ฉีดวัคซีนหลังจนท. ติดโควิดนับร้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658062

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

ผู้ป่วยโควิด-19 ในมาเลเซียพุ่งทะลุหมื่นทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ต้องปิดศูนย์ฉีดวัคซีนแห่งหนึ่งหลังพบเจ้าหน้าที่ติดโควิดกว่า 200 คน

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. มาเลเซียเผยตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 รายวันอยู่ที่ 11,618 คนนับเป็นตัวเลขที่มากที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาด และเป็นวันที่ 2 ติดต่อกันที่มาเลเซียมีผู้ป่วยรายวันทะลุหลักหมื่นคน

อัตราการแพร่ระบาดที่สูงส่งผลให้มาเลเซียต้องล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นเดือนมิ.ย. โดยมีเพียงธุรกิจที่จำเป็นเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้ ถึงกระนั้นอัตราการติดเชื้อในประเทศยังคงสูง

ยิ่งไปกว่านั้นมาเลเซียยังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจำนวนมากล้นโรงพยาบาล รวมถึงมีผู้ป่วยอาการหนักเสียชีวิตอยู่ที่บ้าน

อัดดัม บาบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียเผยว่ามีการเพิ่มเตียงรองรับผู้ป่วยเกือบ 700 เตียงในโรงพยาบาลในเมืองหลวง รวมถึงรัฐสลังงอร์และรัฐเนกรีเซมบีลัน รวมเป็นกว่า 5,000 เตียง

นอกจากนี้ยังประกาศว่าจะมีการจ้างบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มอีก 1,200 คนและอาสาสมัครอีกประมาณ 5,000 คนเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าว

ตลอดจนมีการเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนจำนวนมากเพื่อเร่งฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน โดยขณะนี้ประมาณ 11% ของประชากรได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว ขณะที่ราว 25% ได้รับวัคซีนโดสแรก

ทว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ทางการมาเลเซียประกาศปิดศูนย์ฉีดวัคซีนแห่งหนึ่งในรัฐสลังงอร์ชั่วคราวเป็นเวลา 1 วันเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อหลังพบว่ามีเจ้าหน้าที่ 204 คนจากทั้งหมด 453 คนมีผลตรวจเชื้อเป็นบวก

นับเป็นครั้งแรกที่เกิดการปิดศูนย์ฉีดวัคซีนในมาเลเซียแต่ทางการยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างรวดเร็วและไม่ให้กระทบต่อโครงการฉีดวัคซีนโดยรวม

อย่างไรก็ตามสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่าเจ้าหน้าที่ที่ติดเชื้อทั้งหมดมีปริมาณไวรัสต่ำ และไม่มีอาการป่วยรุนแรง โดยอาจเป็นเพราะพวกเขาได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าได้รับวัคซีนชนิดใด

ทั้งนี้ มาเลเซียมีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 856,000 คน หายแล้วราว 753,000 คน ขณะที่ผู้เสียชีวิตอยู่ที่กว่า 6,000 คน

Photo by Mohd RASFAN / AFP

สื่อนอกมองไทยเสี่ยงเป็นเหมือนเซเชลส์หลังเปิดรับ นทท.ต่างชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658057

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 12:40 น.

ตัวเลขผู้ติดเชื้อของเซเชลส์กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังเปิดประตูรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

บทความของ Bloomberg ระบุว่า อีกไม่ถึง 100 วันก็จะถึงกำหนดที่ไทยจะเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่ตอนนี้สถานการณ์การะบาดในยังแย่ลงและการฉีดวัคซีนยังช้า

สถานการณ์ในตอนนี้ของไทยไม่ต่างจากประเทศอื่นที่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยว นั่นคือต้องรีบฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เสียหายยับเยินจากการแพร่ระบาดที่กินเวลากว่า 18 เดือนแล้ว ในขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสอาจแพร่กระจายจากการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

นี่เป็นเคสที่มัลดีฟส์และเซเชลส์กำลังเผชิญ เกาะสวรรค์ทั้งสองแห่งนี้พบตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เปิดประตูรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แม้ว่าจะฉีดวัคซีนครอบคลุมประชาชนราว 70% แล้วก็ตาม และหากไทยต้องการฉีดวัคซีนให้ประชาชนในระดับเดียวกับมัลดีฟส์และเซเชลส์เราต้องใช้เวลาเกือบปีหากยังฉีดในอัตราที่ใช้ในขณะนี้

ก่อน Covid-19 ระบาด เม็ดเงินจากภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนราว 20% ของจีดีพี เมื่ออุตสาหกรรมนี้ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดจึงส่งผลต่อคนงานมากกว่า 7 ล้านคน ไล่ตั้งแต่คนขายสตรีทฟู้ด คนขับแท็กซี่ พนักงานทำความสะอาดของโรงแรม ไปจนถึงไกด์

