คิวบาฮือต้านเผด็จการ ลั่น “ผู้คนกำลังจะตายจากความหิวโหย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657901

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 16:36 น.

สถานการณ์ในคิวบากำลังน่าจับตาอย่างยิ่ง หลังจากเกิดการประท้วงที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในรอยหลายสิบปี

นับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากเมื่อชาวคิวบาหลายพันคนเข้าร่วมในการประท้วงต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในวันอาทิตย์โดยร่วมเดินขบวนไปทั่วเมือง พร้อมกับร้องตะโกนว่า “เผด็จการจงพินาศ” และ “ผู้คนกำลังจะตายจากความหิวโหย” และ “เราต้องการเสรีภาพ” แต่ขณะเดียวกันประชาชนคิวบาส่วนหนึ่งก็ออกมาแสดงพลังเพื่อสนับสนุนรัฐบาลของประธานาธิบดีคิวบา มิเกล ดิอาซ-กาเนล (Miguel Diaz-Canel) ในกรุงฮาวานา

ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐใช้โอกาสนี้ตอกย้ำการสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลคิวบาที่เป็นรัฐบาลไม้เบื่อไม้เมาของสหรัฐมาตลอดหลายสิบปี โดยเขากล่าวว่า “เรายืนเคียงข้างชาวคิวบาและการเรียกร้องเสรีภาพอันกึกก้องของพวกเขา สหรัฐเรียกร้องให้เผด็จการคิวบารับฟังประชาชนและตอบสนองความต้องการของพวกเขาในช่วงเวลาสำคัญนี้ แทนที่จะทำให้ตนเองร่ำรวยขึ้น”

แต่ประธานาธิบดีมิเกล ดิอาซ-กาเนล โทษว่าเป็นความผิดของสหรัฐที่ดำเนิน”นโยบายเศรษฐกิจที่รัดคอจนหายใจไม่ออกเพื่อกระตุ้นให้เกิดความไม่สงบทางสังคมในประเทศ”

ทั้งนี้ คิวบาอยู่ภายใต้การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2505

“พวกเขาต้องการอะไรน่ะหรือ? ก็เพื่อปลุกความไม่สงบทางสังคมนั่นเอง” เพื่อ “เปลี่ยนระบอบการปกครอง” ดิอาซ-กาเนลกล่าวในคำปราศรัยที่ออกอากาศทางโทรทัศน์และวิทยุสาธารณะ

(ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 โดย YAMIL LAGE / AFP)

เป็นไปได้ไหม? Apple อาจประกาศซื้อ Bitcoin กว่า 2 พันล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657890

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

ท่ามกลางข่าวลือหนาหูว่า Apple อาจประกาศซื้อ Bitcoin มูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์เร็วๆ นี้

แวดวงคริปโตบนโลกออนไลน์รวมถึง Joshuwa Roomsburg ซีอีโอ ChainLeak ต่างโพสต์ข้อความในทำนองเดียวกันว่า Apple จะประกาศซื้อ Bitcoin มูลค่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐในไม่ช้า

ขณะที่ Ran Neuner ซีอีโอ OnChain Capital แย้งว่าการประกาศดังกล่าวไม่เกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอนหรือหากเกิดขึ้นก็ไม่ใช่เร็วๆ นี้ เช่นเดียวกับผู้ใช้ @Flappening ที่มองว่าโอกาสที่ข่าวลือนี้จะเป็นเรื่องจริงนั้นเป็นไปไม่ได้

ด้าน Alexander Ross วิศวกรจาก DevOps มองว่า Apple ใส่ใจแบรนด์มาก และไม่น่าจะทำอะไรที่ทำให้เกิดข้อขัดแย้งได้ เนื่องจาก Bitcoin ไม่สอดคล้องกับรสนิยมของ Apple ในขณะนี้

หาพนักงานด้านคริปโต

เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Apple ได้โพสต์รับสมัครงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุกิจที่เกี่ยวข้องกับการ “ชำระเงินทาเลือก” โดยสิ่งสำคัญคือต้องมีประสบการณ์มากกว่า 5 ปีในการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการชำระเงินทางเลือกรวมถึงสกุลเงินดิจิทัล

ย้อนกลับไปในปี 2019 Jennifer Bailey รองประธาน Apple Pay กล่าวว่าบริษัทมองว่าสกุลเงิดิจิทัลเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และพวกเขากำลังจับตาดูมันด้วยความสนใจ

Mitch Steves นักวิเคราะห์ตลาดทุนของ RBC ประเมินว่า Apple สามารถทำเงินได้มากถึง 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีจากสกุลเงินดิจิทัล โดยการใช้ฟังก์ชันการแลกเปลี่ยนคริปโตใน Apple Pay Wallet ซึ่งเป็นการเล่นที่ปลอดภัยกว่าเมื่อเทียบกับการผลิต Apple car

อย่างไรก็ตามข่าวลือนี้ไม่ได้กระทบต่อราคาของ Bitcoin ซึ่งลดลงกว่า 3% ในวันนี้ (13 ก.ค.)

