ทำไมอเมริกาใต้ถึงสนใจ Bitcoin หลังมีเอลซัลวาดอร์เป็นแกนนำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656746

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 16:30 น.

ทำไมอเมริกาใต้ถึงสนใจ Bitcoin หลังมีเอลซัลวาดอร์เป็นแกนนำหลังจากเอลซัลวาดอร์ประกาศให้ใช้ Bitcoin ชำระเงินได้ตามกฎหมาย หลายประเทศในอเมริกาใต้และอเมริกากลางกำลังจะเดินรอยตามอย่างกระตือรือร้น

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ประธานาธิบดี นายิบ บูเคเล ของเอลซัลวาดอร์ ประกาศกลางที่ประชุม Bitcoin 2021 ที่เมืองไมแอมี รัฐฟลอริดาของสหรัฐว่าจะให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และ 4 วันหลังจากนั้นคำประกาศนี้กลายเป็นกฎหมายและผ่านการอนุมัติของสภาเอลซัลวาดอร์อย่างง่ายดาย

หลังจากนั้นบรรดานักการเมืองในประเทศละตินอเมริกาก็เริ่มเดินตามรอยผู้นำเอลซัลวาดอร์ด้วยการแสดงท่าทีว่าสนใจรับ Bitcoin เช่นกัน

ปารากวัย

การ์ลอส เรฮาลา ส.ส.ปารากวัย ทวีตหนุน Bitcoin ว่า “นี่คือปารากวัย ออกกฎหมาย Bitcoin เดือน ก.ค.” ทวีตนี้ทำให้เกิดข่าวลือว่าปารากวัยจะยอมรับ Bitcoin ให้เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายตามรอยเอลซัลวาดอร์

แต่ต่อมาเรฮาลาชี้แจงกับสำนักข่าว Reuters ว่า เพียงแค่จะเสนอกฎหมายมาควบคุม Bitcoin เท่านั้นไม่ได้จะให้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย “มันจะเป็นกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลที่แตกต่างจากของเอลซัลวาดอร์ เพราะเอลซัลวาดอร์ยอมรับให้เป็นสกุลเงินที่ถูกกฎหมาย และในปารากวัยมันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำอย่างนั้น”

เม็กซิโก

เอดูอาร์โด มูรัต ฮิโนโฮซา ส.ส.ของรัฐบาลกลาง ประกาศกลางทวิตเตอร์ว่า จะโปรโมทและเสนอเค้าโครงกฎหมายสำหรับสกุลเงินดิจิทัลต่อสภาล่างของเม็กซิโก ส่วนในภาคธุรกิจ ริการ์โด ซาลินาส พลิเอโก คนที่มั่งคั่งเป็นอันดับ 3 ของเม็กซิโกบอกว่า ธนาคาร Banco Azteca ของเขาอาจจะรับ Bitcoin เร็วๆ นี้ ซึ่งหากเป็นจริงจะเป็นธนาคารแรกของเม็กซิโก

ปานามา

กาเบรียล ซิลวา ส.ส.วัย 32 ปี ประกาศทำนองเดียวกับนักการเมืองชาติอื่นว่า กำลังทำงานเกี่ยวกับ Bitcoin เพื่อเตรียมเสนอต่อสภา

นอกจากนี้ยังมีประธานาธิบดี ซาเมีย ซูลูฮู ฮัสซัน ของแทนซาเนีย ที่ขอให้ธนาคารกลางของประเทศหาหนทางอำนวยความสะดวกให้เกิดการใช้คริปโตเคอร์เรนซีอย่างกว้างขวางในประเทศ ส่วนลอร์ดฟูซิตูอา นักการเมืองของตองกาเข้าร่วมหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้าน Bitcoin ในทวิตเตอร์ว่าตองกาจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจะคริปโตเคอร์เรนซี รวมถึงนักการเมืองจากอาร์เจนตินา บราซิล เม็กซิโก และนิคารากัว ที่แสดงท่าทีสนใจ Bitcoin เช่นเดียวกัน

แล้วทำไมหลายประเทศในแถบละตินอเมริกาจึงให้ความสนใจกับกระแสของ Bitcoin ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนพยายามปราบปรามอย่างหนัก

สำหรับเอลซัลวาดอร์ที่ประกาศยอมรับ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหาย ประชาชนกว่า 70% ไม่มีบัญชีธนาคาร และรายได้ของประเทศถึง 20% มาจากคนที่ออกไปทำงานนอกประเทศแล้วส่งเงินกลับมา การนำ Bitcoin เข้าระบบส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่รัฐมองเห็นว่าคนที่ส่งเงินกลับบ้านเกิดใช้สกุลเงินดิจิทัลอยู่แล้ว จึงต้องเข้ามาจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะในระยะยาวหากมีคนใช้สกุลเงินดิจิทัลมากขึ้นย่อมส่งผลต่อการเก็บภาษีและรายได้ของรัฐบาลแน่นอน

ส่วนกรณีของปานามา ส.ส.ซิลวาบอกว่า “นี่สำคัญมาก และปานามาต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง (ในแง่ของการพัฒนาเศรษฐกิจ) ถ้าเราต้องการเป็นฮับด้านเทคโนโลยีและผู้ประกอบการที่แท้จริง เราต้องสนับสนุนคริปโตเคอร์เรนซี”

ขณะที่เรฮาลาของปารากวัยตั้งเป้าว่าจะใช้กฎหมายเกี่ยวกับ Bitcoin ดึงดูดนักลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

นอกจากนี้ การรับรองให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ถูกกฎหมายยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง อาทิ ชะลอการเฟ้อ ดึงดูดผู้ประกอบการด้านคริปโตเคอร์เรนซี รวมทั้งเป็นช่องทางในการรวมกลุ่มกันทางการเงินของประเทศที่มักถูกละเลยจากเศรษฐกิจแบบเป็นทางการ

และที่สำคัญคือ เว็บไซต์ Rest of  World ระบุว่า ไม่ว่าประเทศเหล่านี้จะยอมรับ Bitcoin จริงตามที่ประกาศไว้หรือไม่ แต่การประกาศสนับสนุนเหล่านี้ได้ทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่งของมันแล้ว นั่นก็คือ การยกระดับโปรไฟล์ให้บรรดานักการเมืองหนุ่มหัวก้าวหน้า

กรณีของ กาเบรียล ซิลวา จากปานามา เขาเป็นนักการเมืองอิสระที่ขาดกลไกของพรรคการเมืองในการผลักดันกฎหมาย ดังนั้นการผ่านร่างกฎหมายเกี่ยวกับ Bitcoin ที่เขาประกาศไว้ไม่มีทางสำเร็จในระยะเวลาสั้นๆ แต่ถึงอย่างนั้นผู้ติดตามในทวิตเตอร์ของเขาก็เพิ่มขึ้นราว 2 เท่าภายในไม่กี่วันหลังจากที่เจ้าตัวทวีตหนุน Bitcoin

