เจาะสาเหตุทำไมอินโดนีเซียถึงติดโควิดแซงหน้าอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657997

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

อินโดนีเซียจัดการ Covid-19 ล้มเหลวจนติดเชื้อแซงหน้าอินเดีย กลายเป็นศูนย์กลางการระบาดในอาเซียน

ดูเหมือนว่าอินโดนีเซียจะออกมาจากสถานการณ์เลวร้ายของ Covid-19 ได้เป็นช่วงสั้นๆ ในเดือน พ.ค. โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันลดลงเกินครึ่งเมื่อเทียบกับช่วงที่ระบาดพีคๆ เมื่อเดือน ก.พ.

ทว่าหลังจากนั้น 2 เดือนตัวเลขผู้ติดเชื้อของอินโดนีเซียกลับแซงหน้าอินเดียที่เคยเจอการระบาดหนักที่สุด และกลายเป็นศูนย์กลางการระบาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากต้องเผชิญกับสายพันธุ์เดลตา

ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันของอินโดนีเซียพุ่งเกิน 40,000 คน 2 วันติดต่อกัน รวมทั้งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 47,899 คนเมื่อวันอังคาร (13 ก.ค.) เพิ่มขึ้นจากวันละไม่ถึง 10,000 คนในช่วง 1 เดือนก่อนหน้า ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ของอินเดียลดลงต่ำกว่า 33,000 คนในวันเดียวกัน

เหตุใดเพื่อนบ้านของไทยจึงเอาไม่อยู่เมื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องรับมือกับสายพันธุ์เดลตา

Bloomberg บอกว่า การแพร่ระบาดในอินโดนีเซียเป็นการตอกย้ำถึงผลที่ตามมาจากการกระจายวัคซีนที่ไม่เท่าเทียมกันคือ ประเทศร่ำรวยพากันกักตุนวัคซีน ปล่อยให้ประเทศยากจนต้องเผชิญกับการระบาดของสายพันธุ์กลายพันธุ์อย่างเดลตา

เทดรอส อัดฮานอม กรีเบเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ถึงกับเรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น “มหันตภัยความล้มเหลวทางศีลธรรม”

จนถึงขณะนี้อินโดนีเซียฉีดวัคซีนครอบคลุมเพียง 10% ของประชากรทั้งหมด 270 ล้านคน และมีเพียง 5.7% เท่านั้นที่ได้รับครบโดสแล้ว เมื่อประชาชนมีภูมิคุ้มกันน้อยจึงไม่แปลกที่จะมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก

วัคซีนส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียยังมาถึงมือช้า โดยเกือบ 85% เพิ่งได้รับจากจีนเมื่อปลายเดือน มิ.ย. และยังมีความคลางแคลงใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนของ Sinovac โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันสายพันธุ์เดลตา หลังจากบุคลากรทางการแพทย์หลายคนที่ฉีด Sinovac ครบ 2 เข็มแล้วติด Covid-19 และบางรายเสียชีวิต

ถึงอย่างนั้นเจ้าหน้าที่รัฐบาลยังยืนยันว่าวัคซีนจีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการหนักและการเสียชีวิต

ปันดู ริโอโน นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซียถึงกับพูดถึงการระบาดระลอกล่าสุดของอินโดนีเซียว่า “นี่คือความอ่อนแอของระบบที่สะสมพอกพูนขึ้น คุณไม่สามารถโทษไวรัสอย่างเดียว จริงๆ แล้วนี่เป็นปัญหาของพฤติกรรมมนุษย์”

อันที่จริงการรับมือกับโรคระบาดของอินโดนีเซียเต็มไปด้วยปัญหามาตั้งแต่เริ่มแรก กว่าทางการจะยืนยันว่าพบผู้ติด Covid-19 2 รายก็ต้องรอจนถึงวันที่ 2 มี.ค.ปีที่แล้ว ทั้งที่มีตัวบ่งชี้ว่า Covid-19 เข้ามาในประเทศตั้งแต่เดือน ม.ค.

