‘บาชา บาซี’ เด็กชายอัฟกันที่ต้องขายบริการแทนหญิงสาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656197

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 20:00 น.

'บาชา บาซี' เด็กชายอัฟกันที่ต้องขายบริการแทนหญิงสาว อัฟกานิสถานเป็นประเทศมุสลิมแต่กลับมีประเพณีที่นำมาสู่การล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายซึ่งผิดหลักศาสนา

ด้วยกฎเกณฑ์ทางศาสนาทำให้ผู้หญิงชาวอัฟกานิสถานไม่สามารถเต้นรำในที่สาธารณะ หน้าที่ในการสร้างความบันเทิงนี้จึงตกเป็นของเด็กผู้ชายที่ต้องแต่งตัวแต่งหน้าเป็นผู้หญิง และมักจะลงท้ายด้วยการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ในอัฟกานิสถานซึ่งเป็นประเทศมุสลิมนั้น การร่วมเพศทางทวารหนักและการกระทำทางเพศต่อเด็กชายถือเป็นเรื่องผิดหลักศาสนา แต่ในประเทศเดียวกันนี้กลับมีวัฒนธรรมที่นำมาสู่การล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายที่เรียกว่า “บาชา บาซี” (Bacha bazi) หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า boy play หรือ dancing boy

บาชา บาซีคืออะไร

บาชา บาซีคือเด็กผู้ชายที่ถูกจับมาแต่งหน้าแต่งตัวเป็นผู้หญิงแล้วให้เต้นยั่วยวนให้ความบันเทิงกับผู้ชายที่อายุมากกว่าซึ่งมีทั้งเงินและอำนาจ รวมทั้งเป็นเจ้าของเด็กเหล่านี้ และโดยปกติแล้วเด็กผู้ชายเหล่านี้จะถูกล่วงละเมิดทางเพศด้วย

ธรรมเนียมนี้เป็นที่ยอมรับในอัฟกานิสถานมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบชนบท ก่อนที่กลุ่มตอลีบันจะผงาดขึ้นมาและประกาศให้ธรรมเนียมเหล่านี้เป็นเรื่องผิดกฎหมายในช่วงทศวรรษที่ 1990

หลังจากกลุ่มตอลีบันถูกสหรัฐโค่นอำนาจในปี 2001 วัฒนธรรมนี้ก็กลับมาแพร่หลายอีกครั้ง และแม้ว่าจะมีความพยายามในการกำจัดวัฒนธรรมนี้แต่ก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันของรัฐบาลอัฟกานิสถานและความลังเลของสหรัฐในการสอดมือเข้าไปจัดการปัญหานี้โดยอ้างว่าเป็นเรื่องภายในของอัฟกานิสถาน

วัฒนธรรมนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากเป็นการล่วงละเมิดทางเพศเด็กโดยใช้คำว่า “ประเพณี” บังหน้า ทั้งยังมีการทุบตีจนกระดูกหัก อวัยวะภายในตกเลือด ฟันหัก บาดเจ็บในลำคอ บางรายถึงขั้นเสียชีวิต คณะกรรมการอิสระด้านสิทธิมนุษยชนของอัฟกานิสถาน (AIHRC) ระบุว่า 81% ของเด็กต้องการออกจากอาชีพนี้  

จุดกำเนิดของบาชา บาซี

bacha bazi เป็นประเพณีที่ปรากฏในแถบเอเชียกลางมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ประเพณีนี้ปรากฏในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้นในศตวรรษที่ 19 และเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ชายแอฟริกันในชนกลุ่มน้อย Pashtun ที่มีฐานะมั่งคั่ง ซึ่งจะจ่ายเงินซื้อเด็กผู้ชายหรือเด็กหนุ่มมาเพื่อสร้างความบันเทิงทางเพศ และเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยและอิทธิพล

ว่ากันว่าเด็กผู้ชายที่รูปร่างอ้อนแอ้นเหมือนผู้หญิงมักจะเป็นที่ต้องการของผู้ชายกระเป๋าหนักอย่างพ่อค้า นักรบ ส่วนคนที่จ่ายเงินซื้อเด็กชายไม่ไหวสามารถซื้อดีวีดีที่วางขายอย่างโจ่งแจ้งตามท้องถนน

เด็กผู้ชายเหล่านี้อายุระหว่าง 9-18 ปี และมักจะมีพื้นเพมาจากครอบครัวยากจน โดยพ่อแม่ของเด็กมักจะถูกโน้มน้าวให้ขายลูกของตัวเองแลกเงินประทังชีวิต และคำมั่นว่าเด็กจะมีงานทำและได้เรียนหนังสือ บางคนอาจถูกลักพาตัวมา

ถูกบังคับมีเพศสัมพันธ์

หากมองเพียงผิวเผินเด็กชายเหล่านี้ทำงานเป็นนักเต้นในงานปาร์ตี้ส่วนตัว แต่จริงๆ แล้วพวกเขาถูกบังคับให้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับ “นาย” ของตัวเองด้วย คนที่ไม่ยอมก็จะถูกข่มขืน หรือถูกฆ่าหากพยายามหลบหนี

ปาร์ตี้ส่วนตัวนี้จะมีการใช้โถงขนาดใหญ่เพื่อเป็นสถานที่ในการจัดงานเลี้ยง และมีเหล่าเด็กผู้ชายออกมาเต้นรำแบบยั่วยวนในชุดผู้หญิง มีกระดิ่งผูกที่เท้า และมีผ้าคลุมศีรษะไว้ ซึ่งจะมีการเต้นรำกันหลายชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีการซื้อขายเด็กชายนักเต้นในงานปาร์ตี้ด้วย โดยทันทีที่ปาร์ตี้จบลง เด็กจะถูกขายให้แก่ผู้ที่ให้ราคาสูงสุดหรือถูกแบ่งปันกันในไปในหมู่ผู้มาร่วมงานเลี้ยงเพื่อกระทำชำเราทางเพศ ส่วนเด็กๆ จะได้รับเงินหรืออาหารเป็นการตอบแทนเล็กน้อย

มูจาฮีดีนเริ่ม ตอลีบันปราบ

ในช่วงทศวรรษที่ 1980 หลังจากกลุ่มมูจาฮีดีนขับไล่กองกำลังสหภาพโซเวียตออกจากอัฟกานิสถาน บรรดานักรบของกลุ่มมูจาฮิดีนได้นำประเพณีนี้มาใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงสถานะทางสังคมและความมีอำนาจ โดยนักรบแต่ละคนจะมีเด็กชายราวหนึ่งถึงสองคนอยู่ในสังกัดเพื่อรับใช้ส่วนตัวและสร้างความเพลิดเพลินทางเพศให้แก่ตัวเอง และยังประกาศให้บาชา บาซีเป็นสิ่งยอมรับได้

