สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: เจาะลึกวัคซีน Moderna อีกทางเลือกหนึ่งของไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652834

วันที่ 14 พ.ค. 2564 เวลา 19:30 น.

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: เจาะลึกวัคซีน Moderna อีกทางเลือกหนึ่งของไทยความคืบหน้าของวงการวัคซีนจากทั่วโลก สามารถเช็ค “ข่าวจริง” ของวัคซีนจากทั่วโลกได้ที่นี่

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมาวัคซีนต้านโควิด-19 จาก Moderna เป็นวัคซีนตัวที่ 4 ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยต่อจากวัคซีนต้านโควิด-19 จาก Sinovac, AstraZeneca และ Johnson & Johnson

ข้อมูลเบื้องต้นของ Moderna

• วัคซีนต้านโควิด-19 ที่พัฒนาโดยบริษัท Moderna Inc จากสหรัฐอเมริกาเป็นวัคซีนที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี mRNA เช่นเดียวกับวัคซีนของ Pfizer ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อสังเคราะห์สารพันธุกรรมอาร์เอ็นเอ (mRNA) ที่เฉพาะเจาะจงกับไวรัส

• การฉีดวัคซีนเข้าไปวัคซีนจะนำพาสารพันธุกรรมเข้าสู่เซลล์เพื่อให้เซลล์ผลิตโปรตีนกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อต่อต้านเชื้อไวรัส แต่ mRNA เสื่อมสภาพได้ง่ายจึงต้องเก็บไว้ในตู้เย็นโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) แนะนำว่าสามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียสได้นาน 30 วัน

ประสิทธิภาพ

• วัคซีน Moderna เริ่มทดลองในมนุษย์เฟสแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2020 และสิ้นสุดการทดลองเฟส 3 ในเดือนตุลาคม 2020 โดยอาสาสมัครอายุมากกว่า 18 ปีจำนวน 30,420 คน และประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนใน 14 วันหลังได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม

• โดยในเดือนพฤศจิกายน 2020 บริษัทผู้ผลิตประกาศผลการทดลองเฟส 3 เบื้องต้นระบุว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค 94.1% โดยกลุ่มอายุ 18-65 ปีมีประสิทธิภาพ 95.6% ขณะที่กลุ่มผู้มีอายุกว่า 65 ปีขึ้นไปมีประสิทธิภาพ 86.4%

• โดยสามารถป้องกันอาการป่วยรุนแรงจากโควิด-19 ได้ 100% เนื่องจากอาสาสมัครที่ได้รับยาจริงทุกคนไม่มีผู้ใดพบอาการป่วยรุนแรง

• นอกจากนื้เมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้มีการทดลองประสิทธิภาพของวัคซีนในเด็กอายุ 12-17 ปี ซึ่งมีผลการทดลองประสิทธิภาพอยู่ที่ 96% และในเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีการทดลองในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 12 ปี

ผลข้างเคียง

บริษัทเผยอาการข้างเคียงของอาสาสมัครที่เกิดขึ้นในการทดลองเฟสที่ 3 ไว้ดังนี้

• เจ็บปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน 84.2%, บวม 12.2%, ผื่นแดง 2.8%, ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้บวม 10.2% โดยส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงและดีขึ้นภายใน 4-5 วัน

• เกิดอาการอ่อนเพลีย 37.2%, ปวดศีรษะ 32.7%, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ 22.7%, คลื่นไส้อาเจียน 8.3% ซึ่งมักเกิดขึ้นภายใน 2-3 วันหลังจากได้รับฉีดวัคซีน

• สำหรับอาการข้างเคียงรุนแรงสามารถพบได้ในอัตรา 2.5 รายต่อวัคซีน 1 ล้านโดส

• ต่อมาในเดือนเมษายนองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) เผยสถิติการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ทั่วโลก โดยระบุว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก Moderna พบอาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าว 5 ราย, ผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก AstraZeneca พบ 287 ราย, ผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก J&J พบ 8 ราย และผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก Pfizer พบ 25 ราย

Moderna ในต่างประเทศ

• เมื่อวันที่ 30 เม.ย. วัคซีน Moderna เป็นวัคซีนตัวที่ 5 ที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งวัคซีนจาก Sinovac และ Sinopharm จากจีนกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา

• ภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป แคนาดา และสหรัฐ เริ่มประเมินวัคซีนเพื่ออนุมัติให้ใช้เป็นกรณีฉุกเฉินตั้งแต่เดือนธันวาคม โดยในวันที่ 18 ธันวาคมองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) อนุมัติให้ใช้วัคซีนนี้เป็นการฉุกเฉิน ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม กระทรวงสาธารณสุขแคนาดาจึงอนุมัติให้ใช้วัคซีนเช่นกัน

• เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสิงคโปร์เป็นประเทศแรกในเอเชียที่อนุมัติวัคซีนของ Moderna ขณะที่ออสเตรเลียก็ได้สั่งซื้อวัคซีนดังกล่าวอีก 25 ล้านโดสและอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนเพื่อตั้งโรงงานผลิตในประเทศ

• ขณะที่บริษัทซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) ผู้ให้บริการด้านสุขภาพชั้นนำในเอเชียก็ได้จับมือกับ Moderna เพื่อจัดหาและกระจายวัคซีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน

• Moderna เผยผลกำไรไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐโดยสามารถทำรายได้ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐจากการขายวัคซีนต้านโควิด-19 ซึ่งรายได้ทั้งหมดอยูู่ที่ 1,940 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนบริษัทขาดทุน 124 ล้านเหรียญสหรัฐ

• ทั้งนี้ Moderna ตั้งเป้าผลิตวัคซีนเพิ่มขึ้นเป็น 3 พันล้านโดสในปีหน้าเพื่อตอบสนองความต้องการของนานาประเทศ

โครงการ Covax

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม Moderna ประกาศว่าจะส่งวัคซีนให้กับโครงการ Covax ขององค์การอนามัยโลกจำนวน 34 ล้านโดสในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้และอีก 466 ล้านโดสภายในปี 2022 ในราคาที่ต่ำที่สุดเพื่อให้ประเทศยากจนได้เข้าถึงวัคซีน

สิงคโปร์คุมเข้มสกัดโควิดห้ามรวมตัวเกิน 2 คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652849

วันที่ 14 พ.ค. 2564 เวลา 18:30 น.