ด้วยเหตุนี้การเปิดประเทศจึงเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้ที่คุ้มค่า Bloomberg อ้างอิงคำพูดของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อเดือนที่แล้วที่เผยแผนเปิดประเทศว่า “เราไม่สามารถรอจนไวรัสนี้หมดไปจากโลก และเราก็ไม่สามารถรอ จนทุกคนได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสกันถ้วนหน้าก่อน แล้วจึงค่อยเปิดประเทศ”

ขณะที่ภาคเอกชนอย่าง บิลล์ บาร์เน็ตต์ กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริการ C9 Hotelworks เผยว่า “เราปิดประเทศไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอเชียที่มีประชากรเยอะ เหล่านี้เป็นเศรษฐกิจเพื่อการยังชีพและไม่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาวเช่นนี้ สุดท้ายแล้วคุณต้องทำให้คนมีข้าวกิน”

สำหรับแผนการเปิดประเทศของไทยในขั้นแรกนั้น นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้วสามารถเดินทางท่องเที่ยวในภูเก็ตโดยไม่ต้องกักตัว และจนถึงวันที่ 13 ก.ค. มีชาวต่างชาติเดินทางเข้าภูเก็ตแล้วกว่า 4,700 คน โดย 6 คนมีผลตรวจ Covid-19 เป็นบวก

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเทศที่เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแม้จะพบการระบาดระลอกใหม่ก็ตาม อาทิ ศรีลังกา ที่เพิ่งผ่อนคลายมาตรการเดินทางเข้าประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนเกือบ 5% ของจีดีพี

ศรีลังการับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัควีนแล้วเข้าประเทศโดยให้กักตัวเพียง 1 วันเพื่อตรวจหาการติดเชื้อ โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางระหว่างโรงแรมที่เปิดทราเวลบับเบิลและท่องเที่ยวในสถานที่ที่กำหนดไว้

ย้อนกลับมาที่ไทย ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า การกลับมาเปิดการท่องเที่ยวในขณะที่เชื้อสายพันธุ์เดลตากำลังระบาด บวกกับการตรวจหาผู้ติดเชื้อและการฉีดวัคซีนต่ำ อาจทำให้ความเสียหายทางเศรษฐกิจแย่ลงในระยะยาว

“ด้วยการระบาดที่ยืดเยื้อ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจะเลวร้ายที่สุดเท่าที่ผู้คนเคยประสบมา” รองศาสตราจารย์ ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผย “ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่จะไม่สามารถรับมือได้ เพราะทรัพยากรเหลือน้อยแล้ว”

จุดท่องเที่ยวอื่นๆ ที่เปิดพรมแดนก็เผชิญกับเคส Covid-19 เพิ่มจนต้องคุมเข้มการเดินทางเข้าประเทศ อาทิ หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ที่เริ่มรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว เพิ่งประกาศว่านักท่องเที่ยวทุกคนต้องตรวจ Covid-19 เมื่อเดินทางมาถึงและต้องกักตัวจนกว่าผลตรวจจะออกมาว่าเป็นลบ เพราะเจอผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

ส่วนกรีซที่เม็ดเงินจากภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วน 1 ใน 5 ของจีดีพีเช่นเดียวกับไทย ยกเลิกมาตรการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศเทศก่อนถึงฤดูกาลการเดินทางท่องเที่ยวช่วงซัมเมอร์ของยุโรป ซึ่งถูกนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี วิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งเรื่อง ที่กรีซยอมรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนของจีนและรัสเซียที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากสหภาพยุโรป

ต่อมากรีซบังคับใช้มาตรการต่างๆ เข้มงวดขึ้น รวมทั้งห้ามคนที่ไม่ฉีดวัคซีนเข้ายาร์ โรงภาพยนตร์ และสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตบนเกาะต่างๆ หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นตั้งแต่ชวงปลายเดือน มิ.ย. จากสายพันธุ์เดลตา

รองศาสตราจารย์ธีระเผยว่า สำหรับประเทศไทย การรีบร้อนกลับมาเปิดประเทศอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ “ในขณะที่การระบาดยังคงดำเนินต่อไปและงบประมาณและทรัพยากรถูกใช้จนหมด ไทยอาจต้องผ่อนปรนทุกมาตรการและผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้น นั่นเป็นสถานการณ์ที่แย่ที่สุด”

โควิดโตเกียวทำนิวไฮ หวั่นเชื้อกลายพันธุ์โอลิมปิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658052

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 11:20 น.