ทว่าในช่วงสงครามอัฟกันที่กลุ่มตอลีบันผงาดขึ้นมา (ตั้งแต่ปี 1993-2001) กลุ่มตอลีบันประกาศว่าประเพณีนี้ผิดหลักคำสอนของศาสนาและผิดกฎหมายชารีอะห์ หากฝ่าฝืนมีโทษถึงตาย

ทำไมถึงไม่ใช้ผู้หญิง 

ในอัฟกานิสถานผู้หญิงถูกห้ามไม่ให้ทำงานเป็นนักเต้นหรือสร้างความบันเทิงในที่สาธารณะ บวกกับการแบ่งแยกเพศชายเพศหญิงอย่างชัดเจนในสังคมอัฟกานิสถานตามธรรมเนียมโบราณ ทำให้ชายหญิงแทบจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กัน จึงต้องใช้เด็กผู้ชายเป็นเครื่องมือสร้างความโรแมนติกและความบันเทิงทางเพศแทน

บาชา บาซีรีเทิร์น

หลังจากสหรัฐโค่นล้มกลุ่มตอลีบันได้ในปี 2001 ประเพณีนี้ก็กลับมาอีกครั้ง เนื่องจากบทลงโทษของกลุ่มตอลีบันก่อนหน้านี้ถูกยกเลิกไปแล้ว ด้วยฝีมือของกลุ่มมูจาฮีดีนที่เข้ามาจับมือกับกองทัพสหรัฐโค่นล้มกลุ่มตอลีบัน หลังตั้งรัฐบาลใหม่นักรบของกลุ่มมูจาฮีดีนบางคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตที่เกี่ยวข้องกับบาชา บาซีมักไม่ถูกลงโทษ บางคนยังจ่ายสินบน หรือมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย หรือผู้พิพากษาจึงไม่ถูกดำเนินคดี

อ้างเป็นประเพณีประเพณี

ชาวอัฟกานิสถานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดอูรานกันซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าไม่ได้มองว่าบาชา บาซีเป็นการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก หรือพฤติกรรมรักร่วมเพศซึ่งขัดกับหลักศาสนาอิสลาม แต่ยอมรับว่าเป็นประเพณีมากกว่า หรือหากนำกฎเกณฑ์ของสังคมใช้พวกเขาก็อ้างว่าการล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายไม่ผิดเท่าการกระทำกับผู้หญิง ถึงกับมีคำกล่าวว่า “ผู้หญิงมีไว้ให้กำเนิดบุตร เด็กผู้ชายมีไว้เพื่อความเพลิดเพลิน”

ความจริงที่ทางการไม่ยอมรับ

แม้ว่าบาชา บาซีจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายในอัฟกานิสถาน แต่การบังคับใช้กฎหมายกลับไม่เข้มงวดจริงจังโดยเฉพาะกับบรรดาคนที่มีอิทธิพล และตำรวจมักจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับบาชา บาซีเสียเอง แม้แต่ มูฮัมหมัด อิบริฮิม รองผู้บัญชาการตำรวจในจังหวัด Jowzjan ยังปฏิเสธว่าบาชา บาซีไม่มีแล้ว

ทว่าจากคำบอกเล่าของ อับดุลกาบีร์ อัชชุน สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจากภาคเหนือของประเทศ ประเพณีนี้กลับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกภูมิภาคของประเทศ

ความยากจนเป็นตัวขับเคลื่อน

นอกจากการคอร์รัปชันของรัฐบาลอัฟกานิสถาน ความอ่อนแอของระบบยุติธรรม ความไร้หลักกฎหมายแล้ว ความยากจนยังเป็นตัวขับเคลื่อนให้มีการซื้อขายเด็กชาย เด็กชายเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากแถบชนบทที่ต้องออกมาหาเลี้ยงชีพตามท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นขัดรองเท้า ขอทาน เก็บขวดพลาสติกไปขาย หรืองานอะไรก็ตามที่ทำให้ได้เงิน เด็กเหล่านี้จึงถูกชักชวนให้ทำงานนักเต้นได้ง่าย

รัฐบาลบัญญัติกฎหมาย

ในที่สุดในปี 2017 รัฐบาลอัฟกานิสถานก็ออกกฎหมายกำหนดให้บาชา บาซีเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทางการเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับประเพณีเก่าแก่หลายร้อยปี โดยเพิ่มโทษการล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายจากจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นการประหารชีวิต สำหรับการกระทำรุนแรง อาทิ ล่วงละเมิดเด็กมากกว่า 1 คน

เรื่องเล่าจากปากบาชา บาซี

โอมิด (นามสมมติ) วัย 15 ปีเล่าให้ผู้สื่อข่าวของ BBC ฟังว่า พ่อของเขาเสียชีวิตเพราะเหยียบกับระเบิด เขาซึ่งเป็นลูกชายคนโตจึงต้องรับหน้าที่ดูแลแม่ซึ่งเป็นขอทานและน้องชายอีก 2 คน

“ผมเริ่มเต้นในงานเลี้ยงงานแต่งงานตอนอายุ 10 ขวบ หลังพ่อตาย” โอมิดเล่า “พวกเราหิวโหย ผมไม่มีทางเลือก บางครั้งเราเข้านอนโดยไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ตอนผมเต้นในงานเลี้ยงผมได้เงิน 2 เหรียญสหรัฐ (63 บาท) และข้าวพิเลา”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้นที่โรงแรม เขาก้มหน้าลงและเงียบไปนานก่อนจะตอบว่า ได้เงินคืนละ 2 เหรียญสหรัฐ และบางครั้งก็ถูกรุมโทรม

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าทำไมถึงไม่แจ้งตำรวจ โอมิดบอกว่า “พวกเขามีอิทธิพลและร่ำรวย ตำรวจทำอะไรไม่ได้หรอก”

ส่วนแม่ของโอมิดก็ทราบว่าลูกชายต้องไปเต้นในงานเลี้ยง แต่เธอห่วงเรื่องปากท้องมากกว่าเป็นห่วงว่าลูกชายอาจถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ถ้าตอลีบันกลับมาบาชา บาซีจะเจอปัญหา

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐประกาซ่าจะถอนกำลังทหารสหรัฐทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถานภายในเดือน ก.ย.นี้ เพื่อยุติสงครามโค่นล้มกลุ่มตาลีบันที่ยาวนานกว่า 20 ปี การถอนกำลังของสหรัฐอาจทำให้กลุ่มตอลีบันซึ่งต่อต้าน bacha bazi  กลับมามีอำนาจอีกครั้งในอัฟกานิสถาน และอาจนำมาสู่การกวาดล้างประเพณีนี้อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วอีกครั้ง

จีนล้างบาง Crypto กับ Bitcoin ทำไมและอย่างไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656183

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 16:46 น.