สิงคโปร์คุมเข้มสกัดโควิดห้ามรวมตัวเกิน 2 คนสิงคโปร์ยกระดับมาตรการควบคุมโควิด-19 หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่ม

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าหลังจากที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยพบการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อนหลายกลุ่มรวมถึงคลัสเตอร์สบามบินชางงีซึ่งมีผู้ติดเชื้อถึง 46 รายแม้ว่าก่อนหน้านี้สิงคโปร์แทบไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

ส่งผลให้ในวันนี้ (14 พ.ค.) สิงคโปร์ต้องประกาศกระชับมาตรการควบคุมและป้องกันโรคโดยห้ามรับประทานอาหารในร้านอาหาร และให้พนักงานทำงานจากบ้าน ตลอดจนห้ามรวมกลุ่มกันเกิน 2 คนจากเดิมกำหนดไว้ที่ 5 คนเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันอาทิตย์นี้ (16 พ.ค.) ไปจนถึงวันที่ 13 มิ.ย.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสิงคโปร์เริ่มจำกัดจำนวนการรวมกลุ่มและสั่งปิดยิม และเมื่อวานนี้ (13 พ.ค.) ก็มีคำสั่งห้ามบุคคลที่ไม่ใช่ผู้โดยสารเข้าไปในอาคารโดยสารของสนามบิน และปิดห้างสรรพสินค้าในบริเวณใกล้เคียงเพื่อทำการตรวจหาเชื้อพนักงานราว 9,000 คน

สำหรับโครงการ Travel Bubble ที่สิงคโปร์จะร่วมมือกับฮ่องกงนั้นคาดว่าจะล่าช้าออกไปเนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีกำหนดเริ่มต้นโครงการในวันที่ 26 พ.ค.

Ong Ye Kung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของสิงคโปร์กล่าวว่า “มีความเป็นไปได้ที่สิงคโปร์จะไม่สามารถดำเนินการตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยจะมีการพิจารณาเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า”

ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดในสิงคโปร์มีตัวเลขผู้ป่วยสะสมในประเทศอยู่ที่ประมาณ 61,000 คนและผู้เสียชีวิต 31 คน

Photo by Roslan Rahman / AFP

ภาพถ่ายดาวเทียมโชว์ฉนวนกาซาเสียหายหนักหลังถูกถล่ม (ภาพชุด) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652840

วันที่ 14 พ.ค. 2564 เวลา 17:30 น.

ภาพถ่ายดาวเทียมโชว์ฉนวนกาซาเสียหายหนักหลังถูกถล่ม (ภาพชุด)ภาพถ่ายดาวเทียมเผยฉนวนกาซาได้รับความเสียหายหนักหลังการสู้รบดุเดือดระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ปะทุรอบใหม่

ภาพถ่ายดาวเทียมจากบริษัท Maxar Technologies เผยให้เห็นความเสียหายอย่างหนักของฉนวนกาซา และเมืองอัชเคลอนทางตอนใต้ของอิสราเอล โดยมีกลุ่มควันสีดำหนาทึบจากอาคารต่างๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าหลังถูกขีปนาวุธของอิสราเอลยิงถล่ม

ล่าสุดอิสราเอลส่งกองกำลังทหารประจำการบริเวณฉนวนกาซา เพื่อเตรียมบุกภาคพื้นดิน ขณะที่การโจมตีของอิสราเอลส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 103 คน จำนวนนี้เป็นเด็กถึง 27 คน ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบ 600 คน

แทงก์เก็บน้ำมันกำลังลุกไหม้ในเมืองอัชเคลอนทางตอนใต้ของอิสราเอลถ่ายไว้เมื่อวันที่ 12 พ.ค.
อาคารสูงแห่งหนึ่งในฉนวนกาซาพังถล่มหลังถูกโจมตีทางอากาศ

Photo by Handout / Satellite image ©2021 Maxar Technologies / AFP

อีลอน มัสก์ มีแผนอะไรอยู่? ล่าสุดทวีตว่ากำลังร่วมงานกับทีม Dogecoin #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652814

วันที่ 14 พ.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

อีลอน มัสก์ มีแผนอะไรอยู่? ล่าสุดทวีตว่ากำลังร่วมงานกับทีม Dogecoinหลังจากทำให้ Bitcoin ร่วงเมื่อวาน วันนี้มัสก์บอกว่ากำลังร่วมกับทีม Dogecoin พัฒนาเหรียญนี้อยู่

จู่ๆ เมื่อเช้าวานนี้ (13 พ.ค.) อีลอน มัสก์ เจ้าพ่อรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ก็กลับลำประกาศว่า Tesla จะไม่รับชำระเงินค่ารถด้วยเหรียญ Bitcoin แล้ว เพราะ Bitcoin ใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลในการขุดมหาศาล ทำให้ราคา Bitcoin ร่วงระนาว

24 ชั่วโมงต่อมาในวันนี้ มัสก์ทวีตข้อความว่าเขาได้เข้าไปร่วมกับทีมงานของ Dogecoin เพื่อปรับปรุงระบบการทำธุรกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทวีตนี้ทำให้ราคาเหรียญ Dogecoin ดีดตัวขึ้นทันที โดยเมื่อช่วง 13.00 น.ของวันนี้ อยู่ที่เหรียญละ 0.524693 เหรียญสหรัฐ หรือบวกขึ้นมาถึง 19.23%

อย่างไรก็ดี ยังไม่แน่ชัดว่าทวีตล่าสุดนี้จะเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่ามัสก์กำลังสนใจ Dogecoin มากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เจ้าตัวทวีตถามฟอลโลเวอร์ว่าต้องการให้ Tesla รับเหรียญ Dogecoin หรือไม่ ซึ่งมีคนเข้ามาโหวตว่าต้องการถึง 78.2%

Working with Doge devs to improve system transaction efficiency. Potentially promising.— Elon Musk (@elonmusk) May 13, 2021

Photo by Brendan Smialowski / AFP

Alibaba ขาดทุนครั้งแรกในรอบ 9 ปีหลังถูกปรับอ่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652803

วันที่ 14 พ.ค. 2564 เวลา 14:00 น.