ยอดผู้ป่วยโควิด-19 ในโตเกียวพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องขณะที่เหลือเวลาเพียงไม่กี่วันก่อน “โตเกียวเกมส์” จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานว่าเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมาผู้ป่วยโควิด-19 ในโตเกียวอยู่ที่ 1,149 รายซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือนที่มีผู้ป่วยมากกว่า 1,000 ราย และยังเป็นตัวเลขที่มากที่สุดขับตั้งแต่เดือนม.ค. ขณะที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก “โตเกียวเกมส์” จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า

ยอดผู้ป่วยในโตเกียวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยสัปดาห์นี้มีผู้ป่วยเฉลี่ย 823.3 รายต่อสัปดาห์ซึ่งเพิ่มขึ้น 30.3% จากสัปดาห์ก่อน

นอกจากนี้ยังพบการแพร่ระบาดคลัสเตอร์ใหม่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในโตเกียวซึ่งเป็นที่พักของนักกีฬาโอลิมปิกและเจ้าหน้าที่จากบราซิล โดยผู้ติดเชื้อเป็นพนักงานโรงแรมจำนวน 7 ราย รวมถึงมีรายงานว่าทีมนักกีฬารักบี้จากรัสเซีย 7 รายต้องกักตัวหลังพบว่าเจ้าหน้าที่บวดประจำทีมติดเชื้อ

ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งนี้จะเป็น “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” เนื่องจากนักกีฬาและตัวแทนกว่า 15,000 รายจากกว่า 200 ประเทศทั่วโลกจะมารวมตัวกันที่ญี่ปุ่นเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดหาห์ในขณะที่่ปุ่นอยู่ในการประกาศภาวะฉุกเฉินสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดร. นาโอโตะ อุเอยามะ หัวหน้าสหภาพแพทย์ญี่ปุ่น (Japan Doctors Union) กล่าวว่าคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) และรัฐบาลญี่ปุ่นประเมินความเสี่ยงครั้งนี้ต่ำเกินไป พร้อมชี้ให้เห็นว่านับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่เคยมีการรวมตัวของผู้คนจากทั่วโลกมาอยู่ในทีเดียวกันเช่นนี้มาก่อน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อันตรายและไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

พร้อมเสริมว่าประเด็นสำคัญที่น่ากังวลคือหากเกิดไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่จากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

จากการสำรวจทางโทรศัพท์ที่ดำเนินการโดย Asahi Shimbuna ในญี่ปุุ่นเมื่อกลางเดือนพ.ค. พบว่า 43% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าควรยกเลิกการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งนี้ และ 40% มองว่าโอลิมปิดควรเลื่อนออกไปอีกครั้ง

ถึงกระนั้น โธมัส บาค ประธาน IOC ระบุว่าการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้จะเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ชาวญี่ปุ่นสามารถเอาชนะความท้าทายได้

ขณะที่นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูกะ ยืนยันว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกจะยังคงดำเนินต่อไป พร้อมกำชับให้ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ ยอดผู้ติดเชื้อรายวันทั่วประเทศทะลุ 3,000 รายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. ส่งผลให้มีผู้ป่วยสะสมรวมทั่วประเทศอยู่ที่กว่า 825,000 รายและผู้เสียชีวิตรวม 15,000 ราย

Photo by Philip FONG / AFP

เตือนเคสโควิดอินโดฯ อาจพุ่งอีก ผู้เชี่ยวชาญคาดอาจถึงแสน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658045

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 10:25 น.

ตัวเลขผู้ติดเชื้อของอินโดนีเซียยังเพิ่มขึ้นได้อีก ผู้เชี่ยวชาญคาดอาจแตะหลักแสนคน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ลูฮัท ปันด์ไจตัน รัฐมนตรีอาวุโสของอินโดนีเซียที่รับผิดชอบในการรับมือ Covid-19 บนเกาะชวาและบาหลีเตือนว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อของอินโดนีเซียจะเพิ่มขึ้นอีก แต่ทางการหวังว่าจะไม่เกิน 60,000 คน 

ลูฮัทยังเผยระหว่างการประชุมทางวิดีโออีกว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงเมื่อต้องสู้กับสายพันธุ์เดลตาซึ่งพบในผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่บนเกาะชวา แต่ยังเรียกร้องให้ประชาชนฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันอาการหนักและการเสียชีวิต

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขคาดว่าตัวเลขจะพุ่งไปแตะ 100,000 คนต่อวัน

เมื่อวันพุธ (14 ก.ค.) อินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 54,000 รายซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าจากช้วงต้นเดือน มิ.ย. แม้ว่าจะใช้มาตรการสกัดการแพร่ระบาดแล้วก็ตาม

Photo by Juni Kriswanto / AFP

เมื่อคนสิงคโปร์แก้ต่างให้ไทย แต่คนไทยขอขับเคลื่อนด้วยการด่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658025

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 20:31 น.

