เปิดที่มาเหรียญสหรัฐที่ถูกประมูลไปกว่า 580 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655218

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 19:00 น.

เปิดที่มาเหรียญสหรัฐที่ถูกประมูลไปกว่า 580 ล้านบาทย้อนรอยเหรียญดับเบิล อีเกิล ของสหรัฐที่ถูกประมูลไปในราคากว่า 18 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำไมถึงแพงขนาดนั้น

สหรัฐประมูลเหรียญกษาปณ์ทองคำดับเบิล อีเกิล (Double Eagle) ที่ผลิตในปี 1933 เหรียญไปเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยปิดประมูลไปในราคากว่า 18.87 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 589 ล้านบาท กลายเป็นเหรียญที่แพงที่สุดในโลก

จากราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 7 ล้านเหรียญสหรัฐพุ่งขึ้นเป็น 10 ล้านเหรียญสหรัฐภายในเวลาไม่กี่วินาทีท่ามกลางการเสนอราคาหลายครั้งจนไปสิ้นสุดอยู่ที่ 16.75 ล้านเหรียญสหรัฐจากผู้ซื้อที่ไม่ระบุตัวตน เมื่อบวกภาษีและคำธรรมเนียมแล้วราคาเหรียญดังกล่าวจึงอยู่ที่ 18,872,250 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทำลายสถิติเหรียญดอลลาร์โฟลวิ่ง แฮร์ (Flowing Hair) ปี 1794 เกือบ 2 เท่า ซึ่งเหรียญดังกล่าวขายไปในปี 2013 ด้วยราคา 10 ล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นเหรียญที่แพงที่สุดในโลกก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ เหรียญดับเบิล อีเกิล ถูกนำออกขายโดยสจ๊วต ไวซ์แมน (Stuart Weitzman) นักออกแบบรองเท้าและนักสะสมคนหนึ่งที่เคยประมูลเหรียญนี้มาในปี 2002 ด้วยราคา 7.6 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งถือเป็นราคาที่แพงที่สุดในโลกในตอนนั้น

บริษัทประมูลโซเธอบีส์ (Sotheby’s) กล่าวถึงเหรียญดับเบิล อีเกิล ว่าเป็นเหรียญที่หายากและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในปี 1933 และเป็น “หนึ่งในเหรียญที่เป็นที่ผู้คนปรารถนามากที่สุดในโลก”

ทั้งนี้ ดับเบิบ อีเกิล มีมูลค่าหน้าเหรียญอยู่ที่ 20 เหรียญสหรัฐ ได้รับการออกแบบโดยออกัสตัส เซนต์-กอว์เดนส์ (Augustus Saint-Gaudens) ประติมากรชาวอเมริกัน โดยด้านหนึ่งของเหรียญเป็นนกอินทรีสหรัฐ ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นเทพีเสรีภาพ

โดยเหรียญดังกล่าวเป็นเหรียญทองคำเหรียญสุดท้ายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลิตขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อจำหน่ายทั่วสหรัฐอเมริกา แต่รัฐบาลสหรัฐในขณะนั้นตัดสินใจไม่นำเหรียญออกใช้

หลังจากที่อดีคประธานาธิบดีแฟรงคลิน รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) นำสหรัฐออกจากระบบมาตรฐานทองคำ เพื่อแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังตกต่ำในขณะนั้น รวมถึงออกคำสั่งทำลายเหรียญทั้งหมด ยกเว้น 2 เหรียญที่มอบให้แก่สถาบันสมิธโซเนียน

ต่อมาในปี 1937 เหรียญดับเบิล อีเกิลถูกพบเกลื่อนตลาดทางการสหรัฐจึงทำการสอบสวนจนกระทั่งปี 1944 ได้ผลสรุปว่าเหรียญเหล่านั้นถูกขโมยมาจากรัฐบาล จึงเร่งนำเหรียญทั้งหมดกลับคืนและหากผู้ใดครอบครองถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

แต่ก่อนที่จะมีการสอบสวน มีการซื้อเหรียญหนึ่งเหรียญและได้รับอนุญาตให้ส่งออกโดยความผิดพลาด สุดท้ายเหรียญนั้นไปตกอยู่ที่ชุดสะสมเหรียญของกษัตริย์ฟารูกแห่งอียิปต์

บริษัทประมูลโซเธอบีส์พยายามประมูลเหรียญดังกล่าวในปี 1954 แต่กระทรวงการคลังสหรัฐประสบความสำเร็จในการถอนออกจากรายชื่อการประมูล