Alibaba ขาดทุนครั้งแรกในรอบ 9 ปีหลังถูกปรับอ่วมอาลีบาบาขาดทุนจากการดำเนินงานครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2012 หลังถูกปรับ 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

Alibaba Group Holding ของ แจ็ก หม่า ประกาศผลการดำเนินการประจำไตรมาสที่ 4 ซึ่งสิ้นสุดในวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยขาดทุน 5,500 ล้านหยวน หรือ 26,755.44 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขาดทุนจากการดำเนินการครั้งแรกในฐานะบริษัทมหาชนนับตั้งแต่ปี 2012 หลังจากถูกทางการจีนปรับ 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐข้อหาผูกขาดทางการค้า

หาก Alibaba ไม่ถูกปรับ บริษัทจะมีรายได้จากการดำเนินการ 10,560 ล้านหยวน หรือเพิ่มขึ้น 48% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

แดเนียล จาง ซีอีโอ Alibaba เผยว่า ตลอดปีงบประมาณที่ผ่านมา Alibaba เผชิญกับความท้าทายทุกรูปแบบ รวมทั้ง Covid-19 การแข่งขันอย่างดุเดือด และการสอบสวนข้อหาผูกขาดการค้าและคำสั่งปรับของทางการ โดยประกาศว่าหนทางที่จะฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านี้คือการลงทุนในระยะยาว

การตรวจสอบของทางการจีนส่งผลให้มูลค่าของ Alibaba ในตลาดหายไปถึง 260 ล้านเหรียญสหรัฐ และหุ้นยังตกไปถึง 35% นับตั้งแต่ที่หุ้นทะยานขึ้นสูงสูดในเดือน ต.ค.ปีที่แล้วก่อนที่ แจ็ก หม่า จะวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเงินและธนาคารจนนำมาสู่การตรวจสอบของรัฐบาลจีน

แอนดี ฮัลลิเวลล์ นักวิเคราะห์จาก Publicis Sapient มองว่า “ยังมีความไม่แน่นอนใน Alibaba แม้ว่า Alibaba จะทำเงินได้จากยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลในช่วงที่ Covid-19 ระบาด แต่ยังต้องรอดูต่อไปว่าพฤติกรรมของ แจ็ก หม่า เมื่อปีที่แล้วจะส่งผลกับแบรนด์และความเชื่อมั่นของนักลงทุนยาวนานเท่าใด”

AFP PHOTO / ERIC FEFERBERG

จับตารัสเซียกับการถ่ายภาพยนตร์บนอวกาศเรื่องแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652802

วันที่ 14 พ.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

จับตารัสเซียกับการถ่ายภาพยนตร์บนอวกาศเรื่องแรกRoscosmos ตัดหน้า NASA เตรียมส่งนักแสดงและทีมงานไปยังสถานีอวกาศนานาชาติในเดือนตุลาคมนี้

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 13 พ.ค. ที่ผ่านมาองค์การอวกาศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (Roscosmos) เผยว่าเตรียมส่งนักแสดงและผู้กำกับไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ในอวกาศเรื่องแรก โดยจะออกเดินทางด้วยจรวดจากฐานปล่อยจรวดในคาซัคสถานวันที่ 5 ต.ค.

นักแสดงและผู้กำกับคนแรกที่จะได้ขึ้นไปถ่ายทำภาพยนตร์ในอวกาศคือยูเลีย เปเรซิลด์ นักแสดงวัย 36 ปี และคลิม ชิเปนโด ผู้กำกับวัย 37 ปี โดยทั้งคู่ได้ผ่านการทดสอบตามกระบวนการคัดเลือกนักแสดงและทีมงานจากผู้ส่งใบสมัครหลายพันคน

Photo by Andrey SHELEPIN / Russian Space Agency Roscosmos / AFP

หลังจากนี้ทั้งคู่จะต้องผ่านการฝึกอบรมพิเศษเกี่ยวกับทักษะการบินอวกาศรวมถึงการบินในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 มิ.ย. เป็นต้นไป

โดยการฝึกอบรมของพวกเขาจะได้รับการบันทึกโดย Channel One หนึ่งในสถานีโทรทัศน์หลักของรัสเซียซึ่งจะมีส่วนร่วมในการผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

ภาพยนตร์ดังกล่าวมีชื่อว่า “Challenge” ซึ่งจัดเป็นภาพยนตร์อวกาศแนวดราม่า ร่วมอำนวยการสร้างโดยดมิทรี โรโกซิน อธิบดีองค์การอวกาศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่กิจกรรมทางอวกาศของรัสเซียและยกย่องอาชีพนักบินอวกาศ

สำนักข่าว RIA ของรัสเซียรายงานว่าภาพยนตร์ดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับศัลยแพทย์ซึ่งมีภารกิจในการผ่าตัดให้แก่นักบินอวกาศที่เจ็บป่วยจนไม่สามารถเดินทางกลับโลกได้

ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้วองค์การอวกาศของสหรัฐ (NASA) ก็ประกาศว่าจะร่วมมือกับทอม ครูซ และดั๊ก ไลแมน นักแสดงและผู้กำกับชื่อดังเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ในสถานีอวกาศนานาชาติเช่นเดียวกันแต่ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนออกมาให้ได้ทราบกัน

Photo by HO / NASA / AFP

อิสราเอลระดมทหารจ่อบุกภาคพื้นกาซา ดับแล้วกว่าร้อยศพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652793

วันที่ 14 พ.ค. 2564 เวลา 11:15 น.

