โคตรเพชร! บอตสวานาเจอเพชรยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655753

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 12:30 น.

โคตรเพชร! บอตสวานาเจอเพชรยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ของโลก  บอตสวานาเป็นประเทศผู้ผลิตเพชรรายใหญ่ที่สุดของแอฟริกา และ 2 ใน 3 ของเพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลกถูกพบที่นั่น

สำนักข่าว BBC รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทเพชร Debswana ในประเทศบอตสวานาขุดพบเพชรน้ำหนัก 1,098 กะรัต ซึ่งคาดว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ที่เหมืองเพชร Jwaneng ทางตอนใต้ของประเทศ  

“นี่คือเพชรเม็ดใหญ่ที่สุดเท่าที่ Debswana เคยพบหลังดำเนินกิจการมากว่า 50 ปี” ลินเน็ตต์ อาร์มสตรอง รักษาการกรรมการผู้จัดการบริษัท Debswana เผย “จากการวิเคราะห์เบื้องต้น เพชรนี้อาจมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก”

ด้าน เลโฟโก โมอากิ รัฐมนตรีกระทรวงแร่ของบอตสวานาเผยว่า การพบเพชรครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นในเวลาที่ดีที่สุดสำหรับบอตสวานา หลังจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ส่งผลให้การขายเพชรลดลงเมื่อปีที่แล้ว

Debswana เป็นกิจการร่วมค้าระหว่างรัฐบาลบอตสวานากับ De Beers ผู้ค้าเพชรรายใหญ่ของโลก โดยราว 80% ของรายได้จากการขายเพชรจะถูกส่งเข้าคลังของบอตสวานาผ่านเงินปันผล ค่าสัมปทาน และภาษี

ทั้งนี้ เพชรเม็ดใหญ่ที่สุดในโลกที่นับตั้งแต่ขุดพบมาคือ เพชร Cullinan น้ำหนัก 3,106 กะรัต ซึ่งถูกขุดพบที่แอฟริกาใต้ในปี 1905 ส่วนเม็ดที่ใหญ่รองลงมาคือ เพชร Lesedi La Rona น้ำหนัก 1,109 กะรัตที่พบในบอตสวานาเมื่อปี 2015

Photo by Monirul Bhuiyan / AFP

บทเรียนจากโรนัลโด เมื่ออดีตพรีเซนเตอร์ปฏิเสธดื่มโค้ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655752

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 11:45 น.

บทเรียนจากโรนัลโด เมื่ออดีตพรีเซนเตอร์ปฏิเสธดื่มโค้กโคคา-โคลาเสียหายกว่าแสนล้านหลังโรนัลโดแนะดื่มน้ำเปล่าเพื่อสุขภาพ

เกิดเป็นประเด็นเมื่อคริสเตียโน โรนัลโด กองหน้าทีมชาติโปรตุเกส แถลงข่าวในวันที่ฟาดแข้งกับฮังการีเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมาโดยได้มีการขยับขวดน้ำอัดลมโคคา-โคลา ผู้สนับสนุนหลักของศึกฟุตบอลยูโร 2020 ออกจากโต๊ะแถลงข่าว พร้อมประโยคเด็ดแนะให้ทุกคนดื่มน้ำเปล่า

แม้จะเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์และสร้างความเสียหายมหาศาล แทบจะในทันทีที่โรดัลโดทำแบบนั้นทำเอาหุ้นของบริษัทโคคา-โคลาดิ่งลงถึง 1.6% อยู่ที่ 55.22 เหรียญสหรัฐ ซึ่งนั่นทำให้บริษัทสูญเสียมูลค่าในตลาดไปถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 124,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

จนถึงขณะนี้ (17 มิ.ย.) หุ้นของริษัทก็ยังดิ่งลงมาเรื่อยๆ โดยล่าสุดอยู่ที่ 54.67เหรียญสหรัฐ

อย่างที่หลายคนทราบว่าโรนัลโด อายุ 36 ปีแล้ว และเป็นคนดูแลสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดีถึงขนาดตั้งเป้าจะเล่นฟุตบอลไปจนถึงอายุเข้าหลัก 4 ในขณะที่นักเตะหลายคนวางแผนเกษียณตั้งแต่อายุย่างเข้าเลข 3 แล้ว

โรนัลโดยังเคยสร้างความตะลึงให้กับแฟนบอลทั่วโลกด้วยผลการตรวจร่างกายของเขาเมื่อปี 2018 พบว่ามีสัดส่วนไขมันในร่างกายเพียง 7% ขณะที่นักกีฬาทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 11% และมีมวลกล้ามเนื้ออยู่ที่ 50% ขณะที่ผู้เล่นทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 46%

แม้ในขณะนั้นโรนัลโดจะอายุได้ 33 ปีแล้วแต่หากประเมินตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาสภาพร่างกายของเขาประหนึ่งนักฟุตบอลวัยรุ่นอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น

นอกจากการออกกำลังกาย ฟิตร่างกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว โรดัลโดยังเคยเผยเมนูอาหารแต่ละมื้อในแต่ละวันของเขาซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารคลีนทั้งสิ้น ไม่เพียงแต่สุขภาพของตัวเองเท่านั้นแต่โรนัลโดไม่สบอารมณ์ทุกครั้งที่ลูกชายของเขาดื่มน้ำอัดลม

จึงอาจไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในวันนั้นเขาเลือกที่จะขยับขวดน้ำอัดลมออกห่างตัวและแนะให้ทุกคนดื่มน้ำเปล่า แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนข้องใจและอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การขยับขวดโคคา-โคลาครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ขนาดนี้คือการที่เจ้าตัวเองก็เคยร่วมงานกับบริษัทโคคา-โคลาในฐานะพรีเซนเตอร์มาก่อน

โดยมีชาวเน็ตขุดคุ้ยขึ้นมาว่าเมื่อปี 2006 ในสมัยที่โรนัลโดยังเป็นนักเตะให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาเคยเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับโคคา-โคลาพร้อมถ่ายโฆษณาให้กับน้ำอัดลมแบรนด์ดัง นอกจากนี้ยังเคยมีภาพของเขาสกรีนอยู่บนกระป๋องโคคา-โคลามาแล้วด้วย

ไม่เพียงเท่านั้นชาวเน็ตยังพบว่าในปี 2014 สายเฮลท์ตี้อย่างโรนัลโดก็เคยเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับ KFC ไก่ทอดแบรนด์ดังมาก่อน

การที่หุ้นของโคคา-โคลาดิ่งลงได้มากขนาดนี้ส่วนหนึ่งก็อาจมาจากการที่ภาพลักษณ์แบรนด์สั่นสะเทือนเมื่ออดีตพรีเซนเตอร์มาปฏิเสธสินค้าของแบรนด์ตนเอง นอกจากนี้โคคา-โคลายังเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันรายการนี้ด้วย

อย่างไรก็ตามโคคา-โคลาชี้แจงหลังเกิดประเด็นดราม่าว่าทุกคนมีสิทธิเลือกเครื่องดื่มที่ตนเองชอบ และมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ โดยปกติแล้วนักเตะจะได้รับทั้งน้ำเปล่า โค้ก และโค้กซีโร่ เมื่อมาถึงห้องแถลงข่าว

Photo by Handout / UEFA / AFP

ไบเดน-ปูตินคุยอะไรกันบ้างในการพบกันครั้งแรกที่เจนีวา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655744

วันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 10:50 น.

ไบเดน-ปูตินคุยอะไรกันบ้างในการพบกันครั้งแรกที่เจนีวาการหารือของผู้นำทั้งสองประเทศมีทั้งประเด็นที่เห็นตรงกันและเห็นต่างกันอย่างชัดเจน

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ และประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย พบปะหารือกันที่เมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ โดยเป็นการพบปะกันอย่างเป็นทางการครั้งแตกของผู้นำทั้งสองคน ใช้เวลาหารือกันอย่างเข้มข้นราว 3 ชั่วโมงครึ่งจากที่คาดไว้ว่าจะคุยกัน 5   ชั่วโมง

หลังจากการพูดคุยแล้วเสร็จ ผู้นำทั้งสองประเทศได้แยกกันแถลงข่าว ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณบ่งชี้ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศ

ในประเด็นเรื่องการโจมตีทางไซเบอร์ ไบเดนกล่าวกับปูตินว่า โครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างน่ำประปาและพลังงานต้องอยู่นอกเหนือการโจมตีทางไซเบอร์หรือการโจมตีอื่นๆ และหากรัสเซียยังไหยุดสหรัฐจะเอาคืน ขณะที่ปูตินปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ในสหรัฐ รวมทั้งการแฮกระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทท่อส่งน้ำมันของสหรัฐเมื่อเร็วๆ นี้ และโต้กลับว่าการโจมตีทางไซเบอร์ในรัสเซียมีต้นทางมาจากสหรัฐเช่นกัน

ส่วนประเด็นการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเริ่มต้นให้มีการเจรจาเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างกัน และจะมีการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตกลับไปประจำการที่เมืองหลวงของอีกฝ่ายหนึ่ง หลังจากที่ได้มีการถอนเอกอัครราชทูตกลับประเทศเมื่อเดือน มี.ค. หลังจากสหรัฐกล่าวหารัสเซียว่าเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2020

สำหรับประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ทั้งสองฝ่ายเห็นต่างกันชัดเจน ไบเดนเผยว่าเขาพุดอย่างตรงไปตรงมากับปูตินว่ารัสเซียจะต้องรับผิดชอบหาก อเล็กซี นาวัลนี นักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลคนสำคัญ ซึ่งกำลังมีสุขภาพไม่สู้ดีนัก เสียชีวิตระหว่างจำคุกอยู่ในเรือนจำ

ขณะที่ปูตินบอกปัดความกังวลของสหรัฐเกี่ยวกับนาวัลนีที่กำลังอดอาหารประท้วงเป็นเวลา 24 วัน และย้ำว่านาวัลนีไม่สนใจกฎหมายและรู้ดีว่าจะถูกจำคุกหากเดินทางกลับมายังรัสเซียหลังไปรักษาตัวที่เยอรมนี ปูตินยังเผยอีกว่ารัสเซียไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายในประเทศเหมือนกับกรณีการบุกโจมตีอาคารรัฐสภาของสหรัฐ หรือการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของคนผิวสี Black Lives Matter

