Japans top court rules married couples must take same surname #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40002389

Japans top court rules married couples must take same surname


Japans Supreme Court ruled as constitutional a law that forces married couples to share the same family name, upholding provisions of a 19th century family registration system that critics contend promotes gender bias.

Japans top court rules married couples must take same surname

The top court Wednesday ruled against a petition brought by three Tokyo couples who tried to submit marriage applications using separate surnames and claimed their inability to do so was a breach of their right to equality under the law enshrined in Article 14 of the Constitution.

The court said in its ruling lawmakers should debate the matter in parliament, Jiji Press reported. This follows a similar recommendation the court made after it found in 2015 that married couples had no right to separate surnames.

The law dictating that couples must take the same surname when they marry mainly affects women, who say it can create complications for their careers. Members of Prime Minister Yoshihide Suga’s conservative ruling party, including Gender Equality Minister Tamayo Marukawa, have backed the law, which they say supports family unity.

“The ruling was disappointing,” Fujiko Sakakibara, a lawyer for the couples, told reporters outside the court. “It’s incomprehensible that this is constitutional.”

Technically, a man may take his wife’s family name, yet in practice only about 4% do so. While many women use their birth names as an “alias” at work, some say the dual identities can cause confusion and are an unnecessary burden.

Former Yahoo Japan executive director Shin Murakami said he has suffered years of unpleasant experiences after taking his wife’s family name, from difficulties with signing contracts to overseas travel. That motivated him to join a group of business executives pressing for change.

“If there are more options on offer, I think we’ll have a society where more people can be happy in their own way,” Murakami said in an email. “We should recognize the diversity that already exists in society.”

Public opinion has swung behind the change in the past few years. A poll by the Nikkei newspaper in March found 67% of respondents were in favor of allowing couples the option of having separate names, by contrast with the 35% who favored the idea in a previous poll in 2015.

Minister Marukawa told reporters after the ruling that debate on the issue had become more active since she took office, Kyodo News reported, adding she planned to increase her understanding of the situation through opinion polls.

The gap between the public and the views of some lawmakers echoes that seen on the issue of same-sex marriage, which is not recognized in Japan, although a court ruling earlier this year indicated change may be on the horizon. Parliament also failed to pass a law promoting “understanding” of LGBT issues ahead of the Olympics, which had been promised by the ruling Liberal Democratic Party.

ADVERTISEMENT

Published : June 24, 2021

By : Syndication Washington Post, Bloomberg · Isabel Reynolds, Marika Katanuma, Yuko Takeo

อันเดรียส ครีเกอร์ นักกีฬาหญิงที่ถูกวางยาโด๊ปจนกลายเป็นผู้ชาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656305

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 20:15 น.

อันเดรียส ครีเกอร์ นักกีฬาหญิงที่ถูกวางยาโด๊ปจนกลายเป็นผู้ชายเปิดเรื่องราวของนักกีฬาหญิงทีมชาติเยอรมันตะวันออกที่ถูกรัฐบาลวางยาโด๊ปจนร่างกายบึกบึนเหมือนผู้ชาย

ก่อนที่กำแพงเบอร์ลินที่แยกเยอรมนีออกเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตกจะพังทลายลงในปี 1989 เยอรมันตะวันออกซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต ต้องการประกาศศักดาและความยิ่งใหญ่ของตัวเองไปทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องกีฬาในเวทีระดับโลก

รัฐบาลเยอรมันตะวันออกต้องการให้นักกีฬาโกยเหรียญทองให้ได้มากที่สุดจะได้เป็นที่จดจำของชาวโลก ดังนั้นนอกจากการฝึกหนักแบบรากเลือดแล้ว รัฐบาลยังตัดสินใจใช้ยาโด๊ป หรือสารกระตุ้นกับนักกีฬาด้วยวิธีสุดโต่งเกินคาดคิด คือให้ฮอร์โมนเพศชายกับนักกีฬาหญิงต่อเนื่องตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบเท่านั้น

แม้จะประสบความสำเร็จอย่างที่รัฐบาลตั้งใจไว้ เยอรมันตะวันออกคว้าเหรียญได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 หลายครั้งในโอลิมปิก อาทิ ปี 1976 ที่มอนทรีอัล ปี 1980 ที่มอสโก และปี 1988 ที่โซล แต่สุดท้ายการใช้สารกระตุ้นกลับส่งผลเสียกับสุขภาพของนักกีฬาจำนวนไม่น้อย แต่ไม่มีใครกล้าออกมาพูดจนกระทั่งระบบคอมมิวนิสต์ในยุโรปล่มสลายไปพร้อมกับกำแพงเบอร์ลินเมื่อ 32 ปีที่แล้ว

หนึ่งในนั้นคือ อันเดรียส ครีเกอร์ (Andreas Krieger)

ครีเกอร์เคยลงแข่งกีฬาทุ่มน้ำหนักหญิงของเยอรมันตะวันออกในชื่อ ไฮดี ครีเกอร์ (Heidi Krieger) ครีเกอร์ถูกหลอกให้รับอะนาโบลิค สเตียรอยด์ ซึ่งมีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศชายด้วยตั้งแต่อายุ 16 ปี จนอายุ 18 ปีก็เริ่มมีรูปร่างคล้ายผู้ชายมากขึ้น และมีรูปลักษณ์เหมือนผู้ชายเต็มตัวในที่สุดหลังรับยาต่อเนื่องหลายปี

หนังสือเรื่อง Doping: From Research to Deceit (การโด๊ป: จากการวิจัยสู่กลโกง) ของ เวอร์เนอร์ แฟรงค์ และบริจิตต์ เบเรนดองค์ ระบุว่า เฉพาะปี 1986 ครีเกอร์ได้รับสเตรียรอยด์เกือบ 2,600 มิลลิกรัม มากกว่าปริมาณที่ เบ็น จอห์นสัน นักวิ่งระยะสั้นทีมชาติแคนาดาใช้ระหว่างแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนเมื่อปี 1988 เกือบ 1,000 มิลลิกรัม