เช่นเดียวกับ ฟรานซิสโก ซานเชส นักการเมืองจากอาร์เจนตินา ทวีตที่เขาเปลี่ยนภาพโปรไฟล์เป็นมีมที่ดวงตาเป็นแสงเลเซอร์ที่บ่งบอกว่าตัวเองเป็นซูเปอร์แฟนของคริปโตเคอร์เรนซี ได้รับการกดไลค์มากที่สุดเท่าที่เขาเคยทวีตมาคือกว่า 7,000 ไลค์

และเรฮาราของปารากวัยที่เพิ่งเข้ามาเล่นการเมืองได้เพียง 3 ปี หลังจากประกาศหนุน Bitcoin ก็ทำให้เขาได้รับความสนใจจากสื่อดังในวงการสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Coindesk และ The Street และ แจ็ก ดอร์ซีย์ ซีอีโอของทวิตเตอร์ก็ยังต้องติดตามเขาด้วย

อย่างไรก็ดี ใช้ว่าการยอมรับ Bitcoin จะมีแต่ข้อดี สำหรับกรณีของเอลซัลวาดอร์นั้น มารีอานา เบนโญโซ ผู้สื่อข่าวชาวเอลซัลวาดอร์และบรรณาธิการของ Derecho y Negocios เผยว่า ไม่เห็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมจากมาตรการนี้

“ท่านประธานาธิบดีเข้าใจว่าคุณไม่สามารถฝากฝังเศรษฐกิจของชาติไว้กับบางสิ่งที่มีความผันผวนอย่าง Bitcoin” เบนโญโซเผยกับ Rest of World โดยเธอเชื่อว่าเป้าหมายของประธานาธิบดีบูเคเลคือ การประกาศที่น่าตื่นเต้น และเขาประสบความสำเร็จแล้ว

Joe Raedle/Getty Images/AFP

สรุปข้อมูล Sinovac ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้หรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656744

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 14:59 น.

สรุปข้อมูล Sinovac ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้หรือไม่?รอยเตอร์สรวบรวมข้อมูลและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนที่พัฒนาโดยประเทศจีนไว้ดังนี้

รอยเตอร์สรายงานว่าขณะนี้มีหลายประเทศที่ใช้ Sinovac วัคซีนต้านโควิด-19 ของจีน ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย บราซิล ไทย และจีนเองท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าวัคซีดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในประเทศอินเดียได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในขณะนี้

Sinovac สามารถป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้หรือไม่

ผู้ผลิตวัคซีนจากจีนไม่ได้เปิดเผยผลลัพธ์ประสิทธิภาพของวัคซีนโดยเจาะจงสายพันธุ์ของโควิด-19 ทั้งในการทดลองทางคลินิกและการใช้งานจริง รวมถึงไม่มีการเปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตาม จง หนานซาน นักระบาดวิทยาและผู้เชี่ยวชาญชื่อดังด้านโรคระบบทางเดินหายใจของจีนยืนยันว่านักวิจัยพบว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อแบบแสดงอาการ และลดอาการรุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์การติดเชื้อในเมืองกวางโจว ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นและกลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก

ขณะที่หลิว เพ่ยเฉิง โฆษก Sinovac กล่าวกับรอยเตอร์สว่าผลลัพธ์เบื้องต้นจากตัวอย่างเลือดผู้ที่ได้รับวัคซีนแสดงให้เห็นว่าการทำให้เป็นกลาง (neutralizing effect) ต่อสายพันธุ์เดลตาลดลง 3 เท่า แต่การฉีดวัคซีนเสริมหรือวัคซีนเข็มที่ 3 สามารถกระตุ้นแอนติบอดีที่แข็งแรงและทนทานต่อสายพันธุ์เดลตาได้อย่างรวดเร็ว

เฟิ่ง จื่อเจี้ยน อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีนกล่าวกับสื่อของจีนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าแอนติบอดีที่ถูกกระตุ้นโดยวัคซีนจีน 2 ยี่ห้อมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอสายพันธุ์เดลตาเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อวัคซีนทั้งสอง

อย่างไรก็ตามเฟิ่งเสริมว่า Sinovac ยังคงมีประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากมณฑลกวางตุ้งซึ่งเป็นที่แรกของจีนที่พบการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา พบว่าผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวมีอาการรุนแรง แต่อาการรุนแรงทั้งหมดมาจากผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน

ขณะที่ จิน ตงหยาน นักนักไวรัสวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกงกล่าวว่าความเห็นของเฟิ่งยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าวัคซีนดังกล่าวสามารถป้องกันอาการป่วยรุนแรงจากสายพันธุ์ได้ เนื่องจากจำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติม

ทั้งนี้ อินโดนีเซียซึ่งมีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงขึ้นอย่างน่าตกใจเนื่องจากมีการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา รวมถึงเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาพบว่าบุคลากรทางการแพทย์หลายร้อยคนติดเชื้อแม้จะได้รับวัคซีนของ Sinovac แล้วก็ตาม

เมื่อเทียบกับวัคซีนอื่นๆ

การศึกษาโดยสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) ในเดือนพฤษภาคมพบว่าวัคซีนของ Pfizer-BioNTech มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยจากสายพันธุ์เดลตา 88% เมื่อฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้ว 2 สัปดาห์ ขณะที่ประสิทธิภาพดังกล่าวจะอยู่ที่ 93% เมื่อเจอกับสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในอังกฤษ

ด้านวัคซีน AstraZeneca จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยจากสายพันธุ์เดลตา 60% เมื่อฉีดครบ 2 เข็ม และ 66% สำหรับสายพันธุ์อัลฟา

ขณะที่วัคซีนชนิดเข็มเดียวจาก Johnson & Johnson ยังไม่มีข้อมูลประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์เดลตา แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในสหรัฐกำลังชั่งน้ำหนักความจำเป็นในการฉีดวัคซีนเสริมด้วยวัคซีน mRNA

ความรุนแรงของสายพันธุ์เดลตาในกวางตุ้ง

มณฑลกวางตุ้งเป็นคลัสเตอร์สายพันธุ์เดลตาที่ใหญ่ที่สุดของจีนโดยพบการติดเชื้อในพื้นที่ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

โดยในกวางโจวเมืองหลวงของกวางตุ้งมีการติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวอย่างน้อย 146 ราย และอีกหลายรายจากเมืองใกล้เคียงอย่างเซินเจิ้นและตงกวน

ขณะที่กวางตุ้งกำลังเร่งฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็วเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด โดยเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมมีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 39.15 ล้านโดส ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 เดือนถัดมา เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนตัวเลขดังกล่าวพุ่งขึ้นเป็น 101.12 ล้านโดสจากประชากรทั้งหมดในกวางตุ้ง 126 ล้านคน

Photo by Luis ROBAYO / AFP

Bitcoin ราคาพุ่งเมื่อมหาเศรษฐีเม็กซิโกออกโรงเชียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656713

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 12:58 น.