ไบเดนโต้กลับว่าความเห็นของปูตินเกี่ยวกับ Black Lives Matter เป็นเรื่องน่าขัน และย้ำว่าประเด็นเรื่อองสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน

นอกจากนี้ ปูตินยังเผยว่า การหารือโดยรวมครั้งนี้ถือว่าสร้างสรรค์ เพราะทั้งสองฝ่ายพูดภาษาเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า สหรัฐและรัสเซียจะมีมิตรภาพ ผลลัพธ์ของการหารือครั้งนี้ในทางปฏิบัติคือการพูดคุยบนพื้นฐานของความเป็นจริงและตั้งอยู่บนผลประโยชน์พื้นฐานของทั้งสองประเทศเป็นสำคัญ

ด้านไบเดนได้มอบแว่นกันแดดทรงนักบินแบบสั่งทำพิเศษ ซึ่งเป็นทรงเดียวกับที่ไบเดนสวมใส่เป็นประจำ และคริสตัลควายไบซันให้กับปูตินเป็นของขวัญ

Photo by Brendan Smialowski / AFP

ผู้เชี่ยวชาญชี้ Bitcoin มีจุดอ่อนเพียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655703

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 20:30 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ Bitcoin มีจุดอ่อนเพียบบทความของหนังสือพิมพ์ The New York Times ชี้จุดอ่อนของ Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ขึ้นลงเหมือนรถไฟเหาะ

The New York Times ระบุว่า Bitcoin มีความผันผวนมาตั้งแต่ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2009 เมื่อต้นปีที่ผ่านมาราคา Bitcoin 1 เหรียญทะยานทะลุ 60,000 เหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 8 เท่าในเวลา 12 เดือน แต่หลังจากนั้นมูลค่าตกลงเกือบครึ่งภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ถึงอย่างนั้นมูลค่ารวมของสกุลเงินดิจิทัลยังสูงถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

แล้วอนาคตของสกุลเงินดิจิทัลจะเป็นอย่างไร เราควรใช้หรือลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลหรือไม่? แล้วราคาที่แกว่งไปแกว่งมา โดยมูลค่าหายไปเกือบ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ส่อแววว่าระบบการเงินมีปัญหาใช่หรือไม่?

ในบทความนี้ผู้เขียนของ The New York Times ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของ Bitcoin ไว้ดังนี้

มักถูกนำมาใช้ในเรื่องผิดกฎหมาย

Bitcoin ถูกสร้างขึ้น (โดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่จนถึงขณะนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร) เพื่อใช้ทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สามที่เชื่อถือได้อย่างธนาคารกลางหรือสถาบันการเงิน การทำธุรกรรมผ่าน Bitcoin ใช้เพียงการยืนยันตัวตนบนโลกดิจิทัล ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเปิดเผยตัวตนได้ในระดับหนึ่ง จุดนี้ทำให้ Bitcoin ถูกนำมาใช้ในเรื่องผิดกฎหมายอย่างการแฮกระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเรียกค่าไถ่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสหรัฐ

ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายในการใช้

ในขณะที่ Bitcoin ได้รับความนิยมมากขึ้น การใช้ Bitcoin กลับยุ่งยาก ช้า และมีค่าใช้จ่ายสูง การทำธุรกรรมโดยใช้สกุลเงินดิจิทัลส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาราว 10 นาทีในการตรวจสอบความถูกต้อง และมีค่าทำธุรกรรมเฉลี่ยราว 20 เหรียญสหรัฐ หรือ 623 บาท

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังระบุว่า มูลค่าของ Bitcoin ที่แกว่งไปแกว่งมาทำให้ไม่เหมาะกับการเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน โดยเปรียบเทียบกับการใช้ธนบัตรว่า วันหนึ่งเราสามารถซื้อเบียร์ในราคา 10 เหรียญสหรัฐ แต่อีกวันหนึ่งเงินเท่ากันสามารถซื้อไวน์ได้เลยทีเดียว

ไม่ได้ปกปิดตัวตนได้ 100%

Bitcoin ไม่ได้ให้การปกปิดตัวตนอย่างแท้จริงและไม่ใช้ธุรกรรมที่ตามรอยไม่ได้อีกต่อไป เพราะเมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลสหรัฐสามารถตามรอย Bitcoin ที่บริษัท Colonial Pipeline จ่ายให้กับแฮกเกอร์ DarkSide ที่โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ และนำกลับคืนมาได้ส่วนหนึ่ง

กลายเป็นการเก็งกำไร

Bitcoin กลายเป็นการลงทุนแบบเก็งกำไร Bitcoin ไม่มีมูลค่าที่แท้จริงและไม่มีอะไรหนุนหลัง ผู้ที่เชื่อมั่นใน Bitcoin อาจจะบอกว่า Bitcoin ก็เหมือนทองคำที่มูลค่าเกิดขึ้นจากความหายากของมัน (อัลกอรึทึมกำหนดให้ Bitcoin ทั่วโลกขุดได้เพียง 21 ล้านเหรียญเท่านั้น โดยขณะนี้ขุดไปแล้วเกือบ 19 ล้านเหรียญ)

