ชาติอาเซียนแห่สั่งซื้อ Moderna โควตาปีนี้ใกล้เต็มแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656829

วันที่ 30 มิ.ย. 2564 เวลา 13:15 น.

ชาติอาเซียนแห่สั่งซื้อ Moderna โควตาปีนี้ใกล้เต็มแล้วผู้จัดหาและกระจายวัคซีน Moderna ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผยยอดจัดส่งในปีนี้ใกล้เต็มแล้ว

รอยเตอร์สรายงานว่าบริษัทซิลลิค ฟาร์มา ผู้จัดหาและกระจายวัคซีนต้านโควิด-19 จาก Moderna ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผยว่ายอดจองวัคซีนดังกล่าวที่จะสามารถจัดส่งได้ในปีนี้ใกล้เต็มแล้ว เนื่องจากความต้องการวัคซีนของแต่ละประเทศเพิ่มสูงมาก โดยหากสั่งจองวัคซีนหลังจากนี้เป็นต้นไปมีความเป็นไปได้ว่าจะได้รับวัคซีนในปีหน้า

จอห์น เกรแฮม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทซิลลิค ฟาร์มา ระบุว่าขณะนี้เหลือวัคซีนเพียงบางส่วนเท่านั้นจะสามารถจัดส่งได้ในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากปริมาณวัคซีนที่จะจัดส่งได้ในปีนี้ใกล้เต็มโควตาแล้ว ดังนั้นคำสั่งซื้อวัคซีนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะได้รับในปี 2022

อย่างไรก็ตามสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตวัคซีน โดยทางบริษัทจะพยายามจัดสรรวัคซีนให้ได้มากที่สุดเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของทุกประเทศในภูมิภาค

นอกจากนี้เกรแฮมเผยว่ายังมีบางประเทศที่ต้องการวัคซีนของ Moderna สำหรับใช้เป็นบูสเตอร์หรือวัคซีนเข็มเสริมในปี 2022 ถึง 2023 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน อาทิ เกาหลีใต้ ส่งผลให้ความต้องการวัคซีนมีมากขึ้นไปอีก

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของทุกประเทศในการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้นในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ และไทย โดยหลายประเทศฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรไปไม่ถึง 10%

นอกจากนี้หลายประเทศในภูมิภาคยังได้รับผลกระทบจากการส่งมอบวัคซีนผ่านโครงการโคแวกซ์ล่าช้า อันเนื่องมาจากปัญหาการชะลอส่งออกวัคซีนจากซัพพลายเออร์รายใหญ่ในอินเดีย

ทั้งนี้ รอยเตอร์สระบุว่าบางภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และไทยได้ติดต่อหรือเซ็นสัญญาซื้อวัคซีน Moderna แล้ว และบางแห่งเริ่มได้รับวัคซีนไปแล้วเช่นกัน

Photo by Joseph Prezioso / AFP

ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐแนะให้บังคับฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656819

วันที่ 30 มิ.ย. 2564 เวลา 12:01 น.

ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐแนะให้บังคับฉีดวัคซีนด้วยความกังวลว่าเชื้อสายพันธุ์เดลตาจะระบาดหนักผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐจึงเรียกร้องให้บังคับฉีดวัคซีน

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐเสนอแนะให้สถานศึกษาและสถานประกอบการออกข้อบังคับให้ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เพื่อปกป้องชีวิตชาวอเมริกันทั้งในที่อยู่อาศัยและที่ทำงาน เนื่องจากเชื้อสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดียกำลังระบาด

เกรกอรี โปแลนด์ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์และโรคติดเชื้อจากศูนย์การแพทย์มาโยในรัฐมินนิโซตาเผยกับ AFP ว่า แนวคิดนี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคล แต่ความกังวลเหล่านี้ต้องชั่งน้ำหนักกับสุขภาพของคนส่วนใหญ่

โครงการฉีดวัคซีนของสหรัฐเริ่มชะลอลงหลังจากระดมฉีดจนถึงจุดสูงสุดเมื่อกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ชาวอเมริกันเข้าฉีดวัคซีนวันละ 600,000 คนเท่านั้น ลดลงจากช่วงสูงสุดที่วันละกว่า 4 ล้านคน แม้ว่าจะขยายช่วงอายุให้ฉีดวัคซีนได้ตั้งอต่อายุ 12 ปีขึ้นไป

ขณะนี้พบการติดเชื้อสูงขึ้นในชุมชนที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ อาทิ เมืองสปริงฟิลด์ของรัฐมิสซูรีที่มีอัตราติดเชื้อ 38 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่มีเพียง 35% ได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประทเศที่อยู่ที่ 54% เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นที่มีแนวคิดทางการเมืองแบบอนุรักษนิยม

ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า คนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงให้ตัวเองเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสี่ยงให้ผู้อื่นด้วย โดย 99% ของผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 27,000 คนในเดือน พ.ค.ที่ผานมา ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ขณะที่ความเสี่ยงของคนที่ได้รับวัคซีนแล้วก็ไม่ได้เป็น 0

ลอว์เรนซ์ กอสติน ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายสุขภาพคาดว่าข้อเสนอให้ภาคธุรกิจและมหาวิทยาลัยออกกฎบังคับฉีดวัคซีนจะถูกฟ้องร้องถล่มทลายแต่ในท้ายที่สุดข้อเสนอนี้จะชนะ เพราะมีกฎหมายเอื้ออยู่

จากข้อมูลของ Chronicle of Higher Education พบว่า วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยกว่า 500 แห่งได้ดำเนินการแล้ว โดยทางการท้องถิ่นของเมืองซานฟรานซิสโก บริษัทด้านการเงิน Morgan Stanley และโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองฮุสตันที่ชนพคดีที่ลูกจ้างฟ้องร้องคัดค้านมาตรการบังคับฉีดวัคซีน

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เสนอให้มีข้อยกเว้น อาทิ ผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันในส่วนประกอบของวัคซีน หรือผู้ที่เพิ่งป่วยกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

ทว่า ข้อเสนอนี้ต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากใน 17 รัฐมีคำสั่งห้ามมีข้อกำหนดให้ต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนก่อนกระทำการใดๆ

ทั้งนี้ สหรัฐเคยบังคับให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษในสมัยของประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน ในปี 1777

Photo by MARTIN BUREAU / AFP

2 เข็มไม่พอ! เกาหลีใต้จ่อตุน mRNA เป็นเข็มเสริมในปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656805

วันที่ 30 มิ.ย. 2564 เวลา 10:40 น.