Bitcoin ราคาพุ่งเมื่อมหาเศรษฐีเม็กซิโกออกโรงเชียร์มหาเศรษฐีอันดับ 3 ของเม็กซิโกเตรียมผลักดันธนาคารรับทำธุรกรรม Bitcoin รายแรกในประเทศ

ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นหลังจากที่ Ricardo Salinas Pliego นักธุรกิจมหาเศรษฐีอันดับ 3 ของเม็กซิโกทวีตว่าธนาคารของเขากำลังทำงานเพื่อเป็นผู้ให้กู้ที่ยอมรับสกุลเงินดิจิทัลเป็นรายแรกของประเทศ

Salinas Pliego ทวีตเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “ผมและธนาคารของผมกำลังทำงานเพื่อเป็นธนาคารแห่งแรกในเม็กซิโกที่ยอมรับ Bitcoin” พร้อมแนะนำให้ทุกคนหันมาลงทุนใน Bitcoin

ไม่นานหลังจากนั้นเขาทวีตอีกครั้งเป็นภาษาสเปนความว่าสกุลเงินดิจิทัลเป็นวิธีที่ดีสำหรับนักลงทุนในการกระจายการถือครองของพวกเขา “ผมคิดว่านักลงทุนควรเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลและอนาคตของมัน ธนาคาร Banco Azteca กำลังดำเนินการด้านสกุลเงินดิจิทัลสำหรับลูกค้า”

ตามรายงานของ CoinDesk ระบุว่าในวันจันทร์ (28 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นราคาของ Bitcoin ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 34,140.94 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6% จากในศุกร์ (25 มิ.ย.) โดยก่อนหน้านี้ Bitcoin สูญเสียมูลค่าไปเกือบครึ่งหนึ่งหลังจากที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 63,381 เหรียญสหรัฐในช่วงกลางเดือนเม.ย.

แต่ราคาของ Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ร่วงลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเนื่องจากเผชิญกับการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบมากขึ้นทั้งในจีน สหรัฐ และยุโรป

ทั้งนี้ Salinas Pliego ประธานของ Banco Azteca มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 15,800 ล้านเหรียญสหรัฐตามรายงานของ Forbes เขาเป็นเจ้าของอาณาจักรค้าปลีก ธนาคาร สื่อ และธุรกิจอื่นๆ มากมายในเม็กซิโก และยังมีความสนิทสนมกับ Andrés Manuel López Obrador ประธานาธิบดีของเม็กซิโกอีกด้วย

Salinas Pliego แสดงท่าทีสนับสนุน Bitcoin มานานแล้ว โดยในเดือนก.พ. ที่ผ่านมามีผู้สังเกตเห็นว่าเขาติดแฮชแท็ก #Bitcoin ลงบน Bio ทวิตเตอร์ หลังจากที่ราคาของ Bitcoin พุ่งทะลุ 40,000 เหรียญสหรัฐ

Salinas Pliego เผยว่าได้ซื้อ Bitcoin ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2013 ในราคา 200 เหรียญสหรัฐ และยังเคยกล่าวว่า “Bitcoin เป็นการลงทุนที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา” นอกจากนี้เมื่อปลายปีที่แล้วเขายังเผยว่าการลงทุน Bitcoin คิดเป็น 10% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของเขาอีกด้วย

ขณะที่รัฐบาลเม็กซิโกเองก็มีท่าทีที่ดีต่อ Bitcoin โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Eduardo Murat Hinojosa และ Indira Kempis Martinez สมาชิกวุฒิสภาเม็กซิโกแสดงจุดยืนสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าว ทั้งยังเตรียมยื่นเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการยอมรับสกุลเงินดิจิทัลอีกด้วย

Photo by KAREN BLEIER / AFP

วัคซีน Pfizer-Moderna อาจสร้างภูมิคุ้มกันได้นานหลายปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656706

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 12:07 น.

วัคซีน Pfizer-Moderna อาจสร้างภูมิคุ้มกันได้นานหลายปีวิจัยชี้วัคซีน Pfizer และ Moderna สร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวที่สู้กับ Covid-19 ได้หลายปี ไม่ต้องฉีดเข็ม 3    

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่า วัคซีน Pfizer และ Moderna สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายที่สามารถป้องกัน Covid-19 ได้หลายปี

การค้นพบนี้ยิ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าคนส่วนใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนชนิด mRNA อาจไม่ต้องรับวัคซีนบูสเตอร์เข็มที่ 3 ตราบเท่าที่เชื้อไวรัสและสายพันธุ์ของเชื้อไม่ได้พัฒนาไปจากที่เป็นอยู่ในขณะนี้มากนัก ทว่าก็ยังไม่มีการยืนยัน และคนที่หายจาก Covid-19 ก่อนได้รับวัคซีนอาจไม่ต้องรับวัคซีนเข็มที่ 3 แม้ว่าเชื้อไวรัสจะพัฒนาไปมากก็ตาม

“เป็นสัญญาณที่ดีว่าภูมิคุ้มกันของเราจากวัคซีนนี้คงทน” อาลี แอลเบดี นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์และหัวหน้าทีมวิจัยเผย

อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ศึกษาวัคซีนของ Johnson & Johnson แต่แอลเบดีคาดว่าภูมิคุ้มกันจากวัคซีน Johnson & Johnson คงอยู่ได้น้อยกว่าที่ได้จากวัคซีนชนิด mRNA

แอลเบดีและทีมรายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่า ในกลุ่มคนที่หายป่วยจาก Covid-19 เซลล์ภูมิคุ้มกันที่จดจำไวรัสจะอยู่ในไขกระดูกอย่างน้อย 8 เดือนหลังจากติดเชื้อ ส่วนผลการศึกษาของอีกทีมหนึ่งชี้ว่า memory B cells (เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เปลี่ยนเป็น memory B cells ที่เก็บความจำเมื่อได้รับแอนติเจนตัวเดิมอีก memory B cells จะเปลี่ยนไปเป็นพลาสมาเซลล์หลั่งสารภูมิคุ้มต้านทานออกมาได้เร็วกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่าครั้งแรก) ยังคงเติบโตเต็มที่และแข็งแรงอีกอย่างน้อย 1 ปีหลังจากติดเชื้อ

จากงานวิจัยทั้งสองชิ้นนี้ นำมาสู่ข้อสรุปว่าภูมิคุ้มกันอาจคงอยู่อีกหลายปี หรืออาจอยู่ไปตลอดชีวิต ในคนที่ได้รับวัคซีนหลังติดเชื้อ ทว่ายังไม่แน่ชัดว่าการฉีดวัคซีนอย่างเดียวจะได้ผลอย่างเดียวกันนี้

ทีมของแอลเบดีจึงพยายามหาคำตอบดังกล่าวด้วยการศึกษาแหล่งของ memory B cells นั่นคือต่อมน้ำเหลืองซึ่งเซลล์ภูมิคุ้มกันถูกฝึกให้จดจำและต่อสู้กับเชื้อไวรัส

