Luminar สตาร์ทอัพดาวรุ่งที่เกิดจากคนจบมัธยม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651021

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 18:00 น.

Luminar สตาร์ทอัพดาวรุ่งที่เกิดจากคนจบมัธยมLuminar Technologies สตาร์ทอัพยานยนต์ไร้คนขับจากเด็ก 17 กำลังมาแรงหลังได้อดีตพนักงานตัวท็อปจาก Tesla มาร่วมงานด้วย

Luminar Technologies บริษัทสตาร์ทอัพยานยนต์ไร้คนขับกำลังถูกพูดถึงอย่างหนักในแวดวงด้วยหุ้นที่พุ่งกระฉุดหลังจากที่สามารถดึงตัว Alan Prescott อดีตรองประธานฝ่ายกฎหมายและรักษาการที่ปรึกษาทั่วไปจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Tesla มาได้

การได้หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายคนใหม่ครั้งนี้ส่งผลให้หุ้นของ Luminar Technologies ปรับตัวขึ้นถึง 18.1% นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือสตาร์ทอัพรายนี้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี LiDAR (การวัดระยะด้วยแสงเลเซอร์) ซึ่ง Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ยืนกรานมาตลอดว่ามีราคาแพงเกินไปและไม่จำเป็นต่อการพัฒนายานยนต์ไร้คนขับ แต่ก็ดูเหมือนว่า Prescott จะให้การรับรองเทคโนโลยีดังกล่าว

ขณะนี้ Luminar Technologies สามารถระดมทุนได้รวมทั้งสิ้น 9.94 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐแม้ว่าจะเพิ่งก่อตั้งมาได้เพียง 9 ปีเท่านั้น และเพิ่งจะเปิดตัวในตลาดหุ้นไปหมาดๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว ส่งผลให้ Austin Russell ซีอีโอหนุ่มผู้ก่อตั้งบริษัทกลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านด้วยวัยเพียง 25 ปีเท่านั้น จนทำให้นิตยสารฟอร์บส์เรียกเขาว่าเป็นมหาเศรษฐีผู้สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเองที่อายุน้อยที่สุดในโลก

ความสำเร็จจากเด็กม.ปลาย

มหาเศรษฐีพันล้านวัยเพียง 25 ปีคงฟังดูน่าทึ่งแล้ว แต่ทุกคนจะทึ่งกว่านั้นเมื่อทราบว่าเส้นทางความสำเร็จนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ Austin Russell ยังไม่จบมัธยมปลายเลยเสียด้วยซ้ำ

Russell เคยให้สัมภาษณ์อัจฉรืยะของตนว่า ตนนั้นท่องจำตำแหน่งของธาตุในตารางธาตุได้ตั้งแต่อายุประมาณ 2 ขวบ และเริ่มเขียนซอฟต์แวร์ด้วยตนเองตั้งแต่ 11 ขวบ จากนั้น 2 ปีต่อมาเขาก็ยื่นจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ของตนเองเป็นครั้งแรก

ไม่นานหลังจากนั้น Russell เริ่มศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยี LiDAR ซึ่งเป็นที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากในขณะนี้ แต่ในตอนนั้นแทบจะยังไม่มีใครสนใจเลยเสียด้วยซ้ำ

เขาศึกษาจนรู้สึกว่าอยากนำไปต่อยอดจึงตัดสินใจก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพเกี่ยวกับยานยนต์ไร้คนขับโดยใช้เทคโนโลยี LiDAR จึงเกิดเป็น บริษัท Luminar Technologies ขึ้นมาด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปีในตอนนั้น

จากเงินแสนสู่ร้อยล้าน

Russell ก่อตั้ง Luminar ด้วยเงินทุน 100,000 เหรียญสหรัฐ ผ่านมา 9 ปีขณะนี้บริษัทสามารถระดมทุนได้ถึง 9.94 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐโดยการเปิดระดมทุนครั้งล่าสุดเพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ Luminar ยังร่วมมือกับบริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกโดยการพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี LiDAR ให้แก่หลายบริษัทด้วยกันรวมถึง Toyota และ Volvo

Luminar เคลมว่าเทคโนโลยี LiDAR ของตนเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพสูง และได้รับการยอมรับจากค่ายยานยนต์ยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ทั้งยังสามารถจับภาพได้ชัดกว่าคู่แข่งถึง 50 เท่า

ภาพโดย Collision Conf/Wikipedia

Bitcoin กำลังแสดงอาการขาลงหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651022

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 16:30 น.

Bitcoin กำลังแสดงอาการขาลงหรือไม่?นักวิเคราะห์และสื่อธุรกิจเริ่มจับตาแนวโน้มของ Bitcoin ที่อาจจะหมดแรงลง กลายสภาพจากจากตลาดกระทิงกลายเป็นตลาดหมี

เริ่มจากสำนักข่าว Bloomberg ที่รายงานว่าจนถึงกางสัปดาห์นี้ Bitcoin ก็ยังไม่ฟื้นตัวจากความสับสนในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาวะที่ยังไม่สามารถอธิบายได้และตอนนี้นักลงทุนต่างก็จับตาดูความเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของมันที่มีความผันผวน

ก่อนหน้านี้นักยุทธศาสตร์ของ JPMorgan Chase & Co. นำโดย Nikolaos Panigirtzoglou กล่าวว่าสองสามครั้งที่ผ่านมาพวกเขาเห็นการเคลื่อนไหวของราคาใน Bitcoin ในเชิงลบ แต่ผู้ซื้อกลับมากอบกู้สถานการณ์ทันเวลาเพื่อป้องกันการตกต่ำที่ลึกลงไป แต่คราวนี้พวกเขากลับกังวล เพราะหาก Bitcoin ไม่สามารถกลับมาสูงกว่า 60,000 ดอลลาร์ในไม่ช้าสัญญาณ โมเมนตัมจะพังทลายลง

ด้าน Michael Purves จาก Tallbacken Capital Advisors ทำการวิเคราะห์ทางเทคนิคเกี่ยวกับรูปแบบการซื้อขายของ Bitcoin พบว่าจุดสูงสุดล่าสุดของ Bitcoin ไม่ได้อิงกับดัชนีกำลังสัมพัทธ์ (Relative strength index – คือตัวบ่งชี้ทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์ตลาดการเงิน มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแผนภูมิจุดแข็งหรือจุดอ่อนในปัจจุบันและในอดีตของหุ้นหรือตลาดโดยพิจารณาจากราคาปิดของช่วงเวลาการซื้อขายล่าสุด) และเหนือสิ่งอื่นใดและโมเมนตัมที่พุ่งสูงของมันกำลังจางหายไป

เว็บไซต์ของ Fortune ก็ตั้งข้อสังเกตในทำนองเดียวกันโดยตั้งคำถามว่าตอนนี้ตลาดกระทิงของ Bitcoin สิ้นสุดลงแล้วหรือยังหลังจากพุ่งขึ้นมาถึง 700% นับตั้งแต่เดือนเมษายปีที่แล้ว? คำตอบก็คือ “อาจจะเป็นอย่างนั้น” David Z. Morris นักเขียนของ Fortune ให้เหตุผลว่า Bitcoin เป็นจำพวกหุ้นยุคการระบาดใหญ่ หรือ pandemic stock

