สรุปประเด็นจีน-แคนาดาทะเลาะกันเพราะอะไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656385

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 17:00 น.

สรุปประเด็นจีน-แคนาดาทะเลาะกันเพราะอะไรจีน-แคนาดา ผลัดกันซัด ดึงประเทศพันธมิตรร่วมเล่นงานอีกฝ่ายในประเด็นสิทธิมนุษยชน ท่ามกลางความสัมพันธ์ตึงเครียดต่อเนื่อง

1. ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและแคนาดากำลังตึงเครียด โดยขณะนี้ทั้งคู่โต้เถียงกันไปมาเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศของอีกฝ่าย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ค่อยดีนักเมื่อแคนาดาควบคุมตัวบุคคลสำคัญของตน ขณะที่จีนเองก็ตอบโต้ด้วยการจับกุมตัวอดีตทูตแคนาดา

2. ความเคลื่อนไหวที่ทำลายความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเมื่อแคนาดาและอีก 40 ประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาติตะวันตก รวมถึงสหรัฐ ออสเตรเลีย อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน และอิตาลี ออกแถลงการณ์สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนคนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอุยกูร์ในเขตปกครองตนเองซินเจียง พร้อมกล่าวถึงค่ายปรับทัศนคติในซินเจียงซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษชนคาดว่ามีชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ถูกคุมขังราว 1 ล้านคน

3. เลสลี นอร์ตัน เอกอัครราชทูตแคนาดาเรียกร้องให้จีนอนุญาตให้มีผู้สังเกตการณ์เข้าไปสังเกตการณ์ในภูมิภาคซินเจียงโดยทันทีและเป็นอิสระ รวมถึงปล่อยตัวชนกลุ่มน้อยที่ถูกกักขัง ตลอดจนหยุดการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมต่อชนกลุ่มน้อย พร้อมกันนี้ยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในฮ่องกงและทิเบต

4.ด้านนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดาท้าให้จีนสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนชนกลุ่มน้อยอย่างเปิดเผยและโปร่งใส ขณะที่ เจียง ต้วน เอกอัครราชทูตจีนระบุว่า “แคนาดายังใช้สิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมวาระทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

5. ที่จีนชี้ว่าแคนาดาไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นสิทธิมนุษยชนได้เนื่องจากแคนาดาเองก็มีข้อกังขาในประเด็นดังกล่าวเช่นกัน โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมามีการพบศพเด็กพื้นเมือง 215 คนบริเวณโรงเรียนแห่งหนึ่งในแคนาดาซึ่งได้สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก

6. ในอดีตมีเด็กพื้นเมืองมากมายที่ถูกพรากจากครอบครัวและบังคับให้เข้าเรียนในโรงเรียนประจำของแคนาดาเช่นแคมลูปส์เพื่อซึมซับวัฒนธรรมตะวันตก และเด็กหลายคนต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมที่เจ็บปวด

7. จีนและประเทศพันธมิตรอย่างเช่นรัสซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน ซีเรีย และเบลารุส ร่วมกันเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างถี่ถ้วนและเป็นกลางในประเด็นอาชญากรรมต่อชนพื้นเมือง การเหยียดเชื้อชาติ และความเกลียดชังชาวต่างชาติในแคนาดา พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานของสหประชาชาติติดตามประเด็นสิทธิมนุษยชนในแคนาดาต่อไป

8. ขณะที่จีนปฏิเสธเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดย Global Times สื่อของรัฐบาลจีนตอบโต้ว่าไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ประเทศตะวันตกไม่กี่ประเทศยังคงเผยแพร่ข้อกล่าวหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ไม่มีมูล ขณะที่พวกเขาเองมีประวัติฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ฉาวโฉ่

9. จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนแถลงว่าแคนาดาต้องไตร่ตรองการกระทำผิดของตนเองเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน แม้แคนาดาจะแสดงออกถึงความเสียใจและสำนึกผิดแต่กลับโยนความรับผิดชอบไปที่คริสตจักร

10. จ้าว ลี่เจียนเปรียบว่านี่เป็นน้ำตาจระเข้ รัฐบาลแคนาดาไม่มีความกล้าหาญและจริงใจในการเผชิญกับการกระทำผิดด้านสิทธิมนนุษยชนของตนเอง ดังนั้นแคนาดาไม่มีสิทธิที่จะวิจารณ์จีน พร้อมตั้งคำถามว่าแคนาดาจะตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนชนกลุ่มน้อยเมื่อใด จะทำการชดเชยอย่างไร และเมื่อใดจะมีการกำหนดมาตรการจัดการกับการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ

11. ด้านนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดาย้อนถามกลับว่าในแคนาดามีคณะกรรมการเพื่อความจริงและการปรองดอง (Truth and Reconciliation Commission) สำหรับดำเนินการสอบสวนประเด็นดังกล่าวแต่ของจีนมีหรือไม่

12. แคนาดายืนยันว่ารัฐบาลดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อตระหนักถึงความสัมพันธ์กับชนพื้นเมืองที่ถูกทำลายมาหลายชั่วอายุคน แคนาดาสวนว่าตนเองยอมรับต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยืนยันว่าเป็นสิ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข และจีนยอมรับหรือไม่

13. มาร์ค การ์โน รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดากล่าวว่าเริ่มมีปัญหากับจีนเมื่อจีนควบคุมตัวไมเคิล คอฟริก และ ไมเคิล สปาเวอร์ อดีตทูตและนักธุรกิจชาวแคนาดาในข้อหาจารกรรมโดยไม่มีการชี้แจงข้อเท็จจริงหรือหลักฐานใดๆ “ชัดเจนว่าสาเหตุของการจับกุมในครั้งนี้เพราะจีนไม่พอใจที่แคนาดาควบคุมตัวเหมิง หวันโจว” มาร์ค การ์โนกล่าว

14. ทั้งนี้ เหมิง หวันโจว ผู้บริหาร Huawei ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนถูกแคนาดาควบคุมตัวตั้งแต่ปี 2018 โดยกักบริเวณที่บ้านพักในแวนคูเวอร์ เนื่องจากละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ โดยทางการสหรัฐกล่าวว่าเธอรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน

15. ขณะที่แคนาดาร่วมมือกับสหรัฐในการรับมือกับจีนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของทั้งสองชาติ โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐให้คำมั่นว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้จีนปล่อยตัวชาวแคนาดาทั้งสอง

16. อย่างไรก็ตามการ์โนกล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับจีนนั้นซับซ้อน โดยชี้ไปที่การค้าระหว่างสองประเทศซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ในปีที่แล้ว แม้การค้าของแคนาดากับจีนจะเติบโต แต่แคนาดามีข้อปัญหาอื่่นๆ กับพฤติกรรมของจีน เช่น การปฏิบัติต่อฮ่องกง ไต้หวัน และชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอุยกูร์

ภาพโดย NOEL CELIS / AFP และ LEO RAMIREZ / AFP

สองพี่น้องแอฟริกาใต้หายไปพร้อม Bitcoin มูลค่า 3,600 ล้านเหรียญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656384

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 16:00 น.

 สองพี่น้องแอฟริกาใต้หายไปพร้อม Bitcoin มูลค่า 3,600 ล้านเหรียญนี่อาจเป็นการฉ้อโกงคริปโตครั้งใหญ่! นักลงทุนเร่งล่าตัวสองพี่น้องแอฟริกาใต้เจ้าของแอพลงทุนคริปโตหายตัวไปพร้อมกับ Bitcoin มูลค่า 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า อาเมียร์ คาจี และราอีส คาจี สองพี่น้องจากแอฟริกาใต้เจ้าของแอพพลิเคชันลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล Africrypt หายตัวไปพร้อม Bitcoin 69,000 เหรียญ มูลค่าราว 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ

สองพี่น้องคาจีร่วมกันก่อตั้ง Africrypt เมื่อปี 2019 แต่หลังจากมูลค่า Bitcoin ทะยานขึ้นไปจุดสูงสุดในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีใครตามตัวสองพี่น้องนี้ได้อีกเลย โดยขณะนั้น Bitcoin 69,000 เหรียญ มีมูลค่ามากกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เรื่องราวครั้งนี้เริ่มเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา อาเมียร์ซึ่งเป็นประธานฝ่ายปฏิบัติการของบริษัทแจ้งไปยังลูกค้าโดยอ้างว่า แอพพลิเคชัน Africrypt ถูกแฮก และแนะนำไม่ให้ลูกค้าแจ้งเรื่องให้ทางการทราบหรือติดต่อทนายความ อ้างว่าจะทำให้การดำเนินการกู้คืนล่าช้า

ทว่ามีนักลงทุนที่สงสัยพฤติกรรมของสองพี่น้องติดต่อสำนักงานทนายความ Hanekom Attorneys ให้ช่วยตรวจสอบเรื่องดังกล่าว โดยทนายความจาก Hanekom Attorneys เผยว่า “เราสงสัยทันที เพราะบริษัทห้ามไม่ให้นักลงทุนแจ้งความ และพนักงานของ Africrypt ไม่สามารถเข้าไปจัดการการใช้งานแพลตฟอร์ม 7 วันก่อนบริษัทจะอ้างว่าถูกแฮก”

การสืบสวนของ Hanekom Attorneys พบว่า มีการโอน Bitcoin จำนวน 69,000 เหรียญออกจากบัญชีของ Africrypt และกระเป๋าเงินดิจิทัลของลูกค้าในแอฟริกาใต้ไปยัง Dark Web และ Bitcoin mixer เพื่อให้ไม่สามารถติดตามธุรกรรมทั้งหมดได้

เมื่อยังตามตัวสองพี่น้องคาจีไม่พบ Hanekom Attorneys จึงแจ้งหน่วย Hawks ซึ่งเป็นหน่วยงานสืบสวนอาชญากรรมพิเศษของแอฟริกาใต้ รวมทั้งแจ้งเตือนไปยังผู้ที่รับแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลทั่วโลกให้จับตาแลกเปลี่ยนเหรียญ Bitcoin ที่น่าสงสัย

ขณะที่ BitcoinKe สื่อท้องถิ่น ระบุว่า AfriCrypt ดึงดูดลูกค้าด้วยการให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงถึง 10% ทุกวัน คล้ายกับรูปแบบของแชร์ลูกโซ่

หากมีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเป็นการฉ้อโกง นี่จะเป็นการฉ้อโกง Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดในแอฟริกาใต้ และอาจนำมาสู่การออกกฎเกณฑ์ควบคุมการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลให้เข้มงวดขึ้น

ด้าน แบรนดอน ท็อปแฮม หัวหน้าฝ่ายบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของแอฟริกาใต้ (FSCA) เผยว่า ขณะนี้ FSCA ไม่สามารถเปิดการสอบสวนกรณีดังกล่าวได้ เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลไม่ถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินตามกฎหมาย

กรณีของ Africrypt คล้ายกับการล่มสลายของ Mirror Trading International แพลตฟอร์มลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ที่หลอกเงินนักลงทุนไปกว่า 23,000 เหรียญ Bitcoin หรือคิดเป็น 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการฉ้อโกง Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดของปี 2020 แต่การสูญเสียของลูกค้า Africrypt สูงกว่าถึง 3 เท่า

Photo by INA FASSBENDER / AFP

ยอดตายจากโควิดครึ่งปีนี้แซงหน้าตัวเลขปีที่แล้วทั้งปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656360

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 14:10 น.