หลังจากติดเชื้อหรือได้รับวัคซีน โครงสร้างพิเศษที่เรียกว่า ศูนย์กลางเจอมินอลในต่อมน้ำเหลืองซึ่งเป็นที่ฟูมฟัก memory B cells ให้จดจำยีนของไวรัส ยิ่ง memory B cells ได้รับการฟูมฟักมากเท่าไรก็ยิ่งมีความสามารถในการสู้กับสายพันธุ์ต่างๆ ของเชื้อไวรัสที่จะเกิดขึ้น

ทีมของแอลเบดีศึกษาอาสาสมัคร 41 คน รวมทั้งผู้ที่เคยติดเชื้อ 8 คน ที่ได้รับวัคซีน Pfizer และ Moderna ครบ 2 เข็มแล้ว โดยทีมได้สกัดตัวอย่างจากต่อมน้ำเหลืองของอาสาสมัคร 14 คนหลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก 3, 4, 5, 7 และ 15 สัปดาห์

พบว่าหลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก 15 สัปดาห์ ศูนย์กลางเจอมินอลยังทำงานอย่างแข็งขันในอาสาสมัครทั้ง 14 คน และจำนวนของ memory B cells ที่จดจำเชื้อโคโรนาไวรัสก็ไม่ลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี

ผลการศึกษานี้ชี้ว่า กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีนจะได้รับการปกป้องในระยะยาวจาก Covid-19 สายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ในขณะนี้ แต่ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันอาจต้องรับวัคซีนเข็มที่ 3 ส่วนผู้ที่หายป่วยจาก Covid-19 และได้รับวัคซีนภายหลังอาจไม่ต้องฉีดเข็ม 3

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า การคาดการณ์ว่าการปกป้องจากวัคซีน mRNA จะคงอยู่ยาวนานเท่าใดให้ถูกต้องเป๊ะๆ เป็นเรื่องยาก สำหรับกรณีที่ยังไม่มีสายพันธุ์ที่สามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันนั้น ในทางทฤษฎีแล้วภูมิคุ้มกันอาจคงอยู่ตลอดชีวิต

ทว่าเชื้อไวรัสกำลังพัฒนาตัวเอง ดังนั้นการพิจารณาว่าจะต้องรับซัคซีนเข็มที่ 3 หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของ Covid-19 ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันที่ลดลงเรื่อยๆ

Photo by Jacob King / POOL / AFP

สองพลังแกร่งฉีด AstraZeneca ตามด้วย Pfizer ภูมิคุ้มกันดีขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656700

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 11:01 น.

สองพลังแกร่งฉีด AstraZeneca ตามด้วย Pfizer ภูมิคุ้มกันดีขึ้นมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเผยผลการศึกษาพบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดีเมื่อผสมวัคซีนต่างชนิด

ผลการศึกษาภายใต้โครงการ Com-COV ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดพบว่าเมื่อฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ของ AstraZeneca ตามด้วย Pfizer โดยเว้นระยะห่าง 4 สัปดาห์สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดีกว่ารับวัคซีนชนิดเดียวกัน

โดยการศึกษาดังกล่าวได้ทำการทดลองฉีดวัคซีนทั้ง 2 ชนิดร่วมกันโดยเว้นระยะห่างแตกต่างกันออกไปเพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ของการใช้วัคซีนต่างชนิด ซึ่งพบว่าไม่ว่าจะเว้นระยะห่างเท่าใด การฉีดวัคซีนของ AstraZeneca ร่วมกับ Pfizer ล้วนสร้างแอนติบอดีในปริมาณที่สูง

การทดลองครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลหลายปรเทศในยุโรปเริ่มเสนอวัคซีนตัวอื่นๆ สำหรับเข็มที่ 2 แทน AstraZeneca หลังมีรายงานถึงภาวะการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในผู้ที่ได้รับวัคซีนดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่อาการเกิดขึ้นเมื่อฉีดวัคซีนเข็มที่ 2

อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์แมทธิว สเนป จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเผยว่าแม้ผลการทดลองครั้งนี้จะช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นในการวางแผนแจกจ่ายวัคซีน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นคำแนะนำในมีการเปลี่ยนแปลงแผนการฉีดวัคซีนก่อนๆ ที่ผ่านกระบวนการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกมาแล้ว

สเนปเสริมว่า แน่นอนว่ามันได้ผลดี แต่ควรคงหลักปฏิบัติเดิมไว้ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เนื่องจากหลักปฏิบัติเดิมที่ฉีดวัคซีน 2 เข็มชนิดเดียวกันได้ผ่านการทดลองทางคลินิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ การวิจัยข้างต้นมีอาสาสมัครผู้เข้าร่วม 830 คนที่ได้รับการฉีดวัคซีน 2 เข็มในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งพบว่าการฉีดวัคซีนของ AstraZeneca ตามด้วย Pfizer กระตุ้นการตอบสนองได้ดีที่สุด

นอกจากนี้การศึกษาดังกล่าวยังพบว่าการฉีดวัคซีน AstraZeneca 2 เข็มโดยเว้นระยะห่าง 45 สัปดาห์นั้นกระตุ้นภูมิคุ้มกันมากขึ้นแทนที่จะน้อยลง ซึ่งอาจเพิ่มความมั่นใจแก่ประเทศที่มีวัคซีน AstraZeneca ในจำนวนจำกัดในขณะนี้

ขณะที่พบว่าการฉีดวัคซีน AstraZeneca เข็มที่ 3 หลังฉีดเข็ม 2 นาน 6 เดือนทำให้ร่างกายสามารถสร้างแอนติบอดีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Photos by GABRIEL BOUYS and Ronny Hartmann / AFP

รัฐบาลไร้น้ำยากับประชาชนทำตามใจชอบ จะโทษใครดี? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656670

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 22:32 น.

รัฐบาลไร้น้ำยากับประชาชนทำตามใจชอบ จะโทษใครดี?ระลอกแรกก็เป็นแบบนี้ ระลอกสองก็เช่นกัน ระลอกสามและสี่ก็คงไม่แคล้วที่จะถามกันอีกว่า ตกลงแล้วเป็นความผิดพลาดของใคร?