Photo by Josh Edelson / AFP

นักวิทย์เตือนอย่าฉีดข้ามวัคซีน แต่ไทยสวนกระแสใช้วัคซีนผสม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657882

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

ไทยกำลังจะเป็นประเทศแรกที่ใช้วัคซีนผสมในวงกว้างอย่างเป็นทางการ ในขณะที่อนามัยโลกและนักวิทยาศาสตร์เตือนให้เลี่ยง

ประเทศไทยกำลังจะใช้วัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ AstraZeneca เป็นวัคซีนเข็มที่ 2 ให้กับผู้ที่ฉีดวัคซีนของ Sinovac เป็นเข็มแรก เพื่อเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันหลังมีความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนของ Sinovac ในระยะยาว

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการประกาศแผนการผสมวัคซีนของจีนและของตะวันตก และไทยยังเป็นที่แรกที่ผสมวัคซีนแบบนี้อย่างเป็นทางการในวงกว้าง ขณะที่ยังไม่เคยมีผลการวิจัยเกี่ยวกับการผสมวัคซีนของ Sinovac และ AstraZeneca เผยแพร่มาก่อนเลย

ส่วนข้อมูลงานวิจัยเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้มีเฉพาะการใช้วัคซีนแบบผสมระหว่าง AstraZeneca และ Pfizer-BioNTech ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังมีความเห็นแตกต่างกันว่าควรหรือไม่ควรใช้

บทความของเว็บไซต์ข้อมูลงานวิจัย Nature เมื่อเดือน พ.ค. บอกว่า การใช้วัคซีนต่างชนิดกันช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีเท่าๆ กับ หรือดีกว่าการใช้วัคซีนยี่ห้อเดียวกัน 2 เข็ม โดยอ้างงานวิจัยของสเปน อังกฤษ และเยอรมนี

เมื่อเดือน เม.ย.ทีมนักวิจัยจากสถาบันสุขภาพการ์ลอสที่ 3 ในกรุงมาดริดของสเปนทำการทดลองวัคซีนผสมในกลุ่มอาสาสมัคร 663 คนที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca ซึ่งเป็นวัคซีนชนิด adenovirus เข็มแรก โดย 2 ใน 3 ของคนกลุ่มนี้จะได้รับวัคซีนชนิด mRNA ของ Pfizer เป็นเข็มที่ 2 เว้นระยะห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 8 สัปดาห์

ผลการวิจัยของโครงการ CombiVacS ที่ประกาศเมื่อเดือน พ.ค.พบว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer-BioNTech เป็นเข็มที่ 2 มีภูมิคุ้มกันดี และในการทดลองในห้องวิจัยยังพบอีกว่า กลุ่มที่ได้รับวัคซีนแบบผสมสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีได้มากกว่าถึง 37 เท่า และสร้าง T-cell ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการหาเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเชื้อโรค?ต่าง ๆ และกำจัดทิ้งได้มากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca เข็มเดียว

ต่อมาในเดือน มิ.ย. ก็มีผลการศึกษาออกมาเพิ่มเติมซึ่งได้ผลคล้ายคลึงกัน คือของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชาริเทในกรุงเบอร์ลินของเยอรมนี ที่ศึกษากลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ 340 คน ที่ฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech ทั้งสองเข็ม และฉีด AstraZeneca เข็มแรกแล้วตามด้วย Pfizer-BioNTech เป็นเข็ม 2 ซึ่งทั้งสองรูปแบบนี้กระตุ้นทั้งภูมิคุ้มกันและ T-cell ได้ดี

เช่นเดียวกับผลวิจัยของมหาวิทยาลัยซาร์ลันด์ในฮอมบวร์กของเยอรมนีที่พบว่าการฉีดวัคซีนผสมระหว่าง AstraZeneca และ Pfizer-BioNTech กระตุ้มภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการฉีดวัคซีน AstraZeneca ทั้งสองเข็ม และยังดีเท่ากับหรือดีกว่าการฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech ของเข็ม

และเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. โครงการวิจัยวัคซีนแบบผสม Com-COV ของอังกฤษเผยแพร่ผลการวิจัยก่อนที่จะตีพิมพ์กับวารสารทางการแพทย์แสดงให้เห็นว่าวัคซีนแบบผสมสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีทั้งในกลุ่มที่ฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech เป็นเข็มแรก และที่ฉีด AstraZeneca เป็นเข็มแรก

อย่างไรก็ดี อีกบทความหนึ่งของเว็บไซต์ Nature ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. บอกว่านักวิทยาศาสตร์ยังต้องการคำตอบเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนผสมจากการใช้งานจริง รวมทั้งผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากการวิจัยข้างต้นยังเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ และจำเป็นต้องติดตามผลข้างเคียงในระยะยาวต่อไป

มาร์ตินา เซสเซอร์ (Martina Sester) นักภูมิคุ้มกันวิทยาซึ่งเป็นแกนนำโครงการวิจัยวัคซีนผสมของมหาวิทยาลัยซาร์ลันด์ในฮอมบวร์กของเยอรมนีเผยกับ Nature ว่า “ตราบใดที่คุณยังไม่มีงานวิจัยในระยะยาวหรือการศึกษาติดตามผลเกี่ยวกับประสิทธิภาพ มันก็ยากที่จะบอกเกี่ยวกับระดับหรือระยะเวลาในการป้องกัน”

อีกหนึ่งข้อจำกัดของงานวิจัยเท่าที่มีอยู่คือ การเปรียบเทียบรูปแบบการผสมวัคซีนของแต่ละการศึกษาไม่ใช่เรื่องง่าย การศึกษาประสิทธิภาพในสเกลใหญ่ๆ ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เป็นเพราะว่าเมื่ออัตราการติดเชื้อลดลง ตัวเลขของอาสาสมัครในการวิจัยจะต้องเพิ่มขึ้น เพื่อตรวจหาความแตกต่างของอัตราการติดเชื้อและโรค

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีนผสม โดย ไลฟ์ อีริค ซันเดอร์ (Leif Erik Sander) นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชาริเทซึ่งร่วมทีมวิจัยวัคซีนผสมด้วยเผยว่า “คุณกำลังผสมวัคซีนต่างชนิดกัน 2 ตัว ซึ่งทั้งสองตัวอาจก่อให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หรือผลข้างเคียงแตกต่างกันไปซึ่งอาจทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น”