ไม่มีใครรู้ว่าเหรียญนั้นไปอยู่ที่ใดจนกระทั่งปี 1996 หน่วยสืบราชการลับยึดคืนมาได้ระหว่างการตรวจค้นที่เวลดอร์ฟ-แอสตอเรีย ในนิวยอร์ก

หลังจากนั้นมีการต่อสู้ยืดเยื้อนาน 5 ปีจนในที่สุดมีการตัดสินใจว่าเอกชนสามารถครอบครองเหรียญนี้ได้ เหรียญที่ถูกประมูลไปครั้งล่าสุดนี้จึงเป็นเหรียญเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ซื้อขายได้ตามกฎหมาย

Photo by Angela Weiss / AFP

เอาไม่อยู่! ฉีดวัคซีนครึ่งประเทศแต่เคสติดเชื้อยังพุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655195

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 17:00 น.

เอาไม่อยู่! ฉีดวัคซีนครึ่งประเทศแต่เคสติดเชื้อยังพุ่งมองโกเลียฉีดวัคซีนให้ประชาชนแล้วครึ่งประเทศ แต่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มถึง 70%

สำนักข่าว The New York Times รายงานว่า มองโกเลียซึ่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนครบโดสแล้วกว่า 50% พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันเพิ่มขึ้นถึง 70% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ต้องทบทวนประสิทธิภาพของวัคซีน Sinopharm จากจีนซึ่งเป็นวัคซีนหลักของประเทศอีกครั้ง

จากข้อมูลของ Bloomberg Vaccine Tracker พบว่ามองโกเลียฉีดวัคซีนให้ประชาชนแล้ว 50.9% โดยได้รับเข็มแรก 56.7% ได้รับเข็มที่สองแล้ว 45.2% แต่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมากลับพบว่ามีผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% ล่าสุด (10 มิ.ย.) มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,460 ราย

ตัวเลขติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเลือกใช้วัคซีน Sinopharm เป็นวัคซีนหลักทั้งที่มีประสิทธิภาพด้อยกว่าวัคซีนอื่น

ด้าน เบน คาวลิง นักระบาดวิทยาและนักชีวสถิติจากมหาวิทยาลัยสาธารณสุขฮ่องกงเผยว่า “วัคซีนชนิดเชื้อตายอย่าง Sinovac และ Sinopharm ไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ แต่มีประสิทธิภาพเยี่ยมในการป้องกันอาการรุนแรง”

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

เอลซัลวาดอร์มุ่งสร้างเหมือง Bitcoin พลังงานภูเขาไฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655186

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 16:00 น.

เอลซัลวาดอร์มุ่งสร้างเหมือง Bitcoin พลังงานภูเขาไฟประเทศแรกของโลกที่ให้ Bitcoin ถูกกฎหมายกำลังเดินหน้าพัฒนาเหมืองขุด Bitcoin ด้วยพลังงานภูเขาไฟ

ประธานาธิบดีประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล (Nayib Bukele) ของเอลซัลวาดอร์แถลงว่าเขาสั่งการให้บริษัท LaGeo บริษัทไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพของรัฐบาลพัฒนาแผนเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำเหมือง Bitcoin โดยใช้พลังงานหมุนเวียนจากภูเขาไฟในประเทศเพื่อการขุด Bitcoin ที่ต้นทุนต่ำ สะอาด 100% ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% และปล่อยมลพิษเป็น 0

ก่อนที่จะประกาศอีกครั้งว่าได้รับแจ้งจากทีมวิศกรว่าพวกเขาได้ขุดบ่อแห่งใหม่ซึ่งจะให้พลังงานสะอาด 100% ประมาณ 95 เมกะวัตต์ โดยพลังงานความร้อนใต้พิภพที่ปล่อยออกมาจากภูเขาไฟเหล่านี้จะไม่มีการปล่อยมลพิษเลย

การประกาศของผู้นำเอลซัลวาดอร์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของสกุลเงินดิจิทัลที่จำเป็นต้องใช้พลังงานมหาศาล ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมานานถึงการก่อการก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม

โดยก่อนหน้านี้อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เองก็เคยประกาศว่าบริษัท Tesla ของเขาจะไม่รับชำระเงินด้วย Bitcoin แล้วเนื่องจากกังวลถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันให้มีการขุด Bitcoin ด้วยพลังงานสะอาด

ด้านประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี (Hassan Rouhani) ของอิหร่านก็ได้ประกาศเมื่อเดือนที่ผ่านมาโดยสั่งห้ามขุดคริปโตที่ใช้พลังงานมหาศาลรวมถึง Bitcoin ไปจนถึงวันที่ 22 ก.ย.

