คนใกล้ชิดเผย แจ็ก หม่า ยังสบายดี ใช้เวลาว่างวาดรูป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655623

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 11:00 น.

คนใกล้ชิดเผย แจ็ก หม่า ยังสบายดี ใช้เวลาว่างวาดรูปหลังจากเก็บตัวเงียบมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว คนใกล้ชิดเจ้าพ่ออาลีบาบาเผยว่าตอนนี้ แจ็ก หม่า หันมาวาดภาพเป็นงานอดิเรกยามว่าง  

โจ ไช่ รองประธานบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Alibaba Group ให้สัมภาษณ์กับรายการ Squawk Box ของ CNBC ว่า แจ็ก หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba Group พยายามเก็บตัวเงียบๆ ไม่ปรากฏตัวตามสื่อในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยหันมาให้ความสำคัญกับงานอดิเรกอย่างการวาดภาพและงานด้านการกุศลต่างๆ

“ตอนนี้เขากำลังเก็บตัวเงียบๆ  ผมคุยกับเขาทุกวัน” ไช่เผย “เขาสบายดีมาก เขาวาดภาพเป็นงานอดิเรก ซึ่งทำออกมาได้ดีทีเดียว”

ทั้งนี้ แจ็ก หม่า หายหน้าหายตาไปจากสื่อหลังจากวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว จนมีส่วนทำให้การขายหุ้น IPO มูลค่ามหาศาลของ Ant Group ถูกทางการจีนระงับในนาทีสุดท้าย ต่อมาทางการจีนยังสั่งสอบ Alibaba ในข้อหาผูกขาดทางการค้า จนบริษัทต้องจ่ายค่าปรับก้อนโตถึง 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by Ludovic MARIN / AFP

ชี้สาเหตุทำไมเอเชียรวมถึงไทยถึงยังห่างไกลจากการพิชิตโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655620

วันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 10:25 น.

ชี้สาเหตุทำไมเอเชียรวมถึงไทยถึงยังห่างไกลจากการพิชิตโควิดสรุปบทความของหนังสือพิมพ์ The New York Times ที่รายงานว่า “เหตุใดเอเชียแชมป์เปี้ยนผู้ตต้านทานโรคระบาด จึงอยู่ห่างจากเส้นชัยอีกหลายไมล์”

The New York Times ชี้ว่าทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประเทศต่างๆ ที่เป็นผู้นำโลกในการควบคุมไวรัสโคโรน่าก่อนหน้านี้ ตอนนี้กำลังอ่อนระโหยโรยแรงในการสกัดกั้นการระบาดที่หนักหน่วงอย่างมาก ในขณะที่สหรัฐซึ่งประสบกับการระบาดที่รุนแรงกว่านั้นมาก ตอนนี้กำลังใช้ชีวิตตามปกติเพราะขับเคลื่อนด้วยการฉีดวัคซีน

ผู้เขียนชี้ว่าตอนนี้ทางตอนใต้ของจีน การแพร่กระจายของสายพันธุ์เดลต้านำไปสู่การล็อกดาวน์อย่างกะทันหันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในกว่างโจว เมืองหลวงทางอุตสาหกรรมที่สำคัญ ส่วนไต้หวัน เวียดนาม ไทย และออสเตรเลีย ต่างก็ล้อคดาวน์เช่นกันหลังจากการระบาดครั้งล่าสุด ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความเหนื่อยล้าจากการระบาดระลอกที่สี่ จนหวั่นว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกอาจไม่รอด

ในด้านเศรษฐกิจ ภูมิภาคนี้สามารถรับมือกับโรคระบาดได้ค่อนข้างดี เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในการจัดการระยะแรก แต่เพราะผู้คนหลายร้อยล้านที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนและผู้นำต่างๆ ที่ตัดสินใจที่ปิดพรมแดนระหว่างประเทศทำให้ประชาชนเริ่มทนไม่ไหว บวกกับสายพันธุ์ใหม่ๆ ทวีความรุนแรงให้กับภัยคุกคาม

ในบางประเทศ เช่น เวียดนาม ไต้หวัน และไทย การรณรงค์ฉีดวัคซีนแทบไม่มีการดำเนินการ ประเทศอื่นๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลียมีการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังคงห่างไกลจากการฉีดวัคซีนให้กับทุกคนที่ต้องการ

ผู้เขียนชี้ว่าการล็อคดาวน์เอเชียกับจำนวนประชากร 4,600 คนจะสร้างความเสียหายใหม่ต่อเศรษฐกิจ ผลักดันผู้นำทางการเมือง และเปลี่ยนแปลงพลวัตของอำนาจระหว่างประเทศต่างๆ ตรงกันข้ามกับสหรัฐที่ตอนนี้ “ชาวอเมริกันเฉลิมฉลองสิ่งที่รู้สึกเหมือนรุ่งอรุณใหม่”

ความเสี่ยงในเอเชียมีที่มามาจากการตัดสินใจเมื่อหลายเดือนก่อน ก่อนที่โรคระบาดใหญ่จะก่อให้เกิดผลสะเทือนครั้งใหญ่ที่สุด ผู้เขียนชี้ว่า ต้นในฤดูใบไม้ผลิของปีที่แล้ว สหรัฐและหลายประเทศในยุโรปเดิมพันครั้งใหญ่กับวัคซีน การอนุมัติอย่างรวดเร็ว และการใช้เงินหลายพันล้านเพื่อรับประกันให้ได้มาซึ่งการผลิตชุดแรก เพราะในสหรัฐเพียงประเทศเดียว ผู้คนหลายพันคนเสียชีวิตทุกวัน เนื่องจากการจัดการโรคระบาดของประเทศล้มเหลวอย่างร้ายแรง

แต่ในเอเชียแปซิฟิก เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน อัตราการติดเชื้อและการเสียชีวิตยังค่อนข้างต่ำด้วยข้อจำกัดเรื่องพรมแดน การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันไวรัสของสาธารณชน และการทดสอบอย่างกว้างขวางและการติดตามผู้ติดต่อ ด้วยสถานการณ์ไวรัสส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุม และด้วยความสามารถที่จำกัดในการพัฒนาวัคซีนในประเทศ จึงมีความเร่งด่วนน้อยกว่าในการสั่งซื้อจำนวนมาก

จนเมื่อต้นปีนี้ การประกาศสัญญากับบริษัทและประเทศต่างๆ ที่ควบคุมวัคซีนนั้นดูเหมือนเป็นเรื่องทำกันไปอยางนั้นโดยไม่มีการส่งมอบจริง ในเดือนมีนาคม อิตาลีสกัดกั้นการส่งออกวัคซีนแอสตร้าเซเนกาจำนวน 250,000 โดสสำหรับออสเตรเลียเพื่อควบคุมการระบาดที่ลุกลามของตัวเอง การจัดส่งอื่นๆ ล่าช้าเนื่องจากปัญหาด้านการผลิต