ทว่าผู้เขียนระบุว่า ความหากยากอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างมูลค่าให้ Botcoin นักลงทุน Bitcoin ดูเหมือนจะต้องพึ่งพาทฤษฎีคนที่โง่กว่า (greater fool theory) นั่นคือ หากอยากได้กำไรจากการลงทุนก็ต้องหาคนที่ต้องการซื้อ Bitcoin ในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อมา

ยังไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุม

ผู้เขียนบอกว่า แม้ว่า Bitcoin จะมีมูลค่าสูงในกระดาษ แต่การล่มสลายของ Bitcoin หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ไม่อาจทำให้ระบบการเงินสั่นสะเทือนได้ เนื่องจากธนาคารไม่ได้เข้ามาเล่นในสนามสกุลเงินดิจิทัล แต่คนที่เสี่ยงที่จะขาดทุนที่สุดคือ นักลงทุนที่ขาดประสบการณ์ซึ่งเข้าร่วมปาร์ตี้ Bitcoin ช้าเกินการณ์

รัฐบาลควรเตือนนักลงทุนรายย่อยว่าต้องแบกรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง และแม้จะมีกฎเกณฑ์มาควบคุมการลงทุนในหลักทรัพย์ที่สามารถเก็งกำไร Bitcoin แล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้หรือควรทำก็มีไม่มากนัก

สิ้นเปลืองพลังงาน

การทำธุรกรรมเกี่ยวกับ Bitcoin ใช้พลังงานมหาศาล จากการประเมินคร่าวๆ พบว่าเครือข่าย Bitcoin ใช้พลังงานเท่ากับพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในประเทศอาร์เจนตินาและนอร์เวย์ ยังไม่ต้องพูดถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากเครื่องมือพิเศษที่ใช้ในการขุดบิตคอยน์ที่เสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วอีก

สร้างความไม่เท่าเทียม

ทว่า นวัตกรรมทางการเงินนี้อาจตอกย้ำความไม่เท่าเทียม ทักษะทางการเงินและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ไม่เท่าเทียมอาจส่งผลให้นักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญได้ประโยชน์ ในขณะที่คนที่ด้อยประสบการณ์เลือกเสี่ยงกับสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้

อีกทั้งอัลกอริทึมของคอมพิวเตอร์อาจทำให้การเหยียดเชื้อชาติหรือความลำเอียงอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วในการประเมินคะแนนเครดิตและการให้สินเชื่อแย่ลงอีก

ผู้เขียนของ The New York Times ชี้ว่าแม้ว่าผู้คนจะให้ความสนใจกับราคาของ Bitcoin ที่ผันผวนเหมือนรถไฟเหาะ แต่ผลที่ตามมาที่มากกว่านั้นคือ การปฏิวัติด้านการเงินที่เกิดขึ้นซึ่งในท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบกับเราทุกคนทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย

Photo by INA FASSBENDER / AFP

ผู้เชี่ยวชาญถกกรณีโปรตีนเจือปนในวัคซีน AZ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655702

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 19:01 น.

ผู้เชี่ยวชาญถกกรณีโปรตีนเจือปนในวัคซีน AZ ผู้เชี่ยวชาญพบโปรตีนเจือปนในวัคซีน ขณะผู้ผลิตยันอยู่ในระดับมาตรฐาน ไม่มีหลักฐานว่าเชื่อมโยงกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

1. ก่อนหน้านี้ทีมนักวิจัยชาวเยอรมันชี้ว่ากุญแจสำคัญของการเกิดลิ่มเลือดของผู้ที่ได้รับวัคซีนของ AstraZeneca และ Johnson & Johnson คืออะดีโนไวรัส (adenovirus) ซึ่งเป็นไวรัสที่นำมาใช้เป็นพาหะในการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19

2. ในบางครั้งอาจเกิดความผิดลาดในการสร้างโปรตีนไวรัสโคโรนาเมื่อส่งวัคซีนเข้าสู่นิวเคลียสของเซลล์ในร่างกาย ซึ่งโปรตีนเหล่านั้นอาจกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติของเลือดหรือเกิดภาวะลิ่มเลือดขึ้นมาได้ โดยเฉพาะอาการที่เรียกว่าภาวะหลอดเลือดดำในสมองอุดตันซึ่งพบในประชากรราว 5 คนจาก 1 ล้านคน

3. เพื่อคลายความกังวลในการฉีดวัคซีนทีมวิจัยเสนอแนะให้ผู้ผลิตวัคซีนพิจารณาปรับแต่งสารพันธุกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดจากโปรตีนสไปค์เมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ อันจะช่วยให้วัคซีนของ AstraZeneca และ Johnson & Johnson มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

4. แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมาเว็บไซต์ Chemistry World นิตยสารข่าวเคมีรายเดือนระบุว่า Stefan Kochanek หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Ulm University ประเทศเยอรมนีพบโปรตีนเจือปน (Protein impurities) ในวัคซีนของ AstraZeneca ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการเกิดอาการรุนแรงในผู้ที่ได้รับวัคซีนบางส่วนภายหลังฉีดวัคซีนได้ 2 ถึง 3 วัน หรือแม้กระทั่งอาจเชื่อมโยงกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

ทั้งนี้ สิ่งเจือปน (impurities) นั้นสามารถพบได้ในยาหรือวัคซีนใดๆ แต่ต้องมีปริมาณไม่เกินที่กำหนด ซึ่งแตกต่างจากสิ่งปนเปื้อน (contaminants) ที่ห้ามมีเด็ดขาด

5. Kochanek เผยจากการตรวจสอบด้วยแมสสเปกโตรเมทรี (Mass spectrometry) ว่าพบโปรตีนในวัคซีน โดยอธิบายว่าวัคซีนมีไวรัสประมาณ 12.5 ไมโครกรัมต่อ 1 โดส และมีโปรตีนที่ไม่ใช่ไวรัสประมาณ 22 ไมโครกรัม

7. Kochanek อธิบายว่าอะดีโนไวรัสที่ใช้ผลิตวัคซีนได้มาจากเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (ชิมแปนซี) ที่เพาะเลี้ยงให้ติดไวรัส จากนั้นไวรัสจะถูกนำไปทำให้บริสุทธิ์ก่อนที่จะนำมาใช้ผลิตวัคซีน

“หากกระบวนการนั้นไม่สมบูรณ์แบบสุดๆ การมีอยู่ของโปรตีนจากเซลล์ที่ใช้ในการผลิตเป็นสาเหตุของสิ่งที่เรียกว่าสิ่งเจือปน”

8. ขณะที่ Daniel Bracewell จากมหาวิทยาลัย College London ประเทศอังกฤษที่ศึกษาเกี่ยวกับโปรตีนและกระบวนการผลิตแอนติบอดีไม่เชื่อว่าจะเชื่อมโยงกับอาการลิ่มเลือดอุดตัน

9. Bracewell กล่าวว่าการพบส่วนประกอบบางอย่างของเซลล์ที่ใช้ในการสร้างไวรัสนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่อย่างไรก็ตามเขาแนะนำให้ผู้ผลิตวัคซีนและหน่วยงานกำกับดูแลหารือกันถึงโปรตีนเจือปนดังกล่าวและตกลงกันในระดับที่ยอมรับได้

10. ด้าน Hildegund Ertl นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากสถาบัน Wistar ในฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกาซึ่งทำงานเกี่ยวกับวัคซีนอะดีโนไวรัสสำหรับ HIV และที่ปรึกษาให้กับวัคซีน Sputnik V กล่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะอนุญาตให้มีโปรตีนดังกล่าวในวัคซีนโดยปกติแล้วอยู่ในช่วงนาโนกรัมต่อโดส ขณะที่วัคซีน AstraZeneca อยู่ในช่วงไมโครกรัมต่อโดสซึ่งค่อนข้างสูง

11. อย่างไรก็ตาม Ertl กล่าวว่ายังคงต้องพิสูจน์ว่าสิ่งเจือปนเป็นสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันหรือไม่ “นี่เป็นวัคซีนที่ดีมาก ฉันไม่ได้บอกว่าคนไม่ควรรับมัน” พร้อมวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบต่อวัคซีนดังกล่าว

12. AstraZeneca กล่าวในแถลงการณ์ที่ส่งไปยัง Chemistry World ว่า “มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโปรตีนที่อยู่ในวัคซีน AstraZenaca อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าระดับที่พบในวัคซีนอื่นๆ ที่ผลิตในลักษณะเดียวกัน”

“ไม่มีหลักฐานว่าโปรตีนที่พบมีความเชื่อมโยงกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหรือเกล็ดเลือดต่ำ เป็นเพียงการตั้งสมมติฐานเท่านั้น”

AstraZeneca ยืนยันว่าบริษัทได้พัฒนาและตรวจสอบการทดสอบการควบคุมคุณภาพเพื่อวัดโปรตีนตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และรับรองว่าวัคซีนทุกชุดได้รับการทดสอบก่อนที่จะปล่อยชุดใดๆ ในกรณีที่มีการอนุมัติการใช้งาน

13. ทั้งนี้ ในวันนี้ (16 มิ.ย.) กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ก็รายงานการพบกรณีการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันของผู้ที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca โดยเป็นชายวัย 30 ปีซึ่งได้รับการฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 27 พ.ค.

ผู้ป่วยมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงและคลื่นไส้เป็นเวลา 9 วัน ก่อนจะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะดังกล่าวเมื่อวานนี้ (15 มิ.ย.)

อย่างไรก็ตาม ทางการและองค์การอนามัยโลกแนะนำว่าให้ใช้วัคซีนดังกล่าวต่อไป โดยกล่าวว่าวัคซีนอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในบางกรณีที่หายากมาก แต่ประโยชน์ของวัคซีนนั้นมีมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง

Photo by OLI SCARFF / AFP

ผู้จัดการกองทุนกว่า 80% ชี้ Bitcoin กำลังเกิดฟองสบู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655684

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 15:46 น.