โครงการ Com-COV ของอังกฤษพบว่า คนที่ฉีดวัคซีนแบบผสมมีอาการข้างเคียงจากการฉีดมากกว่าคนที่ฉีดยี่ห้อเดียวกัน  อาทิ เป็นไข้ ขณะที่โครงการ CombivacS ของสเปนพบว่าผู้ฉีดวัคซีนผสมมีอาการข้างเคียงเล็กน้อยเช่นเดียวกับผู้ที่ฉีดวัคซีนตามปกติ

จนถึงตอนนี้การวิจัยยังทำในอาสาสมัครเพียงไม่กี่ร้อยคน นั่นหมายความว่ายังเป็นกลุ่มเล็กเกินไปที่จะพบภาวะที่เกิดขึ้นได้ยาก อาทิ ลิ่มเลือดอุดตันซึ่งจากการคาดการณ์ล่าสุดพบว่าเกิดขึ้นกับผู้ฉีดวัคซีน AstraZeneca เข็มแรก 1 ใน 50,000 คน และน้อยกว่า 1 ใน 1.7 ล้านคนหลังจากฉีดเข็ม 2

ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพบอาการข้างเคียงที่มีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 1,000 คน ยังไม่ต้องพูดถึงอาการข้างเคียงที่มีโอกาสเกิด 1 ใน 50,000 คน ในการวิจัยกลุ่มเล็ก

ความเป็นไปได้ที่ยังคงมีอยู่ของผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ยากเป็นเหตุผลหนึ่งที่นักวิจัยบางคนแนะนำให้ยึดมาตรฐานเดิมคือ ฉีดวัคซีนชนิดเดียวกันทั้งสองเข็มมากกว่าใช้วัคซีนแบบผสม

สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในขณะนี้ โดย โสมญา สวามินาธาน (Soumya Swaminathan) หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลกออกโรงเตือน “ประชาชนทั่วไป” ว่าไม่ควรฉีดวัคซีนแบบผสมด้วยตนเอง โดยระบุว่าการฉีดวัคซีนแบบผสมกำลังเป็น “เทรนด์อันตราย” เนื่องจากมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ

สวามินาธานย้ำว่า สิ่งสำคัญในเวลานี้คือต้องให้ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด 

Photo by Madaree TOHLALA / AFP

เคราะห์ซ้ำ ไฟไหม้โรงพยาบาลโควิดในอิรักเสียชีวิตกว่าครึ่งร้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657878

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 13:54 น.

กิดเพลิงไหม้แผนกรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในโรงพยาบาลในอิรักส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 50 คน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 13 ก.ค. เกิดเหตุไฟไหม้ในบริเวณแผนกรักษาผู้ป่วยโควิด-19 โรงพยาบาลอัล-ฮุสเซน เมืองนาซิริยาห์ ประเทศอิรัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 52 ราย และผู้บาดเจ็บ 22 ราย โดยเบื้องต้นคาดว่าสาเหตุมาจากถังออกซิเจนระเบิด

เฮย์ดาร์ อัล-ซามิลี โฆษกของหน่วยงานสาธารณสุขในท้องถิ่นระบุว่าเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการค้นหาร่างเหยื่อต่อไป โดยคาดว่าอาจยังมีผู้ติดอยู่ภายในอาคาร โดยแผนกดังกล่าวมีเตียงรองรับผู้ป่วย 70 เตียง

ขณะที่ผู้จัดการโรงพยาบาลถูกพักงาน และมีการนำตัวหัวหน้าฝ่ายสาธารณสุขและหัวหน้าหน่วยป้องกันภัยของโรงพยาบาลไปสอบปากคำ

ด้านนายกรัฐมนตรีมุสตาฟา อัล-คาเดมีของอิรักได้จัดประชุมฉุกเฉินกับรัฐมนตรีและหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงเพื่อค้นหาสาเหตุของเพลิงไหม้ พร้อมส่งความช่วยเหลือทางการแพทย์ไปยังผู้ว่าราชการ

ขณะที่ประชาชนรวมถึงญาติของเหยื่อเพลิงไหม้ครั้งนี้รวมตัวกันประท้วงอยู่บริเวณด้านนอกโรงพยาบาล เช่นเดียวกับสื่อสังคมออนไลน์ที่เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงลาออก

ทั้งนี้ ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในโรงพยาบาลในอิรักถึง 2 ครั้ง โดยครั้งที่แล้วเกิดขึ้นเมื่อเดือนเม.ย. ในโรงพยาบาลกรุงแบกแดด มีผู้เสียชีวิต 82 ราย และบาดเจ็บ 110 ราย ซึ่งเกิดจากการระเบิดของถังออกซิเจน

Photo by Asaad NIAZI / AFP

COVAX หันพึ่งวัคซีนจีนท่ามกลางวิกฤตวัคซีนขาดแคลน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657869

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 13:04 น.

เมื่อวัคซีนขาดแคลน COVAX ต้องพึ่งพาวัคซีนหลายร้อยล้านโดสจากจีน

การแจกจ่ายวัคซีนต้านควิด-19 ไปทั่วโลกผ่านโครงการ COVAX ขณะนี้กำลังหันไปพึ่งพาวัคซีนจากจีนหลังเกิดปัญหาวัคซีนขาดแคลน

โดยล่าสุด 2 ผู้ผลิตวัคซีนจากจีนตกลงส่งมอบวัคซีนให้กับโครงการ COVAX เพื่อช่วยกระจายวัคซีนไปทั่วโลก โดย Sinopharm ตกลงส่งมอบวัคซีน 170 ล้านโดส ด้าน Sinovac ตกลงส่งมอบวัคซีน 380 ล้านโดสภายในกลางปี 2022

โดย Sinopharm จะจัดส่งวัคซีนจำนวน 60 ล้านโดสภายในเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมนี้ ขณะที่ Sinovac จะส่งวัคซีนจำนวน 50 ล้านโดสระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน

ทั้งนี้ COVAX เป็นโครงการซึ่งได้รับความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวี (Gavi), กลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด และองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเปิดตัวตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกระจายวัคซีนทั่วโลกเป็นไปอย่างเท่าเทียม

เป้าหมายของโครงการคือการแจกจ่ายวัคซีน 1.8 พันล้านโดสภายในต้นปี 2022 โดยให้ประเทศที่มีเพียงพอบริจาคเงินและวัคซีนให้แก่ประเทศยากจนเพื่อการจัดสรรวัคซีนอย่างเท่าเทียม โดยหลายประเทศจำเป็นต้องพึ่งพาวัคซีนจากโครงการ COVAX

ก่อนหน้านี้ COVAX พึ่งพาวัคซีนจาก 9 บริษัทรวมถึง Moderna, Johnson & Johnson, Pfizer-BioNTech, AstraZeneca และ Novavax

แต่ขณะนี้ COVAX ได้ส่งมอบวัคซีนไปแล้วเพียง 102 ล้านโดส โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะประเทศร่ำรวยกว้านซื้อวัคซีนไปตั้งแต่ก่อนที่จะได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล ส่งผลให้มีวัคซีนเหลือมาตกถึงโครงการ COVAX น้อยลง

ยกตัวอย่างเช่น Moderna ซึ่งได้ตกลงส่งมอบวัคซีนผ่านโครงการจำนวน 500 ล้านโดส แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะสามารถจัดส่งได้ภายในปีนี้

อีกประการสำคัญที่ชะลอการดำเนินการของ COVAX คือการที่อินเดียระงับการส่งออกวัคซีน AstraZeneca ที่ผลิตในประเทศเมื่อช่วงต้นปีนี้เนื่องจากมีการระบาดร้ายแรงในประเทศ ทั้งนี้ COVAX ได้พึ่งพาวัคซีนที่ผลิตในอินเดียมากกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่ออินเดียไม่สามารถส่งออกวัคซีนได้โครงการจึงไม่สามารถส่งมอบวัคซีนไปยังประเทศต่างๆ ได้

ตลอดจนเหตุไฟไหม้ที่โรงงานผลิตในอินเดียนำมาสู่การสูญเสียอุปกรณ์และความล่าช้าในการวางสายการผลิตเพิ่มเติม ส่งผลให้ COVAX และประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศดิ้นรนเพื่อหาแหล่งวัคซีนใหม่หลังจากที่อินเดียเผยว่าจะไม่กลับมาส่งออกจนถึงสิ้นปีนี้

Gavi ระบุว่า “เพื่อประโยชน์ของประเทศยากจนที่มีวัคซีนในปริมาณไม่เพียงพอ จึงได้ตกลงกับผู้ผลิตวัคซีนทั้ง 2 รายจากจีน เนื่องจากได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แล้วจึงสามารถส่งมอบวัคซีนผ่านโครงการ COVAX ได้ทันที”

แม้ว่าหลายประเทศจะมีความไม่แน่ใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนจากจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 กลายพันธุ์ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรง หลังจากที่หลายประเทศพบกรณีผู้ติดเชื้อจำนวนมากทั้งที่ฉีดวัคซีนครบโดส

แต่ในสถานการณ์ที่วัคซีนทั่วโลกกำลังขาดแคลนนั้น วัคซีนจากจีนทั้ง 2 ยี่ห้อนับว่าเป็นอีกกำลังสำคัญที่จะช่วยให้โครงการ COVAX ดำเนินการส่งมอบวัคซีนให้แก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่อไปได้

โดย Gavi ยืนยันว่าวัคซีนจากจีนทั้ง 2 ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แล้วทั้งในเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัย ขณะที่โครงการจำเป็นต้องแจกจ่ายวัคซีนอย่างเร่งด่วนเมื่อโลกกำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ต่างๆ

Photo by Mamyrael / AFP

อนามัยโลกเตือนโควิด-19 ‘เดลตา’ ระบาดทั่วโลกด้วยความเร็วสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657865

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 11:35 น.

ขณะที่ทั่วโลกกำลังพบกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ทั้งประเทศที่ฉีดวัคซีนในอัตราส่วนและไม่มากต่างก็เจอกับฤทธิ์ของเดลตา

เจนีวา, 13 ก.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันจันทร์ (12 ก.ค.) ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศเตือน “การระบาดครั้งร้ายแรง” ที่เกิดจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์เดลตา (Delta) เนื่องจากเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์ใหม่นี้กำลังแพร่กระจาย “ด้วยความเร็วสูง”

“เมื่อสัปดาห์ก่อน จำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้นทั่วโลกติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 4” ทีโดรสแถลงข่าวออนไลน์จากนครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ “ขณะที่ยอดผู้ป่วยเสียชีวิตกลับมาเพิ่มสูงอีกครั้ง หลังลดลงนานถึง 10 สัปดาห์”

สายพันธุ์เดลตาถูกพบครั้งแรกในอินเดียเมื่อเดือนตุลาคม 2020 และกำลังแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ถูกตรวจพบใน 104 ประเทศแล้ว ซึ่งทีโดรสชี้ว่าสายพันธุ์เดลตากำลังแพร่กระจายด้วยความเร็วสูง ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยสะสมและผู้ป่วยเสียชีวิตรายใหม่เพิ่มขึ้น

กลุ่มผู้นำทั่วโลกต่างเร่งรับมือการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยรายใหม่ในหลากหลายวิธี โดยหลายประเทศ อาทิ ฝรั่งเศสที่ประกาศใช้ข้อจำกัดใหม่ สวนทางกับอีกหลายประเทศที่ทยอยผ่อนปรนข้อจำกัด เฉกเช่นสหราชอาณาจักรที่ยังคงตั้งเป้าหมายยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมดในวันที่ 19 ก.ค. นี้