ยอดตายจากโควิดครึ่งปีนี้แซงหน้าตัวเลขปีที่แล้วทั้งปีตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ทั่วโลกของปีนี้แซงหน้าตัวเลขของปีที่แล้วเรียบร้อย สหรัฐยังตายเยอะสุด

ข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ของสหรัฐระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ของปีนี้จนถึงวันที่ 22 มิ.ย. แซงหน้าตัวเลขของปีที่แล้วทั้งปีเรียบร้อยแล้ว โดยปีนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1.99 ล้านคน ส่วนปีที่แล้วทั้งปีอยู่ที่ 1.88 ล้านคน

ชี้ให้เห็นว่ายังไม่ทันครบครึ่งปีเต็ม ตัวเลขผู้เสียชีวิตของปีนี้ก็พุ่งนำหน้าตัวเลขของปีที่แล้ว แม้ว่าจะมีการระดมฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ทั่วโลกและตัวเลขผู้เสียชีวิตในประเทศตะวันตกบางประเทศจะลดลงแล้วก็ตาม

สหรัฐยังเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลกอยู่ที่ 602,000 คน ณ วันพุธ (23 มิ.ย.) ทว่าสหรัฐสามารถควบคุม Covid-19 ได้ในระดับหนึ่งโดยมีผู้เสียชีวิตต่ำกว่าวันละ 1,000 คนมาตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ด้วยอานิสงส์ของการฉีดวัคซีน โดยเกือบครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

ขณะที่บางประเทศเจอศึกหนัก อาทิ อินเดียที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 200,000 คนในปีนี้

ส่วนเปรูมีสถานการณ์การแพร่ระบาดแย่ที่สุดในโลก โดยมีตัวเลขผู้เสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกที่ 190,000 คน แต่มีอัตราการเสียชีวิตต่อประชากร 1 ล้านคนสูงที่สุดในโลกคือ 5,713 คน

Photo by Orlando SIERRA / AFP

กรุงเทพฯ รั้งที่ 46 เมืองที่ค่าครองชีพแพงสุดในโลกสำหรับต่างชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656343

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 13:30 น.

กรุงเทพฯ รั้งที่ 46 เมืองที่ค่าครองชีพแพงสุดในโลกสำหรับต่างชาติการจัดอันดับเมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกประจำปีนี้ พบกรุงเทพมหานครค่าครองชีพถูกลงในสายตาต่างชาติ

การจัดอันดับเมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดสำหรับชาวต่างชาติประจำปี 2021 โดยบริษัท Mercer บริษัทบริหารสินทรัพย์สัญชาติอเมริกันพบว่ากรุงอาชกาบัต เมืองหลวงของเติร์กเมนิสถาน ครองอันดับ 1 ขณะที่กรุงเทพมหานครของไทยขยับลงมาอยู่อันดับที่ 46 จากอันดับ 35 ในปีก่อน จากทั้งหมด 209 เมืองโดยพิจารณาเปรียบเทียบจากต้นทุนด้านต่างๆ รวมถึงที่อยู่อาศัย การคมนาคมขนส่ง อาหาร และความบันเทิง

ขณะที่ฮ่องกงซึ่งเคยครองแชมป์เมื่อปีก่อนตกลงมาอยู่อันดับที่ 2 ตามมาด้วยกรุงเบรุตของเลบานอน, กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น, ซูริกของสวิตเซอร์แลนด์, เซี่ยงไฮ้ของจีน, สิงคโปร์, เจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์, ปักกิ่งของจีน และเบิร์นของสวิตเซอร์แลนด์ ตามลำดับ

ใน 10 อันดับนี้พบว่าโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นเมืองที่ติดท็อป 10 มาตั้งแต่ปีที่แล้ว มีเพียงกรุงเบรุตเท่านั้นที่อันดับพุ่งพรวดขึ้นมาจากที่ 45 เมื่อปีก่อน เนื่องจากประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงจากวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกอบกับเหตุระเบิดที่ท่าเรือเบรุตเมื่อปีที่ผ่านมา

ขณะที่กรุงอาชกาบัตของเติร์กเมนิสถานถูกจัดให้เป็นเมืองที่ค่าครองชีพแพงอันดับ 1 สำหรับชาวต่างชาติเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในประเทศส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการแพงตามไปด้วย

กรุงโซลของเกาหลีใต้ยังคงอันดับที่ 11 เท่าปีก่อน และตามมาด้วยเชินเจิ้นของจีน, เอ็นจาเมนาเมืองหลวงของชาด, นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา, เทลอาวีฟของอิสราเอล, โคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก, กว่างโจวของจีน, ลอนดอนของอังกฤษ และลากอสของไนจีเรีย ตามลำดับ ส่วนลีเบรอวิลเมืองหลวงของกาบอง และลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกาครองอันดับ 20 ร่วม

ทั้งนี้ Mercer ระบุว่าการจัดอันดับในปีนี้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นข้อขำกัดด้านการเดินทาง รูปแบบการทำงานจากที่บ้าน และสถานการณ์โควิด-19 ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ รวมถึงการจ้างงานทางไกลระหว่างประเทศ

แม้แต่อิสราเอลที่ฉีดวัคซีนเยอะที่สุดยังเลื่อนเปิดรับ นทท.ต่างชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656344

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 12:45 น.

แม้แต่อิสราเอลที่ฉีดวัคซีนเยอะที่สุดยังเลื่อนเปิดรับ นทท.ต่างชาติอิสราเอลเลื่อนแผนเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติหวั่น Covid-19 สายพันธุ์เดลต้าระบาด

ทางการอิสราเอลประกาศเลื่อนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และอาจต้องยกระดับการรับมือกับ Covid-19 สายพันธุ์เดลต้าซึ่งพบครั้งแรกในอินเดีย แม้ว่าอิสราเอลจะฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้มากที่สุดประเทศหนึ่งก็ตาม

“เนื่องจากความกังวลว่าอาจมีการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้า รัฐบาลจึงเลื่อนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติออกไปอีก 1 เดือน จนถึงวันที่ 1 ส.ค.” แถลงการณ์ของกระทรวงท่องเที่ยวระบุ

อย่างไรก็ดี อิสราเอลจะเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนแล้วที่เดินทางเป็นกลุ่มเล็กๆ จากบางประเทศเข้า แต่ต้องผ่านการตรวจหาเชื้อแบบ PCR tests 2 ครั้ง และตรวจหาแอนติบอดีแล้ว

นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มฉีดวัคซีนเมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศราว 600 คน

ขณะที่นายกรัฐมนตรี นาฟตาลี เบนเน็ตต์ เผยว่า หากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันสูงกว่า 100 คนติดต่อกัน 1 สัปดาห์ ต้องกลับมาบังคับใช้มาตรการสวมหน้ากากอนามัยในอาคารอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้เพิ่มการตรวจหาผู้ติดเชื้อ ปราบปรามบุคคลที่ฝ่าฝืนการกักตัว และเชิญชวนให้วัยรุ่นฉีดวัคซีน

คำเตือนของเบนเน็ตต์มีขึ้นหลังจากอิสราเอลพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เกินวันละ 100 คนเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน หลังจากตัวเลขรายวันลดลงเหลือวันละ 12-24 คน ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ประชาชนอิสราเอลมากกว่า 55% ของประชากรทั้งหมด หรือราว 5.2 ล้านคน ได้รับวัคซีน Pfizer/BioNTech ครบทั้งสองโดสแล้ว

Photo by JACK GUEZ / AFP

สหรัฐเตรียมขึ้นภาษีนำเข้ายางรถยนต์จากไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656338

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 11:30 น.