ผู้จัดการกองทุนกว่า 80% ชี้ Bitcoin กำลังเกิดฟองสบู่อาการพองข้นอยางรวดเร็วแล้วยุบอย่างฉับพลันของ Bitcoin ให้อดคิดไม่ได้ว่ามันคือฟองสบู่ดีๆ นี่เอง

จากการสำรวจล่าสุดของ Bank of America Global Fund Manager พบว่าผู้จัดการกองทุนประมาณ 81% เชื่อว่า Bitcoin อยู่ในภาวะฟองสบู่ แม้ว่าราคาจะตก 35% ในเดือนพฤษภาคมก็ตาม

การสำรวจที่ทำขึ้นระหว่างวันที่ 4-10 มิถุนายนเพิ่มขึ้น 6% จากข้อมูลการสำรวจของเดือนที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นใน Wall Street ลดลงมากและกลายเป็นแนวโน้มตลาดหมีมากขึ้น แม้วาสถาบันการเงินบางแห่งจะแสดงความสนใจใน Bitcoin หนึ่งในนั้นคือ Wells Fargo

การสำรวจโดย Bank of America พบว่า 72% ของผู้จัดการกองทุนที่ทำการสำรวจคิดว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เป็นเพียงภาวะชั่วคราว ความเห็นนี้อาจเป็นสาเหตุที่สาเหตุที่ส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของ Bitcoin เพราะมันมักถูกมองว่าเป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คริปโตหลายคนมองว่าการเพิ่มมูลค่าขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลในปีที่ผ่านมามีสาเหตุจากความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการสำรวจของ Bank of America อาจเป้นตัวบ่งชี้ว่าข้อกังวลเหล่านั้นได้บรรเทาลงบ้างแล้ว ซึ่งหมายความว่ากระแสต้องการ Bitcoin ก็ลดลงด้วย

การสำรวจยังพบว่าผู้จัดการกองทุนไม่มองว่าการเดิมพันกับ Bitcoin ในกระแสตลาดกระทิงเป็นการลงทุนที่คนแห่กันเข้าใน Wall Street อีกต่อไปพวกเขามองว่าสินค้าโภคภัณฑ์เป็นตลาดที่มีผู้คนเข้าหาหนาแน่นที่สุดและมีโอกาสทำกำไรแน่ๆ (Long Position) แทนที่ Bitcoin ซึ่งครองตำแหน่งสูงสุดในการสำรวจรายเดือนเมื่อเร็วๆ นี้และเคยมีสถานะเป็น Long Position มาก่อย

ทั้งนี้ ในขณะที่ราคาของ Bitcoin ยังคงค่อนข้างซบเซาหลังจากภาวะดิ่งในเดือนพฤษภาคม ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันและแร่เหล็กได้เพิ่มขึ้น

Photo by PHILIPPE LOPEZ / AFP

ญี่ปุ่นเล็งมอบวัคซีนให้ 5 ชาติอาเซียนรวมไทย ชี้สำคัญทางยุทธศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655677

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 15:16 น.

ญี่ปุ่นเล็งมอบวัคซีนให้ 5 ชาติอาเซียนรวมไทย ชี้สำคัญทางยุทธศาสตร์รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นชี้ 5 ชาติอาเซียนที่ได้รับวัคซีนจากญี่ปุ่นมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์

สำนักข่าวท้องถิ่นญี่ปุ่นเผยแถลงการณ์ของโทชิมิทสึ โมเทกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นระบุว่ารัฐบาลจะจัดสรรวัคซีนต้านโควิด-19 ให้แก่ 5 ประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียนรวมถึงประเทศไทยเนื่องจากเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางภูมิศาสตร์

รายงานระบุว่าญี่ปุ่นจะส่งวัคซีนของ AstraZeneca ไปยังเวียดนามเป็นชาติแรกโดยมีกำหนดส่งออกในวันที่ 16 มิถุนายน

จากนั้นจะแจกจ่ายวัคซีนไปยังอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และไทย ในช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป

โมเทกิกล่าวต่อว่าญี่ปุ่นตัดสินใจจัดสรรวัคซีนให้แก่ประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน 5 ประเทศดังกล่าวเนื่องจากกำลังอยู่ในสถานการณ์การการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรุนแรง

พร้อมทิ้งท้ายว่าประเทศเหล่านี้มีความสำคัญในการบรรลุนโยบายอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง (Free and Open Indo-Pacific – FOIP)

ทั้งนี้ เวียดนามจะเป็นชาติที่ 2 ที่ได้รับการแบ่งปันวัคซีนต้านโควิด-19 จากญี่ปุ่นต่อจากไต้หวัน นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาส่งวัคซีนเพิ่มเติมไปยังเวียดนามและไต้หวันด้วย

Photo by Juan MABROMATA / AFP

เมื่อกลุ่มแฟนคลับไร้ระเบียบก็ถึงเวลาที่ทางการจีนต้องเข้ามาคุม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655671

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 14:40 น.