จากปัญหาเรื่องนี้และภาวะแทรกซ้อนของก้อนเลือดซึ่งเกิดขึ้นจากวัคซีนแอสตร้าเซเนกา (AstraZeneca ) นักการเมืองจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้พยายามเน้นแต่เนิ่นๆ ว่าไม่จำเป็นต้องรีบเร่งในการฉีดวัคซีน

ในเอเชีย ผู้คนประมาณ 20% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โด๊ส เช่นญี่ปุ่นมีเพียง 14% ที่ได้รับวัคซีน ในทางตรงกันข้าม ตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่เกือบ 45% ในฝรั่งเศส มากกว่า 50% ในสหรัฐและมากกว่า 60% ในสหราชอาณาจักร

ในขณะที่การฉีดวัคซีนล่าช้าทั่วเอเชีย การกลับมาเปิดประเทศใหม่อย่างแข็งแกร่งก็จะล่าช้าเช่นกัน ออสเตรเลียส่งสัญญาณว่าจะปิดพรมแดนต่อไปอีกปี ญี่ปุ่นห้ามคนต่างชาติเกือบทั้งหมดเข้าประเทศ และการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนเกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศในจีนทำให้ธุรกิจข้ามชาติขาดแคลนพนักงานที่สำคัญในสายงาน

ในเวลาเดียวกัน การเก็บรักษาวัคซีนในเอเชียกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะต้องดวัคซีนก่อนที่จะหมดอายุ ไม่ใช่แค่ในจีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น อินโดนีเซียขู่ประชาชนด้วยค่าปรับประมาณ 450 ดอลลาร์สหรัฐฐานปฏิเสธวัคซีน เวียดนามตอบสนองต่อการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้โดยขอให้ประชาชนบริจาคเงินเข้ากองทุนวัคซีน และในฮ่องกง เจ้าหน้าที่และผู้นำธุรกิจต่างเสนอสิ่งจูงใจต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาความลังเลใจในวัคซีนขั้นรุนแรง

ผู้เขียนของ The New York Times ชี้ว่า “การพยากรณ์โรคสำหรับภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ในปีนี้นั้นชัดเจนมาก: โรคนี้ยังไม่หายขาด และคงไม่หายไปในเร็วๆ นี้ แม้แต่ผู้ที่โชคดีพอที่จะได้รับวัคซีนก็ยังจะเกิดความรู้สึกสับสนแบบคาดเดาอะไรไม่ถูก”

Photo by STR / AFP

ปฏิบัติการไล่ล่าครอบครัวเผด็จการเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655585

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 20:00 น.

ปฏิบัติการไล่ล่าครอบครัวเผด็จการเมียนมาครอบครัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เกี่ยวกับกองทัพเมียนมาหวั่นถูกไล่ล่า หลังผู้นำท้องถิ่นบางคนถูกยิงระยะเผาขน

ในระยะหลังมักจะมีข่าวว่าสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเมียนมาในย่านตัวเมืองตกเป็นเป้าถูกวางระเบิดหรือถูกขับรถพุ่งชน ผู้นำท้องถิ่นที่กองทัพแต่งตั้งหลายคนถูกลอบยิงในระยะเผาขน รวมทั้งการที่ประชาชนพากันหันมาจับอาวุธตอบโต้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร หลังจากถูกกองทัพใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตไปเกือบ 1,000 คน

เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความหวาดกลัวให้กับครอบครัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงโดยเฉพาะที่อยู่ในกระทรวงมหาดไทยว่าจะตกเป็นเป้าโจมตีหรือถูกเอาชีวิตบ้าง

เมื่อเร็วๆ นี้ บัญชีเฟซบุ๊ค Mratt’s Channel แชร์คลิปเสียงของ Daw Nilar Sein ภรรยาของรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยเมียนมาที่พูดคุยกับบรรดาภรรยาเจ้าหน้าที่ระดับสูงถึงความหวาดกลัวของเธอ

ในคลิปเสียงที่หลุดออกมาซึ่งคาดว่าน่าจะพูดคุยกันเมื่อไม่นานมานี้ Daw Nilar Sein บอกให้คนอื่นๆ รักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนอน โดยอ้างว่ารู้ข่าวมาว่ามีคนจากฝ่ายตรงข้ามราว 30 คนเข้ามาในเมืองปยินมานาเพื่อวางระเบิดที่พักอาศัยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยและของกองทัพ

ภรรยาของรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยยังเตือนด้วยว่า ห้ามออกไปข้างนอกโดยมีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบติดตาม เนื่องจากหากถูกฝ่ายตรงข้ามพบเห็น รถจะถูกวางระเบิด รวมถึงแนะนำไม่ให้ลูกๆ ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงออกไปทานข้าวนอกบ้านตอนกลางคืน เพราะอาจมีคนที่ไม่ชอบรัฐบาลทหารส่งข่าวต่อให้คนอื่นมาทำอันตราย รวมถึงให้สวดมนต์ป้องกันสิ่งไม่ดีด้วย

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ภรรยาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ช่วยกันรายงานบัญชีเฟซบุ๊คของแกนนำประท้วงคนสำคัญ อาทิ Zaw Wai Soe รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (National Unity Government : NUG) หรือรัฐบาลเงาที่ก่อตั้งโดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเมียนมา (NLD) ของอองซานซูจี

Daw Nilar Sein กล่าวหาว่า Zaw Wai Soe ศัลยแพทย์กระดูกและกล้ามเนื้อ เป็นแกนนำในการสังหารเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและบุกสถานีตำรวจ และบอกว่าให้รายงานเฟซบุ๊คของเขาทุกๆ ชั่วโมง เพราะดูเหมือนทุกคนจะเชื่อฟังสิ่งที่เขาพูด

ส่วนอีกคนหนึ่งคือ Pencilo อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มีคนติดตามกว่า 2.8 ล้านคนที่มักจะเล่นสงครามจิตวิทยาด้วยการเตือนว่าคนที่เกี่ยวข้องกับกองทัพและครอบครัวจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

โดยล่าสุด Pencilo ตอบโต้กลับด้วยการโพสต์เฟซบุ๊คว่า การบล็อกบัญชีเฟซบุ๊คของเธอและ Zaw Wai Soe หยุดการต่อต้านรัฐบาลรัฐประหารไม่ได้ “มันจะหยุดก็ต่อเมื่อคุณตายเท่านั้นแหละ! เข้าใจนะ”