ภายหลังครีเกอร์เผยกับสำนักข่าว AFP ว่า “ผมไม่เคยมีโอกาสได้พูดว่าผมไม่ต้องการใช้ฮอร์โมน ผมอายุแค่ 16 ตอนที่โค้ชให้กินยาเม็ดสีน้ำเงินครั้งแรก” บวกกับในขณะนั้นนักกีฬามีหน้าที่เพียงทำตามคำสั่งของโค้ชเท่านั้น

นอกจากการใช้สารกระตุ้นที่ครีเกอร์ไม่รู้ตัว เจ้าตัวยังต้องซ้อมหนักชนิดรากเลือด โดยครั้งหนึ่งเจ้าตัวต้องยกน้ำหนักมากกว่า 100 ตันตลอดช่วงการฝึกซ้อม 2 สัปดาห์ จนทำให้หัวเข่า สะโพก และหลังของครีเกอร์เจ็บมาจนถึงทุกวันนี้

ในปี 1986 ขณะอายุ 20 ปี ครีเกอร์เข้าร่วมแข่งขันทุ่มน้ำหนักหญิงในรายการ European Athletics Championships ที่เมืองชตุตการ์ท และคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโดนรัฐบาลโด๊ปจนได้เปรียบคู่แข่งด้านร่างกาย

ครีเกอร์เปิดเผยว่า โครงการโด๊ปนักกีฬาของเยอรมันตะวันออกนี้มีชื่อว่า State Plan 1425 มีการวางแผนอย่างเป็นระบบและเฝ้าจับตาดูทุกๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การวิจัยไปจนถึงนักกีฬา โดยตัวเขาเป็น “นักกีฬาคนที่ 54” ในรายชื่อของโครงการนี้ เพื่อให้ประเทศหลังม่านเหล็กแห่งนี้กลายเป็นโรงงานผลิตเหรียญรางวัล

ส่วนยาที่ใช้กับเขาเรียกว่า Oral-Turinabol ซึ่งเป็นสารสเตียรอยด์ที่ยังตรวจไม่พบในสมัยนั้น ผสมกับยาคุมกำเนิด ซึ่งช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อและในขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ขโมยความเป็นผู้หญิงไปจาก ไฮดี ครีเกอร์

ครีเกอร์เป็นหนึ่งในนักกีฬาของเยอรมันตะวันออกราว 1,000 คนที่อยู่ในโครงการโด๊ปนี้ ทว่ากว่าครีเกอร์จะรู้ตัวว่าการใช้ฮอร์โมนเพศชายทำให้ตัวเองมีรูปร่างและลักษณะเหมือนผู้ชายก็ในช่วงที่ประกาศแขวนลูกเหล็กในปี 1990 และเพิ่งทราบระหว่างการให้การต่อศาลที่ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่การกีฬาของเยอรมันตะวันออกเมื่อปี 2000 ว่าเหรียญทองที่ ไฮดี ครีเกอร์ คว้ามาได้มาจากความช่วยเหลือด้วยวิธีการคดโกงของรัฐบาล

ครีเกอร์เผยว่า “ผมพบว่าความสำเร็จของผมไม่มีอยู่จริง ผมชนะเพราะสารเคมี แต่ผมไม่ได้จัดหามันด้วยตัวเอง”

ภายหลังครีเกอร์บริจาคเหรียญทองเหรียญนี้ให้กับสมาคมของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการใช้สารกระตุ้นในเยอรมันตะวันออก โดยบอกว่า “ตอนนี้เหรียญนั้นไม่มีความหมายกับผมแล้ว”

หลังจากรีไทร์ออกมาแล้ว ครีเกอร์เริ่มรู้สึกแปลกๆ และสับสนกับรูปลักษณ์และเพศของตัวเอง จนกระทั่งได้พบกับชายข้ามเพศคนหนึ่งเมื่อปี 1995 ทำให้ครีเกอร์รู้ตัวว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจเขามานาน ปี 1997 เขาจึงตัดสินใจผ่าตัดแปลงเพศเป็นชายข้ามเพศและเปลี่ยนเชื่อเป็น แอนเดรียส ครีเกอร์ นับแต่นั้นมา

ครีเกอร์เคยรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกและมีความรู้สึกคล้ายๆ กับว่าอยากเป็นผู้ชาย และเผยกับ The New York Times เมื่อปี 2004 ว่า รู้สึกดีที่ได้เป็นผู้ชาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าการถูกหลอกให้ใช้ฮอร์โมนทำให้เขาหมดสิทธิ์ที่จะค้นหาด้วยตัวเองว่าต้องการจะเป็นเพศไหน

การผ่าตัดแปลงเพศของครีเกอร์เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วเยอรมนีและทำให้ประเด็นการใช้สารกระตุ้นของเยอรมันตะวันออกกลายเป็นจุดสนใจอีกครั้ง จนอดีตนักกีฬาหลายคนตัดสินใจออกมาตีแผ่ความจริงต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก

ต่อมาครีเกอร์แต่งงานกับอดีตนักว่ายน้ำของเยอรมันตะวันออกที่เป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ออกมาเปิดเผยการกรณีใช้สารกระตุ้นของอดีตประเทศคอมมิวนิสต์แห่งนี้