เตราวัน อากัส ปูตรันโด รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นยังโจมตีรายงานของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดที่บอกว่าอินโดนีเซียอาจมีผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้รายงาน และยืนยันว่าการสวดมนต์ช่วยให้อินโดนีเซียห่างไกล Covid-19 แต่แล้วก็พิสูจน์ได้ว่าการสวดมนต์ช่วยไม่ได้

การระบาดของสายพันธุ์เดลตาและการเดินทางในช่วงเทศกาลอีดิลฟิฏรียิ่งเผยให้เห็นความล้มเหลวที่มีมายาวนานของมาตรการจัดการกับการระบาดของ Covid-19

นักระบาดวิทยาพากันเตือนว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจะพุ่งขึ้นและเรียกร้องให้รัฐบาลจำกัดการเดินทางและการรวมตัวกันในช่วงเทศกาล ในขณะนั้นรัฐบาลกลับสั่งห้ามการเดินทางในช่วงสั้นๆ ส่งผลให้ประชาชนราว 1.5 ล้านคนกระจายตัวอยู่ที่สนามบินและสถานีรถไฟเพื่อเดินทางกลับไปรวมญาติที่บ้านเกิด

ยูดีนา เมลิสซา หัวหน้านักยุทธศาสตร์ของศูนย์ความคิดริเริ่มการพัฒนาเชิงกลยุทธ์อินโดนีเซีย วิจารณ์การจัดการของรัฐบาลอย่างดุเดือดว่า “รัฐบาลลงมือลดอัตราการแพร่เชื้อช้าเกินไป ไร้ความสามารถในการอ่านข้อมูล และละเลยตำเตือนของผู้เชี่ยวชาญ”

ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ลังเลในการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์เข้มงวดในช่วงที่มีการระบาดเนื่องจากกลัวว่าจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ ขณะที่กฎที่นำมาใช้ก็ไม่ได้บังคับใช้อย่างเข้มงวด และเมื่อเร็วๆ นี้ทางการยังส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศด้วยโครงการ “ทำงานจากบาหลี” เพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและโรงแรมในพื้นที่ โดยเพิ่งยกเลิกเมื่อสัปดาห์แล้วหลังล็อกดาวน์บาหลี

บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขวิพากษ์วิจารณ์ว่าข้อความที่รัฐบาลสื่อสารไปถึงประชาชนขัดแย้งกันเองจนสร้างความสับสน และยังล้มเหลวในการยกระดับระบบสาธารณสุขและการเฝ้าระวังในช่วงที่ยังสามารถจัดการการติดเชื้อได้

อินโดนีเซียยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการตรวจหาเชื้อที่ต่ำที่สุดในโลก และแม้ตัวเลขจะขยับขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาแต่ก็ยังห่างไกลจากเป้าของรัฐบาลและไม่ทันกับการระบาด เช่นเดียวกับการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกที่ต่ำไม่แพ้กัน

ขณะที่ ดิกกี บูดิแมน จากมหาวิทยาลัยกรฟฟิธของออสเตรเลียเผยว่า ทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ที่มีการระบาดหนักทำงานในความมืด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายพื้นที่บนเกาะชวาที่ไม่รู้ปัญหาเพราะมีข้อมูลไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางคนยังปกปิดความจริงว่าตัวเองติด Covid-19 ทำให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเสี่ยงติดเชื้อจากผู้ป่วยเหล่านี้ไปด้วย

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อของอินโดนีเซียพุ่งแซงหน้าอินเดียคือ การเคลื่อนที่ของประชาชน จากข้อมูลของ Google พบว่า ชาวอินโดนีเซียเดินทางมากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ระหว่างเดือน มี.ค.ถึงต้นเดือน ก.ค.ปีที่แล้วพบว่าการเคลื่อนที่ในร้านอาหารและศูนย์การค้าลดลงเฉลี่ย 28% แต่ช่วงเวลาเดียวกันของปีนี้ที่การระบาดหนักกว่า กิจกรรมเหล่านั้นลดลงเพียง 9.5% เท่านั้น

ขณะที่การล็อกดาวน์บนเกาะชวาและบาหลีซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 3-20 ก.ค.นี้ ไม่ได้ลดการเคลื่อนไหวของประชาชนมากเท่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้คือ ลดเพียง 6% เหลือ 16% นับตั้งแต่เริ่มล็อกดาวน์ ขณะที่รัฐบาลต้องการให้การเดินทางลดลง 20%