อิสราเอลระดมทหารจ่อบุกภาคพื้นกาซา ดับแล้วกว่าร้อยศพความขัดแย้งครั้งนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ และยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรง

กองทัพอิสราเอลส่งกองกำลังทหารราบ 2 หน่วยและกองรถหุ้มเกราะ 1 หน่วยประจำการบริเวณชายแดนฉนวนกาซาเพื่อเตรียมโจมตีภาคพื้นดิน หลังจากที่อิสราเอลและกลุ่มฮามาสของปาเลสไตน์ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศตอบโต้กันต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 4 แล้ว

โดยหน่วยงานด้านสารธารณสุขในกาซาระบุว่าการโจมตีของอิสราเอลส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 103 คน จำนวนนี้เป็นเด็กถึง 27 คน ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเกือบ 600 คน

ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลแถลงในวันที่ 14 พ.ค. ว่าปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาจะเกิดขึ้นนานตราบเท่าที่จำเป็น โดยแหล่งข่าวในรัฐบาลเผยว่าเนทันยาฮูต้องการให้ฮามาสเสียหายมากที่สุดก่อนจะตกลงหยุดยิง

ขณะที่ประชาชนหลายร้อยครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของฉนวนกาซาซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศอิสราเอลต้องพากันอพยพออกจากพื้นที่หลังถูกโจมตีอย่างหนัก

โดยในช่วงค่ำของวันที่ 13 พ.ค. จรวดหลายสิบลูกถูกยิงมาจากฉวนกาซาพุ่งเข้าใส่เมืองอัชดอดและเมืองอัชเคลอนริมฝั่งทะเลทางภาคใต้ของอิสราเอล รวมถึงบริเวณใกล้เคียงสนามบินเบนกูเรียนทางภาคกลาง ส่งผลให้เที่ยวบินขาเข้าทั้งหมดต้องไปลงจอดที่ท่าอากาศยานรามอนทางภาคใต้แทน

นอกจากการสู้รบกับกลุ่มฮามาสแล้วอิสราเอลยังต้องเผชิญกับความขัดแย้งจากการจ่อจลาจลของชาวยิวและชาวอาหรับที่ออกมาปะทะกันในหลายเมืองทั่วประเทศ

Photo by ANAS BABA / AFP

สหรัฐผ่อนปรนคนฉีดวัคซีนครบโดสไม่ต้องสวมแมสก์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652792

วันที่ 14 พ.ค. 2564 เวลา 10:42 น.

สหรัฐผ่อนปรนคนฉีดวัคซีนครบโดสไม่ต้องสวมแมสก์ทางการสหรัฐไฟเขียวให้ชาวอเมริกันที่ฉัดวัคซีนครบโดสไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ประกาศข่าวดีว่า ชาวอเมริกันที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่กลางแจ้ง และไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ภายในอาคารในบางสถานที่ ทั้งยังไม่ต้องเว้นระยะห่าง เพื่อเป็นการปูทางไปสู่การกลับไปใช้ชีวิตปกติ

อย่างไรก็ดี แม้จะฉีดวัคซีนครบแล้ว แต่ CDC ยังแนะนำให้ชาวอเมริกันสวมหน้ากากอนามัยเมื่อโดยสารเครื่องบินและรถไฟ เมื่ออยู่ในสนามบิน หรือใช้บริการขนส่งสาธารณะ และสถานที่บางแห่ง อาทิ โรงพยาบาลหรือคลินิก หรือหากสถานที่ใดยังกำหนดให้สวมหน้ากากอนามัยก็ยังต้องปฏิบัติตามแม้จะได้รับวัคซีนครบแล้ว

โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการ CDC เผยว่า การปรับเปลี่ยนมาตรการของ CDC ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการลดลงอย่างเห็นได้ชัดของผู้ติดเชื้อ การเพิ่มการฉีดวัคซีนให้กลุ่มคนวัยรุ่น และประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์ต่างๆ ของวัคซีน

ขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ปรากฏตัวที่ทำเนียบขาวโดยไม่มีหน้ากากอนามัยและกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมว่ามันเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่เลยล่ะ เป็นวันที่ดีมากๆ ถ้าคุณได้รับวัคซีนครบแล้วและไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยแล้ว คุณก็มีสิทธิที่จะทำในสิ่งที่ชาวโลกคุ้นเคยกับชาวอเมริกันดี นั่นคือ การทักทายคนอื่นด้วยรอยยิ้ม”

การปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติตัวของ CDC เกิดขึ้นก่อนที่ชาวอเมริกันจะเฉลิมฉลองวันชาติในวันที่ 4 ก.ค.นี้

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ CDC จนถึงวันพุธ (12 พ.ค.) ชาวอเมริกันอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปกว่า 151 ล้านคน หรือ 58.7% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ของสหรัฐ ได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส และชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ราว 116 ล้านคน หรือ 45.1% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ของสหรัฐได้รับวัคซีนครบแล้ว

Photo by Nicholas Kamm / AFP

สังคมนิยมข่าวลือ ไม่ใช่นักวิทย์กลับเสียงดัง ยุคที่คนเลิกเชื่อฟังหมอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652689

วันที่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 21:02 น.