ก่อนคลิปเสียงนี้จะหลุดออกมา สำนักข่าว Myanmar Now รายงานว่า ลูกสาว 2 คนของผู้นำหมู่บ้านที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลทหารในเมืองดีแบ้ยี่น (Depayin) แขวงสะกาย (Sagaing) ถูกแทงเสียชีวิตพร้อมกัน

แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของใคร แต่ชาวบ้านรายหนึ่งเผยกับ Myanmar Now ว่า ชาวบ้านทราบดีว่าพวกเธออยู่ฝ่ายหนุนกองทัพ และหากมีอะไรเกิดขึ้นที่หมู่บ้าน ครอบครัวนี้จะรายงานไปยังกองทัพ

อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุพ่อของผู้เสียชีวิตทั้งคู่และสมาชิกในบ้านคนอื่นพากันหนีออกจากหมู่บ้านแล้ว

และในวันเดียวกันกับที่พบศพของลูกสาวผู้นำหมูบ้าน อดีตผู้นำหมู่บ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงกันถูกยิงศีรษะเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยชาวบ้านเผยกับ Myanmar Now ว่า ผู้เสียชีวิตรายนี้มีความสัมพันธุ์ใกล้ชิดกับกองทัพ และมักจะรายงานการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลให้กองทัพทราบ

แม้ทั้งหมดนี้จะจับมือใครดมไม่ได้ แต่เหตุการณ์หลายครั้งที่เกิดขึ้นกับฝ่ายหนุนรัฐบาลทหารก็เพียงพอให้ครอบครัวของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเริ่มหวาดกลัว

ขณะที่ The Irrawaddy รายงานว่า กองทัพกล่าวหาว่าผู้แทนราษฎรจากพรรค NLD เกี่ยวข้องกับการวางระเบิด ลอบยิง และเป็นผู้จัดอบรมการใช้อาวุธให้กับผู้ประท้วงทั้งในพื้นที่ของกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรื KNU ในรัฐกะเหรี่ยง

รัฐบาลทหารยังกล่าวหาว่าผู้แทนราษฎรจากพรรค NLD ในรัฐสะกายเกี่ยวข้องกับการจัดหาอาวุธและจัดอบรมการใช้อาวุธในพื้นที่ชายแดนของรัฐคะฉิ่นซึ่งเป็นพื้นที่ของกองกำลังกองทัพเอกราชคะฉิ่น หรือ KIA

สื่อของกองทัพยังอ้างว่า ผู้แทนราษฎรจากพรรค NLD สนับสนุนเงินทุนในการวางระเบิดโรงเรียน และเข้าร่วมพิธีฉลองการจบหลักสูตรการใช้อาวุธในพื้นที่ของกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยด้วย

เมื่อวันที่ 24 และ 25 พ.ค.ที่ผ่านมามีรายงานว่ากองทัพยึดอาวุธได้จำนวนมากที่เมืองมัณฑะเลย์ และกล่าวหาว่า Salai Issac Khin อดีตผู้บริหารท้องถิ่นในรัฐชินว่าเกี่ยวข้องกับอาวุธที่ถูกยึดและเป็นเจ้าหน้าที่ของ NUG รวมทั้งออกเงิน 500,000 รูปี หรือ 212,193 บาทให้กองกำลังพิทักษ์ประชาชนตะมู่ในแขวงสะกาย

แต่ Salai Issac Khin ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลที่ถูกจับพร้อมอาวุธถูกบังคับให้สารภาพว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้อง และย้ำว่าเพียงแต่ให้ความช่วยเหลือผู้อพยพเท่านั้น

Photo by STR / AFP

ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง ทำคน Gen Z หนี้ท่วมหัวจริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655553

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 18:40 น.

ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง ทำคน Gen Z หนี้ท่วมหัวจริงหรือ?ฝ่ายหนึ่งบอกว่าคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z เปย์ตัวเองเต็มที่จนหนี้ท่วมหัว แต่ก็มีข้อมูลอีกมุมหนึ่งว่าคนกลุ่มนี้มีความรู้ทางการเงินดีกว่าคนรุ่นก่อน

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ขณะนี้บริการทางการเงินประเภท Buy Now, Pay Later หรือซื้อก่อนจ่ายที่หลัง กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z (เกิดตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา) ของสิงคโปร์ และตลาดมีแนวโน้มจะโตขึ้นเรื่อยๆ จนทางการสิงคโปร์เริ่มกังวลว่าพฤติกรรมนี้จะก่อหนี้ในอนาคต

Buy Now, Pay Later หรือ point-of-sale loans (บริการทางการเงิน ณ จุดขาย) มีฟังก์ชันการใช้งานคล้ายกับบัตรเครดิตคือ ใช้ผ่อนค่าสินค้าโดยไม่มีดอกเบี้ย แต่มีตัวเลือกให้ผ่อนชำระที่ยืดหยุ่นกว่า เช่น แบ่งเป็นระยะสั้นๆ อย่างรายสัปดาห์ หรือนานกว่านั้นเป็นรายเดือนก็ได้ และหากไม่สามารถชำระได้ตามกำหนดก็ต้องเสียค่าปรับตามที่ตกลงกันไว้

ข้อแตกต่างอีกอย่างหนึ่งคือ การเปิดใช้บัตรเครดิตต้องการการตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้และความน่าเชื่อถือทางการเงินอย่างละเอียดและยังต้องใช้เอกสารต่างๆ ประกอบ แต่บริการ Buy Now, Pay Later อนุญาตให้บุคคลอายุตั้งแต่ 18 ปีเปิดบัญชีโดยการใส่ข้อมูลส่วนตัวแล้วเชื่อมกับบัตรเดบิตอย่างน้อย 1 ใบ จากนั้นก็เริ่มช็อปปิงได้เลย โดยค่าปรับกรณีชำระเงินล่าช้าอยู่ระหว่าง 5-60 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 117-1,407 บาท

ในมุมของคนรุ่นใหม่อย่าง สแตร์รี ลี นักวิเคราะห์ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีวัย 23 ปีและใช้บริการ Buy Now, Pay Later มองว่าสำหรับคนที่มีเงินใช้จ่ายในแต่ละเดือนไม่มาก การใช้บริการ Buy Now, Pay Later ช่วยให้เธอบริหารการเงินได้ยืดหยุ่นและมีเหตุมีผลมากขึ้น “มันช่วยไม่ให้ฉันใช้จ่ายมากเกินไป”

