นักวิจัยชี้ ‘ห้องแล็บกัมพูชา-ท่อระบายน้ำไทย’ ไม่ใช่ที่หาต้นตอโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647192

วันที่ 06 มี.ค. 2564 เวลา 12:50 น.นักวิจัยชี้ ‘ห้องแล็บกัมพูชา-ท่อระบายน้ำไทย’ ไม่ใช่ที่หาต้นตอโควิด-19นักวิจัยชี้มีเชื้อโคโรนาไวรัสในค้างคาวที่ใกล้เคียงกับเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่มากกว่าที่พบในกัมพูชาและไทย

สำนักข่าวเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ รายงานว่าคณะนักวิจัยทางการแพทย์พบตู้แช่แข็งของห้องปฏิบัติการในกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา และท่อระบายน้ำชลประทานของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในไทย ไม่ใช่สถานที่แกะรอยต้นกำเนิด Covid-19

คณะนักวิจัยจากสถาบันปาสเตอร์ (Institut Pasteur) ในกัมพูชา ศึกษาตัวอย่างที่เก็บจากค้างคาวมากกว่า 400 รายการ และเก็บรักษาไว้ในตู้แช่แข็งของธนาคารทรัพยากรชีวภาพ พบว่าเชื้อไวรัสโคโรนาจากค้างคาวอายุนับสิบปีรายการหนึ่ง มีลักษณะใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (Sars-CoV-2) ที่ก่อ Covid-19 ถึงร้อยละ 92.6 จึงนับเป็นหนึ่งในเชื้อไวรัสโคโรนากลุ่มแรกที่ถูกค้นพบนอกจีน

อย่างไรก็ดี คณะนักวิจัยของกัมพูชาไม่พบข้อบ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสโคโรนาจากค้างคาวรายการดังกล่าว ทำให้เกิดการติดเชื้อในมนุษย์ เหมือนเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ด้านผลการศึกษาอีกฉบับของคณะนักวิจัยในไทย ซึ่งเก็บตัวอย่างจากค้างคาวที่อาศัยอยู่ในท่อระบายน้ำชลประทานของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งหนึ่ง จำนวน 100 ตัว พบเชื้อไวรัสโคโรนารายการหนึ่ง มีลักษณะใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ถึงร้อยละ 91.5 ในระดับทั้งจีโนม

หวังหลินฟา ผู้อำนวยการโครงการโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ สังกัดโรงเรียนแพทย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์และมหาวิทยาลัยดุ๊กแห่งสหรัฐ (Duke-NUS Medical School) ในสิงคโปร์ เผยว่าผลตรวจเลือดแสดงข้อบ่งชี้ค้างคาวบางส่วนเคยติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ก่อโรค Covid-19 มากกว่าเชื้อไวรัสโคโรนาที่พบในไทย

รายงานระบุว่าการค้นพบเหล่านี้บ่งชี้ว่ามีเชื้อไวรัสโคโรนาที่เชื่อมโยงกับโรค Covid-19 กระจายตัวเป็นวงกว้างในเอเชีย โดยหวังกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่เชื้อไวรัสโคโรนาในบรรพบุรุษค้างคาวหรือเชื้อไวรัสโคโรนาในสัตว์ตัวกลาง ซึ่งอาจเป็นต้นตอเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ มีแนวโน้มอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีค้างคาวชุกชุมมากกว่าในจีน”

Photo by STEEVE JORDAN / AFP

ทูตเมียนมากว่า 10 คนทำอารยะขัดขืนไม่ร่วมงานกับรัฐบาลทหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647181

วันที่ 06 มี.ค. 2564 เวลา 10:50 น.ทูตเมียนมากว่า 10 คนทำอารยะขัดขืนไม่ร่วมงานกับรัฐบาลทหารทูตเมียนมากว่า 10 คนที่ประจำอยู่ต่างประเทศประกาศจะไม่ทำงานให้รัฐบาลทหาร

สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า ทูตเมียนมากว่า 10 คนที่ประจำการอยู่ในต่างประเทศประกาศว่าจะไม่ทำงานให้กับกองทัพเมียนมา หลังจากทหารและตำรวจใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างหนักจนเกิดเหตุการณ์นองเลือดมีผู้เสียชีวิตถึง 38 คนเมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มี.ค. เจ้าหน้าที่ทางการทูต 5 คนที่ประจำการอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตเมียนมาในกรุงวอชิงตันดี.ซี.ของสหรัฐประกาศว่าพวกเขากำลังจะเข้าร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหวอารยะขัดขืน (CDM) และจะไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลรัฐประหาร

เจ้าหน้าที่ทั้ง 5 คนเผยว่า รู้สึกเศร้าและหดหู่ที่กองทัพทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งและใช้กำลังรุนแรงกับผู้ชุมนุมที่เคลื่อนไหวด้วยสันติวิธี

เช่นเดียวกับ อู อ่อง จ่อ หน่าย ทูตที่ปรึกษาประจำสถานทูตเมียนมาในนครลอสแองเจลิสที่ทำงานอยู่ในกระทรวงการต่างประเทศมาเกือบ 30 ปี ประกาศเช่นกันว่าจะเข้าร่วมทำอารยะขัดขืนตั้งแต่วันศุกร์เป็นต้นไป