ทีโดรสกล่าวเตือนอันตรายของการเร่งรีบผ่อนปรนข้อจำกัดต่างๆ ขณะหลายประเทศยังคงเผชิญปัญหาขาดแคลนวัคซีน ระบุว่า “กลยุทธ์การรับมือในปัจจุบันทำให้ผมนึกถึงทีมดับเพลิงที่เข้าจัดการไฟป่า การดับไฟเพียงบางส่วนอาจช่วยให้เปลวไฟในพื้นที่หนึ่งลดลง แต่มันยังคงคุกรุ่นอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งสิ่งนี้อาจทำให้ประกายไฟกลับมาลุกไหม้อีกครั้งในท้ายที่สุด” จึงเรียกร้องรัฐบาลต่างๆ แบ่งปันวัคซีน เพื่อร่วมกันกำจัดเพลิงไฟแห่งโรคระบาดที่ลุกลามอยู่ทุกหนทุกแห่ง

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo by Fabrice COFFRINI / AFP

สหรัฐเล็งข้อตกลงการค้าดิจิทัลกับเอเชียเพื่อคานอำนาจจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657863

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 11:08 น.

ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาข้อตกลงดังกล่าว นับเป็นการวางหมากยุทธศาสตร์ที่สำคัญอีกครั้งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

สำนักข่าว Bloomberg รายงานเมื่อค่ำวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐว่า รัฐบาลไบเดนกำลังพิจารณาข้อตกลงการค้าดิจิทัลที่ครอบคลุมเศรษฐกิจภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ในขณะที่สหรัฐพยายามหาวิธีถ่วงดุลอิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้

ข้อตกลงดังกล่าวอาจรวมถึงประเทศ แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ บลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างบุคคลที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม รายงานเบื้องต้นไม่มีชื่อของประเทศไทยปรากฏอยู่

รายละเอียดของข้อตกลงยังอยู่ในระหว่างการร่าง แต่สามารถกำหนดมาตรฐานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งรวมถึงกฎเกี่ยวกับการใช้ข้อมูล การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการจัดการด้านศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์

Bloomberg ชี้ว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดคือนโยบายนี้ถือเป็นความพยายามแรกๆ ของรัฐบาลไบเดนในการนำเสนอแผนเศรษฐกิจภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเชิงกลยุทธ์มากที่สุดในโลก หลังจากการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะถอนตัวจากการเจรจาข้อตกลงการค้าหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกในปี 2017

โจชัว เมลต์เซอร์ (Joshua Meltzer) นักวิชาการอาวุโสของสถาบัน Brookings กับ เวนดี คัตเลอร์ (Wendy Cutler) อดีตรักษาการรองผู้แทนการค้าสหรัฐและสมาชิกสถาบัน Asia Society Policy Institute ร่วมกันเขียนบทความเมื่อเดือนเมษายนโดยชี้ว่า “ข้อตกลงการค้าดิจิทัลจะนำสหรัฐกลับคืนสู่เกมการค้าในเอเชีย หลังจากที่พิจารณาแล้วถึงข้อดีของการเข้าร่วมข้อตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) อีกครั้ง”

Photos by NICOLAS ASFOURI and Nicholas Kamm / AFP

ByteDance พับแผนขายหุ้น IPO หลังโดนเตือนจากทางการจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657861

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 10:46 น.

ByteDance เจ้าของแอปพลิเคชัน TikTok ระงับแผนการเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดต่างประเทศอย่างไม่มีกำหนด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดว่าบริษัท ByteDance Ltd. เจ้าของแอปพลิเคชัน TikTok ระงับความตั้งใจที่จะเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชน (IPO) ในตลาดสหรัฐหรือฮ่องกงอย่างไม่มีกำหนด เพื่อให้มั่นใจว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลหลังเข้าเจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐในประเด็นดังกล่าวเมื่อต้นปี

หลังจากที่ ByteDance ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเริ่มเตรียมการเบื้องต้นสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ต้องพับไปก่อนเมื่อการเสนอขายหุ้นของ Didi Global Inc. ในนิวยอร์กจะจุดประกายให้ทางการจีนจับตามอง

ทั้งนี้ ByteDance เข้าเจรจากับหน่วยงานกำกับดูแลของจีนเป็นประจำเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ รวมถึงการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล โดยในเวลาต่อมาบริษัทออกแถลงการณ์ระบุว่าการเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดต่างประเทศนั้นไม่ตรงตามเงื่อนไข และระงับแผนดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด

รายงานระบุว่าบริษัทต่างๆ ที่กำลังดำเนินการจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศกำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้นจากรัฐบาลจีน หลังจากที่มีการเสนอกฎหมายให้บริษัททุกแห่งที่ต้องการเสนอขายหุ้นนอกประเทศต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์

รวมถึง Didi ซึ่งจดทะเบียนในตลาดนิวยอร์กเมื่อเดือนมิถุนายน ก่อนที่ทางการจีนจะเริ่มสอบสวนเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์และสั่งระงับการให้บริการหลังจากพบว่าบริษัทได้รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้อย่างผิดกฎหมาย

Photo by Noel Celis / AFP

สหรัฐเตือนวัคซีน J&J ก่อความเสี่ยงโรคระบบประสาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657859

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 10:35 น.