ขณะที่คนไทยจำนวนหนึ่งเชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนด้วยการด่าทำให้สังคมไทยดีขึ้น แต่มันเป็นแบบนั้นจริงหรือ?

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม สำนักข่าว The Straits Times ของสิงคโปร์รายงานข่าวว่า “บุคลากรแพทย์ไทยหลายร้อยคนติดเชื้อทั้งๆ ที่ฉีดวัคซีน ชิโนวัค โควิด-19” พร้อมกับโปรยหัวข่าวในเฟซบุ๊คของสำนักข่าวว่า “บุคลากรทางการแพทย์ของไทยที่ได้รับ Sinovac จำนวน 2 โดส ติดเชื้อจำนวน 618 จาก 677,348 คน”

ข่าวเดียวกันนี้ปรากฎขึ้นที่ไทยก่อน แน่นอนว่าในโลกโซเชียลของไทยนั้นด่าแบบเสียผู้เสียคนทั้งวัคซีนจีนและคนนำเข้าวัคซีนเข้ามา (รัฐบาล) รวมถึงคนที่เสนอข้อมูลเรื่องวัคซีนจีนคือ “หมอยง” ศ. นพ. ยง ภู่วรวรรณ ยังถูกคนมือบอนแก้ไขข้อมูลประวัติในวิกิพีเดียของคุณหมอว่าเป็น “เซลแมนของซิโนแวค”

ขณะที่ไทยหัวหมุนกับเกมการเมืองเรื่องวัคซีน และพยายาม “ขับเคลื่อนประเทศด้วยการด่า” อย่างที่อินฟลูเอนเซอร์บางคนคุยโว ในช่องความเห็นของ The Straits Times นั้นไปคนละทางกับไทย เช่น

Jonathan Tan บอกว่า “600 เคสจาก 677,000 น้อยกว่า 0.1% นี่ก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? แต่พาดหัวข่าวทำให้ดูแย่ รายงานควรมีความเป็นมืออาชีพมากกว่านี้ไม่ใช่หรือ?”

Mohd Faliq Putrans บอกว่า “ที่มาเลเซีย บุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อทั้งๆ ที่ฉีด Pfizer ไปแล้ว 2 โดส กรุณารายงานอย่างเป็นธรรม ผมไม่ใช่พวกโปรจีน แต่น่ารำคาญกับรายงานที่ไม่เป็นธรรมเหล่านั้น”

Richard Ker (ซึ่งมีคนกดไลค์มากที่สุด) บอกว่า “รายงานมีอคติ >68% ของคนอังกฤษได้รับวัคซีน AZ แต่ปัจจุบันมีผู้ป่วยมากกว่า 30,000 ราย? มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่?” ซึ่งเขาอาจจะหมายความรายงานนี้เอนเอียงไปทางโจมตี Sinovac ขณะที่วัคซีนตัวอื่นมีข้อกังขาเรื่องประสิทธิภาพเหมือนกัน

ในเทรดคอมเมนต์ของ Richard Ker มีผู้แสดงความเห็นมากมาย (500 คอมเมนต์) หนึ่งในนั้นถามว่า “ช่วยอธิบายหน่อยรายงาข่าวนี้อคติอย่างไร?” ซึ่ง Tan Kia Sin อธิบายเหมือนความเห็นแรกว่า “จากตัวเลขที่กำหนดโดย Reuters/ST เปอร์เซ็นต์ของ 618 เทียบกับ 677, 348 นั้นน้อยมาก ผมคิดว่าเปอร์เซ็นต์ของบุคลากรแถวหน้าในสิงคโปร์ที่ติดเชื้อหลังจากได้รับวัคซีนครบโดสอาจสูงกว่าในประเทศไทย ในสิงคโปร์ในคลัสเตอร์เดียว 50% ของผู้สูงอายุที่ติดเชื้อได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้ว”

ความเห็นเรื่องนี้บอกกับเราว่าคนสิงคโปร์ 1. คิดว่าสถานการณ์ไทยดีกว่า 2. พูดคุยอย่างเป็นสุภาพชนและมีเหตุผล 3. รู้จักวิเคราะห์ข้อมูลและ “อ่านเนื้อข่าวโดยไม่อ่านแค่พาดหัว”

เรามักบอกว่าสิงคโปร์แซงหน้าไทย แต่มีสักกี่คนที่สังเกตว่าสิงคโปร์ไม่ได้แซงแค่วัตถุ แต่คุณภาพของประชาชนยังแซงหน้าด้วย และกรณีข่าวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเดียว หากลองอ่านความเห็นใน The Straits Times ทุกๆ ข่าวเราจะเห็นคุณภาพของประชาชนสิงคโปร์ได้ดี

เป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งในโลกโซเชียลในไทย ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่มีแต่มีน้อยจนน่าเศร้าใจที่จะคุยกันด้วยเหตุและผลอย่างคนสุภาพ