ทว่า บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองของสิงคโปร์ไม่ได้มองว่าพฤติกรรมการบริโภคของคน Gen Z แบบที่ลีและคนอื่นๆ ทำอยู่นี้เป็นการใช้จ่ายที่ชาญฉลาด

ความนิยมที่นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นของบริการ Buy Now, Pay Later ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของสิงคโปร์ทำให้ผู้มีอำนาจและนักการเมืองกังวลใจ เนื่องจากบริการ Buy Now, Pay Later ที่ให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนวัยเลข 2 ซึ่งอาจจะขาดประสบการณ์ทางการเงิน

“คนหนุ่มสาวที่ยังขาดความระมัดระวังทางการเงินสามารถเข้าถึงเงินกู้ยืมก่อนที่พวกเขาจะมีความสามารถในการหาเงิน นี่ไม่ใช่เทรนด์ที่ดี” เชอริล ชาน สมาชิกสภาของสิงคโปร์เผยผ่านอีเมล

เรื่องนี้ยังร้อนไปถึง ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ที่ถึงกับออกเคมเปญทางสื่อขึ้นมาเพื่อตักเตือนคนหนุ่มสาวว่า การใช้จ่ายเงินแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลังอาจทำให้เป็นหนี้และมีความเสี่ยงด้านสินเชื่อเพื่อการบริโภค

หนึ่งในนั้นคือบทความของธนาคารกลางสิงคโปร์ที่ลงในหนังสือพิมพ์ Straits Times ที่ระบุว่า “คุณควรใช้จ่ายให้เหมาะกับรายได้ของตัวเอง อย่ามองว่าการใช้จ่ายแบบซื้อก่อนจ่ายที่หลังเป็นช่องทางในการซื้อของราคาแพงกว่าที่คุณสามารถจ่ายได้ อย่าเป็นตัวประกันของพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง”

นอกจากสิงคโปร์แล้ว บริการประเภทนี้ยังได้รับความนิยมทั้งในตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย จากข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษา Coherent Market Insights คาดว่าในระดับโลกนั้น มูลค่าตลาดของบริการ Buy Now, Pay Later จะโตถึง 33,600 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2027 จาก 7,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019

สำหรับผู้ใช้ในสิงคโปร์นั้น มีอายุระหว่าง 20-35 ปี ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับหนี้ที่หลายๆ คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยึดถือก่อนหน้านี้ว่า การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ

นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของ Covid-19 ยังกระตุ้นให้คนสิงคโปร์ใช้บริการ Buy Now, Pay Later เพิ่มขึ้นในสิงคโปร์ เนื่องจากทั้งผู้บริโภคและผู้ขายหันมาใช้ช่องทางซื้อขายออนไลน์มากขึ้น ทำให้นักช็อปเสาะหาดีลดีๆ ได้เร็วขึ้นและเลือกชำระเงินแบบผ่อนจ่ายได้ง่ายขึ้น

แม้ว่าบริการ Buy Now, Pay Later ส่วนใหญ่มักจะใช้กับการซื้อสินค้าราคาไม่สูงมาก แต่จากรายงานของแพลตฟอร์มเปรียบเทียบทางการเงิน Finder เมื่อปี 2020 พบว่า 27% ของชาวสิงคโปร์ระบุว่าการเงินแย่ลงเนื่องจากซื้อสินค้าแบบ Buy Now, Pay Later และ 9% บอกว่าต้องจ่ายค่าปรับเพราะผิดนัดชำระหนี้

ด้วยความที่กำลังเป็นที่นิยม บรรดาบริษัทเทครายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างพากันเข้าสู่ตลาดนี้ ไม่ว่าจะเป็น PayLater ของ Grab Holdings ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2019 โดยให้บริการในสิงคโปร์และประเทศอื่นในภูมิภาค ขณะที่ Traveloka Indonesia กำลังขยายบริการนี้ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ประเทศไทยและเวียดนาม

และไม่ใช่เฉพาะวัยรุ่นสิงคโปร์เท่านั้นที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต การศึกษาของ TransUnion พบว่า 50% ของคน Gen Z ในสหรัฐถือบัตรเครดิต ซึ่งมากกว่าคนวัย Millennials หรือ Gen Y (เกิดปี 1981-1996) โดยเฉลี่ยหนุ่มสาวอเมริกันถือบัตรเครดิต 1.5 ใบ และมีวงเงินเฉลี่ยที่ 606 เหรียญสหรัฐ หรือ 18,858 บาท

ส่วนวัยรุ่นแคนาดาถือบัตรเครดิต 99.8%, ฮ่องกง 91%, โคลอมเบีย 32% และอินเดีย 11%

อย่างไรก็ดี อีกฝ่ายหนึ่งแย้งว่าคน Gen Z มีการศึกษาและอาวุธทางการเงินดีกว่าคนวัย Millennial เนื่องจากคนกลุ่มนี้เติบโตในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว ทำให้ชีวิตทางการเงินของพวกเขาเริ่มต้นได้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ กลุ่มคน Gen Z ยังชำระหนี้คืนได้ง่ายกว่าที่กลุ่มคน Millennial ทำได้ในวัยเดียวกัน โดยครึ่งหนึ่งของคน Gen Z ที่ใช้บริการสินเชื่อทางการเงินมีคะแนนเครดิตอยู่ในระดับ prime คือ มีคะแนนเครดิตตั้งแต่ 661 คะแนนขึ้นไปตามการจัดอันดับเครดิตของ VantageScore ขณะที่คนกุล่ม Millennial มีเพียง 39%

การมีคะแนนเครดิตสูงๆ ตั้งแต่อายุยังน้อยย่อมส่งผลดีกับการเงินในอนาคตของคนคนนั้น โดยบริษัทวิจัย LendingTree ชี้ให้เห็นว่า คนที่มีเครดิตดีสามารถประหยัดเงินค่าดอกเบี้ยได้หลายหมื่นเหรียญสหรัฐเมื่อขอสินเชื่อ อาทิ จำนอง บัตรเครดิต เนื่องจากสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ตั้งแต่แรกและได้รับในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

แมตต์ โคมอส รองประธานบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน TransUnion เผยว่า การมีการศึกษาดีและมีประสบการณ์กับการเป็นหนี้จะช่วยบ่มเพาะให้คน Gen Z ฟื้นตัวได้เร็วเมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจกลับไปสู่ภาวะะถดถอย

“หากคุณมีอาวุธที่ดีและได้รับการศึกษาที่ดีกว่า คุณจะรับมือกับพายุนั้น (เศรษฐกิจถดถอย) ได้ดีกว่าเล็กน้อย” โคมอสกล่าว

REUTERS/Michalis Karagiannis

เจาะชีวิต Terry Gou เจ้าพ่อไฮเทคแห่งไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655582

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 17:41 น.

