เตือนอาศัยในเมืองที่มลพิษทางอากาศสูงเสี่ยงตาบอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643695

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 19:30 น.เตือนอาศัยในเมืองที่มลพิษทางอากาศสูงเสี่ยงตาบอดการอาศัยในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูงเพิ่มความเสี่ยงจอประสาทตาเลื่อมจนนำมาสู่การตาบอด 

ผลการศึกษาของทีมนักวิจัยชาวอังกฤษซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์จักษุวิทยาของอังกฤษพบว่า ความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศที่มากขึ้นมีความสัมพันธ์กับโอกาสในการเกิดจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (AMD) จนนำมาสู่การสูยเสียการมองเห็นเพิ่มขึ้นถึง 8%

นักวิจัยศึกษาอาสาสมัครอายุระหว่าง 40-69 ปี จำนวน 15,954 คน ซึ่งขณะเริ่มวิจัยแต่ละคนไม่มีปัญหาด้านสายตา โดยติดตามภาวะจอประสาทตาเสื่อมของแต่ละคน แล้วนำผลการติดตามมาเปรียบเทียบกับระดับความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศในพื้นที่ที่แต่ละคนอาศัยอยู่

การวิจัยครั้งนี้อาศัยข้อมูลส่วนตัวที่เกี่ยวกับยีนและข้อมูลสุขภาพของอาสาสมัคร รวมทั้งค่าประมาณของระดับมลพิษทางอากาศโดยเฉลี่ยต่อปีตามที่อยู่อาศัยของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ไนโตรเจนไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากท่อไอเสียรถยนต์

นักวิจัยพบว่า มีอาสาสมัครเพียง 1,286 คน หรือ 1% เท่านั้นที่มีอาการจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ แต่หากนำปัจจัยด้านการใช้ชีวิตและโรคที่เป็นอยู่เดิมมาพิจารณา กลับพบว่าอาสาสมัครที่ได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในปริมาณที่เข้มข้น มีโอกาสเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุพิ่มขึ้นถึง 8%

นอกจากนี้ ยังพบว่าการสัมผัสกับฝุ่น PM2.5 และมลพิษอื่นๆ ยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของจอประสาทตาของอาสาสมัครด้วย

อย่างไรก็ดี ทางทีมระบุว่าการศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกตการณ์ และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามลพิษทำให้สูญเสียการมองเห็น

ทว่าผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ซึ่งระบุว่า การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศมากๆ อาจทำให้จอประสาทตาอ่อนแอซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ

คริส  อิงเกิลเฮิร์น จักษาแพทย์จากมหาวิทยาลัยลีดส์ของอังกฤษซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยล่าสุดนี้ระบุว่า แม้ว่าผลการวิจัยจะไม่ได้พิสูจน์ว่ามลพิษทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุโดยตรง แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าการศึกษาทั้งสองซึ่งต่างคนต่างวิจัยนี้ได้ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกัน ทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นว่าการเชื่อมโยงที่งานวิจัยสรุปนั้นเป็นเรื่องจริง

นิวซีแลนด์อาจปิดประเทศทั้งปีเพื่อสกัดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643707

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 18:00 น.นิวซีแลนด์อาจปิดประเทศทั้งปีเพื่อสกัดโควิดผู้นำหญิงเผยนิวซีแลนด์อาจไม่เปิดประเทศรับชาวต่างชาติในปีนี้  

นายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น ของนิวซีแลนด์แถลงข่าวในกรุงเวลลิงตันว่า นิวซีแลนด์อาจปิดพรมแดนประเทศเกือบตลอดทั้งปีนี้ เนื่องจากยังพบการแพร่ระบาดของ Covid-19 ทั่วโลกและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนต้าน Covid-19

“พรมแดนของเราจะได้รับผลกระทบเกือบทั้งปี” อาร์เดิร์นกล่าว  

รัฐบาลนิวซีแลนด์ประกาศว่า Medsafe ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลยาของนิวซีแลนด์จะอนุมัติให้ใช้วัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/BioNTech) ชั่วคราวในสัปดาห์หน้า

แต่อาร์เดิร์นเผยว่าการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้ออย่างทั่วถึงจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงช่วงกลางปี ซึ่งเธอขอเลือกใช้วิธี “อนุรักษนิยม” ในการตัดสินใจให้ชาวต่างชาติเดินทางกลับเข้านิวซีแลนด์  

ผู้นำนิวซีแลนด์ยังเอ่ยถึงการทำทราเวลบับเบิลว่า จะเดินหน้าจับคู่กับออสเตรเลียและประเทศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น จะไม่ร่วมมือกับประเทศอื่นนอกเหนือจากนี้ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและสุขภาพของชาวนิวซีแลนด์  