สหรัฐเตรียมขึ้นภาษีนำเข้ายางรถยนต์จากไทยสหรัฐเผยยางรถยนต์นำเข้าจากไทยสร้างความเสียหายให้ผู้ผลิตในประเทศ เตรียมตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้า

คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐ (ITC) เผยว่า ผู้ผลิตยางรถยนต์โดยสารและรถบรรทุกขนาดเล็กในสหรัฐได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจากการนำเข้ายางรถยนต์ดังกล่าวจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย รวมทั้งได้รับความเสียหายจากยางรถยนต์นำเข้าจากเวียดนามที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อให้ต้นทุนลดลง

ด้วยเหตุนี้กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐจะออกมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับการนำเข้ายางรถยนต์โดยสารและยางรถบรรทุกขนาดเล็กจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย และมาตรการตอบโต้การอุดหนุนกับการนำเข้ายางรถยนต์จากเวียดนาม

เมื่อปี 2020 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดการสอบสวนการนำเข้ายางรถยนต์จากเกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม หลังได้รับคำร้องเรียนจากสหภาพแรงงานเหล็กกล้า (USW) ซึ่งเป็นตัวแทนของพนักงานใรโรงงานผลิตยางรถยนต์ในสหรัฐ

หลังการประกาศของ ITC ทอม คอนเวย์ ประธาน USW นานาชาติเผยว่า “เรายินดีมากที่ ITC ยืนยันสิ่งที่สมาชิกของเราพบเจอมาทุกวัน นั้่นคือความพยายามในการตัดราคาอุตสาหกรรมภายในของเราหรือพยายามแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด”

เมื่อปี 2015 USW เคยประสบความสำเร็จในการเรียกร้องให้ทางการสหรัฐจัดการกับการนำเข้ายางรถยนต์จากจีน และนับตั้งแต่นั้นมาการนำเข้ายางรถยนต์จากจีนก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ปี 2020 สหรัฐนำเข้ายางรถยนต์จากทั้ง 4 ประเทศมูลค่ารวม 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ โดบ USW เผยก่อนหน้านี้ว่าการนำเข้ายางรถยนต์จากทั้ง 4 ประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 20% นับตั้งแต่ปี 2017 และเพิ่มขึ้นมาเป็น 85.3 ล้านชิ้นในปี 2019

REUTERS/John Gress/File Photo

สหรัฐเตรียมเพิ่มคำเตือนกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีน mRNA #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656334

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 10:52 น.

สหรัฐเตรียมเพิ่มคำเตือนกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีน mRNAสหรัฐเตรียมเพิ่มคำเตือน Pfizer-Moderna หลังพบกว่าพันรายมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) แถลงถึงการเตรียมการสำหรับเพิ่มคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่เกิดขึ้นหลังได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ชนิด mRNA ของ Pfizer และ Moderna หลังมีรายงานว่ามีชาวอเมริกันจำนวนมากกว่า 1,200 รายเกิดอาการดังกล่าวหลังฉีดวัคซีน

รายงานระบุว่าพบกลุ่มคนอายุ 16 ถึง 24 ปีโดยส่วนใหญ่เป็นเพศชายมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื้อหุ้มหัวใจอักเสบหลังได้รับวัคซีนของ Pfizer และ Moderna โดยในจำนวนนี้มี 267 รายเกิดอาการข้างต้นหลังได้รับวัคซีน 1 เข็ม และอีก 827 รายเกิดอาการหลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 รวมถึงอีก 132 รายเกิดอาการเช่นกันแต่ไม่ระบุว่าได้รับวัคซีนกี่เข็ม

อย่างไรก็ตามอาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าวนับว่าเกิดขึ้นได้ยากมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนของ Pfizer และ Moderna รวมกว่า 150 ล้านคน โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) ระบุว่าอาการดังกล่าวมีความเชื่อมโยงที่น่าจะเป็นไปได้กับวัคซีนทั้ง 2 ยี่ห้อ โดยมักเกิดขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวภายใน 1 สัปดาห์หลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2

ทั้งนี้ ผู้ที่มีอาการส่วนใหญ่หายดีเป็นปกติแต่ยังไม่มีการรายงานถึงผลข้างเคียงในระยะยาว

Henry Bernstein กุมารแพทย์ที่ศูนย์การแพทย์เด็ก Cohen ในนิวยอร์กกล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่าการเกิดผลข้างเคียงดังกล่าวนับว่าเกิดขึ้นได้ยากมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนทั้งหมด และโดยส่วนใหญ่อาการค่อนข้างไม่รุนแรง และยังคงแนะนำให้ฉีดวัคซีนดังกล่าวต่อไปเนื่องจากประโยชน์ยังคงมีมากกว่าความเสี่ยง

ลาวยอมให้จีนครอบงำ? เรื่องที่เราอาจไม่รู้เกี่ยวกับทางรถไฟจีนในลาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656302

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 22:10 น.

ลาวยอมให้จีนครอบงำ? เรื่องที่เราอาจไม่รู้เกี่ยวกับทางรถไฟจีนในลาวเส้นทางรถไฟช่วงบ่อหาน-เวียงจันทน์ถูกโจมตีมาตลอดว่าทำให้ลาวติดกับดักหนี้ของจีน แต่กับดักหนี้มันคืออะไร มันมีจริงหรือไม่ หรือว่าจริๆ แล้วลาวตั้งใจให้ตัวเองตกในกับดักนี้?