ตัวอย่างของ pandemic stock เช่น Netflix ซึ่งเพิ่งจะประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกปรากฎว่ามีลูกค้าใหม่มีจำนวนทั้งสิ้น 3.98 ล้านคนหลุกจากเป้าคาดการณ์ 6.29 ล้านคนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ นอกจากนี้ยังมี Zoom ซึ่งตอนนี้ราคาหุ้นลดลง 45% จากระดับสูงสุดตลอดกาลถึงปลายปีที่แล้ว บริษัทเหล่านี้บูมในช่วงการระบาดใหญ่เพระาเป้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการล็อคดาวน์หรือติดอยู่กับบ้าน และตอนนี้ถึงช่วงขาลงของพวกมัน

David Z. Morris ชี้ว่า Bitcoin ก็เข้าข่ายธุรกิจที่บูทในช่วงการระบาดใหญ่ เพราะมีหลักฐานวาชาวอเมริกันใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไปซื้อ Bitcoin และนักลงทุนยังเข้ามาเล่นคริปโตเพราะติดอยู่กับล็อคดาวน์และเป็นการลงทุนมาแบบมาราธอนเพ 24 ชั่วโมงต่อวัน

Scott Minerd ซีไอโอของบริษัท Guggenheim ยังได้เตือนถึง“การปรับฐานครั้งใหญ่” ของ Bitcoin ในระยะเวลาอันใกล้นี้ โดยอ้างว่า Bitcoin นั้น “มีฟองมาก” และเขาคาดการณ์ว่าราคาของสกุลเงินดิจิทัลจะลดลง 50%

เขาบอกกับ CNBC ว่า Bitcoin ไปไกลเกินไปเร็วเกินไป “ผมคิดว่าเราสามารถดึง Bitcoin กลับมาที่ 20,000 ถึง 30,000 ดอลลาร์ซึ่งจะลดลง 50% แต่สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Bitcoin คือเราเคยเห็นการลดลงประเภทนี้มาก่อน”

อย่างไรก็ตาม Minerd ตั้งข้อสังเกตว่าเขาคิดว่าการปรับฐานครั้งใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของ “วิวัฒนาการตามปกติของตลาดกระทิงในระยะยาว”

Photo by JACK GUEZ / AFP

เพราะค่าแรงต่ำติดดิน คนอเมริกันจึงพึ่งพาทิป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650948

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 15:00 น.

เพราะค่าแรงต่ำติดดิน คนอเมริกันจึงพึ่งพาทิป เมื่อค่าจ้างพนักงานโดนหักแทบไม่เหลือ จึงเป็นหน้าที่ของลูกค้าที่ต้องให้ทิป?

การให้ทิปโดยทั่วไปแล้วอาจเป็นทางเลือกของผู้บริโภคว่าจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ แต่ในสหรัฐอเมริกาแล้วการให้ทิปนั้นถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ผู้บริโภคเหมือนจะถูกบังคับให้ต้องจ่ายทิป และการที่พนักงานเรียกทิปเพิ่มหรือต่อว่าหากลูกค้าไม่จ่ายทิปหรือจ่ายไม่ครบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก

ฟังดูอาจขัดใจใครหลายคนแต่หากได้ฟังเรื่องราวของผู้ที่ประกอบอาชีพบริการในสหรัฐแล้วคงเข้าใจมากขึ้น

ช่วงเวลาที่บรรดาร้านอาหาร บาร์ และร้านตัดผมเปิดให้บริการอีกครั้ง พนักงานหลายคนตั้งเผชิญกับเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19

Aaliyah Cortez คือหนึ่งในพนักงานเหล่านั้น เธอถ่ายใบเสร็จเงินเดือนของเธอลงในติ๊กต็อกเพื่อบอกเล่าความยากลำบากของอาชีพของเธอ เธอได้รับค่าจ้างอยู่ที่เพียง 2.13 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่เธอจะทำงาน 70.80 ชั่วโมง เธอควรจะได้ค่าจ้างทั้งหมด 150.81 เหรียญสหรัฐ แต่เมื่อหักภาษีและประกันสังคมไปแล้วเธอได้รับเงินเพียง 9.28 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

หรือกล่าวคือเธอทำงานกว่า 70 ชั่วโมงแต่ได้ค่าจ้างเพียง 290.96 บาท

ในทางกลับกันรายได้หลักของเธอกลับมาจากทิปที่ได้จากลูกค้า การถ่ายวิดีโอครั้งนี้ของเธอเพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการให้ทิปพนักงานบริการทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพนักงานร้านอาหาร บาร์เทนเดอร์ ช่างตัดผม เป็นต้น

แม้ว่าเธอจะทำเงินได้จากทิปที่ลูกค้าให้มาแต่ลูกค้าก็ไม่ได้ให้ทิปเสมอไป อย่างไรก็ตามเธอกล่าวว่าเธอไม่เห็นด้วยเลยที่รัฐกำหนดค่าแรงขั้นต่ำไว้น้อยเกินไปและคาดหวังว่าลูกค้าจะต้องให้ทิปพนักงานเพิ่ม

ขณะนี้ค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลกลางถูกกำหนดไว้ที่ 7.25 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง แต่ก็จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ โดยสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 12 ถึง 14 เหรียญสหรัฐอย่างเช่นรัฐแอริโซนา โคโลราโด แคลิฟอร์เนีย และวอชิงตัน ขณะที่ค่าครองชีพเฉลี่ยของชาวอเมริกันอยู่ที่ 5,000 เหรียญสหรัฐต่อเดือน

เมื่อเร็วๆ นี้วุฒิสภาได้ปฏิเสธความพยายามที่จะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลกลางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเยียวยาโควิด-19 โดยฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งตั้งเป้าที่จะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง

การออกมาตีแผ่ค่าแรงของเธอในครั้งนี้ทำให้เกิดความคิดเห็นแตกออกเป็น 2 เสียง บางฝ่ายก็มองว่าในโลกที่ค่าแรงขั้นต่ำเป็นเรื่องนั้นสร้างความทุกข์ทรมาน การให้ทิปก็เป็นสิ่งดีๆ ที่เราจะมอบให้กันเพื่อแสดงความมีน้ำใจและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

ขณะที่อีกฝ่ายตั้งคำถามว่าเป็นหน้าที่ของลูกค้าจะต้องให้ทิป หรือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องแก้ไขปัญหาค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่มีการปรับขึ้นมาหลายปีแล้ว

AP Photo/Don Ryan

แกะรอยเรือดำน้ำอินโดนีเซีย สูญหายพร้อมลูกเรือ 53 คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650987

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 14:00 น.