เจาะชีวิต Terry Gou เจ้าพ่อไฮเทคแห่งไต้หวันเทอร์รี่ กัว เจ้าของอาณาจักร Foxconn ผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แม้ว่าวันนี้ไต้หวันจะถูกบดบังรัศมีโดยจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งยังต้องไล่ตามเกาหลีใต้ที่เคยอยู่ในระดับเดียวในฐานะ “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย” และถึงแม้ไต้หวันจะเหมือนหยุดนิ่งไม่มีสีสันของความคึกคัก แต่ยังมีหนึ่งคนที่ทำให้ประเทศนี้ยังมีที่ทางบนแผนที่แห่งความสำเร็จได้

ชายคนนี้มีชื่อว่า เทอร์รี่ กัว (Terry Gou) หรือ กัวไถหมิง อภิมหาเศรษฐีชาวไต้หวัน ผู้ครองอันดับที่ 6 ของตำแหน่งเจ้าสัวแห่งไต้หวัน และอันดับที่ 369 บนรายชื่อเศรษฐีระดับโลก ด้วยมูลค่าทรัพย์สินที่มากถึง 6.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามการจัดอันดับประจำปี 2021 โดย Forbes

กัว เป็นชาวไต้หวันแต่กำเนิด แต่พ่อแม่อพยพมาอยู่ที่นี่หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์ยึดครองประเทศจีนได้ทั้งประเทศ ยังผลให้พรรคก๊กมินตั๋งและผู้ภักดีหนีมาที่ไต้หวันเมื่อปี 1949 ในช่วงทศวรรษที่ 70 เทอร์รี่ กัว เริ่มสร้างอาณาจักรด้วยความฝันใฝ่อย่างล้นเหลือ เริ่มต้นด้วยเงินไม่ถึง 8,000 เหรียญสหรัฐ ภายในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปี กัว สามารถจับเป้าหมายของตัวเองได้ในที่สุด นั่นคือการปักหลักเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ป้อนค่ายดังๆ โดยเริ่มจากแบรนด์ดังจากญี่ปุ่นและขยับขยายสู่แบรนด์ชั้นนำในสหรัฐได้ในชั่วเวลาไล่เลี่ยกัน

จนกระทั่งก้าวขึ้นมาอีกขั้น ด้วยการย้ายฐานการผลิตหลักมายังจีน แผ่นดินที่มีแรงงานให้เลือกใช้ได้อย่างไม่จำกัด ทั้งยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่าไต้หวันมากมายหลายเท่า

ด้วยการก้าวย่างที่มั่นคง นำมาซึ่งความมั่งคั่งไม่หยุดหย่อน เมื่อปี 2002 เทอร์รี่ กัว จึงปรนเปรอตัวเองด้วยการทุ่มเงิน 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ซื้อปราสาทโบราณที่สาธารณรัฐเช็กเพื่อประกาศความร่ำรวยของตนให้ชาวโลกได้ประจักษ์

เทอร์รี่ กัว ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของกิจการ Hon Hai Precision ผู้รับเหมาผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีโรงงานสาขาในหลายภูมิภาคของโลก

เมื่อพูดถึง Hon Hai Precision หลายคนอาจไม่คุ้นหูนัก แต่เมื่อพูดถึงบริษัทในเครืออย่าง Foxconn หลายคนอาจจะร้องอ๋อขึ้นมาทันที และที่ชื่อของ Foxconn โด่งดังอย่างแรงก็เพราะเป็นผู้รับเหมาผลิตชิ้นส่วนให้กับ Apple นั่นเอง โดยเฉพาะชิ้นส่วนของ iPhone

หรืออาจพูดได้ว่า แท้จริงแล้ว สตีฟ จ็อบส์ ไม่ใช่คนผลิต iPhone แต่เป็นชายที่ชื่อ เทอร์รี่ กัว ต่างหาก

ไม่ใช่แค่ iPhone แต่ยังรวมถึง iPod iPad และ Amazon Kindle ของ Amazon รวมถึงผลิตภัณฑ์ของ Sony, HP, Dell, Nokia, Xiaomi และอื่นๆ อีกด้วย นับว่า กัว คือเบื้องหลังที่สำคัญอย่างยิ่งยวดของโลกเทคโนโลยีร่วมสมัยเลยทีเดียว

เทอร์รี่ กัว ยังคงปรัชญาเดิมในการลงทุนไม่ว่าจะที่จีนหรือที่ไหนๆ นั่นคือการเอาใจใส่พนักงานทุกระดับชั้นด้วยดี เพราะคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงานคือคุณภาพที่ดีของผลงาน และย่อมหมายถึง “คุณภาพ” ของบริษัทเช่นกัน โดยทุกวันนี้ Foxconn มีพนักงานกว่าล้านชีวิต

ไม่เพียงแต่ผลิตชิ้นส่วนให้บริษัทเทคโนโลยีเท่านั้นแต่ กัว ยังใจกล้าทุ่มเงินราว 6 พันล้านเหรียญเพื่อซื้อกิจการของ Sharp หลังจากที่ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก ทำให้ Sharp กลายเป็นบริษัทญี่ปุ่นรายแรกที่อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทต่างชาติ เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลก

นอกจากความสำเร็จในแวดวงธุรกิจแล้วอีกหนึ่งเส้นทางที่ทำให้ กัว เป็นที่รู้จักคือการก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยในปี 2019 กัว ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธาน Foxconn เพื่อเตรียมลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันในปี 2020 ในตอนนั้นเคยมีคนมองว่าหากได้รับชัยชนะ กัว อาจสร้างสันติภาพให้แก่ช่องแคบไต้หวันก็เป็นได้ด้วยสายสัมพันธ์อันดีกับทั้งประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐในเวลานั้น

แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นประธานาธิบดีแต่ กัว เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือชาวไต้หวันให้ต่อสู้กับวิกฤตครั้งสำคัญอย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยในช่วงแรกของการแพร่ระบาด Foxconn ยังมีส่วนช่วยในการผลิตหน้ากาอนามัยที่ประสบภาวะขาดแคลนทั่วโลก

แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ง่ายที่สุดที่เคยทำมา แต่มันทำประโยชน์ให้ส่วนรวมและสร้างขวัญกำลังใจให้พนักงาน นอกจากนี้ กัว ยังเสนอตัวทุ่มเงินมูลค่า 228 ล้านเหรียญสหรัฐนำเข้าวัคซีน Pfizer จำนวน 5 ล้านโดสด้วยตัวเองจนเป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลกเมื่อเร็วๆ นี้ 

เผยเอกสารลับ สหรัฐนำศพนายพลโตโจซ่อนไว้ที่ไหน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655568

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 16:00 น.