ส่วน มานเฟรด อีวาลด์ หัวหน้าโครงการกีฬาเยอรมันตะวันออกและประธานคณะกรรมการโอลิมปิกเยอรมันตะวันออก และมานเฟรด เฮปป์เนอร์ ผู้อำนวยการการแพทย์เยอรมันตะวันออก ที่เกี่ยวข้องกับโครงการโด๊ปนักกีฬา ถูกดำเนินคดีและศาลตัดสินว่าทั้งสองคนร่วมกันทำร้ายร่างกายนักกีฬา รวมทั้งผู้เยาว์โดยเจตนา

ขณะที่ตอนนี้กรณีนักกีฬาข้ามเพศถูกพูดถึงอีกครั้ง หลังจากนิวซีแลนด์ ส่ง ลอเรล ฮับบาร์ด นักกีฬายกน้ำหนักหญิงข้ามเพศ เข้าแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกซึ่งจะจัดขึ้นที่ญี่ปุ่นในเดือน ก.ค.นี้ โดยฮับบาร์ดจะเป็นนักกีฬาข้ามเพศคนแรกที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

การส่งฮับบาร์ดเข้าร่วมครั้งนี้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่ หลังจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (OIC) ออกแนวทางให้นักกีฬาข้ามเพศสามารถแข่งขันในฐานะผู้หญิงได้ หากระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนต่ำกว่า 10 นาโนโมลต่อลิตร เป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือนก่อนการแข่งขันครั้งแรก แต่เมื่อประกาศว่าอัตลักษณ์ทางเพศของคือเพศหญิงแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนเพศกลับในทางกีฬาได้อีกอย่างน้อย 4 ปี

แต่ถึงอย่างนั้นกรณีของฮับบาร์ดก็ก่อให้เกิดคำถามถึงความยุติธรรมสำหรับนักกีฬาหญิงคนอื่น โดยนักวิทยาศาสตร์บางคนบอกว่าแนวทางของ OIC แทบไม่ช่วยลดความได้เปรียบทางชีววิทยาของผู้ที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ในฐานะเพศชาย อาทิ ความหนาแน่นของกระดูกและกล้ามเนื้อ  

และเมื่อเดือน พ.ค. หลังจากฮับบาร์ดผ่านเกณฑ์ให้เข้าร่วมโอลิมปิกที่ญี่ปุ่นแล้ว แอนนา แวนเบลลิงเงน นักยกน้ำหนักของเบลเยียมบอกกับเว็บไซต์ข่าวโอลิมปิกว่า กรณีนี้ไม่ยุติธรรมและเหมือนกับมุกตลกแย่ๆ  

ส่วนกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อคนข้ามเพศบอกว่า กระบวนการเปลี่ยนเพศได้ลดความได้เปรียบนั้นไปแล้ว   

ก่อนหน้านี้การเข้าร่วมแข่งขันยกน้ำหนักหญิงของฮับบาร์ดซึ่งเคยแข่งขันยกน้ำหนักชายก่อนผ่าตัดแปลงเพศในปี 2013 มาแล้ว กลายเป็นประเด็นถกเถียงมาครั้งหนึ่งแล้วในปี 2018

โดยในขณะนั้นสมาพันธ์ยกน้ำหนักออสเตรเลียพยายามขัดขวางไม่ให้ฮับบาร์ดเข้าร่วมการแข่งขัน Commonwealth Games แต่ผู้จัดการแข่งขันยืนยันให้ฮับบาร์ดเข้าร่วมได้ 

และในปี 2019 ที่ฮับบาร์ดได้เหรียญทองในการยกน้ำหนักในการแข่งขันกีฬา Pacific Games ที่ซามัวก็สร้างเสียงวิพาก์วิจารณ์ในประเทศเจ้าภาพมาแล้ว เนื่องจากฮับบาร์ดเอาชนะเจ้าของแชมป์กีฬายกน้ำหนักหญิง Commonwealth Games ของซามัวมาได้

การเข้าร่วมแข่งโอลิมปิกที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ของฮับบาร์ดจึงถูกซามัวเปรียบเทียบว่าไม่ต่างจากการปล่อยให้นักกีฬาใช้ยาโด๊ป  

นอกจากฮับบาร์ดแล้ว ยังมี เชลซี โวล์ฟ นักกีฬาปั่นขักรยาน BMX ข้ามเพศของสหรัฐ ที่จะเดินทางไปโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวด้วย แต่เธอมีชื่อในฐานะนักกีฬาตัวสำรองเท่านั้น ผิดกับกรณีของฮับบาร์ดที่จะเข้าแข่งขันในฐานะตัวจริง

Bundesarchiv, Bild 183-1986-0826-036 / Thieme, Wolfgang

Novavax วัคซีนน้องใหม่จากสหรัฐ ทำไมโลกถึงตั้งตารอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656291

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 19:15 น.

Novavax วัคซีนน้องใหม่จากสหรัฐ ทำไมโลกถึงตั้งตารอวัคซีนต้านโควิด-19 จาก Novavax มีดีอย่างไร ผลข้างเคียงมีหรือไม่

หลังจากทีสัปดาก่อน Novavax ผลการทดลองวัคซีนระยะที่ 3 ที่ทำการทดลองในสหรัฐและเม็กซิโก พบว่ามีประสิทธิภาพในการในการต้านโควิด-19 สูงถึง 90.4%

ด้วยประสิทธิภาพจากการทดลองที่สูงพอๆ กับวัคซีนชนิด mRNA จาก Pfizer และ Moderna ท่ามกลางความต้องการวัคซีนจำนวนมากจากทั่วโลกทำให้ Novavax วัคซีนน้องใหม่จากสหรัฐเป็นวัคซีนอีกหนึ่งตัวที่หลายประเทศกำลังตั้งตารอ และยังได้ร่วมมือกับบรรดาผู้ผลิตวัคซีนรายอื่นๆ เพื่อเตรียมผลิตวัคซีนในต่างแดนแม้จะยังไม่ได้รับการอนุมัติใช้อย่างเป็นทางการ