2 เข็มไม่พอ! เกาหลีใต้จ่อตุน mRNA เป็นเข็มเสริมในปีหน้าเกาหลีใต้วางแผนจัดหาวัคซีน mRNA เพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นวัคซีนเข็มเสริมกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ประชาชนในปีหน้า

รอยเตอร์สรายงานว่านายกรัฐมนตรีคิม บู กย็อม ของเกาหลีใต้กล่าวเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ว่ารัฐบาลกำลังวางแผนที่จะจัดหาวัคซีนต้านโควิด-19 ชนิด mRNA ในจำนวนมากขึ้นเพื่อใช้สำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกันประชากรทุกคนในปีหน้า

นายกรัฐมนตรีคิม บู กย็อมระบุว่าเบื้องต้นรัฐบาลมีแผนที่จะจัดหาวัคซีนโดยมุ่งเน้นวัคซีนชนิด mRNA ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับประชาชนทั้งหมดอย่างน้อยคนละ 1 โดสภายในปีหน้า

โดยที่ผ่านมาเกาหลีใต้ได้ตกลงซื้อวัคซีนชนิด mRNA จำนวน 106 ล้านโดสจาก Pfizer และ Moderna เพื่อให้ครอบคลุมการฉีดวัคซีนให้ประชากร 52 ล้านคนในปีนี้

รัฐบาลตั้งเป้าที่ฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสให้แก่ประชากรอย่างน้อย 70% ของประชากรทั้งหมดภายในเดือนพฤศจิกายนเพื่อพยายามสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยขณะนี้มีประชากรประมาณ 30% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสแล้ว

นอกจากนี้ผู้นำเกาหลีใต้ระบุว่าจำเป็นต้องมีการขยายกรอบการฉีดวัคซีนเพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนจะสามารถกลับไปเรียนที่โรงเรียนได้อย่างปลอดภัย หลังจากที่รัฐบาลเกาหลีใต้อนุมัติใช้วัคซีนของ Pfizer ในประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป และ Moderna สำหรับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป

ซึ่งขณะนี้วัคซีนของ Pfizer ได้รับการอนุมัติให้ใช้กับเด็กอายุ 12 ถึง 15 ปีแล้ว ขณะที่ Moderna กำลังอยู่ระหว่างการรออนุมัติหลังข้อมูลจากการทดลองแสดงให้เห็นว่าวัคซีนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพดี

ทั้งนี้ ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเกาหลีใต้อยู่ที่ต่ำกว่า 700 รายต่อวันตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา แต่พบเชื้อกลายพันธุ์มากขึ้น โดยสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคระบุว่า 83% เป็นสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร และ 10% เป็นสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดีย

Photo by THOMAS KIENZLE / AFP

เพื่อนบ้านฟื้นไว ทำไมเศรษฐกิจไทยยังมืดมน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656776

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 21:03 น.

เพื่อนบ้านฟื้นไว ทำไมเศรษฐกิจไทยยังมืดมนอะไรที่เป็นสาเหตุของ ‘โศกนาฏกรรมสยาม’? เพราะรัฐบาลล้มเหลว เพราะการพึ่งพาบางอุตสาหกรรมมากเกินไป หรือเพราะไทยหมดวาสนาแล้ว?

ไม่น่าแปลกใจเมื่อนายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานเสวนา “ฟ้าหลังฝน มิติใหม่ท่องเที่ยวไทย ว่า ธปท. คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลา และอาจจะต้องรอถึงไตรมาส 1/2566 กว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้ในระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19″

ยิ่งโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ๆ ทำให้ประเทศไทยลักปิดลักเปิดอยู่แบบนี้เห็นทีจะกอบกู้สถานการณ์ได้ยาก

การที่รัฐบาลใช้วิธีที่ไม่เคลียร์เดี๋ยวจะล็อคก็ไม่ล็อค คำสั่งก็ขัดแย้งกันเองหลายครั้ง ทำให้ประชาชนสับสน คนต่างชาติไม่รู้ทำตัวแบบไหนดี มีเพจข่าวไทยในภาษาจีนแหล่งหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นเสียงสะท้อนของคนต่างชาติได้บอกว่า คนจีนรู้สึกงงกับรัฐบาลไทยว่าจะล็อคหรือไม่ล็อค เทียบกับรัฐบาลจีนแล้วก็ล็อคไปเลยหรือไม่ล็อคก็ประกาศให้ชัด

คนจีนว่าไว้ก็ถูก ไม่ใช่เหยียบเรือสองแคมแบบนี้ เป็นส่วนสัญญาณไปถึงคนต่างชาติภายนอกประเทศว่าเมืองไทยไว้ใจไม่ได้ ต่อให้ทำ Phuket sandbox แล้วใครเข้าจะมั่นใจได้ ไม่ใช่ว่ามาถึงไทยแล้วรัฐบาลเปลี่ยนใจอีกเล่า?