สิ่งที่คนสิงคโปร์มีคือ Digital Civility หรือความมีอารยะทางอินเทอร์เน็ต

ไม่ใช่ว่าเรามีสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เร็วที่สุดแห่งหนึ่งขอโลก (ซึ่งไทยเป็นแบบนั้นจริงๆ) แล้วจะถือว่ามีอารยะ มันไม่ใช่แบบนั้น ความมีอารยะในโลกดิจิทัลเขาวัดกันที่พฤติกรรมที่ดีต่อกันในโลกโซเชียล อัตราการใช้วาจาประทุษร้ายต่อกัน และหลงเชื่อข่าวปลอมมากแค่ไหน

จากดัชนีความมีอารยะหรือความสุภาพทางอินเทอร์เน็ต (Digital Civility Index) ของบริษัท Microsoft ประจำปี 2020 พบว่าประเทศที่มีอารยะสูงสุดในโลกออนไลน์คือเนเธอร์แลนด์ ส่วนในเอเชียอันดับที่ 1 คือสิงคโปร์ ขณะที่ไทยอยู่กลุ่มท้ายตารางอันดับบ๊วยคือเวียดนาม ไล่ขึ้นมาอินโดนีเซีย และไทย

ที่ทำให้รู้สึกว่าคนสิงคโปร์มองเห็นอนาคตในวิกฤตก็คือ จากการสำรวจพบว่า 19% ของผู้ตอบแบบสอบถามในสิงคโปร์กล่าวว่าความมีอารยะทางออนไลน์ดีกว่าในช่วงการระบาดใหญ่ โดยเป็นผลมาจากความรู้สึกของชุมชนและผู้คนที่รวมตัวกันเพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งนี้มากขึ้น

ในขณะที่ 31% ระบุว่าความสุภาพทางออนไลน์แย่กว่าเนื่องจากมีการแพร่กระจายของข่าวเท็จและข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดมากขึ้น และผู้คนใช้โลกออนไลน์แสดงความผิดหวังต่างๆ นานา

ดังนั้นสิงคโปร์ก็เหมือนไทยคือเจอข่าวปลอมเล่นงานหนักและผู้คนก็สิ้นหวังจนต้องมาระบายทางเน็ต แต่ถึงแม้จะเจอปัญหาเดียวกันแต่คุณสมบัติด้านความเป็นสุภาพชนของคนสิงคโปร์ดีกว่า

เช่น ข่าวที่ The Straits Times รายงานเรื่องยอดผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในไทยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ซึ่งข่าวนี้ไล่หลังข่าวที่ไทยเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ซึ่งคนสิงคโปร์สนใจกันมากเพราะอยากมาเที่ยวไทยกันเต็มแก่แล้ว ปรากฏความเห็นที่มีคนสนใจมากที่สุดบอกว่า Steven Rostron “พาดหัวข่าวที่แย่และไม่ถูกต้อง เคสที่เพิ่มขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับการเปิดภูเก็ตเลย”

เราจะเห็นว่าตั้งแต่ข่าวบุคลากรแพทย์ในไทยที่ฉีด Sinovac ติดเชื้อแล้วจนถึงข่าวข้างต้น ผู้อ่านสื่อสิงคโปร์มักแย้งการรายงานของสื่อ ซึ่งไม่ได้รายงานข่าวเท็จ แต่พาดหัวหวือหวาจนเกือบจะทำให้คนเข้าใจผิด ความะเอียดละออนี้ทำให้คนสิงคโปร์มีภูมิคุ้มกันสูงต่อข่าวปลอม ซึ่งหมายความว่ามีอารยะสูงในโลกออนไลนืด้วย

นอกจากนี้ยังมีกรณีตัวอย่างเรื่อง “การตำหนิรัฐบาล” ขอยกตัวอย่างคอมเมนต์ “ตำหนิ” ใน The Straits Times ข่าวที่นายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงแถลงต่อประชาชนถึงแนวทางรับมือโควิด-19 เมื่อเดือนพฤษภาคม ชาวสิงคโปร์ใช้เฟซบุ๊คของสำนักข่าวนี้ตำหนิและเยาะเย้ยผู้นำ

Eric Wong บอกว่า “นี่เป็นเพียงจุดสีแดงเล็กๆ โปรดจัดการกับการระบาดใหญ่นี้ด้วยวิธีการที่ชาญฉลาดมากกว่ารัฐมนตรีที่ได้รับค่าตอบแทนสูงๆ ทั้งหมดของคุณ โปรดอย่าอ่านสคริปต์เดิมๆ ของคุณ เรามิฉะนั้นเราทุกคนจะรีบแห่ไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ต” – คำตำหนินี้มีคนกดไลค์มากที่สุด ซึ่งเป็นความเห็นตำหนิที่เบามากเมื่อเทียบกับที่ผู้นำไทยเจอ