หลังจากที่ประเทศประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานและเผชิญกับไฟฟ้าดับครั้งใหญ่หลายครั้ง โดยรัฐบาลระบุว่าการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้ามีสาเหตุหลักมาจากการขุดคริปโต ประกอบกับภาวะภัยแล้งและการใช้ไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อน

เช่นเดียวกับเขตปกครองตนเองมองโกเลียในประเทศจีนได้สั่งห้ามการขุดคริปโตเช่นกันเนื่องจากสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า

ทั้งนี้ การปล่อยคาร์บอนโดยรวมของอุตสาหกรรม Bitcoin ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 60 ล้านตันหรือเทียบเท่ากับไอเสียจากรถยนต์ประมาณ 9 ล้านคันตามรายงานของนักวิเคราะห์จาก Bank of America ในเดือนมี.ค.

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของผู้นำเอลซัลวาดอร์เกิดขึ้นเพียงไม่ถึง 1 วันหลังจากที่รัฐสภาเอลซัลวาดอร์อนุมัติร่างกฎหมายที่ผู้นำประเทศเสนอให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่จำกัดในการทำธุรกรรมใดๆ ซึ่งเป็นประเทศแรกของโลกที่ยอมรับสกุลเงินดิจิทัล

แม้จะมีเสียงคัดค้านจากพรรคฝ่ายค้านที่มองว่าเป็นการอนุมัติที่รวดเร็วเกินไป ทั้งที่ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่มีความผันผวนสูง แต่บูลเคเลมองว่าการผลักดันร่างกฎหมายครั้งนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและอนาคตของประเทศ

ภาพโดย Bitcoin/Twitter

แฉมหาเศรษฐีอเมริกันเลี่ยงภาษีอื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655180

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 14:30 น.

แฉมหาเศรษฐีอเมริกันเลี่ยงภาษีอื้อสื่อเชิงสอบสวนตีแผ่เศรษฐีอเมริกัน ทั้งมัสก์ เบโซส โซรอส แทบจะไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้

สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างเว็บไซต์ ProPublica สื่อเชิงสืบสวนสอบสวนว่า บรรดามหาเศรษฐีชาวอเมริกันที่ร่ำรวยติดอันดับ 1 ใน 25 อาทิ อีลอน มัสก์ ของ Tesla เจฟฟ์ เบโซส แห่ง Amazon และจอร์จ โซรอส แทบจะไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้ให้รัฐบาลกลางหรือไม่ได้จ่ายเลยในบางปี  

ProPublica ซึ่งอ้างว่าได้เห็นเอกสารแสดงรายการเสียภาษีเพื่อใช้สำหรับยื่นภาษีระบุว่า เจฟฟ์ เบโซส ไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้ในปี 2007 และ 2011 ส่วน อีลอน มัสก์ ไม่ได้จ่ายในปี 2018  

กลุ่มมหาเศรษฐีบางคนที่แทบไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้ให้รัฐบาลกลางยังรวมถึง ไมเคิล บลูมเบิร์ก มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจสื่อและอดีตนายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก คาร์ล ไอคาห์น นักลงทุนและนักเคลื่อนไหว เป็นต้น

Propublica ระบุอีกว่า มหาเศรษฐีจำนวนมากจ่ายภาษีเงินได้ต่ำกว่าอัตรา 37% ซึ่งกำหนดไว้สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้มากที่สุด แต่หากเปรียบเทียบกับมูลค่าสินทรัพย์ที่นิตยสารฟอร์บส์รายงานว่า มหาเศรษฐีอเมริกันที่รวยที่สุด 25 คน มีทรัพย์สินรวมกันเพิ่มขึ้นถึง 401,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างปี 2014-2018 ปรากฏว่าจากข้อมูลภาษีที่ ProPublica ได้รับมาในช่วงเวลาดังกล่าวพวกเขากลับจ่ายภาษีเงินได้เพียง 13,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพียง 3.4% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี ProPublica ระบุว่า บรรดามหาเศรษฐีเหล่านี้ไม่ได้ทำผิดกฎหมายในการยื่นภาษี แต่ใช้วิธีหลีดเลี่ยงภาษีที่คนธรรมดาทำไม่ได้ ทั้งยังได้รับประโยชน์จากช่องว่างของกฎหมาย เนื่องจากคำว่า “เงินได้ที่ต้องเสียภาษี” ตามกฎหมายสหรัฐไม่รวมถึงมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ อาทิ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ เรือยอชต์ นอกจากจะนำทรัพย์สินเหล่านี้ไปขายและทำให้เกิดรายได้เท่านั้น