แกะรอยเรือดำน้ำอินโดนีเซีย สูญหายพร้อมลูกเรือ 53 คนเปิดประวัติความเป็นมาเรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 ของอินโดนีเซีย พบเคยยกเครื่องใหม่มาแล้ว 1 ครั้ง

ภารกิจค้นหาเรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 ของอินโดนีเซียที่ขาดการติดต่อพร้อมลูกเรือ 53 คน ระหว่างฝึกซ้อมทางทะเลนอกชายฝั่งเกาะบาหลี เข้าสู่วันที่ 2 โดยล่าสุดการค้นหาทางอากาศพบคราบน้ำมันที่ใกล้กับจุดที่เรือดำน้ำดำลงทะเล ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างออสเตรเลีย สิงคโปร์ และอินเดีย เตรียมส่งทีมช่วย  ต่อไปนี้คือประวัติความเป็นมาของเรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 

เรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 อยู่ในชั้น Cakra ของอินโดนีเซีย ต่อขึ้นในปี 1977 ที่เยอรมนี และเข้าประจำการในกองทัพอินโดนีเซียเมื่อปี 1981 ปัจจุบันเป็น 1 ใน 5 เรือดำน้ำที่ประจำการในกองทัพอินโดนีเซีย

เรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 เข้ารับการประกอบใหม่ที่เกาหลีใต้เป็นเวลา 2 ปี แล้วเสร็จเมื่อปี 2012 สำนักข่าว Antara ของอินโดนีเซียรายงานในขณะนั้นว่า การประกอบใหม่นี้เป็นการยกเครื่องโครงสร้าง ระบบนำทาง และอาวุธใต้น้ำและระบบโซนาร์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

Antara ระบุอีกว่า เรือดำน้ำลำนี้สามารถบรรทุกน้ำหนัก (deadweight) 1,395 ตัน มีความเร็วเดินทาง (cruising speed) อยู่ที่ 21.5 น็อต หรือ 39.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นเรือดำน้ำพลังดีเซลที่สามารถสลับมาใช้พลังงานจากแบตเตอรีไฟฟ้าขณะอยู่ใต้น้ำ บรรทุกลูกเรือได้ 34 คน และทนแรงบีบอัดของน้ำได้ที่ความลึกไม่เกิน 250 เมตร

ฮาดี จายานโต ผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโดนีเซียเผยกับรอยเตอร์สว่า เรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 อยู่ระหว่างการซ้อมรบทางเรือนอกชายฝั่งเกาะบาหลี และขาดการติดต่อราว 04.30 น.

แถลงการณ์ของกองทัพเรือระบุว่า เป็นไปได้ว่าระหว่างกำลังดำน้ำ กระแสไฟฟ้าอาจขัดข้องจึงทำให้เรือเสียการควบคุม และระบบฉุกเฉินก็ไม่ทำงาน จากนั้นเรือจึงดิ่งลงไปที่ความลึก 600-700 เมตร ซึ่งเกินจากความสามารถของเรือ ทั้งยังระบุอีกว่าทะเลในบริเวณที่เรือดำน้ำ KRI Nanggala-402 ซ้อมรบตื้นกว่าบริเวณอื่นของเกาะ แต่ก็อาจลึกกว่า 1,500 เมตร

ทางกองทัพเรือคาดว่าคราบน้ำมันที่ลอยออกมาอาจเป็นสัญญาณว่าเรือได้รับความเสียหาย หรืออาจเป็นการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือมาจากลูกเรือ

Photo by Handout / INDONESIA MILITARY / AFP

นาซาสกัดออกซิเจนจากบรรยากาศดาวอังคารสำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650990

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 12:30 น.

นาซาสกัดออกซิเจนจากบรรยากาศดาวอังคารสำเร็จหลังจากที่ปล่อยเฮลิคอปเตอร์บินบนดาวอังคารสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลกแล้วล่าสุดนาซาทำความสำเร็จต่อเนื่องด้วยการผลิตออกซิเจนเพื่อหายใจได้บนดาวอังคาร

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) เผยเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ในภารกิจสำรวจดาวอังคารว่าสามารถเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศของดาวอังคารให้เป็นออกซิเจนบริสุทธิ์ซึ่งสามารถหายใจได้ผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า “MOXIE” (Mars Oxygen In-Situ Resource Utilization Experiment) ซึ่งอยู่ภายในตัวถังของยานสำรวจ Perseverance ที่ลงจอดบนดาวอังคารเมื่อวันที่ 19 ก.พ.

อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถผลิตออกซิเจนออกมาได้ประมาณ 5 กรัมหรือเทียบเท่ากับการหายใจของนักบินอวกาศประมาณ 10 นาที

โดยนาซากล่าวว่าแม้จะเป็นปริมาณที่ไม่มากนักแต่นี่เป็นความสำเร็จแรกในการทดลองสกัดทรัพยากรธรรมชาติจากสิ่งแวดล้อมของดาวเคราะห์ดวงอื่นเพื่อให้มนุษย์ใช้โดยตรง

MOXIE ได้รับการออกแบบมาเพื่อผลิตออกซิเจนได้มากถึง 10 กรัมต่อชั่วโมง เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันนักวิทยาศาสตร์วางแผนที่จะใช้อุปกรณ์นี้อีกอย่างน้อย 9 ครั้งในช่วง 2 ปีข้างหน้าภายใต้เงื่อนไขและความเร็วที่แตกต่างกัน

ทรูดี กอร์เตส ผู้อำนวยการสาธิตเทคโนโลยีจากคณะกรรมการภารกิจด้านเทคโนโลยีอวกาศของนาซาระบุว่า MOXIE ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือแรกที่สามารถผลิตออกซิเจนบนดาวดวงอื่นเท่านั้น แต่เป็นเทคโนโลยีแรกที่เอื้อต่อภารกิจอาศัยบนดาวเคราะห์ดวงอื่นในอนาคต

MOXIE ทำงานผ่านกระแสไฟฟ้าซึ่งใช้ความร้อนสูงในการแยกอะตอมของออกซิเจนออกจากโมเลกุลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งคิดเป็นประมาณ 95% ของบรรยากาศบนดาวอังคาร โดยอีก 5% ประกอบด้วยโมเลกุลไนโตรเจนและอาร์กอนเป็นหลัก

ขณะที่ปริมาณออกซิเจนบนดาวอังคารมีอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสำรวจดาวอังคาร ทั้งใช้เพื่อการหายใจของนักบินอวกาศและยังเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับเชื้อเพลิงยานอวกาศซึ่งจำเป็นต้องใช้ในปริมาณมาก

จากข้อมูลของนาซาระบุว่าการส่งนักบินอวกาศ 4 คนขึ้นจากพื้นผิวดาวอังคารจะใช้เชื้อเพลิงจรวดประมาณ 15,000 ปอนด์ (7 เมตริกตัน) รวมกับออกซิเจน 55,000 ปอนด์ (25 เมตริกตัน)

Photo by Ryan LANNOM / NASA/JPL-CALTECH / AFP

สหรัฐจ่อตอบโต้ไทยทุ่มตลาดฟูกที่นอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650982

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 11:30 น.