อู อ่อง จ่อ หน่ายเผยว่า ตัดสินใจเข้าร่วม CDM หลังจากรู้สึกสลดใจกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่กองทัพปราบปรามและสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต 38 คน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทูตเมียนมาอีก 3 คน ซึ่งรวมถึงเลขานุการเอกและเลขานุการโท ที่ประจำการ ณ สำนักงานผู้แทนถาวรเมียนมาประจำสหประชาชาติที่กรุงเจนีวา ก็ประกาศจะยืนเคียงข้างประชาชนชาวเมียนมาที่กำลังยืนหยัดต่อสู้เพื่อกอบกู้และเรียกคืนประชาธิปไตยในเมียนมา โดยเจ้าหน้าที่ทูตทั้งสามจะเข้าร่วมการทำอารยะขัดขืนเช่นกัน

ดอว์ ชอว์ กัลยา เลขานุการตรีประจำสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาในกรุงเบอร์ลินของเยอรมนีเผยว่า เธอไม่ยินดีที่จะปฏิบัติงานภายใต้คำสั่งของรัฐบาลทหารซึ่งเธอเรียกว่าเป็น “กลุ่มก่อการร้าย” ที่สังหารประชาชนอย่างโหดร้ายอีกต่อไป

ดอว์ ชอว์ กัลยา ยังเผยอีกว่า จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักการทูตต่อไปหากคณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพรัฐสภา (CRPH) ซึ่งก่อตั้งโดยบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งและถูกทหารยึดอำนาจ มอบหมายหน้าที่ให้เธอ

เจ้าหน้าที่ทูตเมียนมาที่ประกาศจุดยืนจะร่วมทำอารยะขัดขืนต่างบอกว่า พวกเขาใช้สิทธิในการแสดงออกอย่างสันติ เพื่อยืนเคียงข้างประชาชนชาวเมียนมา และกล่าวเพิ่มเติมว่า จะไม่ลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ เพียงแต่จะไม่ยอมทำงานให้กับรัฐบาลรัฐประหาร

ความเคลื่อนไหวของนักการทูตครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก จอ โม ตุน เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรเมียนมาประจำสหประชาติ ณ นครนิวยอร์ก แสดงท่าทีคัดค้านรัฐบาลทหารระหว่างการกล่าวคำแถลงการณ์ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาติเมื่อเดือนก่อน และยังชู 3 นิ้ว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกใช้ในการแสดงออกเพื่อต่อต้านเผด็จการทหารเมียนมากลางที่ประชุมยูเอ็นด้วย

ผู้ประท้วงเมียนมายกสาวเสื้อดำวัย 19 ที่ถูกทหารยิงเป็น ‘ฮีโร่’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647142

วันที่ 05 มี.ค. 2564 เวลา 19:00 น.ผู้ประท้วงเมียนมายกสาวเสื้อดำวัย 19 ที่ถูกทหารยิงเป็น ‘ฮีโร่’มะจัลซิน หรือแองเจิล ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนร่วมชาติจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

วันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา สถานการณ์การประท้วงในเมียนมาเป็นวันนองเลือดที่สุดนับตั้งแต่ทหารทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ. กองทัพยิงสังหารผู้ประท้วงอย่างโหดเหี้ยมไปถึง 38 ราย และหนึ่งในนั้นก็คือ มะจัลซิน (Ma Kyal Sin) สาวเมียนมาวัย 19 ปี หรือสาวเสื้อดำที่กรีนข้อความว่า “Everything will be OK” (ทุกอย่างจะดีขึ้น)

มะจัลซินเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อและสนิทสนมกับพ่อมาก เธอมีความสามารถรอบด้านทั้งเป็นนักเทควันโดนักเต้นของ DA-Star Dance Club และยังร้องและทำเอ็มวีเพลง No Reason เองเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว โดยใช้ชื่อว่า แองเจิล

เธอยังชอบอาหารทะเลและทาลิปสติกสีแดงด้วย

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ปีที่แล้วซึ่งนำมาสู่การทำรัฐประหาร เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิตของเด็กสาวชื่อมะจัลซิน เธอโพสต์ภาพที่กำลังจูบนิ้วที่เปื้อนหมึกสีม่วงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าเธอเข้าคูหาเลือกตั้งเรียบร้อยแล้วลงในเฟซบุ๊คอย่างภาคภูมิใจ พร้อมแคปชั่น “เลือกตั้งครั้งแรกของฉัน จากก้นบึ้งของหัวใจฉันเลย” ตามด้วยหัวใจสีแดง 6 ดวง และ “ฉันทำหน้าที่เพื่อประเทศของฉัน”

วันที่เกิดการรัฐประหารเธอยังโพสต์ขำๆ ในเฟซบุ๊คว่า ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะอินเทอร์เน็ตถูกตัด

แต่ในวันต่อๆ มามะจัลซินเป็นคนหนึ่งที่ออกไปร่วมประท้วงต่อต้านรัฐประหารเคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนร่วมชาติ ครั้งหนึ่งเธอนำป้ายข้อความ “เราต้องการประชาธิปไตย ความยุติธรรมสำหรับเมียนมา เคารพเสียงโหวตของพวกเรา” ไปติดไว้บนเสื้อยืดสีดำที่เธอสวม

มะจัลซินยังเดินหน้าออกไปประท้วงแม้ว่าสถานการณ์เริ่มอันตราย และกองทัพเริ่มส่งทหารพร้อมด้วยปืนไรเฟิลลงพื้นที่ประท้วงร่วมกับตำรวจ