เผยเอกสารลับ สหรัฐนำศพนายพลโตโจซ่อนไว้ที่ไหน? เอกสารจากสหรัฐเผยวาระสุดท้ายของนายพลฮิเดกิ โตโจ อดีตนายกฯ ญี่ปุ่นที่ถูกแขวนคอในฐานะอาชญากรสงคราม

นายพลฮิเดกิ โตโจ นายกรัฐมนตรีและนายพลแห่งกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์อันเป็นเหตุให้สหรัฐเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่เขาถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอฐานก่ออาชญากรรมสงครามในปี 1948 ร่างของเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยและไม่ได้กลับสู่แผ่นดินเกิดอีกเลย แม้แต่ญี่ปุ่นเองก็ไม่ทราบว่าสหรัฐนำศพของนายพลโตโจไปไว้ที่ใด

แต่ล่าสุด (15 มิ.ย.) บีบีซีรายงานว่าฮิโรอากิ ทาคาซาวา อาจารย์ชาวญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยนิฮอน ในกรุงโตเกียว พบเอกสารฉบับหนึ่งที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งระบุถึงวาระสุดท้ายของนายพลโตโจ พร้อมกับอีก 6 คนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตฐานก่ออาชญากรรมสงครามเช่นเดียวกัน

“ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้าพเจ้าได้รับศพ, เผาศพ และโปรยเถ้ากระดูกของอาชญากรสงครามที่ถูกประหารชีวิตดังต่อไปนี้ลงในทะเลจากเครื่องบินของกองพลสหรัฐที่แปด” นายพลลูเธอร์ ฟรีสัน ของกองทัพสหรัฐบันทึกไว้ในเอกสารฉบับหนึ่งพร้อมลงวันที่ 23 ธ.ค. 1948 โดยด้านล่างเป็นรายชื่อนักโทษทั้ง 7 คนที่ถูกประหารชีวิตซึ่งรวมถึงนายพลโตโจ

เอกสารยังระบุว่าเถ้ากระดูกถูกโปรยลงสู่ทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างออกไปทางตะวันออกของเมืองโยโกฮามาราว 48 กิโลเมตร ตลอดจนเตาที่ใช้เผาศพก็มีการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเถ้ากระดูกเหลืออยู่แม้แต่เศษเล็กๆ

อาจารย์ทาคาซาวาให้สัมภาษณ์ต่อสำนักข่าวเอพีว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐพยายามปกปิดเพื่อไม่ให้ผู้สนับสนุนนายพลโตโจพบเจอร่างของเขา

เหตุที่สหรัฐต้องกำจัดร่างของนายพลและอีก 6 คนโดยไม่ให้เหลือร่องรอยแม้แต่น้อยเพื่อป้องกันไม่ให้มีใครค้นหาร่างของพวกเขาเจอและนำไปยกย่องในฐานะวีรบุรุษสงคราม

“นอกจากความพยายามที่จะป้องกันไม่ให้ถูกเชิดชูแล้ว ผมคิดว่าการที่กองทัพสหรัฐยืนกรานที่จะไม่ยอมให้ร่างเหล่านี้กลับคืนสู่ดินแดนญี่ปุ่นเป็นความอัปยศอย่างที่สุด” อาจารย์ทาคาซาวากล่าว

อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีร่างกลับคืนสู่ญี่ปุ่นแต่เชื่อกันว่าดวงวิญญาณของเหล่าทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในสงครามรวมถึงนายพลโตโจสถิตอยู่ที่ศาลเจ้ายาซูกูนิ ศาลเจ้าที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1869 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงครามโบชิง แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงถูกใช้เป็นที่สถิตของเหล่าดวงวิญญาณทหารที่สละชีพในสงครามด้วย

ท่ามกลางข้อถกเถียงจากฝ่ายหนึ่งที่มองว่านี่คือสัญลักษณ์ของความรักชาติ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความโหดร้ายของสงครามในสายตาของชาวเอเชียตะวันออกอย่างจีนและเกาหลีใต้

ทั้งนี้ นายพลฮิเดกิ โตโจ เป็นนายพลในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1941 ถึง 1944 เป็นหนึ่งในคนสำคัญที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นเป็นภาคีของกลุ่มอักษะ และการโจมตีทางทหารต่อฐานทัพเรือสหรัฐที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ อันเป็นเหตุให้สหรัฐเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

นายพลโตโจและคณะรัฐมนตรีประกาศลาออกในปี 1944 เมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร และหลังจากที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามอย่างเป็นทางการในปีถัดมาเมื่อสหรัฐทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ นายพลโตโจพยายามยิงตัวตายแต่ไม่สำเร็จ

ต่อมาเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานก่ออาชญากรรมสงครามที่ศาลทหารระหว่างประเทศในปี 1948 และถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ

ฟิลิปปินส์คาดได้ AstraZeneca จากไทยภายในปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655563

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 15:03 น.

ฟิลิปปินส์คาดได้ AstraZeneca จากไทยภายในปีนี้ ฟิลิปปินส์คาดว่าจะได้รับวัคซีน AstraZeneca ส่วนใหญ่ที่สั่งจากไทยภายในปีนี้ หลังไทยเลื่อนส่งล็อตแรก

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ทางการฟิลิปปินส์คาดว่าจะได้รับวัคซีน AstraZeneca ส่วนใหญ่ที่สั่งจากไทยทั้งหมด 17 ล้านโดสภายในปีนี้ หลังจากไทยส่งมอบล็อตแรกล่าช้า

โจอี คอนเซ็ปซิออน ที่ปรึกษาประธานาธิบดีด้านผู้ประกอบการซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดซื้อวัคซีนของภาคเอกชนของฟิลิปปินส์เผยว่า วัคซีน AstraZeneca ที่ภาคเอกชนสั่งจากไทยจำนวน 1.2 ล้านโดสจะถึงฟิลิปปินส์กลางเดือน ก.ค. จากเดิมที่มีกำหนดส่งในเดือนนี้

“นี่เป็นเรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้การฉีดวัคซีนของเราสะดุด” คอนเซ็ปซิออนเผยผ่านการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ และกล่าวอีกว่า ความล่าช้าจะช่วยให้บริษัทต่างๆ มีเวลาชักชวนพนักงานมาฉีดวัคซีนเพิ่ม และคาดว่าวัคซีนส่วนใหญ่ที่เหลือจะถึงฟิลิปปินส์ในปีนี้

ด้าน คาร์ลิโต กัลเวซ หัวหน้าโครงการจัดซื้อวัคซีนเผยในที่ประชุมสภาว่า ฟิลิปปินส์คาดว่าวัคซีน AstraZeneca ทั้งหมด 17 ล้านโดสที่ภาคเอกชนและรัฐบาลท้องถิ่นสั่งซื้อจากไทยจะส่งมอบภายในไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

เมื่อมหาเศรษฐีนักลงทุนบอกว่า “I like bitcoin” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655550

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 13:42 น.