รู้จัก Novavax

• Novavax (NVX-CoV2373) เป็นวัคซีนต้านโควิด-19 ตัวที่ 4 จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Novavax โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations: CEPI)

• บริษัท Novavax ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1987 เพื่อผลิตวัคซีนสำหรับรักษาโรคติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ อีโบลา ไวรัสอาร์เอสวี และโรคอุบัติใหม่อื่นๆ รวมถึงโควิด-19

• วัคซีนต้านโควิด-19 จาก Novavax ได้ทำการทดลองในผู้ที่มีอายุ 18 ถึง 84 ปี โดยวัคซีนที่ต้องฉีด 2 เข็มห่างกัน 21 วัน และเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 2 ถึง 8 องศาเซลเซียส ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นทดลองระยะที่ 3

• ทั้งนี้ Novavax วางแผนที่จะขออนุมัติใช้วัคซีนในสหรัฐ ยุโรป และประเทศอื่นๆ ภายในสิ้นเดือนกันยายนปีนี้ และตั้งเป้าผลิตวัคซีนให้ได้ 100 ล้านโดสต่อเดือน

เทคโนโลยีในการผลิต

• Novavax เป็นวัคซีนที่ผลิตโดยใช้โปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (Protein subunit vaccine) เช่นเดียวกับวัคซีน Corbevax จากอินเดีย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่แตกต่างจากวัคซีนต้านโควิด-19 ตัวอื่นๆ ในตลาด

• อย่าง Pfizer และ Moderna เป็นวัคซีนชนิดสารพันธุกรรม (mRNA) ขณะที่ AstraZeneca, Covishield, Johnson & Johnson และ Sputnik V เป็นวัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Recombinant viral vector vaccine) และ Covaxin, Sinovac และ Sinopharm เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine)

• ทั้งนี้ เทคโนโลยีการใช้โปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อเคยนำไปใช้ในการพัฒนาวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี และไข้หวัดใหญ่มาก่อนแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกๆ ที่ใช้กับวัคซีนโควิด-19

การทดลองและประสิทธิภาพ

• Novavax เริ่มทดลองระยะที่ 1 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2020 ในสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะทดลองในระยะที่ 2 และ 3 ในต่างประเทศ อาทิ อังกฤษ แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย และเม็กซิโก

• เมื่อวันที่ 28 มกราคม Novavax รายงานผลการทดลองเบื้องต้นในอังกฤษพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 กว่า 89% ขณะที่ผลการทดลองในแอฟริกาใต้ซึ่งมีการแพร่ระบาดของสายพันธ์เบตาแสดงประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าอยู่ที่ประมาณ 50-60%

• เมื่อวันที่ 12 มีนาคม Novavax เผยผลการทดลองอีกครั้งว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิม 96.4% และมีประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์อัลฟาอยู่ที่ 86% และประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์เบตา 55% ขณะที่สามารถป้องกันอาการป่วยรุนแรงได้ 100%

• ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนบริษัทเผยประสิทธิภาพโดยรวมของการทดลองระยะที่ 3 อยู่ที่ 90.4% จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป 29,960 คนใน 119 แห่งในสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก และมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยรุนแรง 100%

• สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปบริษัทประกาศประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ 91%

• รวมถึงมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่กำลังเป็นที่น่ากังวลไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์อัลฟาที่พบครั้งแรกในประเทศอังกฤษ, สายพันธุ์แกมมาที่พบครั้งแรกในบราซิล, สายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ และสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดีย

อาการข้างเคียง

• สำหรับผลข้างเคียงที่พบในกลุ่มตัวอย่างจากการทดลองวัคซีนเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปและมักไม่รุนแรง อาทิ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้า เป็นต้น

โลกตั้งตารอ

• ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังรุนแรงประกอบกับความกังวลในการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์กลายพันธุ์ และการขาดแคลนวัคซีนในหลายพื้นที่ทั่วโลกส่งผลให้หลายฝ่ายต้องการให้มีวัคซีนรายอื่นๆ เพื่อมาเพิ่มปริมาณการกระจายวัคซีนไปทั่วโลก และเพิ่มทางเลือกในการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้สูง รวมถึง Novavax

• สำหรับที่ที่มีปริมาณวัคซีนเพียงพอแล้วอย่างเช่นสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญมองว่านอกจากจะเป็นการเพิ่มทางเลือกในการฉีดวัคซีนแล้วยังอาจนำ Novavax มาใช้เป็นบูสเตอร์ (booster) หรือวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีนที่ฉีดไปแล้ว 2 เข็มก่อนหน้า เพื่อเพิ่มการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

• ทั้งนี้ Novavax ได้ยื่นขึ้นทะเบียนวัคซีนในต่างประเทศอย่างเช่นสภาพยุโรป อังกฤษ อินเดีย และเกาหลีใต้ โดยอาจมีความเป็นไปได้วัคซีนดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติใช้ในต่างต่างประเทศก่อนในสหรัฐ

• นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับบรรดาผู้ผลิตวัคซีนรายอื่นๆ เพื่อผลิตวัคซีนในต่างประเทศ โดยจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดาประกาศว่าได้เซ็นสัญญาเบื้องต้นกับ Novavax เพื่อผลิตวัคซีนในเมืองมอนทรีออล เมื่อวัคซีนดังกล่าวได้รับการอนุมัติโดยกระทรวงสาธารณสุขแคนาดา

• ด้านรัฐบาลอังกฤษเผยเมื่อเดือนมีนาคมว่าได้สั่งซื้อวัคซีนดังกล่าวจำนวน 60 ล้านโดส ซึ่งจะผลิตเองในอังกฤษ ขณะที่สถาบันเซรั่มแห่งอินเดีย (SII) ก็จะผลิตวัคซีน Novavax ภายใต้ชื่อว่า Covovax ในอินเดียเมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐบาลอินเดีย

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

ผู้นำรัฐประหารขอบคุณรัสเซียที่สนับสนุนทหารเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656303

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 18:06 น.