 จีนล้างบาง Crypto กับ Bitcoin ทำไมและอย่างไร?จีนเริ่งเครื่องกวาดล้างคริปโตเคอร์เรนซี่ทั้งการใช้มันและการขุดมันมาใช้ ส่งผลสะเทือนต่อตลาดคริปโตอย่างหนักหน่วง

ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีน (PBOC) ซึ่งเป็นธนาคารกลางของจีน กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าได้เรียกร้องให้ธนาคารและบริษัทชำระเงินบางแห่งปราบปรามการซื้อขายสกุลเงินดิจิตอลให้หนักขึ้น เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดโดยทางการจีนเพื่อยับยั้งการใช้เหรียญดิจิทัล

คำแถลงของธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนส่งผลให้ Bitcoin ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์และ Ether ลงมาสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์ ในวันอังคารที่ราคาของคริปโตหลักๆ จึงค่อยมีเสถียรภาพขึ้นมาบ้าง

แบงก์ชาติของจีนพูดอะไรบ้าง?

คำแถลงของ PBOC เกิดขึ้นหลังจากการประชุมกับธนาคารและบริษัทชำระเงิน ซึ่ง PBOC ได้กระตุ้นให้ธนาคารเหล่านี้ตรวจสอบบัญชีลูกค้าอย่างละเอียด ระบุผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัล และตัดช่องทางการชำระเงินทันที

China Construction Bank, Industrial and Commercial Bank of China (ICBC), Agricultural Bank of China (AgBank) และ Postal Savings Bank of China ได้เข้าร่วมการประชุม พร้อมด้วย Alipay แพลตฟอร์มการชำระเงินที่แพร่หลายซึ่งเป็นเจ้าของโดย Ant Group ยักษ์ใหญ่ด้านฟินเทค

ผู้เข้าร่วมการประชุมให้สัญญาที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำนของ PBOC โดย AgBank กล่าวว่าจะดำเนินการตรวจสอบสถานะเพื่อขจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตที่ผิดกฎหมายและปิดบัญชีที่น่าสงสัยและ Alipay กล่าวว่าจะตั้งค่าระบบตรวจสอบที่กำหนดเป้าหมายไปยังเว็บไซต์และบัญชีที่สำคัญและขึ้นบัญชีดำผู้ค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมสกุลเงินเสมือน

ผลกระทบของการปราบปรามคืออะไร?

มาตรการเข้มงวดครั้งล่าสุดทำให้เป็นการยากขึ้นมากสำหรับบุคคลในประเทศจีนในการแลกเปลี่ยนคริปโตแม้จะทำผ่านช่องทางที่สามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดก่อนหน้านี้ได้ก็ตาม

“กฎหมายไม่ได้เปลี่ยนแปลง มันเป็นเพียงการบังคับใช้” Bobby Lee ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Ballet แอพกระเป๋าเงินคริปโตเคอเรนซี และอดีตซีอีโอของ BTC China ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยน Bitcoin แห่งแรกของจีนกล่าว

คำสั่ง PBOC ยังตัดช่องทางการชำระเงินที่ผู้ค้าชาวจีนแผ่นดินใหญ่ใช้พื่อค้าขายคริปโตออฟชอร์ด้วยโดยเป็นการทำอย่างสมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพ

“โดยพื้นฐานแล้วการทำแบบนี้ทำให้แพลตฟอร์ม OTC ทั้งหมดไม่สามารถทำธุรกิจได้ … แพลตฟอร์ม OTC ทั้งหมดถูกห้ามไม่ให้มีการแลกเปลี่ยน” Bobby Lee กล่าว

แต่ธนาคารและบริษัทชำระเงินยังคงเผชิญกับความท้าทายในการระบุกระแสเงินที่เกี่ยวข้องกับคริปโต ซึ่ง ณ ตอนนี้ รัฐบาลจีนไม่ได้ตั้งเป้าหมายเล่นงานผู้ที่ถือครองเหรียญดิจิทัล

“Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกกฎหมายสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของได้” Lee กล่าว “บางทีอาจเป็นตะปูตัวสุดท้ายที่จะตอกฝาโลง มันอาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ ถ้าพวกเขาประกาศว่า Bitcoin ผิดกฎหมาย”

จีนพยายามควบคุมคริปโตอย่างไร?

เมื่อเดือนที่แล้ว สมาคมอุตสาหกรรมการเงิน 3 แห่งสั่งห้ามบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับคริปโตและการประชุมคณะกรรมการความมั่นคงทางการเงินและการพัฒนาของสภาแห่งรัฐซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีหลิวเฮ่อเป็นประธาน ให้คำมั่นว่าจะปราบปรามการขุด Bitcoin และการซื้อขาย Bitcoin ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน

การห้ามทำเหมืองคริปโตมีการประกาศเป็นคำสั่งในศูนย์กลางการทำเหมือง Bitcoin ที่สำคัญ รวมถึงมณฑลเสฉวน ซินเจียง และมองโกเลียใน

จีนควบคุมคริปโตหนักขึ้นโดยเริ่ม 2013 เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินสั่งห้ามธนาคารและบริษัทชำระเงินไม่ให้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin

ในเดือนกันยายน 2017 จีนได้สั่งห้ามการเสนอขายเหรียญเริ่มต้นเพื่อระดมทุน (ICO) ห้ามบริษัททางการเงินและบริษัทชำระเงินให้บริการ ICO และสกุลเงินดิจิทัล และห้ามแพลตฟอร์มการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลทำการแปลงสกุเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายกับสกุลเงินดิจิทัล

ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้แพลตฟอร์มคริปโตส่วนใหญ่ปิดตัวลง โดยมีการย้ายออกไปให้บริการนอกประเทศหลายแห่ง

เหตุใดจีนจึงมีกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น?