นอกเหนือจากนี้ Nikkei Asia รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลว่า ตอนแรกรัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนปฏิเสธการบังคับใช้มาตรการสกัด Covid-19 ที่เข้มงวดขึ้น แต่หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นรัฐบาลเหล่านี้มีความเข้าใจมากขึ้นจนยอมประกาศมาตรการ แต่นั่นก็อาจไม่ทันการณ์

ด้านเจ้าหน้าที่อีกรายหนึ่งเผยว่า รัฐบาลกลางต้องการรักษามาตรการสกัด Covid-19 ที่ไม่เข้มงวดไว้จนกว่าจะถึงปลายเดือน มิ.ย. เพื่อที่ตัวเลขจีดีพีของไตรมาสที่สองจะได้ไม่ติดลบ

อย่างไรก็ดี มีการประเมินว่าจุดพีคของอินโดนีเซียยังมาไม่ถึง ตรี ยูนิส มิโก วาฮโยโน นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซียมองว่า หากอัตราการตรวจพบว่าติดเชื้อจากการส่งตรวจยังอยู่ที่ 30% และรัฐบาลสามารถเพิ่มอัตราการตรวจหาผู้ติดเชื้อรายวันไปอยู่ที่ 400,000-500,000 คน ตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจพุ่งไปแตะ 100,000 คน

และคาดว่าตัวเลขนี้จะเกิดขึ้นหลังจากใช้มาตรการฉุกเฉินราว 1 สัปดาห์

สหรัฐจี้อาเซียนบีบเมียนมาหยุดความรุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657986

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเรียกร้องอาเซียนดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ

รอยเตอร์สรายงานว่า วันนี้ (14 ก.ค.) แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ร่วมประชุมทางไกลกับรัฐมนตรีต่างประเทศจาก 10 ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

โดยบลิงเคนระบุว่าสหรัฐมีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการรัฐประหารในเมียนมา พร้อมเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียนดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมตามฉันทามติ 5 ข้อเพื่อยุติความรุนแรงและฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยในเมียนมา

ทั้งนี้ ที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนวาระพิเศษเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมาได้เห็นชอบฉันทามติ 5 ข้อในการแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมืองในเมียนมา ประกอบด้วยยุติความรุนแรงในเมียนมา, ดำเนินการให้เกิดการเจรจาอย่างสันติ, แต่งตั้งทูตพิเศษอาเซียนเพื่อเป็นคนกลางในการเจรจา, อาเซียนจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และทูตจะเดินทางเยือนเมียนมาเพื่อเจรจากับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่าบลิงเคนยังได้เรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัวนักโทษทุกคนที่ถูกคุมขังด้วยความไม่เป็นธรรม และฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยในเมียนมา ตลอดจนเน้นย้ำในประเด็นการอ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ของจีนโดยระบุว่าสหรัฐยืนหยัดเคียงข้างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Photo by KEN CEDENO / POOL / AFP

จลาจลทั่วแอฟริกาใต้ต้านจำคุกอดีตผู้นำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657964

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 13:00 น.

ภาพเหตุจลาจลต้านจำคุกอดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ที่ยืดเยื้อนานเกือบสัปดาห์

หลังจากที่อดีตประธานาธิบดี จาคอบ ซูมา ของแอฟริกาใต้ถูกศาลตัดสินจำคุก 15 เดือนในข้อหาละเมิดอำนาจศาลเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้การประท้วงปะทุขึ้นในหลายพื้นที่ โดยกลุ่มประชาชนผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีซูมาออกมาก่อจลาจลต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบสัปดาห์แล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารแอฟริกาใต้พยายามเข้าระงับเหตุ

รายงานระบุว่ากลุ่มผู้ปะท้วงมีการใช้ความรุนแรง รื้อทำลายสิ่งของ และปล้นสะดม รวมถึงเกิดการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ที่เข้าระงับเหตุ โดยเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 72 ราย ขณะที่กว่าพันรายถูกจับกุม

ทั้งนี้ ซูมาถูกตัดสินจำคุกในข้อหาละเมิดอำนาจศาลอันเนื่องมาจากขัดขืนคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ส่งมอบหลักฐานในการไต่สวนคดีคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศระหว่างปี 2009 ถึง 2018

Photo by Emmanuel Croset / AFP
Photo by Phill Magakoe / AFP
Photo by RAJESH JANTILAL / AFP
Photo by Emmanuel Croset / AFP
Photo by MARCO LONGARI / AFP
Photo by Emmanuel Croset / AFP
Photo by LUCA SOLA / AFP
Photo by MARCO LONGARI / AFP
Photo by MARCO LONGARI / AFP

CDC สหรัฐชี้ฉีดเข็ม 3 เสี่ยงเจอผลข้างเคียงเพิ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657963

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 12:15 น.