ทว่า ดูเหมือนว่าเธอจะรู้ตัวว่าชีวิตตัวเองตกอยู่ในความเสี่ยง โพสต์สุดท้ายในเฟซบุ๊คของมะจัลซินบอกไว้ว่า เธอกรุ๊ปเลือดเอ บอกเบอร์โทรศัพท์ และบอกว่าได้บริจาคอวัยวะเอาไว้แล้ว หากเกิดอะไรขึ้นกับเธอและมีคนต้องการอวัยวะ ให้แจ้งโรงพยาบาลได้เลย

ส่วน Kyaw Zin Hein เพื่อนของมะจัลซิน เปิดเผยข้อความสุดท้ายที่มะจัลซินส่งไปหาในโซเชียลมีเดียที่บอกว่า “นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้พูดมัน รักเธอมาก อย่าลืมล่ะ”

วันที่ 3 มี.ค. มะจัลซินยังออกไปประท้วงตามปกติ โดยเธอได้กอดพ่อร่ำลากันก่อนออกจากบ้าน กระทั่งช่วงบ่าย ก็ปรากฏว่าเธอถูกยิงที่ศีรษะเสียชีวิต

คลิปิดีโอที่แชร์ในโลกโซเชียลเผยให้เห็นช่วงที่การปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่เริ่มรุนแรงขึ้น โดยบางช่วงมะจัลซินต้องคลานไปตามถนน บางช่วงต้องวิ่งหนีเพื่อหาที่กำบัง ท่ามกลางเสียงปืนและควันจากแก๊สน้ำตาจากเจ้าหน้าที่ อีกคลิปหนึ่งมะจัลซินแจกจ่ายน้ำให้เพื่อนๆ เพื่อล้างตา และตะโกนว่า “เราจะไม่หนี พวกเราจะต้องไม่เสียเลือด”

มะจัลซินร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างกล้าหาญจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ขณะที่ในมือมีเพียงขวดน้ำเปล่าสำหรับล้างหน้าล้างตาหากถูกแก๊สน้ำตา และอยู่ในแนวหน้า

หลังจากเธอเสียชีวิตข้อความ “Everything will be OK” บนเสื้อที่เธอสวมในวันที่เสียชีวิตถูกแชร์ต่อๆ กันในโลกออนไลน์ รวมทั้งข้อความไว้อาลัยต่อการจากไปของเธอ

Myat Thu ที่ออกไปประท้วงกับมะจัลซินเล่าถึงความกล้าหาญของมะจัลซินว่า เธอใช้เท้าแตะท่อส่งน้ำเพื่อเปิดน้ำให้ผู้ประท้วงได้ล้างแก๊สน้ำตา และเป็นคนโยนกระป๋องแก๊สน้ำตากลับไปใส่ตำรวจ และตอนที่ตำรวจเปิดฉากยิงเธอยังบอกให้ Myat Thu นั่งลงเพื่อหลบกระสุน “เธอเป็นห่วงและปกป้องคนอื่นเหมือนกับเป็นเพื่อนสนิทของตัวเอง”

ส่วน Ma Cho Nwe Oo หนึ่งในเพื่อนสนิทของมะจัลซินที่ออกไปร่วมประท้วงด้วยเผยว่า “เธอคือฮีโร่ของประเทศ” Ko Lu Maw ซึ่งเป็นคนลั่นชัตเตอร์เก็บภาพวินาทีสุดท้ายก่อนเสียชีวิตของมะจัลซินบอกว่า “เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่กล้าหาญที่สุดที่เคยเจอมาในชีวิต”

Linlae Waddy เพื่อนสมัยมัธยมเผยว่า การสูญเสียเพื่อนอย่างมะจัลซินเป็นข่าวร้ายสำหรับเพื่อนๆ และเมียนมา และยังเล่าอีกว่า มะจัลซินโกรธมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมา ทำให้เธอต้องออกมาประท้วง

นอกจากนี้ การไว้อาลัยยังหลั่งไหลท่วมท้นในโลกออนไลน์ โดยหลายคนยกย่องให้เธอเป็น “ฮีโร่”

ขณะที่พิธีศพเมื่อวานนี้ (4 มี.ค.) มีชาวเมียนมาและเพื่อนๆ ไปร่วมไว้อาลัยหนาแน่นและมีการร้องเพลง We Won’t Forget Until the End of the World ซึ่งเป็นเพลงเกี่ยวกับการปฏิวัติ รวมทั้งชูสัญลักษณ์ 3 นิ้วต่อหน้าโลงศพของมะจัลซิน

ส่วนรถที่ใช้บรรทุกโลงศพของมะจัลซินไปทำพิธีมีโปสเตอร์คำว่า “ฮีโร่” ติดอยู่ข้างหน้า

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=227&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fangel.da.338211%2Fvideos%2F327182982031874%2F&show_text=false&width=560

ครั้งแรกของโลก! ซานดิเอโกฉีดวัคซีนโควิดให้ลิงในสวนสัตว์ครบโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647134

วันที่ 05 มี.ค. 2564 เวลา 18:00 น.ครั้งแรกของโลก! ซานดิเอโกฉีดวัคซีนโควิดให้ลิงในสวนสัตว์ครบโดสสวนสัตว์ในซานดิเอโกฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ลิงอุรังอุตัง 4 ตัว และลิงโบโนโบ 5 ตัว

รอยเตอร์สรายงานว่าลิงอุรังอุตัง 4 ตัว และลิงโบโนโบ 5 ตัวในสวนสัตว์เมืองซานดิเอโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับสัตว์อื่นที่ไม่ใช่มนุษย์