ตลาดกระทิงของ Bitcoin ในปีนี้ได้ฟื้นคืนชีพการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในประเทศจีน ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลเกี่ยวกับความเสี่ยงทางการเงินและการฟอกเงินต้องออกมาเตือนในทันที

เมื่อการแลกเปลี่ยนเงินคริปโตในท้องถิ่นปิดตัวลง นักลงทุนชาวจีนจำนวนมากได้เปลี่ยนไปใช้แพลตฟอร์มที่เป็นของจีนแต่ย้ายไปต่างประเทศ รวมถึง Huobi และ OKEx หรือทำการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และห้องสนทนาการซื้อขายโซเชียลมีเดีย

บริษัทแลกเปลี่ยนเงินที่เน้นประเทศจีนซึ่งรวมถึง Binance และ MXC เปิดช่องให้บุคคลชาวจีนสามารถเปิดบัญชีออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย พวกเขายังอำนวยความสะดวกในข้อตกลงแบบ peer-to-peer ในตลาด OTC ที่ช่วยแปลงหยวนจีนเป็นคริปโต ผู้ค้าทำธุรกรรมดังกล่าวผ่านธนาคารหรือช่องทางการชำระเงินออนไลน์ เช่น Alipay หรือ WeChat Pay

นักลงทุนรายย่อยยังสามารถซื้อ “กําลังประมวลผล” (computing power) จากผู้ขุดคริปโตผู้ออกแบบแผนการลงทุนต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วและมีกำไรงาม

ในขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นของคริปโตต่อสกุลเงินทางการของจีนคือเงินหยวน ยังกระตุ้นให้ PBOC เปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของตัวเองด้วย

ข้อมูลจาก Reuters

Photo by Martin BUREAU / AFP

ฮ่องกงปิดประตู ไล่ไต้หวัน ล่าฝ่ายต่อต้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656143

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 14:30 น.

ฮ่องกงปิดประตู ไล่ไต้หวัน ล่าฝ่ายต่อต้านฮ่องกงแสดงท่าทีแข็งกร้าวใครไม่ยอมรับหลักการจีนเดียวคือศัตรู

ความสัมพันธ์ของฮ่องกงกับไต้หวันกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เริ่มจากเมื่อเดือนที่แล้วทางการฮ่องกงมีคำสั่งปิดสำนักงานเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมฮ่องกง ประจำกรุงไทเป โดยไม่ให้เหตุผลชัดเจน แต่ระบุเพียงว่า “ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ไต้หวันพบผู้ป่วย Covid-19 เพิ่มขึ้นในชุมชน”

แต่แถลงการณ์ในภายหลังของรัฐบาลฮ่องกงที่ว่า ไต้หวัน “แทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกงอย่างร้ายแรง” หลายครั้ง และ “สร้างความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้” ให้กับความสัมพันธ์ที่สำนักงานเศรษฐกิจพยายามส่งเสริม ช่วยยืนยันได้อย่างดีว่าคำสั่งปิดดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้

ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าฮ่องกงทำไปเพื่อประท้วงที่ไต้หวันออกหน้าหนุนนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกง

หลังจากนั้น 1 เดือน คณะผู้บริหารมาเก๊า อีกหนึ่งเขตปกครองพิเศษของจีน ประกาศปิดสำนักงานเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมมาเก๊า ประจำกรุงไทเป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา

แม้มาเก๊าจะไม่ได้ระบุเหตุผลแต่ถ้อยคำที่เลือกใช้แทบจะเหมือนกับแถลงการณ์ของทางการฮ่องกง ทำให้อดมองไม่ได้ว่าสองเหตุการณ์นี้อาจจะเกี่ยวข้องกัน

ล่าสุดทางการฮ่องกงบีบบังคับให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปในฮ่องกง (TECO) เซ็นเอกสารยอมรับหลักการจีนเดียวของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ที่มองว่าไต้หวันเป็นเขตปกครองของจีน แลกกับการต่ออายุวีซ่า มิเช่นนั้นจะต้องเดินทางออกจากฮ่องกงภายในวันที่ 21 มิ.ย.นี้

ต่อมาทางการไต้หวันจึงสั่งถอนเจ้าหน้าที่ 7 คนจากสำนักงาน TECO ที่ต่อวีซ่าไม่ได้ โดยเหลือไว้เพียงหัวหน้าฝ่ายการค้า 1 คน ทว่าแหล่งข่าวเผยกับ Focus Taiwan ว่า วีซ่าของเจ้าหน้าที่รายนี้กำลังจะหมดอายุในเดือนหน้า และเขาอาจถูกบีบให้กลับไต้หวันเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่คนอื่น ส่งผลให้ไม่มีเจ้าหน้าที่ไต้หวันประจำสำนักงาน

แม้ต่อมาสภากิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวัน (MAC) จะต่อว่าจีนและฮ่องกงว่าสร้างเขื่อนไขทางการเมืองที่ไม่สมเหตุสมผลในการยื่นคำร้องขอต่ออายุวีซ่าของเจ้าหน้าที่สำนักงาน TECO ในฮ่องกง รัฐบาลฮ่องกงกลับอ้างว่าไต้หวันกำลังสับสนว่าอะไรถูกอะไรผิด “รัฐบาลเขตปกครองพิเศษต้องให้ความสำคัญว่าฮ่องกงและไต้หวันเป็นของจีนเดียว”

สำนักงาน TECO ในฮ่องกงเปิดทำการเมื่อปี 2011 ซึ่งจีนกับไต้หวันยังมีความสัมพันธ์ที่ดีภายใต้รัฐบาลก๊กมินตั๋งของไต้หวัน เพื่อทดแทนสำนักงาน Chung Hwa Travel Service ที่ทำหน้าที่คล้ายกันนี้มากว่า 4 ทศวรรษ

ทว่า เมื่อปี 2018 ทางการฮ่องกงปฏิเสธการออกวีซ่าให้กับหัวหน้าสำนักงานคนใหม่ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่เริ่มตึงเครียดของไต้หวันกับจีนจนไม่สามารถเข้ารับตำแหน่ง  และอีก 2 ปีต่อมาเจ้าหน้าที่ของสำนักงานอีก 4 คนก็เจอปัญหาเดียวกัน เพราะไม่ยอมเซ็นหนังสือยอมรับหลักการจีนเดียว ซึ่งเป็นหลักการที่ไต้หวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประธานาธิบดี ไช่อิงเหวิน ไม่เคยยอมรับ

ไช่อิงเหวินเคยประกาศว่า ไต้หวันไม่อาจยอมรับการเป็นส่วนหนึ่งของจีนภายใต้หลักการหนึ่งประเทศ สองระบบที่จีนเสนอได้