ในขณะที่ผู้คนบางส่วนกำลังเตรียมจะฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อให้ได้รับการปกป้องเพิ่มขึ้น แต่ทางการสหรัฐยังไม่แนะนำ

เจย์ บัทเลอร์ รองผู้อำนวยการด้านโรคติดต่อของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวกรณีความปลอดภัยและความจำเป็นในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อเป็นเข็มกระตุ้น

โดยระบุว่า ทาง CDC กำลังศึกษาว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์เพิ่มขึ้นหรือไม่ หลังจากพบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 บางรายมีผลข้างเคียงรุนแรงขึ้น แม้ว่าจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ยากก็ตาม ซึ่งบ่งบอกว่าการฉีดเข็มที่ 3 อาจมาพร้อมความเสี่ยงที่มากขึ้น

บัทเลอร์เผยอีกว่า รัฐบาลสหรัฐยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้ชาวอเมริกันหรือไม่ แต่มองเห็นว่าอาจมีความจำเป็นที่จะต้องฉีดในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงติด Covid-19 สูง

ด้าน แอนดรูว์ ปาเวีย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากวิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยยูทาห์ในฐานะตัวแทนสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ (NIH) เผยว่า ทางสถาบันกำลังเดินหน้าศึกษาวิจัยเพื่อประเมินความจำเป็นของวัคซีนเข็มกระตุ้น รวมทั้งแนวทางการผสมวัคซีน ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการบริการจัดการวัคซีนจากหลายผู้ผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งทาง NIH หวังว่าน่าจะได้รับคำตอบทั้งหมดภายในเร็ววันนี้

ขณะที่ แอนโธนี ฟาวซี ที่ปรึกษาอาวุโสด้านสาธารณสุขของทำเนียบขาวเผยว่า ขณะนี้วัคซีนเข็มที่ 3 ยังไม่จำเป็น และกล่าวต่อว่า การพูดคุยเรื่องวัคซีนเข็มที่ 3 ของบริษัทผู้ผลิตยากับหน่วยงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องถือเป็นการเตรียมการที่เหมาะสมสำหรับกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้วัคซีนเข็มที่ 3

อย่างไรก็ดี ฟาวซีย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นต้องฉีดเข็มที่ 3 เนื่องจากขณะนี้สหรัฐยังฉีดวัคซีนให้ประชาชนยังไม่มากพอ

ฟาวซีกล่าวอีกว่า การหารือเกี่ยวกับวัคซีนเข็มที่ 3 ไม่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของวัคซีน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานว่าภูมิคุ้มกันลดลงหลังฉีดวัคซีนครบทั้งสองเข็มแล้ว และเอ่ยว่าคำถามสำคัญตอนนี้คือ วัคซีนจะปกป้องได้นานเท่าใดและปกป้องได้เพียงใด

เดลตามหาภัย อินโดแซงอินเดียเป็นศูนย์กลางระบาดใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657967

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 11:58 น.

พิษเดลตาทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นสมรภูมิการต่อสู้กับโควิด-19 แห่งใหม่ของเอเชียที่ดุเดือดอย่างมากในเวลานี้

อินโดนีเซียแซงหน้าตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายวันของอินเดีย นับเป็นจุดศูนย์กลางไวรัสแห่งใหม่ในเอเชีย เนื่องจากการแพร่กระจายของสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดได้สูงทำให้เกิดการติดเชื้ออย่างหนักหน่วง

อินโดนีเซียมีจำนวนผู้ป่วยรายวันทะลุ 40,000 รายเป็นเวลาสองวันติดต่อกัน รวมถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 47,899 ในวันอังคาร เพิ่มขึ้นจากที่เคยน้อยกว่า 10,000 รายในเดือนที่แล้ว