ยังไม่ทันที่ทางรถไฟสายคุนหมิง-เวียงจันทน์จะแล้วเสร็จ บางเพจในเมืองไทยก็ปั่นข่าวกันซะว่าเสร็จแล้วและยังมีคนเชื่อกันเสียอีก และตามฟอร์มของพี่น้องชาวไทยที่ต้องมีแซะทางรถไฟบ้านตัวเองเป็นธรรมดาว่า “ตามหลังลาวซะแล้ว”

เพจเหล่านี้ไม่ใช่เพจข่าวอาชีพดังนั้นมักจะไม่กรองข่าวหรือตรวจข้อเท็จจริง เป็นไปได้ด้วยซ้ำว่าปั่นข่าวปลอม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันก็คือเรื่องไม่จริงวันยังค่ำ

ข่าวที่บอกว่าทางรถไฟสายคุนหมิง-เวียงจันทน์เสร็จนั้นไม่จริง เพราะข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวซินหัวคืออุโมงค์ทางรถไฟ ความยาว 9.5 กิโลเมตร ส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายคุนหมิง-เวียงจันทน์ ซึ่งเชื่อมระหว่างจีนกับลาว ถูกขุดเจาะทะลุสำเร็จเมื่อวันเสาร์ (5 มิ.ย.) ที่ผ่านมา

เส้นทางนี้ยังไม่เสร็จ แต่มีการตกแต่งสถานีรถไฟ 11 แห่ง การวางรางแล้วเสร็จมากกว่าร้อยละ 95 และอุโมงค์ที่เป็นข่าวก็เป็นอุโมงค์แห่งสุดท้าย ถือปิดฉากการขุดอุโมงค์ทั้ง 167 แห่งของทางรถไฟสายดังกล่าว ที่มีกำหนดเปิดบริการภายในสิ้นปีนี้

บางคนอาจจะอุทานว่าว่าแม่เจ้าอุโมงค์อะไรจะมากขนาดนั้น? ต้องบอกว่าเยอะจริงๆ กับเส้นทางแค่ 414 กิโลเมตร เพราะมันตัดผ่านพื้นที่ที่เต็มไปด้วยภูเขาและแม่น้ำ คิดเป็นอัตราส่วนแล้วเส้นทางนี้มีอุโมงค์เกือบจะเกินครึ่งของเส้นทาง

คนที่ชอบนั่งรถไฟผ่านอุโมงค์ขอแนะนำสายนี้ ไม่ต้องไปนั่งไกลถึงทางรถไฟญี่ปุ่นที่อุดมไปด้วยอุโมงค์รถไฟเช่นกัน

แต่ก็นั่นแหละ แม้จะบอกว่าเสร็จปีนี้แต่กว่าจะเปิดให้ใช้บริการก็น่าจะอีกระยะหนึ่ง ไหนจะต้องรอทั้งลาวและจีนเปิดประเทศก่อน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าคงไม่เปิดง่ายๆ ในเร็วๆ นี้

กลับมาที่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บางเพจประโคมเสียคนเชื่อไปตามๆ กันค่ารถไฟสายนี้แค่ไม่ถึง 500 บาท ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผิด

ที่บอกว่าราวๆ 400 กว่าบาทนั่นก็ถูก แต่ถูกครึ่งเดียวเพราะราคานี้ (คิดเป็นเงินลาว 140,000 กีบ/112หยวน) เป็นค่าโดยสารเฉลี่ยต่อหัวเดินทางจากเวียงจันทน์ไปแถึงแค่บ่อเต็นซึ่งเป็นด่านชายแดนลาว (แต่คับคั่งไปด้วยคนจีน ธุรกิจจีนและบ่อนจีน)

การจะไปถึงคุนหมิงต้องต่อจากบ่อเต็นเข้าไปด่านบ่อหาน (หรือตำบลมั๋วฮาน) เทศมณฑลเมืองล้า เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา

เส้นทางนี้ไม่ได้ใกล้ๆ รวมแล้วไกลถึง 1,022 กิโลเมตร ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 7-10 ชั่วโมง วิ่งด้วยความเร็ว 160/200 กม./ชม. แต่ก็ยังเร็วกว่ารถไฟไทย (รถด่วนพิเศษวิ่ง 90-120 กม./ชม.)

ข้อมูลที่แพร่หลายในอินเทอร์เน็ตของจีน (ซึ่งยังยืนยันไม่ได้) ราคาตั๋วทั้งสายแบบไปกลับอยู่ที่ 700 หยวนหรือหรือเกือบ 3,500 บาท ซึ่งไม่ได้ถูกเลยเมื่อเทียบกับค่าตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปคุนหมิงที่บางฤดูกาลถูกกว่านี้อีก

บอกกันตามตรงว่าราคาตั๋วขนาดนี้ อย่าว่าแต่คนลาวเลยคนไทยสักกี่คนที่จะยอมจ่าย

แต่มันไม่ใช่ปัญหาของคนชอบเดินทางโดยรถไฟ สำหรับนักเดินทางสายสโลว์ไลฟ์มันคือเส้นทางในฝันเลยทีเดียว เพราะการเดินทางจากกรุงเทพฯไปคุนหมิงและจากคุนหมิงไปปักกิ่ง และจากปักกิ่งสู่เส้นทางสายทรานส์ไซบีเรียจะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป และไม่ต้องไปเสียเวลาอ้อมไปขึ้นเส้นทางรถไฟเวียดนาม-จีนอีกด้วย

ลางเนื้อชอบลางยา อันนี้ก็ว่ากันไป

อีกเรื่องหนึ่งที่จะทำให้ฝันของการเดินทางจากกรุงเทพฯไปคุนหมิงโดยทางรถไฟยังเป็นหมัน คือเส้นทางในไทยยังไม่เสร็จ กว่าจะเสร็จก็คงจะปาเข้าไปในปี 2027 ซึ่งฟังดูอาจจะช้า แต่พอมดีมีการระบาดเกิดขึ้นทำมันยังพอช้าแบบกล้อมแกล้มไปได้