ผู้นำรัฐประหารขอบคุณรัสเซียที่สนับสนุนทหารเมียนมาเมียนมา-รัสเซียเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. พลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้นำรัฐประหารเมียนมากล่าวขอบคุณรัสเซียที่เป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ให้แก่กองทัพเมียนมา

โดยสำนักข่าว TASS ของรัสเซียอ้างถึงคำพูดของพลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ที่กล่าวต่อพลเอกเซียร์เกย์ ชอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซียระหว่างการหารือที่กรุงมอสโก ซึ่งกล่าวว่า “ขอบคุณรัสเซีย ประเทศเรากลายเป็นหนึ่งในกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค มิตรภาพของรัสเซียและเมียนมากำลังแข็งแกร่งขึ้น”

ขณะที่พลเอกชอยกูกล่าวว่าระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเมียนมาเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้สำหรับรัสเซีย และการให้ความร่วมมือทางทหารนับว่าเป็นองค์ประกอบที่คัญสำหรับความสัมพันธ์ของรัสเซียและเมียนมา

“เรามุ่งมั่นที่จะพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี” พลเอกซอยกูกล่าวเสริม

ทั้งนี้ พลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เดินทางถึงกรุงมอสโกตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. เพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือความมั่นคงระหว่างประเทศ

โดยก่อนหน้านี้ได้เข้าพบหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงของรัฐบาลรัสเซียรวมถึงนิโคไล ปาทรุชเชฟ เลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคง พร้อมให้คำมั่นว่าจะเสริมสร้างความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ทั้งนี้ รัสเซียยังแสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาลเมียนมาสวนทางกับชาติตะวันตกอื่นๆ ที่เรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมาที่ได้ปราบปรามประชาชนผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารจนมีผู้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 870 รายนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

นอกจากนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซียเป็นเจ้าหน้าที่ต่างประเทศเพียงคนเดียวที่เยือนย่างกุ้งเนื่องในโอกาสวันกองทัพเมียนมา

รอยเตอร์สระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศเติบโตขึ้นในช่วงไม่กี่ปีผ่านมา โดยรัฐบาลรัสเซียได้จัดการฝึกทหารและสนับสนุนทุนการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแก่ทหารหลายพันนาย

Photo by Vadim SAVITSKY and Handout / Russian Defence Ministry / AFP

ผู้สร้าง Ethereum ยังไม่รอดสูญเงิน 400 ล้านดอลหลังคริปโตทรุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656296

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 17:09 น.

ผู้สร้าง Ethereum ยังไม่รอดสูญเงิน 400 ล้านดอลหลังคริปโตทรุดความปั่นปวนในตลาดคริปโตยืดเยื้อ แม้แต่ผู้คิดค้นเหรียญ Ethereum อย่าง Vitalik Buterin ก็ยังต้องสูญเสียอย่างหนัก

วิตาลิก บูเทอริน (Vitalik Buterin) ผู้สร้าง Ethereum สูญเสียเงินหลายล้านดอลลาร์ในระหว่างที่มูลค่าของคริปโตทั้งหลักและรองทรุดลงเนื่องจากตลาดคริปโตดิ่งหนัก โดยบูเทอรินสูญเสียมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์หลังจากมูลค่าตลาด Ethereum (ETH) ลดลงจาก 6,800 ล้านดอลลาร์เป็น 2,700 พันล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในปัจจุบันของ Ethereum อยู่ที่ 223,752,321,616 ดอลลาร์รองจาก Bitcoin ที่มีมูลค่าตลาด 606,843,934,844 ดอลลาร์

สถานการณ์ของ Bitcoin ก่อนหน้านี้ก็แย่หนักเพราะราคาดิ่งลงต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์อยู่ช่วงเวลาหนึ่งของวันที่ 22 มิถุนายนก่อนที่ราคาจะกระเตื้องขึ้นมา แต่มันก็ยังน่าห่วงเพราะเป็นครั้งแรกในปีนี้ที่ Bitcoin ราคาตกลงต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์เนื่องจากข่าวการกวาดล้างการทำเหมืองคริปโตในจีน

อย่างไรก็ตาม ดุเหมือนจะมีกูรูในตลาดบางคนเชื่อมั่นว่า Ethereum จะมีอนาคตที่ดีกว่า Bitcoin หนึ่งในนั้นคือผู้ก่อตั้งของ Cardano คือ ชาร์ลส์ ฮอสกินสัน (Charles Hoskinson) บอกว่า Ethereum จะเอาชนะ Bitcoin ได้เพราะ Bitcoin มีจุดอ่อนมากกว่าคริปโตตัวอื่นๆ เช่นมีความล่าช้ากว่าและคริปโตอื่นๆ ใช้กระบวนการ Proof-of-Stake (PoS)

เขาบอกว่าการที่ Bitcoin ยังอยู่นั้น “เหตุผลเดียวที่มันยังคงอยู่ได้ ก็เพราะมีการลงทุนมากมายช่วยประคองมันไว้” ขณะที่ Ethereum พัฒนาขึ้นมามากและเปิดช่องให้มีนวัตกรรมใหม่ๆ

“ถ้าผมต้องเดิมพันระหว่างสองระบบนั้น ผมคิดว่าEthereum จะชนะการต่อสู้กับ Bitcoin เก้าในสิบครั้ง ” ฮอสกินสัน กล่าว

Photo @VitalikButerin / Twitter

กูรูการเงินเทขาย Bitcoin กังวลจีนกวาดล้างหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656270

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 14:39 น.