ภายหลังตัวแทนของโซรอสเผยกับ ProPublica ว่า  โซรอสไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้ในปี 2016-2018 เนื่องจากการลงทุนของเขาขาดทุน ส่วนเบโซสรายงานเมื่อปี 2011 ว่า มียอดขาดทุนจากการลงทุนมากกว่ารายได้จึงสามารถสำแดงว่าขาดทุนในปีนั้น และยังได้รับการลดหย่อน 4,000 เหรียญสหรัฐจากค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร

ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐเตรียมสอบสวนการนำเอกสารยื่นภาษีมาเปิดเผย เนื่องจากเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน มีแผนเก็บขึ้นภาษีมหาเศรษฐีเพื่อนำมาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมทั้งจะขึ้นอัตราภาษีเงินได้สูงสุดจาก 37% เป็น 39.6% และเพิ่มภาษีจากการลงทุนเกือบ 2 เท่าเป็น 39.6% จากชาวอเมริกันที่มีรายตั้งแต่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

Photos by Brendan Smialowski and MANDEL NGAN / AFP, REUTERS/Luke MacGregor

ทางการเมียนมาเพิ่มข้อหาคอร์รัปชันอองซานซูจี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655161

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.

ทางการเมียนมาเพิ่มข้อหาคอร์รัปชันอองซานซูจีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกล่าวหาซูจึและอดีตเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการคอร์รัปชัน

รอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ว่าโกลบอล นิว ไลท์ ออฟ เมียนมา สื่อของรัฐบาลเมียนมาเผยทางการเมียนมาแจ้งความดำเนินคดีข้อหาคอร์รัปชันครั้งใหม่กับออง ซาน ซูจี และอดีตเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ จากรัฐบาลของเธอ

โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเมียนมากล่าวหาว่าซูจีและอดีตเจ้าหน้าที่ใช้ที่ดินในทางมิชอบเพื่อมูลนิธิการกุศล Daw Khin Kyi ที่ซูจีเป็นประธาน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ซูจีถูกกล่าวหาว่ารับสินบนเป็นเงินและทองคำในขณะที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล

รายงานระบุว่ามีการเปิดแฟ้มคดีเกี่ยวกับการตั้งข้อหาซูจีและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่สถานีตำรวจกรุงเนปิดอว์เมื่อวานนี้ (9 มิ.ย.) ซึ่งระบุว่า “ซูจีมีความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชันโดยใช้ตำแหน่งของตน จึงถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 55”

ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 15 ปีสำหรับผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด

ก่อนหน้านี้ซูจีเผชิญกับข้อหาลักลอบนำเข้าและครอบครองวิทยุสื่อสารโดยผิดกฎหมาย ละเมิดมาตรการควบคุมโควิด-19 ยุยงปลุกปั่น และรับสินบนรวมทั้งสิ้น 6 ข้อหา โดยรัฐบาลทหารยังอ้างว่าพรรคของเธอทุตริตการเลือกตั้งในเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่ผู้สนับสนุนของเธอมองว่าการตั้งข้อหาเหล่านี้เป็นแรงจูงใจทางการเมือง

อย่างไรก็ตามศาลกรุงเนปิดอว์จะเริ่มตรวจสอบพยานหลักฐาน 5 ใน 6 ข้อหาของซูจีระหว่างวันที่ 14 มิ.ย. จนถึงวันที่ 26 ก.ค. ซึ่งเธอได้ปรากฏตัวต่อศาลไปแล้วเมื่อวันที่ 24 พ.ค. และ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมาในการพิจารณาคดีที่จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์

Photo by STR / AFP

เครื่องบินกองทัพเมียนมาตกดับ 12 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655163

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 12:10 น.