สหรัฐเพิ่มคำเตือนวัคซีน J&J ก่อความเสี่ยงโรคระบบประสาททำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง  

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) เพิ่มคำเตือนบนเอกสารกำกับการใช้วัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ Johnson & Johnson ว่า มีความเสี่ยงก่อให้เกิดอาการต่อระบบประสาทที่เรียกว่า กิลแลง บาร์เร (Guillain-Barre Syndrome: GBS) ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก

GBS คือ โรคระบบประสาทที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างเฉียบพลัน หรือในรายที่อาการรุนแรงอาจเป็นอัมพาต

ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ระบบประเมินความปลอดภัยของวัคซีนของรัฐบาลกลางพบว่า หลังจากฉีดวัคซีนของ Johnson & Johnson ให้ชาวอเมริกันไปแล้วราว 12.5 ล้านโดส เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบรายงานการเกิดภาวะดังกล่าวอย่างน้อย 100 ราย

และในจำนวนนี้ 95 รายมีอาการรุนแรงและต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล และมี 1 รายเสียชีวิต

FDA ระบุอีกว่า อาการของภาวะ GBS จะเริ่มขึ้นภายใน 42 วันหลังจากได้รับวัคซีน และยืนยันว่าภาวะนี้พบได้ยากมาก แต่หากมีอาการซ่าหรือเป็นเหน็บหรืออ่อนแรงโดยเฉพาะบริเวณขาและแขนที่เป็นมากขึ้นหรือแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายให้รีบพบแพทย์โดยด่วน

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการเดินลำบาก ขยับใบหน้าลำบากรวมทั้งการพูด เคี้ยว หรือกลืน มองเห็นภาพซ้อนหรือไม่สามารถกลอกตาไปมา กระเพาะปัสสาวะและลำไส้ทำงานบกพร่อง

อย่างไรก็ดี FDA ซึ่งยังเดินหน้าทำงานร่วมกับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ในการเฝ้าจับตาความปลอดภัยของวัคซีนย้ำว่า ประโยชน์ของวัคซีนยังมีมากกว่าความเสี่ยง

ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ GBS ยังเพิ่มขึ้นหลังได้รับวัคซีนบางชนิด รวมทั้งวัคซีนไข้หวัดประจำฤดูกาล วัคซีนป้องกันงูสวัด แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่พบในผู้ใช้วัคซีนของ Pfizer-BioNTech และ Moderna โดยแต่ละปีมีชาวอเมริกันป่วยด้วยอาการนี้ราว 3,000-6,000 ราย และส่วนใหญ่อาการค่อยๆ หายไป

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

เมื่อประชาชนอยากเปลี่ยนผู้นำระหว่าง “สงคราม” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657835

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 20:49 น.

รัฐบาลที่ชนะสงคราม อาจไม่ชนะใจประชาชน เราจะเปลี่ยนผู้นำกลาง “สงคราม” ได้ไหม และหากฝ่ายค้านปล่อยให้รัฐบาลชนะสงครามโควิดพวกเขาจะแพ้คะแนนนิยมของรัฐบาลหรือไม่ ประวัติศาสตร์จากต่างประเทศมีตัวอย่าง

มีการวิเคราะห์ (ที่ค่อนข้างหมิ่นเหม่จะเป็นทฤษฎีสมคบคิด) ที่ว่าฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพยายามที่จะไม่ให้รัฐบาลประสบความสำเร็จในการควบคุมการระบาดเพราะหากทำสำเร็จเท่ากับรัฐบาลจะได้หน้าครั้งใหญ่และเท่ากับตอกฝาโลงฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลไป

อย่างที่บอกว่ามันหมิ่นเหม่กับการเป็นทฤษฎีสมคบคิด ดังนั้นผู้อ่านไม่ต้องไปจริงจังกับมันมาก เพราะผู้เขียนแค่ยกมันเป็นสมมติฐานขึ้นมาเท่านั้นว่าต่อให้มีแผนสมคบแบบนี้จริงๆ “ก็ใช่ว่ารัฐบาลที่ชนะสงคราม จะชนะใจประชาชนเสมอไป”

ยกตัวอย่างในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 วินสตัน เชอร์ชิล เป็นนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรที่นำรัฐนาวาฝ่าหายนะของสงครามและความแร้นแค้นมาได้ เป็นทั้งผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และเด็ดขาด มีสุทนรพจน์ที่ทรงพลังชักนำให้ประชาชนมีหวังสู้ต่อไป เขาจึงถือเป็นวีรบุรุษตลอดกาลของคนบริเตนและฝ่ายสัมพันธมิตร

เชอร์ชิลยังมี “คาริสมา” หรือบารมีทางการเมืองสามารถชวนฝ่ายตรงข้ามจากพรรคต่างๆ มาฟอร์ม “รัฐบาลแห่งชาติ” หรือคณะรัฐมนตรีสงคราม (Churchill war ministry) ประกอบด้วยรัฐบาลฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายค้านพรรคแรงงาน ร่วมกันผนึกกำลังนำพาประเทศฝ่าวิกฤตมาได้

แบบนี้เชอร์ริลเป็นพระเอกเห็นๆ และมีแต้มต่อในมือพอที่จะเป็นรัฐบาลต่อไปได้อีกยาว

แต่แล้วเมื่อสิ้นสงครามถึงเวลาสลายรัฐบาลแห่งชาติ พรรคฝ่ายค้านบอกว่าจะขอเลือกตั้งเลยทั้งๆ ที่สงครามในฝั่งยุโรปเพิ่งจะจบและสหราชอาณาจักรยังพัวพันกับสงครามกับญี่ปุ่นที่ตะวันออกไกล เชอร์ชิลกับพรรคพวกอยากถ่วงเวลาให้สงครามในเอเชียบูรพาจบลงเสียก่อน แต่สุดท้ายก็ยอมสละอำนาจและจัดเลือกตั้ง

ปรากฎว่าแทนที่เชอร์ชิลผู้ชนะสงครามกับฮิตเลอร์จะกำชัยชนะในครั้งอีก เขากลับพ่ายให้กับคลีเมนต์ แอตลีย์แห่งพรรคแรงงานแบบเหนือความคาดหมาย และเป็นการพ่ายแบบ “แลนด์สไลด์” เสียด้วย