 กูรูการเงินเทขาย Bitcoin กังวลจีนกวาดล้างหนักJim Cramer นักวิเคราะห์การเงินชื่อดังของสื่อด้านเศรษฐกิจและการเงิน CNBC ทำให้วงการสั่นสะเทือนมากไปอีกเมื่อเขาเทขาย Bitcoin

จิม เครเมอร์ (Jim Cramer) กูรูการเงินและผู้จัดรายการ Mad Money ทางสำนักข่าว CNBC และเป็นอดีตผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ตลอดจนนักเขียนและผู้ร่วมก่อตั้ง TheStreet.com กล่าวว่า เขาเทขายการถือครอง Bitcoin ส่วนใหญ่ของเขาเพราะกังวลเกี่ยวกับการปราบปรามการขุดคริปโตโดยรัฐบาลจีน และยังกังวลถึงบทบาทของ Bitcoin ในฐานะสื่อกลางทางการเงินที่ใช้ในการโจมตีเรียกค่าไถ่โดยแฮกเกอร์ที่ใช้แรนซัมแวร์

“[ผม] ขาย bitcoin ของผมเกือบทั้งหมด ไม่ต้องการมัน” เครเมอร์กล่าวในรายการ “Squawk on the Street” นับเป็นการเปลี่ยนท่าทีแบบ 360 องศาของเขาที่เคยออกมาสนับสนุนให้ Bitcoin เป็นตัวเลือกแทนเงินสดก่อนหน้านี้

เครเมอร์ยังบอกวาสาเหตุมาจากการกวาดล้างของรัฐบาลจีน เขาแสดงความเห็นว่า “เมื่อ PRC (สาธารณรัฐประชาชนจีน) ไล่ตามบางสิ่งบางอย่าง พวกเขามักจะมีวิธีการของพวกเขา … มันไม่ใช่ประชาธิปไตย มันเป็นเผด็จการ เขากล่าวเสริมว่า “ผมคิดว่าพวกเขาเชื่อว่ามันเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อระบอบการปกครองเพราะสิ่งที่เป็นอยู่คือระบบที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเขา”

เครเมอร์ยังแสดงความกังวลกับท่าทีของรัฐบาลสหรัฐหลังจาการสืบสวนสอบสวนพบว่าอาชญากรรับเงินค่าไถ่เป็น Bitcoin การเจาะระบบของ Colonial Pipeline บริษัทท่อส่งน้ำมันระดับบชาติ รวมถึงการจาระบบของบริษัทค่าเนื้อวัวสัญชาติบราซิล JBS ซึ่งทำให้ Bitcoin ถูกจับตาอย่างหนักว่าเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มอาชญากรหรือไม่

Photo – AFP PHOTO / JACK GUEZ

เศรษฐกิจจีนฟื้นไวจ่อผงาดสร้างเศรษฐีแซงสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656246

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.

เศรษฐกิจจีนฟื้นไวจ่อผงาดสร้างเศรษฐีแซงสหรัฐรายงานความมั่งคั่งของ Credit Suisse ชี้จีนจะสร้างเศรษฐีเงินล้านเร็วกว่าสหรัฐถึง 3 เท่าหลังเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว

รายงานสถานการณ์ความมั่งคั่งทั่วโลกหรือ Global Wealth Report ครั้งที่ 12 จาก Credit Suisse เผยว่าจีนจะสร้างเศรษฐีได้เร็วกว่าสหรัฐถึง 3 เท่าในช่วง 5 ปีนี้ (จนถึงปี 2025) เนื่องจากการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากวิกฤตสาธารณสุขของโลกที่เลวร้ายที่สุดในรอบศตวรรษ

รายงานระบุว่าจำนวนเศรษฐีเงินล้านในจีนจะเพิ่มขึ้นถึง 92.7% คิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 10.17 ล้านคนภายในปี 2025 ขณะที่ของสหรัฐจะเพิ่มขึ้น 27.8% เป็น 28.06 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน

Anthony Shorrocks นักเศรษฐศาสตร์และผู้เขียนรายงานกล่าวว่า ความมั่งคั่งของจีนที่เพิ่มขึ้นระหว่างปี 2000 ถึง 2020 เกือบจะเท่ากับการเติบโตของความมั่งคั่งในสหรัฐ 80 ปีตั้งแต่ปี 1925 ถึง 2005 และคาดว่านอกจากจีนแล้วอินเดียจะเป็นอีกประเทศที่ความมั่งคั่งของประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ข้อมูลของรัฐบาลจีนชี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกขยายตัว 18.3% ในไตรมาสแรกของปีนี้เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ ขยายตัว 6.4% และเศรษฐกิจของฮ่องกงขยายตัว 7.9%

โดยจากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกรวม 28.7 ล้านล้านสหรัฐเมื่อปี 2020 จีนมีส่วนสนับสนุน 4.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

รายงานยังระบุว่าจีนจะยังคงรักษาจำนวนประชากรที่ร่ำรวยมากเป็นอันดับ 2 ของโลก นำหน้าญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และแคนาดา โดยตามหลังแค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น

ขณะที่จำนวนเศรษฐีในประเทศจีนเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 5.3 ล้านคนซึ่งคิดเป็น 9.4% ของเศรษฐีทั่วโลก นับว่าเป็นตัวเลขที่มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐซึ่งมีเศรษฐี 22 ล้านคนหรือ 39% ของทั่วโลก ตามมาด้วยญี่ปุ่นเป็นอันดับ 3 ด้วยตัวเลข 6.6%