ดาร์ลา เดวิส เจ้าหน้าที่ประจำสวนสัตว์เผยต่อรอยเตอร์สว่าลิงทั้ง 9 ตัวได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้วโดยเป็นวัคซีนรุ่นทดลองที่พัฒนาสำหรับใช้ฉีดในสุนัขและแมว ซึ่งไม่พบผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ใดๆ

หนึ่งในนั้นคือ “คาเรน” ลิงอุรังอุตังเพศเมียวัย 28 ปี ซึ่งเคยเป็นที่ฮือฮาจากการเป็นลิงตัวแรกที่เข้ารับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดในปี 1994

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ตัดสินใจฉีดวัคซีนครั้งนี้เนื่องจากกังวลถึงสุขภาพความเป็นอยู่ของสัตว์ในสวนสัตว์หลังจากที่พบว่ากอริลลา 8 ตัวในสวนสัตว์ซานดิเอโก ซาฟารี พาร์ค ป่วยด้วยโรคโควิด-19 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

โดยระบุว่าไม่ได้ฉีดวัคซีนให้กับกอริลลาทั้ง 8 ตัวเนื่องจากพวกมันน่าจะมีภูมิคุ้มกันโควิด-19 แล้ว และเลือกเป็นลิงอุรังอุตังและลิงโบโนโบทั้ง 9 ตัวนี้เพราะน่าจะเป็นสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากที่สุดและเป็นสัตว์ที่ง่ายที่สุดในการฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนข้ามสายพันธุ์เคยเกิดขึ้นมาแล้วโดยก่อนหน้านี้ลิงในสวนสัตว์เคยได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่และโรคหัด

AFP PHOTO / Juan Mabromata

ทุ่มเต็มที่! จีนตั้งงบกลาโหมเพิ่มจากปีก่อนเป็น 6 ล้านล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647119

วันที่ 05 มี.ค. 2564 เวลา 17:00 น.ทุ่มเต็มที่! จีนตั้งงบกลาโหมเพิ่มจากปีก่อนเป็น 6 ล้านล้านจีนตั้งงบประมาณด้านกลาโหมปีนี้อยู่ที่กว่า 6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% จากปีที่แล้ว

นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง กล่าวในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ประจำปี 2021 ว่างบประมาณด้านกลาโหมของจีนในปีนี้กำหนดไว้ที่ 1.36 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 6.39 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 6.8% จากปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความขัดแย้งกับต่างประเทศอย่างสหรัฐและอินเดีย

โดยตั้งเป้าที่จะพัฒนาและเตรียมความพร้อมกิจการด้านความมั่นคงของจีนเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นในทุกพื้นที่และทุกสถานการณ์ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ของกองทัพในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลโยชน์ในการพัฒนาประเทศ

โดยกระทรวงการคลังเปิดเผยว่างบประมาณที่เพิ่มขึ้นนั้นเพื่อสนับสนุนกองทัพที่ทันสมัยอย่างจริงจัง และเพื่อให้ขีดความสามารถในการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้นไปตามความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจีน

อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวมีสัดส่วนเพียง 1 ใน 4 ของงบประมาณกลาโหมสหรัฐในปี 2020 ซึ่งอยู่ที่ 714,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 21.7 ล้านล้านบาท) โดยคาดว่าในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 733,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 22.3 ล้านบาท)

Photo by STR / AFP

ทหารเมียนมาขู่ในติ๊กต๊อกจะยิงผู้ชุมนุมทุกคนที่เจอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647114

วันที่ 05 มี.ค. 2564 เวลา 15:40 น.ทหารเมียนมาขู่ในติ๊กต๊อกจะยิงผู้ชุมนุมทุกคนที่เจอทหารเมียนมาใช้แอพพลิเคชั่นติ๊กต๊อกขู่จะยิงผู้ชุมนุมทุกคนที่เจอ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ทหารและตำรวจเมียนมาใช้แอพพลิเคชั่นติ๊กต๊อก (TikTok) ข่มขู่เอาชีวิตผู้ประท้วงการทำรัฐประหาร โดยบางคลิปมียอดวิวนับหมื่นครั้ง

คลิปวิดีโอหนึ่งที่รอยเตอร์สได้ตรวจสอบเป็นคลิปที่เผยแพร่บนติ๊กต๊อกเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นชายคนหนึ่งแต่งเครื่องแบบกองทัพเล็งปืนไรเฟิลมาที่กล้องแล้วพูดกับผู้ประท้วงว่า “**จะยิงหน้าแม่งเลย **จะใช้กระสุนจริง คืนนี้**จะลาดตระเวนทั้งเมืองแล้วจะยิงทุกคนที่**เจอ…ถ้าอยากจะเป็นฮีโร่กันนักจะจัดให้”

รอยเตอร์สพยายามติดต่อชายในคลิปเพื่อตรวจสอบว่าเป็นทหารจริงหรือไม่แต่ไม่สามารถติดต่อได้

ในเวลาต่อมาคลิปที่รอยเตอร์สได้ตรวจสอบถูกลบออกจากติ๊กต๊อกแล้ว

ด้านติ๊กต๊อกแถลงว่า ทางแอพพลิเคชั่นมีนโยบายชัดเจนว่าห้ามเผยแพร่เนื้อหาที่กระตุ้นให้เกิดความรุนแรงหรือข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดอันตราย โดยทางติ๊กต๊อกได้ลบเนื้อหาที่เข้าข่ายดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับเมียนมาแล้ว และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในเมียนมา

ส่วนองค์กรคุ้มครองสิทธิบนโลกดิจิทัลในเมียนมา (MIDO) เผยว่า พบคลิปวิดีโอลักษณะเดียวกันนี้กว่า 800 คลิปในช่วงเวลาที่กองทัพยกระดับความรุนแรงในการปราบปรามประชาชน

Photo by STR / AFP

แฉกองทัพเมียนมาย่องย้ายเงินพันล้านเหรียญจากธนาคารสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647102

วันที่ 05 มี.ค. 2564 เวลา 14:00 น.แฉกองทัพเมียนมาย่องย้ายเงินพันล้านเหรียญจากธนาคารสหรัฐเจ้าหน้าที่สหรัฐแฉกองทัพเมียนมาพยายามถอนเงิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐออกจากธนาคารในนิวยอร์กหลังรัฐประหาร

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างแหล่งข่าว 3 รายที่ทราบเรื่อง รวมทั้งเจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งว่า กองทัพเมียนมาพยายามเคลื่อนย้ายเงินราว 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 30,450 ล้านบาทออกจากธนาคารกลางของสหรัฐในนิวยอร์กหลังจากยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

ความพยายามเคลื่อนย้ายเงินครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ก.พ. ในนามของธนาคารกลางเมียนมา และเกิดขึ้นหลังจากกองทัพเมียนมาแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารกลางเมียนมาคนใหม่ จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่ากองทัพมีอำนาจควบคุมธนาคารกลางเมียนมาและอยู่เบื้องหลัง

ทว่าทางการสหรัฐได้ระงับธุรกรรมดังกล่าว และรอคำสั่งพิเศษจากประธานาธิบดี โจ ไบเดน ให้อำนาจตามกฎหมายในการระงับการทำธุรกรรมดังกล่าวอย่างไม่มีกำหนด

รอยเตอร์สระบุว่า ความพยายามครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ากองทัพเมียนมากำลังหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรจากนานาชาติ

ด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางหรือกระทรวงการคลังปฏิเสธให้ความเห็นต่อข่าวดังกล่าว เช่นเดียวกับโฆษกรัฐบาลทหารเมียนมา

Photo by – / Myawaddy TV / AFP

นานาชาติเร่งอพยพพลเมืองออกจากเมียนมา ด้านไทยเตรียม 2 เที่ยวบิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647100

วันที่ 05 มี.ค. 2564 เวลา 12:30 น.นานาชาติเร่งอพยพพลเมืองออกจากเมียนมา ด้านไทยเตรียม 2 เที่ยวบินนานาชาติเร่งอพยพประชาชนออกจากเมียนมาหลังสถานการณ์ทางการเมืองทวีความรุนแรง

หลายประเทศเร่งอพยพประชาชนออกจากเมียนมาท่ามกลางสถานการณ์ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังกองกำลังความมั่นคงเมียนมาปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐประหารซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้นอย่างน้อย 50 ราย

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง เผยว่า ตามที่ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ขอเรียนว่า สายการบินเมียนมาจะจัดเที่ยวบินประเภท relief flight ดังนี้

  1. MAI วันที่ 12 มี.ค. 2564 ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ภายในวันที่ 5 มี.ค. 2564
  2. MNA วันที่ 16 มี.ค. 2564 ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ภายในวันที่ 11 มี.ค. 2564

ทั้งนี้ นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่าการเตรียมเที่ยวบินครั้งนี้ได้จัดเตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด

ช่องทางการติดต่อสถานทูตฯ

  • โทรศัพท์ (+951) 222 784 และ (+951) 226 728 (วันเวลาทำการ ตั้งแต่ 09.00 – 11.30 น. และ 13.30 – 17.00 น.)
  • โทรศัพท์มือถือ +95 9797002801 (นอกเวลาทำการ)
  • อีเมล : thaiembassyygn@gmail.com
  • เดินทางไปที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต เลขที่ No. 94 , Pyay Road , Dagon Township, Yangon

พร้อมแจ้งเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงโดยระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 – 4 มี.ค. มีรายงานการใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และอาวุธอื่นๆ เพื่อสลายการชุมนุมในพื้นที่ต่างๆ ดังนี้

กรุงย่างกุ้ง

  • North Okkalapa
  • Karmayut
  • Sanchaung
  • Dagon
  • Tarmwe
  • Thingangyun
  • Insein
  • Yankin
  • Hlaing

เมืองอื่นๆ

  • ภาคมัณฑะเลย์
  • ทวาย และมะริด (ภาคตะนาวศรี)
  • Lashio (รัฐฉาน)
  • Monica และ Kalay (ภาคสะกาย)
  • Salin (ภาคมะกวย)
  • Hpakant และ Myitkyina (รัฐคะฉิ่น)

เช่นเดียวกับเวียดนามซึ่งกำลังจับตาสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด และให้ข้อมูลแก่ชาวเวียดนามที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ ตลอดจนจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปยังสนามบินเพื่ออำนวยความสะดวกด้านเอกสารสำหรับประชาชน โดยเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ที่ผ่านมาชาวเวียดนามราว 400 คนเดินทางออกจากเมียนมาด้วยเที่ยวบิน 2 เที่ยวซึ่งจัดเตรียมโดยสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำเมียนมาและสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์

รวมถึงสิงคโปร์ซึ่งออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนเดินทางออกจากเมียนมาโดยเร็วที่สุด หรือหลีกเลี่ยงการเดินทางออกจากที่พักโดยไม่จำเป็นหลังเหตุปะทะระหว่างผู้ชุมนุมและกองกำลังความมั่นคงทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงแนะนำให้ประชาชนในสิงคโปร์งดเดินทางไปยังเมียนมาในช่วงนี้