วันที่ 14 กรกฎาคม คราวนี้เป็นทีของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อมีหญิงจากเวียดนามถือใบอนุญาติเข้าเมืองระยะสั้นอาจเป็นเหตุให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่ในสิงคโปร์ ข่าวนี้ทำให้คนสิงคโปร์เดือดดาลมาก แต่ในความเดือดดาลนั้นยังอาการก็ยังไม่หลุดเหมือนชาวเน็ตไทย เช่น ความเห็นท็อปเมนต์นี้

Joy Lee “Can MOH pls disclose the list of public places visited by the infected Vietnamese lady? This sounds like a super spreading event.”

ผู้เขียนไม่ขอแปลข้อความนี้เพื่อจะให้เห็นรูปแบบของข้อความที่สุภาพและมีเหตุผล ไม่มีการใส่อารมณ์ แม้จะเรียบราบและไม่ได้เดือดดาลอย่างบ้าคลั่งก็ยังมีคนกดไลค์มากที่สุด

อีกท็อปเมนต์หนึ่งของอีกข่าวที่รายงานเรื่องเดียวกันแสดงอาการเล็กน้อย Vik Vicknesh บอกว่า “This is a joke. What is a short term pass holder doing here? Isn’t travel suppose to be only for extreme essential if not citizens?”

คอมเมนต์นี้ถือว่าเจ็บที่สุดแล้ว ในไทยนั้นใครแสดงความเห็นแบบนี้จะไม่ใช่ท็อปเมนต์แต่จะเป็น “ท้ายเมนต์”

อย่างไรก็ตาม ที่ยกตัวอย่างการเจรจาระหว่างประชาชนกับรัฐบาลสิงคโปร์ ไม่ได้ผู้เขียนหมายความว่าจะให้ไปพูดนะจ๊ะนะจ๋ากับพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชาหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะกับเรื่องการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพที่สมควรถูกวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนให้ตระหนักถึงความผิดพลาดนั้น

ย้ำว่า “วิจารณ์” ไม่ใช่ด่า เพราะด่าแล้วนายกฯ ไม่ได้ยิน ถึงได้ยินก็คงไม่แคร์ อย่าว่าแต่คนระดับหัวของประเทศ คนเดินดินเท่าๆ กันด่ากันเองยังไม่ยอมฟัง นี่คือสัจธรรมของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน

เพียงแต่จะบอกว่านี่คือระดับคุณภาพความสุภาพของสิงคโปร์ที่สมกับอันดับที่หนึ่งในเอเชีย ส่วนในไทยนั้นถึงกับมีเคมเปญของคนบางกลุ่มที่บอกว่า “ประเทศขับเคลื่อนด้วยการด่า”

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมไทยถึงติดอันดับที่ 3 จากบ๊วย

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

อินโดนีเซียเดินตามรอยไทยเล็งขายวัคซีน Sinopharm #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658020

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 19:30 น.

รัฐวิสาหกิจอินโดนีเซียเล็งขายวัคซีน Sinopharm ให้ประชาชน 2 เข็มเกือบ 2,000 บาท

บริษัทเภสัชกรรม Kimia Farma ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของอินโดนีเซีย ประกาศเลื่อนแผนการจำหน่ายวัคซีน Sinopharm โดยตรงสู่สาธารณชน หลังจากถูกผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขวิจารณ์ว่าการจำหน่ายวัคซีนอาจทำให้กลุ่มเปราะบางถูกละเลย และประชาชนควรได้ฉีดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

โนเวีย วาเลนตินา ตัวแทนจากบริษัท Kimia Farma Apotek ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Kimia Farma เผยว่า “ขณะนี้เราต้องเลื่อนออกไปก่อนหลังจากได้รับความสนใจจำนวนมาก” โดยหลังจากนี้บริษัทจะพยายามอธิบายให้สาธารณชนเข้าใจ

ก่อนหน้านี้ Kimia Farma มีแผนจำหน่ายวัคซีน Sinopharm ในวันจันทร์ (12 ก.ค.) ในราคา 879,140 รูเปียห์ หรือ 1,981 บาทต่อสองโดส โดยในขั้นแรกจะจำหน่ายให้กับคลินิก 8 แห่งในหลายเมือง รวมทั้งกรุงจาการ์ตา บันดุง สุราบายา และบาหลี คลินิกละ 5,000 โดส

ทางบริษัทระบุว่าการจำหน่ายวัคซีนจะช่วยเร่งความเร็วในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

ทว่าต้องเผชิญกับคำถามว่าเหตุใดจึงจำหน่ายวัคซีน และทำไมจึงมีบริษัทที่ทำกำไรกับวัคซีน รวมทั้งเสียงคัดค้านจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขว่า ความสำคัญเร่งด่วนคือการระดมฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเปราะบางโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อเลี่ยงปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน

“ภายหลังหากวัคซีนมีเพียงพอแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยเสนอวัคซีนทางเลือกแบบจ่ายเงิน แต่ไม่ใช้ตอนนี้” เดียห์ ซามินาร์ซีห์ ที่ปรึกษาอาวุโสของผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าว

ทั้งนี้ Reuters ระบุว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศหนึ่งจำหน่ายวัคซีน Sinopharm ผ่านโครงการที่เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนจัดซื้อวัคซีนสำหรับพนักงานของตัวเองไปก่อนหน้านี้แล้ว

REUTERS/Tingshu Wang/File Photo

พิษโควิดทำอินโดหมดหวังเป็นประเทศพัฒนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658015

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

ไทยดูไว้ อินโดนีเซียถูกลดสถานะประเทศรายได้ปานกลางหลังเศรษฐกิจพังเพราะโควิด-19

บลูมเบิร์กรายงานว่าอินโดนีเซียสูญเสียสถานะการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle-Income) เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขณะนี้ ส่งผลให้ความยากจนและการว่างงานเพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้ธนาคารโลกจึงปรับลดสถานะอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ (Lower Middle-Income) เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ด้วยรายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ 3,870 เหรียญสหรัฐ

รวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหดตัว 2.1% ในปีที่แล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจต้องเผชิญกับภาวะถดถอยครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤตการเงินในเอเชียเมื่อ 20 กว่าปีก่อน

Febrio Kacaribu หัวหน้าสำนักงานนโยบายการคลังของกระทรวงการคลังอินโดนีเซียกล่าวว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2020 เกือบทุกประเทศติดลบ ดังนั้นการลดลงของรายได้ต่อหัวของอินโดนีเซียจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากเร่งฉีดวัคซีนได้ในอัตราที่สูงอินโดนีเซียอาจสามารถไต่ขึ้นสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงได้ภายในสิ้นปีนี้

กับดักรายได้ปานกลาง

ในปีที่แล้วอินโดนีเซียเข้าสู่สถานะประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงด้วยรายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ 4,050 เหรียญสหรัฐ

ก่อนที่จะเผชิญกับโรคระบาด ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ของอินโดนีเซียตั้งเป้าว่าจะทำให้ประเทศหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางโดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและดึดดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

แต่เมื่อมีการเข้ามาของโควิด-19 ธุรกิจหลายแห่งต้องปิดตัวลง นำไปสู่การลดค่าจ้างและการตกงาน โดยมีผู้ว่างงานเนื่องจากโควิด-19 ถึง 1.6 ล้านคน ส่งผลให้จำนวนคนว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 8.75 ล้านคน ณ เดือนกุมภาพันธ์

ชาวอินโดนีเซียถึง 2.75 ล้านคนอยู่ใต้เส้นความยากจนเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ความพยายามของประเทศในการรักษาอัตราความยากจนด้วยหัวเลขหลักเดียวในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาถูกทำลายลง เนื่องจากอัตราดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 10.19% จาก 9.22% ในปีก่อนหน้า

“การระบาดใหญ่ยังสร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจ ดังนั้น ในตอนนี้รัฐบาลจะดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อควบคุมการระบาดของโรคต่อไป เพื่อให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสามารถดำเนินต่อไปได้” Kacaribu กล่าว

ทั้งนี้ ธนาคารโลกกำหนดเกณฑ์สำหรับปี 2021 ถึง 2022 ดังนี้

  • ประเทศรายได้สูงต้องมีรายได้ประชาชาติต่อหัวมากกว่า 12,695 เหรียญสหรัฐ
  • ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงต้องมีรายได้ประชาชาติต่อหัวระหว่าง 4,096 ถึง 12,695 เหรียญสหรัฐ
  • ประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำต้องมีรายได้ประชาชาติต่อหัวระหว่าง 1,046 ถึง 4,095 เหรียญสหรัฐ
  • ประเทศรายได้ต่ำมีรายได้ประชาชาติต่อหัวต่ำกว่า 1,046 เหรียญสหรัฐ

แม้ว่าอินโดนีเซียจะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน แต่มีประชากรมากกว่า 200 ล้านคนหรือมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก ส่งผลให้รายได้ประชาชาติต่อหัวของอินโดนีเซียค่อนข้างต่ำ

อย่างไรก็ดีนอกจากรายได้ต่อหัวแล้ว การเป็นประเทศพัฒนาแล้วพิจารณาจากอีกหลายปัจจัยด้วยกันไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว รวมถึงดัชนีการพัฒนามนุษย์ซึ่งเป็นการรวมเอามาตรวัดในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ อายุขัย และการศึกษา