แน่ล่ะ เส้นทางนี้เป็นรถไฟความเร็วสูงเหมือนกับในลาวนั่นเอง แต่ที่มีภาษีดีกว่าคือไทยยังพอที่จะต่อรองเอาเทคโนโลยีมาจากจีนได้ด้วย ต่างจากลาวที่พลีร่างให้เป็นที่ตั้งทางรถไฟให้จีนสถานเดียว

แถมลาวยังแบกรับหนี้บานเบอะ ในปี 2019 Lowy Institute ในออสเตรเลียประเมินหนี้ของลาวที่ติดจีนอยู่ที่ 45% ของจีดีพีเป็นตัวเลขที่น่าขนลุกมาจนบางประเทศที่เป็นคู่กรณีกับจีนประโคมว่านี่คือกับดักหนี้ที่จีนดึงลาวเขามาเป็นเหยื่อ

ค่าใช้จ่ายของโครงการเส้นทางรถไฟบ่อเต็น-เวียงจันทน์อยู่ที่ประมาณ 5,965 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 37,425 ล้านหยวน รัฐบาลลาวกู้ยืมเงิน 60% (3,600ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน และส่วนที่เหลืออีก 40% (2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ได้รับทุนจากบริษัทร่วมทุนระหว่างลาว-จีนโดยจีนถือหุ้น 70% ของบริษัท ส่วนที่เหลือของสัดส่วนการถือหุ้นรัฐบาลลาวจ่ายเงิน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากงบประมาณของประเทศ และกู้ยืมอีก 480 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน

พุดกันตรงๆ คือจีนให้ลาวกู้เพื่อเอาเงินเข้ากระเป๋าจีนอีกต่อหนึ่งนั่นเอง

แล้วผลมันเป็นอย่างไร? เมื่อเดือนกันยายน 2020 สำนักข่าวรอยเตอร์ตีพิมพ์รายงานที่อ้างว่าเนื่องจากภาระหนี้ก้อนโต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ธนาคารของรัฐจีน ทำให้ลาวถูกบังคับให้ยอมยกอำนาจการควบคุมโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศส่วนใหญ่ให้แก่บริษัทจีน

ไบรอัน เอย์เลอร์ (Brian Eyler) แห่งองค์กรที่ปรึกษา Stimson Center ในวอชิงตันถึงกับบอกผ่านรอยเตอร์ว่า “การให้จีนมีส่วนสำคัญใน ‘แผนแบตเตอรี่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ทำให้ลาวกลายเป็นกึ่งๆ มณฑลของจีนได้อย่างรวดเร็ว” ‘แผนแบตเตอรี่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ก็คือแผนการของลาวที่จะขายกระแสไฟฟ้าให้เพื่อนบ้าน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นรายได้เดียวของลาวที่เป็นเป็นกอบเป็นกำที่สุด แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าแผนนี้จะถูกจีนเขมือบไปซะแล้ว

แต่หนี้ของลาวไม่ไดเกิดจากการสร้างทางรถไฟ หรือของลาวเกิดจาก ‘แผนแบตเตอรี่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ นั่นแหละ

เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว สมดี ดวงดี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แจกแจงว่า

เหตุผลแรกที่ทำให้หนี้สินทางการเงินเพิ่มขึ้นคือเงินกู้ยืมจำนวนมหาศาลที่นำไปใช้ในการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งก่อให้เกิดหนี้สาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ

ประการที่สอง เงินกู้จำนวนมากที่ทุ่มเข้าไปในโครงการที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจหรือสร้างรายได้เพื่อให้รัฐบาลสามารถชำระหนี้ได้ โครงการเหล่านี้ไม่ได้ผลและไม่ได้ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ไม่แต่เท่านั้น ยังมีการใช้งบประมาณส่วนใหญ่ในการซื้อรถยนต์และสร้างสำนักงานสาธารณะ ซึ่งรัฐบาลต้องใช้เงินในการบำรุงรักษามากขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับญี่ปุ่นและประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ที่ใช้เงินกู้เพื่อสร้างโรงงานและสิ่งอำนวยความสะดวกในการผลิตอื่นๆ ซึ่งหมายความว่าเมื่อโรงงานสามารถสร้างรายได้จากการดำเนินงานก็จะทำให้รัฐบาลสามารถชำระคืนเงินที่ยืมมาได้

สมดี ดวงดียังแจกแจงไปถึง 5 ข้อซึ่งล้วนแต่กลับมาที่ข้อ 2 คือลาวบริหารงานการคลังไม่มีประสิทธิภาพ นำเงินไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน แม้แต่การนำเงินไปสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าขายซึ่งถือว่าชาญฉลาดในระดับหนึ่งก็ยังไม่ให้ผลเต็มเม็ดเต็มห่วย แสดงว่าลาวมีปัญหามากๆ เรื่องการบริหารการคลัง

ทำไมถึงเป็นแบบนี้? David Hutt แห่ง The Diplomat ตั้งข้อสังเกตว่าเพราะลาวปกครองด้วยพรรคคอมมิวนิสต์พรรคเดียวจนไม่กล้าตรวจสอบกันเอง เขาบอกว่า “แทบไม่มีการกำกับดูแล ระบบราชการทำงานด้วยความจงรักภักดีไม่ใช่ความสามารถ ไม่มีองค์กรอิสระที่จะตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของรัฐบาล … ที่สำคัญที่สุด ระบบการเมืองทั้งหมดขึ้นอยู่กับการแสวงผลในระยะสั้น เนื่องจากไม่มีการรับประกันว่าระบอบเลนินนิสต์จะยืนยงต่อไปอีกยี่สิบปีข้างหน้าหรือไม่”

ข้อสังเกตนี้นับว่าแหลมคมมาก และอาจเป้นคำตอบว่าทำไมดังนั้นลาวไม่มีทางเลือกนอกจากต้อง ‘ขอความช่วยเหลือ’ จากจีน และลาวเป็นประเทศแรกๆ ที่ตอบสนองแนวคิดเรื่อง “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ของสีจิ้่นผิง และที่สำคัญลาวกับจีนคุยกันง่ายเพราะเป็นระบอบมารร์ซิสต์เหมือนกัน