สหรัฐจ่อตอบโต้ไทยทุ่มตลาดฟูกที่นอนคณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐพิจารณาตอบโต้ไทยและอีก 6 ประเทศทุ่มตลาดฟูกที่นอนกระทบอุตสาหกรรมในประเทศ

คณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (USITC) ประกาศเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ว่าอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการนำเข้าฟูกที่นอนจากประเทศไทยและอีก 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เวียดนาม, เซอร์เบีย และตุรกี ที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐกำหนดให้ซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม

โดยผลจากการพิจารณาของ USITC ล่าสุดนี้ไต่สวนแล้วพบว่ามีการทุ่มตลาดสินค้าดังกล่าวที่นำเข้าจากไทยและอีก 6 ประเทศข้างต้น คณะกรรมการทั้ง 5 คนลงมติเป็นเอกฉันท์ว่ากระทรวงพาณิชย์จะต้องออกคำสั่งต่อต้านการทุ่มตลาดสำหรับการนำเข้าฟูกที่นอนจากไทยและอีก 6 ประเทศ ตลอดจนออกคำสั่งเรียกเก็บภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากประเทศจีน

หลังจากที่เมื่อปีที่ผ่านมาบรรดาผู้ผลิตและภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมและบริการพันธมิตรระหว่างประเทศในสหรัฐได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการโดยระบุว่าอุตสาหกรรมในสหรัฐได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาดในราคาต่ำกว่าราคาที่ขายในประเทศ

ส่งผลให้คณะกรรมการต้องเปิดการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าประเภทฟูกที่นอนที่นำเข้าจากไทยและอีก 6 ประเทศข้างต้น รวมถึงเปิดไต่สวนการใช้มาตรการอุดหนุน (CVD) สินค้าดังกล่าวที่นำเข้าจากประเทศจีน

ทั้งนี้ USITC มีกำหนดประกาศผลการพิจารณาความเสียหายขั้นสุดท้ายในวันที่ 24 พ.ค.

ภาพโดย Yahquinn/Wikipedia

สหรัฐกดดันหนักแบล็กลิสต์ธุรกิจซุง-ไข่มุกกองทัพเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650973

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 10:35 น.

สหรัฐกดดันหนักแบล็กลิสต์ธุรกิจซุง-ไข่มุกกองทัพเมียนมาสหรัฐเดินหน้าลงดาบต่อขึ้นบัญชีดำธุรกิจกองทัพเมียนมาเพิ่มอีก 2 แห่ง  

กระทรวงการคลังสหรัฐขึ้นบัญชีดำบริษัทของกองทัพเมียนมาเพิ่มเติมอีก 2 แห่งคือ Myanma Timber Enterprise (MTE) และ Myanmar Pearl Enterprise (MPE) บริษัททำไม้และไข่มุกซึ่งเป็นธุรกิจส่งออกที่เป็นแหล่งรายได้ของกองทัพเมียนมา

การขึ้นบัญชีดำนี้ส่งผลให้เอกชนและบริษัทสัญชาติสหรัฐ รวมทั้งธนาคารไม่สามารถติดต่อทำธุรกิจกับสองบริษัทนี้ เพื่อเป็นการจำกัดไม่ให้บริษัทดังกล่าวเข้าถึงการค้าในระดับโลกและระบบการเงิน

นอกจากนี้ ทางการสหรัฐยังอายัดทรัพย์สินของทั้งสองบริษัทข้างต้นที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของสหรัฐ

แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยว่า “การกระทำของเราวันนี้เป็นการเน้นย้ำสารไปยังกองทัพเมียนมาว่า สหรัฐจะเดินหน้าเล่นงานช่องทางการหาเงินของกองทัพและทำให้กองทัพต้องรับผิดชอบกับการทำรัฐประหารและการใช้ความรุนแรง”

บลิงเคนกล่าวต่อว่า “เราจะเดินหน้าสนับสนุนชาวเมียนมาในการต่อต้านการทำรัฐประหารนี้ และเราเรียกร้องให้กองทัพยุติการใช้ความรุนแรง ปล่อยคนที่ถูกคุมขังโดยไม่เป็นธรรม และฟื้นฟูเส้นทางสู่ประชาธิปไตยของเมียนมา”

Environmental Investigation Agency ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับสากลที่ติดตามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าในเมียนมาและที่อื่นๆ เผยว่า กองทัพเมียนมาทำกำไรจากการส่งออกไม้สักผ่านบริษัท MTE

Photo by Thet AUNG / AFP

เมื่อดอลลาร์ระแวงหยวนดิจิทัล เปิดศึกชิงความเป็นเจ้าสกุลเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/650949

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 22:31 น.

เมื่อดอลลาร์ระแวงหยวนดิจิทัล เปิดศึกชิงความเป็นเจ้าสกุลเงินหลายคนพูดกันมานานหลายปีว่าอีกไม่ช้าเงินหยวนจะโค่นเงินเหรียญสหรัฐหรือเงินดอลลาร์ขึ้นมาเป็นสกุลเงินหลักของโลก

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าตั้งแต่ปี 2014 ธนาคารกลางของจีนได้ดำเนินโครงการที่เรียกว่า DCEP (Digital Currency Electronic Payment) มักเรียกกันว่า “หยวนดิจิทัล” (ภาษาจีนเรียกว่า ซู่จื้อ เหรินหมินปี้) เนื่องจากจะได้รับการสนับสนุนจากเงินหยวนและเริ่มรวบรวมธนาคารที่จะเข้าโครงการพัฒนา จนกระทั่งในปี 2020 ก็เริ่มใช้เมืองในใหญ่ 4 เมืองคือเซินเจิ้น, เฉิงตู, สยงอัน และซูโจว โดยจีนตั้งเป้าที่จะใช้ สกุลเงินใช้ DCEP ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2022

จนถึงตอนนี้เรายังไม่รู้ชัดว่าหยวนดิจิทัลใช้เทคโนโลยีอะไร แต่มันไม่เหมือนเงินคริปโตเคอร์เรนซี่อยาง Bitcoin ที่ใช้เทคโนโลยีบล็อคเชน และที่ต่างออกไปอีกอย่างคือคริปโตฯ เป็นเงินดิจิทัลที่ “กระจายอำนาจ” คือผลิตขึ้นมาโดยกิจกรรมของปัจเจกบุคล แต่เงินดิจิทัลหยวนเป็นเงินดิจิทัลที่ “รวมศูนย์” เพราะออกโดยธนาคากลางของจีน และที่กำลังเป็นประเด็นก็คือคริปโตฯ ทั่วๆ ไปปกปิดความลับเรื่องตัวตนผู้ใช้ได้รัดกุม ส่วนหยวนดิจิทัลทางการจีนอ้าว่าจะปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลเช่นกัน แต่ฝ่ายที่วิจารณ์จีนชี้ว่าจีนจะใช้เทคโนโลยีนี้แกะรอยธุรกรรมอยาวละเอียด

แต่ประเด็นที่ใหญ่ที่สุดสำหรับประเทศคู่กรณีของจีนคือกลัวกันว่าหยวนดิจิทัลจะมาแทนที่เงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลักของโลก มันมีความเป็นไปได้แค่ไหนกัน?