ทำไมไทยต้องระวัง

เนื่องจากเดิมทีไทยและอินโดนีเซียอยู่ในสถานะเดียวกันคือประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง แต่การเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของอินโดนีเซียนั้นแสดงให้เห็นว่ากระทบต่อรายได้และเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างยิ่ง

เช่นเดียวกับประเทศไทยซึ่งขณะนี้กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกที่มีความรุนแรงมากที่สุด ส่งผลให้มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก รวมถึงสังเกตได้ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อรายได้ประชาชาติต่อหัวของไทย โดยในปี 2019 รายได้ประชาชาติต่อหัวของไทยอยู่ที่ 7,260 เหรียญสหรัฐก่อนที่จะร่วงลงมาเป็น 7,050 เหรียญสหรัฐในปี 2020

นอกจากนี้การแบ่งเกณฑ์รายได้ประเทศของธนาคารโลกในปี 2021 ถึง 2022 นั้นมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งส่งผลให้เกณฑ์รายได้นั้นสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

เพื่อนบ้านเราอยู่ตรงไหนบ้าง

สำหรับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนนั้นพบว่าประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย และไทย, ประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย และประเทศรายได้สูง ได้แก่ สิงคโปร์

Photo by ADITYA AJI / AFP

อีกไม่เกิน 5 ปี เราอาจมีวัคซีนเข็มเดียวที่สู้เชื้อโคโรนาไวรัสได้หลายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658013

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 17:33 น.

นักวิทยาศาสตร์อาจคิดค้นวัคซีนตัวเดียวที่สามารถป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัสได้หลายสายพันธุ์สำเร็จภายใน 5 ปี

นิก แจ็กสัน จากกลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด หรือ CEPI ที่สนับสนุนการวิจัยวัคซีนเผยว่า นักวิทยาศาสตร์อาจคิดค้นวัคซีนตัวเดียวที่ผ่านการทดสอบเรียบร้อยแล้ว และสามารถป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัสได้หลายสายพันธุ์สำเร็จภายใน 3-5 ปี และเป็นไปได้ว่าจะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดครั้งต่อไป

ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กว่า 20 ทีมพยายามพัฒนาวัคซีนที่ครอบคลุมซึ่งสามารถป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัสหลายสายพันธุ์ในวัคซีนตัวเดียว

หากการวิจัยเหล่านี้ประสบความสำเร็จ เมื่อเชื้อโคโรนาไวรัสข้ามจากสัตว์มาติดสู่มนุษย์ซึ่งคาดว่าจะเป็นสาเหตุของการแพร่ระบาดในวงกว้างของเชื้อโคโรนาไวรัสในอนาคต เราจะนำวัคซีนออกมาใช้ได้ทันที

เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา CEPI ประกาศสนับสนุนเงินทุน 200 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับพัฒนาวัคซีนที่ปกป้องเชื้อไวรัสได้ครอบคลุมหลายชนิด

แจ็กสันเผยอีกว่า วัคซีนที่ป้องกันได้ครอบคลุมจะป้องกันเชื้อโคโรนาไวรัสส่วนใหญ่ที่เป็นที่รู้จักแล้ว และหากประสบความสำเร็จจริงๆ จะช่วยปกป้องเชื้อไวรัสที่เรายังไม่รู้จักที่ยังไม่อุบัติขึ้นได้ด้วย

CEPI ยังต้องการช่วยในการคิดค้นวัคซีนสำหรับโรคภัยแต่ละชนิดในอนาคตในทางทฤษฎี รวมทั้งสร้างห้องสมุดวัคซีนไว้ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญกระจายไปทั่วโลก “หากโรค X ระบาดในแอฟริกาใต้ เราก็มีวิธีแก้อยู่ในห้องสมุดที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที” แจ็กสันกล่าว

อย่างไรก็ดี แจ็กสันเตือนว่า การคิดค้นวัคซีนครอบจักรวาลสำหรับเชื้อโคโรนาไวรัสทุกสายพันธุ์เป็นเรื่องยากมาก และอาจเป็นไปไม่ได้ เพราะเชื้อโคโรนาไวรัสเป็นไวรัสวงศ์ใหญ่ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติสหรัฐ (NIAID) พบเชื้อโคโรนาไวรัสตัวใหม่นับร้อยตัว

ทั้งนี้ CEPI ลงทุน 33 ล้านเหรียญสหรัฐในบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ VBI Vaccines ของสหรัฐ และ 170 ล้านเหรียญสหรัฐในบริษัท SKI ของเกาหลีใต้ซึ่งพัฒนาวัคซีนป้องกัน Covid-19 สายพันธุ์กลายพันธุ์ได้หลายสายพันธุ์ในเข็มเดียว