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าเจ้าหน้าที่กังวลว่าเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่สามารถแพร่เชื้อได้เร็วตอนนี้กำลังแพร่กระจายนอกเกาะหลักของประเทศคือเกาะชวา และอาจทำให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลหมดแรงและคลังออกซิเจนและยารักษาโรคไม่เพียงพอ

รายงานจาอีกแหล่งหนึ่งระบุว่า อะตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาลกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยมีอัตราการเข้ารักษาที่ 80% ในเมืองหลวงคือจาการ์ตา รวมถึงในภูมิภาคอื่นๆ อีก 6 แห่งในประเทศที่มีรายงานว่าปริมาณออกซิเจนเหลือน้อย

ตัวเลขปัจจุบันของอินโดนีเซียยังห่างไกลจากยอดผู้ติดเชื้อสูงสุด 400,000 รายต่อวันของอินเดียในเดือนพฤษภาคม อินเดียซึ่งมีประชากรประมาณห้าเท่าของในอินโดนีเซียที่270 ล้านคน แต่อินเดียมีผู้ติดเชื้อรายวันลดลงต่ำกว่า 33,000 คนในวันอังคารเนื่องจากการระบาดที่รุนแรงลดลง

อินโดนีเซียรายงานผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ย 907 รายต่อวันในช่วง 7 วันที่ผ่านมา เทียบกับเพียง 181 รายในเดือนที่แล้ว ขณะที่อินเดียรายงานผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 1,072 รายต่อวัน

อัตราการติดเชื้อของประเทศอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 27% ในขณะที่อัตราของอินเดียอยู่ที่ 2% แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากขาดโครงสร้างพื้นฐานในการตรวจเชื้อ

ทั้งนี้ มีรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจที่จะส่งเที่ยวบินพิเศษไปยังประเทศอินโดนีเซียเพื่ออพยพพลเมืองออกจากประเทศนี้

Photo by Agung Supriyanto / AFP

WHO เบรกวัคซีนเข็ม 3 เมื่อบางประเทศยังไม่ได้ฉีดเข็มแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657957

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 11:10 น.

องค์การอนามัยโลกชี้ประเทศร่ำรวยกำลังสั่งซื้อวัคซีนเข็มที่ 3 หลายล้านโดส ขณะที่ประชากรหลายร้อยล้านคนยังเข้าไม่ถึงวัคซีนเข็มแรก

เตโวโดรส อัดฮาโนม เกอเบรออีเยอซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนประเทศร่ำรวยไม่ควรสั่งวัคซีนบูสเตอร์หรือวัคซีนกระตุนภูมิคุ้มกันเข็มที่ 3 ในณะนี้ เนื่องจากหลายประเทศยังไม่ได้รับวัคซีนเพียงพอ

พร้อมเสริมว่ามีผู้คนเสียชีวิตจำนวนมากขึ้นอีกครั้งอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดอย่างรุนแรงและรวดเร็วไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ซึ่งหลายประเทศยังมีวัคซีนไม่เพียงพอต่อบุคลากรทางการแพทย์

“สายพันธุ์เดลตากำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่่การกระจายวัคซีนเป็นไปอย่างไม่เท่าเทียม บางประเทศและภูมิภาคกำลังสั่งวัคซีนบูสเตอร์หลายล้านโดส ขณะที่บางประเทศยังมีวัคซีนไม่พอต่อบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด” เตโวโดรสกล่าว

พร้อมกล่าวถึงผู้ผลิตวัคซีน Pfizer และ Moderna ว่าทั้งสองกำลังสนับสนุนการให้วัคซีนบูสเตอร์แก่ประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนในระดับสูงอยู่แล้ว พวกเขาควรจัดสรรวัคซีนผ่านโครงการ COVAX เพื่อแบ่งปันวัคซีนให้ประเทศที่มีรายได้ปานกลางและยากจนมากกว่า

โสมญา สวามินาธาน หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ของ WHO ชี้ว่าปัจจุบันหน่วยงานด้านสุขภาพทั่วโลกยังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าวัคซีนบูสเตอร์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว และการดำเนินการฉีดวัคซีนบูสเตอร์ต้องอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ผลิตวัคซีน