หลังจากที่รัฐบาลประกาศล็อคดาวน์แบบอ่อนๆ พร้อมด้วยคำสั่งห้ามกินในร้าน ทำให้เกิดเสียงบ่นระดมไปทั่ว (อันที่จริงเต็มไปด้วยเสียงด่าทอเสียมากกว่า) แม้ผู้เขียนจะไม่ได้ทำมาค้าขายแต่ก็เห็นใจคนค้าคนขายอย่างยิ่งอย่างน้อยก็ในฐานะคนที่กินนอกบ้านเป็นประจำ

รัฐบาลจะบริหารมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้นมันมีหลักฐานคาตาอยู่ เพียงแต่ไม่ใช่แค่รัฐบาลไทยเท่านั้นที่ไปไม่เป็น มาเลเซียต่ออายุล็อคดาวน์ต่อไปอีก ออสเตรเลียก็ต้องล็อคซิดนีย์และจับตาพื้นที่อื่นๆ ญี่ปุ่นกำลังเหงื่อตกเพราะการระบาดหนักอีกรอบ และอีกหลายทีที่ “เดลตา” กำลังเคาะประตูบ้านก็ต้องล้อมบ้านล้อมเมืองอย่างแน่นหนา

ญี่ปุ่นนั้นหนักอกกว่าเพื่อนเพราะเพิ่งจะประกาศหยกๆ ว่าจะจัดโอลิมปิกแน่นอนหลังจากที่พอจะคุมโรคได้นิดหน่อย แต่ในพลันที่ยืนยันว่าจะจัดชัวร์การระบาดก็หนักขึ้นมาเสียอย่างนั้น

เช่นเดียวกับ พล.อ. ประยุทธิ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ลั่นวาจาว่าจะเปิดประเทศภายใน 120 วัน แต่คล้อยหลังไม่กี่วันหลังจากนั้นการระบาดในประเทศก็หนักขึ้นอีก คำสั่งคลายล็อคไม่กี่วันก่อน ต้องถูกทบทวนและยังเพิ่มเติมคำสั่งที่เข้มงวดขึ้นอีก นั่นคือห้ามกินในร้านอาหาร

ผู้เขียนคิดเล่นๆ ว่า ไอ้โควิดนี้เหมือนมันมีญาณหยั่งรู้ หากประเทศไหนทำท่าว่าจะประกาศอิสรภาพ มันจะเข้าไปโจมตีทันที

แม้แต่สหรัฐที่เหมือนจะปกติกันแล้ว ตอนนี้ยังพบผู้ติดเชื้อหลายพันคนทั้งๆ ที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว อันที่จริงสหรัฐไม่ควรเรียกว่า “ปกติแล้ว” บางคนเหมาเอาว่าอเมริกันไม่สวมหน้ากากกันแล้วและนั่งกินตามร้านเหมือนปกติแสดงว่ามาตรการเขาดี

แต่โปรดอย่าลืมว่าช่วงแรกๆ ที่เกิดการระบาดนั้นคนอเมริกันด่ารัฐบาลสาดเสียเทเสียว่าไม่เอาอ่าวอีกทั้งคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาลเอาเลย ทั้งไม่สวมหน้ากากและใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขั้น ยังไม่ต้องเอ่ยถึงพวก Anti-mask ที่ไล่ด่าหรือทำร้ายคนสวมหน้ากาก

เมื่อต้นเดือนนี้เองที่มีผลสำรวจโดย Gallup poll เผยว่า 49% ของชาวอเมริกันที่บอกว่าพวกเขาไม่มีแผนที่จะรับการฉีดวัคซีนบอกว่าพวกเขาสวมหน้ากากในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา ซึ่งหมายความว่าที่เหลือคือราว 50% ไม่รับทั้งวัคซีนและไม่สวมทั้งหน้ากาก ซึ่งถือเป็นตัวเลขผู้สวมหน้ากากที่ต่ำที่สุดเท่าที่มีมา

ดังนั้นอเมริกันไม่ใช่จะเพิ่งมาปกติ แต่เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร

แต่เราจะต้องให้เครดิตการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมของประเทศตะวันตกด้วย (สหรัฐนั้นพึงละไว้ในฐานที่เข้าใจ) ในยุโรปหลายประเทศฉีดวัคซีนอย่างครอบคลุมแล้วและเริ่มใช้ชีวิตปกติ โดยเฉพาะให้เข้าไปนั่งกินในร้านอาหาร

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานยุโรปนั้นเข้มงวดและเคร่งครัด บางประเทศให้เข้าไปนั่งกินได้แล้ว แต่จะต้องมีหลักฐานยืนยันว่าฉีดวัคซีนแล้วหรือมีผลตรวจเป็นลบ เช่น ออสเตรีย เดนมาร์ก และเยอรมนี

แต่มีประเทศหนึ่งที่ฉีดวัคซีนในอัตราที่สูงพอสมควรแล้วแต่ยังไม่ยอมอนุญาตให้ประชาชนเข้าไปกินในร้านสักที นั่นคือไอร์แลนด์ ล่าสุดนี้เพิ่งจะประกาศเลื่อนไปเปิดให้กินในร้านได้ในวันที่ 5 กรกฎาคม อีกประเทศคือกรีซจะเปิดในต้นเดือนกรกฎาคมเช่นกัน

ปรากฎว่าร้านรวงต่างๆ โอดครวญกันใหญ่ หนึ่งในเชฟดังบอกว่า “นี่มันบริหารผิดพลาดชัดๆ” เพราะไอร์แลนด์น่าจะฉีดวัคซีนถึง 80% แล้วเมื่อถึงปลายเดือนมิถุนายน หากฉีดวัคซีนแล้วก็ควรจะเปิดร้านตามปกติได้

รัฐบาลไอร์แลนด์คงระแวงการระบาดของเชื้อเดลตา แต่อังกฤษที่มีเชื้อเดลตาระบาดถึง 90% ของเชื้อทั้งหมดที่พบก็เปิดร้านตามปกติ เพียงแต่ให้ปิดแค่ 22.00 น.

ดังนั้นดูเหมือนว่าแต่รัฐบาลในโลกนี้จะมีมาตรการต่างกันมาก การตัดสินใจอย่างหนึ่งอาจให้ผลเสียหายยับเยิน แต่หากไม่ทำก็ถูกด่ายับเยินเหมือนกัน

แต่กับรัฐบาลไทยนั้นดูเหมือนจะมีเวรกรรมมากกว่าเพื่อน เวรกรรมที่ว่านี้ก็เกิดเป็นผลมาจากการทำและไม่ทำของรัฐบาลนั่นเอง เรื่องที่ผู้เขียนย้ำมาตลอดคือรัฐบาลทำตัวให้ไม่น่าเชื่อถือ สั่งการคนละอย่างสองอย่าง ทำงานไม่ประสานกัน การประชาสัมพันธ์ติดลบ และผู้บริหารประเทศมักทีเล่นทีจริงบ่อยเกินไป

สรุปก็คือรัฐบาลนี้ขาด Integrity ไม่ต้องกับซื่อสัตย์สุจริตราวกับผ้าขาว เพียงแต่ให้ประชาชนรู้สึกว่าสิ่งที่รัฐบาลบอกหรือทำนั้นเชื่อถือได้และคงเส้นคงวาก็พอ ซึ่งตอนนี้มันไม่ใช่

ดังนั้นเมื่อรัฐบาลสั่งอะไรออกมา ประชาชนจึงสับสน หมดหวังที่จะพึ่งพา บ่อยครั้งเข้าก็ไม่ทำตาม

แต่เรื่องนี้จะโทษรัฐบาลทั้งหมดก็ไม่ถูก ต้องโทษประชาชนอย่างเราด้วยที่ “ดื้อ” กับมาตรการต่างๆ และ “เฉยชา” กับภาวะคับขัน