นอกจากการบีบเจ้าหน้าที่ไต้หวันกลับประเทศแล้ว ในระยะหลัง แคร์รี่ หลั่ม ผู้บริการเขตปกครองพิเศษฮ่องกงยังมีท่าทีแข็งกร้าวขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการเรียกร้องเอกราชจากจีนและกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่เริ่มบังคับใช้เมื่อกลางปีที่แล้ว

สัปดาห์ที่แล้ว ตำรวจฮ่องกงบุกค้นสำนักงานหนังสือพิมพ์ Apple Daily ที่สนับสนุนประชาธิปไตย ของ จิมมี ไหล เจ้าพ่อสื่อฮ่องกงคนดังที่อยู่ระหว่างควบคุมตัว และจับกุมผู้บริหารระดับสูง 5 รายรวมทั้งอายัดทรัพย์สินกว่า 2.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับต่างประเทศและตีพิมพ์บทความหลายชิ้นที่ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

หลังจากนั้น แครี่ หลั่ม ก็ออกมาปกป้องปฏิบัติการจับกุมและเผยว่า กรณีของ Apple Daily ควรเป็นตัวอย่างแก่สื่อเจ้าอื่นๆ ด้วยซึ่งจะทำให้วัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้บรรลุ

หลั่มยังโต้กลับว่า คนที่วิจารณ์การบุกค้นและจับกุมผู้บริหารระดับสูงของ Apple Daily กำลังพยายามทำให้การกระทำที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติเป็นสิ่งสวยงาม

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันหลั่มยังย้ำกับชาวฮ่องกงว่า ชาวฮ่องกงต้องปกป้องผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ และต้องเคารพรัฐธรรมนูญของจีนเพื่อปกป้องหลักการหนึ่งประเทศ สองระบบ

เท่ากับเป็นการประกาศว่า ใครที่ไม่เคารพจีนหรือไม่ยอมรับหลักการหนึ่งประเทศ สองระบบของจีนคือศัตรูของฮ่องกง

Photo by Anthony WALLACE / AFP

กองทัพเมียนมาปะทะกองกำลังต่อต้านเผด็จการในมัณฑะเลย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656141

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 13:08 น.

กองทัพเมียนมาปะทะกองกำลังต่อต้านเผด็จการในมัณฑะเลย์การเผชิญหน้ากันครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญ เพราะกลุ่มต่อต้านมีปฏิบัติการในเมืองใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ากองกำลังความมั่นคงของเมียนมาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรถหุ้มเกราะ ปะทะกับกลุ่มติดอาวุธที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในเมืองมัณฑะเลย์เมืองใหญ่เป็นอันดับสองของเมียนมา เมื่อวันอังคาร (22) ตามรายงานของโพสต์โซเชียลมีเดียของกลุ่มต่อต้านเผด็จการและรายงานของสื่อในท้องถิ่น

นับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และถอดถอนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของอองซานซูจี กองกำลังความมั่นคงได้ระงับการประท้วงต่อต้านการปกครองของทหาร แต่ประชาชนทำการตอบโต้โดยตั้งกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐประหารที่รู้จักกันในชื่อกองกำลังป้องกันประชาชนได้ผุดขึ้นมาทั่วประเทศเมียนมา

จนถึงตอนนี้ การต่อสู้ของสองฝ่ายยังใช้กองกำลังติดอาวุธเบาและส่วนใหญ่ถูกจำกัดอยู่ในเมืองเล็กๆ และพื้นที่ชนบท แต่กลุ่มที่อ้างว่าเป็นกองกำลังป้องกันประชาชนแห่งใหม่ของมัณฑะเลย์ กล่าวว่า สมาชิกของกองกำลังตอบโต้ฝ่ายเผด้จการในเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ หลังจากกองทัพบุกโจมตีฐานทัพแห่งหนึ่งของฝ่ายต่อต้าน

“เราทำการตอบโต้หลังจากหนึ่งในค่ายฐานกองโจรของเราถูกบุกรุก” โพสต์บนหน้า Facebook ของกลุ่มโดยผู้นำกองกำลังคนหนึ่งของฝ่ายต่อต้าน

ด้านสำนักข่าว Khit Thit รายงานว่ากองทัพเผด็จการได้รับการสนับสนุนจากรถหุ้มเกราะ 3 คัน ได้ล้อมโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในเมืองมัณฑะเลย์ซึ่งกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายต่อต้านใช้เป็นฐานที่มั่น

กองทัพตอบโต้ด้วยปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศในสถานที่อื่นๆ หลังจากกลุ่มติดอาวุธโจมตีทหาร โดยมีผู้บาดเจ็บล้มตายทั้งสองฝ่าย และประชาชนหลายหมื่นคนต้องพลัดถิ่น

เมื่อวันศุกร์สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้ยุติการส่งอาวุธไปยังเมียนมา และเรียกร้องให้กองทัพเผด็จการเคารพผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน และปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมือง รวมทั้งซูจี

เมื่อวันเสาร์ กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธมติของสหประชาชาติ ซึ่งระบุว่า “อยู่บนพื้นฐานของข้อกล่าวหาอย่างตีขลุมแต่ฝ่ายเดียวและการตั้งสมมติฐานที่ผิดพลาด”

กองกำลังความมั่นคงของฝ่ายเผด็จการได้สังหารผู้ประท้วงอย่างน้อย 873 คนนับตั้งแต่การทำรัฐประหาร ตามรายงานของกลุ่มนักเคลื่อนไหวของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง แต่รัฐบาลทหารโต้แย้งตัวเลขนั้น

Photo – ภาพแฟ้มข่าว ภาพนี้ถ่ายและได้รับความเอื้อเฟื้อจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2021 แสดงให้เห็นผู้ประท้วงระหว่างการปราบปรามโดยกองกำลังความมั่นคงในการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารในเมืองอมรปุระ ใกล้เมืองมัณฑะเลย์ (ภาพโดย เอกสารแจก / แหล่งต่างๆ / AFP) /

จับตา Bitcoin คำเตือนจากผู้พยากรณ์วิกฤตการเงิน “ระวังตลาดพังครั้งใหญ่” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656130

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 11:28 น.