ด้านไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการงานด้านสาธารณสุขฉุกเฉินของ WHO ระบุว่าตอนนี้มีผู้คนหลายร้อยล้านคนยังไม่ได้รับวัคซีนแม้แต่โดสเดียว มันสร้างความโกรธและความละอายหากบางประเทศกว้านซื้อวัคซีนอันมีค่าเหล่านั้นไปเป็นวัคซีนบูสเตอร์ในช่วงเวลาที่ยังมีผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตเพราะพวกเขาไม่มีวัคซีน

Photo by JAVIER TORRES / AFP

เวียดนามเล็งฉีดวัคซีนผสม AstraZeneca กับ Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657954

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 10:31 น.

เวียดนามเตรียมฉีดวัคซีนผสมระหว่าง AstraZeneca กับ Pfizer เป็นทางเลือกให้ประชาชน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการเวียดนามเตรียมเสนอวัคซีนของ Pfizer-BioNTech เป็นวัคซีนเข็มที่ 2 เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับประชาชนที่ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เป็นเข็มแรก

“วัคซีนของ Pfizer จะถูกสงวนไว้สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เป็นเข็มแรกเมื่อ 8-12 สัปดาห์ก่อน” แถลงการณ์ของรัฐบาลระบุ

ขณะนี้มีหลายประเทศ อาทิ แคนาดา สเปน เกาหลีใต้ ที่อนุมัติให้ใช้วัคซีนแบบผสมอันเนื่องมาจากความกังวลหลักคือ โอกาสในการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เชื่อมโยงกับวัคซีน AstraZeneca

ทั้งนี้ ชาวเวียดนามฉีดวัคซีนครบทั้งสองโดสแล้วเพียง 300,000 คนโดยใช้วัคซีน AstraZeneca และเพิ่งได้รับวัคซีน Pfizer-BioNTech 97,000 โดสเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ขณะที่ทางการกำลังเร่งฉีดวัคซีนแข่งกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้นทุบสถิติผู้ติดเชื้อรายวันถึง 8 ครั้งในเดือนนี้ โดยช่วงก่อนเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาเวียดนามพบผู้ติดเชื้อรวมทั้งหมดต่ำกว่า 3,000 คน แต่ขณะนี้ติดเชื้อรวมอยู่ที่ 34,500 คน และเสียชีวิต 130 คน

Chinas Mars rover travels over 509 meters on red planet #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40003407

Chinas Mars rover travels over 509 meters on red planet


Chinas Mars rover Zhurong has traveled more than 509 meters on the surface of the red planet as of 11 p.m. Saturday, according to the Lunar Exploration and Space Program Center of the China National Space Administration.

The rover will soon arrive at the second sand dune on its journey on the red planet. It will carry out a detailed survey of the dune and surrounding environment, said the administration.

As of Saturday, Zhurong has been operating on the surface of Mars for 63 Martian days. A Martian day is approximately 40 minutes longer than a day on Earth.

China’s Tianwen-1 spacecraft, consisting of an orbiter, a lander and a rover, was launched on July 23, 2020. The lander carrying the rover touched down in the southern part of Utopia Planitia, a vast plain in the northern hemisphere of Mars, on May 15.

About 375 million km away from Earth, the orbiter of Tianwen-1 has operated in orbit for 359 days as of Saturday. The delay of its one-way communication was around 21 minutes.

Both the Mars rover Zhurong and Tianwen-1 spacecraft are working in normal conditions, with their subsystems operating normally, according to the administration.

Published : July 18, 2021

By : xinhua

China to extend mass vaccination program to minors aged 12-17 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40003398

China to extend mass vaccination program to minors aged 12-17


A number of provinces, regions and municipalities across China have announced they will phase in COVID-19 vaccination for minors aged between 12 and 17.

Northeast China’s Heilongjiang Province plans to administer vaccines to middle and high school students between the ages of 12 and 17 from July, according to the provincial center for disease control and prevention.

Before vaccination, a minor’s legal guardian will be provided with all relevant information to ensure his or her child is informed, consenting and voluntarily vaccinated. The guardian should remain with their child during vaccination, said the center.