เครื่องบินกองทัพเมียนมาตกดับ 12เครื่องบินกองทัพเมียนมาตกที่มัณฑะเลย์ คาดมีผู้เสียชีวิต 12 คน

สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า Zaw Min Tun จากหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของสภาบริหารแห่งรัฐเมียนมาเผยว่า เครื่องบินของกองทัพเมียนมาที่ออกเดินทางจากกรุงเนย์ปยิดอว์ไปยังเมืองปยินอูละวินตกที่เมืองปยินอูละวินเมื่อช่วง 08.00 น.ของวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย

เบื้องต้น ยังไม่ทราบจำนวนผู้เสียชีวิต โดยทีมกู้ภัยกำลังปฏิบัติหน้าที่ แต่มีผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 14 คน ขณะที่หน่วยดับเพลิงของมัณฑะเลย์เผยว่า มีผู้เสียชีวิต 12 คน

ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่ของกองทัพ 6 นายบนเครื่องบินและพระสงฆ์อีกจำนวนหนึ่ง โดยอยู่ระหว่างเดินทางไปร่วมงานทางศาสนา

ชาวบ้านเผยว่า นักบินและผู้โดยสารอีก 1 รายรอดชีวิตและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทหาร

ภาพจากโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นตัวเครื่องบินได้รับความเสียหายอย่างหนัก

Photo by Handout / Kantarawaddy Times / AFP

เกาหลีใต้เล็งเปิดทราเวลบับเบิลกับไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655156

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 12:00 น.

เกาหลีใต้เล็งเปิดทราเวลบับเบิลกับไทยรัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมเจรจาเปิดทราเวลบับเบิลกับไทยและอีกหลายประเทศ คาดเริ่มได้เร็วสุด ก.ค.นี้

ทางการเกาหลีใต้เผยว่า รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังเตรียมเจรจาเปิดข้อตกลงทราเวลบับเบิลกับไทย สิงคโปร์ ไต้หวัน กวม และเกาะไซปัน ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียอานา ห่างจากเกาะกวมไปทางเหนือราว 190 กิโลเมตร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับสิงคโปร์และไต้หวัน

ทราเวลบับเบิลนี้จะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ครบโดสแล้วและเดินทางเป็นกลุ่ม เดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันได้อย่างเร็วที่สุดภายในเดือน ก.ค.นี้

ภายใต้ข้อตกลงนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศในพื้นที่ที่กำหนดไว้โดยไม่ต้องกักตัวเมื่อเดินทางถึงประเทศปลายทาง แต่ต้องแสดงเอกสารการฉีดวัคซีนและผลตรวจ Covid-19 ชนิด RT-PCR แสดงว่าไม่ติดเชื้อที่ตรวจก่อนเดินทางภายใน 72 ชั่วโมง และเมื่อเดินทางถึงประเทศปลายทางต้องเข้ารับการตรวจ Covid-19 อีกครั้ง

ข้อตกลงนี้จำกัดการเดินทางเฉพาะจากสนามบินอินชอนกับสนามบินที่กำหนดไว้ในประเทศปลายทางเท่านั้น และต้องอยู่ในประเทศปลายทาง 2 สัปดาห์

ด้านกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวและกระทรวงคมนาคมเกาหลีใต้เผยว่า เที่ยวบินตรงระหว่างเกาหลีใต้กับประเทศที่เปิดทราเวลบับเบิลระหว่างกันจะบินสัปดาห์ละ 1-2 เที่ยวบินในช่วงแรก และจะขยายเที่ยวบินในภายหลัง โดยจำกัดผู้โดยสารเที่ยวบินละไม่เกิน 200 คน

REUTERS/Kim Hong-Ji

อินเดียพบโควิดสายพันธุ์เดลตาทำผู้ป่วยหูดับ-เนื้อเน่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655155

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 11:30 น.

อินเดียพบโควิดสายพันธุ์เดลตาทำผู้ป่วยหูดับ-เนื้อเน่าผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาในอินเดียมีอาการเนื้อตายเน่า-หูดับ แพทย์ยอมรับสายพันธุ์นี้คาดเดาอาการป่วยไม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาหรือสายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในประเทศอินเดียซึ่งแพร่ระบาดไปกว่า 60 ประเทศในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาพบผู้ติดเชื้อมีภาวะลิ่มเลือดซึ่งนำไปสู่เนื้อตายเน่า สูญเสียการได้ยิน รวมไปถึงปวดท้องอย่างรุนแรง

โดยแพทย์ในอินเดียสันนิษฐานว่าอาการดังกล่าวเชื่อมโยงกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ขณะที่คเณช มณูเดน แพทย์ในเมืองมุมไบระบุว่าผู้ป่วยบางรายเกิดภาวะลิ่มเลือดจนเนื้อเยื่อได้รับผลกระทบและเกิดเนื้อตายเน่าในที่สุด