อาร์เดิร์นย้ำว่า การเปิดการท่องเที่ยวอีกครั้งของนิวซีแลนด์ต้องการ 1 ใน 2 สิ่งคือ ความมั่นใจว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วจะไม่แพร่เชื้อโคโรนาไวรัสให้ผู้อื่น ซึ่งยังไม่มีใครทราบแน่ชัด หรือรัฐบาลต้องฉีดวัคซีนและปกป้องชาวนิวซีแลนด์อย่างเพียงพอเพื่อให้เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศอย่างปลอดภัย ซึ่งเธอบอกว่าทั้งสองความเป็นไปได้นี้ต้องใช้เวลา

Photo by Marty MELVILLE / AFP

สีจิ้นผิงเตือนไบเดน สงครามเย็นอาจปะทุถ้ายังทำแบบทรัมป์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643679

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 17:00 น.สีจิ้นผิงเตือนไบเดน สงครามเย็นอาจปะทุถ้ายังทำแบบทรัมป์สีจิ้นผิงเตือนไบเดนอาจเกิดสงครามเย็นครั้งใหม่หากยังคงนโยบายกีดกันทางการค้า

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีนกล่าวในเวทีประชุมออนไลน์ World Economic Forum 2021 โดยส่งสัญญาณถึงโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐว่าอาจเกิดสงครามเย็นครั้งใหม่หากไบเดนยังคงดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าต่อจีนเช่นเดียวกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

พร้อมเรียกร้องให้นานาประเทศใช้แนวทางพหุภาคีเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา และย้ำว่าการแพร่ระบาดของโรคไม่ควรนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า

สียังกล่าวอีกว่า “การสร้างกลุ่มขนาดเล็กหรือเริ่มต้นสงครามเย็นครั้งใหม่ การปฏิเสธ การคุกคาม หรือการข่มขู่เพื่อแบ่งแยกเศรษฐกิจออกจากกัน การขัดขวางการค้าหรือการคว่ำบาตร และการสร้างความโดดเดี่ยวหรือแตกแยก มีแต่จะทำให้โลกแตกแยกและทำให้เกิดการเผชิญหน้า”

“ปัญหาระดับโลกไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องการความร่วมมือระดับโลก เราควรสร้างเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้าง รักษาระบอบการค้าพหุภาคี หยุดเลือกปฏิบัติและกีดกันทั้งทางการค้า การลงทุน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี”

“แต่ละประเทศมีความโดดเด่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และระบบสังคมของตัวเอง ไม่มีประเทศใดเหนือไปกว่าประเทศอื่น” สีกล่าวพร้อมเรียกร้องไม่ให้มีการกำหนดลำดับชั้นของมนุษย์หรือยัดเยียดและบังคับใช้ระบบของประเทศตนเองกับประเทศอื่น

อย่างไรก็ตามแม้ว่าสีจะไม่ได้เอ่ยถึงไบเดนและสหรัฐโดยตรง แต่คำพูดของเขาพุ่งเป้าไปยังไบเดนและสหรัฐอเมริกาอย่างชัดเจน

ด้านไบเดนยังไม่มีท่าทีว่าจะผ่อนปรนนโยบายกีดกันทางการค้าต่อจีนหรือไม่ แต่ได้ประกาศนโยบาย “ซื้อของอเมริกัน” เพื่อส่งเสริมการผลิตและกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ พร้อมส่งสัญญาณว่าจะเปลี่ยนจากกรเผชิญหน้าเป็นการแข่งขัน

Photo by World Economic Forum (WEF) / AFP

จีนติดตั้งเครื่องปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปเตรียมซ้อมรบใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643670

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 15:30 น.จีนติดตั้งเครื่องปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปเตรียมซ้อมรบใหญ่กองทัพจีนขนเครื่องยิงขีปนาวุธข้ามทวีปตงเฟิงติดตั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกเตรียมซ้อมรบท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐ 

สหภาพนักวิทยาศาสตร์สหรัฐ (FAS) รายงานโดยอ้างภาพถ่ายดาวเทียมจากบริษัท Maxar Technologies ว่ากองทัพจีนนำเครื่องยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (IRMB) ตงเฟง-26 (DF-26) หลายเครื่องมาติดตั้งที่ศูนย์ฝึกซ้อมรบในมณฑลซานตงทางตะวันออกของประเทศ และระบุว่านับเป็นครั้งแรกที่กองทัพจีนนำขีปนาวุธ DF-26 มาใช้ในปฏิบัติการในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อันเดรย์ ชาง บรรณาธิการนิตยสารข่าวสารด้านการทหาร Kanwa Defence Review ในแคนาดาเผยในคลิปวิดีโอที่โพสต์ในยูทูบว่า กองกำลังขีปนาวุธของจีนได้ติดตั้งเครื่องยิงขีปนาวุธ DF-26 จำนวน 16 เครื่องที่ฐานทัพในเมืองชิงโจวของมณฑลซานตง และเมืองเค่อเอ่อเล่อในเขตปกครองตนเองซินเจียง