1. เมื่อวันที่ 16 เมษายน เจ้าหน้าที่อาวุโสของธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) แสดงทัศนะว่าเงินหยวนดิจิทัลของจีนไม่มีศักยภาพที่จะคุกคามสถานะของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองหลักของโลก และสกุลเงินดิจิทัลต้องการการสนับสนุนจากสาธารณะเป็นอันดับแรก

2. “สถานะของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลักทั่วโลกจะไม่เปลี่ยนไปอย่างง่ายดาย” คาซึชิเงะ คามิยามะหัวหน้าแผนกระบบการชำระเงินของ BOJ และผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบสกุลเงินดิจิทัลของญี่ปุ่นกล่าว “ในความเป็นจริง ความได้เปรียบของเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นอีกหากสหรัฐก้าวไปพร้อ มกับกระบวนการทำให้เป็นดิจิทัล”

3. ธนาคารกลางแห่งประเทศจีน (PBOC) เริ่มลงมือผลักดันสกุลเงินดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2014 และตอนนี้เริ่มขยับเข้าใกล้การเป็นธนาคารกลางรายใหญ่แห่งแรกที่เปิดตัวสกุลเงินเสมือนจริงโดยเปิดให้ทดลองใช้กับผู้บริโภคและธุรกิจในเมืองต่างๆทั่วประเทศ นั่นแสดงว่าจีนเริ่มแสวงหาการสนับสนุนจากสาธารณะแล้ว

4. อย่างไรก็ตาม อีก 1 วันหลังจากที่เจ้าหน้าที่ BOJ บอกว่าหยวนดิจิทัลจะยังไม่มีโอกาสแซงเงินดอลลาร์ โจวเสี่ยวชวน อดีตผู้ว่าการ PBOC ระหว่างปี 2002 – 2018 (เขาคือผู้ผลักดันคนสำคัญของจีนในการทำให้หยวนเป็นสากล) กล่าวในงาน Boao Forum ที่ประชุมด้านเศรษฐกิจที่เมืองปั๋วอ๋าว มณฑลไห่หนานทางตอนใต้ของจีนว่า แผนเริ่มต้นของจีนที่ริเริ่มสกุลเงินดิจิทัลไม่ได้มีแรงจูงใจที่จะใช้ข้ามพรมแดนและจะมุ่งเน้นไปที่การใช้สกุลเงินดังกล่าวในประเทศเป็นอันดับแรก

5. ต่อมาวันที่ 18 เมษายน หลี่ปั๋ว รองผู้ว่าการ PBOC คนปัจจุบันก็ย้ำอีกว่า เป้าหมายของจีนในการทำให้สกุลเงินหยวนเป็นสากลมากขึ้นไม่ใช่การแทนที่ดอลลาร์ และความพยายามในการสร้างหยวนดิจิทัลก็มีเป้าหมายเพื่อใช้ในประเทศ เขายังบอกด้วยว่าขณะนี้ธนาคารกลางของจีนกำลังทดสอบการใช้หยวนดิจิทัลในโครงการนำร่องต่างๆทั่วประเทศ ไม่มีไทม์ไลน์สำหรับการเปิดตัวทั่วประเทศ แต่ PBOC ตั้งใจที่จะเพิ่มขอบเขตของการทดสอบ

6. “ในส่วนของการทำให้เงินเหรินหมินปี้ (เงินหยวน) มีความเป็นสากลนั้น เราได้กล่าวหลายครั้งแล้วว่าเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ และเป้าหมายของเราไม่ใช่การแทนที่ดอลลาร์สหรัฐหรือสกุลเงินระหว่างประเทศอื่นๆ ผมคิดว่าเป้าหมายของเราคือการให้ตลาดมีตัวเลือก เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ”

7. หลี่ปั๋วกล่าวในงาน Boao Forum เช่นกันว่าแรงจูงใจสำหรับ e-Yuan ในตอนนี้อย่างน้อยก็มุ่งเน้นไปที่การใช้ภายในประเทศเป็นหลัก แต่ความสามารถในการใช้งานระหว่างประเทศเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมากและทางจีนยังไม่รีบเร่งที่จะหาทางแก้ไขใดๆ โดยเฉพาะ

8. แต่หลี่ปั๋วแย้มว่าถึงตอนนี้จะยังต้องใช้ในประเทศแต่อาจจะมีการใช้ข้ามพรมแดน “ในระยะยาว” การแย้มพรายออกมานี้สอดคล้องกับการที่มีรายงานของทางการสหรัฐเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้วมาแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไบเดนกำลังเพิ่มการตรวจสอบความคืบหน้าของจีนเกี่ยวกับเงินหยวนดิจิทัลท่ามกลางความกังวลว่าจีนอาจเริ่มต้นความพยายามในระยะยาวเพื่อแทนที่ดอลลาร์

9. มาถึงวันที่ 21 เมษายน โจวเสี่ยวชวนออกมาย้ำอีกครั้งใน Boao Forum เช่นกันอีกว่า เงินหยวนดิจิทัลซึ่งส่วนใหญ่จะใช้สำหรับการชำระเงินเพื่อการค้าปลีกในประเทศ แต่คราวนี้เขาแย้มพรายออกมา (เหมือนหลี่ปั๋ว) ว่าหยวนดิจิทัลมีแนวโน้มที่จะนำใช้สำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดนเหมือนกัน แต่การทำแบบนั้นต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนเช่นข้อจำกัดเพราะมันอาจไปพัวพันกับการฟอกเงินและการระดมทุนของผู้ก่อการร้ายและการพนัน (แต่โปรดสังเกตว่าเมื่อปีก่อนๆ PBOC กลับอ้างว่าสามารถใช้เงินหยวนดิจิทัลเพื่อลดการฟอกเงิน, การพนัน, การทุจริต และการจัดหาเงินทุนเพื่อการก่อการร้าย)

10. โจวเสี่ยวชวนย้ำว่าการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่านเงินหยวนดิจิทัลไม่ใช่เรื่องง่ายเขากล่าว “เราไม่สามารถเร่งมันได้” และเงินหยวนดิจิทัลจะขึ้นอยู่กับสถานะการยอมรับในระดับสากลของเงินหยวน (หมายถึงเงินจริง หรือ Fiat money) สถานะนี้ก็ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของจีน, เสถียรภาพของสกุลเงิน และความสามารถในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของเงินหยวน

11. โจวเสี่ยวชวนตอบเรื่องความกังวลจากต่างประเทศว่าเงินหยวนดิจิทัลอาจเป็นภัยคุกคามต่อระบบการเงินโลกที่มีอยู่ มีบางส่วนในสหรัฐได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับท่าทีของจีนที่จะหวังโค่นเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลักของโลก แต่โจวเสี่ยวชวนบอกว่า “ในความเป็นจริงมันจะไม่ร้ายแรงขนาดนั้น” เขากล่าวว่าเงินหยวนยังคงตามหลังดอลลาร์ในแง่ของการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

12. การออกมาพูดพร้อมๆ กันของระดับบริหารของธนาคารกลางจีนเป็นสิ่งที่น่าสังเกตมาก เหมือนเป็นการออกตัวว่า “เงินหยวนไม่ใช่ศัตรูของดอลลาร์” ซึ่งเราอาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็นการสงวนท่าทีเพื่อหลีกเลี่ยงอะไรบางอย่าง เมื่อเทียบกับท่าทีของจีนก่อนหน้านี้แล้วเรียกว่าตรงกันข้ามเลย โดยเฉพะในยุคของโจวเสี่ยวชวนที่ผลักดันให้เงินหยวนเป็นสากลมากขึ้น

13. “อะไรบางอย่าง” อาจมาจากรายงานของ Bloomberg อ้างถึงคนที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ว่ารัฐบาลสหรัฐเพิ่มการตรวจสอบหยวนดิจิทัลของจีน เจ้าหน้าที่รัฐบาลบางคนกังวลว่าสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจีน “อาจเริ่มต้นการแผนการระยะยาวเพื่อโค่นเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองที่โดดเด่นของโลก”

14. นอกจากกลัวว่าจะถูกโค่นจากเบอร์หนึ่งแล้ว ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลัง, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงกลาโหม และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐกำลังเพิ่มความพยายามในการทำความเข้าใจผลกระทบต่อสหรัฐที่อาจเกิดขึ้นจากสกุลเงินดิจิทัลของจีน เช่นว่าเงินหยวนดิจิทัลจะถูกแจกจ่ายอย่างไร และสามารถใช้เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐได้หรือไม่ ในขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ประสานด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะออก “ดอลลาร์ดิจิทัล” แต่ก็ถือว่าช้ากว่าธนาคารกลางอื่นๆ เป็นอยางมากยิ่งไม่ต้องไปเทียบกับจีน

15. ท่าทีของจีนต้องถ่อมตนเข้าไว้เพราะเอาแค่ในปีนี้สหรัฐพูดถึงหยวนดิจิทัลบ่อยครั้งจนน่ากลัวทั้งภาครัฐและภาคเอ็นจีโอที่ทำงานประสานกับภาครัฐของสหรัฐ เช่นศูนย์ Center for New American Security (CNAS) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐและการผงาดของเอเชียในฐานะศูนย์กลางอำนาจระดับโลก พวกเขาออกรายงานเล่มหนึ่งคือ “สกุลเงินดิจิทัลของจีน: เพิ่มข้อมูลทางการเงินให้กับเผด็จการดิจิทัล” ซึ่งวิเคราะห์การถือกำเนิดของหยวนดิจิทัลไว้หลายแง่มุม ด้วยทัศนะที่ตั้งธงไว้ว่าจีนต้องใช้งานมันเพื่อเสริมการปกครองแบบอำนาจนิยมแน่นอน 

16. โปรดสังเกตว่าก่อนหน้าที่หยวนดิจิทัลจะแรงๆ ขึ้นมาจนถูกจับตา “กูรู” ไปจับตากันที่เงินหยวนจริงๆ ว่าจะเป็นเงินสกุลหลักของโลกบางคนที่เชียร์จีนหนักๆ ถึงกับคิดว่าหยวนจะแทนที่ดอลลาร์ในที่สุด ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปยากมาก แม้แต่รัฐบาลสหรัฐเองก็ไม่ยี่หระกับการวิเคราะห์ทำนองนี้ แต่กับหยวนดิจิทัล หรือ DCEP แล้วสหรัฐมีปฏิกิริยาตรงกันข้ามเลยทีเดียว เพราะมันเอี่ยวกับการเมืองและมันยังดูมีอนาคตมากทีเดียว

17. ในเวลานี้ดูเหมือนว่าจีนเล็งเป้าไว้ที่การใช้ภายในประเทศ และไม่น่าจะเป็นการสับขาหลอกสหรัฐ เพราะจีนมีความจำเป็นที่จะต้องรวมศูนย์เศรษฐกิจให้อยู่ในกำมือรัฐบาลมากขึ้น เราเห็นการเบรกฟินเทคและเล่นงานบริษัทใหญ่ด้วยข้อหาผูกขาดตลา นั่นไม่ใช่การตั้งข้อหาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่น่าจะมีเหตุมาจากจีนต้องการรวบอำนาจธุรกิจการเงินก่อนที่มันจะคุมได้ยากเกินไป เพราะที่ผ่านมาหลายปีบริษัทใหญ่ เช่น Alibaba และ Tencent มีอิทธิพลในชีวิตของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะระบบเพย์เมนต์

18. อย่างรายงานของ CNAS ระบุว่า “กลยุทธ์ DCEP ของ PBOC ได้รับแรงจูงใจจากหลายปัจจัย การครอบงำของบริษัทชำระเงินมือถือส่วนตัวในจีนทำให้บริษัทเหล่านั้นมีบทบาทในการค้าปลีก ทำให้บริษัทเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในระบบเศรษฐกิจ PBOC กำลังมองหาสกุลเงินดิจิทัลเพื่อควบคุมส่วนแบ่งการตลาดและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีของบริษัทการเงินเอกชนและเพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเงินของผู้บริโภคชาวจีนได้ดีขึ้น”

19. ทางการจีนจะไม่เข้าไปขวางระบบเพย์เมนต์ เพียงแต่จะเป็นผู้ผลิตเงินในระบบดิจิทัล แล้วเวลาใช้งานประชาชนจะมีสิทธิ์เลือกระบบเพย์เมนต์หรือกระเป็าเงินดิจิทัลของบริษัทต่างๆ ได้ การที่ธนาคารกลางเป็นผู้กำหนดเงินดิจิทัลด้วยตัวเองจะยิ่งทำให้ระบบเพย์เมนต์ถูกผูกขาดน้อยลง และบริษัทอื่นๆ เขามาเป็นตัวเล่นใหม่ๆ ในธุรกิจนี้มากขึ้น และธนาคารกลางจะไม่เข้าไปแทรกแซง ณ จุดนี้ แต่จะพัฒนาให้มันก้าวหน้ายิ่งขึ้น เช่น ทำให้มันเป็นระบบเพย์เมนต์ที่ทำงานออฟไลน์ได้เพียงแค่แตะสมาร์ทโฟนก็จ่ายเงินได้แล้ว