เรียกว่ารัฐบาลรับผิดชอบส่วนหนึ่ง ประชาชนทำกันเองส่วนหนึ่ง แต่สัดส่วนความรับผิดชอบของสองฝ่ายจะเป็น 50-50, 60-40, 70-30 หรือจะเท่าไรนั้นคงต้องรอเวลาให้ประเมินหลังวิกฤตนี้สิ้นสุดลงก่อนจึงจะยุติธรรม

ไหนๆ ก็คนด่ากันเยอะแล้ว วิธีการแก้ปัญหาไม่ค่อยมี จะขอบอกว่าปัญหาเฉพาะหน้าตอนนี้คือทำอย่างไรให้ร้านขายแล้วให้ลูกค้านั่งกินได้ วิธีแก้ก็อย่างที่บอกคือรัฐบาลต้องฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดเพื่อทำอย่างประเทศในสหภาพยุโรป หรืออย่างน้อยก็แบบอังกฤษที่ใช้วัคซีนคล้ายๆ เรา

ปัญหาก็คือ ประเทศตะวันตกใช้วิธีแบบนี้ได้ไม่ใช่เพราะวัคซีนเท่านั้น แต่เพราะมีระเบียบควบคุมธุรกิจบริการ/อาหารที่เข้มงวดกว่าไทย ไทยนั้นมี “เศรษฐกิจสีดำ” ที่อยู่นอกระเบียบจัดการและนอกระบบภาษีมากมายเกือบครึ่งหนึ่งของจีดีพี มันทำให้การดูแลยากเป็นทวีคูณ

ความที่ประเทศไทยไร้ระเบียบอย่างที่สุดนี่เองที่ทำให้การแก้ปัญหาสะดุดครั้งแล้วครั้งเล่า แม้แต่การเยียวยาก็จะตัน เพราะเงินที่นำไปแจกนั้นไม่สามารถดึงคืนมาได้จากคนที่รัฐบาลแจกไปเพราะครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในระบบภาษี

พูดถึงเรื่องนอกระบบแล้ว นอกเหนือจากเรื่องที่ควบคุมไม่ได้อย่างโรคระบาดที่อาจแพร่ในอากาศ มันยังมีหลายกรณีที่เกิดขึ้นในเมืองไทยที่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจบริการบางกลุ่มไม่แยแสกับมาตรการป้องกันโรคเอาเลย

ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างซอฟต์ๆ ที่เจอมาเพราะมันเป็นสิ่งที่เห็นตำตาในชีวิตประจำวัน

วันหนึ่งหลังจากรัฐบาลคลายกฎให้นั่งกินในร้านคราวก่อน ผู้เขียนไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่ง หลังจากสั่งไปแล้วสักพักเพิ่งจะเห็นว่าผู้ปรุงไม่ยอมสวมหน้ากากระหว่างปรุงรอแล้วรออีกก็ไม่ดึงหน้ากากขึ้นมาสวมสักที ในใจก็คิดเข้าข้างเขาว่าของมันร้อนคงจะฆ่าเชื้อไประหว่างปรุงแล้ว แต่แล้วเมื่อปรุงเสร็จก็ยังมาเสิร์ฟทั้งๆ ที่ถอดหน้ากากอนามัย จึงขอปฏิเสธไม่รับเพราะเกรงว่าจะติดโรค 

ขนาดนั่นเป็นร้านที่มีหลักแหล่งไม่ใช่รถเข็น แต่ไม่มีมาตรการดูแลลูกค้าอะไรทั้งสิ้น ทั้งตรวจอุณหภูมิหรือจัดที่ล้างมือให้ ทั้งยังปล่อยปละละเลยให้ผู้ปรุงไม่สวมหน้ากาก

ออกจากร้านนั้นแล้วด้วยความหิวจึงไปสั่งอีกร้านหนึ่งซึ่งมีเครื่องตรวจอุณหภูมิและเครื่องล้างมือให้เสร็จสรรพ ร้านรวงสะอาดดีและน่าไว้ใจ แต่ปรากฎว่าขณะนั่งรอ พนักงานบริการในร้านนั่งห่างไปเพียงชั่วโต๊ะเดียวนั่งทำผมกันกลางร้านกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งไม่ถูกสุขอนามัยเอาเลยไม่ว่าจะมีโควิดหรือไม่มีก็ตาม

แต่ด้วยความหิวและไม่มีร้านอื่นที่น่าไว้ใจกว่านี้จึงกินร้านนั้นไปด้วยความกังวลใจลึกๆ ว่า “จะรอดไหม” แต่ถ้ารอดก็คงไม่กลับไปอีกแล้ว

ที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ก็เพื่อจะย้ำว่าตั้งแต่ก่อนที่จะคลายล็อคดาวน์เมื่อปีที่แล้วผู้เขียนได้แนะนำว่าการระบาดใหญ่เป็นการ Disruption อย่างหนึ่ง ธุรกิจร้านอาหารต้องปรับตัวด้วย โดยเฉพาะในไทยที่มีปัญหาสุขลักษณะของธุรกิจ “อาหารริมทาง” อย่างมาก แต่เรามักอวยกันเองว่าเป็นสวรรค์ Street food จนละเลยจุดนี้ไป

ผู้เขียนคิดว่าบ้านเมืองเรามีอาหารถูกๆ แบบ Street food เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเราจะเป็นประเทศที่พัฒนากว่านี้ สุขอนามัยของบริการด้านอาหารต้องดีกว่านี้ให้มาก ไม่ใช่ว่าจะเน้นแต่ของถูกแต่นำโรคภัยมาสู่ตน เพราะสุขอนามัยถือเป็นเครื่องวัดสวัสดิการชีวิตที่ดีอย่างหนึ่งไม่เฉพาะในช่วงการระบาดใหญ่เท่านั้น

หากไม่ปรับปรุงตัวเองให้ถูกสุขลักษณะพื้นฐานก็อาจจะรอดได้ยากหรือไม่มีอะไรโน้มน้าวใจลูกค้าได้ว่า “เราปลอดภัยเพราะคำนึงถึงความสะอาด”

ยังไม่นับว่ารัฐบาลจะต้องเสียเวลามาใคร่ครวญอีกว่าถ้าให้เปิดกันหมดจะเวิร์กไหม หรือให้เปิดเฉพาะที่อยู่ในระบบภาษีและการควบคุมอนามัยจะถูกด่าว่ารังแกคนจนไหม หรือให้เปิดเฉพาะร้านที่มีมาตรการดูแลลูกค้าครบครันด้วยอุปกรณ์จะถูกด่าว่าเอาใจร้านรวยๆ ไหม?