ผู้เขียนเข้าใจว่ารัฐบาลกลัวว่าจะล็อคดาวน์เด็ดขาดแล้วเศรษฐกิจจะพังนั่นเอง แต่ถ้าไม่ล็อคคนก็จะล้มป่วยกันมากมาย โจทย์แบบนี้ตีให้แตกได้ยาก แต่อย่างน้อยก็ควรบอกให้มันกระชับ ชัดเจน และเด็ดขาดสักหน่อยว่าคิดจะทำอะไรบ้าง

ผู้เขียนได้ยินมาว่าคนจีนอยากจะกลับมาเที่ยวเมืองไทยใจจะขาด อะไรที่เป็นของไทยๆ ตอนนี้เป็นที่นิยมในจีนมากเพราะคนจีนคิดถึงของไทยๆ และเที่ยวในไทย อย่างไม่กี่วันก่อนมีแฮชแท็กเทรนดิ้งในโซเชียลมีเดียของจีน แชร์เรื่องการการทำอาหารไทยโดยใช้กุ้ง ซึ่งในโซเชียลจีนจะมีการแท็กเรื่องไทยแบบนี้เป็นระยะ

ต่อให้คนไทย (บางคน) เบื่อทัวร์จีนมากแค่ไหนก็ตาม แต่ผู้เขียนเชื่อว่าในวงการท่องเที่ยวตอนนี้อยากจะรับทัวร์จีนใจจะขาดแล้ว

แต่เกรงว่ามันจะไม่ง่ายแบบนั้นเพราะ 1. เดลตากำลังอาละวาด และ 2. รัฐบาลเริ่มเมาหมัด

การที่ ธปท.มองไปถึงปี 2566 นั้นไม่เกินเลยไปจากความจริง อาจจะต่ำกว่าความเป็นจริงเสียด้วยซ้ำเพราะเราไม่รู้ว่าโควิด-19 จะแตกแขนงเป้นสายพันธุ์ที่ดุร้ายกว่านี้หรือไม่

เศรษฐกิจไทยมืดมนสิ้นหวังเพราะพึ่งพาการท่องเที่ยวมากเกินไป จะหวังให้รัฐบาลกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวเพื่อเลิกพึ่งการท่องเที่ยวก็คงยาก เพราระยะสั้นยังเอาไม่อยุ่ และไทยต้องการเงินจากการท่องเที่ยวมาฟื้นฟูประเทศ

หันมามองที่เพื่อนบ้าน ในวันที่บทความนี้เขียนขึ้น สำนักงานสถิติทั่วไปของเวียดนามรายงานว่าเศรฐกิจของเวียดนามขยายตัว 6.61% ในเดือนเมษายน-มิถุนายน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า 4.65% สำหรับครึ่งปีแรกเติบโต 5.64% สอดคล้องกับความคาดหวังของรัฐบาล

เศรษฐกิจเวีดยนามขยายตัว 2.91% ในปี 2020 นับเป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ แต่ก็ตั้งเป้าไว้ที่อัตรา 6.5% ในปีนี้

สำนักข่าว AFP รายงานว่า “ประเทศนี้ (เวียดนาม) เป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในเอเชียมานานแล้ว และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ขยายตัวในปีที่แล้วหลังจากประสบความสำเร็จในการควบคุมไวรัสที่เลวร้ายที่สุด”

เทียบกับไทยแล้วช่างน่าหดหู่ เมื่อไม่กี่วันก่อน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอีกครั้งสำหรับปีนี้เป็น 1.8% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 3% อันเนื่องมาจากประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงและอุปสงค์ภายในประเทศที่ลดลงเนื่องจากคลื่นลูกที่สามของโควิด-19

ธปท. ยังปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2565 จาก 4.7% เหลือ 3.9%

ขณะที่จากการประเมินประจำปีล่าสุดของ IMFคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะเติบโตที่ 2.6% ในปี 2564 แต่ไม่น่าว่าในอนาคต IMF อาจต้องปรับคาดการณ์เหมือนกันเพราะ ธปท. ก็เพิ่งปรับไป

ตราบใดที่เราหวังเงินจากการท่องเที่ยว ตัวเลขเศรษฐกิจจะคึกคักแบบเวียดนามเห็นจะเป็นไปได้ยาก (และจะเปลี่ยนไปดึงเงินจากแหล่งอื่นก็ยากเช่นกันในเวลานี้)

มาดูการประเมินของ IMF ว่าเขามองเศรษฐกิจไทยอย่างไรจากรายงานเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2021 ข้อแรกบอกเลยว่าเป็นเพราะผลกระทบจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

“การระบาดใหญ่ทำให้กระแสการท่องเที่ยวหยุดชะงักลงอย่างกะทันหันและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ จีดีพีของประเทศไทยลดลง 6.1% ในปี 2563 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินในเอเชีย ภาคการท่องเที่ยวซึ่งมีสัดส่วนประมาณหนึ่งในห้าของจีดีพีและ 20% ของการจ้างงาน ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษจากการหยุดการเดินทางของนักท่องเที่ยว”

IMF ชี้ว่าไทยพึ่งพาเศรษฐกิจภาค Contact-intensive sectors มากเกินไป ซึ่งประมินได้ว่านี่คือ “จุดอ่อน” เพราะมันคือธุรกิจที่ต้องสัมผัส/พบปะกับผู้คน เช่น งานบริการประเภทต่างๆ การท่องเที่ยว ความงามและสุขภาพ ไปจนถึงการบิน ธุรกิจจำพวกนี้ชะงักงันอย่างถึงที่สุดเพราะโลกเข้าสู่ภาวะ Contactless ที่ต้องสัมผัส/พบปะกันให้น้อยที่สุดเพื่อละการระบาด IMF ระบุว่า