โดยเมื่อปีที่แล้วเขาพบผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวเพียง 3 ถึง 4 รายเท่านั้นแต่ขณะนี้มีผู้ป่วยเกิดอาการเนื้อตายเน่าถึง 1 รายต่อสัปดาห์

พร้อมเผยว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาตนได้รักษาผู้ป่วย 8 รายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากอาการลิ่มเลือดอุดตันโดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วย 2 รายที่ต้องตัดนิ้วมือหรือนิ้วเท้า

แพทย์เสริมว่าหากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอาการเนื้อตายเน่าภายใน 24 ชั่วโมงอาจลดโอกาสในการรอดชีวิตถึง 50% เนื่องจากเป็นอาการที่รุนแรงและมีโอกาสกระทบทุกส่วนของร่างกาย

นอกจากนี้เฮตัล มาร์ฟาเทีย ศัลยแพทย์หูคอจมูกที่โรงพยาบาลในเมืองมุมไบเปิดเผยว่าผู้ป่วยบางรายยังมีอาการสูญเสียการได้ยิน คอบวม และต่อมทอนซิลอักเสบขั้นรุนแรง พร้อมระบุว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 ในอินเดียนั้นแต่ละคนมีอาการแตกต่างกันออกไป

ทั้งนี้ แพทย์ชี้ว่าโควิด-19 เป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทและมีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทสมองดังที่เห็นรายงานผู้ป่วยมีอาการอัมพาตของเส้นประสาทบนใบหน้ารวมถึงการสูญเสียการทำงานของเส้นประสาทรับกลิ่น จึงไม่น่าแปลกใจที่โควิด-19 จะทำให้เส้นประสาทการได้ยินบกพร่อง

โดยก่อนหน้านีผู้ป่วยมักมีอาการทั่วไปเช่น ปวดท้อง อาเจียน คลื่นไส้ ไม่อยากอาหาร หรือปวดตามข้อ แต่ขณะนี้อาการป่วยจากการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้

อย่างไรก็ตามแพทย์ระบุว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมอย่างละเอียดต่อไปเพื่อวิเคราะห์ว่าอาการที่พบเหล่านี้เชื่อมโยงกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาจริงหรือไม่

Photo by Diptendu DUTTA / AFP

สหรัฐเตรียมซื้อ Pfizer 500 ล้านโดสบริจาค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655149

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 10:25 น.

สหรัฐเตรียมซื้อ Pfizer 500 ล้านโดสบริจาค   สหรัฐจะซื้อวัคซีน Pfizer เพิ่มอีก 500 ล้านโดสบริจาคผ่าน COVAX ไปยัง 92 ประเทศ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างบุคคลที่ทราบเรื่องดังกล่าวว่า รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน เตรียมซื้อวัคซีน 500 ล้านโดสจาก Pfizer เพื่อบริจาคผ่านโครงการแจกจ่ายวัคซีน COVAX ไปยังประเทศที่มีรายได้น้อย 92 ประเทศรวมทั้งสหภาพแอฟริกัน (AU) ภายใน 2 ปีข้างหน้า

สหรัฐมีแผนแจกจ่ายวัคซีน 200 ล้านโดสภายในปีนี้ และอีก 300 ล้านโดสในช่วงครึ่งปีแรกของปีหหน้า

ด้านสำนักข่าว CNBC รายงานว่า สหรัฐยังเจรจากับบริษัท Moderna เพื่อซื้อวัคซีนบริจาคให้ประเทศอื่นด้วย ส่วนตัวแทนของ Moderna เผยว่า บริษัทมีความสนใจที่จะจัดหาวัคซีน Covid-19 ให้รัฐบาลสหรัฐเพื่อบริจาคให้ประเทศรายได้ปานกลางและรายได้น้อย แต่ปฏิเสธให้ความเห็นเพิ่มเติม

ขณะที่ประธานาธิบดีไบเดนเผยก่อนขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเพื่อเดินทางไปประชุม G7 ที่อังกฤษว่า มียุทธศาสตร์วัคซีนโลกและจะประกาศเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้รัฐบาลสหรัฐเผยว่าจะบริจาควัคซีน 80 ล้านโดสไปยังประเทศต่างๆ และโครงการ COVAX ภายในเดือน มิ.ย.นี้

Photo by JIM WATSON / AFP

ไขข้อข้องใจ ทำไมต้องเว้นระยะฉีดวัคซีนนานๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/655126

วันที่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 20:30 น.