เมื่อมหาเศรษฐีนักลงทุนบอกว่า "I like bitcoin"Paul Tudor Jones สร้างความสนใจอย่างแรงในตลาดเมื่อเขาเปรยถึงปัญหาเงินเฟ้อ และบอกว่าสนใจลงทุนใน Bitcoin

หลังจากที่อีลอน มัสก์ (Elon Musk) กล่าวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า Tesla จะเริ่มรับหน่วยนี้อีกครั้งเมื่อมีการขุดที่ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น Bitcoin อยู่เหนือ 40,000 ดอลลาร์หรือสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม นอกจากมัสก์แล้ว Bitcoin ยังได้รับแรงหนุนจากผู้จัดการกองทุนป้องกันความเสี่ยงชั้นนำ พอล ทิวดอร์ โจนส์ (Paul Tudor Jones) ผู้รับรองว่า Bitcoin เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ดีต่อเงินเฟ้อ

“ผมชอบ Bitcoin ในฐานะเป็นตัวกระจายพอร์ต ทุกคนถามผมว่าผมควรทำอย่างไรกับ Bitcoin ของผม? สิ่งเดียวที่ผมรู้อย่างแน่นอนคือ ผมต้องการทองคำ 5%, Bitcoin 5%, เงินสด 5%, สินค้าโภคภัณฑ์ 5% ณ เวลานี้ ผมไม่รู้ว่าฉันจะทำอะไรกับอีก 80% ที่เหลือ จนกว่าผมจะเห็นว่าเฟดจะทำอะไร” โจนส์กล่าวในรายการ “Squawk Box” ของ CNBC

มีประเด็นที่น่าสนใจ 2 ประเด็นคือโจนส์บอกว่าชอบ Bitcoin ซึ่งมีส่วนทำให้มันมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมา อีกดประเด็นที่ตลาดจับตาเช่นกันคือท่าทีของเขาต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เรื่องการจัดการปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้น เงินเฟ้อถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของนักลงทุนเลยก็ว่าได้

พอล ทิวดอร์ โจนส์ บอกกับ CNBC ว่า “ ความคิดที่ว่าอัตราเงินเฟ้อเป็นเพียงชั่วคราว สำหรับผมแล้ว … เรื่องนั้นไม่ได้ผลในแบบที่ผมมองโลก” โจนส์กล่าวเสริมว่าเขารู้สึกว่ามุมมองเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐทำให้ความน่าเชื่อถือของธนาคารตกอยู่ในความเสี่ยง

โจนส์ ให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดกับการประชุมนโยบายธนาคารกลางสหรัฐในสัปดาห์นี้ (วันพุธตามเวลาสหรัฐ) เพราะจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดแสดงว่าราคาผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น

“หากพวกเขาปฏิบัติต่อตัวเลขเหล่านี้ (ราคาผู้บริโภคที่สูงขึ้น) ซึ่งเป็นปรากฎการณ์สำคัญ พวกมันก็มีความสำคัญมาก หากพวกเขาปฏิบัติต่อพวกมันอย่างไม่ใส่ใจ ผมคิดว่ามันคงจะเป็นไฟเขียวให้ต้องเดิมพันอย่างหนักในทุกการเทรดสวนเฟ้อ” โจนส์กล่าวในรายการ “Squawk Box”

Gordon Scott นักลงทุนมากประสบการณ์เขียนไว้ใน Investopedia โดยนิยามการเทรดสวนเงินเฟ้อหรือการค้าเงินเฟ้อ (Inflation Trade) “เป็นกลยุทธ์การลงทุนหรือวิธีการซื้อขายที่แสวงหาผลกำไรจากระดับราคาที่สูงขึ้นซึ่งได้รับอิทธิพลจากอัตราเงินเฟ้อหรือความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้น การซื้อขายเงินเฟ้อเป็นเรื่องปกติในช่วงเวลาที่ราคาเงินเฟ้อสูงขึ้นหรือในช่วงเวลาที่นักลงทุนคาดหวังว่าเฟดจะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยอย่างมากในช่วงหลายเดือนข้างหน้า การเทรดด้วยเงินเฟ้ออาจหมายถึงการขยับของสินทรัพย์ในพอร์ต หรืออาจหมายถึงการเทรดแบบเก็งกำไรที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อราคาเงินเฟ้อสูง เช่น ดอลลาร์ ทองคำ หรือเงิน”

Photo by INA FASSBENDER / AFP

องค์การยายุโรปยัน AstraZeneca มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655543

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 12:49 น.

องค์การยายุโรปยัน AstraZeneca มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงแม้หลายประเทศจะไม่ให้คนหนุ่มสาวรับวัคซีน AstraZeneca แต่องค์การยาแห่งสหภาพยุโรปยืนยันใช้ได้ตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป

องค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) เผยวัคซีนต้านโควิด-19 ของ AstraZeneca ยังคงมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงในผู้ที่ได้รับวัคซีนทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ตลอดจนมีความปลอดภัยและสามารถใช้ได้ตั้งแต่อายุ 18 ขึ้นไป

แม้ว่าก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์ La Stampa ของอิตาลีจะอ้างคำพูดของมาร์โค กาวาเลรี หัวหน้าคณะทำงานแห่งองค์กรยาแห่งสภาพยุโรป (EMA) ระบุว่าประเทศต่างๆ ควรหลีกเลี่ยงการให้วัคซีนดังกล่าวแก่ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีนอกเหนือจากการชะลอแจกจ่ายให้แก่กลุ่มคนหนุ่มสาวด้วย เนื่องจากความกังวลถึงผลข้างเคียงโดยเฉพาะการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

แต่ภายหลังกาวาเลรีชี้แจงต่อสำนักข่าวรอยเตอร์สว่าหนังสือพิมพ์ดังกล่าวตีพิมพ์คำพูดของเขาผิดเพี้ยนไป พร้อมยืนยันว่าวัคซีนของ AstraZeneca มีประโยชน์ในทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60 ปี

อย่างไรก็ตามประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหลายประเทศได้จำกัดอายุในการให้วัคซีนดังกล่าว โดยส่วนใหญ่จะให้เฉพาะผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ถึง 65 ปีขึ้นไปเนื่องจากพบกรณีการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันน้อยกว่าคนหนุ่มสาว