Photo by str / AFP

จดหมายเปิดผนึกจาก ‘ไป่ ทาคน’ ถึงรัฐบาลทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647093

วันที่ 05 มี.ค. 2564 เวลา 11:10 น.จดหมายเปิดผนึกจาก 'ไป่ ทาคน' ถึงรัฐบาลทั่วโลกไป่ ทาคน ปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

ไป่ ทาคน นักแสดงและนายแบบชาวเมียนมาซึ่งออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านการรัฐประหารออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องหลังหายตัวไปร่วม 3 วัน

โดยเมื่อคืนวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา ไป่ ทาคน ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยฝากจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำทุกรัฐบาลทั่วโลกความว่า “ในฐานะพลเมืองเมียนมา ผมอยากจะขอร้องด้วยความเคารพจากใจจริง ทุกวันนี้พลเมืองเมียนมาโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวถูกสังหารอย่างไร้ความปรานีโดยกองกำลังทหาร ซึ่งรัฐบาลทหารประกาศว่าพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้าย

ขณะที่คนหนุ่มสาวในประเทศที่สงบสุขอื่นๆ สามารถมีเสรีภาพอันชอบธรรมได้ แต่คนหนุ่มสาวที่นี่ไม่มีแม้แต่สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และที่แย่ไปกว่านั้นคือพวกเขาอาจถูกสังหารจากการต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง ที่นี่ไม่มีเสรีภาพในการแสดงออก เยาวชนจำนวนมากไม่ได้รับการศึกษามานานกว่า 1 เดือนแล้ว มันเป็นเรื่องที่สะเทือนใจและไม่สามารถยอมรับได้

ผมขอส่งคำร้องขอจากใจจริงนี้ถึงสหประชาชาติ โปรดประณามสิ่งนี้และดำเนินการตอบโต้ต่อเหตุการณ์อันน่าเศร้า โปรดช่วยร้องขอให้พวกเขาปล่อยคนของผมด้วย”

นอกจากนี้ยังมีการโพสต์ข้อความตำหนิสื่อเมียนมาที่นำเสนอข้อมูลบิดเบือนพร้อมยืนยันว่าทหารเมียนมายิงกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยกระสุนจริง ขณะที่ผู้ชุมนุมมาด้วยมือเปล่าและไม่มีอาวุธใดๆ

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPaingTakhonFanPage%2Fposts%2F3152804275003696&width=500&show_text=true&height=318&appId

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPaingTakhonFanPage%2Fposts%2F3153078331642957&width=500&show_text=true&height=814&appId

Photo by YE AUNG THU / AFP

ความเกลียดชังคนเอเชีย ประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยไม่หยุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646957

วันที่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 20:11 น.ความเกลียดชังคนเอเชีย  ประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยไม่หยุดความกลัวคนจีนที่ทำให้คนเอเชียถูกร่างแหไปด้วย จากความเกลียดและกลัวคนเอเชียมาแย่งงาน จนถึงความกลัวที่ไร้เหตุผลอย่างเรื่องไวรัส

ถึงแม้ว่าสหรัฐจะมีรองประธานาธิบดีเป็นคนเอเชีย-อเมริกันคนแรกอย่าง “กมลา แฮร์ริส” แต่แทนที่สถานะของคนเอเชียในสหรัฐจะดีขึ้นกลับเป็นตรงกันข้าม นับตั้งแต่เกิดการระบาดจนถึงเวลาที่เขียนบทความชิ้นนี้ คนเอเชียน-อเมริกันถูกทำร้ายไม่หยุดหย่อน จากกลุ่มคนที่มีเจตนาดูหมิ่นเหยียดหยาม หรืออาชญากรรมที่เรียกว่า Hate crimes

อเมริกาอาจเป็นดินแดนแห่งโอกาส แต่โอกาสไม่ได้มีสำหรับคนทุกเชื้อชาติ คนเอเชียในอเมริกาหลายคนอาจจะมีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้และเป็นบุคคลชั้นนำของประเทศ แต่คนเอเชียยังถูกปฏิบัติอย่างมีอคติทั้งจากเหตุผลทางการเมือง (เช่นการที่นาซ่าออกกฎห้ามคนจีนมาทำงานเพระากลัวถูกล้วงความลับ) และจากอคิตที่ถูกปลูกฝังมาอย่างยาวนานว่าคนเอเชียเป็นภัยคุกคาม

ยกตัวอย่างในสหรัฐ เคยผ่านกฎหมายห้ามคนจีนเข้าประเทศเมื่อปี 1882 เพื่อไม่ให้คนจีนเข้ามาแย่งงงานทำ ตัวกฎหมายถือว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติในตัวมันเองอยู่แล้ว แต่สาเหตุที่กฎหมายออกมาก็เพราะกระแสชิงชังคนจีนที่รุนแรงกวก่าในสังคมอเมริกันเวลานั้นโดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนียที่มีคนจีนอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมากในยุคตื่นทอง