“การที่ไทยต้องพึ่งพาภาคส่วนติดต่อเข้มข้น (Contact-intensive sectors) และปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีมายาวนาน เช่น ความไม่เป็นทางการสูง (ในทางเศรษฐกิจหรือเศรษฐกิจนอกระบบ) ซึ่งปรากฏชัดก่อนการระบาดใหญ่ ถือเป็นแรงผลักดันอย่างมากให้ไทยต้องปรับตัวเศรษฐกิจให้เข้ากับโลกหลังเกิดโรคระบาด การขยายขนาดการลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมกับการปรับปรุงผลการฝึกอบรมและการศึกษา และการส่งเสริมนวัตกรรมจะกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของเศรษฐกิจ และลดความเสียหายทางเศรษฐกิจในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากการระบาดใหญ่”

ในบทความก่อนหน้านี้ของผู้เขียน (รัฐบาลไร้น้ำยากับประชาชนทำตามใจชอบ จะโทษใครดี?) ได้ชี้ถึงปัญหาเดียวกับที่ IMF ระบุไว้คือประเทศมีเศรษฐกิจสีดำหรือเศรษฐกิจไม่เป็นทางการ/นอกระบบสูงมาก ทำให้จัดการอะไรได้ลำบาก หนทางเดียวที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนก็คือต้องทำให้เกิดการ Disruption ในธุรกิจที่เป็นความหวังของประเทศ เรายังต้องการเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวแต่จะต้องไม่พึ่งพามันมากเกินไปจนประเทศเป็นอัมพาตหากเกิดภาวะ Contactless แบบนี้อีก

หันมาดูที่เวียดนามกันบ้างว่า IMF มองแบบไหน? บทความเมื่อเดือนมีนาคมของ IMF พาดหัวว่า “เวียดนาม: ประสบความสำเร็จในการหลีกเลี่ยงโรคระบาด” พร้อมกับโปรยสรุปว่า “แม้จะมีโควิด-19 แต่เศรษฐกิจของเวียดนามยังคงมีความยืดหยุ่น โดยขยายตัว 2.9% ในปี 2020 ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในโลก และคาดว่าการเติบโตจะอยู่ที่ 6.5% ในปี 2564 ด้วยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มาตรการควบคุมที่เด็ดขาด และการกำหนดเป้าหมายการสนับสนุนจากรัฐบาลที่ดี ตามการประเมินเศรษฐกิจของประเทศประจำปีล่าสุดของไอเอ็มเอฟ”

IMF ระบุว่าเวียดนามมีความ “ยืดหยุ่น” หรือเอาตัวรอดได้ดี (resilient) ซึ่งคำๆ นี้แต่ก่อนแต่ไรมักใช้กับประเทศไทย แต่เดี๋ยวนี้เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยจะ resilient เสียแล้ว

การประเมินนี้ทำไว้เมื่อเดือนมีนาคมก่อนที่เวียดนามจะ “ด่านแตก” ในเดือนพฤษภาคม กระนั้นก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจของเวียดนามที่ออกมาในเดือนมิถุนายนก็ยังดี เพราะ (IMF ระบุว่า) “การลงทุนจากต่างประเทศที่แข็งแกร่งและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดช่วยเสริมความแข็งแกร่งของความยืดหยุ่นภายนอก สุขภาพของระบบธนาคารดีขึ้น โดยมีผลกำไร สภาพคล่องสูงขึ้น และสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้น้อยกว่าในอดีต”

และ “การก่อตัวของตัวรับแรงกระแทกทางการคลัง (ซึ่งช่วยหนุนความมั่นคงทางการคลัง) ปัจจัยภายนอก (การลงทุนจากต่างประเทศ) และความแข้งแกร็งทางการเงินเหล่านี้ก่อนเกิดการระบาดใหญ่ทำให้เวียดนามมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อต้องพบกับภาวะช็อค”

ในบทความเดียวกันนี้ยังนำกราฟการเติบโตทางเศรษฐกิจในเอเชียมาประกอบ (จาก World Economic Outlook Database) ปรากฎว่าเวียดนามขยายตัวมากที่สุดและมากกวาจีน ทั้งสองเป็นประเทศในเอเชียแค่นี้เท่านั้นที่เศรษฐกิจไม่ติดลบ

ประเทศที่ติดลบมากที่สุดคือไทย สิงคโปร์นั้นเจ็บหนักรองจากไทย

แต่ตอนนี้สิงคโปร์กำลังเร่งฉีควัคซีนและรอจังหวะที่จะเปิดประเทศ (ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายแม้จะฉีดวัคซีนในวงกว้างแล้ว เพราะโลภายนอกยังลุ่มๆ ดอนๆ) จากการประเมินของ Maybank Kim Eng ให้สิงคโปร์ปีหน้าโตถึง 6.2% ซึ่งโตพอๆ กับเวีดยนาม และมากกว่าไทยเกือบครึ่งหนึ่ง

Maybank ยังชี้ว่าหลังจากการะบาดใหญ่าสิงคโปร์จะเปลี่ยนไป “Singapore Core” คือการพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ลดการพึ่งพาแรงงานตางชาติให้น้อยลง สร้างแรงงานคนสิง๕โปร์แท้ๆ ให้เป็นที่พึ่งของชาติ ซึ่งแนวทางนี้จะเร่งให้เกิดการขยายเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม เช่น การประกันการว่างงานและรูปแบบค่าจ้างที่ก้าวหน้าขึ้น เพราะสิงคโปร์จะเป็นของคนสิงคโปร์จริงๆ ไม่ใช่ที่มาโกยเงินแล้วจากไป

เราจจะเห็นว่าเวียดนาม จีน และสิงคโปร์เน้นหนักในเรื่องพึ่งพาตัวเองอย่างมาก แต่เมืองไทยยังคงเน้นในเรื่องพึ่งต่างชาติดูอย่าง Phuket sandbox นั่นปะไร ยังไม่นับปัญหาจากแรงงานต่างด้าวทั้งที่เถื่อนและไม่เถื่อนที่พัวพันกับการเกิดคลัสเตอร์หลายครั้งแล้ว

ถามว่ารัฐบาลไทยคิดเรื่อง “Thailand Core” เอาไว้บ้างหรือไม่? เราจะเดินบนเส้นทางไหนในอนาคตหลังโควิด? จะพึ่งท่องเที่ยวต่อไหม? หรือรับแรงงานเพื่อนบ้านมามากๆ อีกหรือไม่ จนเป็นปัญหาในระหวางการระบาดอย่างที่เห็น หรือจะแหวกตัวเองออกจากร่างเดิมๆ กลายเป็นไทยแลนด์สายพันธุ์แกร่งแห่งอนาคต?