ที่สำคัญก็คือลาวอาจหวังให้จีนเข้ามาช่วยคานอำนาจกับเวียดนาม ซึ่งมีอิทธิพลต่อลาวในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมมาอย่างยาวนาน

นับตั้งแต่ที่จีนสยายปีเข้ามาในอาเซียนและช่วยโครงการสร้างเขื่อนของลาว เวียดนามก็ร้อนรนเป็นพิเศษ ทั้งจากการที่เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงส่งผลต่อเวียดนาที่อยู่ท้ายน้ำ และจากการที่จีนกลายเป็นเจ้าหน้าที่รายใหญ่ของลาวแทนที่ตนไปเสียแล้ว

เวียดนามนั้นไม่ต้อนรับโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีนเอาเลย ต่างจากยาวที่อ้าแขนรับประเทศแรกๆ นักวิชาการชาวเวียดนามบางคนกลัวว่าโครงการโครงการรถไฟคุนหมิง–สิงคโปร์ (คือเส้นเดียวกับคุนหมิง-เวียงจันทน์-กรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์) มีเจตนเพื่อเพื่อแยกเวียดนามออกจากส่วนอื่นๆ ในภูมิภาค เพราะไม่ได้แล่นผ่านเวียดนาม

การที่ลาวดึงจีนเข้ามาทำให้เวียดนามอยู่ไม่เป็นสุข เวียดนามจึงทั้งยื่นเงินและควสามช่วยเหลือต่างๆ นัยว่าเพื่อซื้อใจลาว ไม่ใช่แค่เวียดนาม ญี่ปุ่นที่กังวลกับอิทธิพลของจีนที่จะเข้ามาแทนที่ทธิพลของตนในแผ่นดินใหญ่อาเซียนก็ยื่นเงินให้ลาวเช่นกัน ญี่ปุ่นนั้นเดิมทีมีแผนการที่จะคุมเส้นทางสายที่เชื่อมต่อภาคอีสานของไทย ข้ามไปลาว และออกเวียดนาม แต่ตอนนี้แผนการดังกลาวถูกจีนไล่บี้อย่างหนัก

ตอนนี้เวียดนาม ญี่ปุ่น และไทยพยายามซื้อใจลาว แต่ญี่ปุ่นทุ่มเงินก้อนใหญ่สุดและเวียดนามก็เร่งสานต่อความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ ไม่ให้เสีย “มิตรสหาย” ที่ร่วมการปฏิวัติกันมา

เวียดนามนั้น “มีอิทธิพล” ต่อกัมพูชาและลาวมาแต่าไหนแต่ไร แม้ว่าฉากหน้าจะเรียกว่า “มิตรสหาย” แต่น่าสงสัยว่าอำนาจของเวียดนามที่มีเหนือประเทศเหล่านี้อาจมีมากมากว่าความเป็นมิตรสหาย

เราไม่รู้ว่าฮุนเซ็นคิดอย่างไร ตัวเขามีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับเวียดนาม การที่เขามีอำนาจมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะเวียดนามช่วยอยู่ไม่น่อย แต่ปรากฎวาระยะหลังฮุน เซ็นไปซบกับจีนแบบแนบแน่นจนเรียกว่าเป็นสหายใหม่ที่แน่นแฟ้นมาก ทั้งเงินและการลงทุนใหญ่ๆ ที่ไหลเข้ากัมพูชาล้วยมาจากจีน

เวียดนามเสียกัมพูชาไปแล้วหนึ่ง ตอนนี้กำลังเสียลาวให้กับจีน

คนนอกที่เป็นอริกับจีนอาจคิดว่านี่เป็นการล่าอาณานิคมแบบใหม่อย่างหนึ่งที่จีนอาศัยหนี้และการลงทุนมาเป็น “อาวุธ แต่พวกเขาไม่ได้คิดลึกๆ ว่าทำไมผู้นำกัมพูชาและลาวจึงอ้าแขนรับจีน

เช่นกัน ในแง่การคลังโครงการทางรถไฟที่ผ่านลาวอาจไม่สมประโยชน์ลาวเอาเลย เพราะสร้างทั้งหนี้และเป็นที่ให้จีนกอบโกย แต่ในแง่การเมืองมันอาจมีนัยสำคัญที่ลาวยอมพร้อมที่จะจ่ายเพื่อให้ได้มันมา

Photo – ทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว (ซ้าย ขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) และนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงของจีน (ขวา) พูดคุยกันก่อนพิธีลงนามที่ห้องโถงใหญ่ของประชาชนในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2020 (ภาพโดย Mark Schiefelbein / POOL / AFP)

The Embassy of the Republic of Korea in Thailand and the Mission of the Republic of Korea to ASEAN #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40002405

The Embassy of the Republic of Korea in Thailand and the Mission of the Republic of Korea to ASEAN


The Embassy of the Republic of Korea in Thailand and the Mission of the Republic of Korea to ASEAN co-hosted the New Southern Policy Connectivity Forum on 22 June

The Embassy of the Republic of Korea in Thailand and the Mission of the Republic of Korea to ASEAN

The Embassy of the Republic of Korea in Thailand and the Mission of the Republic of Korea to ASEAN co-hosted the New Southern Policy Connectivity Forum on 22 June

1. The Embassy of the Republic of Korea in Thailand and the Mission of the Republic of Korea to ASEAN co-hosted the New Southern Policy (NSP) Connectivity Forum entitled “Strengthening Partnership for Connectivity in Thailand, Mekong and ASEAN,” under the sponsorship of the Ministry of Foreign Affairs of Thailand, on 22 June via video conference.

The Embassy of the Republic of Korea in Thailand and the Mission of the Republic of Korea to ASEANThe Embassy of the Republic of Korea in Thailand and the Mission of the Republic of Korea to ASEAN2. The New Southern Policy Connectivity Forum has been launched this year, in realization of the New Southern Policy Plus, to take stock of ROK-ASEAN joint efforts on connectivity and discuss ways to advance them. The first NSP Connectivity Forum, which aims to discuss enhancing connectivity on a country-specific and also region-oriented basis, was held in Thailand and has played a leading role in strengthening connectivity in the Mekong sub-region, ASEAN and beyond.