หลังจากผ่านกฎหมายนี้แล้วความเกลียดชิงคนจีนยิ่งรุนแรงขึ้น เรียกว่า “ยุคแห่งการขับไล่” เกิดเหตุสังหารหมู่ชาวจีนขึ้น เช่น การสังหมู่ที่เมืองร็อคสปริงส์ รัฐไวโอมิงเมื่อปี 1885 เมื่อคนผิวขาวเกิดความอิจฉาคนจีนที่เข้ามาแย่งงานทำ จึงบุกเข้าไปปล้นและฆ่าคนจีนในไชน่าทาวน์ คนจีนบางคนพยายามหนีแต่ถูกจับได้และถูกเผ่าทั้งเป็นรวมแล้วมีคนตายไป 28 คน แต่หาคนผิดมาลงโทษไม่ได้

กฎหมายฉบับนี้มีอายุนานถึง 30 ปี ไม่ได้จำกัดแค่คนจีนแต่ยังห้ามลามไปถึงคนเอเชียชาติอื่นๆ ด้วย สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างมาก กว่าจะมาเลิกเอาก็ตอนที่จีนกลายเป็นพันธมิตรของสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ใช่คนจีนที่โดนกีดกันแต่เป็นคนญี่ปุ่นซึ่งเป็นคู่กรณีกับสหรัฐโดยตรงในช่วงสงคราม มีการกวาดต้อนคนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นไปอยู่ค่ายกักกันด้วยความหวาดระแวงว่าคนเหล่านี้อาจเป็น “แนวที่ห้า” หรือสายลับให้กับญี่ปุ่นทั้งๆ ที่บางคนเกิดที่สหรัฐและเป็นอเมริกันเต็มตัว ในแคนาดาเองก็ยังสั่งห้ามคนญี่ปุ่นอยู่ใกล้กับชายฝั่งด้วยเหตุผลเดียวกัน

แต่น่าแปลกในขณะที่สหรัฐกลัวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นเพราะญี่ปุ่นเป็นชาติศัตรู แต่สหรัฐกลับไม่ทำแบบเดียวกันกับคนอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน ทั้งๆ ที่ก็รบกับนาซีเยอรมันเหมือนกัน เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกลัว “ภัยเหลือง” ที่ “พวกฝรั่ง” สร้างขึ้นมาโดยประโคมว่าคนเอเชียเป็นตัวร้ายที่จะให้เจิรญก้าวหน้าทัดทียมเราไม่ได้

ภัยเหลือง (Yellow Peril) ถูกปลุกปั่นขึ้นมาโดยจักรพรรดิไกเซอร์ วิลเฮลม์ ที่ 2 ที่ทรงกระตุ้นให้มหาอำนาจในยุุโรปไปรุกรานและครอบครองจีนเป็นอาณานิคม เพราะทรงเข้าใจผิดว่าจีนเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นมหาอำนาจใหม่ในเอเชียในเวลานั้น) จนญี่ปุ่นเอาชนะรัสเซียลงได้ในสงครามญี่ปุ่นรัสเซีย (1904–1905) เป้นชัยชนะของ “คนผิวเหลือง”ทำให้คนผิวขาวต้องกังวล เพราะกลัวว่าสักวันหนึ่งคนเผิวเหลืองจะรุกรานชาติฝรั่งจนกดลงเป็นผู้ที่ต่ำต้อยกว่า บดขยี้อัตตาอันสูงส่งที่คนผิวขาวยกตัวเองเป็นผู้สร้างอารยธรรมและเจ้าโลก

ความกลัวนี้แพร่ถึงสหรัฐด้วย โดยเฉพาะในงานเขียนที่ชื่อ The Yellow Peril ของครูสอนศาสนาที่ชื่อ จี. จี. รูเพิร์ทโดยอ้างคัมภีร์ไบเบิลเพื่อตีความถีงภัยจากคนผิวเหลือง และยังบอกว่าจีน เกาหลี ญี่าปุ่น อินเดียคุกคามสหรัฐและอังกฤษ แต่ในที่สุดพระเยซูจะหยุดพวกเอเชียไว้ได้ – ในความเป็นจริงก็คือชาติตะวันตกพากันเฉือนดินแดนจีนเป็นว่าเล่น จุบอินเดียเป็นอาณานิคม ส่วนญี่ปุ่นต้องกระเสือกกระสนเป็นอารยะแบบฝรั่งเพื่อจะเอาตัวรอด

ญี่ปุ่นเองก็มีอีโก้ที่พยายามจะเป็นฝรั่งมากกว่าเอเชีย ซึ่งในที่สุดนำไปสู่การคิดแบบฝรั่งคือการล่าอาณานิคมด้วยกันเองในเอเชีย เช่นการยึดครองเกาหลีและการรุกรานจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่นบางคน เช่นกรณีที่ทาคาโอะ โอซาวะ ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นฟ้องร้อบต่อรัฐในคดี Ozawa v. United States เมื่อปี 1922 ว่า คนญี่ปุ่นไม่ใช่คนเอเชียแต่เป็นคนผิวขาว ดังนั้นควรจะได้รับโอกาสในการเปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกัน ซึ่งเในเวลานันกฎหมายสัญชาติอนุญาตให้เฉพาะคนผิวขาวและคนผิวดำเท่านั้น

แต่ญี่ปุ่นก็ยังเป็นคนเหลืองในสายตาอเมริกัน ผลของคดีโอซาวะก็คือศาลตัดสินว่าเขาเป็นคนเอเชียที่เป็นอเมริกันโดยสัญชาติไม่ได้ และความกลัวภัยเหลืองแบบจับจิตนี่เองยังเป็นสาเหตุให้อเมริกันจับขังคนอเมริกันด้วยกันเองเพียงเพราะพวกเขาเป็นคนญี่ปุ่นแต่ไม่ขังอเมริกันเชื้อสายเยอรมันเพราะพวกเขาไม่ใช่คนผิวเหลือง และยังถือเป็นพวกเดียวกัน