สังคมนิยมข่าวลือ ไม่ใช่นักวิทย์กลับเสียงดัง ยุคที่คนเลิกเชื่อฟังหมอ  ในขณะที่เทคโนโลยีการแพทย์ของโลกเราก้าวหน้าไปไกลกว่ายุคไหนๆ แต่มนุษยชาติก็ยังทำตัวเหมือนคนในยุคกลางที่เชื่อข่าวปลอมและเรื่องกุจากใครก็ไม่รู้ และกลับเอานักวิทยาศาสตร์มาขึงพืดเหมือนยุคล่าแม่มด

อิสราเอลเป็นประเทศที่ฉีดวัคซีนต่ออัตราส่วนประชากรมากที่สุดในโลกคือ 62.61% (จากข้อมูลวันที่ 11 พฤษภาคม 2021) แต่อิสราเอลก็ยังมีความกังวลเรื่องกระแสต่อต้านการฉีดวัคซีน

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนเมษายน จากรายงานของ The Times of Israel ได้สัมภาษณ์ ศ. ชโลโม วินเกอร์ (Prof. Shlomo Vinker) แพทย์ชั้นแนวหน้าของอิสราเอลที่แสดงความวิตกว่ารัฐบาลจะต้องเร่งมือจัดการโดยเร็ว ก่อนที่วัยรุ่นจะตกเป็นเหยื่อของกลุ่มต่อต้านวัคซีน หรือพวกAnti-vaxxer ที่ปล่อยข้อมูลเท็จออกมาปั่นป่วน

ศ. วินเกอร์ ชี้ว่าก่อนที่รัฐบาลจะเริ่มการฉีดวัคซีนให้คนหนุ่มสาว จะต้องเร่งให้ความรู้ที่ถูกต้องกับพวกเขาก่อน หาไม่แล้วจะเกิดช่องว่างทำให้พวก Anti-vaxxer ตัวป่วนเข้ามาแทรกระหว่างกลาง ศ. วินเกอร์ แนะอย่างจริงจังว่า “ถ้าเรารอจนกว่าการฉีดวัคซีนสำหรับคนรุ่นเยาว์จะมาถึง เราจะสูญเสียวัยรุ่นไปเพราะตอนนี้นักเคลื่อนไหวต่อต้านการฉีดวัคซีนมีบทบาทมาก”

และย้ำว่าจะต้องไม่เปิดโอกาสให้พวกต่อต้านวัคซีนได้มีพื้นได้ร้องแรกแหกกระเชอ

เราจะเห้นได้ว่าแม้แต่ประเทศที่มีอัตราฉีดวัคซีนสูงสุดก็ยังหวั่นใจกับพวกปล่อยข้อมูลมั่วๆ เรื่องวัคซีน และเรายังจะเห็นว่ากลุ่มวัยที่ใกล้ชิดเทคโนโลยีมากที่สุดและน่าจะเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้ง่ายที่สุด ยังถูกมองว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อข่าวปลอมเช่นกัน

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่ากลุ่มไม่เอาวัคซีนนั้นมีทั้งแบบที่ไม่เชื่อหรือกังขาต่อผลของมัน คือ Vaccine hesitant กับกลุ่มที่ไม่ยอมฉีดและต่อต้าน คือพวก Anti-vaxxer จึงมีทั้งพวกต้านแบบอ่อนๆ และต้านแบบรุนแรง ทั้งสองกลุ่มนี้มีโอกาสปล่อยข้อมูลผิดๆ หรือข่าวปลอมพอๆ กัน

ก่อนการระบาดของโควิด-19 พวก Anti-vaxxer/Vaccine hesitant มักเป็นพวกที่กังขาต่อวัคซีนที่ต้องฉีดเป็นประจำให้ลูกๆ หลาน คนพวกนี้กลัวว่าวัคซีนบางตัวอาจทำให้ลูกหลาน “ไม่สมประกอบ” การต่อต้านการฉีดวัคซีนของคนกลุ่มนี้ (ซึ่งมีจำนวนพอสมควรและมีอิทธิพลไม่น้อย) ส่งผลให้เกิดการระบาดของโรคสำคัญๆ มาแล้ว

ในสหรัฐที่แสนจะเจริญก้าวหน้าแท้ๆ ยังมีพวก Anti-vaxxer เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างความวอดวายที่เกิดขึ้นจากพวกนี้คือการระบาดของโรคหัดที่กลับมารุกรานนิวยอร์กระหว่างปี 2018 – 2019 เพราะพ่อแม่กังขาในผลวัคซีนต่อลูกๆ ของพวกเขา

ดังนั้นจึงไม่แปลที่องค์การอนามัยโลกจะบอกว่าความกังขาวัคซีน (Vaccine hesitancy) เป็นหนึ่งในสิบภัยคุกคามด้านสาธารณสุขของโลกเรา และตอนนี้อาจเป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆ ด้วยซ้ำ

พลังของความเชื่อผิดๆ ข่าวลือ ข่าวเท็จ เรื่องมโน ไม่อาจดูแคลนได้เลย มันสามารถทำให้ประเทศๆ หนึ่งพ่ายแพ้โรคระบาดเอาง่ายๆ

ไม่น่าเชื่อว่าในโลกศตวรรษที่ 21 ที่เทคโนโลยก้าวหน้าที่ข้อมูลข่าวสารมีทุกหนแห่งๆ ผู้คนยังตกเป็นเหยื่อความเชื่อผิดอย่างง่ายดาย เหมือนบรรพบุรุษของเราในยุคกลางที่ตะเกียกตะกายหาวิธีรักษาโรค (แบบผิดๆ) ในยุคที่เกิดการระบาดของกาฬโรค จนผู้ล้มตายหลายล้าน ยุโรปแทบจะกลายเป็นป่าช้า

ไม่น่าเชื่อว่าผู้คนในยุคโควิด-19 แทนที่จะเชื่อฟังวิทยาศาสตร์ กลับเชื่อฟังทฤษฎีสมคบคิดจากฝีมือใครก็ไมรู้ แทนที่จะเชื่อฟังนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ เหมือนกับว่าโลกของเราย้อนกลับไปใน “ยุคมืด” ที่นักวิทยาศาสตร์ถูกนำมาขึ้นศาลเพียงเพราะพูดความจริงที่สวนทางกับความเชื่อผิดๆ ของคนยุคนั้น