รู้สึกว่ายังไม่มีคำตอบจากทำเนียบ

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Jack TAYLOR / AFP

ติดเร็ว ติดไว คือติดโควิดเดลตาแบบ Fleeting contract #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656773

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 20:00 น.

ติดเร็ว ติดไว คือติดโควิดเดลตาแบบ Fleeting contract ตอนนี้การติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาแบบ Fleeting contract กำลังสร้างความกังวลให้ออสเตรเลีย

ชื่อของ Covid-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในอินเดียถูกพูดถึงและจับตามองอย่างใกล้ชิดทั่วโลก เนื่องจากสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่นๆ จากข้อมูลของอังกฤษพบว่าสายพันธุ์เดลตาแพร่กระจายได้ดีกว่าสายพันธุ์อัลฟาซึ่งพบครั้งแรกในอังกฤษถึง 60% ขณะที่สายพันธุ์อัลฟาแพร่กระจายได้ดีกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมราว 43-90%  

แต่ขณะนี้สายพันธุ์เดลตาอาจเป็นต้นเหตุทำให้เกิดการแพร่ระบาดแบบใหม่ที่เรียกว่า Fleeting Contact ในหลายรัฐ อาทิ วิกตอเรีย นิวเซาท์เวลส์

Fleeting Contact คือการติดแบบไหน

หากแปลตรงตัว Fleeting Contact หมายถึงการติดอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็คือเราสามารถติด Covid-19 ได้แม้จะไม่ได้สัมผัสเนื้อตัวกัน แต่ติดจากการที่เราใช้อากาศหายใจในบริเวณเดียวกันกับติดเชื้อในระยะเวลาสั้นๆ อาทิ การเดินสวนกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การติดจากคนแปลกหน้าสู่คนแปลกหน้า (stranger-to-stranger transmission)

ตัวอย่างของ Fleeting Contact คือกรณีพบผู้ติดเชื้อที่ห้างเวสต์ฟิลด์ บอนดิ จังชันในซิดนีย์ การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่าประชาชนรายหนึ่งติดเชื้อหลังจากเดินผ่านคนแปลกหน้าที่ป่วย Covid-19 เพียงแค่ไม่กี่วินาทีขณะจับจ่ายซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าดังกล่าว

การติดเชื้อในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ในรัฐวิกตอเรียพบการติดเชื้อแบบ Fleeting Contact อีกอย่างน้อย 5 เคส

น่ากังวลแค่ไหน

ที่ออสเตรเลียกำลังกังวลกับ Fleeting Contact โดย จีนเน็ตต์ ยัง หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขของรัฐควีนส์แลนด์เอ่ยถึงสายพันธุ์เดลตาว่า ออสเตรเลียกำลังเจอกับ Fleeting Contact ที่นำมาสู่การแพร่เชื้อ และเคยบอกอีกว่าในช่วงเริ่มแรกของการระบาด การสัมผัสใกล้ชิดกัน 15 นาทีก็มีความเสี่ยง แต่ตอนนี้แม้ใกล้กันเพียง 5-10 วินาทีก็เสี่ยงแล้ว  ความเสี่ยงตอนนี้สูงกว่าเมื่อปีก่อนมาก

ส่วน ลารา เฮอร์เรโร นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธของออสเตรเลียเผยว่า เคสที่ห้างเวสต์ฟิลด์ บอนดิ จังชัน ไวรัสน่าจะหลงเหลืออยู่ในอากาศนานพอที่จะมีคนโชคร้าย โชคร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ หายใจเอาไวรัสเข้าไปและติดเชื้อ แต่ข้อมูลจนถึงขณะนี้ชี้ว่าหากเป็นเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมจากเมืองอู่ฮั่นของจีนจะไม่แพร่เชื้อเร็วเช่นนี้ และสายพันธุ์อัลฟาจะมีโอกาสน้อยกว่านี้ แต่สายพันธุ์เดลตาเป็นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้เร็วที่สุด

แนนซี แบ็กซ์เตอร์ หัวหน้าคณะประชากรและสุขภาพระดับโลกของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นเผยว่า Fleeting Contact เป็นคำอธิบายที่ตรงตัวซึ่งเน้นย้ำธรรมชาติของการแพร่กระจายผ่านอากาศของไวรัส “การแพร่กระจายเป็นไปได้มากขึ้นหากคุณใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ แต่ก็มีโอกาสที่อนุภาคไวรัสจะอยู่ในอากาศ และมีคนที่ผ่านมาหายใจเข้าไป”

อนามัยโลกยังไม่ชัวร์

องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่า Covid-19 สามารถแพร่เชื้อได้ภายใน 5 วินาทีตามที่ออสเตรเลียบอก

ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการฉุกเฉินของ WHO เผยระหว่างการประชุมวิดีโอทางไกลในเมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ว่า แนวคิดนี้เป็นไปได้ในทางวิทยาศาสตร์ เนื่อจากไวรัสจะกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ จนแข็งแรงกว่าเดิมเพื่อขึ้นมาแทนสายพันธุ์ดั้งเดิม