จับตา Bitcoin คำเตือนจากผู้พยากรณ์วิกฤตการเงิน "ระวังตลาดพังครั้งใหญ่"นอกจากนี้เขายังแสดงความเห็นเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี่ ในขณะที่ตลาดสะเทือนครั้งใหญ่เพราะจีนกวาดล้าง

ไมเคิล เบอร์รี (Michael Burry) นักลงทุนชื่อดังผู้ก่อตั้งบริษัทการลงทุนเอกชน Scion Asset Management และมีชื่อเสียงจากการพยากรณ์วิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 ทวีตเตือนถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นในตลาดการเงินโดยชี้ว่ามันจะเกิด “the mother of all crashes” หรือตลาดพังครั้งใหญ่ที่สุด

“การปั่น/การเก็งกำไรทั้งหมดกำลังเกิดขึ้น ดึงรายย่อยเข้ามาก่อนที่จะเกิดตลาดพังครั้งใหญ่สุด เมื่อคริปโตราคาตกลงมาจากระดับล้านล้านหรือหุ้นมีมตกลงมาจากระดับหลายหมื่นล้าน ความสูญเสียในตลาดหลักจะเทียบเท่าขนาด (จีดีพี) ของประเทศต่างๆ ประวัติศาสตร์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย” เบอร์รีเขียนในทวิตเตอร์ซึ่งต่อมาถูกลบไป

เขายังทวีตว่า เขายังให้ความเห็นเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซี โดยยืนยันว่า “ปัญหาของคริปโตก็เหมือนกับ (การลงทุน) อื่นๆ คือคือเลเวอเรจ ถ้าคุณไม่รู้ว่าเงินดิจิทัลมีเลเวอเรจมากแค่ไหน คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคริปโตเลย ไม่ว่าคุณจะคิดว่าคุณรู้มากแค่ไหนก็ตาม”

เบอร์รีกล่าวเสริมว่าเขาไม่ได้เป็นนักวิจารณ์ Bitcoin “ผมไม่ได้เกลียด BTC อนาคตระยะยาวของคริปโตแบบกระจายอำนาจนั้นเปราะบางในโลกที่มีความรุนแรงทางกฎหมาย รัฐบาลรวมศูนย์ที่ไร้หัวใจซึ่งมีท่อน้ำเลี้ยงที่ต่อชีวิตมากจากการผูกขาดสกุลเงิน”

ข้อความข้างต้นเบอร์รีต้องการชี้ให้เห็นวาการเงินแบบระจายอำนาจของเงินดิจิทัลนั้นมีความเสี่ยงคือการออกกฎหมายควบคุมคริปโตโดยรัฐบาลที่ใช้แนวทางการเงินแบบรวมศูนย์และถทอำนาจในการควบคุมสกุลเงินต่างๆ จากตลาดคริปโตที่ทุกคนมีอำนาจเท่ากันด้านการเงินจึงเป้นที่มาของการเงินกระจายอำนาจหหรือ DeFi

ทั้งนี้ไมเคิล เบอร์รีเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าเป็นหนึ่งในนักลงทุนกลุ่มแรกที่คาดการณ์และทำกำไรจากวิกฤตซับไพรม์ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2007 ถึง 2010 โดยในปี 2005 เบอร์รีเริ่มให้ความสำคัญกับตลาดซับไพรม์ จากการวิเคราะห์แนวทางปฏิบัติในการให้สินเชื่อจำนองในปี 2003 และ 2004 เขาทำนายได้อย่างถูกต้องว่าฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จะล่มสลายในปี 2007

Photo by MARCO BELLO / AFP

สหรัฐเผยแผนแจกวัคซีนล็อตสอง ไทยยังติดโผ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656127

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 10:30 น.

สหรัฐเผยแผนแจกวัคซีนล็อตสอง ไทยยังติดโผทำเนียบขาวเผยแผนแจกวัคซีนล็อตสองอีก 55 ล้านโดส ยังมีชื่อไทยติดโผในโซนเอเชีย

ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์แผนการแจกจ่ายวัคซีนป้องกัน Covid-19 ล็อตสองจำนวน 55 ล้านโดส หลังจากประกาศแผนการแจกจ่ายล็อตแรก 25 ล้านโดสไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ครบเป้าหมาย 80 ล้านโดสที่สหรัฐเคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้

วัคซีนล็อตสองนี้จะแจกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้

ในจำนวน 55 ล้านโดสนี้ ราว 75% หรือ 41 ล้านโดสจะแจกจ่ายผ่านโครงการแจกจ่ายวัคซีน COVAX ขององค์การอนามัยโลก โดยแบ่งเป็น 14 ล้านโดสไปยังประเทศแถบละตินอเมริกาและแคริบเบียน, 16 ล้านโดสไปยังแถบเอเชีย อาทิ อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไต้หวัน รวมทั้งไทย และอีกราว 10 ล้านโดสไปยังทวีปแอฟริกา

ส่วนที่เหลืออีก 25% หรือราว 14 ล้านโดสจะแจกจ่ายโดยตรงตามลำดับความสำคัญในแถบแคริบเบียนและละตินอเมริกา เช่น โคลิมเบีย อาร์เจนตินา อิรัก ยูเครน เวสต์แบงก์และฉนวนกาซา รวมทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย

Photo by Jim WATSON / AFP

เจาะวัคซีนคิวบา Soberana 2 กับการทดลองขั้นสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656102

วันที่ 22 มิ.ย. 2564 เวลา 09:43 น.

เจาะวัคซีนคิวบา Soberana 2 กับการทดลองขั้นสุดท้ายเจาะข้อมูลวัคซีนคิวบาหลังผลการทดลองเผยประสิทธิภาพอยู่ที่ 62%

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. BioCubaFarma บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ของรัฐบาลคิวบาประกาศผลการทดลองประสิทธิภาพของวัคซีนต้านโควิด-19 “Soberana 2” ที่ผลิตในประเทศมีประสิทธิภาพอยู่ที่ 62% หลังผู้เข้าร่วมทดลองได้รับวัคซีนไปแล้ว 2 เข็ม ซึ่งคาดว่าเมื่อได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมากขึ้นอีก

ข้อมูลเบื้องต้นของวัคซีน

Soberana 2 หรือชื่อทางเทคนิคคือ FINLAY-FR-2 เป็นวัคซีนต้านโควิด-19 ที่ผลิตโดย Finlay Institute สถาบันวิจัยระบาดวิทยาของคิวบา เป็นวัคซีนชนิดคอนจูเกต ซึ่งผลิตโดยเชื่อมแอนติเจนที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองได้ไม่ดี กับแอนติเจนที่ร่างกายตอบสนองอย่างมีกำลัง เพื่อให้ร่างกายสามารถตอบสนองต่อแอนติเจนอย่างแรกได้ดียิ่งขึ้น โดยขณะนี้กำลังอยู่ในการทดลองระยะที่ 3