ตัวอย่างการย้อนยุคที่เห็นได้ชัดคือกรณีของโรคหัดในสหรัฐ

ในปี 2000 สำนักงานควบคุมโรคของสหรับ (CDC) ได้ประกาศว่าโรคหัดถูกกำจัดในสหรัฐเนื่องจากโครงการฉีดวัคซีนที่เข้มงวดและข้อกำหนดของโรงเรียน แต่แล้วในปี 2019 มีคนติดโรคหัดในสหรัฐถึง 1,249 ราย เหมือนกับว่าสหรัฐที่เคยนก้าวหน้าทางการแพทย์ถอยหลังกลับไปสูช่วงก่อนทศวรรษที่ 2000

ความถดถอยนี้ไม่ใช่เพราะการแพทย์ไม่เจริญก้าวหน้า ตรงกันขามการแพทย์ของเราก้าวหน้าไปทุกวันๆ แต่คนทั่วไปไม่ก้าวหน้าตามวิทยาการแพทย์ สะท้อนให้เห็นว่าสติปัญญาของมนุษยชาติมีปัญหาหรือเปล่า? หรือไม่ก็ศักยภาพของมุนษย์ก้าวไม่ทันเทคโนโลยีหรือไม่?

เรื่องนี้อาจเป็นเพราะเราตกอยู่ในกับดักของยุคข้อมูลข่าวสาร ในยุคที่รับข้อมูลได้หลากหลายมากโดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย แต่ข้อมูลเหล่านั้นมีทั้งที่จริงและเท็จ และน่าเสียดายที่คนจำนวนไม่น่อยชอบเรื่องเท็จมากกว่าเรื่องจริง นั่นเป็นสาเหตุให้สติปัญญาของมนุษย์ (บางคน) สวนทางกับวิทยากาทางการแพทย์

ในช่วงทศวรรษที่ 2000 ที่โรคหัดหายไปจากสหรัฐ โซเชียลเน็ตเวิร์กยังไม่เกิดขึ้น สาธารณชนได้รับข้อมูลผ่านสื่อที่เชื่อถือได้และจากนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่เนื้อหาจำพวก “ความเห็น” และยิ่งไม่ใช่ “ความเท็จ”

แต่พอถึงทศวรรษที่ 2010 ทุกคนเริ่มหันมาแสดงความเห็นและเสพความเห็นในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ดูเหมือนว่าศักยภาพการไตรตรองข้อเท็จจริงของเราก็เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ

แต่จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่ความถดถอยของสติปัญญาอย่างเดียวที่ทำให้การฉีดวัคซีนถูกตั้งคำถาม

มันอาจจะมาจากความเฉลียวฉลาดในทางที่ผิดของมนุษย์บางคนที่ใช่เล่ห์กลทางการเมืองเพื่อขัดขวางการฉีดวัคซีน โดยไม่แยแสว่าชีวิตของเพื่อนมนุษย์จะล้มตายไปสักเท่าไร

ในระดับการเมืองโลก การปั่นให้วัคซีนโควิด-19 เป็นประเด็นการเมืองเกิดขึ้นในหลายประเทศ

เช่นในสหรัฐมีผลสำรวจความเห็นพบว่าครึ่งหนึ่งของพรรครีพับลิกันหรือผู้ที่ระบุว่าเคยลงคะแนนให้อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต้องการรอดูก่อนรับวัคซีนหรือบอกว่าจะไม่ยอมฉีดเลย และความลังเลใจในการฉีดวัคซีนในหมู่รีพับลิกันอาจขัดขวางการบรรลุภูมิคุ้มกันหมู่ในสหรัฐ

พวกรีพับลิกันหรือพวกอนุรักษ์นิยมที่หวงแหนเสรีภาพแบบอเมริกันนิยมจ๋านั้นยังกลัว “หนังสือเดินทางวัคซีน” อ้างว่าเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลมากเกินไป

เราจะเห็นตัวอย่างขอ เกรก แอ็บบ็อต (Greg Abbott) ผู้ว่าการรัฐเท็กซัสจากพรรครีพับลิกัน และรอน ดีแซนนติส (Ron DeSantis) จากฟลอริดาลงนามในคำสั่งของผู้บริหารรัฐห้ามไม่ให้หน่วยงานของรัฐและบริษัทต่างๆ บังคับให้ผู้บริโภคได้รับการฉีดวัคซีน – แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได่กลัวโรค แต่กลัวถูกละเมิดสิทธิ์

เรารู้กันว่าสหรัฐปกครองแบบสหพันธรัฐ แต่ละมลรัฐมีอำนาจปกครองตัวเองอย่างมาก หากรัฐหนึ่งเห็นว่ารัฐบาลกลางเข้ามายุ่มย่ามมากเกินไปกับเสรีภาพของพวกเขา พวกเขาก็จะขัดขืน ไม่เว้นแม้แต่ช่วงที่เกิดโรคระบาดการยึดมั่นถือมั่นทางการเมืองก็ยังขึ้นสมองแบบนี้

ความเห็นต่างหากทางการเมืองเป็นอุปสรรคแบบนี้ ต่อให้สหรัฐมี Pfizer กี่ล้านโดสก็ไม่พอ เพราะจำนวนไม่แทบไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่ประเทศนั้่นผู้มีความคิดทางการเมืองแตกต่างกัน แล้วดันเอาความเห็นต่างนั้นมาผสมปนเปกับการควบคุมโรค

ในเกาหลีใต้ที่ฉีด AstraZeneca ตั้งแต่ผู้นำยันประชาชนคนทั่วไป ก็ยังไม่วายที่จะมีการปั่นกระแสการเมืองต่อต้าน AstraZeneca