สำหรับฮ่องกงติดท็อป 5 ในแง่ของความมั่งคั่งและความหนาแน่นของเศรษฐี และเป็นอันดับ 3 รองจากสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐในแง่ความมั่งคั่งโดยเฉลี่ยซึ่งอยู่ที่ 503,340 เหรียญสหรัฐต่อผู้ใหญ่หนึ่งคนในปีที่แล้ว

ฮ่องกงยังครองอันดับที่ 4 ในแง่ความหนาแน่นของเศรษฐีโดยมีประชากรวัยผู้ใหญ่ 8.3% เป็นเศรษฐีเงินล้าน รองจากสหรัฐ ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์ ตามลำดับ ขณะที่จีนอยู่ในอันดับที่ 23 ด้วยอัตรา 0.5% เนื่องจากมีประชากรมากถึง 1.4 พันล้านคน

แต่ในปีที่แล้วเศรษฐีฮ่องกงอยู่ที่ 520,000 คนซึ่งลดลงจาก 560,000 คนในปี 2019 โดยส่วนใหญ่เป็นผลมากจากการอ่อนค่าของสกุลเงิน แต่ Credit Suisse ยังมองว่าฮ่องกงมีแนวโน้มที่ดีโดยคาดว่าประชากรเศรษฐีในฮ่องกงจะเพิ่มขึ้น 60% ในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็น 831,000 คน

Nannette Hechler-Fayd’herbe หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุน การบริหารความมั่งคั่งระหว่างประเทศ และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์และการวิจัยระดับโลกที่ Credit Suisse ชี้ว่าความมั่งคั่งทั่วโลกในปีที่แล้วไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกได้ออกมาตรการสนับสนุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ รายงานสถานการณ์ความมั่งคั่งทั่วโลกจาก Credit Suisse เป็นการศึกษาประจำปีที่รวบรวมข้อมูลความมั่งคั่งจากประชากรวัยผู้ใหญ่ 5.2 พันล้านคนในประมาณ 200 ประเทศ และเป็นรายงานความมั่งคั่งที่ครอบคลุมมากที่สุดทั่วโลก

อย่างไรก็ตามตามรายงานล่าสุดของ Hurun Global Rich List 2021 ที่เผยแพร่ในเดือนมีนาคมชี้ว่าจีนแซงหน้าสหรัฐด้วยการเป็นประเทศแรกของโลกที่มีมหาเศรษฐีพันล้านมากกว่า 1,000 คน

โดยรายงานระบุว่าในปี 2020 จีนมีมหาเศรษฐีพันล้าน 1,058 คนขณะที่สหรัฐมี 696 คน และจากจำนวนมหาเศรษฐีหน้าใหม่ทั้งหมด 610 คนจากทั่วโลกนั้นมาจากประเทศจีนถึง 318 คน

Photo by Nicolas ASFOURI and NICOLAS ASFOURI / POOL / AFP

แมสซาชูเซตส์พบคนฉีดวัคซีนครบแล้วติดโควิดเกือบ 4,000 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656245

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 12:30 น.

แมสซาชูเซตส์พบคนฉีดวัคซีนครบแล้วติดโควิดเกือบ 4,000รัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐพบคนที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วติด Covid-19 เกือบ 4,000 คน

กรมอนามัยรัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐพบว่า จนถึงวันที่ 12 มิ.ย. มีผู้ที่ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ครบโดสแล้ว 3,791 คนมีผลตรวจ Covid-19 เป็นบวก

ข้อมูลนี้หมายความว่า ราว 1 ใน 1,000 คนของคนที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วในรัฐแมสซาชูเซตส์ยังติดเชื้อได้

“เราพบว่าการติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีน (breakthrough infection) ไม่แสดงอาการ หรือมีอาการน้อยมากและกินเวลาสั้นๆ” เดวิดสัน เฮเมอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากมหาวิทยาลัยบอสตันของสหรัฐเผยกับ The Boston Herald

เฮเมอร์เผยอีกว่า “ปริมาณไวรัสในเลือดไม่สูงมาก การติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีนไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย และเราต้องทำความเข้าใจว่าใครเสี่ยงบ้างและคนที่ติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีนยังแพร่เชื้อให้คนอื่นได้หรือไม่ บางเคสผู้ป่วยปล่อยเชื้อออกมาเล็กน้อยและไม่ติดสู่ผู้อื่น”

ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) ระบุว่า วัคซีน 3 ตัวที่ใช้ในสหรัฐช่วยป้องกันไม่ให้ผู้คนส่วนใหญ่ติดเชื้อ แต่ก็ยอมรับว่า จะมีผู้ที่ได้รับวัควีนครบโดสจำนวนเล็กน้อยที่ยังติดเชื้อ ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล หรือเสียชีวิตจาก Covid-19

Photo by Joseph Prezioso / AFP

ภูเก็ตว่าไง? บาหลีชะลอเปิดเกาะแล้วหลังสายพันธุ์เดลต้าลามหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656240

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 11:15 น.