การทดลองวัคซีน

• Soberana 2 ได้รับการทดลองระยะที่ 1 ในเดือนตุลาคม 2020 โดยมีอาสาสมัครเข้าร่วมทดลอง 40 คนเพื่อประเมินความปลอดภัย การเกิดปฏิกิริยา และการสร้างภูมิคุ้มกันของวัคซีน

• การทดลองระยะที่ 2a มีอาสาสมัครเข้าร่วม 100 คน และ 2b มีอาสาสมัคร 900 คน โดยกลุ่มอาสาสมัครมีอายุระหว่าง 19 ถึง 80 ปี

• Vicente Vérez ผู้อำนวยการสถาบัน Finlay Vaccine Institute กล่าวว่าวัคซีนได้แสดงการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันหลังจากฉีดวัคซีนไปแล้ว 14 วัน

• การทดลองระยะที่ 3 เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 โดยแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกจะได้รับวัคซีน 2 เข็มห่างกัน 28 วัน กลุ่มที่ 2 จะได้รับวัคซีน 3 เข็ม และกลุ่มสุดท้ายได้รับยาหลอก

• โดยเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขคิวบาระบุว่าต้องดำเนินการทดลองระยะที่ 3 ในต่างประเทศด้วย ซึ่งประเทศที่ร่วมทดลอง เช่น อิหร่าน และเม็กซิโก

ประสิทธิภาพและผลข้างเคียง

• จากการทดลองในระยะที่ 3 หลังฉีดวัคซีนให้อาสาสมัครไปแล้ว 2 เข็มพบว่ามีประสิทธิภาาพ 62%

• โดยเมื่อวันที่ 6 พฤภาคม Finlay Institute of Vaccines ได้ประกาศถึงผลข้างเคียงของวัคซีนระบุว่าพบอาการปวดบริเวณที่ฉีด 20% การอักเสบที่บริเวณฉีดยา 5% และความรู้สึกไม่สบายทั่วไป 5%

ไม่ต้องแช่เย็น

ศาสตราจารย์ Ihosvany Castellanos Santos กล่าวว่าแอนติเจนที่ใช้ในการผลิตวัคซีนนั้นปลอดภัยเพราะมันมีส่วนประกอบอื่นๆ แทนที่จะเป็นไวรัสที่มีชีวิตทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่ต้องการการแช่เย็นเหมือนวัคซีนยี่ห้ออื่น

ประเทศไหนใช้บ้าง

นอกจากคิวบาที่เริ่มฉีดวัคซีนที่กำลังอยู่ในขั้นทดลองให้แก่ประชาชนในประเทศแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่สั่งซื้อวัคซีนจากคิวบา เช่น เม็กซิโก อาร์เจนตินา จาไมกา และเวนาซุเอลา รวมถึงอิหร่านซึ่งกำลังผลิตวัคซีนดังกล่าวประกอบการทดลองด้วย

วัคซีนชาตินิยม?

รัฐบาลคิวบาไม่ต้องการนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ และตั้งใจที่จะใช้วัคซีนที่ผลิตขึ้นเอง แม้ว่าจะเสี่ยงแต่หากประสบความสำเร็จจะเป็นการเสริมภาพลักษณ์ด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ และยังสร้างรายได้จากการส่งออกวัคซีนไปยังต่างประเทศด้วย

ทั้งนี้ Soberana เป็นคำภาษาสเปนที่แปลว่า “อธิปไตย”

วัคซีนตัวอื่นจากคิวบา

ขณะนี้คิวบามีวัคซีนที่กำลังอยู่ในขั้นทดลอง 5 ชนิด โดยนอกจาก Soberana 2 แล้วยังมี Abdala ที่อยู่ในการทดลองระยะสุดท้ายเช่นกัน นอกจากนี้ยังมี Soberana 1, Soberana plus และ Mambisa

Photo by Jorge Luis Baños / AFP

Chinese mainland sees no new locally transmitted Covid-19 cases #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40002358

Chinese mainland sees no new locally transmitted Covid-19 cases


The Chinese mainland on Tuesday reported 24 imported Covid-19 cases but no new locally transmitted cases, the National Health Commission said in its daily report on Wednesday.

Chinese mainland sees no new locally transmitted Covid-19 cases

Among the imported cases, 12 were reported in Sichuan, six in Shanghai, three in Guangdong, two in Jiangsu, and one in Fujian.

No new suspected cases and no new deaths related to COVID-19 were reported on Tuesday.

A total of 6,461 imported cases had been reported on the mainland by the end of Tuesday. Among them, 6,073 had been discharged from hospitals following recovery, and 388 remained hospitalized. No deaths had been reported among the imported cases.

The total number of confirmed COVID-19 cases on the mainland reached 91,653 by Tuesday, including 514 patients still receiving treatment, 16 of whom were in severe condition.

A total of 86,503 patients had been discharged from hospitals following recovery on the mainland, and 4,636 had died as a result of the virus.

There was one suspected COVID-19 case on the mainland on Tuesday.

A total of 21 asymptomatic cases were newly reported, all from outside the mainland. There were 468 asymptomatic cases, including 447 arriving from outside the mainland, under medical observation by Tuesday.

By the end of Tuesday, 11,896 confirmed COVID-19 cases, including 210 deaths, had been reported in the Hong Kong Special Administrative Region (SAR), while 53 cases had been reported in the Macao SAR, and 14,157 cases, including 575 deaths, had been reported in Taiwan.

A total of 11,618 COVID-19 patients in the Hong Kong SAR had been discharged from hospitals following recovery, while 51 had been discharged in the Macao SAR, and 8,087 had been discharged in Taiwan.

Published : June 23, 2021

By : Xinhua

Asean sees 27,720 new Covid cases #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40002342

Asean sees 27,720 new Covid cases


The number of Covid-19 cases in Southeast Asia crossed 4.58 million, with 27,720 new cases reported on Tuesday, lower than Monday’s tally of 29,194, while there were 527 new deaths, decreasing from Monday’s 537 and taking total coronavirus deaths in Asean to 89,183.

Asean sees 27,720 new Covid cases

Philippines’ President Rodrigo Duterte threatened to jail anyone who refuses the Covid-19 vaccine while the government reported that the Delta variant of the virus, which was discovered in India recently, has been found among domestic infections.

As of June 20, the Philippines has inoculated more than 2.1 million of its population, which is well behind the target of 70 million people this year from a total of 110 million.

Vietnam meanwhile is easing some of the disease control measures in Hanoi from Wednesday after the country began seeing decreasing infections. Restaurants, coffee shops and beauty salons will be allowed to open until 9pm but must make sure customers maintain social distancing and do not exceed 50 per cent of capacity. Establishments will be allowed to sell alcohol beverages only for takeaway.