เมื่อกลุ่มแฟนคลับไร้ระเบียบก็ถึงเวลาที่ทางการจีนต้องเข้ามาคุมจีนออกโรงปราบปราม Fan Circle กลุ่มของแฟนคลับที่ทำกิจกรรมชักจูงเยาวชนให้เสียเงินเพื่อไอดอล  

Fan Circle คือกลุ่มที่แฟนคลับของไอดอลตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางในการส่งเสริมและสนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการโหวต หรือดันให้อันดับของไอดอลในชาร์ตเพลงหรือในโซเชียลมีเดียขึ้นมาอยู่หัวตาราง ทุ่มเงินซื้อสินค้าที่ไอดอลของตัวเองเป็นพรีเซนเตอร์ หรือแม้แต่เปิดสงครามความคิดเห็นกับกลุ่มคู่แข่งเพื่อให้ไอดอลของตัวเองมีข่าวในแง่บวกหรือมีพื้นที่ในโซเชียลมีเดีย

แม้จะไม่สามารถประเมินขนาดของกลุ่มแฟนคลับออนไลน์ในจีนได้อย่างแม่นยำ แต่พบว่าสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงในวัยทีนและวัยเลข 2 ที่ยอมทุ่มได้สุดตัวเพื่อไอดอลที่ตัวเองรัก กลุ่มนี้ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจแบบ Fan Economy หรือเศรษฐกิจที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างรายได้จากแฟนคลับและคนดังในวงการ ซึ่งมีมูลค่าถึง 100,000 ล้านหยวนในปี 2020

แฟนคลับเหล่านี้ทรงพลังมากถึงขั้นที่สามารถดันให้เพลงของ คริส อู๋ แร็ปเปอร์ลูกครึ่งจีน-แคนาเดียน 7 เพลงขึ้นไปติดท็อป 10 เพลงยอดนิยมใน US iTunes แซงหน้านักร้องชื่อดังระดับโลกอย่าง อารีอานา กรานเด และ เลดี กาก้า

แม้ว่า Fan Circle จะไม่ใช่กลุ่มทางการเมือง แต่ครั้งหนึ่งกลุ่มแฟนคลับนี้เคยช่วยเป็นเรี่ยวแรงในการโปรโมทโฆษณาชวนเชื่อแนวรักชาติ โดยระหว่างปี 2019 ที่เกิดการประท้วงในฮ่องกง มีการตั้งกลุ่มที่เรียกว่า Azhong Gege หรือพี่จีน ขึ้นมาเพื่อกป้องนโยบายของจีนที่ใช้กับฮ่องกง จนสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์จีนติดแฮชแท็ก #The fan girls’ crusade ในเวยปั๋วเพื่อชมเชยกลุ่มแฟนคลับที่เข้ามาช่วยโต้เถียงกับฝ่ายตรงข้ามในเวยปั๋ว

ทว่า ตอนนี้ทางการจีนไม่ปลื้ม Fan Circle แล้ว โดยมองว่ากลุ่มแฟนคลับบางกลุ่มเริ่มไร้ระเบียบ มีการระดมเงินจากเยาวชนเพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมสนุบสนุนไอดอล อาทิ จัดงานวันเกิด หรือนำข้อมูลส่วนตัวของคนที่ตัวเองไม่ชอบมาประจานในโลกออนไลน์ หรือโจมตีคู่แข่งของไอดอลที่ตัวเองชอบ ทั้งยังอาจสร้างความแตกแยกทางความคิดของคนในสังคม

ล่าสุด หน่วยงานเฝ้าระวังทางไซเบอร์ของจีน (CAC) จะเข้ามาล้างบาง Fan Circle ด้วยการสั่งปิดบัญชีและยุบกลุ่มโซเชียลมีเดียที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี และลงโทษแพลตฟอร์มที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดความวุ่นวายและไม่ยอมแก้ไขความบกพร่องตามคำสั่งของทางการ

แถลงการณ์ของ CAC ระบุว่า “ในช่วงเวลาหนึ่ง สมาชิกในกลุ่ม Fan Circle ได้ใช้วาจาทำร้ายฝ่ายตรงข้าม ดันอันดับของไอดอลในหลายชาร์ต และเผยแพร่ข่าวลือ ซึ่งบ่อนทำลายความชัดเจนโปร่งใสของโลกไซเบอร์และส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจของเยาวชน”

การล้างบางของทางการจีนพุ่งเป้าไปที่ปัญหาสำคัญๆ 5 ข้อ การใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยของเยาวชนเพื่อดันอันดับของไอดอลหรือผู้เข้าแข่งขันในรายการเรียลลิตี, แฟนคลับที่อวดความร่ำรวยและไลฟ์สไตล์หรูหรา, การใช้บ็อตพื่อกำหนดทิศทางของคอมเม้นต์เกี่ยวกับไอดอลที่ตัวเองชอบ, การชักชวนให้แฟนคลับโดยเฉพาะเยาวชนนำเงินมาลงขันเพื่อสนับสนุนไอดอล และการปล่อยข่าวลือ

ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 เดือนที่ CAC กล่าวโทษการทำกิจกรรมของกลุ่มแฟนคลับ หลังจากเตือนว่าจะเข้ามาจัดระเบียบ Fan Circle เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากพบการบุลลี่และใช้ความรุนแรงในกลุ่มเหล่านี้

งานนี้ แม้แต่สมาชิกกลุ่มแฟนคลับตัวยงอย่างหญิงสาวซึ่งเป็นที่ปรึกษาในเซี่ยงไฮ้ยังเห็นด้วยกับทางการจีน โดยเธอเผยกับ South China Morning Post ว่า “โซเชียลมีเดียบางเจ้าใช้ความรักในตัวไอดอลของแฟนคลับมาขยายฐานผู้ใช้ของตัวเอง แฟนคลับถูกบังคับให้ให้ข้อมูลกับเจ้าของแพลตฟอร์ม”

แอฟริกาใต้นับพันแห่ขุดหาหินปริศนาหวังเป็นเพชร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655622

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 12:29 น.