ไรอันบอกอีกว่า ปริมาณไวรัสที่สามารถทำให้ติดเชื้อได้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง พูดอีกอย่างคือ เชื้อไวรัสอาจมีประสิทธิภาพทำให้เซลล์ติดเชื้อมากขึ้นและการติดเชื้ออาจใช้ปริมาณไวรัสน้อยลง “คุณต้องปนเปื้อนหรือสูดดมไวรัสมากแค่ไหนก่อนที่คุณจะได้รับไวรัสปริมาณที่ทำให้ติดเชื้อ? แม้แต่ในสายพันธุ์ก่อนหน่านี้เรายังไม่รู้เลย และสายพันธุ์ใหม่นี้ รวมทั้งสายพันธุ์เดลตาเราก็ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้” 

กังวลได้แต่ต้องไม่ตระหนก   

ฮัสซัน วาลลี ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยลาโทรบของออสเตรเลียเผยว่า แม้สายพันธุ์เดลตาจะติดต่อง่าย แต่การแพร่เชื้อแบบ Fleeting Contact ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมเช่นกัน เพราะยิ่งสัมผัสใกล้ชิดนานเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสที่จะแพร่เชื้อ โดยสรุปว่าหลักทั่วไปก็คือหากไวรัสติดต่อได้ง่ายขึ้น ความเป็นไปได้เหล่านั้นก็เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี วาลลีชี้ว่าแม้ไวรัสจะแพร่กระจายได้มากขึ้น แต่มันยังมีพฤติกรรมเดียวกับเชื้อสายพันธ์ดั้งเดิม (แต่อาจดื้อกับวัคซีนมากกว่าสายพันธุ์อัลฟา) ดังนั้นวิธีที่เคยใช้ได้ผลกับสายพันธุ์ดั้งเดิมทั้งหมดก็ยังคงใช้ได้กับสายพันธุ์เดลตา

Photo by William WEST / AFP

WHO officially declares China malaria-free #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40002655

WHO officially declares China malaria-free


From 30 million malaria cases in the 1940s, China brought down that number over the last decades, to finally achieve no cases in the last four years, the WHO said.

The World Health Organization (WHO) on Wednesday officially granted China a malaria-free certification as a token of celebration of the country’s successful elimination of the disease after 70 years of its struggles against malaria.

From 30 million malaria cases in the 1940s, China brought down that number over the last decades, to finally achieve no cases in the last four years, the WHO said.

“Today we congratulate the people of China on ridding the country of malaria,” said WHO Director-General Tedros Adhanom Ghebreyesus.

“Their success was hard-earned and came only after decades of targeted and sustained action,” he added.

China’s efforts against malaria started in the 1950s, as the disease was rampant in the southern part of the country, close to other hotspots in mainland Southeast Asia.

The “523 Project” — a research program launched in 1967 — allowed Chinese Nobel Prize winner Tu Youyou to discover artemisinin, one of the most effective antimalarial drugs nowadays, according to the WHO.

Over the last two decades, China ramped up its efforts and reduced the number of cases in the 1990s from 117,000 to 5,000 annually by providing staff training, laboratory equipment, antimalarial medicines and new methods to control mosquito propagation.

The “1-3-7” strategy — one day to report a case, three days to confirm a case and seven days to prevent further spread of the disease — was also a tool of success and is still used nowadays for travelers coming from malaria-infected countries.

No cases were reported in China in the last four years, warranting the malaria-free credential by the WHO.

“Over many decades, China’s ability to think outside the box served the country well in its own response to malaria, and also had a significant ripple effect globally,” said Pedro Alonso, director of the WHO Global Malaria Programme. 

Published : June 30, 2021

By : Xinhua

Ash clouds belched as far as 2,000 m to the southeast from Indonesias Mount Merapi #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40002628

Ash clouds belched as far as 2,000 m to the southeast from Indonesias Mount Merapi


Indonesias most active volcano Merapi has belched ash clouds as far as 2,000 m to the southeast, the Geological Disaster Technology Research and Development Center (BPPTKG) said Tuesday.

The hot clouds erupted at 11:32 a.m. local time with an amplitude of 60 mm, a duration of 152 seconds, and winds moving to the west.

Based on monitoring from midnight to 12:00 a.m. local time, seismographs recorded the 2,968-meter-high mountain, located on the border between Yogyakarta and Central Java provinces, also emitted lava eight times to the southwest as far as 1,500 m, and five times to the southeast as far as 500 m.

The Indonesian authorities have urged people not to move to the dangerous areas and to stay alert to possible eruptions, especially when it rains around Merapi.

Published : June 30, 2021

By : Xinhua

Asean sees over 38,400 new cases #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40002615

Asean sees over 38,400 new cases


The number of Covid-19 cases in Southeast Asia crossed 4.85 million, with 38,483 new cases reported on Tuesday – lower than Monday’s tally of 39,463 – while new deaths were 739, increasing from Monday’s 614 and taking total coronavirus deaths across Asean to 93,674.

Indonesia reported 20,467 patients and 463 deaths on Tuesday, bringing cumulative cases in that country to 2,156,465 patients and a total 58,024 deaths.

The government is preparing to impose stricter disease control measures in Java and on Bali starting July 3 as infections in these areas are climbing.

Laos meanwhile reported 25 new cases on Tuesday, taking its cumulative cases to 2,101 patients. Of these, 1,958 people have been cured and discharged.

The government is concerned that workers who are returning from Thailand will carry the Delta variant and urged all agencies to be extra cautious.

Published : June 30, 2021

By : THE NATION

John McAfees death complicates U.S. efforts to seize his assets #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40002612

John McAfees death complicates U.S. efforts to seize his assets


John McAfees death last week in a Spanish prison complicates the U.S. governments intent to recover millions of dollars it says the software tycoon owed in taxes and allegedly ill-gotten gains from promoting cryptocurrencies.