ชางเผยว่า สถานที่ดังกล่าวทำให้อินเดียซึ่งมีกรณีพิพาทชายแดนอยู่กับจีนอยู่ในพิสัยการยิงของขีปนาวุธนี้ รวมทั้งอาจเป็นอันตรายกับฐานทัพเรือสหรัฐที่ตั้งอยู่ในเมืองโยะโกะซุกะของญี่ปุ่น

ขีปนาวุธ DF-26 มีพิสัยการโจมตีอยู่ที่ 5,000 กิโลเมตร

ทว่าผู้เชี่ยวชาญด้านกองทัพจีนเผยว่า พิจารณาจากพิสัยการยิงของขีปนาวุธซึ่งจะไปตกที่ทะเลทรายโกบีซึ่งไม่มีคนอยู่อาศัย การติดตั้งขีปนาวุธ DF-26 ในเมืองเค่อเอ่อเล่อเป็นไปเพื่อการซ้อมรบ และไม่ใช่ครั้งแรกที่ DF-26 ถูกนำมาใช้ แต่เป็นครั้งแรกที่ดาวเทียมจับภาพได้

ทั้งนี้ เมื่อเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว กองทัพจีนเคยยิงขีปนาวุธ DF-26 จากมณฑลชิงไห่เพื่อโจมตีเรือที่เคลื่อนที่ในทะเลจีนใต้ และเคยถูกนำไปติดตั้งในสถานที่อย่างน้อย 4 แห่งในจีน

แอสตราเซเนกาโต้ข่าวลือวัคซีนได้ผล 8% ในผู้สูงอายุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643657

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 14:00 น.แอสตราเซเนกาโต้ข่าวลือวัคซีนได้ผล 8% ในผู้สูงอายุแอสตราเซเนกาออกมาปฏิเสธหลังสื่อเยอรมนีอ้างวัคซีนได้ผลน้อยในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

เอเอฟพีรายงานว่าแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) บริษัทผู้ผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 ออกมาปฏิเสธหลังจากที่สื่อของเยอรมนีฮานเดลสบลัตต์ (Handelsblatt) และบิลด์ (Bild) รายงานว่าวัคซีนจากแอสตราเซเนกาที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มีประสิทธิภาพอยู่ที่เพียง 8% เท่านั้นในกลุ่มผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี

พร้อมกล่าวว่ารัฐบาลเยอรมนีกังวลว่าวัคซีนอาจไม่ได้รับอนุมัติจากองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ให้ใช้กับผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป

โดยแอสตราเซเนกาได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า “รายงานว่าประสิทธิภาพของวัคซีนแอสตราเซเนกา/ออกซ์ฟอร์ด ต่ำเพียง 8% ในกลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีนั้นไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง”

“เมื่อเดือนพฤศจิกายนเราได้เผยแพร่ข้อมูลในวารสารทางการแพทย์เดอะแลนซิตซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุมีการตอบสนองที่ดีหลังจากได้รับวัคซีน โดยผู้สูงอายุ 100% สามารถสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ด้านสหภาพยุโรปได้ส่งคำเตือนไปยังแอสตราเซเนกาถึงความล่าช้าในการส่งมอบวัคซีนหลายล้านโดส หลังจากที่แอสตราเซเนกาแจ้งว่าจะมีการส่งมอบวัคซีนให้แก่สหภาพยุโรปไม่ตรงตามเป้าเนื่องจากปัญหาด้านการผลิต

โดยขณะนี้สหภาพยุโรปได้อนุมัติให้มีการแจกจ่ายวัคซีนของไฟเซอร์ (Pfizer) ที่พัฒนาร่วมกับไบโอเอ็นเทค (BioNTech) และวัคซีนของโมเดอร์นา (Moderna) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Photo by RUSSELL CHEYNE / POOL / AFP

จับตา Tencent มูลค่าพุ่งแตะล้านล้านเหรียญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643655

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 12:30 น.จับตา Tencent มูลค่าพุ่งแตะล้านล้านเหรียญมูลค่าบริษัท Tencent ของจีนเจ้าของ WeChat ใกล้แตะล้านล้านเหรียญสหรัฐตามรอยยักษ์ใหญ่อย่าง Apple, Amazon, Alphabet และ Microsoft