3. H.E. Lee Wook-heon, Ambassador of the Republic of Korea to Thailand, in his Welcoming Remarks, suggested ways to cooperate on enhanced connectivity at three levels – Thailand, Mekong and ASEAN – emphasizing that connectivity has assumed even more importance since the COVID-19 pandemic. He emphasized that recovery and promotion of connectivity not only at the physical and institutional level but at the people-to-people level is a key task.

– He proposed deepening pragmatic cooperation with the Bio-Circular-Green (BCG) Economy Model and the Eastern Economic Corridor (EEC) of Thailand in areas such as smart cities and New and Renewable Energy, and promoting Mekong sub-region connectivity through the Mekong-ROK Cooperation Fund (MKCF) and the ROK’s contribution to ACMECS.

– He reiterated the importance of deepening collaboration on enhanced people-to-people connectivity between the ROK and ASEAN, underlining the importance of expanding opportunities for the future generations of the ROK and ASEAN to interact with each other and to gain a deeper mutual understanding,.

4. H.E. Thani Thongphakdi, Permanent Secretary of the Ministry of Foreign Affairs of Thailand, in his Congratulatory Message, noted the relevancy of the NSP Connectivity Forum, emphasizing that COVID-19 has served to emphasize the importance of interconnectedness and cooperation.

– He explained that as connectivity is at the top of Thailand’s agenda and also one of the priority areas under the ASEAN Outlook on the Indo-Pacific or AOIP, Thailand has proactively pushed forward the “Connecting the Connectivities” initiative in order to enhance synergies with various regional strategies including the New Southern Policy, whilst also looking forward to cooperation with partners for the effective implementation of the ASEAN Comprehensive Recovery Framework.

– He underlined that it should be our common goal to enhance people’s livelihoods, well-being and welfare with no one left behind, as reflected in the NSP vision to build a “people-centered community of peace and prosperity.” He proposed that the ROK, Thailand and ASEAN can cooperate further, in particular, in science, technology and innovation, smart infrastructure and smart cities, green development, digital trade and digital connectivity.

The Embassy of the Republic of Korea in Thailand and the Mission of the Republic of Korea to ASEANThe Embassy of the Republic of Korea in Thailand and the Mission of the Republic of Korea to ASEAN5. Session 1, under the theme of “Connectivity and Implementation of the MPAC 2025 in Thailand,” was attended by the ASEAN Secretariat, the Office of the National Economic and Social Development Council, the Institute of Security and International Studies at Chulalongkorn University and the Eastern Economic Corridor Office, providing an opportunity to review and share information on policies and main projects of Thailand on connectivity and recommendations on enhancing connectivity in Thailand.

ADVERTISEMENT

6. In Session 2, Executive Director of the Mekong Institute, gave a presentation on “partnership for strengthening connectivity in the Mekong region,” which was followed by panel discussions in which the Korea Transport Institute, Thammasat University, the Australian Embassy in Thailand (P4I) and the US Embassy in Thailand participated.

7. This Forum is also valued as an opportunity to seek harmonious partnership with main partner countries including the US and Australia, and to present a vision for synergies between the New Southern Policy and their initiatives in the region.

Published : June 24, 2021

Europe gets fresh virus warning as delta variant spreads #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40002392

Europe gets fresh virus warning as delta variant spreads


The growing threat of the delta coronavirus variant in the European Union has prompted a fresh warning from the blocs disease prevention agency about the pace of vaccinations and not rushing reopenings.

Europe gets fresh virus warning as delta variant spreads

The mutation, first seen in India, is considered even more infectious than the alpha strain, and could hamper efforts to get past the pandemic. It accounts for at least 20% of new cases in Ireland and parts of Germany, while in localized hotspots such as Lisbon, the figure is above 60%.

In a threat assessment published Wednesday, the European Centre for Disease Prevention and Control said it’s likely the variant will “circulate extensively during the summer, particularly among younger individuals that are not targeted for vaccination.”

Delta has already taken hold in the U.K., and governments across the European Union have said it’s likely to become the dominant strain in their countries. But officials are somewhat in the dark about its current prevalence, given the low rates of genetic analysis in many countries.

While the delta variant is increasingly dominant in Europe, that’s happening as overall Covid-19 cases are plunging across most of the continent to the lowest levels since last summer.

The risk for Europe is a repeat of the dynamic that played out at the start of the year when lockdown measures had brought down Covid levels until another strain, the alpha variant, spread rapidly. That triggered a fresh wave of infections and another round of restrictions on movement and businesses.

“Modelling scenarios indicate that any relaxation over the summer months of the stringency of non-pharmaceutical measures that were in place in the EU/EEA in early June could lead to a fast and significant increase in daily cases in all age groups, with the highest incidence in those –ECDC Threat Assessment, June 23

One big difference now is that vaccination campaigns have kicked up a gear, meaning far more people are at least partially protected. Across the EU, almost 48% have got one shot.

But the ECDC said that those who have only received one dose are more vulnerable to delta compared with other variants, and second doses should be administered “within the minimum authorized interval.”

Despite being at the center of the delta outbreak, some U.K. figures offer reason for hope. New Covid cases are back at levels last seen in February, but there hasn’t been a corresponding increase in hospitalizations or deaths.

While there’s a lag between increases in positive tests and deaths, the figures suggest the U.K. could break the link between the two, and that the situation won’t get as out of control as before.

That’s good news for governments as they push on with reopening their economies. From the start of next month, the EU’s digital Covid-19 certificates will come into use, allowing free movement between the bloc’s 27 member states if people can prove vaccination, recovery or a negative test.

ADVERTISEMENT

“There are still too many individuals at risk,” said ECDC Director Andrea Ammon. “Until most of the vulnerable individuals are protected, we need to keep the circulation of the delta virus low by strictly adhering to public health measures, which worked for controlling the impact of other variants.”

Published : June 24, 2021

By : Syndication Washington Post, Bloomberg · Tim Loh