คนอเมริกันเลิกระแวงคนเอเชียไปพักใหญ่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ความระแวงกลับมาอีกครั้งเมื่อจีนผงาดขึ้นมาเป็นว่าที่มหาอำนาจ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สหรัฐพบสายลับจีนแฝงตัวในสถาบันและบริษัทชั้นนำต่างๆ คนเหล่านี้แฝงตัวมาจารกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องใช้นโยบายกีดกันคนจีนอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้อาจมองได้ว่าเป็นแรงผลักดันจากความขัดแย้งทางการเมืองเป็นหลัก

ตัวอย่างเช่นในปี 2011 องค์การนาซ่าสังห้ามเจ้าหน้าที่จีนและองค์กรที่เกี่ยวกับประเทศจีนเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันและยังห้ามใช้เงินขององค์การไปต้อนรับชาวจีนที่เข้ามาเยี่ยมศูนย์ต่างๆ ของนาซ่าด้วย เพราะทางสหรัฐรู้มาระยะหนึ่งแล้วว่าจีนทำการสอดแนมโครงการองกาศนาซ่า

ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะ “พอเข้าใจได้” ในแง่การเมืองเพื่อป้องกันการจารกรรมข้อมูล แต่บางคนในวงการวิชาการวิทยาศาสตร์อวกาศและดาราศาสตร์ไม่เห็นด้วย เช่น เจฟฟรีย์ มาร์ซี ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์บอกว่าการแบนคนจีนเป็นเรื่องที่ “น่าละอายและไร้จริยธรรมอย่างที่สุด”

เราจะเห็นว่าความระแวงและรังเกียจคนเอเชียมีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง

บังเอิญที่โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่เริ่มการระบาดที่ประเทศจีน เมื่อบวกกับความระแวงจีนทางการเมืองมากขึ้นในสหรัฐและพันธมิตรของสหรัฐ ทำให้กระแสชิงชังคนจีนจึงทวีคูณมากขึ้นและไร้เหตุผลมากขึ้น

ความกลัวจีนในสหรับถูกปลุกขึ้นมาพร้อมๆ กับกระแสเหยียดเชื้อชาติที่รุนแรงใรนสมัยรัฐบาลทรัมป์ พวกมันสมองของฝ่ายขวาจัดในสหรัฐ เช่น สตีฟ แบนนัน ปลุกกระแส “ภัยเหลือง” ขึ้นมาอีกครั้ง ยิ่งเมื่อเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 นักวิชาการบางคนเรียกมันว่าเป็น “ภัยเหลืองครั้งใหม่” ที่ปลุกความรังเกียจคนเอเชียขึ้นมา โดยไม่แยกแยะระหว่างคนเอเชียต่างชาติกับคนเอเชียน-อเมริกัน ไม่แยกว่านี่เป็นคนจีนหรือคนไทย

เช่น เหตุทำร้ายทหารนอกราชการชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีที่โคเรียทาวน์ เมืองลอสแองเจลิส ผู้ทำร้ายบอกกับเหยื่อว่า “ไอ้ไวรัสจีน”

อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังเชื้อชาติและศาสนาต่อชาวเอเชียเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ไม่เฉพาะในสหรัฐ แต่ยังเกิดที่สหราชอาณาจักร ซึ่งคนระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตันจู่ๆ ถูกคนร้าย 4 คนรุมทำร้ายจนเลือดกลบปากขณะวิ่งจ๊อกกิ้ง ผู้ลงมือเรียกอาจารย์เชื้อสายเอเชียคนนี้ว่าเป็น “ไอ้ไวรัสจีน ออกไปจากประเทศนี้ซะ ไปตายซะ”

ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียผู้หญิงชาวเอเชียถูกผู้ชายผิวขาวชี้หน้าด่าว่า “เอางี้แกกลับไปจีนเลยสิวะ แกมันพวกไพร่ (peasant) แกรุกรานประเทศของฉัน ที่สุดแล้วแกมันพวกไพร่เอเชีย แกมาประเทศของฉัน แล้ววุ่นวายไปทั่ว”

ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า “ฉันไม่ได้มาจากจีน ฉันมาประเทศของคุณ ฉันมีส่วนช่วยประเทศของคุณ” แน่นอนว่าชายออสเตรเลียคนนั้นไม่ได้ฟัง ทั้งยังหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์บนรถโดยสารที่เกิดเหตุมาช่วย โดยบอกว่า “พวกคุณเป็นออสซี่ อย่าเมินเฉยสิ”

นี่เป็นตัวอย่างไม่มากนักจากสิ่งที่เกิดขึ้นมากมายในช่วงไม่ถึง 2 ปีของการระบาดใหญ่

คำถามก็คือ ความบ้าคลั่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความกลัวไวรัสจริงๆ หรือ? เพราะไวรัสได้กระจายไปทั่วทุกเชื้อชาติแล้ว บางทีแรงจูงใจลึกๆ อาจไม่ใช่ความกลัวไวรัส แต่เป็นความรังเกียจคนต่างชาติเป็นทุนเดิมของคนเหล่านี้ และหาทางระบายออกโดยอ้างไวรัส

มันอาจจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ หากโลกตะวันตกเล็งเป้าหมายเพื่อล้มจีนหนักขึ้นจนกลายเป็น “ภัยเหลืองครั้งใหม่” ที่กระทบต่อคนเอเชียทั้งหมด

Photo by RINGO CHIU / AFP