ไขข้อข้องใจ ทำไมต้องเว้นระยะฉีดวัคซีนนานๆควรยืดเวลาการฉีดวัคซีนเข็มที่สองเพื่อฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ได้มากที่สุดก่อน หรือควรจะยึดตามช่วงเวลาที่กำหนดในการทดลองทางคลินิกเพื่อให้วัคซีนมีประสิทธิภาพมากที่สุด

เมื่อต้องเผชิญกับการขาดแคลนวัคซีน หลายประเทศรวมทั้งไทยกำลังใช้นโยบายเว้นระยะห่างระหว่างวัคซีนเข็มแรกกับเข็มที่สองออกไปนานสูงสุดถึง 16 สัปดาห์ ทำให้เกิดข้อถกเถียงตามมาว่าควรจะยืดเวลาการฉีดวัคซีนเข็มที่สองเพื่อฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ประชาชนได้มากที่สุดก่อน หรือควรจะยึดตามช่วงเวลาที่กำหนดในการทดลองทางคลินิกเพื่อให้วัคซีนมีประสิทธิภาพมากที่สุด

WHO ว่าอย่างไร

ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ณ วันที่ 21 เม.ย. คือให้ฉีดห่างกัน 3-4 สัปดาห์ แต่ตามหลักฐานเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ อาจเว้นช่วงได้นานถึง 6 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับวัคซีน หรือไปจนถึง 12 สัปดาห์ในวัคซีนบางเจ้า

ผู้ผลิตแนะนำอย่างไร

Pfizer ผู้ผลิตวัคซีนจากสหรัฐ แนะนำให้เว้นระยะห่างกัน 21 วัน โดยให้เหตุผลว่า การศึกษาในระยะที่ 3 ของวัคซีน Pfizer/BioNTech ถูกออกแบบให้ประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน 2 โดสที่ฉีดห่างกัน 21 วันเท่านั้น ไม่ได้ประเมินผลในช่วงระยะเวลาอื่น และผลออกมาว่า แม้ว่าการป้องกันจากวัคซีนจะเริ่มขึ้นหลังฉีดโดสแรก 12 วัน ก็ต้องฉีดวัคซีนให้ครบ 2 โดสเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดที่ 95% และ Pfizer ไม่มีข้อมูลจากการศึกษาดังกล่าวที่แสดงให้เห็นว่าการป้องกันที่เกิดจากวัคซีนเข็มแรกคงอยู่หลังผ่านไป 21 วัน

ส่วน Moderna แนะนำให้ฉีดห่างกัน 1 เดือน Astrazeneca แนะนำไว้ที่ 4-12 สัปดาห์ Sinovac ควรฉีดห่างกัน 2-4 สัปดาห์ และ Sinopharm ควรฉีดห่างกัน 3-4 สัปดาห์

สหรัฐฉีดห่างกันกี่วัน

ตามคำแนะนำของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ระบุว่าควรฉีดวัคซีน Pfizer เข็มที่สองหลังได้รับเข็มแรก 21 วัน และ Moderna 28 วัน แต่หากจำเป็นก็สามารถเว้นระยะระหว่างเข็มแรกและเข็มที่สองห่างกันได้สูงสุดไม่เกิน 42 วัน หรือ 6 สัปดาห์

หลายประเทศยืดไปถึง 16 สัปดาห์

แต่ขณะนี้มีหลายประเทศเว้นช่วงการฉีดเข็มแรกกับเข็มที่สองออกไป 12 สัปดาห์ อาทิ อังกฤษ และ 16 สัปดาห์ เช่น ไทย แคนาดา

หลักฐานสนับสนุน

ข้อมูลสนับสนุนประสิทธิภาพของการยืดระยะเวลาฉีดวัคซีนเข็มที่สองคือ การศึกษาร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) และมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมที่พบว่า แอนติบอดีของอาสาสมัครอายุ 80 ปีขึ้นไปที่ฉีดวัคซีนห่างกัน 12 สัปดาห์สูงกว่า 3.5 เท่าของอาสาสมัครที่ฉีดห่างกัน 3 สัปดาห์

ทีมวิจัยจึงสรุปว่า การเว้นระยะห่างระหว่างเข็มแรกกับเข็มสองราว 12 สัปดาห์ช่วยเพิ่มภูมคุ้มกันได้ดีขึ้น และวัคซีน AstraZeneca เพียงเข็มเดียวมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการในช่วง 90 วันแรกได้ 76.0%