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามูลค่าหุ้นของบริษัท Tencent (เท็นเซ็นต์) เจ้าของแอพพลิเคชั่น WeChat (วีแชท) ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเพิ่มขึ้น 11% ซึ่งนับว่ามากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 ส่งผลให้มูลค่าบริษัทในตลาดแตะหลักล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก

ทว่าวันนี้กลับร่วงลงไปถึง 5.1% ซึ่งนับว่าตกหนักที่สุดในรอบ 1 เดือน ทำให้ล่าสุดมูลค่าของ Tencent ลดลงมาอยู่ที่ 900,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แม้ว่าจะมีปัจจัยเพียงไม่กี่อย่างที่ทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นเช่นที่เกิดกับ Tencent กระนั้นก็ตาม นักลงทุนได้อ้างถึงปัจจัยของ Tencent ว่า บริษัทมีแผนจะนำบริษัทสตาร์ทอัพ Kuaishou Technology (ไคว่โส่ว เทคโนโลยี) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคลิปวิดีโอสั้น ที่ Tencent ถือหุ้นอยู่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

นอกจากนี้ ยังได้อานิสงส์จากการที่นักวิเคราะห์จากบริษัท ซิตีกรุ๊ป มองว่า Tencent  มีอนาคตที่สดใสด้วย

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังทำให้ตลาดตราสารอนุพันธ์ประเภทหนึ่งที่เป็นสัญญาซื้อขาย ทรัพย์สินในอนาคต (options market) ทำสัญญาซื้อขายกันดุเดือดมากถึงขั้นที่ สัญญาหนึ่งซึ่งจะหมดอายุในวันพฤหัสบดีนี้มูลค่าหุ้นของ Tencent พุ่งขึ้นถึง 118,300%

ทั้งนี้ Tencent เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้อานิสงส์จากการที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับภาคส่วนเทคโนโลยี  ก่อนที่หุ้นจะตกในวันนี้ เฉพาะเดือน ม.ค.เดือนเดียวมูลค่าหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 251,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับจนถึงตอนนี้ถือว่าเพิ่มสูงที่สุดในโลก

แม้ว่าหุ้นของ Tencent จะเป็นที่ต้องการของนักลงทุนในเอเชีย เนื่องจากให้ผลตอบแทนแล้วกว่า 100,000% นับตั้งแต่เสนอขายหุ้นแก่บุคคลทั่วไปครั้งแรก (IPO) เมื่อปี 2014 แต่ใช่ว่าหุ้น Tencent จะไม่มีความเสี่ยง

ปี 2018 ที่รัฐบาลจีนสั่งคุมเข้มธุรกิจเกมออนไลน์ ส่งผลกระทบกับธุรกิจเกมออนไลน์ที่ทำกำไรได้มากที่สุดของ Tencent เต็มเปา โดยขณะนั้นธุรกิจเกมออนไลน์มีสัดส่วน 40% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท เมื่อบวกกับเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวและเงินหยวนอ่อนค่า และคำสั่งระงับการอนุมัติเกมใหม่ของทางการเป็นเวลา 9 เดือน ทำให้หุ้นของ Tencent ตกถึง 22%

อีกทั้งตั้งแต่ปลายปีที่แล้วรัฐบาลจีนยังตรวจสอบการผูกขาดทางการค้าอย่างเข้มงวดกับบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ในจีน ซึ่งรวมถึง Tencent ด้วย

ทั้งนี้ หากมูลค่าของ Tencent ทะยานแตะล้านล้านเหรียญสหรัฐสำเร็จ จะเป็นบริษัทสัญชาติจีนลำดับที่ 2 ต่อจาก  PetroChina ที่มีมูลค่าเกินล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดย PetroChina ทำได้เมื่อช่วงปลายปี 2017 ก่อนจะลดลง

ไบเดนฉีกคำสั่งทรัมป์ ไฟเขียวทหารข้ามเพศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643650

วันที่ 26 ม.ค. 2564 เวลา 10:55 น.ไบเดนฉีกคำสั่งทรัมป์ ไฟเขียวทหารข้ามเพศโจ ไบเดน ยกเลิกคำสั่งโดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อความแข็งแกร่งของอเมริกาเกิดจากความหลากหลาย

รอยเตอร์สรายงานว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดนลงนามยกเลิกคำสั่งของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ห้ามชาวอเมริกันข้ามเพศรับราชการทหารในกองทัพสหรัฐ ซึ่งจะมีผลให้กองทัพไม่สามารถปลดปรพจำการข้าราชการทหารด้วยเหตุผลด้านเพศสภาพอีกต่อไป

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไบเดนกล่าวย้ำหลายครั้งว่าเขาจะยกเลิกคำสั่งห้ามดังกล่าว โดยไบเดนวางแผนที่จะใช้สัปดาห์แรกในฐานะประธานาธิบดีเพื่อพัฒนาความเสมอภาคและสนับสนุนคนผิวสีและคนด้อยโอกาสอื่นๆ