ผู้เขียนเห็นหลายคนสิ้นหวังกับรัฐบาลและบอกว่าประชาชนดูแลกันเองได้ แต่เท่าที่เห็น การโทษรัฐบาลนั้นมันง่าย (และรัฐบาลก็คงไม่สนใจเอาง่ายๆ ด้วย) ส่วนการดูแลกันเองนั้นมันยาก เอาเข้าจริงประชาชนไม่สามารถดูแลกันเองได้ในหลายๆ เรื่อง เพราะ “คนไทยทำอะไรตามใจชอบ” จึงต้องใช้ระเบียบอันเข้มงวดและการบังคับใช้ที่เด็ดขาดของทางการ

เพียงแต่มันจะกลับไปสู่ปัญหาเดิมที่ผู้เขียนเอ่ยถึง คือรัฐบาลนี้ขาดความน่าเชื่อถือกระทั่งไม่ชวนให้ประชาชนเชื่อและทำตาม จนทำให้ชวนคิดว่าจริงๆ แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลหรือประชาชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยู่ที่แต่ละฝ่ายไม่เข้าขากันมากกว่า

ขณะที่ไอซ์แลนด์เพิ่งจะยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับโควิด-19 ในประเทศทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า 87% ของผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส ทำให้ไอซ์แลนด์อาจเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปกลุ่มแรกๆ ที่ยุติมาตรการจำกัด

ดร.ธอโรลเฟอร์ กุดนาสัน (Dr Thorolfur Gudnason) นักระบาดวิทยาชื่อดังของไอซ์แลนด์บอกกับ Bloomberg ว่า ในไอซ์แลนด์นั้น “ทุกคนพายเรือไปในทิศทางเดียวกัน และนั่นคือเหตุผลที่เราได้ผลลัพธ์ที่เรามี” นั่นคือสามารถคลายล้อคดาวน์ได้

ส่วนเมืองไทยนั้นแม้แต่ในรัฐบาลยังพายกันคนละทิศละทาง ยังไม่นับพวกที่เท้าราน้ำอีกมากมาย

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

Asean reports over 39,000 Covid-19 cases for fourth consecutive day #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40002578

Asean reports over 39,000 Covid-19 cases for fourth consecutive day


Southeast Asia reported 39,463 new Covid-19 cases on Monday, higher than Sunday’s 39,054, but deaths were lower at 614, down from the previous days 665.

The number of Covid-19 cases crossed 4.81 million across Asean, while the death toll rose to 92,935.

Indonesia reported more than half the cases in the region with 20,694 and 423 deaths on Monday, taking cumulative cases in the country to 2,135,998 patients and the death toll to 57,561. Indonesia’s medical association said that since the outbreak had started 405 doctors and 326 nurses have died due to Covid-19. The province that has reported the most deaths of both professions is East Java, with 69 doctors and 117 nurses dying.

Meanwhile, the Malaysian prime minister announced a 150-billion ringgit (THB1.15 trillion) aid package to help those affected by the outbreak after the government extended the countrywide lockdown indefinitely. The package includes a wage subsidy programme, cash aid, loan moratoriums, tax breaks, grants, subsidies and other measures. The government will also spend an additional 1 billion ringgit to ramp up the inoculation programme, including 400 million ringgit to buy more vaccines.

Published : June 29, 2021

By : THE NATION

Canada sets record temperature of over 114 degrees amid heat wave, forecasts of even hotter weather #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40002576

Canada sets record temperature of over 114 degrees amid heat wave, forecasts of even hotter weather


Lytton, a village in British Columbia, became the first place in Canada to ever record a temperature over 113 degrees Fahrenheit on Sunday – and experts are predicting even hotter weather to come.

The temperature in Lytton soared to just under 115 degrees Sunday, according to Environment Canada, a government weather agency.

That’s just one degree lower than the all-time record in Las Vegas. The previous records for hottest temperature, both 113 degrees, were set in Yellow Grass and Midale in Saskatchewan on July 5, 1937.

“It’s warmer in parts of western Canada than in Dubai. I mean, it’s just not something that seems Canadian,” Environment Canada senior climatologist David Phillips told CTV News on Saturday.

Even in the metropolitan hub of Vancouver, parks, beaches and pools have been flooded with residents eager to cool off as the temperature hit 89 degrees at the local airport on Sunday – a record in a coastal city that usually has mild weather.

This year, Canada’s record comes amid a severe heat wave in the Pacific Northwest, where Portland and Seattle have set records: 112 degrees and 103 degrees, respectively.

Lytton’s record may not stand for long. In a tweet, Environment Canada suggested that as more readings from Sunday come in, new records could be set.

And the heat wave is expected to continue for several more days. CTV News reported that predictions for Tuesday suggest Lytton could reach almost 117 degrees.

The high temperatures in the region have been blamed on a “heat dome” – a sprawling area of high pressure – currently sitting over western Canada and the Pacific Northwest. Experts say climate change can make extreme weather events like this more common.

Air conditioning is not standard in British Columbia, and Canadian outlets reported that locals were having a hard time finding air conditioners and fans over the weekend.

Environment Canada has issued heat warnings for a variety of people, including young children, pregnant women, the elderly and those with chronic illnesses.

BC Hydro, the main electric utility company in British Columbia, warned Monday that electricity demand was also setting records. “Extreme heat leads to record-breaking electricity demand for a second day in a row,” the company said on Twitter.

Published : June 29, 2021

By : The Washington Post · Adam Taylor

UN human rights chief calls for reparations to address systemic racism around the world #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40002575

UN human rights chief calls for reparations to address systemic racism around the world


Two days after the sentencing of Derek Chauvin for the murder of George Floyd, which sparked a global reckoning over racism and policing, the United Nations Human Rights Council released a report calling on countries to adopt a “transformative agenda” to fight systemic racism.

The wide-ranging report, ordered last year in the wake of Floyd’s killing, examined deaths by police across nations and legal systems, and found “an alarming picture of systemwide, disproportionate” burdens on Black people in their encounters with police and criminal justice systems internationally. Across borders, the report noted “striking similarities” and patterns, including in victims’ fight for justice, and made sweeping recommendations, mostly without dwelling on specific national circumstances.

“Racial discrimination in law enforcement cannot, as the Human Rights Council recognized, be separated from questions of systemic racism,” wrote U.N. human rights chief Michelle Bachelet, a former president of Chile, in the report. “Only approaches that tackle both the endemic shortcomings in law enforcement, and address systemic racism – and the legacies it is built on – will do justice to the memory of George Floyd and so many others whose lives have been lost or irreparably damaged.”

Bachelet recommends a whole-of-society, time-bound mechanism to advance racial justice in the context of law enforcement all across the world, identifying a “long-overdue need to confront the legacies of enslavement . . . and to seek reparatory justice.”

The report makes a broad case for reparations. “Reparations should not only be equated with financial compensation,” she wrote, arguing that the concept should also include restitution, rehabilitation, educational reforms, acknowledgment, apologies, memorialization and “guarantees” against further injustice.

In June 2020, the 47-member U.N. Human Rights Council adopted unanimously a resolution brought by African nations that condemned discrimination and violence in policing and requested the report on systemic racism.

“It is important to show Africa . . . the Human Rights Council has heard the plight of African and people of African descent calling for equal treatment and application of equal rights for all,” said Ambassador Dieudonné W. Désiré Sougouri of Burkina Faso, who presented the African resolution in 2020.