Heilongjiang is expected to carry out mass vaccination for minors in stages and by age, from senior students to those in junior grades. The province’s initial plan is to complete the two-dose process in September.

South China’s Guangxi Zhuang Autonomous Region will first vaccinate teens aged between 15 and 17 in July, and start vaccinating those aged 12 to 14 in August. The region’s 12-17 age group is expected to complete vaccinations by the end of October this year, said the region’s health authorities on Tuesday.

Most students from primary, junior high and senior high schools, secondary vocational schools and technical schools are included in the targeted age groups. Parents or guardians are required to read consent forms thoroughly and sign their informed consent before vaccination, and accompany their children on-site while they are being vaccinated.

Consultation hotlines will be opened to answer questions related to vaccination. Minors aged between 12 and 17 and senior citizens over 60 will be the region’s focus in its vaccination strategy in the second half of this year, said the region’s health commission.

The city of Jingzhou in central China’s Hubei Province will focus on vaccinating minors aged between 12 and 17 and people over 60 from August, according to the city’s health authorities.

Guangzhou, the capital of south China’s Guangdong Province, will research and draw up vaccination plans for the city’s residents aged 12 to 17, said the city’s health commission on Friday.

Zheng Huizhen, the chief expert of disease control at the Guangdong Preventive Medicine Association, said that as China builds its immunity barrier, its order of inoculation starts with adults of working age, then moves to senior citizens, and finally to minors.

“Though children and adolescents present with mild or asymptomatic clinical manifestations of the novel coronavirus, there still remains a risk of severe development among minors compared with adults. Children and adolescents could play an important role in the spread of the virus in communities, so it is important to conduct research into the safety and efficacy of vaccines among the young population,” said Gao Qiang, general manager of Sinovac Life Sciences Co., Ltd.

China’s mass vaccination campaign currently mainly targets adults aged over 18, with nearly 1.44 billion doses of COVID-19 vaccines administered across the country as of Friday.

In June, China approved the emergency use of its domestic inactivated COVID-19 vaccines on minors aged from 3 to 17. 

Published : July 18, 2021

By : xinhua

UK reports over 54,000 daily coronavirus cases #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40003396

UK reports over 54,000 daily coronavirus cases


The British government has confirmed that most COVID-19 restrictions in England will end on Monday as part of the final step or Step Four of Englands roadmap out of the lockdown. But scientists have warned that lifting all restrictions at this stage could increase likelihood of dangerous variants.

Britain has reported another 54,674 coronavirus cases in the latest 24-hour period, bringing the total number of coronavirus cases in the country to 5,386,340, according to official figures released Saturday.
 

The figure is up from 51,870 cases reported on Friday, which was the highest since mid-January.

The country also recorded another 41 coronavirus-related deaths, with the total number of coronavirus-related deaths in Britain now standing at 128,683. These figures only include the deaths of people who died within 28 days of their first positive test.

British Health Secretary Sajid Javid said Saturday that he has tested positive for COVID-19 after feeling “a bit groggy” last night.

He said on Twitter that he has had two jabs of the vaccine and his symptoms were “mild”. He is now self-isolating at home with his family.

 People wearing face masks are seen at Piccadilly Circus in London, BritainPeople wearing face masks are seen at Piccadilly Circus in London, Britain

The British government has confirmed that most COVID-19 restrictions in England will end on Monday as part of the final step or Step Four of England’s roadmap out of the lockdown. But scientists have warned that lifting all restrictions at this stage could increase the likelihood of dangerous variants.

About 87.8 percent of adults in Britain have received the first jab of COVID-19 vaccine and 67.8 percent have received two doses, the latest official figures showed.

In addition to COVID-19 vaccination, there are plans to offer free flu vaccines to children aged two to 16 and people aged 50 and over or in “at-risk” groups this winter in England, amid the double threat of coronavirus and influenza, the BBC reported Saturday.

The government is also considering a booster program of COVID-19 vaccines for the most vulnerable in the coming months.

To bring life back to normal, countries such as Britain, China, Russia, the United States as well as the European Union have been racing against time to roll out coronavirus vaccines.

Visitors wearing face masks queue to board the London Eye in London, BritainVisitors wearing face masks queue to board the London Eye in London, Britain

Published : July 18, 2021

By : xinhua