รวมถึงรัฐบาลอิตาลีซึ่งประกาศว่าจะจำกัดการใช้วัคซีน AstraZeneca กับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเท่านั้นหลังจากที่พบกรณีหญิงสาววัย 18 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตจากการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังได้รับวัคซีนดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา

แม้จะเป็นกรณีที่พบได้ยากแต่โรแบร์โต สเปแรนซา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอิตาลียืนยันว่าจะยังคงจำกัดการใช้วัคซีน AstraZeneca กับผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปต่อไป

เช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรปที่ระงับการฉีดวัคซีน AstraZeneca ชั่วคราวในช่วงเดือนมีนาคมเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการเกิดอาการข้างเคียง และกลับมาอนุมัติใช้อีกครั้งในเดือนถัดมาแต่ยังคงจำจัดช่วงอายุผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีน หลังจากที่ EMA ยืนยันว่าวัคซีนดังกล่าวยังคงมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง

นอกจากนี้ EMA ยังเตือนถึงผลข้างเคียงที่พบใหม่จากการใช้วัคซีน AstraZeneca คืออาการเส้นเลือดฝอยรั่ว (CLS) โดยให้บริษัทผู้ผลิตระบุคำเตือนถึงอาการดังกล่าวลงในฉลากผลิตภัณฑ์ด้วย อย่างไรก็ตามอาการดังกล่าวพบไม่ถึง 1 ใน 10 ล้านคนที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca

Photo by MOHAMMED ABED / AFP

ญี่ปุ่นเร่งส่ง AZ ให้อาเซียน เพราะพลเมืองไม่ต้องการหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655529

วันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 11:25 น.

ญี่ปุ่นเร่งส่ง AZ ให้อาเซียน เพราะพลเมืองไม่ต้องการหรือไม่สาเหตุที่ญี่ปุ่นเร่งแบ่งปันวัคซีน AstraZeneca ให้ต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. โทชิมิตสึ โมเทกิ รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นเผยว่าจะแบ่งปันวัคซีนต้านโควิด-19 ของ AstraZeneca จำนวน 1 ล้านโดสให้แก่เวียดนามในวันพุธนี้ (16 มิ.ย.) และยังเตรียมบริจาควัคซีนดังกล่าวให้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียในเดือนก.ค. อีกด้วย

ขณะที่ศรีลังกาก็ได้มีการส่งคำขอวัคซีน AstraZeneca จำนวน 600,000 โดสจากญี่ปุ่นเนื่องจากกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนวัคซีนในประเทศ

นอกจากนี้ในเดือนพ.ค. ญี่ปุ่นกล่าวว่าจะพิจารณาแบ่งปันวัคซีนให้แก่ประเทศและภูมิภาคอื่นๆ ขณะที่พรรครัฐบาลเสนอว่าให้จัดสรรวัคซีน AstraZeneca จำนวน 1.24 ล้านโดสไปยังไต้หวัน ซึ่งกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค ขณะที่ฉีดวัคซีนไปเพียง 1% ของประชากรทั้งหมด

ทั้งนี้ เดือนพ.ค. ที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้อนุมัติวัคซีนของ AstraZeneca โดยทำสัญญาสั่งซื้อวัคซีนจำนวน 120 ล้านโดส แต่ CNBC รายงานว่าญี่ปุ่นยังไม่มีแผนใช้ในประเทศในทันทีท่ามกลางความกังวลจากนานาประเทศเกี่ยวกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

ส่งผลให้เกิดคำถามว่าการที่ญี่ปุ่นบริจาควัคซีน AstraZeneca ให้แก่ประเทศและภูมิภาคอื่นๆ นั้นเป็นเพราะประชาชนในประเทศไม่ต้องการเนื่องจากกังวลถึงอาการข้างเคียงข้างต้นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม CNBC ระบุว่าญี่ปุ่นมีวัคซีนมากกว่า 400 ล้านโดสซึ่งคิดเป็นกว่า 2 เท่าของความต้องการสำหรับประชากรผู้ใหญ่ในประเทศจึงต้องการแบ่งปันไปยังประเทศและภูมิภาคอื่นๆ เพื่อต่อสู้กับการแพ่ระบาดในครั้งนี้

คัตสึโนบุ คาโตะ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือแน่ใจว่าทุกประเทศและภูมิภาคเข้าถึงวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง เราพิจารณาจัดสรรวัคซีนให้แก่ประเทศและภูมิภาคอื่นๆ ในจำนวนที่เกินความจำเป็นของญี่ปุ่น“

ขณะที่มาซาฮิสะ ซาโตะ หัวหน้าคณะกรรมการพรรครัฐบาลระบุว่าญี่ปุ่นควรจัดสรรวัคซีนแก่ญี่ปุ่นเนื่องจากเป็นการตอบแทนที่ไต้หวันเคยช่วยหลือส่งหน้ากากอนามัย 2 ล้านชิ้นในแก่ญี่ปุ่น

ด้านบริษัท Daiichi Sankyo บริษัทยารายใหญ่ของญี่ปุ่นระบุว่าปัจจุบันมีวัคซีน AstraZeneca ในคลังประมาณ 30 ล้านโดส ซึ่งจะหมดอายุในเดือนก.ย. หากไม่รีบนำไปใช้

ทั้งนี้ เนื่องจากญี่ปุ่นมีวัคซีนของ Pfizer และ Moderna เพียงพอสำหรับครอบคลุมผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปในประเทศ นายแพทย์ฮารุกะ ซากาโมโตะ แพทย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคโอในโตเกียวมองว่าญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะเก็บวัคซีนของ AstraZeneca ไว้ใช้สำหรับผู้ที่แพ้วัคซีนประเภท mRNA จาก Pfizer หรือ Moderna และส่วนที่เหลือก็จะนำแจกให้แก่ประเทศอื่นๆ

Nikkei ระบุว่าวัคซีนของ AstraZeneca มีอัตราประสิทธิภาพอยู่ที่ 76% ซึ่งต่ำกว่า Pfizer (95%) และ Moderna (94%) เล็กน้อย รวมถึง AstraZeneca สามารถจัดเก็บได้ในอุณหภูมิ 2 ถึง 8 องศาเซลเซียสจึงสามารถจัดส่งได้ง่ายและสะดวกกว่าวัคซีนที่เหลือข้างต้นที่ต้องเก็บในอุณหภูมิติดลบ จึงอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ญี่ปุ่นเลือกบริจาควัคซีนของ AstraZeneca

Photo by Yuichi Yamazaki / POOL / AFP