ไบเดนเชื่อว่าเพศสภาพไม่ควรเป็นอุปสรรคในการรับราชการทหาร และความแข็งแกร่งของอเมริกาเกิดขึ้นจากความหลากหลาย

แถลงการณ์จากทำเนียบขาวระบุว่าการอนุญาตให้ชาวอเมริกันที่มีคุณสมบัติทุกคนรับใช้ประเทศของตนในเครื่องแบบเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับกองทัพและสำหรับประเทศ เพราะกองกำลังรวมเป็นกองกำลังที่มีประสิทธิภาพมากกว่า กล่าวคือเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อชาติของเรา

ด้านลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่กล่าวว่าทางกระทรวงจะดำเนินการตามนโยบายที่เหมาะสมทันที่เพื่อรับประกันว่าคนข้ามเพศมีสิทธิเข้ารับราชการทหารได้

กองทัพสหรัฐดำเนินการเพื่อปกป้องคนในชาติจากศัตรูทั้งในและต่างประเทศ และเราจะบรรลุภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเมื่อเราเป็นตัวแทนของคนในชาติทั้งหมด

ทั้งนี้ ในปี 2016 อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา อนุญาตให้คนข้ามเพศเข้ารับราชการอย่างเปิดเผยและได้รับการดูแลทางการแพทย์

ต่อมาในปี 2017 ทรัมป์เคยประกาศผ่านทวิตเตอร์ว่า “อเมริกันจะไม่ยอมรับหรืออนุญาต” คนข้ามเพศเข้ารับราชการทหาร” และคำสั่งห้ามดังกล่าวมีผลในอีก 2 ปีถัดมา

โดยบุคลากรข้ามเพศที่รับราชการทหารอยู่แล้วได้รับอนุญาตให้ประจำการต่อ แต่คนข้ามเพศคนอื่นๆ ถูกห้ามไม่ให้สมัครเข้ารับราชการทหาร ทั้งนี้ ตามรายงานระบุว่าในปี 2019 มีทหารข้ามเพศประจำการในกองทัพถึง 8,980 นาย

Photo by Spencer Platt/Getty Images/AFP

ราคาวัคซีนของไทยแพงกว่าชาวบ้าน จริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/643619

วันที่ 25 ม.ค. 2564 เวลา 21:01 น.ราคาวัคซีนของไทยแพงกว่าชาวบ้าน จริงหรือ?คำถามนี้ไม่จำเป็นต้องใช้คำตอบยาวๆ อาศัยแค่ข้อเท็จจริงที่กระชับและรวบรัด ยกเว้นว่าประเด็นนี้มักถูกทำให้เป็นการเมืองจนคุยกันไม่รู้เรื่อง

1. ราคาวัคซีนในที่นี้จะว่าเฉพาะราคาของ AstraZeneca (ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันในประเทศไทย) ราคาในสหภาพยุโรปอยู่ที่โดสละ 2.16 เหรียญสหรัฐ ราคาในฝรั่งเศสอยู่ที่ 3 เหรียญ ราคาในประเทศไทยอยู่ที่ 5 เหรียญ

2. โดยเฉลี่ยแล้ว AstraZeneca จะขายในราคา 3 เหรียญสหรัฐถึง 4 เหรียญสหรัฐต่อโดสซึ่งเป็นราคาถูกเพียง 1 ใน 5 ถึง 1 ใน 10 ของราคาวัคซีนบริษัทอื่นๆ

3. สาเหตุที่ขายถูกกว่าเพราะ AstraZeneca ประกาศจะไม่แสวงหากำไรในช่วงที่เกิดการระบาดใหญ่ตามสัญญากับบริษัทที่ทำข้อตกลงกัน ซึ่งหนึ่งในบริษัทที่ดีลคือ Siam Bioscience ของไทยด้วย

4. ดังนั้นราคาของ AstraZeneca จะไม่แพงไปกว่า 4 เหรียญสหรัฐ ยกเว้นไทยกับแอฟริกาใต้ที่จะขายโดสละถึง 5.25 เหรียญสหรัฐถือเป็นกรณีที่สร้างควาามสงสัยพอๆ กับไทย แต่คนไทยกลับไม่สงสัยกัน

5. สาเหตุที่แอฟริกาใต้ต้องซื้อแพงเป็นสาเหตุเดียวกับที่ไทยซื้อในราคาเฉลี่ยซึ่งไม่แพง คำตอบก็คือที่แอฟริกาใต้ต้องซื้อแพงกว่าชาวบ้านก็เพราะประเทศอื่นมีส่วนในการวิจัยและพัฒนาวัคซีน แต่แอฟริกาไม่มีส่วน