Bachelet called out governments that deny that racism “is still happening now, as well as what happened in the past” – and emphasized the importance of “debunking false narratives.”

In analyzing 190 police-related fatalities, the report found that in many cases the victims did not pose a threat that would justify the levels of force used.

Across countries, rarely were the law enforcement officers held accountable for apparent overreach or human rights violations, the report said. Reasons given included insufficient investigations, lack of oversight and accountability mechanisms, and a “presumption of guilt” affecting Black people, along with trials without a mechanism to factor in racial discrimination and institutional bias.

The U.N. investigation also looked into disproportionate use of force at anti-racism protests, including in the United States. It found that a large number of protesters were arrested and labeled as “terrorists” and “sick and deranged anarchists and agitators.” Bachelet wrote that such clampdowns should be seen within the broader context of intimidation and reprisals against those standing against racism.

The past year of mobilization against racism internationally has shifted debates toward systemic and institutionally perpetuated racism, the report found, and it says that systemic racism needs a systemic response.

ADVERTISEMENT

Published : June 29, 2021

By : The Washington Post · Sammy Westfall

US forces come under fire after airstrikes against Iran-backed militias in Syria, Iraq #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40002574

US forces come under fire after airstrikes against Iran-backed militias in Syria, Iraq


U.S. forces said Monday that they came under rocket attack hours after they carried out airstrikes against Iran-backed militia targets in Syria and Iraq in what officials had described as an effort to deter mounting violence by anti-American groups.

Aspokesman for the U.S.-led coalition in Iraq and Syria, Army Col. Wayne Marotto, said that multiple rockets had targeted a facility housing U.S. troops near al-Omar oil field in northeast Syria. No casualties were reported. Marotto said U.S. forces responded in self-defense with artillery fire targeting positions where the rockets were launched.

No one claimed responsibility for the rocket attacks, but video of the assault was shared on Telegram social media channels used by the militias.

U.S. officials have said the American airstrikes carried out a night earlier were meant to stem militia attacks on U.S. forces, but the Iran-backed groups have sworn revenge, raising the prospect of a further escalation.

The Iraqi government condemned the U.S. airstrike against Iranian-linked militias on Iraqi soil early Monday, underscoring how combustible the situation has become. Iraq described the overnight strike as a “blatant” violation of national sovereignty that breached international conventions.

“Iraq reiterates its refusal to be an arena for settling scores,” Prime Minister Mustafa al-Kadhimi said in a statement, urging both sides to refrain from escalation.

The latest violence comes amid rising U.S. concern over the use of small, explosive-laden drones by Iran-backed groups targeting American and Iraqi personnel in Iraq. U.S. officials describe the emerging drone threat as one of the chief concerns for the small U.S. military mission remaining in the country.

The U.S. airstrikes followed a spate of drone strikes early Saturday in Iraq’s Kurdish region. A congressional aide with knowledge of the Biden administration’s decision-making said the attacks involved Iranian-manufactured drones similar to those that have prompted alarm in Washington as they evade detection systems and strike sensitive targets.

Kadhimi is under pressure from Washington to rein in attacks on U.S.-linked targets. But in practice, Iraq’s network of militia groups, some of them backed by Iran, often hold more power than the prime minister does, experts say, heightening the stakes for any confrontation with them.

As if to underscore the point, thousands of Iraqi paramilitary fighters marched Saturday in the eastern province of Diyala as part of an annual parade, attended this year by Kadhimi, that showcased the range of tanks and rocket launchers in their disposal.

Hours earlier in Iraq’s Irbil province, two of the Iran-linked drones landed roughly a mile from where a new U.S. Consulate is being built, according to the congressional aide and the area’s governor.

In the airstrikes that followed, U.S. forces hit one site used in the launch and recovery of armed unmanned aircraft and another targeted site was a logistics hub, said an official, who spoke on the condition of anonymity due to the sensitivity of the situation.

Kataib Sayyid al-Shuhada, an Iran-backed group largely based in Iraq, said that four of its militiamen were killed. Photographs suggested that the youngest among them was in his early 20s.

A U.S. official with knowledge of the strikes said that the deaths appeared to have happened in Syria and that the strike in Iraq had targeted a storage facility with nobody on-site.

Separately, Syrian state media said, without providing evidence, that U.S. strikes hit residential buildings near the border around 1 a.m. local time, killing a child and wounding three residents.

The militia groups that were targeted said they would seek revenge. “We will not remain silent about the continued presence of the American occupation forces,” groups calling themselves the Iraqi Resistance Coordination Commission said in a statement. “We will make the enemy taste the bitterness of revenge.”

During a visit to Rome on Monday, U.S. Secretary of State Antony Blinken said he hoped the U.S. airstrikes would deter future attacks by Iraqi militias. “I think we’ve demonstrated both with the actions taken last night and actions taken previously that the president is fully prepared to act and act appropriately and deliberately to protect U.S. interests, to protect our people, to protect our personnel,” he said, referring to an earlier set of strikes on the Syrian side of the border.

U.S. officials have counted at least six attacks since April that use drones that appear to have been manufactured by Iran or by its proxies.

“President Biden has been clear that he will act to protect U.S. personnel,” Pentagon spokesman John Kirby said. “Given the ongoing series of attacks by Iran-backed groups targeting U.S. interests in Iraq, the president directed further military action to disrupt and deter such attacks.”

Iraqi officials have lobbied their U.S. counterparts to avoid retaliatory strikes on Iraqi soil, arguing that they would complicate the already delicate politics surrounding the remaining U.S.-led coalition forces in Iraq.

ADVERTISEMENT

That force has been cut in half to roughly 3,000 troops since the start of last year, after the U.S. assassination of Iranian military commander Qasem Soleimani and senior Iraqi militia leader Abu Mahdi al-Muhandis outside Baghdad Airport prompted Iraq’s parliament to urge the expulsion of all U.S. troops.

Despite significant pressure to produce a timetable for the force’s final departure, Iraqi military officials argue that the force’s intelligence and aerial support are still crucial elements in maintaining pressure on Islamic State remnants in Iraq.

The U.S. strikes came after increasingly brazen and sophisticated attacks by Iranian-backed militias on U.S.-linked forces. Officials in Washington say these are probably linked to Kataib Hezbollah, a group that U.S. forces have bombed on several occasions in Iraq.

Increasingly, militiamen are now turning to small, fixed-wing drones that fly too low to be picked up by defensive systems, military officials and diplomats have said. In April, one of the drones hit a CIA hangar in Irbil province, concerning U.S. officials so much that retaliatory military action was briefly considered. A U.S.-led coalition official said that the drone had been tracked to within 10 miles of its target before it strayed into a civilian flight path, making interception too risky.

Fears have been mounting that continuing militia attacks could trigger an escalation in violence between U.S. forces and Iranian-backed groups that operate in the region.

Published : June 29, 2021

By : The Washington Post · Louisa Loveluck, John Hudson, Alex Horton