ทว่า ในเวลาต่อมาสำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ เผยแพร่งานวิจัยประสิทธิผลป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการของวัคซีน AstraZeneca และ Pfizer ต่อสายพันธุ์เดลตา (B.1.617.2) ซึ่งพบครั้งแรกในอินเดียว่า วัคซีนเข็มเดียวมีประสิทธิภาพ 33% (วิเคราะห์รวมทั้ง 2 ยี่ห้อ) แต่ถ้าฉีดครบ 2 เข็มวัคซีน AstraZeneca จะมีประสิทธิภาพเพิ่มเป็น 60% ส่วนวัคซีน Pfizer จะมีประสิทธิภาพ 88%

เมื่อพบการระบาดของสายพันธุ์เดลตามากขึ้น อังกฤษจึงปรับคำแนะนำในการฉีดวัคซีน AstraZeneca โดยเลื่อนการฉีดเข็มที่ 2 ขึ้นมาที่ 8-9 สัปดาห์ในกลุ่มเสี่ยงต่ออาการรุนแรง ส่วนกลุ่มอื่นยังเป็น 11-12 สัปดาห์เหมือนเดิม

ขณะที่ผลการศึกษาของสหรัฐซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ BMJ ของอังกฤษซึ่งใช้รูปแบบจำลองจากตัวอย่างการใช้งานจริงในชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ 100,000 คนพบว่า การยืดระยะการฉีดวัคซีนเข็มที่สองจะลดตัวเลขเสียชีวิต การติดเชื้อ และการรักษาตัวในโรงพยาบาลสะสมภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ อาทิ การมีวัคซีนเข็มแรกที่มีประสิทธิภาพอย่างน้อย 80% ขึ้นไป และมีอัตราการฉีดวัคซีน 0.1-0.3% ของประชากรทั้งหมดต่อวัน โดยช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้ระหว่าง 26-47 คนต่อประชากร 100,000 คน เมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีนเข็มที่สองตามปกติ

ผู้เชี่ยวชาญไม่แนะนำ

อย่างไรก็ดี การวิจัยนี้ไม่แนะนำให้ยืดระยะเวลาการฉีดวัคซีนเข็มที่สอง โดยทีมวิจัยเผยว่า “ผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องพิจารณาอัตราการฉีดวัคซีนในประเทศตัวเอง และชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ของการเพิ่มอัตราการฉีดด้วยการยืดระยะเวลาฉีดเข็มที่สอง กับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอนของยุทธศาสตร์นี้”

ขณะที่ แอนโธนี ฟาวซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อของสหรัฐเผยกับ Washington Post ว่า วิทยาศาสตร์ไม่สนับสนุนการยืดระยะการฉีดวัคซีน Pfizer/BioNTech และ Moderna เข็มที่สอง เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุได้ว่าวัคซีนโดสเดียวจะป้องกันการติดเชื้อได้มากน้อยเพียงใดและจะอยู่ได้นานเท่าไร

ด้าน Pfizer ระบุว่า ไม่มีหลักฐานทางคลินิกใดที่สนับสนุนแนวทางการขยายเวลาฉีดวัคซีนเข็มที่สองออกไปเป็น 12 สัปดาห์ของรัฐบาลอังกฤษ

อเลฮานโดร คราวิโอโต ประธานกลุ่มที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างภูมิคุ้มกันของ WHO เตือนว่า ประเทศต่างๆ จะต้องพิจารณาว่าสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ในภูมิภาคของตนจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือไม่หลังจากฉีดวัคซีนเพียงครั้งเดียว ก่อนตัดสินใจใช้แนวทางการยืดระยะเวลาวัควีนเข็มแรกกับเข็มที่สอง 

ส่วน สตีเวน กริฟฟิน นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยลีดส์ของอังกฤษเผยว่า สำหรับอังกฤษการยืดระยะเวลาระหว่างโดสเป็นตัวเลือกที่ถูกต้อง แต่การล็อกดาวน์ก็มีส่วนในความสำเร็จนี้ด้วย “ในทางทฤษฎีผู้คนจะมีความเปราะบางระหว่างโดสแรกกับโดสที่สอง แต่สิ่งที่ได้ผลในอังกฤษคือการรักษามาตรการป้องกันต่างๆ ควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีน”

Photo by PEDRO PARDO / AFP