Published : June 23, 2021

By : THE NATION

Vaccine shortages hit global supply program, halting rollouts #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40002337

Vaccine shortages hit global supply program, halting rollouts


A string of nations across Africa, Asia and other regions have run out of Covid-19 vaccines or are on the brink of doing so, months after receiving first shipments from a global program meant to equitably distribute the lifesaving shots.

Vaccine shortages hit global supply program, halting rollouts

When the supplies arrived in developing countries earlier this year through the Covax effort, they were seen as an important step in narrowing a glaring gap in global access. Today, many of those same countries are facing vaccine shortages and are unsure when they will receive donations from wealthy countries.

A World Health Organization adviser on Monday said that of 80 lower-income countries that have received vaccines through the program, about 40 are either out of vaccines or on the verge.

“Well over half of countries have run out of stock and are calling for additional vaccine,” the adviser, Bruce Aylward, told reporters. “But in reality it’s probably much higher.”

In the race to end the pandemic, it’s vaccine against virus. Slowdowns in inoculation programs can leave room for problematic new variants to emerge that could reignite infection counts or put already vaccinated people back at risk. Countries without rich health budgets can be forced onto the more-expensive private market. And if supplies don’t get restocked, vulnerable populations of older people and health workers can be left only partially vaccinated while awaiting the delivery of second doses.

Seven countries in Africa, including Ivory Coast, Gambia and Kenya, have used all of their Covax stocks, according to the WHO, while others in Asia, Latin America and beyond are at risk of exhausting their supplies. In response, many are slowing or halting vaccine programs while they await new shipments or look for alternate sources.

Covax was set up last year to ensure equitable access to vaccines around the globe, and was organized by the vaccine-access nonprofit Gavi, the Vaccine Alliance, another group known as CEPI, or the Coalition for Epidemic Preparedness Innovations, and the WHO. It established a global purchasing and distribution pool, particularly for less-wealthy nations that were unable to strike large pre-purchase deals or manufacture their own vaccines.

Its goal is to deliver 1.8 billion doses to more than 90 lower-income economies by early 2022. So far, it has shipped only 88 million – about as many as the number of doses already administered in the U.S. states of California, Texas and New York, according to Bloomberg’s Vaccine Tracker. The program is heavily reliant on AstraZeneca’s two-dose vaccine, but has been hamstrung by delays in shipments from a key manufacturer of those shots, the Serum Institute of India, after the country halted exports to tackle a devastating outbreak at home.

In Africa, Ivory Coast has used about 730,000 doses of AstraZeneca’s vaccine and is now relying on about 100,000 doses of the Pfizer vaccine it received last week. The country is looking to acquire millions of additional doses to maintain public faith in the program and ensure it can complete protection for those who received the initial dose.

In Ghana and Ivory Coast, the start of Covax rollouts on March 1 marked a key moment that Unicef Executive Director Henrietta Fore called a “hopeful light at the end of the tunnel.” Ghana has since used more than 90% of its doses. While the country has signed pacts with a number of suppliers, including an agreement for Russia’s Sputnik V vaccine, supply challenges have hampered deliveries. Another West African country, Gambia, said last week it has run out of AstraZeneca shots. The country is turning to Sinopharm Group Co. and plans to introduce the Chinese company’s vaccine next month.

Elsewhere in Africa, Eswatini (formerly Swaziland), Lesotho, Malawi and Rwanda have exhausted all the vaccines they received through Covax. Seven more, including Angola, Uganda, Ethiopia and Egypt, have used more than 80% of supplies, according to the WHO.

It’s not just an issue in Africa. Vaccination has slowed to a crawl in Bangladesh, and the government has turned to China and Russia to secure more supplies. Sri Lanka is awaiting health ministry approval to give people Pfizer’s vaccine as the second dose amid a shortfall in AstraZeneca shots.

In Nepal, supply shortages have slowed the vaccine program, and the country has managed to fully vaccinate less than 3% of the population.

“Vaccination to the entire population is a dream that is quite far off,” said Tara Nath Pokhrel, the family welfare director at Nepal’s health ministry.

WHO Director-General Tedros Adhanom Ghebreyesus has welcomed the donation of vaccines from wealthy countries, but has also urged them to increase and accelerate their contributions to help regions confronting a surge in cases. The Group of Seven earlier this month pledged to donate vaccine doses to developing nations, while President Joe Biden announced that the U.S. would begin shipping a half-billion donated doses of Pfizer vaccines to countries in “dire need” in August. On Monday, the U.S. delayed a separate shipping target for 80 million donated vaccine doses, many of which are meant for developing nations.

Many of the nations running short face another problem: After giving the first dose of shots to priority populations like the elderly or health workers, they’re not receiving enough to give the second shot, Kate O’Brien, who heads the WHO’s vaccination division, told reporters last week.

“They just don’t have more doses that are coming at this point,” O’Brien said.

A huge number of countries will need to suspend second doses, Aylward, the WHO adviser, said last week. Countries including Nepal and Sri Lanka are “very desperate in trying to access doses,” he said. “We have quite a substantial problem.”

The supply shortages have exacerbated vaccine inequality. Wealthy countries have administered 68 doses per 100 people on average, compared with just 2 doses per 100 in Africa, according to the WHO. Disease experts have warned that as long as the coronavirus continues to circulate widely, it will have more opportunities to mutate into new variants that could be more transmissible or evade vaccines.

ADVERTISEMENT

The delta variant, the fast-spreading version first identified in India, has been reported in 14 African countries, and Covid cases across the continent are nearing the peak of more than 120,000 weekly cases seen in July 2020.

Supply uncertainty could undermine confidence in vaccine programs in countries that are struggling to fight Covid-19 on top of other health threats.

“It takes so much effort to put in place a vaccination program, it doesn’t help peoples’ trust in their government and health systems,” said Els Torreele, a health researcher at University College London. “You’re talking about countries where there’s already a lot of fragility.”

Other countries in Africa face a different dilemma and are grappling with logistics challenges, hesitancy and misinformation. Almost two dozen nations have used less than half of the doses they have received so far, and almost 1.3 million AstraZeneca doses in 18 countries must be used by the end of August to avoid expiration, according to the WHO.

“It’s not just having the vaccines, it’s rolling them out,” Torreele said. “In poor countries they may not have additional money for that.”

Published : June 23, 2021

By : Syndication Washington Post, Bloomberg · James Paton, Corinne Gretler