ภูเก็ตว่าไง? บาหลีชะลอเปิดเกาะแล้วหลังสายพันธุ์เดลต้าลามหนักบาหลีมีแผนจะเปิดเกาะรับนักท่องเที่ยวต่างชาติพร้อมกับภูเก็ต แต่หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งเพราะสายพันธุ์เดลต้าระบาดหนักก็ต้องเปลี่ยนแผนเลื่อนออกไปจนถึงไตรมาสสาม

ทางการอินโดนีเซียประกาศยกระดับควบคุมการเดินทางจนถึงวันที่ 5 ก.ค.นี้ หลังพบ Covid-19 สายพันธุ์เดลต้าระบาดหนักจนผู้ติดเชื้อพุ่งทุบสถิติ ระบบสาธารณสุขส่อล่ม กระทบแผนเปิดเกาะบาหลีและเกาะรีเยารับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และยังเกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac

เมื่อวันจันทร์ (21 มิ.ย.) อินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 14,536 ราย นับเป็นตัวเลขรายวันที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์และสูงสุดในบรรดาประเทศอาเซียน เช่นเดียวกับตัวเลขผู้ติดเชื้อเกือบ 55,000 ราย

การตรวจหาผู้ติดเชื้อในอินโดนีเซียพบผลบวกในกลุ่มที่ได้รับการตรวจสูงถึง 41.1% ขณะที่เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่บ่งชี้ว่าการแพร่ระบาดอยู่ภายใต้การควบคุมแล้วนั้นต้องพบผู้ติดเชื้อไม่เกิน 5 %  

ภายใต้มาตรการควบคุมการเดินทางใหม่นี้ ธุรกิจที่ไม่จำเป็นในพื้นที่ความเสี่ยงสูง หรือพื้นที่สีแดงต้องปิดทำการเวลา 20.00 น. พนักงาน 3 ใน 4 ต้องทำงานจากที่บ้าน และห้ามรวมตัวกันประกอบกิจกรรมทางศาสนาหรือพบปะสังสรรค์ ขณะที่ในกรุงจาการ์ตาซึ่งพบการระบาดสูงห้ามออกจากบ้านตั้งแต่ 21.00-04.00 น. 

กุนาดี ซาดิคิน รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเผยว่า เตียงที่กันไว้สำหรับรองรับผู้ป่วย Covid-19 ในกรุงจาการ์ตาถูกใช้ไปแล้วเกือบ 90%  

การระบาดระลอกใหม่ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเผยว่าเกิดจากเชื้อสายพันธุ์เดลต้าที่พบครั้งแรกในอินเดียและการฉีดวัคซีนล่าช้าส่งผลกระทบกับแผนการเปิดเกาะบาหลีเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากเดิมที่คาดว่าจะเริ่มเดือนหน้านี้

โดยล่าสุด ซานเดียกา อูโน รัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวเผยว่า รัฐบาลอินโดนีเซียคาดว่าจะเลื่อนการเปิดเกาะเป็นไตรมาสที่สามแทน  และอาจต้องเลื่อนการเปิดเกาะรีเยาภายใต้โครงการท่องเที่ยวร่วมกันที่จับมือกับสิงคโปร์อีกครั้ง หลังจากต้องเลื่อนจากเดือน เม.ย.มาเป็นเดือน ก.ค.แล้วครั้งหนึ่ง  

ทั้งนี้ บาหลีตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ประชาชน 3 ล้านคนจากทั้งหมด 4.36 ล้านคนให้ครบโดสและแล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือน มิ.ย. แต่จนถึงขณะนี้มีประชากรเพียง 1.9 ล้านคนได้รับวัคซีนเข็มแรก 

ขณะที่ชาวอินโดนีเซียเริ่มแสดงความไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac จากจีนต่อเชื้อสายพันธุ์เดลต้า หลังมีรายงานว่าแพทย์และพยาบาลอินโดนีเซียกว่า 350 รายติดเชื้อทั้งที่ได้รับวัคซีน Sinovac ครบโดสแล้ว

Photo by SONNY TUMBELAKA / AFP

ผู้นำฟิลิปปินส์ขู่ใครไม่ฉีดวัคซีนต้องเข้าคุก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656227

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 10:36 น.

ผู้นำฟิลิปปินส์ขู่ใครไม่ฉีดวัคซีนต้องเข้าคุกผู้นำฟิลิปปินส์โมโหหลังตัวเลขผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนไม่กระเตื้อง ขู่ขังคุก-ให้ยารักษาสัตว์

รอยเตอร์สรายงานว่าประธานาธิบดีโดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ขู่จำคุกชาวฟิลิปปินส์ที่ไม่ยอมเข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ท่ามกลางกังวัลกับสถานการณ์การฉีดวัคซีนในประเทศที่ดำเนินไปอย่างล่าช้าส่วนหนึ่งเนื่องจากความลังเลใจของประชาชนในการเข้ารับการฉีดวัคซีน ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมพุ่งกว่า 1.36 ล้านคน และผู้เสียชีวิตรวมกว่า 23,000 คนแล้ว

ประธานาธิบดีดูเตอร์เตกล่าวผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เมื่อค่ำวันที่ 21 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นว่า “พวกคุณเลือกว่าจะฉีดวัคซีนหรือจะให้ผมจับเข้าคุก”

พร้อมเสริมว่าตราบใดที่ยังเป็นมนุษย์ทุกคนสามารถแพร่เชื้อได้ พร้อมขู่ต่อว่าหากใครปฏิเสธเข้ารับการฉีดวัคซีนจะให้ยาไอเวอร์แมกติน ยาฆ่าพยาธิที่มักใช้ในการรักษาสัตว์

คำพูดดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างในเวลาต่อมาเนื่องจากมันตรงข้ามกับคำพูดของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ระบุว่าการเข้ารับการฉีดวัคซีนเป็นความสมัครใจ

อย่างไรก็ตามภายหลังดูเตอร์เตอธิบายว่าอย่าเพิ่งเข้าใจตนผิดไป เนื่องจากคำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะความโมโหที่ชาวฟิลิปปินส์ไม่เชื่อฟังรัฐบาล

โดยรัฐบาลตั้งเป้าที่จะฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน 70 ล้านคนภายในปีนี้ แต่ขณะนี้มีประชาชนเพียง 2 ล้านคนที่ได้รับวัคซีน

Photo by Ted ALJIBE / AFP