เมื่อเดือนมีนาคม ดร. ซง มัน-กี รองผู้อำนวยการหน่วยวิทยาศาสตร์ของสถาบันวัคซีนนานาชาติ (IVI) ให้สัมภาษณ์กับ Corona Fighters Live ถึงการปั่นประเด็นการเมืองกับวัคซีนตัวนี้ เขาบอกว่าน่าเสียดายที่บางคนกำลังถกเถียงกันเรื่อง AstraZeneca ด้วยเหตุผลทางการเมือง และประเด็นเรื่องการเมืองนี้ลุกลามมากจาการเอาวัคซีนตัวนี้มาเป็นเครื่องมือความขัดแย้งระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหภาพยุโรป

ดร. ซง มัน-กี ชี้ว่าเยอรมนียิ่งทำให้สับสนเข้าไปอีกโดยรายงานด้วยความเข้าใจเข้าใจผิดว่าประสิทธิภาพของวัคซีน AstraZeneca ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีอยู่ที่ 8% ในขณะที่ในความเป็นจริง 8% ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีควรใช้ AstraZeneca ทำให้ประเทศในยุโรปอื่นๆ รวมถึงฝรั่งเศสระงับการฉีดวัคซีน AstraZeneca ชั่วคราว ขณะที่สหราชอาณาจักรก็ไม่ได้รวบรวมข้อมูลให้คงามกระจ่างได้ทันการณ์ ทำให้ความเข้าใจผิดฝังรอยลึกยากจะแก้ไขแล้ว

อาการผลข้างเคียงของ AstraZeneca นั้นมีอยู่ แต่สิ่งที่สาธารณชนไม่ได้ใส่ใจคือคำว่า “Rare” นั่นคืออาการแบบนี้เกิดขึ้นได้ยากมากในอเตรา 1/350,000คน กระนั้นมันอาจจะถึงแก่ชีวิตได้เหมือนกัน

ดร. ซง มัน-กี ทิ้งวรรคทองให้ผู้นำประเทศได้ใส่ใจว่า “การเมืองและยุทธศาสตร์การฉีดวัคซีนเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป” เพราะในสถานการณ์ที่อลหม่านและเต็มไปด้วยความเข้าใจผิดแบบไม่ตั้งใจและตั้งใจให้ผิด ไม่มีทางที่ประชาชนจะมาฉีดวัคซีนอย่างว่าง่าย

ยิ่งหากประเทศนั้นมีความแตกยกทางการเมืองด้วยแล้ว ความพยายามฉีดวัคซีนยิ่งยากขึ้นไปอีก

ในบางประเทศมีความพยายามด้อยค่าทีมแพทย์และวิทยาศาสตร์ บางคนไปไกลถึงขนาดกระแนะกระแหนว่าการเรียกทีมแพทย์เป็น “นักรบชุดขาว” บ่งบอกถึงสังคมที่คลั่งไคล้การทำสงคราม!

การด้อยค่าทีมแพทย์แบบนี้มักมาจากคนที่ไม่ใช่แพทย์และไม่มีความรู้เรื่องแพทย์ แต่เป็นกลุ่มที่มีปากมีเสียงในสังคมนิยมคอมเมนต์ หรือที่เรียกว่าพวก “อินฟลูเอนเซอร์” เป็นกลุ่มคนที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจชี้นำสังคมทั้งๆ ที่ไม่มีทักษะวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับระบาดวิทยา

“อินฟลูเอนเซอร์” ที่ปล่อยข้อมูลเท็จ (Disinformation) เพียงไม่กี่คนมีผลทำให้ชีวิตคนหลายล้านคนได้รับผลกระทบไปด้วย

เช่น ข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านความเกลียดชังดิจิทัล (CCDH) เผยแพร่รายงานชื่อ The Disinformation Dozen พบว่า 2 ใน 3 ของเนื้อหาต่อต้านวัคซีนที่แชร์หรือโพสต์บน Facebook และ Twitter ในสหรัฐระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ถึง 16 มีนาคม 2021 มาจาก “อินฟลูเอนเซอร์” แค่ 12 คนเท่านั้น

“อินฟลูเอนเซอร์” ในที่นี้หมายถึงพวก Anti-vaxxer ตัวพ่อตัวแม่ที่มีเงินและมีคนติดตามจำนวนมาก ในประเทศไทยไม่มี “อินฟลูเอนเซอร์” ที่หากินกับกระแส Anti-vaxxer แต่ก็มีหลายคนทำตัวคล้ายๆ กัน ซึ่งเราไม่อาจทราบได้ว่าคนเหล่านี้ให้ข้อมูลผิดๆ เรื่องวัคซีนไปทำไม

อีกหนึ่งการวิจัยโดยสถาบัน Reuters เพื่อการศึกษาด้านวารสารศาสตร์พบว่า นักการเมือง, คนดัง, และบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ผลิตหรือเผยแพร่การกล่าวอ้างเท็จเกี่ยวกับไวรัสโคโรนา 20% และโพสต์ของพวกเขาคิดเป็น 69% ของการมีส่วนร่วมในโซเชียลมีเดียทั้งหมด

แทนที่จะไปเพิ่ม social media engagement กับโพสต์ของคุณหมอ (ที่ไม่มีอคติ) แต่พวกเราหลายคนกลับไปเพิ่มให้กับคนที่ไม่มีความรู้เรื่องหมอแถมยังกล่าวเท็จด้วยซ้ำ ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมโลกถึงวุ่นวายปานนี้

ในประเทศไทย พวก Anti-vaxxer/Vaccine hesitant ไม่เคยมีพลังอำนาจขนาดคนทั่วไปต้องกังวล แต่ตอนนี้การต่อต้านวัคซีนและด้อยค่าวิทยาศาสตร์มีโมเมนตัมรุนแรงมากถึงกับทำให้วงการแพทย์อ่อนล้า

ทีมแพทย์ต้องทุ่มเทแรงกายเพื่อสกัดกั้นการระบาดยังไม่พอ ยังต้องกลายร่างมาเป็นประชาสัมพันธ์ให้คนเลิกต่อต้านวัคซีนกันอีก มิหนำซ้ำเมื่อทีมแพทย์ประกาศอะไรออกมาก็ไม่เชื่อฟังซ้ำยังเย้ยหยัน แต่กลับเชื่อฟังอย่างเชื่องๆ กับ “คนดัง” ที่ไม่ความรู้เรื่องการช่วยชีวิตคน

เป็นวิวัฒนาการที่เหลือเชื่อจริงๆ ของสังคมไทย!