John McAfee during a Bloomberg Television interview in Hong Kong on Sept. 20, 2017. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Anthony Kwan.

McAfee, who decades ago founded the anti-virus company that bears his name, was found dead in his cell just hours after Spanish courts approved his extradition to the U.S. to face charges of tax evasion. U.S. prosecutors accused McAfee of not filing tax returns from 2014 to 2018 even as he earned millions from “promoting cryptocurrencies, consulting work, speaking engagements and selling the rights to his life story for a documentary,” according to an indictment last June in a U.S. court in Tennessee, where he once lived.

Spanish court documents released last week alleged he owed the U.S. government more than $4.2 million in taxes. Separately, the U.S. Securities and Exchange Commission claimed McAfee promoted investments in initial coin offerings without disclosing he was paid more than $23 million to do so. The U.S. Department of Justice has a similar case against him.

According to the indictment, McAfee managed to avoid paying taxes by routing his payments through bank accounts and cryptocurrency accounts set up in other people’s names and hiding assets like real estate, a vehicle and a yacht also under the names of others.

Such a complex money trail could keep lawyers busy for years. “This will be a long burn,” said Gwynn Hopkins, a forensic accountant at Perun Consultants in Hong Kong.

But the fact that McAfee died before a verdict was reached in his case means any criminal case against him will be dropped, according to legal experts. And, most countries don’t enforce foreign judgments in relation to tax, Hopkins said. “The general position that’s established is that nation states don’t act as tax collectors for sister states unless there’s a treaty.”

Still, while McAfee’s death means he’ll never be convicted, the U.S. can continue its case by going “after his money, not his freedom,” according to federal defense attorney Nick Oberheiden.

The route to potentially recover any of McAfee’s property or assets will now be through suing his estate through a process known as civil forfeiture. The move is uncommon outside of the U.S., according to Evelyn Baltodano-Sheehan, a former prosecutor at the U.S. Attorney’s office in the Southern District of Florida, and currently a partner at law firm Kobre & Kim, in Miami. The Department of Justice has been seeking to export the idea to other jurisdictions precisely because of situations like McAfee’s, she said.

“For the most part, in a civil forfeiture case, the government would have to prove the same thing they have to in a criminal case, that someone committed an offense, that the property in question was either derived from or used to commit that offense,” Baltodano-Sheehan said. “A person contesting the forfeiture has the right to force the government to prove his case to a jury. There’s a lot of due process,” she said.

The civil forfeiture process is also an effective way of recouping funds in the form of cryptocurrency, she said. The U.S. government is working with a growing number of private partners to quickly map out where Bitcoin went and in what exchanges funds might be held.

“Their resources and their capabilities in the crypto space are increasingly better,” she said. “Just because it’s crypto doesn’t mean it’s gone and unrecoverable, there’s tons of options that you can have both on the criminal side as well as civil litigation, very fact-specific, very jurisdiction-specific, where, if it’s actually there, there is a good chance that you can get a court to freeze it.”

Before anything else can happen, however, there needs to be a death certificate or proof of death from Spanish authorities, according to legal experts, which hasn’t been produced yet. McAfee’s lawyer, Nishay Sanan, has said that until they receive the documents, nothing will move forward. Spanish authorities have said results of the official autopsy could take as long as several weeks. A preliminary autopsy showed he died by suicide, according to Spanish newspaper El Pais.

Meanwhile, McAfee’s wife and legal team will vigorously defend his estate. The cybersecurity pioneer had argued that the extradition request was politically motivated and therefore wasn’t appropriate. “We were actively working on Mr. McAfee’s case and were preparing to fight for his innocence before the United States courts,” Andrew Gordon, another of McAfee’s attorneys, told USA Today. “John was eager to share his side of the story.”

On Friday, McAfee’s wife demanded a “thorough investigation” of his death, and said that when she last spoke to him earlier in the day he was found dead, her husband didn’t sound like someone who was suicidal. The U.S. State Department said it’s “closely monitoring local authorities’ investigation into the cause of death,” according to the AP.

The U.S. government will now have to weigh the prospects of a lengthy and expensive legal battle with the possibility that there may not be much money left to recoup, if they can even find it. U.S. legal authorities will now likely subpoena information from those responsible for his estate.

Once worth more than $100 million, McAfee’s fortune was reduced to $4 million following a series of failed investments in real estate and stocks, the New York Times reported in 2009. McAfee, who resigned from the security software company he founded decades ago, was also notorious for his drug use, which he has spoken about publicly, and hiring of prostitutes. After losing his fortune in the stock market crash, McAfee moved to Belize. In 2012, local authorities accused him of assembling a private army and he was sought for questioning in connection with the murder of his neighbor Gregory V. Faull. He was never charged with a crime, but fled to Guatemala where he was detained and released before eventually returning to the U.S. McAfee said he was innocent.

McAfee’s case has some parallels with another high-profile fraud case where the defendant died. In 2001, Kenneth Lay, the former chief executive officer of Enron Corp., was charged with 10 counts of conspiracy, securities fraud and bank fraud that led to the second-largest bankruptcy in U.S. history at the time. He was convicted in May 2006 and died of a heart attack two months later.

A federal judge tossed out the original verdict on grounds that Lay hadn’t had a chance to appeal it before he died. The U.S. government filed a civil forfeiture action against Lay’s estate, seeking to strip it of $12.7 million in allegedly ill-gotten gains. In April 2013, the U.S. government settled with Lay’s estate and was awarded $2.7 million in cash after Lay’s widow was forced to sell the couple’s penthouse.