20. จะเห็นได้ว่าแม้ว่าจีนจะย้ำว่าหยวนดิจิทัลเอามาใช้ในประเทศในระยะเฉพาะหน้า แต่มันมีความเย้ายวนใจมากในแง่เทคโนโลยีจนในระยะยาวมันอาจจะเป็นสกุลเงินหลักของโลกได้จริงๆ และความที่สหรัฐต้วมเตี้ยมมากในเรื่องนี้ สหรัฐก็จะหาวิธีการสกัดหยวนดิจิทัลด้วยการประโคมว่ามันไม่ปลอดภัยในแง่ความเป็นส่วนตัว เพราะระบบบงการโดยรัฐบาลจีน ไม่ว่าจีนจะย้ำว่าหยวนดิจิทัลรักษาความเป็นส่วนตัวแค่ไหนก็ตาม มันก็ยังเป็นจุดอ่อนอยู่ดี

21. รายงานของ CNAS ระบุว่า “การผลักดันสกุลเงินดิจิทัลนี้เป็นก้าวสำคัญในการขยายอำนาจเผด็จการทางดิจิทัลของพรรคโดยเพิ่มข้อมูลทางการเงินแบบเรียลไทม์ลงในกลยุทธ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนสำหรับการกำกับดูแลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความก้าวหน้าของ PBOC กับ DCEP จะช่วยเสริมและน่าจะช่วยหนุน – ความพยายามของปักกิ่งในการใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการเฝ้าระวังภายในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น สิ่งที่จะยากขึ้นสำหรับปักกิ่งคือการโน้มน้าวคนอื่น ๆ ทั่วโลกว่าเงินหยวนดิจิทัลใหม่ทำให้สกุลเงินจีนน่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับการเงินทั่วโลก”

22. ดังนั้นเราจึงเห็นว่าสหรัฐย้ำจุดอ่อนเรื่องนี้ให้คนเคลือบแคลงหยวนดิจิทัลมาตลอดและเร่งขึ้นในปีนี้ว่ามันจะเป็นเครื่องมือทางการเมืองของพรรคคิมมิวนิสต์จีน (เราจะเห็นได้ว่าระยะหลังสหรัฐปลุกผีคอมมิวนิสต์มาโจมตีจีนบ่อยๆ เหมือนสมัยสงครามเย็น) หากจีนไม่หวังจะแทนที่ดอลลาร์จริงๆ ก็คงจะไม่ต้องกังวลกับการโจมตีนี้ แต่ถ้าระบบของจีนดีจริงต่อให้มีจุดน่ากังวลแค่ไหนหากชาวโลกรับได้ ในที่สุดมันก็มีโอกาสท้าทายดอลลาร์ได้เหมือนกัน

23. โอกาสที่มันจะถูกทำให้หยวนดิจิทัลเป็นสากลก็คือมันอาจจะถูกใช้โดยประเทศที่ต้องการหลีกเลี่ยงเงินดอลลาร์ เช่นประเทศที่เป็นคู่กรณีกับสหรัฐหรือถูกสหรัฐคว่ำบาตรทางการค้า ที่ผ่านมาสหรัฐใช้เงินดอลลาร์เป็นอาวุธมาโดยตลอด แม้ว่ามันจะเป็นเงินสกุลหลักของโลกและเป็นทุนสำรองหลัก แต่ประเทศต่างๆ ทั้วที่เป็นศัตรูและเป็นพันธมิตรล้วนกังวลกับการถือดอลลาร์มากเกินไป – เพราะไม่รู้ว่าวันไหนมันจะถูกสหรัฐใช้เป็นอาวุธโจมตี

24. หากมองในแง่การปกครองแบบรวมศูนย์ที่จีนใช้อยู่การควบคุม Big data เป็นสิ่งที่ต้องทำและหยวนดิจิทัลจะช่วยสร้างคลังข้อมูลมหาศาลในการจับตาความเคลื่อนไหวของประชาชน แต่ระบบแบบนี้ใช้กับที่อื่นได้ยากโดยเฉพาะประเทศประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ให้ค่าความเป็นส่วนตัวสูง นี่เป็นค่านิยมการเมืองที่ต่างกันของสองโลกคือ โลกของจีนที่นิยม Collectivism และโลกตะวันตกที่เป็น Individualism และสะท้อนมาที่ระบบการเงินแห่งอนาคตด้วย บางทีในอนาคต การเมืองและเศรษฐกิจโลกอาจจะแยกกันด้วยสองแนวคิดนี้ก็เป็นได้

AFP PHOTO / Fred DUFOUR

Stocks rebound as dip buyers fuel reopening trade #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40000085

Stocks rebound as dip buyers fuel reopening trade


Stocks snapped a two-day drop as dip buyers emerged, fueling a rally in companies that stand to benefit the most from an economic revival. Treasuries were little changed.

Stocks rebound as dip buyers fuel reopening trade

Most major groups in the S&P 500 rose, with raw-material, energy and industrial shares leading the charge. A gauge of small caps climbed more than 2%, outperforming major benchmarks. CSX Corp. paced gains in the Dow Jones Transportation Average after a strong revenue outlook. Netflix Inc. tumbled on disappointing subscriber figures. The Canadian dollar advanced as the nation’s central bank said it’ll pare back asset purchases and move up its expected timeline for potential rate hikes.

Equities rebounded as traders sifted through corporate results for signs on whether an anticipated jump in profits would bring with it forecasts for stronger growth. Earlier losses were driven by concern over a flare-up in coronavirus cases around the world that could jeopardize an economic rebound, with stocks trading near their all-time highs.

“Investors are trying to figure out what’s going to accelerate through the reopening based on earnings and guidance, while simultaneously keeping an eye on any reports of a coronavirus resurgence globally,” said Mike Loukas, chief executive officer at TrueMark Investments. “It’ll be a tug-of-war for direction on certain days.”

Earnings season may be just the spark the Russell 2000 needs after trailing major benchmarks this month. The gauge’s revenue is set to grow by 8.7%, beating the S&P 500’s by 226 basis points, wrote Bloomberg Intelligence’s Michael Casper and Gina Martin Adams. The small-cap index’s cyclical sectors — led by raw-material, financial and consumer-discretionary companies — are expected to drive the sales growth, according to analysts’ consensus estimates.

These are some of the main moves in markets:

Stocks

The S&P 500 climbed 0.9% at 4 p.m. EDT.

The Stoxx Europe 600 Index rose 0.7%.

The MSCI All-Country World Index gained 0.4%.

Currencies

The Bloomberg Dollar Spot Index decreased 0.1%.

The euro was little changed at $1.2034.

The Japanese yen was little changed at 108.07 per dollar.

Bonds

The yield on 10-year Treasurys fell one basis point to 1.55%.

Germany’s 10-year yield was unchanged at -0.26%.

Britain’s 10-year yield climbed one basis point to 0.74%.

Commodities

West Texas Intermediate crude fell 2.7% to $61 a barrel.

Gold gained 0.9% to $1,794.90 an ounce.