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

เพราะถึงเชอร์ชิลจะนำประเทศชนะสงครามมาได้ แต่เขาไม่ได้คิดเรื่องหลังสงคราม ประชาชนที่เหนื่อยกับสงครามมาหลายปีต้องการความหวังในชีวิตซึ่งเชอร์ชิลไม่รู้จะให้อย่างไรเพราะมัวแต่โฟกัสที่ความสำเร็จจากสงคราม

ขณะที่พรรคแรงงานของแอตลีย์สนใจว่าจะพลิกฟื้นสังคมขึ้นมาใหม่อย่างไร จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีกินมีใช้และมีความหวังใหม่ในชีวิต แผนการของพรรคแรงงานนั้นจับต้องได้โดยเน้นที่การปฏิรูปซึ่งในยุคหลังสงครามนั้นไม่มีคำๆ ไหนให้ความหวังคนเท่ากับ “การปฏิรูป” เพระคนเบื่อชีวิตเดิมๆ แล้ว

การปฏิรูปที่ได้ใจประชาชน ไม่ใช่การปฏิรูปทางการเมือง เพราะไม่ใช่เวลามาแก้ระบอบ แต่เป็นการซื้อใจประชาชนที่ไม่มีจะกิน ไม่มีงานทำ ไม่มีสวัสดิการดีๆ พรรคแรงงานเน้นจุดนี้ พวกเขาจึงได้คะแนนเสียงจากประชาชนแบบถล่มทลาย

เชอร์ชิลนั้นหวังจะกินบุญเก่าอย่างเดียว หาได้ตระหนักว่าเมื่อสิ้นสงครามแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมี “ขุนศึก” อีก ภาษิตที่ว่า “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” ใช้ได้ดีกับเชอร์ชิล เพียงแต่คนที่ฆ่าขุนศึกไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าเขา แต่เป็นประชาชนนี่เอง

หันมาดูที่ประเทศไทยเราตอนนี้ ฝ่ายที่ต้องการล้มรัฐบาลประยุทธ์ไม่ว่าจะมีแผนการสมคบคิดในใจหรือไม่ก็ตาม ไม่จำป็นต้องกลัวว่าหากรัฐบาลนี้ควบคุมโรคได้จะได้ใจประชาชน เพราะเมื่อควบคุมสถานการณ์ได้ ประชาชนจะมองไปในอนาคตได้อีกครั้ง เมื่อเขาเห็นว่ารัฐบาลนี้ไม่สามารถมอบอนาคตให้ได้ เขาก็จะไม่เลือกอีก

สิ่งที่ฝ่ายต่างๆ ต้องทำในเวลานี้ก็คือควรทำแบบคลีเมนต์ แอตลีย์ หากไม่อยากจะสังฆกรรมกับรัฐบาลเพราะรู้สึกอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ อย่างน้อยก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่มีเกียรตินั่นคือวิจารณ์ความบกพร่องของรัฐบาลอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน และลงมือช่วยประชาชนอีกแรงหนึ่ง

ฝ่ายค้านของประเทศไทยในเวลานี้คุณภาพย่ำแย่อย่างที่สุด เพราะรัฐบาลว่าแย่แล้วฝ่ายค้านไม่สามารถชี้จุดบกพร่องแบบที่ทำให้รัฐบาลจนแต้มได้ ดังนั้นควรจะไปทำงานอย่างอื่นที่พิจารณาแล้วว่าสร้างสรรค์กว่า

พรรคแรงงานของแอตลีย์ไม่เสียเวลากับสิ่งที่คิดว่าทำไปก็ไม่สำเร็จคือโค่นรัฐบาลเชอร์ชิลระหว่างสงคราม แต่พวกเขาใช้เวลานี้ประคับประคองประเทศร่วมกับฝ่ายตรงข้ามไปพลางๆ แล้วศึกษาโอกาสที่จะมาถึงหลังสงคราม โอกาสที่พวกเขามองเห็นคือ Beveridge Report

Beveridge Report เป็นรายงานที่รัฐบาลสั่งทำขึ้นในปี 1942 ที่เสนอให้มีการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม (ผู้เสนอก็มาจากพรรคแรงงานในรัฐบาลแห่งชาตินั่นเอง) รายงานฉบับนี้ถูกใจประชาชนมาก เพราะเสนอให้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน

เพราะในช่วงสงครามสังคมอังกฤษเปลี่ยนแปลงไปแบบย้อนกลับไม่ได้ ประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมกันใช้ระบบปันส่วนอาหารที่ขาดแคลน รัฐบาลช่วยเหลืออุดหนุนสิ่งของจำเป็นต่างๆ ทำให้มันใกล้เคียงกับรัฐสวัสดิการกลายๆ หลังจากสงครามแล้วจะให้ประชาชนยอมให้เสียประโยชน์ส่วนนี้คงไม่ได้

พรรคแรงงานของแอตลีย์ใช้ประโยชน์จากรายงานชุดนี้จนซื้อใจประชาชนได้และนำรายงานมาปรับใช้จริง ทำให้สหราชอาณาจักกลายเป็นรัฐสวัสดิการไป (จนกระทั่งนางแทตเชอร์มาล้มล้างให้เป็นระบบนายทุน)

พรรคฝ่ายค้านในไทยที่สนับสนุนรัฐสวัสดิการก็มีอยู่ แต่น่าเสียดายว่าไปโฟกัสที่เรื่องการเมืองมากกว่าจะผลักดันรัฐสวัสดิการจริงๆ จังๆ โดยคิดว่าแก้การเมืองแล้วจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้

ยังมีอีกข้ออ้างเรื่อง “อย่าเปลี่ยนขุนศึกขณะรบพัวพัน”

เท่าที่เห็นมานี่เป็นข้อโต้แย้งของฝ่ายสนับสนุน “รัฐบาลลุงตู่” เสียเป็นส่วนใหญ่

แต่ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับเหตุผลนี้นัก เพราะหากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนรัฐบาลกลางคันก็ต้องเปลี่ยนไป หรือหากนายกฯ กับรัฐบาลหมดสภาพแล้วถึงจุดที่อยู่ต่อไม่ได้อีกก็ควรจะลาออกไปโดยไม่ต้องกังวลว่า “ขุนศึกอย่างเราสละทัพกลางคัน บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร?”

ไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้ เพราะการรบกับเชื้อโรคไม่เหมือนการรบกับมนุษย์ ต่อให้เปลี่ยนรัฐบาล แต่ทิศทางการทำงานของรัฐบาลใหม่ไม่อาจเปลี่ยนได้ เพราะ 1. คนทำงานคือข้าราชการและเทคโนแครต 2. สงครามนี้มีเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือสู้กับโรคระบาด

การรบกับมนุษย์นั้นต้องอาศัยเล่ห์เหลี่ยมของผู้นำต่อผู้นำ แต่การรบกับเชื้อโรคต้องอาศัยความรู้ของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเท่านั้น ดังนั้นจะเปลี่ยนหัวหน้าสักกี่หัวยังไม่เท่ากับเปลี่ยน “กุนซือ” คือผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย

การเปลี่ยนขุนศึกกลางคันยังเคยมีมาแล้วก่อนที่สงครามโลกครั้ง 2 จะสิ้นสุดลงด้วยซ้ำคือกรณีของสหราชอาณาจักรที่ยังรบพัวพันในตะวันออกไกลก็ยังเปลี่ยนจากเชอร์ชิลมาเป็นแอตลีย์ได้ ขณะที่สหรัฐเองเสียประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ไปตอนที่สงครามกับญี่ปุ่นยังไม่จบเช่นกัน

คนที่ขึ้นมาแทนคือ แฮร์รี่ เอส. ทรูแมน ผู้เป็นรองประธานาธิบดีของรูสเวลท์ได้แค่ 82 วัน (รูสเวลท์อยู่ในตำแหน่งรวม 4 สมัย 12 ปี) ทั้งรูสเวลท์กับทรูแมนเจอกันลำพังแค่ 2 ครั้งเท่านั้นตอนที่ดำรงตำแหน่งร่วมกัน

การผลัดขุนศึกของสหรัฐในยุคนั้นอยู่ในสถานการณ์คาบลูกคาบดอกมากแถมหัวหน้าคนใหม่ยังมีที่มากันคนละทางกับคนก่อน แต่ทรูแมนก็นำพาประเทศผ่านสงครามมาได้ และเมื่อมีการเลือกตั้งประธานนาธิบดีอีกครั้ง ทรูแมนที่ใครๆ มองเป็นตัวสำรองและม้าตีนปลายกลับชนะเสียอย่างนั้น

สถานการณ์ของเขาจึงคล้ายกับกรณีคลีเมนต์ แอตลีย์อยู่พอสมควรแถมยังคล้ายกันตรงที่ทรูแมนใช้นโยบายรัฐสวัสดิการกระตุ้นความหวังของผู้คนที่ในยุคข้าวยากหมากแพงหลังสงครามจนชนะเลือกตั้งสมัยที่สองทั้งคนบอกว่าต้องแพ้แน่ๆ 

ที่ยกตัวอย่างยืดยาวขนาดนี้ก็เพื่อชี้ว่าการเปลี่ยนรัฐบาลกลางสถานการณ์แบบนี้เป็นไปได้ แต่หากมันยังเป็นไปไม่ได้ทุกฝ่ายจะต้องมีศัตรูสูงสุดร่วมกันไม่แย่งกันเป็นศัตรูเสียเอง

เพราะหากเล่นการเมืองมากเกินไปการสู้กับสงครามครั้งนี้ก็ยืดเยื้อ ยิ่งยืดเยื้อพื้นฐานประเทศยิ่งพัง ประเทศยิ่งพังคนที่จะลำบากคือคนไทยทุกคน แม้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมืองจะได้เก้าอี้รัฐบาลมาครองก็ได้แต่ซากเมืองที่พังพินาศและประชาชนที่หมดพลังชีวิต

ขอเสนอแนะว่า ไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม หลังจากสงครามแล้วคนที่เราต้องการมากที่สุดไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ (เพื่อสู้กับโรคระบาด แต่ยังจำเป็นเรื่องการเยียวยาชีวิต) แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจเก่งๆ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องประชาชน

ใครที่มีคนเก่งในมือก็เหมือนแอตลีย์ที่มีรายงาน Beveridge Report เป็นแผนที่นำทางชัยชนะให้เขา และรู้จักใช้นักเศรษฐศาสตร์ระดับพระกาฬอย่างจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์และวิลเลียม บีเวอริดจ์เพื่อฟื้นฟูประเทศชาติ สร้างสังคมที่ประชาชนมีสวัสดิการที่ดี

เคนส์และบีเวอริดจ์ผู้วางรากฐานรัฐสวัสดิการของสหราชอาณาจักรนั้นไม่ใช่ทั้งคนของพรรคแรงงานและพรรคอนุรักษ์นิยม แต่เป็นคนของพรรคเสรีนิยม ทว่าความสามารถทางเศรษฐศาสตร์ของพวกเขาเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลพรรคแรงงานอย่างมากจนชนะเลือกตั้งและทำการปฏิรูปให้พวกเขาอยู่ในอำนาจได้นานถึง 6 ปี

ดังนั้น ขอผู้มีอำนาจในบ้านเมืองโปรดดูสถานการณ์ในอดีตของสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่าง

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Madaree TOHLALA / AFP