6. คนที่ตอบคำถามนี้คืออันบัน พิลเลย์ (Anban Pillay) รองผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขแห่งชาติของแอฟริกาใต้ที่บอกกับสื่อท้องถิ่น Business Day ว่า “คำอธิบายที่เราได้รับว่าทำไมประเทศรายได้สูงต่างๆ ถึงได้ราคาที่ต่ำกว่าก็คือ พวกเขาลงทุน (การวิจัยและพัฒนา) ดังนั้นจึงได้ราคาส่วนลด”

7. เรายังไม่ทราบว่าสาเหตุใดราคาวัคซีน AstraZeneca ของไทยจึงมีราคาเท่ากับแอฟริกาใต้ แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าที่เราไม่ได้ส่วนลด ก็เพราะเราไม่มีส่วนร่วมในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนหรือไม่?

8. เมื่อมาดูที่ประเด็นนี้จะพบว่า สหภาพยุโรปมีความร่วมมือกับ AstraZeneca มาก่อนที่จะเกิดการระบาดใหญ่เสียอีกและไม่ได้ร่วมมือกับบริษัทนี้แห่งเดียวเท่านั้น ผ่านโครงการต่างๆ เช่น IMI

9. ความริเริ่มนวัตกรรมเวชภัณฑ์ หรือ IMI เป็นความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปกับอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ในสหภาพยุโรปเพื่อเร่งพัฒนายารุ่นใหม่ หนึ่งในโครงการที่ได้งบจากความร่วมมือนี้คือ EU-PEARL อันเป็นโครงการทดลองทางคลินิก เช่น การพัฒนาวัคซีนโควิดที่ AstraZeneca ร่วมในโครงการด้วย

10. AstraZeneca ยังได้รับเงินทุนจากรัฐบาลสหรัฐ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 30,000 ล้านบาท) ในการผลิตวัคซีนให้และทันทีที่ได้เงินรัฐบาลสหรัฐก็ดีลวัคซีนล่วงหน้ามาได้ 400 ล้านโดสทั้งๆ ที่ยังพัฒนาไม่แล้วเสร็จ (เดือนพฤษภาคม 2020)

11. กรณีของรัฐบาลสหราชอาณาจักรคล้ายกับกรณีของรัฐบาลไทย รัฐบาลสหราชอาณาจักรให้ทุน 65.5 ล้านปอนด์ (หรือราว 2,700 ล้านบาท) ให้กับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้ลงนามในข้อตกลงการออกใบอนุญาตทั่วโลกกับ AstraZeneca สำหรับการผลิตและการค้าวัคซีนบริษัทและจะใช้กับผู้คนในสหราชอาณาจักรก่อนหากสำเร็จ

12. เทียบกับรัฐบาลไทยให้เงินสนับสนุน Siam Bioscience เพียง 600 ล้านบาท (หรือแค่ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในการพัฒนาวัคซีนที่บริษัทนี้รับผลิตต่อจาก AstraZeneca และยังจะรับเทคโนโลยีมาด้วย ในกรณีของไทยจึงไม่ได้ให้เงินวิจัยและพัฒนา ราคาจึงค่อนข้างสูง แต่บริษัทเอกชนสัญชาติไทยจะได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีมา

13. ในระยะยาวไทยอาจจะได้วัคซีนที่ถูกลง และเพื่อนบ้านของไทยคือเมียนมา, ลาว กัมพูชา และเวียดนามจะได้วัคซีนในราคาที่สมเหตุสมผลด้วยจากคำกล่าวของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ข้อดีคือเราจะขายวัคซีนให้เพื่้อนบ้านได้ และช่วยให้รอบๆ บ้านเราปลอดจากไวรัสด้วย

14. การอุดหนุนการวิจัยและพัฒนาจึงไม่ใช่การอุดหนุนเปล่าๆ แต่เป็นการลงทุนแบบหนึ่ง ยิ่งลงทุนมากวัคซีนที่ได้ก็ยิ่งถูกลงและกระจายไปถึงประชาชนได้กว้างขวางขึ้น มันจึงเป็นการยื่นหมูยื่นแมวแบบหนึ่งนั่นเอง

15. การเปิดเผยราคายังไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำได้ง่ายๆ เพราะต้องพิจารณาเงื่อนไขที่ประเทศนั้นๆ ทำกับบริษัที่ดีลด้วย กรณีที่น่าสนใจคือราคาวัคซีนของ AstraZeneca ที่อยู่ในรายงานนี้มาจากทวีตของเอวา เดอ เบลเกอร์ (Eva De Bleeker) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงงบประมาณของเบลเยี่ยมซึ่งทวีตแล้วก็ลบไปในเวลาไม่นาน คำถามก็คือทำไมถึงถูกลบไปอย่างรวดร็ว?