Published : April 22, 2021

By : Syndication Washington Post, Bloomberg · Rita Nazareth, Kamaron Leach

Biden says guilty verdict in Floyd murder offers a chance at reform #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40000084

Biden says guilty verdict in Floyd murder offers a chance at reform


WASHINGTON – Almost immediately after former Minneapolis police officer Derek Chauvin was found guilty of murdering George Floyd late Tuesday afternoon, President Joe Biden was on the phone from the Oval Office, eager to talk to Floyds family.

Biden says guilty verdict in Floyd murder offers a chance at reform

“At least, God, now there is some justice,” Biden told a tearful family, gathered in a courthouse hallway and crowded around with the president on speakerphone. “We’re all so relieved . . . Guilty on all three counts. It’s really important.”

The family urged him to ensure police reform was accomplished, that the moment was used to usher in new change in a country grappling with frequent spasms of violence and an underpinning of racial unrest.

“You got it, pal,” Biden said, in video captured by family attorney Ben Crump. “That and a lot more . . . This gives us a shot to deal with genuine, systemic racism.”

He then offered to bring them to Washington on Air Force One.

The guilty verdicts on all counts against Chauvin, who is White, for killing Floyd, who was Black, makes this case different than many previous ones – creating a potential inflection point for a president who made racial equity and police reform a centerpiece of his presidential campaign, but who hasn’t yet placed it at the forefront of his presidency.

In a striking scene, the man who was the vice president to the nation’s first Black president was joined by the woman he chose as the nation’s first Black vice president. The two of them watched the verdict together in the Private Dining Room at the White House before calling the family afterward and then offering back-to-back remarks to the nation.

“Black Americans, and black men in particular, have been treated throughout the course of our history as less than human,” Harris said in raw and pointed remarks. “Black men are fathers. And brothers. And sons. And uncles. And grandfathers. And friends. And neighbors.”

A president who never marched for civil rights – even though at times he claimed he did – and who admittedly was the one wearing a suit jacket rather than the flak jackets or tie-dyed shirts of 1960s protesters is now in a unique role at a unique moment in history.

Biden on Tuesday was not necessarily soothing a skittish nation – one that was prepared for widespread protests, with helicopters hovering over boarded-up downtowns around the country – but instead is now attempting to create momentum for police reform.

“This can be a moment of significant change,” Biden said. “We have a chance to change the trajectory in this country.”

His remarks to the nation came hours after he made extraordinary comments earlier in the day as the jury was still deliberating, saying that he viewed the evidence as “overwhelming” and said he was praying for “the right verdict.”

Floyd’s death nearly a year ago, and the national protests that came afterward, were a key moment for Biden’s presidential campaign. They triggered new policies and commitments, and prompted Biden to make his calls for racial equity and an overhaul of the criminal justice system a more central element of his message.

The death spurred Biden to make one of his first trips after a lengthy period of staying at home due to the coronavirus pandemic, traveling to visit the Floyd family in Houston and developing a personal connection that he has often referenced since. He also recorded a video that played at the funeral.

“The original sin of this country still stains our nation today, and sometimes we manage to overlook it,” he said four days after Floyd’s death. “None of us can turn away. None of us can be silent. None of us can any longer, can we hear the words ‘I can’t breathe’ and do nothing.”

He said that it was “a national crisis” that called out for “real leadership.”

“It’s going to require those of us who sit in some position of influence to finally deal with the abuse of power,” he said.

Yet for Biden’s first three months in office, there has not been a concerted push for police reform – even as there have been a number of high-profile shootings. He has abandoned his pledge to form a police oversight commission. White House officials have pointed toward appointments he has made at the Justice Department, and insist they will investigate police misconduct.

Biden supports congressional legislation named after Floyd, but officials have not detailed efforts Biden has made to ensure its passage, the way he has on other top priorities like covid relief legislation.

Fatal police shootings have remained constant since The Washington Post began tracking them in 2015, and there has been little change since Biden took office. There have been 274 shootings so far this year, putting it on course to be the same number this year – around 1,000 – as it has been in recent years without a major shift in police culture or restrictions on gun ownership.

“Enough. Enough. Enough of the senseless killings,” Biden said in his remarks on Tuesday evening.

“Today’s verdict is a step forward,” he added. “Such a verdict is also much too rare. For so many people it seems like it took a unique convergence of factors.”

He said that having a killing that took place in broad daylight – extending for nearly 10 minutes and captured on video – highlighted in full view what many Black Americans deal with daily. He also noted how remarkable it was that fellow police officers testified against Chauvin, rather than close ranks around him.

“Most men and women who wear the badge serve their communities honorably,” Biden said. “But those few who fail to meet that standard must be held accountable . . . Today’s verdict sends that message. But it’s not enough. It can’t stop here.”

Biden has been closely following the trial and he called Floyd’s brother Philonise on Monday after the jury was sequestered.

“They’re a good family,” Biden said earlier on Tuesday. “And they’re calling for peace and tranquility no matter what that verdict is.”

But Biden also went further, calling the evidence for a guilty verdict “overwhelming,” an unusually blunt assessment from the White House on a volatile case that has not yet been decided.

“I’m praying the verdict is the right verdict, which is, I think – it’s overwhelming, in my view,” Biden said.

He added: “I wouldn’t say that unless the jury was sequestered now.”

While the comments may not have had any bearing on the case itself, they were highly unusual from a president and could provide another reason for Chauvin’s defense to argue the trial has not been fair.

Making Biden’s comments even more notable, the state judge overseeing the case had warned Monday that politicians should avoid publicly opining on the case. That rebuke was aimed at Rep. Maxine Waters, D-Calif., who on Saturday night said protesters should “stay on the street” and “get more confrontational” if there is not a guilty verdict.

Judge Peter Cahill denied the defense’s motion for a mistrial because of Waters’s comments, though he said that they may have given the defense attorney a reason to file an appeal.

Biden’s comments drew swift criticism from lawyers, including some usually sympathetic to him.

“No sitting President should be publicly weighing in on how a jury should rule in a pending criminal matter,” tweeted Bradley Moss, a lawyer who specializes in national security. “No president, liberal or conservative, democrat or republican.”

As president, Donald Trump was often criticized by Democrats and legal ethicists for giving his opinion on legal matters that were not yet resolved, especially if they were under the jurisdiction of federal officials. Chauvin’s trial is being handled by the state of Minnesota.

After Biden made the comments Tuesday, White House press secretary Jen Psaki stressed that he had waited until after the trial was completed and the jury was sequestered to offer any opinion, arguing that meant he was not infringing on the prospect of an impartial decision.

“I don’t think he would see it as weighing in on the verdict,” Psaki said. “He was conveying what many people are feeling across the country, which is compassion for the family, what a difficult time this is, what a difficult time this is for many Americans across the country who have been watching this trial very closely.”

Later in the day, in the call with Floyd’s family after the verdict, Biden referenced the compassion he felt for them. He spoke specifically of Floyd’s young daughter, Gianna, and pointed to her as a rallying cry.

“I keep thinking of her words, ‘Daddy’s gonna change the world,’ ” Biden told the family. “Well, we got a shot to make change.”

Published : April 22, 2021

By : The Washington Post · Matt Viser