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

สตาร์ทอัพอินโดพัฒนาวัคซีนพาสปอร์ตแซงรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652758

วันที่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

สตาร์ทอัพอินโดพัฒนาวัคซีนพาสปอร์ตแซงรัฐบาลMy Health Diary สตาร์ทอัพด้านสุขภาพจากอินโดนีเซียกำลังพัฒนาโปรแกรมนำร่องวัคซีนพาสปอร์ต

ขณะที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ยังคงไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับวัคซีนพาสปอร์ต แต่นิเคอิ เอเชียระบุว่าภาคเอกชนอย่างบรรดาบริษัทสตาร์ทอัพในเอเชียกำลังเดินหน้าใช้ประโยชน์จากความสามารถทางเทคโนโลยีของตนเพื่อพัฒนาวัคซีนพาสปอร์ตสำหรับอำนวยความสะดวกในการเดินทางท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยหนึ่งในนั้นคือ My Health Diary บริษัทสตาร์ทอัพจากอินโดนีเซีย

แซงหน้ารัฐบาล?

My Health Diary เริ่มจากการพัฒนาแอปพลิเคชั่นหมอทางไกล (teledoctor) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และเมื่อเริ่มมีการระบาดของโควิด-19 แอปพลิเคชันดังกล่าวก็เพิ่มคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดมากขึ้นตลอดจนการเผยแพร่ข่าวสารและการสัมมนาผ่านเว็บ ที่สำคัญคือสามารถสำรองการตรวจหาเชื้อและการฉีดวัคซีนได้อีกด้วย

และตอนนี้ My Health Diary กำลังนำร่องโปรแกรมที่ตรวจสอบประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วเพื่อพัฒนาพาสปอร์ตสุขภาพหรือวัคซีนพาสปอร์ต โดยมีแนวคิดคือการติดอาวุธให้กับผู้ใช้ด้วยเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้อย่างเช่นสมาร์ทวอทช์ เพื่อติดตามและประเมินสุขภาพร่างกายของผู้ใช้ ตลอดจนประวัติการฉีดวัคซีน เพื่อนำไปออกบาร์โค้ดบ่งชี้ว่าผู้ใช้รายนั้นมีสภาพร่างกายที่แข็งแรงและเหมาะสมในการเดินทางหรือไม่

เฮอร์แมน หวง (Herman Huang) ผู้ก่อตั้งกล่าวว่า “ในไม่ช้าก็เร็วรัฐบาลต้องออกพาสปอร์ตสุขภาพแห่งชาติออกมา และผมเชื่อว่ามันสมเหตุสมผลที่รัฐบาลจะเลือกใช้แอปพลิเคชันที่สามารถปรับใช้และได้รับการยอมรับจากรัฐบาลและสถาบันต่างๆ ในภูมิภาค”

ปัจจุบันรัฐบาลอินโดนีเซียมี 2 ระบบที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นวัคซีนพาสปอร์ตได้คือ e-HAC บัตรแจ้งเตือนด้านสุขภาพที่นักเดินทางทุกคนต้องกรอกไม่ว่าเดินจากเข้ามาจากต่างประเทศหรือเดินทางภายในประเทศ และอีกระบบคือใบรับรองการฉีดวัคซีนดิจิทัลที่รัฐบาลออกให้

อย่างไรก็ตามหวงเชื่อว่าพาสปอร์ตสุขภาพที่พัฒนาโดยบริษัทสตาร์ทอัพนั้นคล่องตัวกว่าระบบของรัฐบาลและสามารถเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้รวดเร็วกว่า

รู้จัก My Health Diary

บริษัทสตาร์ทอีพจากอินโดนีเซียซึ่งพัฒนาแอปพลิเคชันด้านสุขภาพจากทีมแพทย์สำหรับให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพแก่ผู้ใช้แบบส่วนตัวโดยใช้เทคโนโลยี AI สำหรับให้ข้อมูลและคำแนะนำทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือได้ทุกเวลา ตลอดจนครอบคลุมถึงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

โดยฐานข้อมูลของโรคในแอปพลิเคชันมีกว่า 100 โรคซึ่งทีมงานจะยังคงอัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับโรคอื่นๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป

ด้วยการแชร์ข้อมูลผิดๆ จำนวนมากบนโลกออนไลน์ทั่วโลกรวมถึงในอินโดนีเซีย My Health Diary จึงได้จัดสัมมาออนไลน์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโควิด-19 แก่ประชาชนด้วยไม่ว่าจะเป็นแนวทางการควบคุมและป้องกันโรคอย่างการเว้นระยะห่าง, อาการของโรค, ชุดตรวจหาเชื้อ และการหลีกเลี่ยงข่าวปลอมในสื่อ เป็นต้น

“แอปพลิเคชันนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อแทนที่บทบาทของแพทย์ แต่เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสุขภาพแก่สาธารณชน” หวงกล่าวกับ Kompas.com เมื่อปี 2019

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ให้ผู้ใช้สามารถบันทึกข้อมูลประวัติทางการแพทย์ของตน หรือเพิ่มตารางเวลาของตัวเอง เช่น กำหนดการออกกกำลังกาย ตั้งเวลาสำหรับทานยา ให้ผู้ใช้ไม่ลืมกิจกรรมสำคัญในวันเวลาที่กำหนด รวมถึงสามารถค้นหาข้อมูลโรงพยาบาลได้อย่างสะดวกควบคู่ไปกับคุณสมบัติ GPS เพื่อให้สามารถค้นหาโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้อย่างง่ายดาย

Photo by CHAIDEER MAHYUDDIN / AFP