16. กรณีนี้สามารถวิเคราะห์ได้ว่าราคาวัคซีนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเป็นความลับที่แต่ละประเทศที่ไปดีลกับบริษัทต่างๆ จะไม่ยอมเผยเพราะมีข้อตกลงที่เกี่ยวพันถึงภาคธุรกิจด้วย การกระทำของรัฐมนตรีเบลเยี่ยมจึงถูกเรียกว่าเป็น Blunder หรือความผิดพลาดมหันต์โดยไม่รู้ตัว เมื่อรู้ตัวจึงต้องรีบลบไปแต่ไม่ทันแล้วเพราะมีคนแคปเอาไว้เรียบร้อย

17. หากวัดจากคำตอบของเจ้าหน้าที่แอฟริกาใต้แล้ว ประเทศช่วยที่ลงทุนในบริษัทวัคซีนมากยิ่งได้ราคาที่ถูกมาก ส่วนประเทศที่ลงทุนน้อยหรือไม่มีส่วนเลยจะยิ่งได้ราคาสูง เว้นแต่จะได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัทในราคาที่ถูกลง

18. ตัวอย่างเช่น แอฟริกาใต้ที่ไม่มีส่วนกับการวิจัยของ AstraZeneca จึงได้ราคาสูงกว่าประเทศอื่นๆ และสูงกว่าไทยเล็กน้อย (แต่เมื่อรวมหลายล้านโดสแล้วราคาไม่น้อยเลย) แต่โชคดีที่ AstraZeneca พยายามไม่ทำกำไรในช่วงการระบาดใหญ่ทำให้ราคาไม่สูงกว่านี้

19. ส่วน Pfizer/BioNTech แอฟริกาใต้จะได้รับส่วนลดถึง 30% ทำให้ราคาลดลงมาถูกกว่าที่สหภาพยุโรปดีลไว้เสียอีกคือ 10 เหรียญสหรัฐต่อโดส แลห่งข่าวเผยกับ Business Insider ว่าราคานี้พิจารณาจากสถานะของแอฟริกาใต้ที่เป็นประเทศรายได้ปานกลางและวัคซีนนี้ถูกนำมาทดลองในแอฟริกาใต้ด้วย

20. หากใช้มาตรฐานนี้ ราคาวัคซีนทั่วโลกไม่มีทางเหมือนกัน จะถูกจะแพงขึ้นอยู่กับ 1. ประเทศนั้นๆ ลงทันวิจัยและพัฒนาวัคซีนมากแค่ไหน 2. ประเทศนั้นๆ อยู่ในกลุ่มรายได้ประเภทไหน 3. ประเทศนั้นยอมตกลงเงื่อนไขกับบริษัทหรือไม่ เช่น ยอมทำการทดลองวัคซีนในประเทศ ไทยเองก็ต้องขึ้นกับเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งใน 3 ข้อนี้

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Supreme Court ends lawsuits alleging that Trump illegally profited from business interests #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Supreme Court ends lawsuits alleging that Trump illegally profited from business interests

InternationalJan 26. 2021Associate Justice Neil Gorsuch, center left, is accompanied by Chief Justice John Roberts as they walk to the steps of the U.S. Supreme Court on June 15, 2017, in Washington, D.C. MUST CREDIT: Washington Post photo by Ricky Carioti.Associate Justice Neil Gorsuch, center left, is accompanied by Chief Justice John Roberts as they walk to the steps of the U.S. Supreme Court on June 15, 2017, in Washington, D.C. MUST CREDIT: Washington Post photo by Ricky Carioti.

By The Washington Post · Robert Barnes, Ann E. Marimow

WASHINGTON – The Supreme Court on Monday put an end to lawsuits alleging that former president Donald Trump violated a constitutional anti-corruption prohibition by profiting from his business empire while president.

The justices, without comment or noted dissent, declined to hear Trump’s request to consider lower court orders that said lawsuits could go forward, agreeing with those on both sides of the issue that the cases became moot with Trump no longer in office.

The justices also vacated the lower court judgments in the cases, one of which was filed by the attorneys general of Maryland and the District of Columbia.

It means that there is no definitive answer after years of legal wrangling over the Constitution’s emoluments clauses, which prohibit presidents and others from accepting gifts or payments from foreign governments without congressional approval.

The question has rarely been presented because presidents rarely maintain active business interests in office, as Trump did. Much of the litigation turned on the president’s interest in the Trump International Hotel on Pennsylvania Avenue, near the White House, which became a magnet for foreign dignitaries and others doing business with the government.

The litigation was consumed with questions about who had the right to bring such a suit, and legal questions without precedent.