Published : June 30, 2021

By : Syndication Washington Post, Bloomberg · Monica Greig, Jamie Tarabay

อังกฤษตามรอยจีน ลุยกวาดล้างคริปโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656765

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 18:11 น.

อังกฤษตามรอยจีน ลุยกวาดล้างคริปโตนับเป็นอีกประเทศที่แสดงท่าทีไม่สนับสนุนการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

Binance Markets เป็นบริษัทลูกของ Binance Holdings บริษัทแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้รับคำสั่งระงับการให้บริการและยุติกิจกรรมภายใต้การควบคุมทั้งหมดในอังกฤษ

หลังจากที่ Financial Conduct Authority (FCA) หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของอังกฤษระบุว่าบริษัทดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ พร้อมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการลงทุนสกุลเงินดิจิทัลเนื่องจากมีความเสี่ยงสูง

ทั้งนี้ FCA ไม่ได้ควบคุมสกุลเงินดิจิทัลเช่นเดียวกับจีน เพียงแต่ Binance ต้องจดทะเบียนขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจในอังกฤษให้เรียบร้อยจึงจะสามารถดำเนินกิจการได้ เช่นเดียวกับบริษัทคริปโตรวมทั้งสิ้น 111 แห่งที่ยังไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกกฎหมายในอังกฤษ

นอกจากนี้ FCA ยังระบุว่ามีธุรกิจอีก 51 แห่งต้องถอนคำขอจดทะเบียนเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ซึ่งบริษัทเหล่านั้นจะต้องยุติกิจการในประเทศ และอาจต้องดำเนินการทางกฎหมาย

แม้ว่าจะไม่ได้เป็นการควบคุมปราบปรามสกุลเงินดิจิทัลโดยตรง แต่ก่อนหน้านี้อังกฤษแสดงท่าทีไม่ค่อยสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลเท่าไรนัก โดยแอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติของอังกฤษเคยออกมาเตือนบรรดานักลงทุนสกุลเงินดิจิทัลว่าการลงทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทั้งหมด

“ผมขอย้ำคำที่เคยพูดตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาว่า มัน (สกุลเงินดิจิทัล) ไม่มีมูลค่าในตัวเอง…ผมขอพูดอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้งหนึ่ง จงซื้อมันต่อเมื่อคุณพร้อมจะสูญเงินทั้งหมดเท่านั้น” เบลีย์กล่าว

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เบลีย์ยังเคยให้สัมภาษณ์ว่าส่วนตัวเขาไม่เชื่อว่าสินทรัพย์ดิจิทัลจะยั่งยืน ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 เบลีย์เคยบอกเหมือนกันว่า หากเลือกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ก็เตรียมเจ๊งได้เลย

นอกจากนี้เมื่อเดือนมกราคม FCA ก็เคยออกคำเตือนว่านักลงทุนต้องแบกรับความเสี่ยงสูงหากลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล หรือการให้กู้ยืมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล และหากลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ต้องเตรียมพร้อมที่จะสูญเงินทั้งหมด

เช่นเดียวกับที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (Independent Financial Advisor; IFA) ในอังกฤษซึ่งส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลเนื่องจากมีความผันผวนสูง

อย่างไรก็ตามคำเตือนและคำแนะนำข้างต้นสวนทางกับการลงทุนสกุลเงินดิจิทัลในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่ง FCA เผยว่าชาวอังกฤษประมาณ 2.3 ล้านคนถือสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นจาก 1.9 ล้านคนในปีที่แล้ว

ทั้งนี้ แบงก์ชาติอังกฤษได้ออกสกุลเงินดิจิทัลของตนเองที่เรียกว่า Britcoin (บริตคอยน์) โดยธนาคารกลางจะเป็นผู้ควบคุมระบบการเงินทั้งหมด ค่าเงินขึ้นและลงตามสกุลเงินเช่นเดียวกับเงินสด และสามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย พร้อมชูจุดเด่นว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากไม่ต้องใช้พลังงานมหาศาลเพื่อขุดเหรียญ

ท่าทีของต่างประเทศ

แม้ว่าหลายประเทศจะมีท่าทีสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลอย่างเอลซัลวาดอร์ซึ่งอนุมัติให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่จำกัดในการทำธุรกรรมใดๆ นับเป็นประเทศแรกของโลกที่ยอมรับสกุลเงินดิจิทัล และเม็กซิโกซึ่งเตรียมยื่นเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการยอมรับสกุลเงินดิจิทัล

แต่ในขณะเดียวกันสกุลเงินดิจิทัลก็กำลังเผชิญกับการปราบปรามโดยรัฐบาลในหลายประเทศ เช่นอิหร่านและเขตปกครองตนเองมองโกเลีย ซึ่งได้สั่งห้ามขุดคริปโตเนื่องจากกังวลถึงความสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าและปัญหาขาดแคลนพลังงาน

รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางไอร์แลนด์และญี่ปุ่นต่างประสานเสียงว่าความนิยมที่เพิ่มขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลนั้นน่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการลงทุนเก็งกำไรที่ไม่มีการควบคุม มีความผันผวนสูงมาก และอาจทำให้ผู้ลงทุนสูญเงินทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐ และสวีเดนที่ส่งสัญญาณเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้น

แต่การปราบปรามที่ทำเอาวงการคริปโตสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลจีนประกาศห้ามสถาบันการเงินและบริษัทด้านการชำระเงินให้บริการธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเมื่อเดือนที่แล้ว เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทางด้านทรัพย์สินของประชาชนและเสถียรภาพทางการเงินและระบบเศรษฐกิจ

และสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกลางของจีนยังได้เรียกร้องให้ธนาคารและบริษัทชำระเงินปราบปรามการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลให้หนักขึ้น ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดโดยทางการจีนเพื่อยับยั้งการใช้เหรียญดิจิทัล