แอฟริกาใต้นับพันแห่ขุดหาหินปริศนาหวังเป็นเพชรแม้จะยังไม่รู้แน่ชัดว่าคืออะไรแต่หินเหล่านี้คือความหวังของพวกเขาที่จะช่วยฟื้นจากความยากจนในช่วงโควิด

ชาวแอฟริกาใต้นับพันคนหลั่งไหลไปยังหมู่บ้านควาฮลาธี ในจังหวัดควาซูลู-นาตัล ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองโจฮันเนสเบิร์กไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 300 กิโลเมตรเพื่อขุดหาเพชรหลังจากที่มีข่าวว่าชาวบ้านรายหนึ่งพบวัตถุลักษณะคล้ายเพชรเมื่อสัปดาห์ก่อน

ข่าวสารแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นไวรัลแม้จะยังไม่มีการยืนยันว่าวัตถุดังกล่าวคืออะไรแต่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเพชรจึงพากันมาขุดหาเพชรที่นี่อย่างเนืองแน่น ขณะที่รัฐบาลเตือนว่าอาจเป็นเพียงก้อนหินซึ่งไม่มีราคาเท่านั้น

มากูดูเลลา วัย 40 ปีหนึ่งในชาวบ้านที่ร่วมขุดหาเพชรกล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีเชื่อว่าสิ่งที่ตนพบเป็นเพชรจริง พร้อมคาดหวังที่จะนำไปซื้อบ้านและรถด้วย

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้อัตราการว่างงานในแอฟริกาใต้สูงขึ้นอย่างมากในรอบหลาย 10 ปี การค้นหาเพชรครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความหวังของพวกเขา

“เรายากจน เราตกงาน แต่สิ่งนี้สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้” พรีเซียส วัย 38 ปีกล่าวพร้อมเผยว่าเธอใช้เวลาทั้งคืนไปกับการขุดดินเพื่อหาเพชรกับลูกๆ ของเธอ

ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นขอความร่วมมือให้ประชาชนออกจากพื้นที่เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ นอกจากนี้ยังกังวลถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย แต่ชาวบ้านยังคงยืนกรานที่จะขุดหาเพชรต่อไป

ด้านรัฐบาลกลางได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญและนักธรณีวิทยาไปยังพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเก็บตัวอย่างหินมาวิเคราะห์ต่อไป ตลอดจนมีตำรวจเข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ทั้งนี้ แอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับแร่ต่างๆ และครองสถิติค้นพบเพชรคัลลินันที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปี 1905

Photo by Phill Magakoe / AFP

เวียดนามเล่นงานไทย เก็บภาษีน้ำตาลกว่า 47% อ้างไทยทุ่มตลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655629

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 11:05 น.

เวียดนามเล่นงานไทย เก็บภาษีน้ำตาลกว่า 47% อ้างไทยทุ่มตลาดเวียดนามเคาะแล้วเก็บภาษีน้ำตาลไทย 47.64% เป็นเวลา 5 ปี

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ากระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามเผยได้เรียกเก็บภาษี 47.64% สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำตาลที่นำเข้าจากไทยเป็นเวลา 5 ปี เพื่อตอบโต้การทุ่มตลาดและทดแทนการเก็บภาษีชั่วคราวที่บังคับใช้ในเดือนก.พ. ที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 33.88%

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ทางกระทรวงได้ดำเนินการสอบสวนต่อต้านการทุ่มตลาดเมื่อเดือนก.ย. ปีที่แล้ว หลังได้รับคำร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมน้ำตาลของเวียดนาม

ข้อมูลจากการสอบสวนชี้ให้เห็นว่าเวียดนามนำเข้าน้ำตาลจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านตันในปี 2563 ซึ่งเพิ่มขึ้น 330.4% จากปี 2562

เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมในประเทศจึงต้องมีการขึ้นภาษีน้ำตาลนำเข้าจากประเทศไทย

แถลงการณ์จากกระทรวงยังเผยว่าเวียดนามจะยังคงประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามผลกระทบของมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ เวียดนามยกเลิกการเก็บภาษีน้ำตาลนำเข้าจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2563 ตามข้อตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ATIGA)

แต่ข้อตกลงดังกล่าวอนุญาตให้ประเทศภูมิภาคอาเซียนสามารถกำหนดภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมในประเทศของตนได้

Photo by Aamir QURESHI / AFP