“We are proud that because of our case, a court ruled on the meaning of ’emoluments’ for the first time in American history, finding that the Constitution prohibits federal officials from accepting almost anything of value from foreign or domestic governments,” District of Columbia Attorney General Karl A. Racine and Maryland Attorney General Brian E. Frosh said in a joint statement.

They added: “History will note that at every step of this case, President Trump and political appointees at the Department of Justice went to extreme lengths to prevent us from uncovering the true extent of his corruption. He attempted to short-circuit the rules of legal procedure to have our case dismissed and avoid discovery into his finances, arguing that the law did not apply to him.”

Their case was one of three testing for the first time the Constitution’s ban on the country’s leaders engaging in private business relationships with foreign governments.

The Supreme Court declined in October to take up a case brought by Democratic members of Congress led by Sen. Richard Blumenthal, D-Conn., and Rep. Jerrold Nadler, D-N.Y. The lawmakers had appealed a Washington D.C. Circuit ruling that blocked individual members of Congress from trying to enforce the foreign emoluments clause.

In a third case in New York, brought by the nonprofit watchdog group Citizens for Responsibility and Ethics in Washington (CREW) on behalf of Trump’s hospitality industry competitors, a three-judge panel of the U.S. Court of Appeals for the 2nd Circuit said a lower-court judge had improperly thrown out the case in late 2017.

The lawsuit alleged that Trump was illegally profiting from his hotels and restaurants in New York and the District. The full appeals court declined to rehear the case this summer and Trump asked the high court to intervene.

Xi signals no change in China’s course, warns against cold war #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Xi signals no change in China’s course, warns against cold war

InternationalJan 26. 2021

By Syndication Washington Post, Bloomberg

President Xi Jinping called on the world to abandon “ideological prejudice” and shun an “outdated Cold-War mentality” as he signaled that China will continue to forge its own path regardless of western criticism.

It’s vital to stay committed to international law and international rules “instead of staying committed to supremacy,” Xi told the Davos Agenda event on Monday, in his first address since Joe Biden entered the White House. “Confrontation will lead us to a dead end,” he said, and urged a return to mutual respect to help the recovery from the pandemic.

“To build small circles and start a new Cold War, to reject, threaten or intimate others, to willfully impose decoupling, supply disruptions, or sanctions, or to create isolation or estrangement, will only push the world into division and even confrontation,” he said.

Xi’s speech had been widely anticipated for the tone it would set for relations between the world’s biggest economies over the next four years. Though Xi did not name Biden by name, many of his comments were clearly targeted at the new U.S. administration.

Xi repeated many of the same talking points about multilateralism and “win-win” outcomes that he deployed in his last address to Davos four years ago, days before Donald Trump’s inauguration, but he also signaled that he does not intend to change course in the face of U.S. pressure.

“Each country is unique with its own history, culture and social system, and none is superior to the other,” Xi said, warning against imposing a “hierarchy on human civilization” or forcing one’s own systems onto others.

China’s leaders have long embraced Davos as a forum to showcase economic reforms while sidestepping difficult questions about politics. Former Premier Li Peng visited in 1992 as China sought to attract foreign investors in the wake of the 1989 Tiananmen massacre.

Xi signaled his desire to put aside political issues which have helped drive a deterioration in ties with Western countries, including his abolition of term limits and use of “re-education” camps in the far western region of Xinjiang. “No two leaves are identical,” Xi told his online audience.

Xi’s desire to set aside political differences won’t be an easy sell. On the campaign trail, Biden said China’s policies in Xinjiang were “unconscionable” and even branded Xi a “thug.” The European Union also officially labeled China as a “systemic rival” in 2019, although it went on to sign an investment deal with the Asian nation in the final days of 2020.

During the address, Xi hinted at his desire to reestablish high-level dialogue with the incoming administration, calling for countries to “enhance political trust through strategic communication.” The Chinese leader succeeded in building a cordial personal relationship with Trump even as the two powers descended into a trade war. That effort began with a trip to the former president’s Mar-a-Lago estate in April 2017 and led to the development of official dialogue tracks which eventually disintegrated over the course of Trump’s presidency.

By the time Biden was sworn in, more than 100 officially organized exchange forums had been disbanded, companies like Huawei Technologies have been hit with export curbs and tariffs imposed on almost $500 billion of products. While Biden hasn’t given many specifics on how he’ll deal with these and other flashpoints, he has signaled a shift from confrontation to competition.

In his speech, Xi steered clear of the triumphal tone evident in some of his domestic addresses in recent years. In a speech last September, Xi said China’s pandemic response demonstrated the “superiority” of China’s political system. In others, he has argued that “China is moving closer to the center of the world stage.”

Still, the president spoke from a position of strength: China has been the only major economy to report growth amid the pandemic last year, and economists are forecasting an expansion of 8.3% this year, compared with 4.1% in the U.S.